Category Archives: Health

ชนะได้ทุกสิ่ง แค่..ลุกมา “วิ่ง”

ปัจจุบันเทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมของคนทุกๆ วัย ท่ามกลางทางเลือกที่หลากหลาย “การวิ่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งช้อยส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ส่วนหนึ่งเกิดจากความสะดวก ที่ไม่ต้องใช้เทคนิคหรือความรู้ฮาวทูอะไรให้ซับซ้อน ไม่ต้องง้อเพื่อนหรือต้องรอเวลา รอสถานที่ แถมยังไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก แค่ลุกขึ้นมาสวมรองเท้าวิ่งคู่เดียว..ก็พร้อมจะออกวิ่งได้ทันที

โดยเฉพาะเมื่อโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ที่ศาสตราจารย์นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ผู้บุกเบิกกระแสการวิ่งในเมืองไทยเป็นผู้ผลักดัน ประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจทำให้คนตื่นตัววิ่งเพื่อสุขภาพกันทั้งเมือง

ล่าสุดได้ปล่อยหมัดฮุคเพื่อส่งสารถึงคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” “ยังไม่พร้อม” “ไม่รู้จะไหวไหม” ฯลฯ สารพัดจะหาข้ออู้หรือข้ออ้างให้ตัวเอง ผ่านทางคลิปน่ารักใสๆ ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ซึ่งแม้จะเข้าเส้นชัยเป็นที่โหล่ แต่สาวเจ้าก็ยังยินดีปรีดากับชัยชนะครั้งนั้นอย่างหน้าชื่นตาบาน

ฉัตรชัย ประเสริฐมรรค โปรดิวเซอร์และหนุ่มผู้กำกับ

 

ฉัตรชัย ประเสริฐมรรค โปรดิวเซอร์และหนุ่มผู้กำกับ เจ้าของผลงานโฆษณาดีๆ หลายชิ้น กล่าวถึงไอเดียที่มาของแรงบันดาลใจในการผลิตคลิปชุดนี้ว่า เกิดจากการได้เห็นคนส่วนใหญ่ มักให้ความสำคัญกับผลที่ปลายทาง เช่น การวิ่งก็ต้องเข้าเส้นชัยก่อนคนอื่น ต้องวิ่งได้มากกว่าคนอื่น หรือต้องมีผลตอบแทนเป็นเหรียญรางวัลเสื้อสามารถต่างๆ นาๆ

“ผมมองว่าคนเรา เวลาตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ให้ชีวิตตัวเอง ขอแค่ให้ได้เริ่มต้น ลุกมาลงมือทำ เอาชนะใจตนเองให้ทำงานนั้นๆจนสำเร็จลุล่วง อันนั้นคือประเสริฐดีงามที่สุดแล้ว

สมมุติเราบอกว่าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อลดความอ้วน มันไม่เห็นสำคัญเลยว่า ต้องวิ่งชนะ ต้องวิ่งได้โห สี่สิบกิโลระดับมาราธอน เอาง่ายๆ ว่า แค่ตื่นเช้านี่ การลุกจากเตียงตอนเช้าได้นี่คือชัยชนะยิ่งใหญ่มากเลยนะ หรือบางคนที่วิ่งไปก็แอบคิดไปว่า เรามาทรมานตัวเองทำไมเนี่ยะ กลับไปนอนที่นอนสบายๆ ดีกว่ามั้ย คือมันจะเหนื่อยจนอยากจะเลิก เหมือนตัวนางฟ้ามันจะกระซิบที่หูข้างนึง สู้ๆ อีกนิดเดียวเอง แต่ตัวปีศาจ ก็ตามมากรอกหูเราว่า เฮ้ย พอๆ เลิกเถอะ ทีนี้เราจะฟังตัวดีหรือตัวร้าย นี่ไงชัยชนะที่ผมว่า ไม่ได้สู้กับใครครับ สู้กับตัวเองทั้งนั้น แค่ลุกขึ้นมาทำ นั่นละชนะตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ”

ด้วยไอเดียบรรเจิดขนาดนี้เอง ที่ทำให้คลิปใสๆ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จะสั้นแต่เต็มไปด้วยข้อคิดที่สอดแทรกอยู่ บางที สิ่งที่สาวน้อยกับหนุ่มคู่หูในคลิป อาจจะทำให้คุณสะเทือนไปทั้งใจก็ได้ และที่สำคัญ มันยังตอกย้ำเรื่องจริงที่หลายคนประสบด้วยตนเองมาแล้ว ว่า “วิ่งเปลี่ยนชีวิต” หรือ “Running can change your life” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงๆ

อยากสัมผัสวินาทีแห่งความสุข ที่นักวิ่งหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตัวลอยเบาหวิวเหมือนกับนกที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” นั้นเป็นเช่นไร ประสบการณ์และความภาคภูมิใจในตัวเองที่เงินหาซื้อไม่ได้ เป็นความสุขแบบที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก

หลังคลิปนี้ถูกปล่อยออกไปไม่กี่ชั่วโมง คอมเมนท์ยาวเหยียดที่ตามมา มีแต่คนพิมพ์คำว่า “ดูแล้วอยากไปวิ่ง” อยากรู้ว่าจริงมั้ย คลิกเบาๆ ที่คลิปด้านล่าง รับชมไปพร้อมๆ กัน

“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” จากอดีตมนุษย์ป้ากลายมาเป็นเจ้าหญิงนักวิ่งแฟนซี

“อายุ” เป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่คนมักยกมาเป็นข้ออ้างเอาไว้อธิบายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องของการออกไปวิ่ง ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงแล้ว มีผู้คนอีกมากมาย ที่ได้พบกับความสุข มีสังคมที่ดี และมีสุขภาพความพร้อมของร่างกายกันเกิดมาจากการวิ่ง โดยเริ่มต้นทำสิ่งเหล่านี้ตอนที่ย่างเข้าสู่ “วัยป้า”

เหมือนกับเรื่องราวสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ได้พบเห็นของ “ป้าเนเน่” หรือ นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี ที่ลุกมาเปลี่ยนชีวิตหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากอาการป่วยไข้ของคนคู่ชีวิต “ลุงย่องแย่ง” สมปอง แสงศักดิ์ศรี สามีของป้าที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน จนหมอต้องกำชับให้ทั้งคู่ลุกมาออกกำลังกายบ้าง ซึ่งนอกเหนือจากยาที่แพทย์จ่ายแล้ว ทั้งลุงกับป้าได้หันมายึดเอา “การวิ่ง” เป็นตัวช่วยสำคัญในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอีกทางหนึ่ง

 

“เราสองคนเริ่มวิ่งตอนปี 2548 คือประมาณ 12 ปีที่แล้ว ตอนแรกป้าแค่ไปวิ่งเป็นเพื่อนลุง เริ่มจากการวิ่งเหยาะแถวบ้าน เพราะการวิ่งมันง่ายไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือเตรียมตัวอะไรมาก แต่พอวิ่งได้สามเดือน หมอนัดตรวจตามระยะ หมอบอกน้ำตาลลดลง เบาหวานจากเดิม 300 เหลือ 200 เราก็เออดีนะ งั้นวิ่งต่อ พออีกสามเดือนไปตรวจอีก คราวนี้เบาหวานหายไปเลย ป้าเรียกว่าความมหัศจรรย์ของการวิ่ง จากคนที่เคยต้องกินยาเป็นกำ เริ่มลดยาลง อาการข้างเคียงอื่นๆ ก็ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงกระฉับกระเฉงขึ้น

คนแก่ที่เคยออดๆ แอดๆ เอ ทำไมวิ่งได้ไม่กี่เดือน กระปรี้กระเปร่า ตื่นมาหน้าตาสดใส เลิกบ่นปวดบ่นเมื่อย เราก็เลยวิ่งจริงจัง เพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะทาง แทนที่จะเอาเวลาไปนั่งๆ นอนๆ ดูทีวีเหมือนก่อน ก็หมั่นออกไปฝึกซ้อม กลายเป็นว่าอาการเบาหวานของลุงหายเป็นปกติเลย ไม่ต้องกินยาอีกเลย นอกจากเราจะมีความสุขที่หายเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เรายังมีความสุขที่เกิดจากการที่ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

 

“ชีวิตใหม่” ของป้าเนเน่ที่ได้จากการวิ่งนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องของสุขภาพร่างกาย หากแต่ยังหมายถึงภาพรวมทั้งหมดทุกมิติอีกด้วย เพราะหลังจากวิ่งได้ไม่นาน แทนที่จะชวนกันไปวิ่งสองคนตายาย ป้าเนเน่ก็เริ่มที่จะสนใจอยากลอง “ทำอะไรสนุกๆ” ดูบ้าง

คำว่า “ทำอะไรสนุก” ของป้าในทีนี้ เริ่มจากตอนแรกที่แค่หาเสื้อผ้าให้เข้ากับคอนเซปต์ของการจัดงานวิ่งแต่ละครั้ง แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นคุณป้าที่มาปรากฏตัวทีไร ผู้คนก็ฮือฮาขอถ่ายรูปด้วยเสมอ เพราะป้าเล่นจัดเต็มแบบอลังการงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยทรงเครื่อง ชุดซูเปอร์ฮีโร่จากภาพยนตร์ชื่อดัง ชุดประจำสารพัดชาติ ชุดนักรบดึกดำบรรพ์ ไล่ไปยันชุดนักเรียน ชุดกระเหรี่ยงชาวเขา หรือแม้แต่ชุดที่ถูกสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์งานวิ่งหรือเทศกาลสำคัญต่างๆ ซึ่งบางครั้งคือการนำเอาของดีท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่ไปวิ่งมาผสมผสานเป็นเครื่องแต่งกาย แม้จะต้องแบกน้ำหนักอันมหาศาลของเครื่องทรงสุดอลังการตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ป้าบอกว่า “ดีต่อใจ” เพราะลงสนามทีไรก็มีแต่จะสร้างรอยยิ้ม เป็นตัวกระตุ้นให้กำลังใจกับเพื่อนในสนามวิ่งตลอดเวลา

 

“คิดดูว่าเดิมทีเราก็คนแก่ อยู่บ้านนั่งๆ นอนๆ คุยกันสองคนตายาย ไปไกลบ้านแค่ตลาดก็เหนื่อยแล้ว เพื่อนฝูงก็ห่างหายกันไป พอได้ไปวิ่งก็รู้จักเพื่อนใหม่ทุกวัน เดี๋ยวไปวิ่งจังหวัดนั้นก็แวะไปเที่ยวไปหาคนนี้คนนั้น เดี๋ยวมีกิจกรรมที่นั่นที่นี่ อะ ไปงานนี้เขามีประกวดมะขามหวาน งั้นตัดชุดมะขามใส่ดีกว่า (หัวเราะ)

บางสนามวิ่งต้องไปกางเต้นท์นอน ทุกวันเราเลยได้สนุก มีเรื่องให้ตื่นเต้น ให้พบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ชีวิตที่มีแต่เรื่องดีๆ ให้ชื่นใจทุกวัน ทำยังไงก็ไม่แก่เลยแบบนี้ กลายเป็นเด็กไปเลย อยากไปไหนต่อไหน ลืมตาตื่นมาอ๊ะวันนี้มีอะไรให้ทำ ไม่เคยซ้ำ ชีวิตไม่เงียบเหงาไม่น่าเบื่ออีกเลย

บางวันวิ่งๆ อยู่มีคนไม่รู้จักกันเดินมา ..สวัสดีครับป้า ขอบคุณมากครับป้าที่ทำให้ชีวิตผมมีสีสันมีความสุข ทำให้ผมยิ้มได้ ทำให้ผมหายเหนื่อย.. พอเราเห็นคนอื่นสุขเราก็สุขด้วย บางทีไปวิ่งป้าเข้าเส้นชัยคนท้ายๆเลย ไม่ใช่วิ่งไม่ไหวนะ แต่เพราะมัวแต่รับไหว้ มีคนมาขอเซลฟี่ด้วย มีคนเอาขนมมาให้ วิ่งไปแวะทักทายคนนั้นคนนี้ไปตลอดทาง”

เห็นแต่งองค์ทรงเครื่องพะรุงพะรังขนาดนี้ อย่าคิดว่าป้าเนเน่จะยอมให้ตัวเองเป็นเพียงแค่สีสันประจำลู่วิ่ง เพราะอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นนักวิ่งสายฟรุ้งฟริ้ง ป้าเนเน่ยังได้รับการยอมรับในฐานะนักวิ่งฝีเท้าฉกาจ ที่พิชิตเส้นชัยมาแล้วมากกว่า 500 สนามทั่วไทย

“วันก่อนป้าเพิ่งไปวิ่ง 42 กิโลเมตร ก็วิ่งไปพักไป 9 ชั่วโมงก็เข้าเส้นชัยจนได้ .. แหม อะไรนะ ..โอ้ย มีคนถามบ่อยว่าจะวิ่งถึงอายุเท่าไร ป้าพูดเสมอนะว่า จะวิ่งจนกว่าขาจะวิ่งไม่ไหว อายุ 60 มันไม่เห็นจะสำคัญตรงไหนเลย ไปดูในสนามสิ อายุ 70 – 75 – 80 มีให้เห็นเยอะแยะ ในสนามวิ่งนี่เราถือว่า ป้านี่เป็นเด็กกว่าคนอื่นอีกนะจ๊ะ”

พูดแล้วก็หัวเราะเสียงใสลงลูกคอเอิ๊กอ๊าก อยากรู้ว่าป้าเนเน่หัวเราะสะใจขนาดไหน ต้องแวะไปเจอเธอได้ทุกสนามวิ่งทั่วไทย ว่าแต่ .. จะวิ่งทันป้าไหมละนั่น!!!

เพราะการวิ่งเปลี่ยนชีวิตได้ เรื่องจริงของนักวิ่ง 3 วัย ที่พบชีวิตใหม่จากการวิ่ง

จากผู้ป่วยที่เดินได้ไม่ถึง 100 เมตร สู่นักวิ่งมินิมาราธอน ณัฐพล เสมสุวรรณ ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและโรคแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นโรคที่ใน 1 ล้านคนจะเจอได้แค่ 7 คนเท่านั้น จนเป็นผู้ป่วยติดเตียง โดยมีความคิดหลายๆ ครั้ง เพื่อที่จะจบชีวิตของตนเอง จนวันหนึ่งขณะที่นอนอยู่บนเตียงที่ รพ.หันไปเห็นนกบินมาเกาะหน้าต่าง จึงน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกอิจฉาในชีวิตของนกตัวนั้นที่มีอิสระอยากออกไปใหนก็ได้ แต่ตนเองเดินแค่ 4-5 ก้าวก็เหนื่อยแล้ว

ณัฐพล-เสมสุวรรณ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

“การได้รับคีโม 30 กว่าครั้ง ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมเดินไปทางไหนมีแต่คนกลัว เด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นยังร้องไห้ ทำให้ยิ่งท้อใจอย่างมาก จึงเริ่มหาหนังสืออ่านเพื่อเพิ่มพลังบวกให้กับตนเอง จนมาเจอหนังสือของหนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งในนั้นเขียนว่า เราเข้าใจทุกคนบนโลกไม่ได้ แต่เราทำให้เขาเข้าใจเราได้” หลังจากนั้นจึงมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เริ่มวิ่งครั้งแรก ได้แค่ 20 เมตร เริ่มหอบ เห็นดาว หน้ามืด แต่ก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อเหนื่อยก็วิ่งช้าลง ไม่ไหวก็กลับบ้าน ก็มีน้อยใจเหมือนกันว่า ทำขนาดนี้แล้วไม่สำเร็จสักที แต่เราก็มีคำถามกับตัวเองมากมาย “เราจะหยุดหรือจะไปต่อ” เราก็วิ่งต่อ ไม่หยุด

จากความคิดบนที่นอนที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้เราลุกขึ้นมาวิ่งไม่ยอมหยุด จนได้บังเอิญเริ่มเข้าร่วมงานวิ่งแบบไม่ได้ตั้งใจ  โดยเพื่อนชวนไปวิ่งแทนแฟนที่ป่วย ซึ่งลงระยะวิ่งไว้ 10 กิโลเมตร ตนก็รับปากไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม วิ่งไปซักระยะนึงก็เริ่มมีอาการเหนื่อย  แต่เมื่อมองไปทางแยกข้างหน้าระหว่าง 5 กิโลเมตร กับ 10 กิโลเมตร จึงคิดในใจว่า หากวิ่งไปทาง 5 กิโลเมตร ตนก็แค่ได้ลงมือกระทำ แต่หากวิ่ง 10 กิโลเมตร นั่นหมายถึงตนทำได้ และสุดท้ายก็ทำได้ หลังจากนั้นก็เริ่มออกวิ่งพัฒนาตนเองจนหลงรักการวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ สุขภาพดีขึ้น และสุดท้ายอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองออกมาวิ่ง อย่าท้อแท้ เอาชนะใจตนเองให้ได้ เพราะการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ” ณัฐพล เล่าให้ฟัง

ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กไทยในประเทศสิงคโปร์ ที่โดนรถไฟฟ้าทับขาขาดทั้ง 2 ข้าง

ณิชชารีย์  เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กไทยในประเทศสิงคโปร์ ที่โดนรถไฟฟ้าทับขาขาดทั้ง 2 ข้าง แต่ก็พลิกชีวิตด้วยความคิดบวก และปัจจุบันเป็นผู้สำรวจความสุขคนไข้ ของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

“การได้ทำงานปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่ได้ตัดสินใจวิ่งในงาน Thai Health Day Run ในปี 2555 เพราะเคยตังคำถามกับตัวเองว่า ‘ชีวิตนี้ตนจะไม่มีโอกาสได้วิ่งอีกแล้วหรอ?’ จึงตัดสินใจลงวิ่งโดยมีนักกายภาพเข็นรถวีลแชร์ตามตลอดเส้นทาง แต่ด้วยความพยายามจึงไม่ขอใช้รถวีลแชร์เลย

ในการวิ่งครั้งนั้นทำให้เปลี่ยนความคิดที่เคยจำกัดตนเองว่าสามารถวิ่งได้แค่ในฟิตเนส แท้จริงแล้วตนออกมาวิ่งข้างนอกได้มาร่วมพูดคุยกับนักวิ่งที่มีประสบการณ์ ถือว่าโชคดีมากที่ได้มาเจอกับสิ่งดีๆ แบบนี้ รวมถึงในงานมีการสอนวิ่งที่ถูกวิธีและให้ความรู้สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ได้อย่างครบถ้วน จึงทำให้ตนรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ชีวิตที่กล้าออกมาเดินมาวิ่งได้เห็นรอยยิ้มได้ยินคำให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน เกิดมิตรภาพที่ดี ทำให้ปัจจุบันเริ่มวิ่งได้ดีขึ้นและทำเวลาได้ดีมากขึ้น” ณิชชารีย์  เล่าพร้อมรอยยิ้มสดใส

สุนันทา เลื่อมประภัศร์ นักวิ่งวัย 78 ปี

มาถึงสุดยอดนักวิ่ง วัย 78 ปี ที่อายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย สุนันทา เลื่อมประภัศร์ ที่เริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 50 ปี และปัจจุบันวิ่งมา 28 ปีแล้ว

“จริงๆ ตนเป็นคนไม่ได้ชอบออกกำลังกายแต่มีสาเหตุให้ต้องออกกำลังกาย เนื่องจากตอนนั้นสามีเกิดป่วย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ไปออกกำลังกายตนจึงตามสามีไป แรกๆ ก็นั่งรอ พอนานไปรู้สึกว่ารอแล้วเสียเวลา จึงออกกำลังกายไปพร้อมกับสามีด้วย ครั้งแรกก็เริ่มเดินก่อนแล้วเริ่มวิ่งช้าๆ สลับกันไปมา สมัยก่อนยังไม่มีการแข่งขันวิ่งมากมายแบบปัจจุบัน ใน 1 เดือนจะมี 1 ครั้ง แต่ตนก็เริ่มลงสมัครวิ่งมาเรื่อยๆ ครั้งแรกลงวิ่ง 3 กิโลเมตร และเพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน วิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตร ถือเป็นการวิ่งที่ไม่หวังรางวัลใดๆ เน้นวิ่งเพื่อสุขภาพของตนเอง ตอนนี้มีเพื่อนนักวิ่งมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หลายคนก็เชิญชวนให้ไปวิ่ง ตนก็ไปเพราะได้มิตรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มีความห่วงใยกันดูแลกันระหว่างทางวิ่งหรือแม้กระทั้งจบการแข่งขันก็ยังเป็นห่วงกันเหมือนเดิม ทำให้หายเหงา หายเครียด มีความความสุขกับการวิ่ง และจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็อยากให้มาเริ่มวิ่งกันเยอะๆเพราะคุณจะได้สังคมที่กว้างขึ้นในหมู่นักวิ่งรวมถึงสุขภาพที่ดีมากขึ้นด้วย” สุนันทา เชิญชวนทิ้งท้าย

 

หากใครที่กำลังมองหานิยามของการเปลี่ยนชีวิตหรือสร้างชีวิตใหม่ การวิ่ง อาจทำให้คุณค้นพบความหมายของชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการออกกำลังกาย เพื่อสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับตัวเอง

ติดตามข้อมูลดีๆ ของการวิ่ง ได้ที่เฟสบุ๊ก วิ่งสู่ชีวิตใหม่

 

 

 

 

ใกล้เข้าหน้าหนาวแต่ยังมีฝน สลับแดดร้อนจัด อากาศแบบนี้ต้องระวังโรคทางผิวหนังให้ดี

ช่วงเปลี่ยนฤดูในยุคที่สภาพอากาศเดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวชื้น คาดเดาได้อยากแบบนี้ ทำเอาหลายคนป่วยได้ง่ายๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโรคทางผิวหนัง

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 มีคำแนะนำเกี่ยวกับโรคทางผิวหนังมาฝาก

 

 1.ผดผื่น อากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ เกิดได้ทั้งตามตัว หรือ บริเวณที่มีการระคายเคือง เช่น เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคันได้ ดังนั้น หากพบว่าจุดที่ยืนอยู่ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ควร หลีกเลี่ยงมาบริเวณ ที่อากาศปลอดโปร่ง เตรียมผ้าขนหนูสะอาดไว้เช็ดเหงื่อ

2.ผิวไหม้แดด แดดในช่วง สิบโมงเช้าถึงบ่ายสาม เป็นช่วงที่ต้องระวังแสงแดดทั้งยูวีเอ และยูวีบี การใส่เสื้อผ้า ใช้ร่ม หรือหลบเข้าที่กำบังแดดป้องกันรังสียูวีบีได้ แต่ไม่กันรังสียูวีเอดังนั้น ควรทากันแดด อย่างต่ำ SPF 30 ขึ้นไป บริเวณหน้าลำลำคอ ปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ จึงจะได้ 2 กรัมต่อตารางเซ็นติเมตร เพื่อกันแดดปริมาณเท่า SPF นั้นๆ อย่างแท้จริง

3.กลาก เกิดจากความอับชื้น บริเวณต่างๆ เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ อาการที่สังเกตได้คือ วงสีแดงเป็นขอบนูนยกขึ้น รูปคล้ายพระจันทร์เสียว คัน ผื่นอาจลามเป็นวงมากขึ้น นอกจากบริเวณอับชื้น บริเวณลำตัว แขนขา ก็เกิดขึ้นได้ด้วย หากมีการดังกล่าวไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น สิ่งของ เครื่องใช้ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู

4.เกลื้อน ลักษณะของเกลื้อนจะต่างจากกลาก มีลักษณะเป็นปื้นเล็ก เป็นแผ่นราบไปกับผิวหนัง มีได้ทั้งสีขาว ดำ หรือแม้กระทั่งแดง มักเกิดในบริเวณอก หลัง ท้อง ในร่มผ้า สัมพันธ์กับการที่มีความอับชื้น

5.ภูมิแพ้ผิวหนัง หน้าร้อนเหงื่อมักออกมาก อาจมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยง บริเวณที่อับหรือมีฝุ่นละอองมาก หากต้องอยู่กลางแดด หรือที่ร้อนนานๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิล เพราะเหงื่อจะทำให้สารนิกเกิลออกมาระคายเคืองผิวหนังเกิดการอักเสบและผื่นแพ้ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รพ. พญาไท 2

 

 

 

การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ในช่วงพระราชพิธีฯ 25-29 ตุลาคม 2560

เนื่องในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 25 – 29 ตุลาคม 2560 ที่ใกล้เข้ามานี้ จะเป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการถวายความสดุดีและความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นครั้งสุดท้าย และจะมีประชาชนทั้งจากกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดทั่วประเทศ เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

รอ.นพ.สุรชา ลีลายุทธการ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รพ.พญาไท 3 ได้ให้คำแนะนำว่า “ในฐานะแพทย์ ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องของสุขภาพ ระวังการเจ็บไข้ได้ป่วยให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวให้ดีเป็นพิเศษ เช่น ยารักษาโรคประจำตัว การรับประทานน้ำดื่ม และอาหารที่สะอาด เพื่อป้องกันภาวะการติดเชื้อ ทีอาจเกิดขึ้น ทั้งจากตัวเองและผู้อื่น รวมถึงควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี สวมรองเท้าที่เดินได้สะดวกสบาย เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถวายความสดุดีโดยพร้อมเพรียงกัน”

ในขณะที่ การดูแลสภาพจิตใจ นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ อาจกระตุ้นประสบการณ์ความสูญเสียและความเครียดในอดีต ทำให้เกิดภาวะสุขภาพจิตเกิดขึ้นได้ เช่น ปฏิกิริยาความโศกเศร้ารุนแรงที่แสดงออกในฝูงชน การร้องไห้ คร่ำครวญ กรีดร้อง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ หรือมีภาวะหายใจเร็ว(Hyperventilation) เกิดอาการมือจีบ ตัวเกร็ง เป็นลม  ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้เตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพจิตประชาชนไว้แล้ว โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่มีความผูกพันสูง กลุ่มที่มีความเครียดจากปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและผู้ที่มีประวัติซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตาย อาจมีอาการกำเริบได้จากความรู้สึกสูญเสีย

การดูแลจิตใจประชาชนช่วงตุลาคมนี้ ได้จัดทีม MCATT ดูแลจิตใจประชาชนไว้ ดังนี้

  • วันที่ 1-7 ต.ค.ปฏิบัติงานเวลา 09.00-17.00 น. โดยจัดทีม MCATT 1 ทีม ให้บริการดูแลประชาชน ณ บริเวณข้างศาลหลักเมืองด้านทิศใต้
  • วันที่ 18-22 ต.ค. ปฏิบัติงานเวลา 09.00-17.00 น.
  • วันที่ 23-29 ต.ค. ปฏิบัติงานเวลา 08.00-20.00 น. โดยจัดทีม MCATT จำนวน 2 ผลัด เวลา 08.00-14.00 น. และ 14.00 -20.00 น.
  • สำหรับในวันที่26 ต.ค.2560 ปฏิบัติงานเวลา 08.00-24.00 น. โดยจัดทีม MCATT จำนวน 3 ผลัด เวลา 08.00-12.00 น.และ12.00-18.00 น. และ18.00-24.00 น. 

 

ข้อมูลจาก: รอ.นพ.สุรชา ลีลายุทธการ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รพ.พญาไท 3 และ กรมสุขภาพจิต

รอ.นพ.สุรชา ลีลายุทธการ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รพ.พญาไท 3

จากคนหัวใจหิน สู่คนหัวใจเพชรจิตอาสา รวมใจเลิกเหล้าถวายเป็นพระราชกุศล

ต้องบอกว่า เป็นความสำเร็จอย่างมาก สำหรับโครงการรณรงค์ “พักตับ พักยก” ชวนคนไทย “พักดื่ม = พักตับ = ตับฟื้นฟู” ซึ่งดำเนินการโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่าย ที่กระตุ้นให้คนเห็นความ สำคัญของการงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา

โดยผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถทำให้หลายชีวิตพลิกตัวเองจากคนที่ดื่มเหล้าหนักๆ กลายเป็นงดและเลิกได้ และ เหนืออื่นใดไม่ใช่แค่เพียงช่วงเข้าพรรษา แต่หลายคนยังตั้งปณิธานมุ่งมั่นว่า ตลอดชีวิตนับจากนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการดื่มเหล้าอีกเป็นเด็ดขาด เนื่องจากผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นแบบสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง

อย่างกรณีของ “นายสมชาย แสงอรุณ” หรือ “ลุงกบ” อายุ 53 ปี เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ดื่มเหล้าหนักมาตลอดชีวิต ดื่มหนักถึงขนาดที่พูดได้ ว่า ยกเว้นตอนนอนหลับเท่านั้นที่ไม่ได้ดื่ม กระทั่งลุงกบได้เข้าร่วมโครงการบวชใจงดเหล้าเข้าพรรษา

แรกๆ ที่งดเหล้าลุงกบเล่าว่า เพื่อนๆ ซึ่งเคยดื่มด้วยกันก็มาชวนอยู่บ่อยๆ แต่ลุงก็ปฏิเสธไป เคล็ดลับง่ายๆ ที่ลุงกบบอกก็คือ ช่วงเย็นจะทานข้าวแล้ว ตบด้วยของหวานอีกนิดหน่อย เท่านี้ความอยากเหล้าก็หายแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดลุงบอกว่าจะเลิกได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ใจของเรา รวมทั้งกำลังใจจากคนรอบข้างทุกคน

วันนี้สามเดือนที่กำลังจะผ่านไป ลุงกบบอกว่าเหมือนได้ชีวิตใหม่ สิ่งที่เห็นได้ชัดจนทุกคนทักและชื่นชม คือหน้าตาที่ผ่องใสขึ้นดูสุขภาพแข็งแรงขึ้น แถมสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้านที่เคยรกด้วยต้นหญ้าจนหาทางเข้าบ้านแทบไม่เจอ ทุกวันนี้ก็โล่งสะอาดตา

นับเป็นอานิสงส์ของการเลิกเหล้าโดยแท้ ลุงกบที่เคยเป็นลุงขี้เมา เดี๋ยวนี้กลายเป็น “คนหัวใจ หิน” ที่ทุกคนให้การยอมรับเพราะเลิกเหล้าได้

จาก “คนหัวใจหิน” เราไปฟังจากปากของ “คนหัวใจเพชร” หน่อยดีกว่า เพราะเธอคนนี้ ไม่เพียง เป็นสตรีนักดื่มที่เลิกดื่มได้เด็ดขาด แต่ยังสามารถ สร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคนในฐานะ “อาสา สมัครชวนช่วยคนเลิ กเหล้า ชุมชนคนสู้เหล้า กทม.”

นางดวงเดือน อินทนู เธอเล่าว่า เริ่มดื่มสุรามาตั้งแต่เรียนจบ กระทั่งทำงาน การดื่มเหล้าทำให้เสียเงินเสียทองไปไม่น้อย จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของนางดวงเดือน เริ่มขึ้นเมื่อปี 2549 ซึ่งเธอได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการชุมชน ในตอนนั้นเธอตั้งมั่นว่าอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนในชุมชน จึงเริ่มห่างหายจากวงเหล้า และตัดสินใจเลิกจริงๆ ในปี 2550 เมื่อมาร่วมงานรณรงค์งดเหล้า จึงคิดว่า “ถ้างดเหล้าเด็ดขาดไปเลย พูดให้ คนเลิกเหล้าคงง่ายขึ้นกว่ายังดื่มเหล้าแล้วไปชวนให้ เขาเลิก”

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าพลิกชีวิตของนางดวงเดือนไปอย่างสิ้นเชิง คือเมื่อปี 2558 สามีของเธอได้ป่วยหนักเนื่องจากการดื่มเหล้า และต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จึงตัดสินใจอธิษฐานว่าต่อแต่นี้ไปจะขอตั้งใจทำงานรณรงค์ช่วยเหลือ กอปรกับช่วงนั้นในหลวง ร.9 ทรงพระประชวรหนัก จึงตั้งใจ ว่าจะถวายความดีที่ทำงานรณรงค์งดเหล้าและช่วยเหลือสังคมนี้ให้แก่ท่านด้วย

ความมุ่งมั่นที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจในการทำงาน เวลาทำงานขอร้องหรือชวนใครให้เลิกเหล้า เขาก็ร่วมมือ ชวนใครมาร่วมงานรณรงค์งดเหล้าช่วยเหลือสังคมเขาก็ช่วยเหลือเกื้อหนุน รวมทั้งสามีก็หายขาดจากอาการป่วย จึงขอตั้งใจทำงานรณรงค์งดเหล้า และช่วยเหลือสังคมอย่างนี้ตลอดไป

 

หัวใจเพชรถึงเพียงนี้ เป็นใครก็ต้องชื่นชม

เชื่อแน่ว่า สามเดือนที่ผ่านมา หลายคนได้ “พักตับ พักยก” ให้ตับได้ฟื้นฟู และได้เป็น “คนหัวใจ หิน” กันแล้ว

ในปีนี้ สสส. สคล. และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมขับเคลื่อนงานในชุมชน เชิญชวนให้คนงดเหล้าต่อเนื่องและเลิกเหล้าตลอดชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราช กุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โครงการ “เชิดชูเกียรติ คนหัวใจหิน สู่คนหัวใจเพชร จิตอาสาทำดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ซึ่งมีประชาชนคนไทยจำนวนมากได้พร้อมใจกันปฏิญาณใจว่า จะเลิกเหล้าตลอดชีวิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ดังเช่นชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ สสส. สคล. และภาคีเครือข่าย ได้รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาอย่างเข้มข้นในชุมชนและอำเภอทั่วประเทศ ก่อให้เกิด “ชุมชนสู้เหล้า” อย่างเป็นรูปธรรมเป็นผลสำเร็จระดับชุมชน ดังเช่น ชุมชนบ้านเกาะ กลาง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่ไม่เพียงแค่ “ชวน ช่วย เชียร์ให้คนดื่มงดเหล้าเข้าพรรษา” แต่ยังมีกิจกรรมชวนให้ครอบครัวของผู้ดื่มเข้ามามีส่วนร่วมในกา ออกแบบกิจกรรมรณรงค์ เช่น การเซ็น MOU ความร่วมมือ “อ้ายเลิกเหล้า ข้าเจ้าเลิกหวย”

หรืออย่างชุมชนบ้านกระโทก ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ที่การดื่มสังสรรค์แทบจะฝังอยู่ในดีเอ็นเอของชุมชน แต่แล้วชุมชนกระโทกก็ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ โดยกลยุทธ์การรณรงค์ชวนกลุ่มเยาวชนในชื่อ “เยาวชนโชคชัยหัวใจยิ้มยิ้ม” ที่ฉุดให้หัวใจของคนในชุมชนแข็งแกร่งขึ้นมา พร้อมประกาศตัวเป็นชุมชนสู้เหล้าอย่างสมบูรณ์

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อย เพราะยังมีอีกหลายต่อหลายชุมชนที่พร้อมเป็นชุมชนสู้เหล้า เช่น ชุมชนบ้านหนองภัยศูนย์ ต.หนองภัยศูนย์ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู และชุมชนบ้านดอนมะนาว อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และอีกหลายๆ ชุมชนทั่ว ประเทศ

ถามใจดูอีกที เราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก้าวไปสู่การเป็น “คนหัวใจหิน” และ “คนหัวใจเพชรจิตอาสา” ไปพร้อมกัน!

ปรึกษาเลิกเหล้า

โทร 1413 หรือ www.stopdrink.com

Motion Graphic ง่ายๆ ที่จะอธิบายให้เห็นว่า ยุงลาย…ร้ายกว่าที่คุณคิด

รู้หรือไม่? ยุงลาย 1 ตัวออกลูกแพร่พันธุ์ได้มากถึง 500 ตัว…และรู้หรือไม่ ว่า “ยุงลาย” คือฆาตกรที่ทำให้คนไทย ป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

นี่คือ VDO Motion Graphic สั้นๆ ที่จะอธิบายให้คุณเข้าใจถึงวงจรชีวิตยุงลาย ความแข็งแกร่ง และความร้ายของยุงลาย

 

ยุงลาย ร้ายกว่าที่คุณคิด ถึงเวลา #เอาจริงให้ยุงสิ้นลาย #ยุง1ตัวออกลูกได้500ตัว
ดู100 วิธีปราบยุงลายได้ที่ http://www.thaivbd.org/n/contents/view/325122

ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ! จากห้องทดลองยุงลาย

หลายคนอาจตกใจว่าทำไมแค่ “ปัญหายุงลาย” สัตว์ตัวเล็กที่น่ารำคาญ ถึงกับต้องสู้รบปรบมือกันยังกับหนังสงคราม แต่สำหรับคนที่รู้จักฤทธิ์เดชและอันตรายจากยุงเหล่านี้คงบอกว่า ‘นี่ยังน้อยไป’ เพราะยุงเป็นพานะนำโรคร้ายแรงที่อันตรายถึงชีวิตได้ปีละไม่ใช่น้อย

ห้องเลี้ยงยุง สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค จึงเป็นอีกหนึ่งหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ร้ายชนิดนี้โดยเฉพาะ โดย คุณบุญ เสริม อ่วมอ่อง นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มกีฏวิทยาและควบคุมแมลงนำโรค ได้ให้ข้อมูลว่า “ที่ผ่านมาทางสำนักมีการเลี้ยงยุงหลายชนิด  ไม่ว่าจะเป็น ยุงก้นปล่อง ยุงรำคาญ  หรือยุงลาย  เพื่อประกอบการประเมิน เฝ้าระวัง  ป้องกัน  ควบคุมยุงพาหะนำโรค  โดยมีการดำเนินการหลายรูปแบบ”

 

6 ตัวอย่างการทดลองเกี่ยวกับยุงลาย

1.ทดสอบการดื้อยาของยุง ว่าต้านทานต่อสารเคมี ที่ใช้ในการพ่นหมอกควันหรือพ่นยูแอลวีหรือไม่  รวมทั้งดื้อต่อทรายกำจัดลูกน้ำหรือไม่ ผลจากการทดสอบพบว่า มีสารเคมีบางชนิด  เช่น เพอร์มิทริน (permethrin)  ยุงลายบ้านมีการดื้อสูงมากกระจายทั่วประเทศ  จึงไม่ควรนำมาใช้ในการควบคุมยุงลายบ้าน  หากจะนำมาใช้ต้องผสมสารเสริมฤทธิ์ชนิดอื่นด้วย

2.ทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีที่ใช้ในการควบคุมยุงนำโรค ว่าสามารถฆ่ายุงได้หรือไม่ ซึ่งได้พบผลการทดสอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า  สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมยุงใช้ในอัตราตามฉลากข้างขวด  หากยุงที่ยังไม่ดื้อต่อสารเคมี ก็ยังคงมีประสิทฺธิภาพในการฆ่าตามเกณฑ์มาตรฐาน

3.ทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีที่ใช้ในการควบคุมยุงนำโรค ว่าสามารถฆ่ายุงได้หรือไม่ ซึ่งได้พบผลการทดสอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า  สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมยุงใช้ในอัตราตามฉลากข้างขวด  หากยุงที่ยังไม่ดื้อต่อสารเคมี ก็ยังคงมีประสิทฺธิภาพในการฆ่าตามเกณฑ์มาตรฐาน

4.ประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานพ่นเคมี ของเจ้าหน้าที่พ่นสารเคมีควบคุมยุง โดยมีการทดสอบด้วยการใช้ยุงไปวางในบ้านเรือนของกลุ่มทดลอง พบว่ายุงที่วางไว้มีอัตราการตายตามมาตรฐานที่กำหนด  ทั้งนี้ต้องมีการขยายพื้นที่ดำเนินการต่อไป

5.ทดสอบประสิทธิภาพยาทากันยุงหรือผลิตภัณฑ์ไล่ยุง เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมส่งเสริมให้ประชาชนใช้ ผลการทดสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์ไล่ยุงรูปแบบ สายรัดข้อมือ, รูปแบบพกพาติดตัว ส่วนใหญ่ระยะเวลาในการป้องกันยุงกัดค่อนข้างสั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน

6.ทดสอบนวัตกรรมพื้นบ้านว่าสามารถกำจัดยุงนำโรคได้หรือไม่ โดยนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้กำจัดลูกน้ำ เช่น  มะกรูด ปูนแดง อิฐมอญเผา ฯลฯ ผลการทดสอบพบว่ายังมีข้อจำกัดในการใช้ เช่น คุณภาพของน้ำ และระยะเวลาป้องกัน เป็นต้น

 

คุณบุญเสริมได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ไม่ว่าจะค้นพบข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของยุง หรือรู้ผลชัดเจนแค่ไหนเกี่ยวกับสิ่งที่ควบคุมการแพร่ระบาดยุงได้ก็ตาม แต่สำคัญที่สุดก็ยังคงต้องเป็นการดูแลป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงจากการถูกยุงกัดให้ได้มากที่สุด เรียกว่าถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ดีกว่าปล่อยให้ยุงกัดจนแย่ เพราะแก้ไม่ทัน”

 

อย่าลืมนะว่าวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการกำจัดต้นตอหรือแหล่งเพาะพันธุ์ยุงนั่นเอง

อยากรู้ 100 วิธีกำจัดยุงลาย คลิกเลย  http://www.thaivbd.org/n/contents/view/325122

 

 

 

 

6 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ยุงลาย” ตัวร้าย พร้อมวิธีปราบแบบสิ้นซาก

รู้หรือไม่? ยุงลาย 1 ตัวออกลูกแพร่พันธุ์ได้มากถึง 500 ตัว…และรู้หรือไม่ ว่า “ยุงลาย” คือฆาตกรที่ทำให้คนไทย ป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

จากสถิติในปี 2559 พบว่า มีคนไทยที่ป่วยด้วย “โรคไข้เลือดออก” ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ มากถึง 63,000 กว่าคน และเสียชีวิตมากถึง 61 คน ขณะที่ปี 2560 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 30,000 คนเลยทีดียว (อ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง http://www.thaivbd.org)

ทั้งๆ ที่สถานการณ์โรคไข้เลือดออกน่ากลัวขนาดนี้ แต่น้อยคนที่จะตระหนักถึง “พิษสง” ของยุงลายอย่างอย่างจริงจัง รวมถึงยังมีความรู้ ความเข้าใจที่ผิดๆ นั่นทำให้ยุงลายและโรคไข้เลือดออกยังคงคุกคามคนไทยอยู่

6 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยุงลาย

1.เข้าใจผิดว่า ยุงลายชอบวางไข่เฉพาะที่ที่มีน้ำขังมากๆ เช่น กระถางต้นไม้ อ่างน้ำ แจกัน หรือแก้วน้ำ

  • ความจริง : ยุงสามารถวางไข่ได้ แม้ในที่ที่มีน้ำเพียงน้อยนิด อย่างเช่น กระป๋อง โพรงไม้ ใบไม้ หรือแม้กระทั่งหลังตู้เย็น

2.เข้าใจผิดว่า ยุงลายวางไข่ในน้ำครำสกปรก เช่น ท่อระบายน้ำ คลองน้ำทิ้ง

  • ความจริง : ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งและใส เช่น น้ำในโอ่ง บ่อซีเมนต์ อ่างบัวกระถางต้นไม้

3.เข้าใจผิดว่า แค่กำจัดน้ำขังรอบบ้าน ก็ปลอดภัยจากยุงลายแล้ว

  • ความจริง : ถึงจะไม่มีน้ำ แต่ไข่ยุงลายอยู่ในที่แห้งได้นานถึง 1 ปี และเมื่อได้น้ำอีกครั้ง มันก็พร้อมจะฟักตัวและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เวลาเปลี่ยนน้ำอย่าลืมขัดขอบภาชนะเพื่อกำจัดไข่ยุงลาย

4.เข้าใจผิดว่า อาศัยอยู่ตามตึกสูง ยุงบินขึ้นไปไม่ถึงหรอก

  • ความจริง : ยุงขึ้นสู่ที่สูงได้ โดยบินตามคนขึ้นไป และพร้อมจะขยายพันธุ์ทันที

5.เข้าใจผิดว่า ไข้เลือดออกจะระบาดเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น

  • ความจริง : มีการพบผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าหน้าฝน หนาว หรือร้อน

6.เข้าใจผิดว่า คนต่างจังหวัดเป็นไข้เลือดออกมากกว่าคนในเมือง

  • ความจริง : จากสถิติ พบว่าผู้ป่วยส่วนมาก มักอาศัยอยู่ตามหัวเมืองใหญ่

วิธีปราบยุงลายให้สิ้นลาย

  • สำรวจรางน้ำฝน ระวังอย่าให้มีน้ำขัง ทำให้ยุงไม่สามารถวางไข่ได้
  • ถ้ามีกระถางต้นไม้ ก็ให้ใส่ทรายช่วยซับน้ำ หรือเทน้ำทิ้งเสีย
  • แจกันดอกไม้ ควรเปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน และอย่าลืมล้างและขัดด้วย เพราะตามขอบภาชนะ ยุงก็วางไข่ได้
  • การปลูกต้นไม้ อย่างต้นแคทนิป หรือตะไคร้หอม สามารถช่วยไล่ยุงได้
  • ที่รองตู้กับข้าว ควรใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชู หรือทรายกำจัดลูกน้ำ (แต่ถ้าใส่ทรายกำจัดลูกน้ำ นำน้ำไปดื่มไม่ได้)
  • ถ้าที่บ้านมีบ่อบัว ก็ควรเลี้ยงปลาหางนกยูง

 

ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องช่วยกันทำให้เราบ้านของเราปลอดภัย อยู่สบาย ห่างไกลไข้เลือดออก ถึงเวลาเอาจริง ให้ยุงสิ้นลาย โดยเริ่มได้ง่ายๆ ที่บ้านของเราเอง
คลิกดู 100 วิธีปราบยุงให้สิ้น http://www.thaivbd.org/n/contents/view/325122

“จนเครียดกินเหล้า” สู่ “พักตับพักยก” ย้อนรอยคลิปเด็ดจากแคมเปญ “งดเหล้าเข้าพรรษา”

รณรงค์ต่อเนื่องกันมานานสำหรับแคมเปญ “งดเหล้าเข้าพรรษา” จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ทั้งในรูปแบบกิจกรรมตามชุมชนทั่วประเทศ และรูปแบบคลิปวิดีโอที่กระจายตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะคลิปที่กลายเป็นไวรัลเมื่อปี 2548 กับ Copy ที่ติดหูในประโยคที่ว่า “จน เครียด กินเหล้า”

ในวาระครบรอบ 15 ปี ของแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษา Marketeer เลยรวบรวมคลิปเด็ดในดวงใจที่สามารถสร้างอิมแพ็คต่อคนดูได้มากที่สุด มาให้ได้ชมกัน

 

พ.ศ.2546

หนังโฆษณารณรงค์แคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษาตัวแรก ที่เล่นกับอารมณ์คนดู ด้วยฉากๆ เดียวคือน้ำตาของคนเป็นแม่

 

พ.ศ.2548

ในยุคนั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก Copy นี้ “จน เครียด กินเหล้า” เป็นความสำเร็จที่ค่อนข้างชัดเจนของแคมเปญ งดเหล้าเข้าพรรษา และเป็นจุดทำให้คนไทยหันมาฉุกคิดถึงวงเวียนที่ว่านี้

 

พ.ศ.2551

เป็นปีสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติของทุกๆ ปี จากการผลักดันของภาคีเครือข่ายเพื่อนำเสนอเรื่องการกำหนดวันงดดื่มสุราแห่งชาติเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาล

และสสส. ได้สร้างแนวคิดใหม่ในการรณรงค์ ด้วยการเผยแพร่สปอตชุด “ลูกพี่” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อต้านการชวนดื่ม

สปอตชุดที่สอง คือ “พ่อลูก” ซึ่งเป็นการให้กำลังใจผู้ที่งดดื่มเหล้าเข้าพรรษา ให้งดต่อจนตลอดเข้าพรรษา จนกระทั่งถือโอกาสเลิกดื่มเหล้าต่อไป

 

พ.ศ.2553

ปีนี้สสส.ได้วิเคราะห์สถานการณ์และเล็งเห็นว่า กลุ่มนักดื่มที่มีความตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาจะเอาชนะตนเองและสามารถงดเหล้าเข้าพรรษาได้ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งในการงดหรือลดการดื่มนั้นสามารถทำให้ชีวิตและครอบครัวของผู้ดื่มดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น การมีเงินเก็บออม ความรุนแรงในครอบครัวลดลง สุขภาพที่ดี จึงใช้ผลของการดื่มเหล้าที่ว่า “ยิ่งดื่มยิ่งแย่..!” สื่อสารผ่านสปอตโฆษณาชุด “กินเหล้า = กินแรง”

 

พ.ศ.2555

ปีพุทธชยันตี ที่ชาวพุทธหันมาถือศีล 5 มากขึ้น สสส.เลือกใช้เมสเสจตรงไปตรงมาอย่าง สปอตโฆษณาชุด “บาป” เพื่อสื่อสารว่า การดื่มเหล้าคือการผิดศีลข้อ 5 นั่นเอง

ตามมาด้วยสปอตชุด “ดอกบัว” ที่สื่อให้เห็นว่า คนที่ข่มใจ อดทนอดกลั้นจากการดื่มเหล้าได้ เปรียบได้กับบัวพ้นน้ำ

พ.ศ.2556

หนังโฆษณาชุด “โทรศัพท์จากพ่อ” ที่หลังจากดูจบแล้ว รู้สึกจุกในใจขึ้นมาทันที

พ.ศ.2557

ปีนี้สสส. หันมาให้ความสำคัญกับการงดเหล้าได้ครบพรรษา และมองเห็นว่าสิ่งสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้กลุ่มคนที่ตั้งใจจะงดเหล้าคือคนรอบข้าง จึงเป็นการนำเสนอไอเดียที่ว่า กำลังใจจากคนรอบข้างช่วยให้งดเหล้าได้ครบพรรษา

สปอตโฆษณาชุด “ครอบครัวช่วยงดเหล้า”

สปอตโฆษณาชุด “กราบ”

สปอตโฆษณาชุด “แม่ช่วยงดเหล้า”

 

พ.ศ.2558

สปอตโฆษณาชุด “พ่อใหม่” ยังคงใช้กำลังใจจากคนในครอบครัว เป็นแรงผลักดันช่วยให้คนงดเหล้าได้ครบพรรษา

 

พ.ศ.2559

ปีแรกของการใช้ข้อความสื่อสาร “พักตับ” โดยชี้ให้ตระหนักถึงสุขภาพของผู้ดื่ม และอวัยวะ “ตับ” ที่รับภาระหนักในการกำจัดของเสียที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ พร้อมชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ตับเป็นอัวยวะพิเศษที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ หากงดการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน

สปอตโฆษณาชุด “พักตับ รับอรุณ”

 

พ.ศ.2560 ปัจจุบัน

ยังคงใช้ข้อความ “พักตับ” อยู่เช่นเดิม แต่ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการดื่มเหล้านั้นเหมือนกับการที่ตับของเราต่อสู่กับสารพิษจากแอลกอฮอล์ เข้าพรรษานี้ ถึงเวลาให้ตับได้ฟื้นฟู ด้วยสปอตชุด “พักตับ พักยก”

 

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ทุกข้อความทุกการสื่อสารของแคมเปญ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ในทุกมิติ มีการปรับเปลี่ยนลักษณะข้อความไปตามเทรนด์ อย่างช่วงแรกๆ สปอตโฆษณาจะเล่นกับอารมณ์คนดูโดยตรง จากนั้นเลือกใช้อิทธิพลจากคนรอบข้างเป็นตัวช่วย และล่าสุดกับข้อความ “พักตับ” ที่เปลี่ยนตามเทรนด์ของคนไทยที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ดังนั้น กลไกหนึ่งของ สสส.จึงค่อนข้างคล้ายกับ Marketing สินค้าแบรนด์ต่างๆ เพียงแต่สินค้าที่ สสส.ขายนั้นไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นแนวคิดเพื่อสุขภาพของคนไทยและสังคมไทยที่ดีขึ้นนั่นเอง