Category Archives: AEC

Entertainment Mall : จุดขายใหม่ห้างอินโดฯ

ทางเลือกเมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงมี 2 ทาง คือยืนหยัดไม่หวั่นไหวเพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นเพียงชั่วครู่ อยู่แค่ชั่วคราว กับปรับตัว สำหรับห้างสรรพสินค้าสัญชาติญี่ปุ่นเลือกอย่างหลังเพื่อให้กิจการในอินโดนีเซียเดินหน้าต่อได้ โดยเมื่อปลายกันยายนที่ผ่านมา Jakarta Garden City สาขาที่สองของ Aeon Mall ในประเทศใหญ่สุดของ ASEAN ได้เปิดเป็นวันแรก ซึ่งจุดเด่นของสาขานี้ที่อยู่ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ต้า คือการเป็น Entertainment Mall เน้นกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ลานสเก็ต โรงภาพยนตร์ และชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่บนดาดฟ้า พร้อมร้านอาหารชื่อดังอีกหลายสิบร้าน ต่างจาก Concept เดิมของสาขาแรกที่ยังเต็มไปด้วยร้านของสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทาง Aeon หวังว่าจะสามารถสนองความต้องการผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่หากิจกรรมทำในวันหยุด พร้อมกระตุ้นให้คนยุคใหม่ที่หันไปซื้อขายสินค้า Online ออกมาใช้จ่ายกับประสบการณ์ที่จับต้องได้อีกครั้ง ท่ามกลางยอดขายห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะในส่วนของแผนกค้าปลีกที่ลดลง สวนทางกับยอดขายของ E-Commerce ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

จุดขายใหม่ของ Aeon Mall เป็นไปในทิศทางเดียวกับห้างสรรพสินค้าแห่งอื่นๆ ในอินโดนีเซีย อย่าง Transmart ที่ CT Group ทุ่มถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 99,000 ล้านบาท) เพิ่มโรงภาพยนตร์และสวนสนุกในร่มเข้าไปในสาขาใหม่อีกราว 100 แห่งที่จะเปิดในอนาคต และ Maxx Box Lippo Village ของ Lippo Group ที่จะเพิ่มโรงภาพยนตร์กับร้านอาหารเข้าไป ซึ่งยังใกล้เคียงกับห้าง Central Embassy ในไทยที่เพิ่งเปิด Open House Living Space – Zone ใหม่บนชั้น 6 เมื่อมีนาคมที่มีทั้งร้านหนังสือ ร้านอุปกรณ์งานประดิษฐ์และร้านอาหาร เพื่อหวังดึงดูดลูกค้ายุค E-Commerce ให้ออกมาสัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้หากอยู่แต่ในโลก Online / nikkeiasia

งบโฆษณาบน Mobile Media ใน ASEAN โตไม่หยุด

5 ปีต่อจากนี้คงเห็นภาพชัดขึ้นว่าอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Device) อย่าง Smartphone และ Tablet จะยิ่งทวีความสำคัญทั้งมุมของแบรนด์และวงการโฆษณา โดยตามคาดการณ์ของ emarketer – Website ที่รายงานความเคลื่อนไหวในแวดวงการตลาดทั่วโลก เน้นสื่อ Digital ระบุว่าปี 2017 งบโฆษณาบน Mobile Media ในตลาดใหญ่ของ ASEAN 6 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย จะอยู่ที่ 490,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 16.17 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 28.8% ของ Digital Media และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนปี 2021 ขยับไปอยู่ที่ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 72,600 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 68.7% ของงบโฆษณาบน Digital Media โดยมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนามเป็น 3 ประเทศที่เติบโตมากสุด

ส่วนในไทยและสิงคโปร์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปีนี้ในไทย งบโฆษณา Mobile Media จะครองสัดส่วน 18.5% ของ Digital Media ทั้งหมด ขณะที่สิงคโปร์เมื่อถีงปี 2021 Mobile Media จะเพิ่มสัดส่วนเป็นสูงถึง 81.7% ทั้งนี้ทาง emarketer ให้เหตุผลว่าการเติบโตดังกล่าวของทั้ง 6 ประเทศเป็นผลมาจากความนิยมในการใช้ Mobile Device การขยายเครือข่าย Internet ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นและค่าใช้บริการสัญญานโทรคมนาคมที่ถูกลง โดยแบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาใน Mobile Media มากสุดคือแบรนด์ E-Commerce เพื่อหวังเรียกความสนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ชอบซื้อ-ขายสินค้า Online / emarketer

สิงคโปร์ : ตลาดสำคัญในเอเชียที่ Uber เสียไปไม่ได้

แน่นอนว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กหากวัดจากพื้นที่ แต่ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจเกาะขนาดแค่เพียงเกือบ 720 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้มีศักยภาพมากมายที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย ล่าสุดคาดกันว่า Dara Khosrowshahi ประธานฝ่ายบริหาร (CEO) คนใหม่ของ Uber – ค่าย App เรียกใช้บริการพาหนะ (Ride Hailing App) สัญชาติอเมริกัน คงต้องยกให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญนอกสหรัฐที่ไม่สามารถเสียไปได้อีก ท่ามกลางการพยายามชิง Market Share กับ Grab – Ride Hailing App ดังของ ASEAN ที่ครองความเหนือกว่าในฐานะเจ้าถิ่น

นอกจากศักยภาพด้านเศรษฐกิจและพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เอื้อต่อบริษัทใน Digital Economy ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนประเทศสู่ Smart Nation แล้วยังมีอีกหลายสาเหตุที่ Uber ต้องให้ความสำคัญกับสิงคโปร์ เริ่มจากการหลั่งไหลเข้ามาของประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านปีละหลายล้านคนทั้งเพื่อท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจหรือทำงาน ตามด้วยนักเที่ยวจากยุโรปและออสเตรเลียที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก หลังมีนาคมปีหน้าเป็นต้นไปสายการบิน Qantas Airways จะกลับมาใช้สิงคโปร์เป็นจุดแวะพักเพื่อเดินทางต่อของเส้นทางจาก Sydney สู่ London

ส่วนเหตุผลสุดท้ายเพราะ Uber เองก็คงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แพ้แบรนด์ท้องถิ่นเหมือนที่ต้องถอนตัวจากจีนหลังแพ้ให้กับ Didi Chuxing ที่จากเกิดการรวมตัวของสอง Ride Hailing App รายใหญ่ของจีน อย่างไรก็ตามงานนี้คงไม่ง่าย เนื่องจาก Grab ไม่ได้เป็นแค่เบอร์ 1ใน ASEAN แต่ยังจับมือบริษัทกิจการเดียวกันในเอเชียอย่าง Didi Chuxing ของจีนและ Ola ของอินเดียให้ผู้ใช้สามารถเรียกรถของ App พันธมิตรเมื่อเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย เพื่อลดโอกาสการเปลี่ยนไปใช้ Uber / bloomberg ,straittimes

Ride Hailing App ใน ASEAN รุก E-Money

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยับเข้าใกล้การเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งภาคการธนาคารไม่ใช่ธุรกิจเดียวที่เป็นตัวเร่งและมีส่วนผลักดัน โดย Grab – ค่าย App เรียกใช้บริการพาหนะ (Ride Hailing App) ชื่อดังของภูมิภาคนี้ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสิงคโปร์ ได้เริ่มให้ผู้ใช้โอนเงินที่มีอยู่ในบัญชีผู้ใช้ (User Account) เพื่อจ่ายค่าโดยสารแทนเพื่อน และปลายปีนี้วางแผนขยาย E-Money เหล่านี้ให้สามารถจ่ายค่าอาหารหรือสินค้าในร้านที่ร่วมรายการกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งใกล้เคียงกับ Go-Jek : App เรียกใช้บริการจักรยานยนต์รายใหญ่ของอินโดนีเซียที่ขยายขอบเขตการชำระเงินผ่าน E-Money สู่ค่าแรงพนักงานทำความสะอาดหรือแม้กระทั่งค่านวด

วิเคราะห์กันว่าการขยายขอบเขตการชำระเงินผ่าน E-Money ดังกล่าว ทาง Grab และ Go-Jek ต่างเห็นตรงกันว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ต้องคว้าไว้จากทั้งจำนวนประชากรใน ASEAN ที่มีมากถึง 640 ล้านคน และอัตราเข้าถึง Mobile Device กับการพัฒนาเครือข่าย Internet ที่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศ ขณะเดียวกันทั้ง 2 แบรนด์คงเห็นถึงอภิมหาข้อมูล (Big Data) จากพฤติกรรมการชำระสินค้าของผู้ใช้ เช่น พิกัดของร้านและสินค้าที่ชื่นชอบ ซึ่งสามารถนำมาใช้พัฒนาบริการได้ต่อไป ส่วนผลกระทบต่อเนื่องคาดว่าจะทำให้บรรดาธนาคาร แบรนด์สินเชื่อและบัตรเครคิต ต้องเพิ่ม Promotion และลดค่าธรรมเนียมเพื่อตรึงผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อ / bloomberg

Obike ระดมทุนรอบล่าสุดได้มากติด Top 3 ของ ASEAN

กลายเป็นธุรกิจกลุ่มเศรษฐกิจแบ่งบัน (Sharing Economy) ที่มีใช้กันในหลายประเทศแล้ว สำหรับบริการใช้จักรยานแบบปันกันขี่ผ่านแอพ (Bike Sharing App) ซึ่งในมุมมองของเหล่า Venture Capital การขยายตัวดังกล่าวไม่สามารถมองข้ามได้ โดย Obike – Startup ในธุรกิจนี้สัญชาติสิงคโปร์ เผยว่าได้เงินมากถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1,575 ล้านบาท) จากการระดมทุนรอบSeries B ซึ่งตามข้อมูลของ Tech In Asia – Website ที่รายงานความเคลื่อนไหววงการเทคโนโลยีในเอเชียระบุว่าเป็นการระดมทุนรอบดังกล่าวที่ได้เงินมากอยู่ในอันดับต้นๆ ในหมู่ Startup ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจาก 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 3,500 ล้านบาท) ของ Zalora เมื่อปี 2013 และ 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2,100 ล้านบาท) ของ Icarsclub เมื่อปีที่แล้ว

Edward Chen ประธานฝ่ายการตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง Obike เผยว่าเป็นเงินจากนักลงทุนหลายกลุ่ม รวมถึงผู้ให้บริการด้านคมนาคมรายหนึ่งมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างระบบเทคโนโลยีทางคมนาคมในเมืองที่สะดวกยิ่งขึ้น โดยเป็นที่คาดว่า เงินจำนวนนี้อาจถูกนำไปใช้ขยายธุรกิจ หลังมีอัตราขยายกิจการที่น่าพอใจ ด้วยพื้นที่ให้บริการอยู่ใน 10 ประเทศ เช่น ไต้หวัน ไทย สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อมกราคมปีนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตามต้องจับตาดูต่อไปว่าการขยายกิจการในต่างประเทศของ Obike จะไปได้ไกลแค่ไหน เนื่องจากแม้สะดวกกับผู้ใช้ ด้วยการจอดตรงจุดใดก็ได้ กลับสร้างปัญหาจอดทิ้งระเกะระกะและรุกล้ำทางเท้าจนฝ่ายปกครองของเมืองใหญ่ในบางประเทศเตือนให้เร่งแก้ไข ซึ่งเบื้องต้นทาง Obike ได้ใช้มาตรการขึ้นค่าบริการกับผู้ใช้ประวัติเสีย จอดนอกจุดจอดจักรยานสาธารณะและให้ส่วนลดสำหรับผู้ใช้ประวัติดี / techinasia ,wikipedia ,wired

 

C-Store ฟิลิปปินส์โตตามการขยายตัวของ Call Center

กิจการต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจล้วนเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อธุรกิจหนึ่งเติบโตจึงส่งผลให้อีกธุรกิจขยายตัวตามไปด้วย โดยตามคาดการณ์ของ IGD บริษัทในสหราชอาณาจักรที่วิเคราะห์ข้อมูลวงการค้าปลีกทั่วโลก ระบุว่าอีก 5 ปีต่อจากนี้การขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อ (C-Store) แบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในฟิลิปินส์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Call Center โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ ซึ่งพนักงานวัยเริ่มต้นทำงานต้องการความสะดวกในการซื้อสินค้า และแน่นอนว่า 7-Eleven แบรนด์ C-Store ระดับโลกที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในประเทศนี้ก็ทราบถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวดี ได้เดินหน้าขยายสาขาทั้งตามเมืองขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วประเทศแล้ว

IGD ยังคาดด้วยว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะทำให้ 5 ปีจากนี้ตลาดธุรกิจค้าปลีกของสดในฟิลิปปินส์จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 9.3% จนปี 2021 มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 95,980 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) ขยับสู่อันดับ 5 ของเอเชียรองจาก จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย พร้อมเป็นอันดับสองของ ASEAN รองจากอินโดนีเซียด้วย โดยในกรอบเวลาเดียวกัน การขยายตัวของ C-Store ,E-Commerce และห้างค้าปลีก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้นจะส่งผลให้ร้านขายของชำขนาดเล็กซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวตามตรอกซอกซอยต่างๆ หรือที่ในภาษาตากาล็อกเรียกว่า Sari-Sari ลดลง /insidereratail

Grab คว้าเงินก้อนโตในการระดมทุนรอบล่าสุด

 

ท่ามกลางบรรดา Startup ใน ASEAN ตอนนี้คงไม่มีใครรุ่งเท่า Grab อีกแล้ว โดย App เรียก Taxi ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์เผยว่ามีเม็ดเงินเข้าองค์กรผ่านการระดมทุนรอบล่าสุดมากถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 87,500 ล้านบาท) แบ่งเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 70,000 ล้านบาท) จาก Didi Chuxing บริษัทในกิจการเดียวกันสัญชาติจีนและ SoftBank ค่ายโทรคมนาคมญี่ปุ่น ส่วนอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 17,500 ล้านบาท) มาจากกลุ่มนักลงทุนรายใหม่และรายเก่ารวมกัน ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้องค์กรที่ Anthony Tan ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 เป็น Startup มูลค่าสูงสุดในภูมิภาคนี้ ด้วยมูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 210,000 ล้านบาท)

Deal นี้นอกจากทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Softbank กับ Grab ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่การเจรจาของผู้บริหารทั้ง 2 บริษัทเมื่อปี 2014 แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังเสริมให้ Grab เองมีสภาพคล่องทางการเงินเหนือกว่าคู่แข่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมปูทางสู่การเสนอขายหุ้นให้บุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในอนาคต สำหรับ SoftBank ไม่ได้มีบทบาทสำคัญเฉพาะเร่งการเติบโตตัวของ App เรียก Taxi ใน ASEAN เท่านั้น แต่ยังขยายสู่ระดับทวีปเอเชียผ่านการลงทุนในธุรกิจนี้ทั้งในจีนและอินเดีย / bloomberg

Alibaba เล็งขยายฐานใน ASEAN ผ่าน Tokopedia

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่ Alibaba ให้ความสำคัญไม่น้อย ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุด โดย website ข่าวเศรษฐกิจหลายสำนัก เช่น Bloomberg และ Nikkei รวมถึง Website ที่เกาะติดความคืบหน้าวงการเทคโนโลยีในเอเชียอย่าง Techinasia รายงานตรงกันว่า ในการะดมทุนรอบใหม่ของ Tokopedia ซึ่งจะมีเม็ดเงินให้ค่าย E-Commerce แบบผู้บริโภคสู่ผู้บริโภค (Consumer to Consumer -C2S) ใหญ่สุดของอินโดนีเซีย นำไปขับเคลื่อนธุรกิจ มากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 17,500ล้านบาท) นั้น เงินก้อนใหญ่สุดจะมาจาก Alibaba ขณะที่ Softbank ค่ายโทรคมนาคมชื่อดังของญี่ปุ่นและ Sequoia Capital บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital – VC) สัญชาติอเมริกันก็จะลงทุนเพิ่มอีก

แม้ยังไม่แน่ชัดว่าเงินลงทุนดังกล่าวจะมากขนาดไหน แต่หากมากถึงขนาดที่ทำให้ Alibaba ถือหุ้นใหญ่หรือครอบครองกิจการของ Tokopedia ได้เช่นที่เคยทำมาแล้วกับการซื้อกิจการของ Lazada แบรนด์ E-Commerce ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์เมื่อปี 2016 นอกจากจะเป็นการขยายฐานใน ASEAN ให้อาณาจักรธุรกิจภายใต้การดูแลของ Jack Ma แล้ว ยังบีบให้บริษัทในธุรกิจเดียวกันในภูมิภาคนี้ต้องจับมือเป็นพันธมิตรกันมากขึ้นเพื่อให้สามารถสู้กับ Alibaba ได้

สำหรับ Alibaba ไม่ได้ถือเป็นบริษัทต่างชาติหน้าใหม่ในอินโดนีเซีย โดยก่อนหน้านี้ Ant Financial บริษัทการเงินในเครือเคยร่วมลงทุนกับ Emtek สื่อดังของประเทศใหญ่สุดใน ASEAN  ก่อตั้งบริการชำระยะเงินผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Payment) ในระบบส่งข้อความของ Blackberry Messenger (BBM) ซึ่งยังมีผู้ใช้อยู่ในอินโดนีเซีย ส่วนโครงการต่อไปในประเทศนี้ของค่าย E-Commerce จีนยักษ์ใหญ่คือศูนย์ข้อมูลสำหรับระบบประมวลผลแบบหมู่เมฆ (Cloud Computing) ซึ่งคาดว่าจะเปิดทำการได้ราวไตรมาสแรกของปี 2018 / bloomberg ,techinasia

ฟิลิปปินส์และเวียดนามหวังขึ้นเป็นฐานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ใน ASEAN

ตลอด 4 ปีต่อจากนี้ภาพรวมของอวงการยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง โดย BMI บริษัทวิจัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และอุสาหกรรมหลายด้านซึ่งมีสาขาทั่วโลกคาดว่า ปี 2017-2021ยอดการผลิตรถยนต์ในฟิลิปปินส์และเวียดนามจะขยายตัวมากถึง 300% และ 80% ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รายได้ของประชากรวัยทำงาน กำลังซื้อและความต้องการรถคันแรก ส่งผลให้อุตสาหกรรมด้านนี้ของทั้ง2 ประเทศโตมากสุดในภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวสร้างความคึกคักให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้ง 2 ประเทศ โดยโดยในฟิลิปปินส์ Mitsubishi เตรียมเปิดโรงงานปั้มขึ้นรูปโลหะแผ่นป้อนให้โรงงานผลิตรถยนต์อีกต่อหนึ่งใน 2018 เพราะคาดว่ายอดขายรถจะเพิ่มขึ้น 50% ขณะที่ Toyota และค่ายรถอื่นๆ ต่างเพิ่มกำลังการผลิตหลังรัฐบาลทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านเหรีญสหรัฐ (ราว 17,500 ล้านบาท) เพื่อผลักดันให้ประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญใน ASEAN ส่วนในเวียดนาม ค่ายรถทั้งของยุโรปและเอเชียอย่าง Citroen ,Peugeot และ Hyundai ก็ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตเช่นกัน

ทั้งนี้แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ในฟิลิปปินส์และเวียดนามจะขยายตัวแต่ยังห่างไกลจากยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคในหลายด้านโดยตามข้อมูลของ BMI ระบุว่าเมื่อถึงปี 2021 ยอดการผลิตของอินโดนีเซียและไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,45,000 ล้านคันและ 1,005,000 คันตามลำดับ ทิ้งห่างของฟิลิปปินส์และเวียดนามซึ่งอยู่ที่เพียง 390,000 คันและ 100,000 คันตามลำดับ ขณะในเรื่องสัดส่วนการครอบครองรถต่อสัดส่วนประชากร มาเลเซียกับไทยสูงถึง 83% และ 52% สวนทางกับของฟิลิปปินส์และเวียดนามซึ่งอยู่ที่เพียง 6% และ 2% ตามลำดับเท่านั้น

ที่มา : bloomberg.com

7-Eleven ไม่ถอดใจหลังพลาดท่าในอินโดฯ

          ในเกมธุรกิจมีองค์ประกอบ มีตัวแปรมากมายต้องใส่ใจ เพราะถ้ามองข้ามเมื่อไหร่อาจหมายถึงความล้มเหลว บทเรียนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ Seven & I Holdings Co.,Ltd บริษัทแม่ของ 7-Eleven จากญี่ปุ่นที่ดำเนินการขยายกิจการไปทั่วโลก ได้รับอย่างกล้ำกลืนระหว่างทยอยปิดสาขาในอินโดนีเซียกว่า 130 แห่ง ผ่านการร่วมธุรกิจกับ PT Modern Internasional ผู้ถือครองลิขสิทธ์ (Franchisee) ในประเทศนี้ตั้งแต่ปี 2009 มาถึงจุดจบทั้งที่ช่วงแรกกระแสตอบรับและอัตราการขยายสาขาเป็นด้วยดี โดยวิเคราะห์กันว่า ความล้มเหลวครั้งนี้มีหลายเหตุผลประกอบกัน

        เริ่มจากรายได้ลดลงหลังรัฐบาลอินโดฯ ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดเมื่อปี 2015 ,ยอดขายสินค้าน้อยสวนทางกับยอดลูกค้าที่เข้าร้านเพราะลูกค้าวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้ร้านเป็นจุดนักพบหรือแหล่งสัญญาน WiFiมากกว่าซื้อสินค้าและสองแบรนด์สะดวกซื้อเจ้าถิ่น Alfamart กับ Indomaret ที่เป็นต่อทั้งจำนวนสาขาครอบคลุมกว่าและเข้าใจผู้บริโภคมากกว่า อย่างไรก็ตาม Seven & I Holdings Co.,Ltd ยืนยันว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดที่สำคัญและจะหา Franchisee รายใหม่เพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจในประเทศซึ่งเป็นที่สุดในเรื่องขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง

          ทั้งนี้ก่อนการถอยทัพของ 7-Elevenในอินโดนีเซีย สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า PT Modern Internasional พยายามขายกิจการร้านสะดวกซื้อให้ CP All – Franchisee ของ 7-Eleven ในไทยเข้าบริหารแทน ด้วยข้อตกลงมูลค่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2,625 ล้านบาท) เพื่อบรรเทาผลกระทบของธุรกิจทุกกลุ่มของบริษัทและลดการขาดทุนแต่ที่สุดแล้วการเจรจาก็ไม่ลงตัว

 

ที่มา : insideretail.asia , asia.nikkei.com ,thejakartapost.com