All posts by Wanut

เจาะตลาดสุขภาพเมียนมาร์ Healthy สำหรับนักลงทุนหรือไม่?

งานวิจัยทั่วโลกยืนยันแล้วว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีอายุยืนเฉลี่ยมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา สาเหตุก็เนื่องมาจากสวัสดิการ เทคโนโลยีการแพทย์ อาหารการกิน และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ฉะนั้นเรามาดูสภาพตลาดการรักษาพยาบาลของเมียนมาร์กันว่า ประเทศเกิดใหม่นั้น มีโอกาสอะไรอยู่บ้าง?

ตลาดสุขภาพที่ว่านี้หมายถึง การซื้อยา อาหารเสริม และอุปกรณ์การแพทย์ (ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล) ซึ่งจากปี 2553 ตลาดนี้มีมูลค่าแค่ 24,700 ล้านบาท ซึ่งในตอนนั้นมีแค่การค้าชายแดนจากไทย จีน อินเดีย เท่านั้น แต่หลังจากเปิดประเทศไม่นาน การเจริญเติบโตก็เกิดขึ้นทันที เริ่มจากบริษัทที่เข้าไปลงทุน นำเข้ายา แล้วจัดจำหน่ายขายไปตามร้านยา เป็นต้น โดยสิ้นสุดปี 2558 มูลค่าตลาดนี้อยู่ที่ 70,000 ล้านบาท

Myanmar-healthy-INVESTMENT---CONTENT1

โดยประเทศที่เมียนมาร์นำเข้ายามากที่สุดนั้นได้แก่ อินเดียประเทศที่มีชายแดนติดทางเหนือนั่นเอง ส่วนไทยนั้นถึงแม้ว่าจะมีอาณาเขตติดกับเมียนมาร์ แต่ด้วยความชะล่าใจทำให้ 2-3 ปีหลัง ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ อินโด ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ไทยทุกที

ส่วนอุปกรณ์การแพทย์นั้นก็ยังคงเป็น ญี่ปุ่นที่เป็นผู้นำตลาด และคาดว่าจะนำไปอีกพักใหญ่ๆ เนื่องจากเป็นสินค้าพิเศษที่ลอกเลียนได้ยาก และรัฐบาลเมียนมาร์พร้อมลงทุนอย่างเต็มที่

Myanmar-healthy-INVESTMENT---CONTENT2

ส่วนบุคลการการแพทย์นั้นเมียนมาร์ถือว่ายังมีโรงพยาบาลรัฐ และจำนวนเตียงที่น้อยอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งภาครัฐก็กำลังเร่งพัฒนาคนอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อภาครัฐกำลังเดินหน้าเรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง จริงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตยาในไทย สามารถเข้าไปค้าขายกับเมียนมาร์ได้อย่างง่ายขึ้น โดยโรงพยาบาลรัฐมีทั้งสิ้น 2,020 โรง เตียงของรัฐ 55,305 เตียง จำนวนร้านขายยาที่ถูกกฏหมายอีก 10,000 แห่งทั่วประเทศ

ซึ่งหากไม่มีพาร์ทเนอร์อยู่แล้วก็สามารถไปออกบูธในงาน Pharmed Expo 2016 ที่ NCC เป็นผู้จัดก็ได้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ออกบูธทั้งหมด 80 องค์กร จาก 15 ประเทศ และผู้เข้าชม 2,000 คน

ปล.ข้อมูลที่สำรวจในเมียนมาร์ อาจแตกต่างและไม่แม่นยำเท่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากเพิ่งเริ่มเปิดประเทศไม่นาน และไม่มีองค์กรเอกชนเข้ามาร่วม

ที่มา : PharMed Expo 2016

เทรนด์ใหม่ของจีน รับมือกับอากาศเป็นพิษ

กฏการคัดเลือกของธรรมชาติ หรือ Natural Selection ของ Charles Darwin ยังคงใช้ได้ในสมัยนี้

เพราะล่าสุด ประเทศจีนถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอากาศเป็นมลพิษ โดยจาก 366 ชุมชนเมืองในจีน ไม่มีเมืองไหนเลยที่มีอากาศดีผ่านเกณฑ์ WHO

แคมเปญชิ้นนี้จึงเป็นการจำลองเหตุการณ์ให้ดูว่า ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดูแลโลก อนาคตขนจมูกได้ยาว เพื่อกันฝุ่นและมลพิษแน่ๆ

Advertiser : Wild Aid
Agency : McCann, Shanghai

ถ้ามนุษย์เราทำได้แบบนี้ก็คงดี เราจะไดไม่ต้องแคร์โลกให้มากนัก … แต่เราทำไม่ได้ ถ้าโลกแย่ เราแย่ตาม ดังนั้นพยามรักโลกให้มากๆ ขนจมูกจะได้ไม่ยาว (เกี่ยวมั้ย?)

nose4 nose3 nose2 nose1

ศึกโดนัท กังฟู แพนด้า ปะทะ ซุปเปอร์แมน แบทแมน

ตลาดโดนัทในประเทศไทย ต้องบอกว่าสู้กันด้วยแคมเปญจริงๆ เพราะด้วยความที่เป็นขนมหวาน การบริโภคจึงมีขึ้นมีลงตามช่วงเวลา โดยศึกที่น่าจับตามองตอนนี้ก็เห็นจะเป็นของ Krispy Kreme แบรนด์โดนัทชื่อดังที่เคยสร้างปรากฏการณ์ต่อคิวยาวเหยียด กับ Mister Donut แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยอย่างยาวนาน

โดยแคมเปญล่าสุดของพวกเขาก็คือ ใช้ตัวการ์ตูนจากภาพยนตร์มาทำเป็นลายโดนัทนั่นเอง อาจจะไม่ใช่แคมเปญที่มีลูกเล่นอะไรแหวกแนว แต่ก็สามารถสร้างความแปลกใหม่ และความอยากลองของผู้บริโภคได้ดีพอสมควร

Krispy Kreme Kungfu Panda Donut

คริสปี้ ครีม เลือกใช้กังฟูแพนด้า แอนิเมชั่นจากดรีมเวิร์กเป็นจุดขาย ด้วยความน่ารักของ “โพ” และความคุ้นชินกับครอบครัวหมีแพนด้าของคนไทย นี่จึงเป็นจุดขายสำคัญ ที่ทำให้ผู้ซื้อจะเลือกซื้อโดนัทแพนด้าเป็นของขวัญ โดยโดนัทแพนด้าราคา 35 บาท/ชิ้น และ 296บาท/เซ็ต

panda

 

Mister Donut ฺBatman vs Superman

มิสเตอร์โดนัท เลือกใช้เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่จากดีซีเป็นจุดขาย ถึงแม้ว่าจะไม่น่ารักเท่าหมีแพนด้า แต่ลวดลายที่มีมากกว่า สดใสกว่า ก็สามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคอยากลองได้ไม่น้อย โดยโดนัทมีราคาตั้งแต่ 15-27 บาท/ชิ้น และ 179 บาท/เซ็ต

batman

 

ในฐานะเจ้าตลาดโดนัทที่สร้างมูลค่าตลาดมาอย่างยาวนาน ก็ต้องบอกว่าถือเป็นอีกแคมเปญที่น่าสนใจ และต้องรอดูตัวเลขผลประกอบการจากทั้งสองค่ายในสิ้นปี 2558 ว่าใครจะขยับเข้ามาแบ่งชิ้นโดนัทได้มากกว่ากัน

DONUT-SHARE-1140x502

ที่มา : Krispy Kreme และ Mister Donut

แอดชุดใหม่จาก Galaxy S7 ครบทุกรสชาติ สนุก ฮา มีเรื่องราว

ต้องยอมรับก่อนเลยว่า ผมเองชอบแอดของแอปเปิ้ลมากกว่าแบรนด์จากค่ายอื่น แต่หลังจากเห็นแอดชุดนี้ของซัมซุง ที่เปิดตัวมือถือรุ่นใหม่นั้น ก็รู้สึกได้ว่าทำออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ มีเรื่องราว สร้างสรรค์ และไม่รู้สึกขายของจนมากเกินไป

โดยคลิปแรกนั้นเป็นการตั้งคำถามกับคนดูว่า ทำไม? ซึ่งเป็นประโยคที่ทรงพลัง มากกว่าการบอกว่าผลิตภัณฑ์ดียังไง เช่น ทำไมโทรศัพท์ของฉันจ่ายเงินไม่ได้? ทำไมโทรศัพท์ของฉันถึงกันน้ำไม่ได้? ทำไมโทรศัพท์ของฉันถึงทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ไม่ได้?

https://youtu.be/RfCubGgMkms

 

คลิปที่สอง เป็นคลิปที่เล่าเรื่องราวของ ความมืด  เพราะเรื่องราวมันส์ๆ ในชีวิต มักเกินขึ้นตอนกลางคืน ไปเที่ยวผับตอนกลางคืน คนเราดูดีขึ้นเมื่อยู่ในความมืด ไปสร้างวีรกรรมตอนกลางคืน หรือแม้แต่จะออกเดทยังต้องพาไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนเลย ฉะนั้นแล้วเราทุกคนใช้ชีวิตในตอนกลางคืนมากกว่าที่เราคิดซะอีก

https://youtu.be/el9D3bjmx50

 

คลิปที่สาม เป็นเรื่องราวของ น้ำ โลกเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบ ถ้าไม่ดื่มน้ำ เราไม่รอด ถ้าไม่อาบน้ำ เราไม่สะอาด และน้ำเกี่ยวข้องกับเราในหลายด้านๆ และทำไมน้ำกับโทรศัพท์ ของสองสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต ถึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

https://youtu.be/oGpK5OD8Tm0

 

เป็นอีกโฆษณาที่น่าสนใจของซัมซุงในปีนี้ เนื่องจากมือถือรุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นเรือธงที่จะมาลุยในตลาดระดับบน และต้องรอดูว่าในไทย ซัมซุงจะมีโฆษณาออกมาในรูปแบบใด

Advertiser : Samsung
Agency : Wieden + Kennedy, Portland

ตู้แจกรองเท้า เอารองเท้าไปฟรีๆ ถ้าวิ่งเร็วพอ

แคมเปญของรองเท้าวิ่ง พัฒนาไปเรื่อยๆ โดยหัวใจหลักของรองเท้าแคมเปญรองเท้าวิ่ง ต้องเป็นการวิ่งอยู่แล้ว

โดยแคมเปญล่าสุดจาก Reebok คือการนำตู้รองเท้า Reebok รุ่นล่าสุดมาตั้งกลางเมือง โดยหลักการง่ายๆ คือถ้าคุณวิ่งผ่านตู้ที่มีเซนเซอร์ตรวจจับความเร็ว ให้เร็วพอ ตู้ก็จะเปิดออก และก็รับรองเท้าจากทีมงานไปเลย

โดยความเร็วที่ต้องทำให้ได้คือ 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกง่ายๆ คือ วิ่งให้เร็วที่สุดนั่นเอง ไปชมภาพวิดีโอจาก Stockholm กันเลย

ถือเป็นแคมเปญที่น่าสนใจ เพราะจ้อความที่ Reebok ต้องการจะสื่อก็คือความเร็วของรองเท้ารุ่นใหม่ของพวกเขา และสามารถสร้าง Interaction กับผู้ชมได้อย่างดี ก็แหม ใครจะไม่อยากได้ของฟรี จริงมั้ย ?

reebox reebok-speed-cam-1

 

ตลาดลูกอม : เกมสร้างพลังซื้อด้วย “Limited Edition”

magazine192small

 

ติดตามอ่านคอลัมน์ The Battle ใน นิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน กุมภาพันธ์
ผู้เขียน : ถนัดกิจ จันกิเสน

 

 

 

 

เพิ่งเริ่มต้นปี “วอก” มาไม่ทันไรก็เรียกกระแสความร้อนแรงได้เลยทีเดียวสำหรับ “ตลาดลูกอม” เมื่อ 2 ผู้เล่นหลักในตลาดอย่าง “ฮอลล์” และ “ฮาร์ทบีช” ขอเปิดเกมส์สร้างพลังซื้อด้วยการเปิดตัวแพ็คเกจจิ้ง “Limited Edition” ในช่วงเวลาที่ห่างกันเพียงแค่ 1 สัปดาห์

เหตุผลที่ 2 ผู้เล่นหลักต้องรีบ “จัดหนัก” ตั้งแต่ต้นปีนั้นเพราะตลาดลูกอมยังโตต่อเนื่องอยู่ทุกปีโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-7% สำหรับในปีที่ผ่านมานั้นโตขึ้น 6.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 8,074 ล้านบาทมี “เซ็กเมนต์ลูกอมเม็ดแข็ง” เป็นพี่ใหญ่สุดของตลาดด้วยสัดส่วน 43% โดยมี “ฮอลล์” เป็นเจ้าตลาดในเซ็กเมนต์นี้ด้วยส่วนแบ่งตลาด 56% ทำให้คาดว่าในปี 2559 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 8,200 ล้านบาท

 

ฮอลล์ขอเลือกฮอลล์เลดี้ฉลอง 50 ปีในไทย

ในปีที่ผ่านมา “ฮอลล์” มีส่วนแบ่งการตลาด 23.8% ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปีโดย “ฮอลล์” คาดว่าเป็นผลจากการเปิดตัวและทำตลาดของฮอลล์เอ็กเอสในช่วงเดือนกันยายน 2557 ทำให้จนถึงเดือนธันวาคมปี 2558 ส่วนแบ่งการตลาดของฮอลล์เติบโต 25.5%

ทำให้ ณ เวลานี้ “ฮอลล์” ถือเป็น No.1 Brand ด้วย Market share ที่นำมาเป็นอันดับ 1

 

การกลับมาในรอบ 10 ปีของฮอลล์เลดี้

จากการเป็นเจ้าตลาดบวกกับโอกาสครบรอบ 50 ปีของ “ฮอลล์” ดังนั้นจึงได้มีการเปิดตัวแคมเปญใหญ่อย่าง “ฮอลล์ฉลอง 50 ปีเย็นสดชื่นลูกอมอันดับหนึ่งคู่คนไทย” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการทำแคมเปญใหญ่ที่ไม่ใช่การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างที่เคยทำมา

โดยนำเอา “ฮอลล์เลดี้” กลับมาใช้บนแพ็คเกจจิ้งแบบ “Limited Edition” หลังจากเลิกใช้มากว่า 10 ปีถึงแม้ที่ผ่านมาแพ็คเกจจิ้งของฮอลล์จะมีการปรับโฉมทุกๆ 3 ปีเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยอยู่แล้ว

“เหตุผลที่เลือกใช้ “ฮอลล์เลดี้” เนื่องจากเป็นที่จดจำของผู้บริโภคจากการที่ปรากฏอยู่ข้างกระป๋องบรรจุฮอลล์มาตั้งแต่ช่วงแรกอีกเรื่องหนึ่งคือผู้บริโภคให้ความสนใจกับสินค้าในแนววินเทจดังนั้นจึงออกแพ็คเกจจิ้งแบบ Limited Editionซึ่งจะมีเฉพาะ2 รสชาติยอดนิยมได้แก่รสน้ำผึ้งผสมกลิ่นเลมอน(Honey-Lemon) และรสเมนโท-ลิบตัส (Mentho-Lyptus) วางขายเฉพาะช่วงมกราคม – มีนาคมเท่านั้น” ฐานันท์สุวรรณรักษ์ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยบริษัทมอนเดลีซอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตลูกอมแบรนด์ “ฮอลล์” กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกใช้ “ฮอลล์เลดี้”

 

โจทย์หลักของฮอลล์คือกระตุ้นการบริโภค

อีกเหตุผลหนึ่งที่ “ฮอลล์” เลือกเปิดตัวแคมเปญตั้งแต่ต้นปีเนื่องจากต้องการกระตุ้นการบริโภคโดยปัจจุบันสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคลูกอมออกเป็น 3 กลุ่มคือ Heavy บริโภคทุกวันมี 20%, Medium บริโภคอาทิตย์ละ 1 ครั้งมี70% และ Lignt บริโภคเดือนละ 1 ครั้งมี 10%

ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Heavy ที่ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียงแค่ 20% เมื่อนับในแง่ของ “มูลค่า” กลับมีสัดส่วนที่มากกว่า 50% ดังนั้น “ฮอลล์” จึงอยากกระตุ้นกลุ่ม Medium ซึ่งมีสัดส่วนที่มากที่สุดให้พัฒนามาเป็นกลุ่ม Heavy เพื่อทำให้มูลค่าของตลาดลูกอมเติบโตขึ้นไปอีก

“กลุ่มลูกค้าของฮอล์คือกลุ่มลุกค้าทั่วไปซึ่งมีฐานที่กว้างมากอยู่แล้วตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ดังนั้นในแง่การทำการตลาดในช่วงปีหลังๆจะเน้นเพิ่มความถี่ในการบริโภคมากกว่าการขยายกลุ่มลูกค้าอย่างแคมเปญฮอลล์ 50 ปีถือเป็นส่วนหนึ่งเพราะว่าถ้าทำแบรนด์ให้เป็นที่รักของผู้บริโภคผู้บริโภคจะนึกถึงเราอยู่เสมอซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้บ่อยขึ้น” กรกตวุฒิหิรัญธำรงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ลูกอมและหมากฝรั่งบริษัทมอนเดลีซอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวถึงเหตุผลในการกระตุ้นการบริโภคของ “ฮอลล์”

 

3 กลยุทธ์ครอบคุลม 360 องศา

สำหรับในภาพรวมปี 2559 “ฮอลล์” ได้ตั้งงบการตลาดไว้ที่ประมาณ 100 ล้านบาทโดยจะมีการเพิ่มสัดส่วนของการใช้สื่อออนไลน์ให้มากขึ้นเป็น 10% จากเดิมจะอยู่ที่ 7% เพื่อตามเทรนด์ของผู้บริโภคที่นิยมสื่อออนไลน์มากขึ้น

โดยแคมเปญล่าสุดนั้นได้มีการวาง3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมการตลาดที่ครอบคลุม 360 องศาได้แก่ 1) กระตุ้นการขายด้วยการดึงดูดใจผู้บริโภคผ่านแพคเกจลิมิเต็ดเอดิชั่นพร้อมด้วยโปรโมชั่นแทนคำขอบคุณและของสมนาคุณ

2) แคมเปญโฆษณาที่นำเอาพรีเซ็นเตอร์ในอดีตอย่างอาภัสราหงสกุล, วงดิอิมพอสสิเบิ้ล, เขาทรายแกแล็คซี่และตูนบอดี้สแลมมาปรากฎตัวในโฆษณาโดยจะมีการแบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่นได้แก่ TVC จะเป็น 15 วินาทีแต่ในออนไลน์จะเป็น 30 วินาที

3) การตอกย้ำจุดแข็งความเย็นสดชื่นของฮอลล์ผ่านการสื่อสารต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเดิมและเจาะกลุ่มผู้บริโภคในยุคใหม่

โดย “ฮอลล์” มั่นใจว่าแคมเปญนี้จะช่วยส่งผลให้ “ฮอลล์” ยังคงครองความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่องและทำให้รายได้เติบโตขึ้นในระดับ 2 ดิจิ

 

ฮาร์ทบีทยืนหยัดกุหลาบสื่อรัก

ข้ามมาถึง “ฮาร์ทบีท” ผู้นำในตลาดลูกอมรสผลไม้ที่ใช้รูปลักษณ์รูปหัวใจเป็นจุดขายของตัวเองขอใช้กลยุทธ์แพ็คเกจจิ้ง “Limited Edition” เพื่อจับกระแส Valentine ซึ่งเป็นช่วงที่ “ฮาร์ทบีท” ขายดีที่สุดและตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าหลักซื่งเป็นกลุ่มเด็กมัธยมไปจนถึงเฟิร์สจ๊อบเบอร์

Valentine ต้อง “กุหลาบ” เท่านั้น

Love Marketing เป็นจุดแข็งที่ “ฮาร์ทบีท” สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในฐานะลูกอมสื่อรักรูปหัวใจที่สามารถมอบให้กันได้ในทุกๆวันและทุกเทศกาลโดยล่าสุด “ฮาร์ทบีท” ได้เปิดตัวแคมเปญ “ฮาร์ทบีทส่งต่อความรู้สึกดี๊ดีลุ้นรับจี้ทองกุหลาบ” ที่ออกมาพร้อมแพ็คเกจจิ้ง “Limited Edition” ลายกุหลาบใน2รสชาติยอดนิยมคือรสสตรอเบอร์รี่และรสสละไซเดอร์ที่จะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์เท่านั้นเพราะในช่วงValentine “ฮาร์ทบีท” จะมียอดขายมากกว่าช่วงปกติถึง 50% โดยเสริมความรุนแรงของแคมเปญด้วยการลุ้นจี้ทองกุหลาบอีกหนึ่งต่อเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ลูกค้าโดยรวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมด 3 ล้านบาท

“แต่ก่อนฮาร์ทบีทจะเน้นขายลูกอมรูปหัวใจและรสผลไม้ทานง่ายไม่ต้องคิดมากมีข้อความแพ็คเกจจิ้งแต่ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้จะมารอคนอมแล้วหมดไปไม่ทันเราเลยอัดงบการตลาดกว่า 10 ล้านบาทเพื่อทำแคมเปญ Valentine โดยมีแพ็คเกจจิ้งลายกุหลาบเพื่อต้องการ educate คนให้ทราบว่าสามารถนำไปใช้แทนช่อดอกไม้ให้กันได้ ” จินตวีร์อังคเศกวิไลผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทเยเนอรัลแคนดี้จำกัดกล่าวถึงเหตุผลที่ “ฮาร์ทบีท” เลือกวางจำหน่ายสินค้าในช่วงValentineเท่านั้น

นอกจากนี้ “ฮาร์ทบีท” ยังมีแผนเปิดตัวแคมเปญอีก 3 แคมเปญในปี 2559 รวมเป็น 4 แคมเปญเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 เท่าตัวภายใต้งบการตลาดทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาทโดยจะเน้นเพิ่มสัดส่วนของออนไลน์ให้มากขึ้นจากเดิมมี 15% แต่ในปี 2559จะเพิ่มเป็น 25% เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของผู้บริโภคและกระตุ้นให้ “ฮาร์ทบีท” ยังคงเป็นกระแสอยู่เสมอ

 

ขอกินรวบใน AEC

สำหรับภาพรวมธุรกิจของ “ฮาร์ทบีท” ในปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาทแบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศ 45% และยอดขายในต่างประเทศ 55% ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลกซึ่งตลาดหลักคือตะวันออกกลางสำหรับการจำหน่ายภายในประเทศ “ฮาร์ทบีท” ได้เตรียมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะ Modern Trade ให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 40% จากปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 30% ส่วนช่องทาง Traditional Trade ปรับสัดส่วนจาก 70% เป็น 60% โดยตั้งเป้ารายได้ในปี 2559 ไว้ที่ 2,000 ล้านบาท

แต่ที่เป็น “ไฮไลท์” สำคัญของ “ฮาร์ทบีท” ในปี 2559 คือต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจากเดิม 55% เป็น 60% และลดสัดส่วนของรายได้ภายในประเทศเหลือ 40% เพื่อปูพรมบุก AEC โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV

แม้ที่ผ่านมา “ฮาร์ทบีท” จะบุกเข้าไปในตลาด AEC อยู่แล้วอย่างประเทศสิงคโปร์อินโดนีเซียลาวพม่าเวียดนามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในปีนี้จึงขอรุกเข้าไปในประเทศบรูไนและกัมพูชาโดยพยายามจะทำให้ครบทุกประเทศให้ได้เหตุผลหลักคือตลาด AEC ยังเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อเหตุผลรองคือต้องการลดความกดดันจากการแข่งขันอย่างรุนแรงภายในประเทศ

“เนื่องจากตลาดใน AEC ยังใหม่มากการแข่งขันจึงยังไม่รุนแรงสามารถมีลูกเล่นต่างๆได้การตลาดเหมือนย้อนประเทศไทยไป 5-10 ปีที่แล้วบางอย่างการทำการตลาดจึงไม่ต้องคิดอะไรใหม่มากเหมือนย้อนรอยประวัติศาสตร์ของไทยสามารถนำโมเดลที่ไทยไปใช้ได้เลย”

ถึงแม้ก่อนหน้าจะมีสินค้าของ “ฮาร์ทบีท” เข้าไปจำหน่ายทางด้านชายแดนอยู่แล้วแต่ปัจจุบัน “ฮาร์ทบีท” ต้องการที่จะเข้าไปทำตลาดเองโดยจะใช้กลยุทธ์เข้าไปเจรจา Distribution ของประเทศนั้นๆซึ่งจะไม่เข้าไปบุกตลาดเองโดยตรงโดยจะเลือก Distribution ที่มีขนาดกลางมากกว่าขนาดใหญ่เพื่อที่จะต้องการโตไปพร้อมกันและลดอำนาจการต่อรอง

โดย “ฮาร์ทบีท” ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มประเทศ AEC ในปี 2559 ไว้ที่ 50 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 30 ล้านบาท

 

ไม้เซลฟี่ MacBook ผลงานเสียดสีสังคม

เวลาไปสถานที่ท่องเที่ยว ใครๆ ก็อยากได้ภาพสวยๆ กลับไปเป็นที่ระลึกอยู่แล้ว แต่การเห็นไม้เซลฟี่โบกไปโบกมาบ่อยๆ บางทีก็สร้างความรำคาญให้คนอื่นได้มากเหมือนกัน แล้วจากที่แค่มีแค่สมาร์โฟน หนักเข้ามีถึงแท็บเล็ต ฟาดหน้าทีเจ็บแน่นอน

นี่จึงเป็นที่มาของ “MACBOOK SELFIE STICK” เซ็ตภาพถ่ายฮาๆ ที่ยังไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัด แต่จากการคาดเดาของแอดมิน ^^ นี่คือการเสียดสีสังคมว่า “ให้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติกันหน่อยเหอะ”

Designed By Moises, JohnYuyi and Tom Galle

19  12 8 2

ที่มา : MacBookSelfieStick และ BoredPanda

อีกบทบาทหนึ่งของ DiCaprio คือ นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม

ต้องยอมรับว่าเมื่อได้ฟัง Leonardo DiCaprio กล่าวถึงประเด็นโลกร้อนในงาน Oscar 2016 หลายคนคงคิดเหมือนผมว่า “โอ้โห เขาเตรียมตัวมาพูดดีจัง”

แต่การเตรียมตัวเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะ Leo (ขอเรียกชื่อย่อ) ยังสร้างมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือโลกตั้งแต่ปี 1998 อีกด้วย และด้วยบทบาทนั้นเอง Leo จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น UN Messenger of Peace หรือ ตัวแทนแห่งสันติภาพ ฉะนั้น

โดยมูลนิธิ Leonardo Dicaprio ก่อตั้งในปี 1998 และมีเป้าหมายที่จะช่วยโลกทั้ง 4 ด้าน คือ การอนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่า การอนุรักษ์พื้นดิน การรักษามหาสมุทร และ ภาวะโลกร้อน ซึ่งมูลนิธิของเขามีหน้าที่รวบรวมเงิน แล้วเอาเงินไปสนับสนุนโครงการที่มีนวัตกรรมที่จะสามารถช่วยโลกได้อย่างยั่งยืนLEO PIC1ปัจจุบัน Leonardo Dicaprio Foundation รวบรวมเงินไปแล้วกว่า 30 ล้านเหรียญ จาก 65+ องคกร์ทั่วโลก และมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนกว่า 70 โครงการ มหาสมุทรอีก 5 แห่ง และ 40 กว่าประเทศทั่วโลก

เรามาดูตัวอย่างโครงการที่มูลนิธินี้ทำกัน

1.ปกป้องภูเขาในสุมาตรา Saving ’30 Hills’ in Sumatra
ร่วมกับองค์กรภาครัฐในการปกป้องพื้นที่ป่าในสุมาตราซึ่งถูกรุกรานจากการตัดไม้ทำลายป่า โดยป่าแห่งนี้มีทั้งลิงอุรังอุตัง ช้างป่า เสือ อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากมาก ณ ปัจจุบัน
leo pic3

2.ฟื้นฟูชายฝั่งโซมาเลีย (Restoring Degraded Coasts in Somalia)
โซมาเลียเป็นประเทศที่ชายฝั่งติดทะเลมากที่สุดในแอฟริกา และปัญหาโลกร้อน ดินไม่ดี และความขัดแย้งในประเทศส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน หน้าที่ของมูลนิธิคือพัฒนาชายฝั่ง ที่ดินทำกินของประชาชนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และเป็นที่ทำมาหากินของประชาชนอีกครั้ง
leo pic4

3.ต่อต้านการเจาะน้ำมันในแอนตาร์คติก
โดยร่วมมือกับ Oceana มูลนิธิที่ปกป้องมหาสมุทรโดยเฉพาะ เพราะการปกป้องมหาสมุทรให้ปลาดำรงชีวิตอยู่ได้ จะช่วยระบบนิเวศทั้งระบบทั้งสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม และคนทั้งโลก
leo pic4

กดเข้าไปดูโครงการทั้งหมดได้ที่ >>> LeonardoDicaprio.org/Projects

 

โดยถึงแม้ว่าเม็ดเงินที่ มูลนิธิของดิคาปริโอ้นั้น จะหาเงินได้ไม่มากเท่าองค์กรใหญ่ๆ แต่การมี Leonardo DeCaprio เป็นผู้ก่อตั้งนั้นจะช่วยให้สิ่งที่เขาทำ มีคนเห็นมากขึ้น มีคนสนับสนุนมากขึ้น และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ปิดท้ายด้วยคลิปที่ Leo อยากบอกให้คนทั้งโลกได้รับรู้

https://youtu.be/dyp_DVgT260?t=115

Burger King สวนหมัดทันควัน..เมื่อเล่นแรงกับฉันได้ ฉันก็แรงกว่าได้เหมือนกันนะ !

หลังจากที่ Marketeer เพิ่งลงแอดของ McDonald’s ที่แซว Burger King ไปเมื่อตอนเช้า ก็ไปเห็นอีกแอดจากBurger King ที่ตอบโต้ทันควัน

โดยเนื้อหาใจความของแอด McDonald’s ก็คือ ร้านประเภท Drive Thru พวกเขานั้นมีเป็น 1,000 สาขาในฝรั่งเศส ในขณะที่ของ Burger King นั้นกว่าจะไปถึงต้องเดินทางอีก 258 กิโลเมตร ฉะนั้น McDonald’s จึงอยากช่วยโดยการสร้างบิลบอร์ดบอกทางให้ซะเลย

ส่วนแอดของ Burger King ก็ออกมาขอบคุณ McDonald’s ที่ช่วยบอกทางมายังร้าน Burger King เพื่อเป็นการตอบแทน พวกเขาจะเฉลยให้ละกันว่าท้ายคลิปที่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่

โดยหลังจากที่คนขับรถเห็นป้าย McDonald’s พวกเขาก็ขับรถเข้าไปทันที แต่ไม่ไปกินเบอร์เกอร์นะ แต่ไปสั่งกาแฟเพราะอีกตั้งนานกว่าจะถึงเบอร์เกอร์คิง ต้องจัดกาแฟถ้วยใหญ่ซะเลย…

บอกเลยว่า เป็นการตอบโต้ที่จี้ใจดำมากๆ เพราะสองแบรนด์นี้มีเบอร์เกอร์เป็นจุดขาย ดังนั้น Burger King ต้องการสื่อว่า “ถึงแม้ McDonald’s จะมีร้านที่มากมายขนาดไหน สุดท้ายก็เป็นได้แค่ร้านกาแฟนั่นเอง”

 

ตายตาหลับเสียที Leonardo DiCarpio คว้าออสการ์แรกในชีวิต | Spotlight คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ถือเป็นรางวัลออสการ์ตัวแรกของในชีวิต ของ Leo DiCaprio หลังจากเคยเข้าชิงมาก่อนหน้านี้ 5 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะแสดงดีแค่ไหน หนังจะออกมาดีเพียงไร มักจะมีคนตัดหน้าไปเสียหมด แต่คราวนี้ความยอดเยี่ยมของผู้กำกับและทีมงาน The Revenant ทำให้ Leo ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ และคว้ารางวัลนี้ไปครองในที่สุด

Alejando Gonzalez Inarritu คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปครองเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จาก The Revenant หลังจากที่กำกับ Birdman ให้โบยบินในปี 2015

ส่วนภาพยนตร์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Mad Max : Fury Road ซึ่งคว้ารางวัลไปทั้งสิ้น 6 รางวัลจากการเข้าชิง 10 สาขาได้แก่
Best Costume Design, Best Best Production Design, Best Make-up and Hair, Best Editing, Best Sound Editing และ Best Sound Mixing