All posts by Pakin J.

เวทีประกวดภาพถ่าย “EVERY PICTURE TELLS A STORY” ประสบการณ์ล้ำค่าของเยาวชน และการพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน

ก้าวสู่ปีที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย… สำหรับโครงการ OLYMPUS: “Every Picture Tells a Story Season 2” บริษัท โอลิมปัส (ประเทศไทย) ร่วมกับนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดินหน้าจัดเวทีประกวดภาพถ่ายสำหรับน้องๆ เยาวชน นักศึกษา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ภาพเล่าเรื่อง” พื้นที่สร้างสรรค์ปลุกแรงบันดาลใจ และเติมไฟให้กับนักศึกษาทั่วประเทศที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพ ได้มีโอกาสทำตามฝันเรียนรู้เทคนิคและแนวความคิดในการถ่ายภาพกับช่างภาพมืออาชีพ พร้อมทั้งลงพื้นที่จริง เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ก่อนที่จะถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของคนในชุมชน ผ่านม่านชัตเตอร์และคมเลนส์ ชิงรางวัลกว่า 100,000 บาท และของรางวัลพิเศษจากทาง OLYMPUS อีกด้วย

ซึ่งในปีนี้มีผลงานภาพถ่ายจากนักศึกษามากกว่า 650 ผลงานส่งเข้าประกวด ก่อนคัดเลือกเหลือ 30 คนสุดท้าย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป “One-Day Photography Workshop & Trip” ที่ จังหวัดเพชรบุรี

คุณอมรศักดิ์ เตียวกุล Training Team Manager , Imaging Division , OLYMPUS Thailand

คุณอมรศักดิ์ เตียวกุล Training Team Manager OLYMPUS Thailand เล่าถึงจุดเริ่มต้นและที่มาของตัวโครงการ EVERY PICTURE TELLS A STORY “ภาพเล่าเรื่อง” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“สำหรับโครงการ Every Picture Tells a Story Season 2 ในปีนี้ เรายังคงร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ถือเป็นการสานต่อแคมเปญเพื่อเป็นเวทีให้เหล่านักศึกษาและน้องๆ ที่สนใจและรักในการถ่ายภาพได้มีโอกาสแสดงความสามารถ บวกกับได้เรียนรู้ได้พัฒนาเทคนิคด้านการถ่ายภาพและลงพื้นที่ถ่ายภาพจริงๆ กับช่างภาพของทางนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ”

 

ให้ภาพเล่าเรื่อง

โดยในขั้นแรก ทีมงานเปิดรับภาพถ่ายจากฝีมือของนักศึกษาทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยรูปที่ส่งเข้าประกวดนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพถ่ายจากกล้องคุณภาพสูงหรือถ่ายผ่านเลนส์ราคาแพง อาจถ่ายจากกล้องมือถือ หรือกล้องอะไรก็ได้… แต่พ้อยท์สำคัญที่สุด อยู่ที่มุมมองและการนำเสนอเรื่องราว และตรงตามคอนเซ็ปต์ “ภาพเล่าเรื่อง” ที่ชัดเจนที่สุด

จาก 650 ผลงาน ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการจนเหลือ 30 ผลงานสุดท้าย และน้องๆ ทั้ง 30 คนนี้แหล่ะ คือตัวแทนของนักศึกษาจากทั่วประเทศที่ได้มีโอกาสเข้าเวิร์กช็อปกับช่างภาพมืออาชีพ ทำความคุ้นเคยและเรียนรู้การใช้กล้อง OLYMPUS ไปพร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวประสบการณ์และวิธีคิด มุมมองการถ่ายภาพจากมืออาชีพ

ก่อนที่ทั้งหมดจะได้ออกไปถ่ายรูปที่สถานที่จริง ณ จังหวัดเพชรบุรี และเวทีนี้แหล่ะคือพื้นที่เรียนรู้จริง และการแข่งขันจริง ที่ทุกคนมีอุปกรณ์เท่าเทียมกัน วัดกันที่มุมมองและไอเดียสร้างสรรค์ในการถ่ายรูปล้วนๆ

“การที่ OLYMPUS เข้ามาสนับสนุนโครงการนี้ นอกจากจะเป็นพาร์ทเนอร์หลักกับทาง นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ยังสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์การถ่ายภาพของน้องๆ ตลอดโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมิลเลอร์เลส จาก OLYMPUS และเลนส์หลากหลายระยะ เพื่อให้ผู้เข้าประกวดทุกคนสามารถหยิบยืม แลกเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้งานได้”

คุณอมรศักดิ์ ยังเล่าให้ Marketeer Online ฟังเกี่ยวกับการเลือก จ.เพชรบุรี เป็นพื้นสำหรับการถ่ายภาพในครั้งนี้ว่า

“จังหวัดเพชรบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีความหลากหลายของวิถีชีวิตคนในพื้นที่ มีสถานที่ที่น่าสนใจเหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน สวนตาล ชุมชนเก่า และตลาดสดที่ยังคงวิถีชีวิตพื้นเมืองของคนในพื้นที่ไว้ นอกจากนั้นยังมีโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อีกหลายโครงการ ทำให้การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงมีค่ามากกว่าแค่การไปถ่ายรูป แต่น้องๆ ยังได้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน เรียนรู้การใช้ชีวิต การประกอบอาชีพที่มีความเกี่ยวพันกับธรรมชาติ ป่าชายเลน ปาดตาล ชีวิตของเด็กๆ ในชุมชน การค้าขายของชาวบ้านในตลาดสด ฯลฯ”

เรื่องราวที่ภาพเล่า

“ภาพเล่าเรื่อง”  คือโจทย์หลักของโครงการในครั้งนี้ ดังนั้นภาพทุกภาพที่ถูกถ่ายจึงต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวของคนในชุมชน บอกเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่างของสถานที่ หรือเพื่อสะท้อนอะไรบางอย่างจากสถานที่ที่น้องๆ ได้มีโอกาสไปถ่ายภาพ

“คำว่าภาพเล่าเรื่องในมุมมองของผมนั้นมีความหมายมาก รูปถ่ายที่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนถ่ายมานั้น บางภาพอาจจะสามารถเล่าให้เห็นถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สวยงาม น่าสนใจ เมื่อรูปภาพนี้ถูกตีเผยแพร่ออกไปยังสาธารณะก็สามารถ สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ได้อีกทาง อาจจะเป็นในแง่ของการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน หรือภาพบางภาพที่ถูกถ่ายอาจ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา และเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงปัญหา ก็อาจก่อให้เกิดการแก้ไข หรือปรับปรุงพัฒนาให้ชุมชนและคนในชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น”

เราจะเห็นได้ว่า “เรื่อง” ที่ภาพเล่า จึงมีความหมายมากกว่าแค่ความสวยงามของภาพ แต่พลังเล็กๆ ในเรื่องราวของรูปภาพที่ถูกถ่ายถอดออกมานั้นอาจกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ย้อนกลับมาพัฒนาชุมชนได้อีกก็เป็นได้…

 

ให้เทคโนโลยีช่วย (เรา) เล่า

การได้ลงพื้นเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และถ่ายภาพนั้น เปรียบเสมือนได้ออกจากห้องเรียนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากโลกกว้าง ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่… แต่แน่นอนว่าการถ่ายภาพนอกสถานที่แบบตลอดทั้งวัน (One Day Trip) นั้นย่อมมีอุปสรรคหลายๆ อย่างเช่น เรื่องของน้ำหนักกล้องที่ต้องสะพายตลอดทั้งวัน เรื่องของการปรับแต่งภาพก่อนและหลังถ่าย ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราสามารถลดหรือแก้ได้ หากเลือกใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง

น้ำหนักที่มากไปของกล้องโปร อาจทำให้ One Day Trip ของคุณไม่สนุกเต็มที่ ต้องแบกกระเป๋าใบโตออกจากบ้านพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกหลายชิ้น… ปัญหาตรงนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตกล้องพัฒนากล้องมิลเลอร์เลสขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ด้วยจุดเด่นของขนาดและน้ำหนักที่เบา ฟังก์ชันครบจบในตัว และเมื่อถ่ายแล้วได้ภาพที่สวยงามใช้งานได้ แน่นอนว่าทำให้คุณสนุกกับการออกทริปและถ่ายภาพได้มากขึ้น

ปรับแต่งภาพก่อนและหลังถ่าย ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ของกล้อง ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกขึ้นทุกขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนการปรับแต่งภาพให้ได้ตามที่ต้องการ ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย ซึ่งเป็นฟังก์ชันนี้น่าจะถูกอกถูกใจยูสเซอร์รุ่นใหม่สายโซเชียล ถ่ายรูปภาพปุ๊ป แต่งภาพสวยจากหลังกล้องและโอนสู่สมาร์ทโฟนแบบไม่ต้องผ่านโปรแกรมแต่งรูปอีกรอบ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับตอบโจทย์คนที่อยากได้ภาพสวยแบบทันใจแน่นอน

“เทคโนโลยีของกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้มากขึ้นนั้น ผมมองว่ามันเป็นการผสานเอา ศาสตร์และศิลป์ เข้าหากัน และน่าจะช่วยให้คนสนุกกับการถ่ายภาพได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

เล่ามาขนาดนี้แล้ว… หลายคนคงอยากเห็นภาพถ่ายของน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการ และภาพชนะเลิศจากเวทีประกวด OLYMPUS : EVERY PICTURE TELLS A STORY Season 2 by National Geographic Thailand ประจำปี 2017 สามารถรับชมที่ด้านล่างได้เลย!

 

   



เเละท้ายสุด ทาง OLYMPUS Thailand ยืนยันกับ Marketeer Online ว่า
“ในปี 2018 จะมีโครงการดีๆ เเบบนี้ รวมถึงกิจกรรม EVERY PICTURE TELLS A STORY”  เเละโครงการอื่นๆ อีกเเน่นอน”

ติดตามรายละเอียดได้ที่ : https://www.facebook.com/olympusthailand/

ชาบูตง ราเมน ชูกลยุทธ์ปรับภาพลักษณ์แบรนด์เน้นความพรีเมี่ยม พร้อมอัดแคมเปญใหญ่กระตุ้นยอด ตั้งเป้าเติบโตกว่า 15%

ชาบูตง ราเมน (CHABUTON) ราเมนต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟราเมนทีวีแชมป์เปี้ยน และมิชลินสตาร์ รายแรก และรายเดียวในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ปรับโฉมแกรนด์เมนูใหม่ เน้นความเป็นราเมนพรีเมี่ยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปลายปี กับแคมเปญ “บิน กิน เที่ยว ฟรี! กับชาบูตง ราเมน” เพื่อตอบแทนและมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าคนพิเศษ รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 300,000 บาท

นาย พล ศรีแดง ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ ชาบูตง ร้านราเมนต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดย      สุดยอดเชฟราเมนทีวีแชมป์เปี้ยน รายแรก และรายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจราเมนในประเทศไทยว่า มูลค่าตลาดรวม (เฉพาะตลาดราเมน) ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 3,134.72 ล้านบาท ปัจจุบันชาบูตงมีส่วนแบ่งการตลาดราว 10% จากภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายเป็นไปตามที่คาดไว้ มั่นใจว่าธุรกิจในครึ่งหลังก็น่าจะเป็นไปตามเป้า สิ้นปี 60 คาดยอดขายเติบโตถึง 10-14% โดยตั้งเป้าจะขึ้นแท่นเป็น Top of mind ในกลุ่มราเมนพรีเมี่ยมภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

ด้านกลยุทธ์ และเป้าหมายของแบรนด์ “ชาบูตง” ในปี 60 นี้ แบรนด์จะเน้นการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างการรับรู้ ถึงภาพลักษณ์แบรนด์ ที่เน้นความเป็นราเมนพรีเมี่ยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟ ทีวีแชมเปี้ยน และมิชลินสตาร์ อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้มีบริโภคที่ต้องการความหลากหลาย และเลือกทานอาหารที่มีคุณภาพจากวัตถุดิบที่ดี ในราคาเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือต้องอร่อย ในปีนี้เราจึงทำการปรับเปลี่ยน “Grand Menu 2017” ที่เน้นความจุใจ และความคุ้มค่าของเมนูเพิ่มขึ้น เน้น Topping เพราะคนไทยชอบทานราเมน พร้อมกับ Topping เยอะๆ โดยแบรนด์จะนำเสนอเมนูใหม่ๆ ในทุกๆ 2-3 เดือน/เมนู โดยทุกๆเมนูที่ออกมาจะคัดสรรจากความนิยมของลูกค้าเป็นหลัก

สำหรับแคมเปญทางการตลาดปีนี้ “ชาบูตง” พร้อมทุ่มงบฯ อัดแคมเปญใหญ่เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าของแบรนด์กับแคมเปญ “บิน กิน เที่ยว ฟรี! กับชาบูตง ราเมน” เพื่อตอบแทนและมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าคนพิเศษ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าแบรนด์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักของชาบูตง จะเป็นกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ที่ชื่นชอบการกิน เน้นการท่องเที่ยว อาทิ แพ็คเกจท่องเที่ยว, ตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง, ที่พักโรงแรมสุดฮิต, กล้องถ่ายรูป Olympus หรือบัตรกำนัลเพื่อรับประทานอาหารที่ร้านชาบูตง ฟรี 1 ปี เป็นต้น รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท เพียงลูกค้าทานอาหารครบทุก 600 บาท แล้วเขียนชื่อ – ที่อยู่ ลงบนด้านหลังใบเสร็จ หย่อนในกล่องรับชิ้นส่วนได้ที่ร้านชาบูตง ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 จับรางวัล และ ประกาศผลวันที่ 12 มี.ค. 2561 ที่หน้าแฟนเพจ www.facebook.com/ChabutonRamen

 

รายละเอียดของรางวัล

  • รางวัลที่ 1 : ที่พัก Kalima Resort and Spa + HYPE Luxury Boat Club Phuket 3 วัน 2 คืน พร้อมตั๋วโดยสารสายการบิน Bangkok Airways 2 ที่นั่ง (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 2 : ตั๋วเครื่องบินการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพ-ฮ่องกง 2 ที่นั่ง (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 3 : กล้อง Olympus PL7 (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 4 : ที่พัก Kalima Resort and Spa, Phuket 3 วัน 2 คืน+ HYPE Luxury Boat Club (จำนวน 2 รางวัล)
  • รางวัลที่ 5 : บัตรกำนัลทานชาบูตง ราเมน ฟรี 1 ปี (จำนวน 5 รางวัล)
  • รางวัลที่ 6 : ที่พัก Kalima Resort and Spa, 3 วัน 2 คืน (จำนวน 2 รางวัล)
  • รางวัลที่ 7 : ที่พักวาฏิกา รีโซวิลล่า กุยบุรี (จำนวน 1 รางวัล)

 

“การแข่งขันของตลาดในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและใหม่ รายใหญ่-รายเล็ก พากันนำเข้าแบรนด์มาอย่างหลากหลาย ดูได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเฉพาะทาง หรือร้านที่จำหน่ายเฉพาะเมนู สะท้อนให้เห็นว่าอาหารญี่ปุ่นยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้มีทางเลือกมากขึ้น และทำให้ภาพรวมมีความคึกคัก แต่ก็ส่งผลให้มีการแข่งขันสูงขึ้นตามมาด้วย โดยในปี 2560 ชาบูตงวางงบการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-5% แต่ทั้งนี้ หากยอดขายเพิ่มขึ้นจากที่เราตั้งเป้าไว้  ก็จะปรับเปลี่ยนการใช้งบโฆษณา และส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด” คุณพล กล่าวเสริมในตอนท้าย

 

 

ทีมปั้นเค้กน้ำตาลไทยเฮ! คว้าแชมป์เวที “Cake International 2017” สะท้อนความเป็นไทยผ่านงานศิลปะบนหน้าเค้ก

ทัพศิลปินสร้างสรรค์เค้กน้ำตาลปั้นสัญชาติไทย ได้เฮลั่น!! ร่วมคว้าแชมป์อันดับ1 เวที Cake International 2017 ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ชนะพร้อมกับธีมเด่นตราตรึงใจชาวต่างชาติและได้ใจกรรมการในการตัดสิน กับ(ธีม Ancient Temple Fair ) สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้ต่างชาติได้รับรู้ สนับสนุนโดยกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำตาลลิน

กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำตาลลิน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความคิดสร้างสรรค์คนไทย ไม่ได้เป็นรองใครในโลก โดยการนำทีมเค้กดีไซเนอร์ นักปั้นน้ำตาลคนไทยที่ชนะการประกวดจากงานLin Thailand Sweet Creation ไปคว้ารางวัลใหญ่ Best of Gold จากเวทีประกวด Cake International 2017 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

งานนี้จัดว่าเป็นงานประกวดเค้กน้ำตาลปั้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ส่งผลงานจากนานาชาติ ทั้งเอเชียและยุโรป ปีนี้มีผู้ส่งงานเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,800 ผลงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่าสองแสนคน ซึ่งปีนี้งานจัดขึ้นในวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา  ซึ่งทุกๆปีจะมีศิลปินสร้างสรรค์เค้กน้ำตาลปั้นสัญชาติไทยส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเสมอ และปีนี้ทีมคนไทยตัวแทนน้ำตาลลิน ประสบความสำเร็จนำความภูมิใจกลับมาด้วยการคว้ารางวัลจากการ

รัชต์นิดา เทาวงษ์ และ อริญรดา ปิติกุลธราวุธ 

ทีม Lin Thailand Sweet Creation 1

ผลงานเค้ก : Ancient Temple Fair in Thailand

ได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับที่ 1 Best of Gold ในประเภท Cake Collaborations  เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

ที่มาของความคิดสร้างสรรค์ คือ การสื่อถึงวิถีชีวิตคนไทยที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนา ผ่านงานรื่นเริงที่มาพร้อมลมหนาว คือ “งานวัด” ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรมในยุคสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ด้วย

วริษฐ์ จันทวิชานุวงษ์ และ เดโชกุล สิงห์อำไพ 

ทีม Lin Thailand Sweet Creation 2

ผลงานเค้ก : The Giant King Bird

ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Cake Collaborations เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

ที่มาของความคิดสร้างสรรค์ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย นางฟ้าและเหล่าสัตว์เทพชั้นสูงในป่าหิมพานต์  ซึ่งเป็นป่าในตำนานไทย ร่วมส่งเสด็จพระองค์สู่สรวงสวรรค์

 

นอกจากผลงานที่ชนะการประกวดโดยทีม Lin Thailand Sweet Creation ยังมีผลงานของศิลปินนักปั้นน้ำตาลคนไทยไปกวาดรางวัลจากงานนี้ได้อีกเพียบ

ชื่อทีม Siam

ไอนา เลาหวกุล
คัมภีร์ พิศดาร
ศิริปุรพ์ แจ่มแสง
มัลลิกา เรียนรู้
ปัณฑา แบร์ริงตันบินส์

ผลงานเค้ก :  Valedictory ceremony for the King Rama IX น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย (ปวงชนชาวไทย รวมใจส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่9 สู่สวรรคาลัย)
ได้รับรางวัลชมเชย ในประเภท Cake Collaborations เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

………………..

ทิวารัตน์ ศิริปุ 
ผลงานเค้ก : มโนราห์

ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในประเภท International Class

 

มัลลิกา เรียนรู้
ผลงานเค้ก : พระมหากษัตริย์ปวงชนชาวไทย 

ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท International Class

 

บุษราภรณ์ ครุธผาสุข
ผลงานเค้ก : ลอยกระทง 

ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ในประเภท International Class

 

……………

 

สุภัตรา พรโชคหิรัณย์
ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Small decorative exhibit

 

เสาวณี ศังขวณิช
ผลงานTea set for my King ชุดน้ำชา ดอกดารารัตน์ ได้รับรางวัลชมเชย ในประเภท Small decorative exhibit

……………

 

กานดา การไชยแสง
ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ในประเภท Decorated cookies for Santa

……………

 

ชิตโสเพ็ญ ทิพย์ กรีฟ
ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในประเภท Cup Cakes – Tasted และรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Cup Cakes – Not Tasted

……………

 

สำหรับคนที่อยากมีโอกาสชมเค้กผลงานคนไทยที่ชนะการประกวดระดับโลก ไม่ต้องเสียค่าตั๋วบินไกลถึงอังกฤษ แค่รอชมผลงานเค้กจริง  ที่จะนำกลับมาโชว์ในงาน Lin Thailand Sweet Creation 2017

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 ที่ลานแฟชั่นฮอลล์   ชั้น 1 สยามพารากอน

งานนี้มีไอเดียสร้างสรรค์ดีๆ ให้ได้ชมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งผลงานเค้กรางวัลระดับโลก และงานสร้างสรรค์เค้กเทคนิคพิเศษโดยเค้กดีไซเนอร์ระดับท็อปของประเทศ ภายในงานยังมีการประกวดตกแต่งเค้กในธีม New Year และ Wedding พร้อมทั้งการแข่งขันชิงแชมป์ Barista และ Mixologist ที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในงานนี้ด้วย

 

‘เพย์เลส ชูส์ซอส’ เปิดตัวผ้าใบแนวสปอร์ต ‘แอร์วอล์ค กัสโต้’ เอาใจกลุ่มนักช้อปมิลเลนเนียล สานต่อโครงการเพื่อสังคม ‘AIRWALK GOOD SHOE PROJECT’

         เพย์เลส  ชูส์ซอส’ (Payless ShoeSource) ร้านรองเท้ามัลติแบรนด์ชั้นนำจากอเมริกา  ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘มีสไตล์จ่ายน้อย แตกต่างด้วยประสบการณ์ใหม่แบบ Self Selection’ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เดินหน้ารุกตลาดรองเท้าผ้าใบแฟชั่นเพื่อกระตุ้นนักช้อปในช่วงปลายปี 2560 ด้วยการเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นของแบรนด์รองเท้าขายดีอันดับหนึ่งของช็อปอย่าง ‘แอร์วอล์ค’ (Airwalk) กับรุ่น ‘แอร์วอล์ค กัสโต้’ (Airwalk Gusto)  รองเท้าผ้าใบแฟชั่นแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความยืดหยุ่นด้วยพื้นรองเท้า Memory Foam ที่รองรับน้ำหนัก นิ่ม และคืนตัวได้ดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกเบาสบายเสมือนเดินบนอากาศทุกครั้งที่สวมใส่  มีให้เลือกหลายแบบ หลายสีทั้งสีเรียบและสีสดใส ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์และเอเวอรี่เดย์ลุคของกลุ่มนักช้อปยุคใหม่    

        อภิสุวีร์ ชัยอำนวยสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารสินค้าต่างประเทศ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์เพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทย กล่าวว่า“แอร์วอล์ค กัสโต้ เป็นรองเท้าเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นสำหรับชายและหญิง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ที่มีขายเฉพาะในร้านเพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทยที่อยู่ในโรบินสัน และช็อปสแตนด์อโลนเท่านั้น เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าตลาดรองเท้าผ้าใบแฟชั่นของไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจ และยังคงมีความต้องการรองเท้าผ้าใบแฟชั่นที่มีฟังก์ชั่นและดีไซน์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อซัพพอร์ทไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนักช้อปยุคใหม่ของไทย หรือที่เรียกว่ากลุ่มนักช้อปเจนมิลเลนเนียล ที่ในปัจจุบันกำลังมีบทบาทและมีอิทธิพลกับตลาดสินค้าต่างๆ ของไทยเป็นอย่างมาก โดยนักช้อปกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีความเป็นตัวตนสูงมาก โดยจะไม่นิยมซื้อรองเท้าแฟชั่นที่มีเพียงแค่ความสวยงามที่ฉาบฉวยเท่านั้น  แต่จะเน้นที่คุณภาพของฟังก์ชั่นการใช้งาน และดีไซน์ที่ไม่ตกเทรนด์

การเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นใหม่นี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งมาร์เก็ตติ้งมูฟทางการตลาดที่สำคัญของเพย์เลส ชูส์ซอส ของไทยในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2560 นอกจากนี้เพย์เลสยังเตรียมความพิเศษในด้านของราคา เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว และดึงดูดกลุ่มนักช้อปในช่วงเทศกาล ทั้งสินค้า One Price ราคาพิเศษ 995 บาท สำหรับแอร์วอล์คผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง และราคาพิเศษ 795 บาท สำหรับแอร์วอล์คเด็ก ทุกคอลเลคชั่น รวมถึงเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นอย่าง แอร์วอล์ค กัสโต้ ที่เพิ่งเปิดตัวด้วย พร้อมช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับฟรีกระเป๋า Payless Shoe Bag มูลค่า 850 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤศจิกายน 2560 ที่เพย์เลส ชูส์ซอส 38 สาขาทั่วประเทศ โดยเพย์เลส ชูส์ซอส ยังเตรียมความพิเศษในด้านของราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สินค้ารองเท้าในราคาเริ่มต้นเพียง 300 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท มีให้เลือกกว่า 700 แบบ ซึ่งเรามั่นใจว่ากลยุทธ์การดำเนินงานทั้งหมดจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเพย์เลส ชูส์ซอสของไทย เติบโตกว่า 50%”  

 

และในปีนี้ เพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทย ยังพร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ซีเอสอาร์ มาร์เก็ตติ้ง สานต่อโครงกา เพื่อสังคม  ‘AIRWALK GOOD SHOE PROJECT’ (แอร์วอล์ค กู้ด ชูส์ โปรเจกต์) เป็นปีที่สาม โดยเปิดโอกาสให้นักช้อปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันรองเท้าแก่เด็กๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบรองเท้า ‘แอร์วอล์ค’ (Airwalk)  แก่น้องๆ ที่ยากไร้ของไทยไปแล้วเป็นจำนวนกว่า 200 กว่าคู่

“สำหรับนักช้อปที่ต้องการร่วมแบ่งปันรองเท้าแก่น้องๆ ในปีนี้ เพียงช้อป รองเท้าแอร์วอล์ค รุ่นใดก็ได้เท่ากับได้ร่วมสมทบทุนในการบริจาครองเท้าแก่น้องๆ ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิเด็ก โสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤศจิกายน 2560 ที่ร้านเพย์เลส ชูซอร์ส 38 สาขาทั่วประเทศที่ร่วมรายการ


 

ร้านเพย์เลส ชูซอร์ส มีสาขาในปัจจุบันทั้งหมด 38 แห่ง ทั้งรูปแบบ Shop in Shop ในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาจังซีลอน, สุขุมวิท, รังสิต, รัตนาธิเบศร์, บางรัก, พระราม 9,  ศรีราชา,  ศรีสมาน, นครศรีธรรมราช 2 สาขา, อุดรธานี, ตรัง,  สระบุรี, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, เชียงใหม่, ราชบุรี, ซีคอนสแควร์, จันทบุรี, ลพบุรี, เพชรบุรี, ฉะเชิงเทรา, เชียงราย,ชลบุรี,สมุทรปราการ, บุรีรัมย์ และสาขา Stand Alone ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, หาดใหญ่, เชียงใหม่, ปิ่นเกล้า, เวสต์เกท, พระราม 2, พิษณุโลก, สุราษฏร์ธานี, พัทยา บีช, อุบลราชธานี รวมทั้งศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ และศูนย์การค้าเมกา บางนา  โดยติดตามข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจของ เพย์เลส ชูส์ซอส’ (Payless ShoeSource)   ได้ที่

https://www.facebook.com/PaylessShoeSourceThailand  และ https://www.instagram.com/paylessthailand

 

DJI ลุยเอง ประกาศ NO FLY ZONE ห้ามโดรนขึ้นบินรอบสนามหลวง ตลอดช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ

DJI แบรนด์ผู้ผลิตและผู้ให้จำหน่าย โดรน (Drone) ระดับโลก ประกาศเขตห้ามบินเฉพาะกิจ (Temporary flight restrictions) รอบพื้นที่พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัศมี 19 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางบริเวณพิธี ณ ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 60 ไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 60 ตลอดเวลาจนจบพิธี

การประกาศความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบในครั้งนี้ ส่งผลให้โดรนทุกชนิดที่เป็นของบริษัท DJI ไม่สามารถขึ้นบินได้ หากอยู่ในบริเวณดังกล่าวที่ทางบริษัทกำหนดให้เป็นเขต NO FLY ZONE
ส่วนโดรนเเบรนด์อื่นที่ไม่ใช้ของ DJI ต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้ ไม่ขึ้นบินตลอดช่วงระยะเวลาพิธีการ ตามที่ กสทช. ประกาศห้าม

โดยปกติ “เขตห้ามบินโดรน หรือ Restricted Zones จะถูกประกาศใช้ในเขตสนามบิน หรือเขตหวงห้ามพิเศษเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว เเละเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเขตห้ามบินโดรนหลักๆ ในประเทศไทยได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง  และสนามบินทั่วประเทศ


งานนี้ต้องชื่นชมทาง DJI ที่ออกโรงด้วยตัวเอง และถือเป็นอีก 1 แบรนด์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญ ขานรับระเบียบการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เช็คเขต Restricted Zones ทั้งหมดได้ที่นี่ : https://www.dji.com/flysafe/no-fly

YASHICA digiFilm สัมผัสความอนาล็อกของกล้องฟิล์ม ในรูปแบบดิจิตอล

แบรนด์กล้องฟิล์มระดับตำนาน อย่าง YASHICA ค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนถ่ายของโลกแห่งกล้องฟิล์ม เข้าสู่โลกของกล้องดิจิทัลเต็มตัว

ในตลาดกล้องฟิล์มมือสองเรายังได้เห็นกล้องฟิล์มรุ่นเก่าจาก YASHICA วางขายอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีวี่แววว่าจะทรานฟอร์มสู่กล้องดิจิทัลเหมือนกับแบรนด์อื่น

แต่ล่าสุดพวกเขากลับมา! แต่ไม่ได้กลับมาแบบทุ่มเงินก้อนโต เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ อวดเทคโนโลยีล้ำยุค แข่งกับเจ้าตลาดทั้งหลาย (ถ้ากลับมาแบบนี้เหนื่อยแน่ถ้าไม่เจ๋งจริง)

แต่กับเลือกทำ Crowdfunding  ระดมทุนผ่าน KickStarter.com โดยใช้ชื่อว่าแคมเปญว่า “digiFilm™ Camera by YASHICA” กล้องดิจิทัลลูกครึ่งฟิล์ม ที่ยังคงเอกลักษณ์ของกล้องแบบ RangFinder หน้าตาคล้ายกล้องในตระกูล Yashica Electro 35 ซึ่งโด่งดังมากในยุคของกล้องฟิล์ม

 

Nostalgia project ไม่ได้ขายฝัน แต่ขายดีกับคนที่มีอดีตหอมหวาน

ทำความเข้าใจก่อน ว่า Yashica Y35  ที่กำลังพูดถึงคือกล้องดิจิทัล… แต่ผสานความสนุกและลูกเล่นของกล้องฟิล์มมาไว้ในกล้องตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นฟิล์มด้วยมือ ปรับ ISO ไม่ได้เพราะค่า ISO จะเป็นไปตามฟิล์มที่ใส่ (Digital Film)

 

สเปคของตัวกล้องคร่าวๆ จะมาพร้อมกับเซนเซอร์แบ CMOS 1/3.2 – inch ความละเอียดอยู่ที่ 14 megapixel และ Lens ติดกล้องขนาด 35mm f2.8 ใส่แบตเตอร์รี่ขนาด AA x 2 ก้อน ชัตเตอร์ไฟฟ้า

กล้องตัวนี้ไม่มีจอ LCD ไว้มองภาพ ต้องมองผ่าน Viewfinder เท่านั้น และการเก็บข้อมูล ภาพทุกภาพที่ถ่ายจะถูกบันทึกลง “SD Card” ย้ำอีกครั้งว่ากล้องตัวนี้ ใส่ SD Card ได้ …. อ้าวแล้วไหนหล่ะที่บอกว่าฟิล์ม?

Y35 ออกแบบมาให้สามารถใส่ฟิล์มได้… แต่ digiFilm ไม่ได้ถูกใช้ในการเก็บภาพ แต่จะทำหน้าที่กำหนดสไตล์ของภาพ โทนสี ISO และสัดส่วนของภาพ ซึ่งจะแตกต่างไปตามชนิดของฟิล์มที่เราใส่

 

โดย digiFilm ชุดแรกของ Yashica Y35 จะมีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน

digiFilm™ – ISO1600 High Speed

  • High contrast. Grainiest photography
  • Capture true color even in low light condition
  • For shooting fast-moving objects

 

digiFilm™ – Black & White

  • Film speed ISO400
  • Film grain effect.
  • High contrast in Black and White
  • Retro photography style

 

digiFilm™ – ISO200 Ultra Fine

  • Sharp image
  • Standard color balance

digiFilm™ – 120 Format (6×6)

  • Film speed ISO200
  • Square format photographs
  • Fits for instagram

“ก่อนหน้านี้มีแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ชื่อว่า “GUDAK CAM” แอพถ่ายรูปฉบับดิจิทัล จำลองความรู้สึกของการใช้ “กล้องฟิล์ม” โด่งดังติด Top Paid App. บน AppStore อย่างยาวนาน… ซึ่งก็เล่นกับการลำลึกถึงความรู้สึกที่ได้ใช้กล้องฟิล์มเช่นเดียวกับ Y35”

 

เป้าที่ YASHICA digiFilm ตั้งไว้บน KickStarter  อยู่ที่ HK$ 800,000 ซึ่งปัจจุบันพวกเขาระดมทุนทะลุเป้า ได้ยอดเงินในการทำโครงการนี้สำเร็จไปกว่า HK$ 4,103,088 เป็นที่เรียบร้อย (คูณ 4.26 เข้าไป = 17,460,620.33 บาท!)

ใครที่สนใจ YASHICA digiFilm สามารถเข้าไปร่วมทุนกับพวกได้ที่ digiFilm™ Camera by YASHICA

ราคาสนับสนุนและจะได้รับกล้องเริ่มต้นอยู่ที่ 4,000 กว่าบาท
ได้รับกล้องประมาณเดือน เมษายน 2018

 

ไม่มีใครสามารถปฏิเสธ “โลกของดิจิทัล” ได้
ทางออกของคนที่ยังหลงใหลในความอนาล็อก
คือ การปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงให้ได้นั้นเอง…

“GMM GRAMMY OFFICIAL” สร้างปรากฏการณ์ผู้ติดตามทาง YouTube 10 ล้านคน บริษัทแรกในไทยเเละ SEA

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2560 เวลา 16.00 น. GMM GRAMMY OFFICIAL ได้รับการยืนยันว่าเป็นแชนแนลเอนเตอร์เทนเมนท์ที่คนไทยกด Subscribe มากที่สุดถึง 10 ล้านคนเป็นบริษัทแรก และมี viewership มากที่สุดถึง 10,773,288,662 view ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะจริงๆ แล้ว ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ยังไม่มีใครสามารถทำได้มาก่อน รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังไม่มีใครที่มีผู้ติดตามมากถึง 10 ล้านคนอีกด้วย

การมีผู้ติดตามมากขึ้น ถึง 10 ล้าน Subscribers นั่นหมายความว่า GMM GRAMMY OFFICIAL     จะได้รับรางวัล Diamond Creator Award เป็นบริษัทแรกจาก YouTube และผู้ติดตามของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่  ก็สามารถรับชม Content ได้หลากหลาย เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลยุทธ์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ก็ไม่ได้แค่จะผลักดันแชนแนลของ GMM GRAMMY OFFICIAL เพียงแชนแนลเดียวเท่านั้น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยังมีความตั้งใจจะสร้างแชนแนลอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนดูที่หลากหลาย จะเห็นได้ว่าจะมีแชนแนลในเครือของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ อีกหลายช่องที่ติด TOP 20 Subscriber ไม่ว่าจะเป็นของ genie records, Grammy Gold, GMM25, ONE31, GTH ซึ่งมีผู้ติดตามรวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศถึง 31,000,000 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความนิยมที่จะรับชม Content ที่ดีได้มากมายจากจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กรุ๊ป

คุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

การได้ Subscriber ถึง 10 ล้านคนเป็นบริษัทแรกนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะ GMM GRAMMY OFFICIAL เป็นแชนแนลเพลง ซึ่งมีการ Upload Content น้อยกว่ารายการทีวีหลายเท่าตัว ความสำเร็จนี้เกิดจากแรงสนับสนุนจากแฟนเพลง แฟนคลับ ที่ชื่นชมศิลปิน และชื่นชมในผลงานของแกรมมี่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้

CPN ทุ่ม 4,750 ล้าน “เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย” พร้อมเปิด 23 พ.ย. นี้

  • ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และเดสติเนชั่นใหม่เมืองมหาชัยด้วยดีไซน์คอนเซ็ปต์ “มหานาวาแห่งความสุข” ตอบโจทย์คนมหาชัย นักเดินทาง และคนกรุงเทพฯ
  • ชาร์จพลังความสดชื่น THE BEST HIGHWAY DESTINATION จุดแวะพักที่ดีที่สุดเติมเต็มความสดชื่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อนักเดินทาง
  • พบกับ EATALAY ตลาดซีฟู้ดสุดอลังการดีที่สุด เสิร์ฟความสดจากทะเลถึง โต๊ะอาหาร จุดเช็คอินความอร่อยที่คนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ง่ายๆ
  • ช้อปของฝากครบที่สุดที่ MAHACHAI MARCHÉตลาดของฝากที่รวมของดีของมหาชัยและของดีจากทั่วประเทศ ให้นักเดินทางได้ช้อป ชิม ชิล ครบจบในที่เดียว
  • เปิดไลฟ์สไตล์มิติใหม่ให้คนมหาชัยด้วยทัพธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปซูเปอร์สโตร์, ซูเปอร์สปอร์ต, พาวเวอร์บาย, B2S และโรงภาพยนตร์ SF

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้นำด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ประกาศพร้อมจะเปิดโครงการ “เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย” อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย. 2560 ณ จ. สมุทรสาคร ประตูเชื่อมต่อสู่ภาคใต้ โดยตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพเส้นถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ ปักธงแลนด์มาร์คแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตแห่งใหม่ จับกลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลักคือ คนในจังหวัด นักเดินทาง และคนกรุงเทพฯ พร้อมชูคอนเซ็ปต์ การออกแบบ “มหานาวา” (MAHANAVA) เรือลำใหญ่ที่นำพาความสุขและมอบประสบการณ์ตื่นเต้น แปลกใหม่ และโซนพิเศษรูปแบบใหม่ครั้งแรกในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น

เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ซีพีเอ็นทุ่มงบพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีมูลค่าโครงการรวม 4,750 ล้านบาท บนที่ดิน 98 ไร่ พื้นที่โครงการรวม 170,000 ตร.ม. เจาะใจกลางพื้นที่ 2 จังหวัดคือ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม บนทำเลยุทธศาสตร์ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่มีประชากรโดยรวมกว่า 1.18 ล้านคน รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไทยและต่างชาติที่สัญจรไปมาสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี เนื่องจากเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญสู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ด้วย

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ซีพีเอ็นมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศูนย์การค้าในทำเลศักยภาพสูงทั่วประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเติบโตและกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกจังหวัดที่เราตั้งอยู่ ซึ่งสมุทรสาครก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีศักยภาพสูง เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ขณะนี้โครงการ ‘เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย’ มีความคืบหน้าและความพร้อมเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งในส่วนการก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 85% รวมถึงการเตรียมขนทัพสินค้าและบริการ ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 นี้แน่นอน เราตั้งเป้าให้ศูนย์การค้าของเราเป็น ‘Center of Life’ หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิต ทำกิจกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คน พร้อมด้วยพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในจังหวัด ซึ่งเราหวังว่าการเข้ามาพัฒนาศูนย์การค้าของเราจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ช่วยโปรโมทของดีท้องถิ่น และยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัด ที่จะส่งผลต่อภาพใหญ่ในระดับประเทศ และเป็น ‘The Best Highway Destination’ จุดแวะพักเติมเต็ม ความสดชื่นที่ดีที่สุดสำหรับนักเดินทาง”

“ในด้านกลยุทธ์และคอนเซ็ปต์ของศูนย์ฯ เราตั้งใจให้เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ครบครันและสร้างสรรค์ประสบการณ์ตื่นเต้นสดใหม่ให้กับจังหวัด ตั้งแต่การออกแบบอาคารของศูนย์การค้าทั้งภายนอกและภายในให้เป็‘มหานาวา’ (MAHANAVA) เรือลำใหญ่กับบรรยากาศของท่าเรือและหมู่บ้านประมงอันเป็นเอกลักษณ์ของสมุทรสาคร ไปจนถึงการมอบความครบครันของสินค้าและไลฟ์สไตล์ สดใหม่นำเทรนด์ของ ‘Lifestyle Destination’ บนพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. กับทัพสินค้าแบรนด์ดังหลากหลายสไตล์ และ ‘Dining Destination’ บนพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ตอบรับไลฟ์สไตล์กิน ดื่ม ชิล สำหรับ ทุกคนกับร้านอาหารแนวครอบครัว หรือเบเกอรี่ เสริมทัพด้วยการผนึกกำลังของกลุ่มเซ็นทรัล นำโดย ‘ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน’ สุดยิ่งใหญ่บนพื้นที่ 15,000 ตร.ม. พลิกคอนเซ็ปต์ห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้แค่นำเสนอสินค้าแต่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและนำสมัย, ‘ท็อปซูเปอร์สโตร์’ ที่ขนสินค้าและผลิตภัณฑ์สดใหม่ มีคุณภาพ หลากหลาย ครบครัน ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ร่วมด้วย ‘ซูเปอร์สปอร์ต’ ‘พาวเวอร์บาย’ ‘B2S’ และ ‘โรงภาพยนตร์ SF’ ที่จะมาเติมเต็มความสดใหม่ความสนุกสนาน ความ-บันเทิงให้กับชีวิตของคนมหาชัยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมาได้อย่างรอบด้านครบจบในที่เดียว” นายปกรณ์กล่าว

เซ็นทรัลพลาซา มหาชัยโดดเด่นด้วยประสบการณ์ “Semi-Outdoor Lifestyle” ในคอนเซ็ปต์ที่สดใหม่ ยิ่งใหญ่ และครบครันที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมหาชัย เป็นอีกหนึ่งเดสติเนชั่นที่ทุกคนไม่อยากพลาด

โดยไฮไลท์สำคัญ ได้แก่

1. “HIGHWAY DESTINATION” จุดแวะพักสำหรับนักเดินทางที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุดของมหาชัย ที่นักเดินทางต้องปักหมุดแวะพักเติมพลังความสดชื่นออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกครบวงจรให้กับนักเดินทางที่สัญจรผ่านไปมา ประกอบด้วยร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ เอาท์ดอร์มาร์เก็ต และศูนย์รวมของฝากของที่ระลึก พร้อมด้วยพื้นที่จอดรถรองรับรถสาธารณะ รถยนต์ รถทัวร์ และ “ห้องน้ำสะอาด” ในธีมคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ทุกคนจะต้องมาแวะถ่ายรูปและปักหมุดเช็คอินกันอย่างแน่นอน

2. “EATALAY” ตลาดซีฟู้ดรูปแบบใหม่สไตล์คนเมือง เสิร์ฟความสดจากท้องทะเลส่งตรงจากท่าเรือถึงโต๊ะอาหาร ให้ทุกคนเอ็นจอยกับความสดใหม่ของอาหารทะเลหลากหลายในบรรยากาศมีสไตล์ที่แรกและที่เดียวในมหาชัย เลือกสรรอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ จากวัตถุดิบที่ดีที่สุดของมหาชัยมาปรุงโดยเชฟฝีมือเด็ด สร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ เสริมด้วยโซนอาหารทะเลสไตล์ปิ้งย่าง เหมาะกับทุกการสังสรรค์ของครอบครัวและแก๊งเพื่อน

3. “MAHACHAI MARCHÉ” ตลาดของฝากที่รวมของดีประจำจังหวัดและจากทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะสามารถช้อปครบจบในที่เดียวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นประจำจังหวัด ให้ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอีกด้วย

คุณปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดสมุทรสาครมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสด หลากหลาย และมีคุณภาพในระดับที่สามารถเป็น ‘ครัวอาหารทะเลของโลก’ ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ของดีประจำจังหวัดอื่นๆ เช่น ‘หอยพิม ที่มีขายที่สมุทรสาครที่เดียว’, ‘มะนาว เปลือกบาง น้ำเยอะ’, ‘ลำไย ทานแล้วไม่ร้อนใน’, ‘ปลาทูก้างนิ่ม’, ‘เกลือสมุทร’, ‘ใบชะคราม’ และ ‘เครื่องเบญจรงค์ ผลิตภัณฑ์ OTOP’ นอกจากนี้ มหาชัยยังมีมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและประวัติศาสตร์ และตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยและต่างชาติ

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย ตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เดินทางสะดวก มีจุดกลับรถอยู่ติดถนนใหญ่เส้นพระราม 2 พร้อมพื้นที่จอดรถรองรับรถยนต์ได้กว่า 1,500 คัน และรถมอเตอร์ไซค์กว่า 1,000 คัน พร้อมต้อนรับคนมหาชัยและจังหวัดใกล้เคียง ผู้ที่สัญจรไปมา และนักท่องเที่ยว อย่างเต็มรูปแบบ และเตรียมจัดงานพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่มหาชัย 23 พ.ย. 60 นี้

Social Innovation จากท่อส่งน้ำ สู่บ้าน (ของ) ปลา เพื่อประมงพื้นบ้าน

การสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ และการบริหารธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์แล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กันด้วย

การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsible – CSR ให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืนนั้น ต้องมาจากการส่งผ่านองค์ความรู้ หรือการนำนวัตกรรมจากภาคธุรกิจไปสู่ชุมชนและสังคม ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จนชุมชนสามารถพัฒนาและต่อยอดสร้างความยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

หนึ่งในองค์กรชั้นนำของไทยที่นำแนวคิดด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสังคม นั่นก็คือ  “เอสซีจี เคมิคอลส์” ธุรกิจเคมีภัณฑ์ใน เอสซีจี ซึ่งเห็นได้จากหลายโครงการที่ทางบริษัท ฯ ได้ทำร่วมกับชุมชนในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” (Fish home by SCG Chemicals)

โครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” เกิดขึ้นในปี 2555 โดยเริ่มจากแนวคิดเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า Waste to Value ซึ่งบริษัท ฯ ได้ส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งธุรกิจเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตท่อทนแรงดันสูง หรือท่อ PE 100 สำหรับนำไปใช้ในการขนส่งน้ำ หรือ ก๊าซ ได้มีท่อที่เหลือจากการขึ้นรูปเพื่อทดสอบคุณภาพของเม็ดพลาสติก จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการหาวิธีนำท่อเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อชุมชนแทนการกำจัดตามมาตรฐานของโรงงาน

เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ของเอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ทำให้พนักงานของเอสซีจี เคมิคอลส์ได้มีโอกาสพบปะใกล้ชิดกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน และได้รับทราบปัญหาเรื่องการลดน้อยลงของปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ บริเวณชายฝั่งในพื้นที่  ด้วยเหตุนี้ ทีมงานหลายทีมภายในเอสซีจี เคมิคอลส์ เช่น ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D)  ทีมกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) จึงได้เริ่มศึกษาและออกแบบบ้านปลาโดยนำท่อ PE 100 ที่เหลือจากกระบวนการทดสอบมาเป็นวัสดุ ซึ่งท่อเหล่านี้เป็นวัสดุที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการออกแบบบ้านปลาจากท่อ PE 100 ในครั้งนั้น มีหลายภาคส่วนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สบทช.) และยังได้ภูมิปัญญาพื้นบ้านจากกลุ่มประมงพื้นบ้าน จ.ระยอง มาร่วมแนะนำด้วย

จนกลายมาเป็นบ้านปลาทรงสามเหลี่ยมคล้ายหลังคาบ้านในปัจจุบัน และเกิดเป็นโครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” (Fish home by SCG Chemicals)

โดยเป้าหมายของโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ไม่ใช่เพียงแค่ฟื้นฟูท้องทะเลให้สมบูรณ์อีกครั้ง แต่รวมถึงการเป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้ประมงพื้นบ้านไทยกลับมามีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน โดย‘ความยั่งยืน’ ในที่นี้ต้องเกิดจากการร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานราชการ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

ในปีที่ 6 นี้ Marketeer จะพามาดูความคืบหน้า พร้อมผลลัพธ์ของโครงการที่จะทำให้เรารู้ว่า การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นอย่างไร

ความร่วมมือร่วมใจ คือ กุญแจสำคัญให้โครงการยั่งยืน

สิ่งสำคัญที่ทำให้โครงการก้าวมาสู่ปีที่ 6 และยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดจาก “ความร่วมมือร่วมใจ” และ “การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่” โดยการสร้างบ้านปลาแต่ละครั้งจะมีจิตอาสาทั้งที่เป็นพนักงานเอสซีจี และผู้สนใจจากภายนอกมาร่วมกับชุมชนประมงพื้นบ้าน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการสร้างบ้านปลา ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน สามารถวางบ้านปลาได้กว่า 1,000 หลัง ในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

อย่างไรก็ตาม การสร้างบ้านปลาเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องจำนวนปลาที่ลดลงได้อย่างยั่งยืน เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่ การดูแลพื้นที่ที่วางบ้านปลาไปแล้ว ซึ่งกลุ่มประมงพื้นบ้านหัวใจอนุรักษ์จะช่วยกันรักษาบ้านปลาที่ได้รับโดยกำหนดบริเวณให้เป็น “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งกลุ่มประมงจะตกลงร่วมกันว่าจะหาปลานอกเขตนี้เท่านั้น เพื่อให้ที่นี้เป็นแหล่งอนุบาลลูกปลา ให้เหล่าสัตว์น้ำมีระยะเวลาฟื้นฟูเติบโตได้อย่างเต็มที่

และภายหลังที่วางบ้านปลาไป เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังร่วมกับ สบทช. และกลุ่มประมงพื้นบ้าน ทำการสำรวจบ้านปลาที่ถูกวางเป็นประจำทุก 3 เดือน พร้อมระบุพิกัด GPS แต่ละจุดเพื่อช่วยในการติดตามอย่างต่อเนื่อง

ก้าวสู่ปีที่ 6 บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์

จากปี 2555 จุดเริ่มต้นโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ปากคลองแกลง จ.ระยอง ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีมีการขยายโครงการ ฯ ไปทั่วชายฝั่งระยอง และเริ่มขยายไปที่ จ.ชลบุรี จนมาถึงในปี 2560 บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ กว่า 1,000 หลังได้ถูกวางลงสู่ทะเลเป็นบ้านใหม่ให้กับเหล่าปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กมากมาย ในพื้นที่ทั้งหมด 28 กลุ่มประมง  นอกจากนี้ในอนาคต เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังมุ่งมั่นที่จะขยายโครงการ ฯ ไปยังเครือข่ายกลุ่มประมงพื้นบ้านที่มีใจอนุรักษ์ในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดชายฝั่งภาคตะวันออกอย่าง ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราดอีกด้วย

 

ทำไมท่อส่งน้ำจึงเหมาะกับการทำบ้านปลา

รูปแบบบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ มีท่อ PE100 เป็นวัสดุหลัก ซึ่งรูของท่อจะช่วยให้น้ำสามารถไหลเข้าออกได้สะดวก  และด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนจึงเหมาะกับการให้ปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เข้ามาอยู่ในช่องว่างต่าง ๆ   โดยการจัดวางบ้านปลาใต้ทะเลนั้นจะถูกวางในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง น้ำลึกไม่เกิน 10 เมตร โดยจัดวางใกล้กันอย่างน้อย 10 หลัง คิดเป็นพื้นที่ราว 20 ตารางเมตรต่อหนึ่งหมู่บ้านปลา

ข้อดีของบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ “ทรงสามเหลี่ยมปิรามิด”

  • มุมน้อยลง ลดปัญหาขอบท่อเกี่ยวอวนขาด
  • ประกอบง่ายขึ้น ใช้วัสดุน้อยลง
  • น้ำหนักเบาลง ใช้คนในการขนย้ายน้อยลง
  • สามารถบรรจุในเรือเล็กได้จำนวนมากขึ้น โดยการวางเรียงสลับคว่ำหงายต่อกัน
  • คงทนต่อกระแสน้ำ ไม่พลิกหรือเคลื่อนย้าย เมื่อนำไปวางในทะเล

ความสำเร็จของโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ การส่งผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีของภาคธุรกิจให้กับชุมชน จนกลายเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) และการร่วมแรงร่วมใจของทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเลชายฝั่งไทยให้ดีขึ้นอีกครั้ง

หากใครอ่านแล้ว สนใจโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังสามารถไปตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.scgchemicals.com/fishhome

 เมื่อปลาและสัตว์น้ำทั้งหลายกลับมา วิถีชีวิตชาวประมงเรือเล็กก็ยังคงอยู่ ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เอพีบุกโตเกียว จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท ยกระดับ “เจ้าแห่งนวัตกรรม คอนโดมิเนียม”

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญต่อการคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตสำหรับของคนเมือง ครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้าน ‘คุณภาพ’ ‘บริการ’ ‘ความสะดวกสบาย’ และ ‘ความปลอดภัย’ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย’

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินธุรกิจ เอพีไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Think Different’  บนพื้นฐานของคุณภาพการออกแบบคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาไปสู่ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ในโลกอนาคต ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพ การบริการ การอำนวยความสะดวกสบาย และความปลอดภัย  โดยได้รับความร่วมมืออย่างดี จาก มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG) พันธมิตรทางธุรกิจ ในการส่งต่อแนวคิดในการบริหารจัดการคุณภาพ สู่การสร้างกรอบแนวคิดหลักในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในบริบทของการพัฒนาคอนโดมิเนียมเอพี

ภายใต้คอนเซ็ปต์ AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ผ่านการผสมผสานประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง IoT (Internet of Thing) ตลอดจนระบบจักรกลอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็น ‘เจ้าแห่งนวัตกรรม คอนโดมิเนียม’ เพื่อคุณภาพชีวิตสมบูรณ์แบบในทุกมิติ สร้างสรรค์และพัฒนาคอนโดมิเนียมคุณภาพที่แวดล้อม คุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยท่ามกลางสังคมเมืองแห่งโลกอนาคต

คอนเซ็ปต์ ‘AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เอพีจึงลงลึกใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

(1) Space Innovation & Technology นวัตกรรมสเปซและเทคโนโลยี วิธีคิดในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ทุกพื้นที่ต้องพร้อมสนับสนุนชีวิตสู่ความสำเร็จในอนาคต เชื่อมต่อและขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ LIFE ลาดพร้าว LIFE วัน ไวร์เลส และ LIFE อโศก-พระราม 9 เอพีได้ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด IoT (Internet of Things) เข้าไปกับการออกแบบสเปซ เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเชื่อมต่อโลกไซเบอร์ ตลอดจนควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

(2) Durable Homes นวัตกรรมบ้านคุณภาพที่มีความยั่งยืนในการอยู่อาศัย นอกจากการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้เข้มข้ม หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการควบคุมคุณภาพสินค้าที่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการออกแบบ คือ “AP Check List” ซึ่งถือเป็นแนวคิดจากบริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG) ที่นำมาปรับใช้ รวมถึงการปรับแนวทางในการก่อสร้างที่คำนึงถึงคุณภาพและความยั่งยืนของสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับเป็นสูงสุด ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการก่อสร้างสำเร็จรูปในระบบโมดูลาร์ อย่างห้องน้ำสำเร็จรูป ซึ่งปัจจุบันโครงการที่ได้เริ่มติดตั้งระบบห้องน้ำสำเร็จรูปต่างได้รับผลตอบรับที่ดี Defect ที่เกิดขึ้นมีค่าเท่ากับศูนย์ ซึ่งโรด์แมปในอนาคตเอพีคาดว่าจะพัฒนาในเรื่องของดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และวัสดุในส่วนของระบบห้องน้ำสำเร็จรูปให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่แตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุด

(3) 24/7 Safety & Convenient Assurance นวัตกรรมความปลอดภัยและความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ นวัตกรรมที่เอื้อให้ควบคุมทุกอย่างได้แบบ Real Time เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่าน Application ที่เอพีพัฒนาขึ้น ส่งเสริมให้การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในคอนโดเอพีให้สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าเดิม เช่น นวัตกรรมการรับ-ส่งสินค้าผ่านตู้ฝากของอัจฉริยะ i-Locker ที่ผู้ส่งและผู้รับสามารถเข้าถึงการใช้งานด้วยตนเองได้ตลอด 24 ช.ม. ซึ่งปัจจุบัน i-Locker ได้เริ่มติดตั้งในคอนโดเอพีแล้วที่โครงการ RHYTHM สุขุมวิท 42 และมีแผนจะติดตั้งในทุกโครงการใหม่ หรือการเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าในห้องพัก การจองใช้พื้นที่ส่วนกลาง การเชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัย การชำระค่าสาธารณูปโภคอัตโนมัติ    ซึ่งทั้งหมดจะถูกเชื่อมต่อผ่าน AP Application ทั้งหมด

 

“เอพี และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ได้จับมือเป็นพันธมิตรดำเนินธุรกิจร่วมกันมาเป็นปีที่ 4 สิ่งที่ทำให้การผสานความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง เอพี และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป แนบแน่นและแตกต่างจากบริษัทร่วมทุนอื่นๆ นอกจากการมีปรัญชาในการดำเนินธุรกิจ ที่คล้ายคลึงกันในการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในการอยู่อาศัยแล้ว   บุคลากรในเครือเอพียังได้รับการสนับสนุนที่ดียิ่งจากพันธมิตรทางธุรกิจมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ปในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและจริงจัง เอพีได้นำหลากหลายแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นมาพัฒนาเป็นแนวทางที่สามารถนำไปสู่ ‘การสร้างสรรค์คุณภาพสูงสุด’ ให้กับคอนโดมิเนียมเอพี

และเรายังพร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ผ่านการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชีวิตคุณภาพชีวิตให้เกิดขึ้นในสังคมเอพี โดยแนวคิด AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนนั้นจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเริ่มต้นกับคอนโดมิเนียมที่มีแผนจะก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป เพื่อนำไปสู่การเป็นคอนโดมิเนียมอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค  ที่พร้อมจะส่งต่อ ‘ชีวิตที่มีคุณภาพ’ ให้แก่ผู้พักอาศัย” นายวิทการกล่าว

เอพี และมิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เป็นพันธมิตรรายแรกและรายเดียวที่มีโมเดลการร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่แตกต่างจากรายอื่น คือ การจัดตั้งบริษัทแม่ในไทย ด้วยทุนจดทะเบียนที่สูงถึง 6,100 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ “บริษัท พรีเมียม เรสซิเดนท์ จำกัด” เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการภายใต้การร่วมทุน โดยทางมิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ได้ส่งทีมงานจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมานั่งทำงานประจำร่วมกับทีมงานเอพี

ปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 กันยายน 2560) เอพีสามารถสร้างยอดขายรวมทั้งคอนโดมิเนียมและสินค้าแนวราบได้มากถึง 28,300 ล้านบาทสูงกว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 109 % (เป้ายอดขายปี 2560 เท่ากับ 26,000 ล้านบาท) โดยเป็นยอดขายที่เกิดจากคอนโดมิเนียม มูลค่า 16,615 ล้านบาท จากสินค้าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มูลค่า 11,685 ล้านบาท 

ทั้งนี้ คอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนระหว่างเอพี (ไทยแลนด์) และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG)  มีทั้งหมด 11 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 50,830 ล้านบาท มียอดขายรวมเฉลี่ย 86% ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ (1) RHYTHM สุขุมวิท 36 – 38 (2) ASPIRE รัชดา – วงศ์สว่าง (3) ASPIRE สาทร – ท่าพระ (4) RHYTHM อโศก 2 โดยทั้ง 4 โครงการมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถือว่าสร้างความน่าพึงพอใจได้เป็นอย่างมากทั้งสำหรับเอพี และ MEC โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเอพี (ไทยแลนด์) ร่วมมือกับพันธมิตร “มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” (MECG) ในการแบ่งปันองค์ความรู้ต่างๆ กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับอนาคตที่จะส่งเสริมให้การใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิตอลสะดวกสบายยิ่งขึ้น