All posts by Wanut

อย่ามองข้าม Pinterest ปักหมุดสร้างยอดขายชั้นดี


Pinterest เป็นโซเชียลมีเดีย ที่ให้คุณปักหมุดสิ่งที่สนใจลงไปในบอร์ด (Pin+Interest) ถ้าคุณไปถามคนที่มีอายุหน่อย หรือ คนที่ไม่ได้ทำงานด้านดีไซน์ ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และแฟชั่น  ว่ารู้จัก Pinterest ไหม… คำตอบที่ได้ คือ ห๊ะ อะไรพินๆ นะ

ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะอัตราการเข้าถึงของคนไทยใน Pinterest มีแค่ 18% เท่านั้น และใน 18% นี้ จำนวนคนที่ Active ก็น้อยลงไปอีก

คำถามต่อมา คือ แล้วแบรนด์ไทยควรลงทุนกับ Pinterest นี้มากน้อยขนาดไหน? แบรนด์จะได้อะไรจากการมา Platform นี้?

ไปดู Infographic จาก Pinterest กัน !!

 

42% ของผู้หญิง ค้นพบสไตล์ใหม่ๆ จาก Pinterest มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ในขณะที่ Facebook เต็มไปด้วยคอนเทนต์มหาศาล Pinterest จึงเป็น Hub สำหรับคนรักแฟชั่นโดยเฉพาะ ผู้หญิงและวัยรุ่น มักเล่น Pinterest เพื่อหาไอเดียการแต่งตัว อันไหนชอบก็ปักหมุดไว้ใน Board ของตัวเอง ซึ่งต่างตากโซเชียลอื่นๆ ที่เวลา Like หรือ Share เก็บไว้ จะไม่เห็นเป็นภาพรวม เหมือนการปักหมุด

 

67% ของคนที่ชอบเล่น Pinterest มีการวางแผนก่อนล่วงหน้า

ปัจจุบันที่ทำงานหลายที่เปิดโอกาสให้พนักงานแบบ Smart Casual มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังสีดำ ฉะนั้นคนรุ่นใหม่มีสามารถดีไซน์การแต่งตัวได้ทุกวัน และยิ่งในโอกาสสำคัญอย่าง งานแต่งงาน ปาร์ตี้ การหา Reference เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้

 

40% ของ ชาว Pinterest ซื้อของออนไลน์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะพฤติกรรมการปักหมุดนั้น ไม่ใช่ปักหมุดไว้ดูเฉยๆ แต่เป็นการปักสิ่งของที่อยากได้ไว้ และซื้อมันในภายหลังนั่นเอง

 

แบรนด์ไทย จะเข้ามาใน Pinterest ได้อย่างไร?

1.Mix and Match : แบรนด์ต้องคิดว่าจะเอาสินค้าของตัวเอง เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง ถ้าเป็น IG การถ่ายรูปสินค้าสวยๆ อาจทำได้ แต่ใน Pinterest ไอเดียสำคัญที่สุด ผู้ใช้ถึงอยากจะเอาสินค้าปักหมุด

2.Call to Action : ในโพสต์แต่ละอัน ควรมีลิงค์ หรือช่องทาง เพื่อพาผู้บริโภคไปสู่หน้าขายของ หน้าชำระเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่แบรนด์อยากได้

3.Measurement : หากลงทุนใน Pinterest 2-3 เดือน แล้วผลตอบไม่ดีเท่าช่องทางอื่นๆ แบรนด์ต้องตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าจะทำต่อดีรึเปล่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า คนไทยเล่นโซเชียลมีเดียไม่กี่แบรนด์ บางที Pinterest อาจไม่ใช่สำหรับคนไทยก็ได้ แต่ถ้าได้ผลรับรองได้เลยว่า คุณจะกลายเป็นผู้บุกเบิก Platform นี้ในไทยแน่นอน

ที่มา : Pinterest Business

ทำอย่างไร ให้แบรนด์ขยับจาก Customer Support สู่ Customer Success

Customer Success คือ ความสำเร็จของลูกค้า

เวลาลูกค้าซื้อของไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเพิ่งเริ่มต้น และแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ต้อง Support ลูกค้าจนถึงที่สุด แต่ถ้าพูดถึงสินค้าที่เป็น Software as a Service (SaaS) แบรนด์ไม่ใช่แค่สอนให้ลูกค้าใช้เป็น แต่แบรนด์ต้องทำให้ลูกค้าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ลูกค้าตั้งไว้ด้วย

จึงเป็นที่มาของ การขยับจาก Customer Support สู่ Customer Success

 

3 เทรนด์ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภค

1.ผู้บริโภคต้องการ Functional + Emotional

ในยุคนี้แบรนด์ต้องเข้าถึงหัวใจของผู้บริโภคให้ได้ ฉะนั้นสินค้าของคุณต้องประกอบด้วยสองปัจจัย คือ ยาสำหรับรักษาโรค และ ลูกอม เพื่อทำให้ผู้บริโภคยิ้มได้ เมื่อรวมเข้าด้วยกันก็จะได้ ยาที่มีรสชาติเหมือนลูกอม

*85% ของผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า

 

2.ทุกอย่างอยู่บน Cloud

ทุกวันนี้ Software หลายตัว สามารถใช้ผ่าน Browser ได้ทันที ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม โดยตลาด SaaS ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างล่าสุด Google Drive ก็ประกาศปิดช่องทางการเข้าผ่านโปรแกรมใน PC และ Mac เรียบร้อย

 

3.Subscription Model

สินค้าที่เป็น Software ส่วนใหญ่จะขายแบบ Subscribe ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify, Cloud Storage หรือ Software สำหรับองค์กรขนาดใหญ่

*รายได้จากการสมัครสมาชิก คิดเป็นสัดส่วน 70-95% ของบริษัทที่ขายซอฟต์แวร์

 

ทำไม Customer Success ถึงสำคัญมาก?
1.ผู้บริโภคไม่ได้รักคุณเหมือนแม่ : ที่ต่อให้ทำผิดกี่ครั้งก็รัก.. และในยุคที่ทุกคนเข้าถึงบริการได้จากทั่วโลก จงระลึกข้อนี้ไว้เสมอ

2.ความคาดหวังสูงลิ่ว : จำวันที่ iPhone 3G เปิดตัวได้ไหม ทุกคนสรรเสิรญว่านี่คือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำอะไรออกมา ผู้คนก็ดูเหมือนจะไม่พอใจไปหมด ฉะนั้นแบรนด์จึงต้องพัฒนาสินค้าจากความต้องการของผู้บริโภค

3.รักษาลูกค้าดีกว่าหาใหม่ : ต้นทุนการหาลูกค้าเดิม ต่ำกว่าการออกไปหาลูกค้าใหม่ ถ้าลูกค้าเดิมยังรักษาไม่ได้ แบรนด์ไม่ควรลงทุนไปกับ Marketing แต่ควรลงทุนกับลูกค้าให้มากขึ้น


4.การเพิ่ม Retention Rates แค่ 5% สามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้ 25%-95% ที่เป็นจำนวนมากขนาดนี้ก็เพราะ ถ้า 5% เป็นลูกค้าที่มีงบสูงมากๆ แค่ลูกค้ารายเดียวก็เปลี่ยนอนาคตบริษัทได้เลย

5.การทำ Customer Success จะช่วยสร้างเครดิตให้บริษัท ซึ่งสำหรับนักลงทุนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในการลงทุนกับสตาร์ทอัพ หรือบริษัทที่มีลูกค้ามั่นคง

6.ถ้าทำให้ลูกค้า Success ได้ สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่า ทุก Marketing ที่แบรนด์เคยทำ เพราะผู้บริโภคจะประทับใจ และพร้อมเล่าเรื่องราวออกไปไม่รู้จบ

 

มาดูกันว่า ทำอย่างไรได้มาซึ่ง Customer Success 

1.สร้างระบบบริการเชิงรุก ที่ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามีปัญหา แต่พร้อมช่วยเหลือตั้งแต่ต้น

2.ช่วยเหลือลูกค้าผ่านการสนทนา (ในทุกช่องทาง)

3.รักษาลูกค้าจาก Feedback

4.สร้างทีมที่ดูแลลูกค้าเป็นพิเศษ มีการเทรนนิ่ง ไม่ใช่จ้างคนมารอตอบอีเมล์

5.หาตัวชี้วัดที่เป็นประโยชน์ ใช้แล้ววัดผลได้จริง

 

ที่มา : Typeform

 

 

พลิกที่ดินประวัติศาสตร์สร้าง “ล้ง 1919” แหล่งท่องเที่ยวแนว Heritage แห่งใหม่ของตระกูล “หวั่งหลี”

สายน้ำเจ้าพระยา กำลังสร้างตำนานบทใหม่อีกครั้งบนพื้นที่เก่าแก่ของโกดังบ้าน “หวั่งหลี” ติดแม่น้ำฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับย่านตลาดน้อย – เยาวราช   

ที่ดินแปลงนี้คือท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” จำนวน 6 ไร่ พร้อมพื้นที่อาคาร 6,800 ตารางเมตร ของตระกูลหวั่งหลี และในฐานะเจ้าของต้องการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ปลุกชีวิตให้มรดกของบรรพบุรุษที่หลับใหลให้ตื่นคืนชีวิตชีวาอีกครั้ง ในนาม “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา


ตัวโครงการจะประกอบไปด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ สำหรับการจัดกิจกรรม นิทรรศการ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้านอาหาร – คาเฟ่ ร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะและงานฝีมือของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่สถานที่พักผ่อน และพิพิธภัณฑ์ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจีนในอดีตบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  

 

โดยผู้ที่ดูแลโครงการสำคัญของตระกูล “หวั่งหลี” โครงการนี้คือ รุจิราภรณ์ หวั่งหลี Project Director  ที่เริ่มเข้ามาพัฒนาสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2559 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี เจ้าของ บริษัท พี ไอ เอ อินทีเรีย จำกัด (PIA Interior Company Limited) บริษัทอินทีเรียฝีมือคนไทย

รุจิราภรณ์ กล่าวว่า ทุกคนในบ้านหวั่งหลีต่างเห็นพ้องกันว่า จะยังคงรักษารูปร่างหน้าตาแบบดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งสร้างครั้งแรก เมื่อได้บูรณะขึ้นมาแล้ว จึงอยากเปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนภายนอก นักเรียน นักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านศิลปะและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเล ตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งโครงการนี้เป็นการบูรณะเชิงอนุรักษ์ ที่ยึดหลักการรักษาโบราณสถานให้คงสภาพงดงามตามสภาพให้ได้มากที่สุด

“เราตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อให้ “ล้ง 1919”  กลายเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทยจีน ที่นอกจากจะเป็นความภูมิใจของลูกหลานตระกูลหวั่งหลีเองแล้ว ยังรวมถึงลูกหลานชาวไทยจีนทุกคนด้วย”

สำหรับการอนุรักษ์ การบูรณะเชิงอนุรักษ์ ที่ยึดหลักการรักษาโบราณสถานให้คงสภาพงดงามตามสภาพ ที่หลงเหลือจนถึงปัจจุบัน ด้วยการใช้วิธีการบูรณะและวัสดุแบบโบราณ เช่น จิตรกรรมฝาผนังที่อยู่บนขอบประตูและหน้าต่างให้คงสภาพเดิมโดยใช้วิธีแบบโบราณ ด้วยการใช้สีที่ตรงกับของเดิมมากที่สุด

ค่อยๆ บรรจงแต้มเติมรอยจางให้ชัดขึ้น โดยไม่ได้เอาสีสมัยใหม่เข้าไประบายทับหรือวาดเพิ่มเติม หรืออย่างเช่น ผนังอิฐ ส่วนที่แตกร่อนก็คงสภาพไว้ตามนั้น บูรณะโดยการใช้ปูนจากธรรมชาติแบบโบราณมายาช่วงรอยต่อ  ที่แตกเพื่อไม่ให้ปูนหลุดร่อนไปมากกว่าเก่า ส่วนโครงสร้างไม้สักนั้น ส่วนไหนที่ชำรุดก็นำไม้จากส่วนอื่นๆ    ของอาคารมาต่อเติม และเก็บรักษาวัสดุเดิมไว้ให้ได้มากที่ สำคัญคือต้องรักษารูปทรงเดิมไว้

 

 

โครงการ “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ประกอบไปด้วยส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1. ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) อายุมากกว่า 180 ปี สิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมใจของชาวจีนในแผ่นดินไทย

2. อาคารจัดงานอีเว้นท์ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ

3. ลานกิจกรรมกลางแจ้ง

4. Co-Working Space

5. ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีไซน์ งานฝีมือ จากศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่

6. ร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ อาทิ ร้านนายห้าง, ร้านอาหาร โรงสี, ร้านกาฟงกาแฟ ฯลฯ

7. บริเวณที่นั่งพักผ่อนระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

8. ท่าเรือสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยา

9. ศิลปวัฒนธรรม อาทิ อาคารไม้สถาปัตยกรรมจีนโบราณ, ภาพจิตรกรรมฝาผนังจากปลายพู่กันจีน

10.ท่าเรือหวั่งหลี ซึ่งเป็นท่าเรือส่วนบุคคลสำหรับเดินทางทางน้ำมายัง “ล้ง 1919” โดยเฉพาะ

 

ประวัติความเป็นมา

ชื่อ “ล้ง” มาจากชื่อเดิมของสถานที่นี้ว่า “ฮวย จุ่ง ล้ง” เป็นภาษาจีน เขียนว่า  火 船 廊  หมายถึง “ท่าเรือกลไฟ” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2393 (ค.ศ.1850) โดยพระยาพิศาล ศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ซึ่งเป็นคนจีนที่เกิดบนแผ่นดินสยาม โดยบรรพบุรุษของท่าน ได้เดินทางจากเมืองจีนมาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์

ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ใช้เป็นท่าเรือกลไฟ ซึ่งคือเรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นต้น เป็นเชื้อเพลิงมีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในท้องทะเลหรือมหาสมุทร โดยชาวจีนในอดีตนิยมใช้เดินทางทางทะเลเพื่อเข้ามาค้าขายหรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย มาเทียบท่าเรือ พร้อมลงทะเบียนชาวต่างชาติที่ท่านี้ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้า  ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ

ต่อมาเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเข้ามามีบทบาทในการค้ากับต่างชาติมากขึ้น ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ค่อยๆ ลดบทบาทลง ในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ.1919) ตระกูล “หวั่งหลี” โดยนาย ตัน ลิบ บ๊วย จึงได้เข้ารับช่วงเป็นเจ้าของต่อจากตระกูลพิศาลบุตร และได้ปรับท่าเรือดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน และโกดังเก็บสินค้า สำหรับกิจการการค้าด้านการเกษตรของตระกูลหวั่งหลีถึงเมื่อปี พ.ศ.2559 เป็นโกดังสำหรับ เก็บสินค้าการเกษตรที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่อยู่อาศัยให้เช่าสำหรับคนงานในพื้นที่ และศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว ที่ประดิษฐานอยู่คู่กับท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนปัจจุบัน

 

รูปแบบสถาปัตยกรรม

“ฮวย จุ่ง ล้ง” ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน พื้นสร้างจากไม้ หลังคาสร้างจากกระเบื้อง เป็นหมู่อาคารแบบ “ซาน เหอ หยวน” (三 合 院) ซึ่งเป็นการออกแบบวางผังอาคารในแบบจีนโบราณ ลักษณะอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน 3 ด้าน เป็นผังรูปทรงตัว U มีพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคารทั้งสามหลังเป็นลานอเนกประสงค์

ตัวอาคารถูกใช้สำหรับหลายวัตถุประสงค์ อาคารด้านในที่ตั้งขนานกับแม่น้ำเป็นอาคารประธานเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) ส่วนอาคารอีก 2 หลังที่ตั้งฉากกับแม่น้ำ ใช้สำหรับเป็นอาคารสำนักงานและโกดังสินค้า ภายหลังมีการสร้างโกดังเพิ่มเติมที่ริมฝั่งแม่น้ำ ต่อจากอาคารทั้ง 2 ข้าง เพื่อรองรับการเก็บสินค้าจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงของอาคารดั้งเดิมที่กลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนงาน 

ด้วยคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ของ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ซึ่งเป็นอาคารแถวที่ออกแบบด้วยการวางผังสถาปัตยกรรม “ซาน เหอ หยวน” แบบจีนโบราณ หลังสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  งดงามด้วยศิลปะภาพวาดลวดลายอันเป็นมงคลและภาพวิธีชีวิตชาวจีนรอบวงกบหน้าต่าง ซึ่งมีอายุเก่าแก่ กว่า 180 ปี “ฮวย จุ่ง ล้ง” จึงถูกยกฐานะเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ตามกฎหมายการอนุรักษ์ของประเทศไทย ลูกหลานของตระกูลหวั่งหลีผู้เป็นเจ้าของถือครองจึงมีเจตนารมณ์ที่จะรักษามรดกของบรรพบุรุษชิ้นนี้ไว้ให้คงอยู่ตราบนาน โครงการบูรณะท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” ขึ้น จึงได้ริเริ่มขึ้น    

คน 4 กลุ่ม ที่ผู้ประกอบการต้อง ฟัง

คนดังระดับโลกที่มีทักษะการพูด ไม่ว่าจะเป็นดารา พิธีกร หรือนักสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ได้พูดเก่งตั้งแต่เกิด พวกเขาล้วนแล้วแต่ ฟัง ก่อนที่จะพูดทั้งนั้น

ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน การฟังไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณรู้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดอีโก้ไม่ให้มากจนเกินไปเช่นกัน

 

1.ฟังลูกค้า

การฟังลูกค้า ช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการ เข้าใจปัญหาที่ลูกค้าต้องเจอ และถ้าคุณสามารถแก้ได้ ธุรกิจของคุณประสบความเร็จแน่นอน

ธุรกิจ คือ ความสัมพันธ์… ความสัมพันธ์ที่สองฝ่ายเข้าใจกัน

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องเจอลูกค้าทุกวัน ง่ายที่สุด ก็ถามไปตรงๆ เลยว่าใช้แล้วรู้สึกอย่างไร ชอบไม่ชอบตรงไหน

แต่ถ้าไม่ได้เจอลูกค้าโดยตรง อาจต้องทำการบ้านเยอะหน่อย เช่น ลงไปสำรวจพื้นที่ หรือ ใช้โซเชียลมีเดียของแบรนด์ ในการคุยกับลูกค้า

 

2.ฟังพนักงาน

เสียงของพนักงานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าเปรียบกับการรบ พนักงานคือแนวหน้าที่ต้องเจอกับลูกค้า และคลุกคลีกับปัญหาในการทำงาน ฉะนั้นผู้ประกอบการควรหาเวลาฟังพนักงานเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม หรือผ่านกิจกรรมสันทนาการ

และเวลาฟังก็ต้องฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใช่สุดท้ายแย่งพูดจนหมด สุดท้ายพนักงานก็ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไรอีก

 

3.ฟังคู่แข่ง

คู่แข่ง คือ คนที่ทำธุรกิจแบบเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่นำหน้าคุณไปหลายก้าว หรือตามหลังหลายปี ข้อมูลเชิงลึก เคล็ดลับที่ได้ สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้โดยตรง

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาไปนั่งตามร้านกาแฟ มักจะมีคนชวนเจ้าของร้านคุย และ แอบถามสูตรเนียนๆ หรืออย่างตามตลาดนัด มักจะมีคนมาถามร้านค้าอยู่เสมอว่าขายดีไหม รับมาจากไหน เป็นต้น

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

 

4.ฟังโลกรอบๆ ตัว

ไม่มีธุรกิจไหนในโลกที่อยู่ได้ลำพัง ทุกคนล้วนต้องพึ่งพาอาศัย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องหูไว ตาไว รู้ความเคลื่อนไหวของโลก ประเทศ และธุรกิจรอบๆ ตัว อย่างน้อยก็ต้องติดตามข่าวสารเรื่องเทคโนโลยี และโลกออนไลน์ ว่าเทรนด์ไปถึงไหนกันแล้ว มีเทคโนโลยีไหนบ้างที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจของเราได้

 

มีคำกล่าว (อีกแล้ว) ว่า ที่คนมี 2 หู และ 1 ปาก ก็เพื่อให้เราฟังมากกว่าพูด

 

ที่มา : Entrepreneur

วิ่งท่านารูโตะ ทำไปเพื่ออะไร แบรนด์ควรรู้อะไรจากเรื่องนี้ ?

วิ่งท่านารูโตะ หรือ Naruto Run คือการวิ่งโดยโน้มตัวไปข้างหน้า และวาดมือไปด้านหลังตรงๆ

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก… นารูโตะ คือ การ์ตูนนินจาญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดในโลก ซึ่งจุดเด่นของการ์ตูนนินจาเรื่องนี้มีหลายอย่างมาก เช่น หมู่บ้านนินจา ที่คาดผม เนตรวงแหวน .. แต่สิ่งที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกตอนนี้ ก็คือ วิ่งท่านารูโตะ หรือ Naruto Run

 

ใครเป็นคนเริ่ม วิ่งท่านารูโตะ?

หนังสือการ์ตูนเล่มแรกออกในไทยตอนปี 2542 ซึ่งในทุกโรงเรียน (โดยเฉพาะชายล้วน) จะมีเด็กที่คลั่งไคล้นารูโตะมากๆ วิ่งท่านี้ไปทั่วโรงเรียน ซึ่งถ้าคุณทำคนเดียว อาจถูกมองว่าเป็นคนปัญญาอ่อนได้ เพราะในความเป็นจริง การวิ่งท่านี้ไม่เท่เท่าในการ์ตูน แถมจะดูเหมือนนกเพนกวิ้นด้วยซ้ำ

 

ทำคนเดียวมันตลก เลยต้องทำหลายๆ คน

การทำอะไรเฉิ่มๆ เป็นเรื่องน่าอาย แต่ถ้าทำหลายคน มันจะไม่น่าอายอีกต่อไป ยกตัวอย่าง เช่น การวิ่งท่านารูโตะบนชายหาดที่บราซิลในเดือนมกราคมปี 2559 ซึ่งเชื่อว่ามีการวิ่งท่านารูโตะเกิดมานานแล้ว เพียงแค่ไม่ได้บันทึกลงสื่ออนไลน์เท่านั้น

 

จาก MEME สู่อีเวนต์จริงจัง

การวิ่งท่านารูโตะจึงเป็นแค่ Meme ในอินเตอร์เน็ตไว้แซวกันเล่นเท่านั้น แต่เนื่องในโอกาสที่นารูโตะจะจบครบรอบ 18 ปี ในวันที่ 21 กันยายน 2560 จึงเป็นเหตุผลให้แฟนนารูโตะอยากแสดงออก โดยการโพสเป็น Events ใน Facebook เชิญชวนแฟนนารูโตะ และคนที่สนใจ มาร่วมวิ่งด้วยกัน (หนังสือการ์ตูนจบในปี 2557 ส่วนอนิเมะเพิ่งจบในเดือนมีนาคม 2560 นี้เอง )

26 สิงหาคม 2560 – VivoCity, Singapore
 

31 สิงหาคม 2560 – Michigan, USA

1 กันยายน 2560 – Trump Tower, USA

และล่าสุดไปนับ Events Naruto Run ใน Facebook นับได้คร่าวๆ 80 งาน ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

ส่วนของไทย ต้องค้นหาว่า วิ่งท่านารูโตะ ซึ่งเจอประมาณ 10 กว่างาน และกำลังจะมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แล้ว แบรนด์ควรรู้อะไรจากเรื่องนี้ ?

1.Character จากการ์ตูนยังทรงพลัง

แฟนคลับเป็นฐานผู้บริโภคที่จงรักภักดีต่อแบรนด์มากที่สุด ไม่ว่าแบรนด์จะทำอะไร แฟนคลับก็อยากมีส่วนร่วมเสมอ

แฟนคลับตัวการ์ตูนนั้นไม่เหมือนแฟนคลับดารานักร้อง เพราะดารานักร้อง มีคนเกิดใหม่เรื่อยๆ วันนี้ดัง วันหน้าก็อาจไม่ดังเหมือนก่อน แต่สำหรับการ์ตูนนั้น รักแล้ว รักเลย ตามอ่านตั้งแต่เด็ก ตอนโตก็หยุดไม่ได้ เราจึงเห็นคนอายุ 20-40 ปี อ่านการ์ตูนเป็นเรื่องปกติ

จึงเป็นเหตุผลว่าหลายแบรนด์พยายามสร้างตัวการ์ตูนเป็นของตัวเอง เช่น บาร์บีก้อนของ BBQ Plaza, น้องอุ่นใจ ของ AIS หรือ ก็อตจิ ของ PTT เป็นต้น แต่การสร้าง Mascot แบบนี้ ก็ยังไม่ทรงพลังเท่าตัวการ์ตูนแบบ โดเรม่อน โปเกม่อน วันพีซ คิตตี้ หรือ นารูโตะ ที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แต่ราคาต้นทุนการซื้อลิขสิทธิ์ก็แพงมากเช่นกัน

2.ใกล้ชิดผู้บริโภคได้มากขึ้น

ทุกคนคงจำปรากฏการณ์ Pokemon GO กันได้ ที่ทุกแบรนด์พยายามมีส่วนร่วมกับกระแส ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และสามารถทำได้ แต่หากแบรนด์อยากให้คนจดจำในฐานะผู้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ แบรนด์ต้องทำแคมเปญให้ไว สมมุติแบรนด์ของคุณเตรียมจัดอีเวนต์วิ่งในอาทิตย์หน้า แต่พบว่า ท่าวิ่งนารูโตะกำลังมา คุณอาจไปจ้างนักวิ่งแต่งตัวเป็นนารูโตะให้มาวิ่งในงาน หรือ มีการวิ่งท่านารูโตะเล่นๆ ในงานก็ได้ การเล่นกับกระแสเล็กน้อยๆ สามารถสร้างการบอกต่อที่ดีจนน่าตกใจ

 

สำหรับผู้เขียนเอง ไม่ได้เป็นแฟนนารูโตะเป็นพิเศษ แต่ถ้าอยากวิ่งแบบไหนมากที่สุด ขอตอบ Tom Cruise แน่นอน เพราะวิ่งทุกเรื่อง มันทุกเรื่อง

หรือ ถ้าแนวคลาสสิค ขอแบบ Forest Gump ก็ได้นะ

 

ใครไม่เข้าใจคำว่า Millenial ดูคลิปนี้ 3 นาที เข้าใจแน่นอน

เคยสับสนกับคำว่า Millennial ไหม? ทีม Marketeer เคยลองคุยกันว่า Millennial คืออะไรกันแน่ คำตอบที่ได้นั้น หลากหลาย และปวดหัวมาก จนสรุปเหมารวมไปว่า Millennial หมายถึง คนรุ่นใหม่… แต่จริงๆ แล้ว มันซับซ้อนกว่านั้น และไม่มีทางอธิบายได้หมดภายในคำเดียว

แต่มีอยู่คลิปหนึ่งที่อธิบาย Gen M หรือ Millennial ได้ดีมาก จนเราอยากให้คุณดู.. เป็นคลิปของ Dissolve บริษัทที่ทำ Stock Photo และ Stock Footage โดย Dissolve ต้องการจะสื่อว่าพวกเข้าใจ Millennial ได้ดีไม่แพ้คนอื่น

 

ส่วนใครดูแล้วไม่เข้าใจ หรือขี้เกียจดูวิดีโอ มาทางนี้ได้เลย เราสรุปไว้ให้แล้ว

 

You Are Unique. You are Different. You are Special.

ชาวมิลเลนเนียล มีความพิเศษ แตกต่าง และไม่เหมือนใคร ฉะนั้นนักการตลาดไม่สามารถเหมารวมว่า ชาวมิลเลนเนียล ทุกคนจะเป็นแบบนี้ แบบนั้น

ถ้าแบรนด์จะเข้าหา ก็ต้องทำให้สินค้าสามารถปรับแต่งได้ตามใจผู้บริโภค (Customization) ไม่ใช่เหมารวมว่าทุกคนจะชอบ

 

We definitely get that. We understand everything about you.

ประโยคนี้สื่อพูดถึงชาวมิลเลนเนียลโดยเฉพาะ เพราะพวกเขาต้องการความเข้าใจ เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาแตกต่าง แต่ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์กับทุกคน ฉะนั้นเข้าใจชาวมิลเลนเนียลด้วย

 

Especially the way you talk online.

สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของ ชาวมิลเลนเนียลก็คือ Smartphone และ Internet เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่ใช้เขาถึงเทคโนโลยี และพร้อมที่จะนำเทรนด์ใหม่ๆ มาสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ ท่าเต้น สินค้า และเรื่องแปลกๆ

 

You are Free.

ชาวมิลเลนเนียล รักอิสระ ไม่ผูกมัด.. อย่างในรูป VR ข้างบน คือการเสียดสีที่ดีอย่างหนึ่ง ขนาดไปทะเลที่สวยมากๆ ยังอยากไปที่อื่นเลย หรืออาจจะหมายถึง การสวมแว่น VR แล้วให้ความรู้สึกเหมือนของจริงก็ได้

 

You Dance all the time.

ชาวมิลเลนเนียล ชอบเต้น เต้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และชอบทำกับเพื่อนๆ ด้วย

 

You love peace. That’s why you are having peace party on the street.

ชาวมิลเลนเนียลรักสันติภาพ เห็นได้จากเฉลิมฉลองอิสรภาพตามท้องถนน หรือเรียกว่า การประท้วง (ประชด) ซึ่งเราเห็นการประท้วงที่เกิดจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น ไร้ความรุนแรง และบางทีก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่บางคนคาดไม่ถึงด้วย

 

You Never Sleep. You are Up Till Dawn.

ชาวมิลเลนเนียล ถึงไหนถึงกัน สามารถอดหลับอดนอนได้ ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ

 

You are High on Life. You are super happy with No Drugs, No Alcohols and No Ugly Faces.

ชาวมิลเลนเนียลไม่ได้ดื่มหนัก เหมือนคนรุ่นก่อนๆ ที่เมากันหัวราน้ำ แต่ดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มเพิ่มลิ้มรสชาติของคราฟต์เบียร์

ชาวมิลเลนเนียล สามารถเมาได้ โดยไม่ต้องมียาเสพติด และแอลกอฮอล์ แต่อยู่ไม่ได้ถ้ารูปที่ออกมาไม่เท่

 

 

You are also Determine because you can’t be Held Down.

ชาวมิลเลนเนียลเอาจริงเอาจังในทุกเรื่อง เพราะไม่อยากหยุดนิ่งอยู่กับที่ อยากไปให้สุดในทางที่เลือกเดิน ดูได้จาก Startup ที่มี Passion ในการทำงานมากๆ

 

You care about causes.

ชาวมิลเลนเนียล รักโลก และต้องการรู้ว่าสินค้าทำมาจากอะไร

 

Gender. It’s hard to understand but we made our brands rainbow colors in pride week.

ชาวมิลเลนเนียล เคารพความแตกต่างทางเพศ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ในสัปดาห์ Pride Week แบรนด์จึงเปลี่ยนเป็นสีรุ้งเพื่อแสดงออก

 

 

เป็นไง เข้าใจคำว่า Millennial เพิ่มขึ้นรึยัง ?

 

รวมทุก Insight ของ Instagram โพสแบบไหนให้ได้ Engagement

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าไหร่ Digital Marketing ก็เปลี่ยนแปลงเร็วไม่แพ้กัน และทางที่ง่ายที่สุดสำหรับนักการตลาด ก็คือ ดูสถิติและตัวเลข เพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำการตลาด และหนึ่งใน Social Media Platform สำหรับแบรนด์ที่ใหญ่รองจาก Facebook ก็คือ Instagram นั่นเอง

เอาล่ะ ได้เวลามาอัพเดต Firmware กันแล้ว

 

Demographics

ผู้ใช้ประจำทุกเดือน 700 ล้านคน : Instagram ใช้เวลาเพิ่มฐานผู้ใช้จาก 0 คน เป็น 100 ล้านคน ถึง 28 เดือน จาก 100 ล้านคน เป็น 200 ล้านคน ใช้เวลา 13 เดือน และสุดท้ายจาก 600 ล้านคน เป็น 700 ล้านคน ในเดือนเมษายน ปี 2560 ใช้เวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ฉะนั้นสรุปได้ว่าจำนวนผู้ใช้ของ Instagram จะยังคงโตเรื่อยๆ ในแบบที่ Facebook สร้างฐานผู้ใช้ประจำถึง 2,000 ล้านคนต่อเดือน

อายุ 18-29 ปี คือกลุ่มผู้ใช้ Instagram มากที่สุด คิดเป็น 59% : ในขณะที่กลุ่มอายุ 30-49 ปี คิดเป็น 33% ซึ่งสองกลุ่มนี้รวมกันก็เกิน 90% ไปแล้ว ฉะนั้นเวลาแบรนด์คิดคอนเทนต์อะไร ก็ควรนึกถึงกลุ่มนี้เป็นหลัก

 

 

Brands & Instagram

71% ของธุรกิจในสหรัฐฯ ใช้ Instagram ในปี 2017 และ 80% ของผู้ใช้ Instagram ติดตามแบรนด์อย่างน้อย 1 แบรนด์ : ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า แบรนด์เริ่มเปิดรับ Instagram มากขึ้น และผู้ใช้ Instagram ก็เปิดรับแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน

70% ของ Hashtags บน Instagram เป็นของแบรนด์ : ปัจจุบันการสร้าง Hashtag เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจะชัดเจนแล้ว ยังสามารถดูผลตอบรับของแคมเปญนั้นได้ด้วย เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อแคมเปญ ควรนึกเผื่อ ถึง Hashtag ด้วย ตัวอย่าง Hashtag ที่เข้าใจง่าย #BikeForMom

65% ของโพสที่มี Engagement เยอะๆ มีสินค้าอยู่ในนั้น : ถึงแม้ว่าผู้ใช้ Instagram จะชอบความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า แบรนด์จะสอดแทรกสินค้าลงไปด้วยไม่ได้ และเมื่อเห็นว่าคอนเทนต์นั้นมีแนวโน้มที่ดี การใช้เงิน Boost เพิ่ม เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

โพสแบบไหน ได้ Engagementเพิ่ม

จันทร์-ศุกร์ : เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่ได้ Engagement เนื่องจากวันเสาร์-อาทิตย์ มีอะไรให้ทำมากกว่ากว่าเล่นโซเชียลมีเดีย ในขณะที่วันทำงาน Instagram ถือเป็นการพักผ่อนชั้นดีที่สามารถทำได้ทุกเมื่อ ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือ 5 โมงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่คนเริ่มกลับบ้าน

Tag Location : การแท็กสถานที่เป็นการบอกว่า “เรากำลังไปสถานที่นั้นนะ” ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์มีตัวตน มีการเดินทาง และระบบ algorithm ของโซเชียลมีเดียทุกเจ้า ให้ความสำคัญกับข้อมูลอยู่แล้ว ยิ่งใส่มาก ยิ่งมีโอกาสที่คนจะเห็นมากขึ้น

รูปภาพ > วิดีโอ : สำหรับ Instagram รูปภาพยังได้ Engagement มากกว่าวิดีโอ ฉะนั้นวิดีโอส่วนใหญ่จึงเป็นแบบสั้นๆ ไม่ใช่หนังโฆษณาเหมือนใน Facebook หรือ YouTube สำหรับแบรนด์ที่มีทรัพยากรจำกัด รูปภาพเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

หน้าคนช่วยให้ได้ไลค์มากขึ้น 38% : ถึงแม้ว่าภาพวิวจะสวยขนาดไหน แต่ถ้ามีหน้าคนที่อยู่ในนั้นด้วย ผู้คนจะรู้สึกใกล้ชิดขึ้น ลองดูได้จาก Instagram ของ เน็ตไอดอล ดารา และคนดังทั้งหลาย ภาพวิวธรรมดาได้ไลค์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด.. สำหรับแบรนด์ที่มีไม่พรีเซนเตอร์ อาจต้องลงทุนเพิ่มสักหน่อย และเลือก Influencer ที่เข้ากับแบรนด์ด้วย

User Generated Content : UGC คือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างเอง ฉะนั้นหากคอนเทนต์ที่แบรนด์สร้างเองเข้าไม่ถึงผู้บริโภค การทำแคมเปญให้คนมาร่วมสนุกเป็นทางเลือกที่สบายกว่า และได้ผลที่ดีกว่า แต่แคมเปญที่ทำต้องมีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ด้วยเช่นกัน

GoPro เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ทำเรื่องนี้บ่อยมาก จนเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่คนมักจะส่งภาพให้ GoPro ไปร่วมสนุก หรือ แค่ติด Hashtag อยากอวดให้ชาวโลกรับรู้

 

ที่มา : Social Media Today, SproutSocial และ Tech Crunch

 

ขายของให้เป็น ในยุคที่ผู้บริโภคต้องการ Experience

ในสภาพตลาดที่แข่งขันกันสูงมาก ทักษะการขาย และเข้าหาลูกค้าด้วยข้อมูลที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งคนอื่นๆ และไม่ใช่แค่ทำรายได้ให้ธุรกิจเท่านั้น แต่การพบปะลูกค้าเป็นประจำ จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการของลูกค้า และนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์

ฉะนั้นในยุคที่ผู้บริโภคมองหา ทั้งประสบการณ์จากบริการที่สดใหม่ พวกเขาก็ต้องการเซลส์ที่ประสบการณ์มากพอที่จะช่วยแก้ปัญหาด้วย

 

1.ปลูกฝัง ข้อมูลเชิงลึก ลงไปใน DNA

คุณไม่สามารถไปขายด้วยลูกเล่นแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะลูกค้าก็ทำการบ้าน ค้นคว้าหาข้อมูลอยู่ตลอด

ถ้าอยากขายให้ได้ คุณต้องหาข้อมูลเชิงลึก ระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีกว่าเดิม และไอเดียที่ลูกค้าเห็นแล้วรู้สึกเปิดโลกทัศน์

รายงานจาก ZS ในปี 2016 พบว่า 94% ขององ์กรขนาดใหญ่เริ่มนำ Big Data มาใช้ แต่มีเพียง 8% ที่นำมาข้อมูลมาใช้อย่างจริงจังในทุกส่วนขององค์กร

 

2.ทำงานให้ละเอียดยิ่งขึ้น

CEB รายงานว่า ในการค้าขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) มีการตัดสินใจเกิดขึ้นถึง 6.8 ครั้ง ฉะนั้นเซลส์ที่ดีต้องเตรียมตัวให้ดีกว่าที่เคย เข้าใจการทำงานของลูกค้า และปัญหาที่ลูกค้าต้องเจอ

แต่ก่อนคุณอาจเตรียมทุกอย่างที่คุณมี เพื่อปิดการขายให้ได้ในวันนั้นเลย แต่ปัจจุบันคุณอาจต้องคุยกับคนถึง 3-4 แผนก ฉะนั้นคุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม และทำให้ลูกค้าเชื่อว่าคุณช่วยลูกค้าได้จริงๆ

 

3.สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า

ความสัมพันธ์ที่ดียังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ไปตีกอล์ฟ หรือ พาลูกค้าไปทานข้าว จะสามารถปิดการขายได้

The RAIN รายงานว่า เซลส์ที่ประสบความสำเร็จ มีการให้ความรู้กับลูกค้า และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ มากกว่าคู่แข่งถึง 3 เท่า ซึ่งเริ่มง่ายๆ จากการเข้าอกเข้าใจลูกค้าก่อนว่า พวกเขาต้องการอะไร และพยายามช่วยลูกค้าให้บรรลุเป้าหมายนั้น

และเมื่อขายได้ ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์กับลูกค้าจะจบลง แต่มันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น คุณต้อง Follow Up ด้วยว่า ลูกค้าใช้สินค้าของคุณถูกรึเปล่า? ได้ประโยชน์สูงสุดจากสินค้าของคุณรึเปล่า? และ สินค้าของคุณช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างที่พูดไว้จริงรึเปล่า?

 

4.ปลุกจิตวิญญาณ นักขาย ในตัว

เซลส์ปัจจุบันต้องมีทักษะหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตลาด หรือไอที แต่สิ่งที่เป็นแก่นของ เซลส์ ก็คือการขายซึ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นลองท่อง 3 เสาหลักนี้ไว้ จะได้ไม่หลงทางเวลาทำงานในยุคดิจิทัล

-Passion : หากอยากช่วยลูกค้าให้ได้ คุณต้องทำการบ้านมากกว่าเพื่อเข้าใจธุรกิจ และปัญหาของพวกเขา ดังนั้นถ้าคุณไม่มีแรงปรารถนาที่อยากช่วยลูกค้าได้จริงๆ คุณก็จะไม่มีแรง

-Curiosity : โอกาสในการขายมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าคุณหามันเจอรึเปล่า? การเป็นคนช่างสงสัยจะช่วยทำให้คุณตั้งคำถามถึงสิ่งรอบตัว และอยากหาโอกาสให้ตัวคุณเอง

-Competitiveness : ทำงานได้ในสภาวะที่ต้องแข่งขันสูง เพราะการแข่งขัน และความกดดันเป็นแรงผลักดันชั้นดีในงานขาย

 

ที่มา : Adobe

อีเมล์ แบบไหน ผู้บริโภคอยากได้จากแบรนด์ ?

ถึงแม้ว่าการสื่อสารด้วยตัวอักษรจะมีมาเป็นพันปี และมีการสื่อสารอย่างอื่นพัฒนาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสียง หรือภาพเคลื่อนไหว แต่สำหรับผู้บริโภคแล้วการสื่อสารกับแบรนด์ด้วยตัวอักษร ก็ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะอีเมล์

Adobe ได้ทำการสำรวจพนักงานประจำมากกว่า 1,000 คน ในสหรัฐฯ เพื่อสำรวจว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ผ่านทางอีเมล์

 

อีเมล์ยังสำคัญ แต่คนเริ่มปันใจไปช่องทางอื่น

ถึงแม้ว่า 5.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่สัดส่วนนั้นก็ลดลงอย่างมาก และยิ่งเป็นอีเมล์ส่วนตัว สัดส่วนการใช้ลดลงถึง 36% มากกว่าอีเมล์งานที่ลดลง 20% สาเหตุก็คือ คนหันไปเช็คข้อความจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีตัวเลขที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับอีเมล์กับการทำงาน คือ

จะเห็นว่า อีเมล์ กับ งาน ถูกเหมารวมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเวลาเราพูดว่า เช็คอีเมล์ มันให้ความรู้สึกว่ามันเป็นการทำงานมากกว่า ถึงแม้จะเป็นการเช็คอีเมล์ส่วนตัวก็ตาม ในขณะที่การเช็คไลน์ เช็คเฟซบุ๊ก คือ เรื่องส่วนตัว

 

ช่องทางที่ผู้บริโภคอยากติดต่อกับแบรนด์

61% อีเมล์
18% จดหมาย
6% แอปฯ ของแบรนด์
5% ช่องทางโซเชียลมีเดีย
5% SMS
4% โทรศัพท์
1% แชทบอท

เวลาแบรนด์เข้าหาผู้บริโภค ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือเปลี่ยนให้ผู้บริโภคมาใช้แบรนด์ให้ได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม อีเมล์ถึงได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมันไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างก็สามารถเก็บเป็นหลักฐานได้ และปลอดภัย

แต่ถ้ามาสำรวจกับคนไทย เชื่อว่าช่องทางโซเชียลมีเดียน่าจะเยอะกว่านี้ เนื่องจากประเทศไทยพัฒนาจาก E-Commerce ไป Social Commerce แล้ว

 

แล้วอีเมล์แบบไหนล่ะ ที่คนอยากได้จากแบรนด์ ?

1.INFORM : ให้ข่าวสาร (ที่เป็นความรู้)

40% บอกว่าช่วยลดอีเมล์ที่มีแต่โปรโมชั่นเถอะ เพราะไม่มีใครอยากถูก Hard Sell ไม่ว่าจะช่องทางไหน ขออีเมล์ที่ให้คอนเทนต์ที่มีความรู้หน่อย

2.PERSONALIZE : สำหรับเราโดยเฉพาะ

หากคุณเป็นผู้ชาย บางทีอาจเจอคอนเทนต์ของผู้หญิงเข้ามา .. สำหรับแบรนด์แล้ว อย่างน้อยควรคัดกรองข้อมูลสำหรับผุ้บริโภคด้วย ไม่ต้องถึงขนาดรู้ทุกเรื่องแบบ Facebook Google ขอแค่รู้เพศ อายุ ความชอบสัก 3-4 อย่าง ก็ Personalise ได้แล้ว

3.MOBILIZE : เหมาะกับมือถือ

บางครั้ง ฝั่งแบรนด์นั่งเขียนอีเมล์จากในคอมฯ แต่ผู้บริโภคเปิดอ่านจากในมือถือ ตัวหนังสืออาจเยอะไป รูปไม่พอดี รวมไปถึงลิงค์ที่จะให้คนกดเข้าไปดูต่อด้วย ดังนั้นท่องไว้ Mobile First !!

4.PACE YOURSELF : รักษาระยะห่าง

50% บอกว่า สิ่งที่น่ารำคาญที่สุด คือ อีเมล์จากแบรนด์นั้นมาถี่เกิน คือมีอะไรนิดหน่อย ส่งหมด ลองคิดดูว่าถ้าทุกแบรนด์คิดแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้น

จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่มักได้รับอีเมล์จากเว็บข่าวต่างประเทศ สิ่งทีน่าสนใจคือ อีเมล์นั้นจะมาอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งเป็นการรวบรวมข่าวที่น่าสนใจของอาทิตย์นั้น และเป็นข่าวในหมวดหมู่ที่เราเคยเข้าไปอ่านเว็บนั้นด้วย เห็นไหม ครบทั้ง 4 ข้อเลย

เรื่องธรรมดาแบบนี้สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้บริโภคได้

 

ที่มา : Adobe

 

 

 

ทำไม Bike Sharing ส่อแววไม่รอดในไทย

Bike Sharing คือ บริการให้เช่าจักรยาน แต่ความต่างจากการเช่าจักรยานแบบเดิม คือ ไม่ต้องเอาจักรยานกลับไปคืนที่เดิม ไม่จำเป็นต้องเช่าทั้งวัน และค่าบริการก็ถูกแสนถูก

เมื่อลองพิจารณาดูปัจจัยหลายๆ ด้าน ธุรกิจ Bike Sharing ดูจะสมบูรณ์แบบไปหมด เพราะยิ่งคนปั่นเท่าไหร่ ยิ่งลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยสู่โลกเท่านั้น และผู้บริโภคก็เข้าถึงการเดินทางที่สะดวกขึ้นในต้นทุนที่ถูกลงมากๆ

แต่ความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะ Bike Sharing ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ และจะบอกว่าไม่ประสบความสำเร็จนั้นก็พูดไม่เต็มปาก ขอใช้คำว่า “กระแสเงียบมาก” ก็แล้วกัน และในโอกาสที่ ‘Mobike’ Bike-Sharing จากจีนกำลังจะเปิดตัวในไทย เรามาดูกันทีละเคสไปเลย

 

1.ปันปั่น โดย กรุงเทพมหานคร

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2556 โดยมีจักรยานเริ่มต้น 330 คัน สถานีจอด 50 สถานี และกระจุกอยู่ในรัศมี 2 กิโลเมตรรอบๆรพ.จุฬาลงกรณ์  และจากนั้นมาก็ไม่เคยได้ยินข่าวสารการลงทุน รายงานความคืบหน้า หรืออะไรอีกเลย ลองไปค้นหาคำว่าปันปั่นในข่าวสารของ Google ก็เจอแต่ ปันปันที่เป็นดารา ลองไปค้นหาใน Pantip ก็เป็นกระทู้ตั้งแต่ปี 2556 ลองไปดูรีวิวใน Facebook ที่มียอดคนติดตาม 8,000 คน รีวิวจากผู้ใช้ก็น้อยมาก และก็บ่นไปในทิศทางเดียวกัน.. ระบบมีปัญหาบ่อย

คุณจะปั่นไปไหนก็ได้ แต่ต้องกลัมาคืนที่ 50 จุดนี้ แต่ถ้าเกิน 8 ชั่วโมง คิด 100 บาท

ฉะนั้นตอนนี้คงได้แต่รอเวลาแล้วว่าจะเอายังไงต่อไปกับโครงการนี้ สถานีทั้ง 50 สถานี จะเปลี่ยนไปทำที่จอดจักรยานสำหรับ Bike-Sharing เจ้าอื่นดีรึเปล่า? สิ่งเดียวที่เห็นจากปันปั่นคือ ตอนนี้หันไปทำอีเวนต์อย่างจริงจัง ทั้งงานการกุศล และกิจกรรมปั่นจักรยานในต่างจังหวัด

 

2.โครงการจักรยาน ม.เกษตรศาสตร์

ม.เกษตรฯ บุกเบิกเรื่องจักรยานมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อต้องการมุ่งสู่ Green University และก็ต่อสู้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปี 2560 ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยอมรับว่าโครงการที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงซ่อมแซมจักรยาน ระบบการเช่ายืมแบบแลกบัตร และจำนวนจักรยานไม่พอ

ระบบการจัดการแบบบ้านๆ ในปี 2558

ตอนนี้ ม.เกษตร จึงร่วมมือกับ Mobike ในการนำจักรยานเข้ามาแทนที่จักรยานเดิม ซึ่งจุดเด่นของ Mobike ก็น่าจะกลบข้อเสียเดิมได้หมด ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษา จอดตรงไหนก็ได้ และก็เทคโนโลยีสำหรับคนรุ่นใหม่… ถ้ารวมข้อดีของ ม.เกษตรฯ ที่มีเลนจักรยานที่มีระเบียบ กับ ระบบจักรยานที่มีคุณภาพที่ดังไปทั่วโลก หากทำในรั้วมหาลัยไม่สำเร็จ ตามท้องถนนทั่วไปก็คงยาก

 

3.CU Bike โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุฬาฯ เองก็จับมือกับ ปันปั่น ในการทำระบบนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งก็ดูดีกว่าปันปั่นเล็กน้อย เพราะพื้นที่ของมหาวิทยาลัยชัดเจน และนิสิตก็มีความจำเป็นต้องเดินทางในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่ก็เช่นเคยระบบนี้เปิดตัวปี 2558 แต่ Facebook ของ CU Bike มีคนไลค์ 2,000 คน ข่าวสารที่อัพเดตล่าสุด คือ ตอนเดือนกรกฎาคม 2559 ในเว็บไซต์ก็แทบไม่มีการอัพเดตอะไร ในโลกโซเชียลก็ไม่มีใครมารีวิวอะไรทั้งสิ้น

สาเหตุที่โครงการนี้ไม่ฮิตนั้น มาจากหลายปัจจัย 1.กลุ่มนิสิตมักทำกิจกรรมกันเป็นกลุ่ม การมีจักรยานแค่ 100 คัน กับปริมาณนิสิตหลักหมื่น ไม่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 2.การสมัครครั้งแรกที่ยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่คนที่ตั้งใจมาลองจริงๆ วิธีอื่นเร็วกว่า 3.ระบบรถป๊อป (Shuttle Bus) ก็ครอบคลุมทุกที่ในมหาลัย สามารถขึ้นได้ทันที ไม่เสียเงินด้วย

 

4.Biky โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยายามจะพัฒนาสู่ Smart Cities ด้วยการสร้างระบบพลังงาน อาคาร และสถานที่ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยจักรยาน Biky นั้นก็เป็นหนึ่งในแผนงาน Smart Cities  เช่นกัน โดยระบบการยืมจักรยานนั้นก็เหมือนกับทั้ง 3 โครงการด้านบนคือ มีสถานีให้บริการตามจุดต่างๆ มีจักรยาน 160 คัน ใน 10 สถานี และใช้บัตรนักศึกษาในการยืม

ในเมื่อใช้ระบบเดียวกัน ก็ไปไม่รอดเช่นกัน ทำให้ตอนนี้ได้พัฒนาโครงการเป็น aBiky แทน โดยร่วมมือกับ ofo ผู้ให้บริการ Bike Sharing ระดับโลกจากจีน ซึ่งก็เป็นระบบเดียวกับที่ ม.เกษตร ร่วมมือกับ Mobike

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ทำและไม่เวิร์คเช่นกัน

 

Timeline ของ Bike Sharing ในไทย

เฟส 1 : คนไทยทำกันเอง ปี 2552- 2560

จะเห็นได้ว่าระบบการเช่าจักรยานของไทยก่อนหน้านี้เป็นระบบปิดใช้ในองค์กรเท่านั้น แต่ก็ยังเกิดปัญหามากมาย

1.มีการจำกัดพื้นที่ ไม่ว่าจะขับไปที่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาคืนที่สถานี
2.ระบบหลังบ้านที่ไม่แข็งแรง จึงเกิดความผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ
3.ค่าบำรุงรักษาจักรยาน และต้นทุนการดำเนินงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้น

 

เฟส 2 : ร่วมมือกับมืออาชีพ ปี 2560- เป็นต้นไป

เมื่อเกิดความผิดพลาดจากข้อแรก ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.เกษตรฯ จึงหันไปพึ่ง ofo และ Mobike ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ดังนี้

1.มีระบบ Smart Lock ทำให้จอดที่ไหนก็ได้ ขอแค่เป็นระเบียบ
2.มีระบบ GPS ทำให้หาจักรยานเจอ วิเคราะห์ความต้องการการใช้ และเพิ่มปริมาณจักรยานได้เหมาะสม
3.ทุกอย่างจบในสมาร์ทโฟนทั้งการสมัคร การปลดล็อค และการจ่ายเงิน

Startup ทั้ง ofo และ Mobike เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจักรยาน มีทีมคิดค้นและวิจัยจักรยาน ผลิตในประเทศจีนบ้านเกิดทำให้ราคาถูก และเปิดตัวมากกว่า 150 เมืองทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 10 บาท แต่ถ้าระบบดีจริง ค้นหาจักรยานได้แม่นยำ ปลดล็อคได้รวดเร็ว เงินค่าเดินทาง 10-20 บาทต่อวัน ก็เป็นเรื่องที่รับได้ของนักศึกษา

 

เฟส 3 : เปิดตัวสาธารณะเต็มรูปแบบ (ยังไม่เริ่ม)

แนวคิดของ Bike Sharing คือ คุณสามารถปั่นได้ทุกที่ ปั่นได้ทุกเวลา และราคาประหยัด แต่ตอนนี้ทั้ง ofo และ Mobike ก็ยังเริ่มภายในพื้นที่ปิดก่อน ยังไม่เปิดให้ใช้ได้ทุกที่ เพราะอุปสรรคเหล่านี้

1.เลนจักรยาน : หากเป็นประเทศที่รถน้อย และขับกันอย่างระมัดระวัง เลนจักรยานแทบไม่จำเป็น เพราะทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป แต่สำหรับไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติด มอเตอร์ไซค์เยอะ จึงไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเสี่ยงบนท้องถนน เพราะฉะนั้นเลนจักรยานจึงจำเป็นอย่างยิ่งถ้าอยากให้กรุงเทพฯเป็นเมืองจักรยานจริงๆ และมีแล้วก็ต้องสร้างสามัญสำนึกให้มอเตอร์ไซค์และรถเข็นไม่ลงไปในเลนจักรยานด้วย

2.สภาพทางเท้า : ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สามารถปั่นจักรยานบนทางเท้าได้เลย เพราะทางเท้ากว้างถึง 3-5 เมตร ในขณะที่ไทย ต่อให้เคลียร์รถเข็นออกไปแล้ว บางที่ก็มีแค่ 2-3 เมตร แถมพื้นก็ไม่เรียบเสมอกันอีกด้วย มีเพียงหน้าโรงแรม หน้าห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น ที่มีที่เรียบพอให้ปั่นจักรยานได้

3.สภาพอากาศ : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีแค่หน้าร้อนกับร้อนมากเท่านั้น การปั่นจักรยานไปทำงานระยะทางไม่กี่โลก็ทำให้เหงื่อท่วมไปทั้งตัวได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โอกาสของ Bike-Sharing ในช่วงเริ่มต้น ก็มีอยู่มากในประเทศไทยเพราะตามมหาวิทยาลัยในไทยก็มีเป็นร้อยแห่ง หรือในกรุงเทพฯ เช่น ลงจากรถไฟฟ้าแล้วปั่นจักรยานไปทำงาน ปั่นจักรยานในแหล่งท่องเที่ยว ปั่นตามสวนสาธารณะ เป็นต้น

ซึ่งถ้ากระแสนี้ถูกปลุกจริงๆ และมี Bike Sharing เจ้าอื่นๆ เข้ามาในตลาดเพิ่ม อาจเกิดภาพสุสานรถจักรยานในไทยเหมือนจีนก็เป็นได้