All posts by Wanut

ช่วงเวลาดีๆเกิดขึ้นได้ เมื่อเจอคนที่มีอะไรคล้ายๆกัน – McDonald’s

McDonald’s เลือกที่จะใช้โฆษณาชุดนี้ เพื่อสื่อถึงอีกแง่มุมหนึ่งของร้านอาหาร Fast Food โดยเนื้อเรื่องก็คือ Emma และ John ได้นัดที่จะไปเดทกัน โดยในระหว่างเดทนั้น John และ Emma ก็พยายามที่จะทำตัวให้อีกฝ่ายประทับใจ แต่ตัวตนของพวกเขานั้นกลับไม่มีอะไรคล้ายกันเลย เช่นคนหนึ่งเลี้ยงหมา อีกคนเลี้ยงแมว และพอเดทนี้จบลง ทั้งคู่ก็คงรู้แน่ชัดแล้วว่า คงไม่มีเดทที่สองเกิดขึ้น แต่ก่อนกลับบ้าน John และ Emma ก็เข้า McDonald’s เพื่อหาอะไรทาน และทั้งคู่ก็บังเอิญมาเจอกัน และได้รู้ว่า ตลอดเวลาที่พยายามปรับตัวเข้าหากัน สุดท้ายแล้วสิ่งที่ชอบคล้ายๆกัน คือเรื่องกิน

McDonald’s ‘Lonely  Hearts’
Agency – Leo Burnett London

หลายครั้งในชีวิต ทั้งชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว คนเรามักมีความชอบที่แตกต่างกัน และความแตกต่างนั้นเองที่ทำให้เรารู้สึกเหงา และห่างเหินกับคนรอบข้าง แต่ถ้าเรามีช่วงเวลาดีๆ ที่สามารใช้ร่วมกันได้ ก็จงใช้เวลาเหล่านั้นให้คุ้มค่าที่สุด

 

ที่มา : Ads of The World

 

 

จับ DNA มาขึ้นรูป กลายเป็นผลงานสุดสวย

Cancer Research UK สถาบันวิจัยโรคมะเร็งประเทศอังกฤษ ได้ร่วมมือกับศิลปิน 21 คน ในการออกแบบ DNA ของมนุษย์ ในจินตนาการของศิลปินแต่ละคน โดยผลงานชุดนี้ชื่อว่า What’s in your DNA? โดยรูปปั้นเหล่านี้จะจัดโชว์ที่ London จนถึงวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน และหลังจากนั้นจะถูกประมูล เพื่อนำรายได้มาสร้างศูนย์วิจัย Francis Click Institute เพื่อที่จะได้วิจัยเพื่อป้องกันโรคมะเร็งอย่างสมบูรณ์

dna4

 

โดยวีดีโอนี้ ได้แสดงขั้นตอนการทำรูปปั้น DNA ของ Ian Callum

 

ที่มา : Cancer Reseach UK

 

 

เจาะลึกทำเลแห่งโอกาส เมื่อ “สยาม” ไม่ใช่สถานีศูนย์กลางอีกต่อไป

จากการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าที่ออกจากศูนย์กลางกรุงเทพฯสู่รอบนอก ทำให้ความเจริญกระจายไปทั่วทุกส่วนของเมืองหลวงประเทศไทยมากขึ้น เกิดคอมมูนิตี้ มอลล์, คอนโดมิเนียม หรือเมกะโปรเจคต์โดยรอบพื้นที่รถไฟฟ้าผ่าน นี่คือสิ่งที่เปลี่ยน เมื่อศูนย์กลางความเจริญในกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องอัดแน่นรวมอยู่ในที่เดียวอย่างย่านสยาม สีลมอีกต่อไป เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆต่างประเทศที่ โตเกียว มีทั้งกินซ่า ชินจูกุ และโอโมเตซานโด ส่วนนิวยอร์กมี Fifth Avenue ไทม์สแควร์

และนี่คือ 3 ทำเลหลักแนวรถไฟฟ้ากับความเจริญที่เริ่มส่งต่อศักยภาพให้กับทำเลข้างเคียง เกิดเป็นทำเลทางเลือกสำหรับธุรกิจและการอยู่อาศัยในอนาคต

 

สุขุมวิท : “พระโขนง” รับช่วงการขยายตัวของสุขุมวิทชั้นใน

สำหรับ พร้อมพงษ์- ทองหล่อ แหล่งรวมที่อยู่และไลฟ์สไตล์ราคาแพงของเส้นสุขุมวิท ถือว่าเป็นทำเลในฝันของใครหลายๆคน เป็นทั้งย่านเศรษฐกิจตลอดจนเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่เพิ่มขึ้นในย่านนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร สปา สถานเสริมความงาม และแน่นอนว่าราคาคอนโดมิเนียมซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนติดเพดานเช่นกัน

มีการคาดการณ์ว่าด้วยพื้นที่ที่เริ่มมีจำกัด ใครที่อยากเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในย่านนี้ สำหรับคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆ อาจมีราคาเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร คอนโดมิเนียมมือสองหรือ Resale ในย่านยอดฮิตอย่างทองหล่อ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นประมาณ 12% และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลาดของกลุ่มทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ทำเลที่น่าจับตา จึงถูกมองว่าจะเป็นทำเลที่เขยิบจากทองหล่อออกมาหน่อย คือย่าน “พระโขนง” ที่เริ่มเห็นสัญญาณขยายตัว และ น่าสนใจ ในฐานะทำเลเพื่อนบ้าน ซึ่งหากพูดในเชิงของการสัญจรทางถนนแล้ว พระโขนง คือ Interchange ย่อยๆสำหรับการเดินทางจุดต่างๆของกรุงเทพฯ ทั้งเข้าเมืองไปทางเอกมัย-ทองหล่อหรือพระราม 4 ออกนอกเมืองไปรามคำแหงหรือบางนา หรือขึ้นทางด่วนรามอินทราเพื่อหลีกหนีการจราจร เป็นทำเลที่ชาวญี่ปุ่นซึ่งเบื่อความแออัดของทองหล่อเริ่มเข้ามาจับจองมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาค่าครองชีพที่ถูกกว่าจุดเดิม รวมถึงการมีคอมมูนิตี้แหล่งแฮงค์เอาท์ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่จำเป็นต้องไปถึงสยาม สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์แบบสุขุมวิทได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า

ที่สำคัญราคาอสังหาริมทรัพย์ย่านนี้ยังมีความสมเหตุสมผลอยู่ แต่เนื่องจากแต้มต่อทั้งเรื่องคมนาคม+คอมมูนิตี้ไลฟ์ไตล์ของทำเลนี้ทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิด Real Demand ในอนาคต และราคาก็น่าจะเพิ่มสูงในอนาคตใกล้ๆอีกเช่นกัน

พระโขนง จึงเป็นทำเลแรกที่นักลงทุนต่างจับตา

CONTENT-PHRA-KHA-NHONG

“ธนบุรี-วงเวียนใหญ่” เตรียมรับการเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ

จากเดิมที่สถานีปลายทาง หรือ Terminal Station คือ สะพานตากสิน แต่เมื่อรถไฟฟ้าเริ่มขยายออกไปเรื่อยๆ ตั้งแต่กรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ จนปัจจุบันสิ้นสุดที่บางหว้า ส่งผลให้เกิดทำเลที่อยู่อาศัยใหม่ย่าน กรุงธนบุรี-วงเวียนใหญ่ เพราะมีจุดเด่นหลายประการ จากการเป็นย่านการค้าเก่าแก่ทางฝั่งธนฯ ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คนและแหล่งชุมชน มีเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงผู้คนจากนอกเมืองให้เข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจอย่างสีลม สาทร โดยเฉพาะวงเวียนใหญ่ ที่จะกลายเป็นจุด Interchange เชื่อมต่อไปยังเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว, สายสีม่วง และสายสีแดงได้ในอนาคต

ตัวเลขสำรวจ “กรุงธนบุรี-วงเวียนใหญ่” เป็นย่านใหม่ที่อสังหาริมทรัพย์แนวสูงมีแนวโน้มขยายตัว และจากข้อมูลสรุปปี57 พบความต้องการพุ่งสูงถึง 90% ราคาเฉลี่ยคอนโดฯ ปรับตัวสูงขึ้นถึง 15% ส่วนการปล่อยเช่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 32%

อีกจุดคือพื้นที่เลียบถนนเจริญนครที่ถูกจับตามากขึ้น จากแผนพัฒนาของผู้เล่นอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ๆที่จะสร้างย่านการค้าสุดหรูริมแม่น้ำ รวมทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ๆเกิดขึ้น รวมถึงอาคารสำนักงานให้เช่า ทำให้คาดการณ์จากศักยภาพแล้ว ฝั่งธนบุรีที่เกาะแนวรถไฟฟ้า คืออีกหนึ่งทำเลแห่งความเจริญในอนาคต คนฝั่งธนฯอยากจะกินร้านอาหารหรู จะช็อปแบรนด์เนมอาจไม่จำเป็นต้องข้ามฝั่งไปยังสยามอีกต่อไป

 

หมอชิต ครอบคลุมด้วยโอกาสทั้ง “นอก” และ “ใน” กรุงเทพฯ จาก รถไฟฟ้าสายสีม่วง

ทำเลสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ หมอชิต นั้นอยู่ในสายตาของนักลงทุนมานานแล้ว จากแผนของรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการปลายปีนี้ประกอบกับนโยบายลงทุนเมกะโปรเจคต์ที่สร้างส่วนต่อขยายจากหมอชิต คือ บางซื่อ ให้เป็นสถานีกลางของการขนส่งระบบราง ทำให้พื้นที่นี้ได้รับความสนใจจากเหล่าผู้ประกอบการและนักลงทุน ยังไม่นับรวมอาคารสำนักงาน, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำแหล่งช็อปปิ้ง, ตลาดนัดสำหรับวัยรุ่น Gen Y ที่ทำให้ทำเลนี้โดดเด่นสำหรับคนที่มีชีวิตประจำวันผูกพันกับบริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯ

ทำเลนี้จะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเมืองขึ้นไปทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และเส้นทางการคมนาคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจุดสถานีรถไฟฟ้า Interchange ที่เชื่อมกับรถไฟฟ้าสายอื่นอย่างสถานีศูนย์ราชการ จังหวัดนนทบุรี และสถานีใกล้เคียง เช่น วงศ์สว่าง ที่จะมารองรับกลุ่มคนในย่านบางซื่อและนนทบุรี รวมถึงคนกรุงเทพฯที่ต้องเดินทางมาทำงานในละแวกนี้

มีการคาดการณ์ว่า ด้วยตลาดแรงงานที่ย้ายเข้ามาเพื่ออยู่อาศัยใกล้กับแหล่งงานในอนาคต ทั้งอาคารสำนักงานและรัฐสภาแห่งใหม่ จะทำให้ทำเลบริเวณสถานีเตาปูนถึงวงศ์สว่าง ซึ่งเป็นช่วงต้นของสายสีม่วง กลายเป็นโอกาสชั้นดีสำหรับการประกอบธุรกิจ เพราะกล่าวได้ว่าทำเลนี้ คือ “ภาวะดีมานด์ในอนาคต” จะเห็นได้ว่าแม้แต่ราคาคอนโดมิเนียมก็มีการปรับตัวจากปี 2555 สูงขึ้นถึง 20% โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใหม่ในระยะไม่เกิน 500 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้านั้น ราคาเริ่มขึ้นไปถึง 100,000 บาทต่อตารางเมตรแล้ว หมอชิตจึงเป็นInterchange Station ที่ต้องจับตาทั้งนักลงทุนและ End user

เมื่อสยามไม่ใช่ Interchange Station เดียวอีกต่อไป ทำให้ธุรกิจการลงทุนทั้งระดับมหภาคและจุลภาคในทำเลอื่นๆ ต่างมีความเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นโอกาสจากการขยายตัวและมีแผนที่จะใช้ประโยชน์จากความเจริญที่ไม่หยุดนิ่งนี้ได้มากกว่ากัน

 

กสิกรไทยชู 2 พันธมิตรระดับโลก ดันศาสตร์สากลต่อยอดธุรกิจครอบครัว

กสิกรไทยดึง IMD และธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์ เสริมองค์ความรู้ธุรกิจครอบครัวไทย ถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ด้านบรรษัทภิบาลและยุทธศาสตร์การบริหารในระดับสากล หวังช่วยการส่งต่อธุรกิจครอบครัวไทยมูลค่า 17 ล้านล้านบาทสู้ศึกการค้ายุคไร้พรมแดนอย่างราบรื่นยั่งยืน

ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในการเป็นธนาคารหลักของลูกค้ากลุ่มธุรกิจครอบครัวของไทย ซึ่งมีมูลค่าธุรกิจรวมกันสูงถึง 17 ล้านล้านบาท ดังนั้นการพัฒนาธุรกิจและการส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น จึงมีความสำคัญต่อภาพรวมธุรกิจของประเทศเป็นอย่างมากKBank_IMD_LOD

ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรกับสถาบัน IMD ซึ่งเป็นศูนย์ธุรกิจครอบครัวระหว่างประเทศอันดับ 1 ของโลก และธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นธนาคารที่มีประสบการณ์ด้านไพรเวทแบงกิ้งและการบริหารความเสี่ยงมายาวนานกว่า 200 ปี ในการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยในการส่งต่อธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งด้านบริหารจัดการเพื่อแข่งขันในเวทีการค้าโลกที่มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

FAMILY-BUSINESS---CONTENT3

ที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวมีปัจจัยอ่อนไหวที่มักเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นที่อาจจะยังไม่พร้อมส่งต่อธุรกิจ การบริหารจัดการภายในครอบครัวซึ่งมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากกว่าธุรกิจที่ไม่ใช่ครอบครัว ความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวที่มีต่อการจัดการเรื่องการเงินภายในครอบครัว และความแตกต่างระหว่างรุ่นพ่อและรุ่นลูก ซึ่งต้องหาจุดร่วมที่ทั้ง 2 รุ่นจะเดินไปด้วยกัน ดังนั้นยุทธศาสตร์บรรษัทภิบาลในธุรกิจครอบครัว (Governance in Family Business) จึงถือเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยเสริมโอกาสแห่งการเติบโตและขยายตัวต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยจุดมุ่งหมายหลักของการมีบรรษัทภิบาลในธุรกิจครอบครัว นอกจากจะทำให้ระบบการทำงานเป็นรูปแบบที่โปร่งใส สร้างความไว้วางใจระหว่างสมาชิกครอบครัวแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถนำธุรกิจครอบครัวไปสู่เป้าหมายปลายทางของการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน นั่นคือ ผลการดำเนินธุรกิจโดดเด่นและเติบโตและความสมานฉันท์ระหว่างสมาชิกครอบครัวที่จะเป็นใบเบิกทางสู่การส่งต่อธุรกิจครอบครัวหรือการวางแผนทรัพย์สินร่วมกัน

FAMILY-BUSINESS---CONTENT1

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจครอบครัวของไทยส่วนใหญ่เป็นการบริหารงานของทายาทธุรกิจในรุ่นที่ 2-3 ที่กำลังจะส่งมอบให้รุ่นที่ 3-4 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของธุรกิจครอบครัวในการคัดเลือกทายาทและรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจเพื่อส่งต่อรุ่นต่อไป เนื่องจากโอกาสของการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นยิ่งน้อยลง จากสถิติพบว่าการสืบทอดธุรกิจครอบครัว 70% ไม่สามารถอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 2 และ กว่า 90% ไม่สามารถอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 3 จึงเหลือธุรกิจที่อยู่รอดถึงรุ่นที่ 3 เพียง 4% ส่วนอายุเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวก็สั้นลงจากอายุเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวในปี 1990 คือ 50-60 ปี (ประมาณรุ่น 2-3) เหลืออายุเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน คือ 24 ปี (ประมาณรุ่น 1-2) ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ธนาคารตระหนักถึงความมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยให้เติบโต พร้อมส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การดูแลลูกค้าธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ของธนาคารสามารถช่วยให้ลูกค้าธุรกิจครอบครัวเติบโตได้มากขึ้น
FAMILY-BUSINESS---CONTENT2

นายธีรนันท์ กล่าวตอนท้ายว่า “ความร่วมมือกับพันธมิตรด้านธุรกิจครอบครัวในระดับโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำความเป็นที่ 1 ในการเป็นธนาคารหลักของธุรกิจครอบครัวไทย แต่การจับมือกับศูนย์ธุรกิจครอบครัวระหว่างประเทศ สถาบัน IMDและธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์จากสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ลูกค้าธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวไทยขนาดใหญ่ซึ่งมีศักยภาพพร้อมเติบโตและส่งต่อธุรกิจได้อย่างมั่นคงเมื่อเข้าสู่ AEC และแข่งขันในเวทีการค้าโลก”

โดยกสิกรไทยเชื่อว่าธุรกิจครอบครัวไทยจะได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญจากทั้ง 2 สถาบันในรูปแบบที่แตกต่าง แต่ลงตัวเหมาะสม เป็นรากฐานสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจครอบครัวและการส่งต่อธุรกิจครอบครัวให้เติบโตได้อย่างมั่นคง สามารถสร้างมูลค่าโดยรวมต่อเศรษฐกิจในประเทศต่อไป

 

จัด Portfolio ภาพถ่ายอย่างไรให้ได้งาน

The Dots เครือข่ายที่รวมเอาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ของประเทศอังกฤษ ได้จัดการประกวดภาพถ่ายขึ้นที่ Spring Studios เพื่อที่จะเฟ้นหาสุดยอดผลงาน และนักถ่ายภาพฝีมือดี และให้โอกาสในการทำงานแก่พวกเขา โดย D&AD ได้รวบรวมเอาคำวิจารณ์ของกรรมการ และผู้เชี่ยวชญทั้งหลาย มาสรุปให้ฟังกันว่า 7 วิธีที่ทำให้ Portfolio ของคุณโดดเด่น และทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นๆ คืออะไร

1. มีสไตล์เป็นของตัวเอง
เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะมองหาแรงบันดาลใจ หรือไอเดียจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือแม็กกาซีน แต่การยึดติดต่อสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ความเป็นตัวตนถูกกลืนไปได้ง่าย เพราะฉะนั้นแล้วช่างภาพที่ดีต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ออกมาจากข้างใน และถึงแม้ว่าตัวตนของเรามันจะไปซ้ำกับคนอื่น แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เรารักจริงๆแล้วล่ะก็ มันจะมีจุดเด่นที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้

2. มีผลงานที่ทำด้วยใจ ไม่ใช่ใครสั่ง
ผลงานใน Portfolio ต้องไม่ใช่แค่ผลงานของลูกค้า ผลงานส่งเข้าประกวด หรือผลงานที่มีคนอื่นสั่งให้ทำ แต่ผลงานที่แสดงความเป็นตัวตนของเรานั้น คือผลงานที่เราทำเองจากใจ ฉะนั้นแล้วช่างภาพที่อยากมีผลงานดีๆ ก็ควรจับกล้องคู่ใจแล้วออกไปเปิดโลกบ้าง

3. จัดผลงานชิ้นโบว์แดงไว้ข้างหน้า
ภาพถ่าย 10 รูปแรก อาจเป็นตัวตัดสินใจได้เลยว่า คุณเป็นช่างภาพประเภทไหน เพราะฉะนั้นควรเลือกรูปภาพที่ดีที่สุด และสื่อถึงความเป็นตัวเองที่สุดออกมา

4. มีที่มาที่ไปของผลงาน
รูปทุกรูปที่คุณถ่าย ควรมีเหตุผลที่ถ่ายมัน เหตุผลในที่นี้อาจเป็นเรื่องราว ความรู้สึก หรือสาเหตุที่คุณเลือกที่จะหยิบภาพนั้นลงไปใน Portfolio ของคุณPHOTO-PORTFOLIO-TIPS---CONTENT

5. Edit Edit Edit
การเลือกรูปภาพที่ดีที่สุดลงไปในแฟ้มงาน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเลือกภาพที่คล้ายกันจนมากเกินไป อาจทำให้ผู้ชมหรือลูกค้า อาจเบื่อกับผลงานได้ ฉะนั้นคัดไปพอให้รู้ว่าคุณถ่ายรูปประเภทนี้เก่งนะ

6. อย่าปิดกั้นความเห็นจากผู้อื่น
การรับฟังความเห็นของผู้อื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถึงแม้ว่าคนนั้นจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ แต่บางทีการฟังความเห็นจากมุมมองคนอื่น อาจทำให้เราได้รับฟังความคิดอีกด้านที่ไม่รู้มาก่อนก็ได้

7.โชว์ผลงานให้หลากหลายช่องทาง
ในยุคที่เรามีโซเชียลให้เลือกมากมายเต็มไปหมด การแสดงผลงานไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Portfolio อย่างเดียวเท่านั้น การมีเพจใน Website FB Instagram Line GooglePlus หรือ YouTube ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้ผลงานของเราได้ปรากฏต่อสายตาผู้คนมากขึ้น


ข้อความสำคัญที่เหล่ากรรมการต้องการจะบอกว่าช่างภาพที่พวกเขาต้องการ เป็นแบบไหน

“เมื่อคิดถึงความสร้างสรรค์ ฉันมองหาความทะเยอทะยาน ความกระหาย ความมั่นใจ และความหลงใหลในการถ่ายภาพ”
Caroline Pay, Deputy Executive Creative Director, BBH London

“ใครที่สามารถแสดงตัวตนที่มี เอามาวางบนโต๊ะได้ นอกเหนือจากโน้ตบุ้ค คนนั้นล่ะที่ฉันจะเลือก” Jon Gledstone, Creative Director, Mr. President

“อย่าพยายามอธิบายทฤษฏี ความคิด และผลงาน ของคุณจนมากเกินไป เพราะหากผลงานของคุณดีจริง มันจะเล่าเรื่องราวออกมาเอง” Richard Brim, Executive Creative Director, adam&eveDDB

 

ที่มา : D&AD

 

ป้ายโฆษณา DIY เตือนสติ ว่าน้ำทุกหยดมีค่า

Denver Water องค์กรที่มีหน้าที่อนุรักษ์น้ำ และเตือนสติให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด เกิดไอเดียในการเตือนสติให้คนรู้ว่าน้ำนั้นมีค่าแค่ไหน โดยการป้ายโปสเตอร์ที่ทำจากอุปกรณ์ต่างเช่น ผ้า กระป๋อง กระดาษ โฟม และใส่ข้อความว่า “You can’t make this stuff, So please use only what you need” หรือหมายความว่า “เราสร้างน้ำจากของพวกนี้ไม่ได้นะ ได้โปรดใช้น้ำเท่าที่จำเป็น”

โดยป้ายเหล่านี้ปรากฏใน Denver รัฐ Colorado ตามที่ต่างๆ เพื่อหวังเตือนใจคนให้รู้ค่าของน้ำ

Advertiser : Denver Water
Agency : Saatchi & Saatchi New York
water cover

 

Daily Table ร้านขายผักที่ถูกที่สุดใน Boston

ในสหรัฐบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ Grocery Store ต่างต้องแข่งกันตัดราคาหรือขายอาหารสด ผักสด ไม่ต่างจากประเทศไทยเรา เมื่ออาหารหรือผักใกล้หมดอายุ หน้าที่ของร้านค้าก็คือต้องรีบเคลียร์ของ เพื่อนำของใหม่มาลง ซึ่งบางครั้งอาหารหรือผักเหล่านั้น ยังสามารถทานได้และอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย นี่คือที่มาของ Daily Table ร้านขายอาหารและผักราคาถูกที่สุดในบอสตัน

สาเหตุที่ Daily Table สามารถขายของในราคาที่ถูกที่สุดได้นั้นก็เพราะ ของเหล่านี้ได้มาในราคาถูก และฟรี!! ด้วยความร่วมมือกับเครือข่ายร้านค้าส่ง ร้านอาหาร และ Supplier ทำให้ Daily Table สามารถสร้างร้านขายอาหารและผักโดยไม่แสวงหาผลกำไร

dailytable pic

โดย Daily Table ไม่ได้ขายเฉพาะของที่เก่าหรือใกล้หมดอายุเท่านั้น อาหารสดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็มีขายครบครัน โดยเป้าหมายของร้านก็คือ จะไม่ขายอาหารที่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่จะขายที่คุณทานแล้วเกิดประโยชน์เท่านั้น ตัวอย่างราคาอาหารเช่น มันฝรั่งราคา0.49 เหรียญ ต่อปอนด์ กล้วยราคา 0.29 เหรียญต่อปอนด์ ไข่ 1 เหรียญต่อโหล เป็นต้น

ติดตามเรื่องราวได้ที่ DailyTable

 

 

ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม : ด้วยรักและผูกพัน

เผลอแป๊ปเดียวผมก็เขียนบทความรับใช้ท่านผู้อ่านที่เคารพรักมากว่า 10 ปีแล้ว คงเป็นด้วยความรักและผูกพันที่มีต่อกันแบบเพลงที่พี่เบิร์ดร้องจนหลายคนจำเนื้อเพลงได้ดี

ในโอกาสปีใหม่ปีม้าลำพอง สำหรับบางคนและเป็นปีม้าทองคำสำหรับบางคน ผมขอโอกาสนี้อาราธนาพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือโปรดอำนวยพรให้ท่านผู้อ่านประสบแต่ความสมหวัง ไม่เจ็บ ไม่จน ตลอดปีใหม่ครับ

เรื่องความรักและผูกพันนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญของกลยุทธ์การตลาดในปัจจุบันและผมเชื่อว่าเรื่องนี้ยังคงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการทำธุรกิจไปอีกหลายปี

หลายท่านอาจจะคุ้นกับคำว่า Customer Engagement มากกว่า ความหมายรวมๆ ของคำนี้คือการสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้าเป้าหมายกับแบรนด์ด้วยกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดที่สานสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

กระแสอินเทอร์เน็ต ทีวีดิจิตอล และ Social Media ทำให้ลูกค้ามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นพอๆ กับความคาดหวังที่มีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือเครื่องมือต่างๆ ที่มาพร้อมกับ

อินเทอเน็ตเหล่านี้ทำให้การสื่อสารกับลูกค้าแบบสองทาง (โต้ตอบ) ทำได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น

การเริ่มสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Customer Engagement) เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนที่ลูกค้าจะเริ่มเป็นลูกค้าเริ่มสนับสนุนซื้อสินค้าหรือบริการจากท่าน เริ่มจากลูกค้าเริ่มรู้จักสินค้าหรือกิจการของท่าน (Awareness) และสนใจเริ่มพิจารณาข้อเสนอหรือคุณค่าที่ท่านเสนอให้ (Consideration)

ช่วงต่อไปคือช่วงที่ลูกค้าเริ่มซื้อสินค้าหรือบริการจากท่าน (Purchase) และซื้อต่อเนื่อง สนับสนุนกิจการของท่าน (Supports) 

ช่วงสุดท้ายสำคัญที่สุดคือการที่ท่านสามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ มีความผูกพันมีความจงรักภักดี (Loyalty) และช่วยเผยแพร่สินค้า ชวนคนอื่นๆ มาซื้อสินค้าของท่าน ลูกค้ามีความห่วงใยกิจการของท่าน สินค้าของท่าน 

ความจริง Customer Engagement (CE) พัฒนามาจากกลยุทธ์ CRM (Customer Relation Management) และ CEM (Customer Experience Management) พูดให้เข้าใจง่ายเหมือนเวลาที่เราเริ่มสนใจใครสักคนแล้วหมั่นทำความดีเอาใจใส่ ตอบสนองความต้องการของคนๆ นั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนพัฒนาจากคนที่รู้จักกัน จนพบกันเป็นเพื่อน เป็นแฟน และลงเอยเป็นครอบครัวเดียวกันในที่สุด

กิจกรรมทางการตลาดในปัจจุบันมุ่งเน้นที่ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็นของลูกค้าและพยายามตอบสนองความต้องการนั้นๆ ของลูกค้าในแบบที่เขาต้องการ

หากจะลำดับขั้นของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าคงเป็นดังนี้

สร้างความมั่นใจ (Confidence)

ซื่อสัตย์จริงใจ (Integrity)

ความภูมิใจ (Pride)

หลงรักผูกพัน (Passion)

ผู้บริหารแบรนด์ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าจากการซื้อใช้สินค้าหรือ

บริการ ด้วยคุณภาพและคุณค่าตามที่สื่อสารสัญญาไว้ที่หลายท่านเรียกว่า Brand Promise

แบรนด์ต้องซื่อสัตย์เสมอต้นเสมอปลาย จริงใจในความรับผิดชอบที่มีต่อลูกค้า ด้วย

คุณภาพสินค้าและบริการ รวมทั้งกลยุทธ์ CRM และ CEM ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

สิ่งต่างๆ ที่แบรนด์ปฏิบัติต่อลูกค้าช่วยทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ ภูมิใจในการใช้สินค้าหรือบริการแบรนด์นั้นๆ

และสิ่งสุดยอดที่แบรนด์ต้องการคือความหลงรักผูกผันที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ ลูกค้าเกิดอารมณ์ที่รัก เป็นห่วง หวงแหนแบรนด์นั้น (มากกว่าความจงรักภักดี) เรียกว่าเกิด Customer

Engagement

โค้กใช้กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์สร้างความผูกพันกับลูกค้าอย่างได้ผลด้วยการพิมพ์ชื่อเล่นและวลียอดนิยมของคนไทยลงบนบรรจุภัณฑ์ ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ที่ชื่อ หรือวลีที่โดนใจไว้สำหรับตนเองหรือส่งให้คนอื่นที่ตนเองมีความผูกพัน (หรือต้องการสร้างความผูกพัน) ทำให้เกิด Brand Impact กับลูกค้าเป้าหมายในวงกว้าง

นอกจากนี้โค้กยังใช้การส่งเสริมการขาย โดยที่ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ของโค้กที่ร่วมรายการ

มูลค่ารวม 100 บาท (ถ้าจำไม่ผิด) แล้วลูกค้าสามารถให้โค้กพิมพ์ข้อความ (10 ตัวอักษร) ลงบนกระป๋องโค้กแล้วได้รับกระป๋องนั้นฟรี แคมเปญนี้โดนใจจริงๆ เรียกว่าได้ Customer Engagement อย่างเต็มๆ

พื้นฐานของการสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Customer Engagement) คือการยอมรับและให้พนักงานของท่านมีส่วนร่วม (Employee Engagement) การปฏิบัติต่อลูกน้องเหมือนลูกค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ท่านต้องรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ให้พนักงานได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ (แต่ต้องไม่เป็นผลเสียต่อกิจการ) รวมทั้งให้พนักงานได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมในรูปผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เด็กรุ่นใหม่ท่านต้องพยายามเข้าใจเขา ซื้อใจเขาให้ได้ เขาจึงจะอยู่ทำงานให้ท่าน ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว

ลองมาดูแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ Customer Engagement สร้างความผูกพันกับลูกค้าอย่างได้ผลดี

ในอดีตเมื่อพูดถึง “คูโบต้า” ท่านคงนึกถึงรถไถที่ถูกนำมาใช้ไถนาแทนควาย โดยมีชาวนาเดินตามหลังเพื่อบังคับทิศทาง ปัจจุบัน คูโบต้าได้ใช้กลยุทธ์ Customer Engagement พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ ไม่ว่า รถไถนั่งขับที่ติดแอร์ รถดำนา รถเกี่ยวข้าว รถนวดข้าว รถตัดอ้อย ฯลฯ เรียกว่าครอบคลุมจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นการใช้นวัตกรรมเพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตของเกษตรกรไทย ทำให้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของการทำงานดีขึ้น สะดวกขึ้น มั่นใจในคุณภาพ คุณค่าของสินค้าและการบริการ

คูโบต้าช่วยเกษตรกรไทยถึงเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่

และเสริมด้วยการบริการทั้งก่อนการขาย ระหว่างการขาย และหลังการขาย เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ 

นอกจากการรับประกันคุณภาพตามระยะเวลาการใช้งานแล้ว คูโบต้ายังคิดค้นต่อยอดอุปกรณ์เสริมให้ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์คูโบต้าไปแล้ว สามารถซื้ออุปกรณ์ใหม่ไปใช้ร่วมหรือใช้เสริมอุปกรณ์เดิมได้

คูโบต้ายังเน้นใช้พนักงานที่เป็นคนในท้องที่นั้นให้บริการกับคนในท้องที่นั้นๆ เป็นการใช้หลักการ Employee Engagement ไปสร้าง Customer Engagement ที่ได้ผลดี

นอกจากเรื่องบริการหลังการขายสิ่งจัดเป็น CRM แล้ว คูโบต้ายังใช้กิจกรรมการตลาดเพื่อสังคม (CSR-Corporate Social Responsibility) มุ่งเน้นการแบ่งปันความรู้ผ่านโครงการต่างๆ โดยการวิจัยพัฒนาและนำปราชญ์ชาวบ้านในแขนงต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม เช่น โครงการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว โครงการทำนาดำแทนนาหว่าน โครงการฟื้นฟูพื้นที่นาล่ม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการให้สินเชื่อ เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสเป็นเจ้าของคูโบต้าได้ง่ายขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร

พร้อมกันนี้ คูโบต้าใช้งบโฆษณานับ 100 ล้านบาทในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับ

แบรนด์  สื่อสารความผูกพันและพันธสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้าเป้าหมายและสังคม

สภาพเศรษฐกิจ และการเมืองบ้านเราไม่สดใส การมุ่งเน้นโตจากลูกค้าปัจจุบัน สร้างความผูกพันให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น ซื้อต่อเนื่อง ซื้อหลากหลาย ย่อมเป็นการง่ายและดีกว่า การมุ่งสร้างความเติบโตจากการแย่งลูกค้าจากคู่แข่ง หรือมุ่งเน้นส่วนแบ่งตลาด

ท่านควรมุ่งเน้นเพิ่ม Customer Mind Share มากกว่าการมุ่งเน้นเพิ่ม Market Share

Marketeer ฉบับเดือนมกราคม 2557