All posts by Wanut

สีสัน วันไหว้พระจันทร์

นั่งทำงานหัวร้อนหน้าคอมฯในช่วงนี้ จะมีพี่น้องๆ ของบริษัทต่างๆ หอบหิ้วขนมไหว้พระจันทร์มาฝากจนอิ่มท้องอยู่ทุกวัน

ก่อนที่จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ มาดูกันว่ามูลค่าตลาดขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ และพฤติกรรมฝั่งคนซื้อและคนขายเป็นอย่างไรกันบ้าง

มูลค่าตลาดขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้ไม่ต่างจากปีที่แล้ว

แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ราคาของขนมไหว้พระจันทร์ที่สูงขึ้น 5-10% จากราคาต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนที่ราคาแพงขึ้นทุกปี

 

ฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการซื้อ คือ

1.โปรโมชั่น

2.ชื่อเสียงผู้ผลิต ปัจจุบันผู้ผลิตขนมไหว้พระจันทร์เจ้าดังๆ ก็มี S&P และโรงแรมชื่อดังต่างๆ อย่าง Starbucks ก็ให้ S&P ผลิตขนมไหว้พระจันทร์ลายนางเงือกให้

3.บรรจุภัณฑ์ เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะขนมไหว้พระจันทร์ เหมาะซื้อเป็นของขวัญ ของฝาก ซึ่งต่างจากในช่วงเทศกาลอื่นๆ ที่ซื้ออะไรก็ได้

ฉะนั้นถ้าจะขึ้นราคาสินค้าทั้งที บรรจุภัณฑ์ต้องมีค่าพอให้ซื้อด้ว

 

อย่างที่บอกไป ในเมื่อราคามันต้องขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องหาทางเลือกอื่นเข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นการทำไส้ไหม่ การทำแป้งใหม่ หรือแม้แต่การนำขนมไหว้พระจันทร์แบรนด์ต่างประเทศเข้ามาเป็นทางเลือก

นอกจากนั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในช่วงเทศกาลนี้ ก็สามารถดึงเม็ดเงินได้ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีงบในการซื้อของฝากอยู่แล้

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เผยโฉมหน้า 10 สตาร์ทอัพในโครงการ Digital Ventures Accelerator Batch 1

ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์เปิด Digital Ventures Accelerator Batch 1 (DVAb1) โครงการบ่มเพาะ และส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2

โดยสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ DVAb1 ครั้งนี้มีทั้งหมด 10 ทีม ประกอบด้วย 

1.ChomCHOB  แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแต้มคะแนนบัตรต่างๆ ให้ใช้ได้เสมือนเงิน

2.Dootv Media ระบบ video streaming เพื่อคอนเท้นท์ที่เต็มอรรถรส 

3.ENERGY RESPONSE แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการจัดการพลังงานในอาคารอย่างชาญฉลาด 

4.Event Banana แพลตฟอร์มการจัดการด้านพื้นที่ และสถานที่จัดงาน 

5.Happenn ระบบงานอีเว้นที่ครบจบในที่เดียว 

6.JuiceInnov8 เทคโนโลยีลดน้ำตาลเพื่อน้ำผลไม้แห่งอนาคต 

7.Meticuly ชิ้นส่วนกระดูกทดแทนเพื่อความต้ องการเฉพาะบุคคล 

8.MyCloudFulfillment ระบบจัดการโลจิสติกส์ ให้การซื้อขายเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องสต๊อค 

9.Ooca บริการปรึกษาจิตแพทย์ยุคใหม่ผ่านระบบวิดีโอคอล

10.Sellorate แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับตั วแทนและนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์อิสระ

 

นายชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด และ นายชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด

 

ทั้งนี้หลักสูตร DVAb1 ในปีนี้นับได้ว่ามีความพร้อมอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์การจัดหลักสูตรปีที่แล้ว ทั้งการจัดโปรแกรมวิทยากร พันธมิตรที่มาร่วม โดยโครงการ DVAb1 มีระยะเวลา 6 เดือน สำหรับช่วง 3 เดือนแรกเป็นการปูพื้นฐานสตาร์ ทอัพที่เข้าร่วมด้วยความรู้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจ ทั้งความรู้ด้านกฎหมายโดย Baker & McKenzie ความรู้ด้านการเงิน โดย PrimeStreet Advisory พร้อมด้วยความรู้ในการทำธุรกิจ Startup ส่วนช่วง 3 เดือนหลัง จะมุ่งให้สตาร์ทอัพสามารถเติ บโตแบบก้าวกระโดดด้วยโปรแกรมGrowth Hacking  นอกจากนี้ สตาร์ทอัพยังมีพันธมิตรผู้ นำในธุรกิจ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน        ที่เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละที มมาแชร์ประสบการณ์และให้คำปรึ กษา ที่สำคัญคือ สตาร์ทอัพทุกทีมจะได้รั บโอกาสปรึกษาเรื่องเงินลงทุน และความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีกั บทีมผู้บริหารของ ดิจิทัล เวนเจอร์ส อย่างใกล้ชิด

 “อีกหนึ่งความพิเศษของปีนี้คื อการที่เราเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและเมนเทอร์จับคู่กันเองตามความเหมาะสม ทั้งในด้านความเชี่ยวชาญทางธุ รกิจ และเคมีที่ตรงกัน และยังคงเป็นการจับคู่กันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อให้     สตาร์ทอัพได้รับประโยชน์ และความรู้จากเมนเทอร์อย่างเต็ มที่ นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่เข้าโครงการ ยังมีโอกาสได้รับการต่อยอดทางธุ รกิจทั้งจากธนาคารไทยพาณิชย์เอง และลูกค้าองค์กรของธนาคารฯ พร้อมทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ ยนความรู้และประสบการณ์ การทำสตาร์ทอัพกับ Accelerator ชั้นนำในต่างประเทศ โดยมุ่งหวังให้ DVA เป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ ดีที่สุดในประเทศไทยและในเอเชี ยตะวันออกเฉียงใต้”  นายชาล เจริญพันธ์ กล่าวสรุปถึงไฮไลท์ของ DVAb1

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่ าวสารของโครงการ Digital Ventures Accelerator (DVA) ได้ที่ Facebook.com/DigitalVenturesTH

 

 

 

Dwayne Johnson ทำ Ad Agency ของตัวเอง ‘Seven Bucks’

Dwayne Johnson เป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ คนหนึ่งของโลก

จุดเริ่มต้นของเขา คือ การเล่นฟุตบอลในมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะมาเล่นลีกอาชีพของแคนาดา แต่เล่นไปได้เพียง 2 เดือน เขาก็ถูกตัดออกจากทีม ตอนนั้นเขาเปิดกระเป๋าสตางค์ และพบว่ามีเงินเหลือเพียง 7 เหรียญ และนั่นคือที่มาของ Seven Bucks แบรนด์ที่ Dwayne Johnson และ Dany Garcia เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

 

ไม่มีอะไรที่ Dwayne ‘The Rock’ Johnson ทำไม่ได้

จากเส้นทางที่ไม่ราบรื่นในตอนแรก สู่วงการมวยปล้ำที่คุณปู่ และคุณพ่อเคยเล่นมาก่อน สิ่งที่ทำให้ The Rock โดดเด่นกว่าทุกคนในยุคเดียวกันก็คือ Character ของ The Rock ที่ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ กวนประสาท และลีลาการแสดงที่ทำให้คนสนุกทุกครั้งที่เขาออกมา และเขายังเป็นนักมวยปล้ำคนเดียวที่ผันตัวเป็นนักแสดงได้เต็มตัว

Dwayne เริ่มมีผลงานการแสดงจริงจังในเรื่อง The Mommy Returns และ The Scorpion King ในปี 2001-2002 จากนั้นเขาผ่านการแสดงมาทุกบทบาท ตั้งแต่ Action Comedy Drama หรือ Family เหลือแต่หนังผีเท่านั้นที่ยังไม่เคยลอง ซึ่งถ้ามีบทเข้ามาจริงๆ ไม่มีทางที่ชายคนนี้จะปฏิเสธ

 

อาณาจักร ‘Seven Bucks’

ในปี 2012 Dwayne Johnson และ อดีตภรรยา Dany Garcia ได้ร่วมกันก่อตั้ง ‘Seven Bucks Productions’ บริษัทโปรดักชั่นที่ทำคอนเทนต์ลงในโทรทัศน์ และโรงภาพยนตร์ โดยหนังฟอร์มยักษ์กำลังจะเข้าปลายปีนี้ก็คือ Jumanji

ในปี 2016 เขาได้ขยายบริษัทเป็น Seven Bucks Digital Studios ที่เน้นทำคอนเทนต์ลงในออนไลน์ โดยใน YouTube เป็น ช่องทางหลักเพราะเขาได้ร่วมกับกับ Youtuber หลายคนในการทำคอนเทนต์ ฉะนั้นว่าจะไปก็เหมือน The Rock กลายเป็น YouTuber ไปแล้วก็ได้

และในปี 2017 (เข้าเรื่องสักที) ก็เปิดตัว เอเยนซีโฆษณา โดยใช้ชื่อว่า ‘Seven Bucks Creative’ ซึ่งจะนำทีมโดย Chet Gulland อดีต Head of Strategy ของ Droga 5

แรงบันดาลใจในการสร้าง Seven Bucks Creative นั้นมาจากการที่ Seven Bucks ต้องทำคอนเทนต์ พบปะกับนักการตลาด เอเยนซี และแบรนด์ต่างๆ อยู่บ่อยครั้งทำให้เริ่มซึมซับเอาการทำงานมาใช้ และ เขาก็เคยเป็น Brand Ambassador ชื่อดังให้กับ Under Armour และ ตอนนี้ก็เป็นให้ Apple เรียบร้อย

 

Dwayne Johnson รับบท Acting ส่วน Dany Garcia รับบท Management

ถึงแม้จะหย่ากันแล้ว แต่ทั้งคู่ยังทำธุรกิจด้วยกันได้ โดย Dwayne รับบทหน้าจอทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ‘พระเอก พิธีกร คนพูด แขกรับเชิญ’ ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นรอบๆ ตัวเขา ในขณะที่ Danny Garcia ทำหน้าที่ผู้จัดการ และคนบริหารบริษัท

ตอนนี้ Seven Bucks Creative ยังไม่มีแคมเปญโฆษณาออกมาให้ชมกัน แต่ถ้าแบรนด์ไหนต้องการใช้ The Rock เป็นพรีเซนเตอร์ คงรู้นะว่าติดต่อเอเยนซีเจ้าไหน…

 

ที่มา : Ad Age

Purpose VS Profit สิ่งที่บริษัทควรรู้ หากต้องการรักษาคนเก่ง

ในปี 1961 John F. Kennedy ได้เยี่ยมสำนักงานใหญ่ของ NASA เป็นครั้งแรก เขาได้เยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของ NASA และได้พบกับภารโรงคนหนึ่ง เขาได้แนะนำตัวเองกับภารโรง และถามเขาว่าเขาทำหน้าที่อะไรที่ NASA

ภารโรง ตอบว่า “ผมช่วยพาคนขึ้นไปดวงจันทร์ ท่านประธานาธิบดี”

นี่คือตัวอย่างของ วัฒนธรรมองค์กรที่ถูกส่งผ่านออกมาสู่แบรนด์ ภารโรงเข้าใจว่าเขา คือส่วนสำคัญของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้คนทำความสะอาดให้ NASA แต่เขาคือ NASA…

เมื่อคนเข้าใจในภารกิจของบริษัท และ บริษัทเชื่อมั่นในคน สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น โดยไม่ต้องผลิตจรวจแบบ NASA ด้วยซ้ำ

 

 

สถานการณ์แรงงานในปัจจุบัน

“มีเพียง 13% ของพนักงาน มีส่วนร่วมกับงานที่ทำ”Gallup

“ชาวมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะเลือกงานที่มีคุณค่ามากกว่างานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า” Forbes

 

 

ไม่ใช่คนยุคมิลเลนเนียลที่ย้ายงาน

จากตัวเลขจะเห็นได้ว่า กลุ่มอายุตั้งแต่ 24 ลงไป จนถึงอายุ 54 ปี มีสัดส่วนการย้ายงานที่ใกล้เคียงกันมาก ในขณะที่คนอายุ 55 ขึ้นไป ตัวเลขลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่เปลี่ยนงาน วัยกลางคนก็เปลี่ยนด้วย เช่นกัน

 

สาเหตุหลักที่ทำให้คนอยากเปลี่ยนงาน

“54% ของพนักงาน คิดว่า องค์กรของตัวเอง ไม่มีความทะเยอทะยานนอกจากแค่ ‘ทำเงิน’ “Deloitte

“ไม่เชื่อใน ความเป็นผู้นำ ขาดความโปร่งใส โอกาสก้าวหน้าน้อย ไม่รู้สึกถึงคุณค่าในงานที่ทำ และ ผลตอบเทนไม่ยุติธรรม” Oracle

 

แล้วแบรนด์จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ยังไง
ถ้ายังทำให้พนักงานเชื่อไม่ได้เลย?

สิ่งที่หลายบริษัทคิดไม่ถึงคือ กำไรมาจากการเติบโต การเติบโตมาจากนวัตกรรม นวัตกรรมมาจากพนักงานที่มีความสามารถ และพนักงานที่มีความสามารถ มักอยู่กับบริษัทที่พวกเขาไม่เชื่อ ได้ไม่นาน

ฉะนั้นบริษัทควรต้องปรับเรื่องที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ความเชื่อ และความหมายของงานที่ทำ .. ซึ่งเป็นสิ่งที่คนที่มีความสามารถต้องการ

 

Muslow Pyramid กับการทำงาน

หากเปลี่ยน Muslow Pyramid เป็นความต้องการของพนักงาน จะได้พีระมิดลักษณะนี้

ขั้นที่ 1 บริษัทต้องอยู่รอด มีกำไร มีการเติบโต
ขั้นที่ 2 มีความมั่นคงในการทำงาน ประกันสังคม ประกันต่างๆ
ขั้นที่ 3 สังคมและเพื่อนร่วมงานที่ดี
ขั้นที่ 4 งานที่ทำได้รับการยกย่อง
ขั้นที่ 5 เข้าใจศักยภาพของตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ตัวเองทำแล้วเกิดความหมายต่อโลก

หากยกตัวอย่าง ภารโรงของ NASA ในตอนแรก ก็จะพบว่าถึงแม้เขาจะไม่ได้มีบทบาทในการผลิตจรวด แต่เขาเป็นส่วนสำคัญขององค์กร และถ้าองค์กรไม่สร้างความต้องการให้ครบตั้งแต่ขั้นที่ 1 เขาก็จะไม่มีวันบรรลุความต้องการขั้นสุดท้ายได้

 

Purpose VS Profit

บริษัทส่วนใหญ่ใช้การตลาดในการดึงคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน แต่ไม่ว่าข้อเสนอจะน่าเย้ายวนขนาดไหน ถ้ามันไม่บรรลุความต้องการที่แท้จริง สุดท้ายพนักงานก็ไป.. เพราะที่ใหม่มีโอกาสได้เงินมากขึ้น 15%, การย้ายงานบ่อยไม่ใช่เรื่องแปลก และทำให้ประวัติเสียเท่าสมัยก่อน

ในขณะที่บริษัทที่ใช้ Purpose เป็นที่ตั้ง สามารถแก้ปัญหาได้ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการหาพนักงานที่มีความสามารถ รายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อพนักงาน อัตรา Turnover ของพนักงานเก่งๆ ลดลง 40% และ อัตรา Turnover โดยรวมลดลงถึง 17%

ในขณะที่เทคโนโลยีและสินค้าสามารถเลียนแบบกันได้ แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้

 

ที่มา : Mabbly

 

โฆษณา ช่วงเทศกาล ฮาโลวีน ยังไงให้เข้าเป้า [มี Infographic]

ช่วงเทศกาล ถือเป็นช่วงกอบโกยของธุรกิจ

“วาเลนไทน์ดอกไม้ขายดี ตรุษจีนของเซ่นไหว้ขายดี ปีใหม่ของขวัญขายดี”

และสำหรับประเทศไทยที่รับวัฒนธรรมของทุกประเทศอยู่แล้ว นักการตลาดต้องเน้นหน่อยตอนช่วงเทศกาล

เรามาดูตัวอย่างการ Insight ในช่วงเทศกาล ฮาโลวีน ของชาวสหรัฐฯ กัน

halloween marketeer1

เทรนด์การใช้เงินในช่วง Halloween สูงขึ้น

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าเทศกาลนี้ยังมีความสำคัญต่อชาวอเมริกันอยู่ โดย 69% วางแผนว่าจะเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีน ส่วน 31% ที่เหลืออาจตามน้ำไปกับเพื่อน ไม่ได้วางแผน หรือ ไม่สนใจเลยก็ได้ และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เฉลี่ยแล้วงบใช้จ่ายของแต่ละคนอยู่ที่ 82.93 ดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้นแบรนด์สินค้าควรตระหนักเรื่องราคาไว้ด้วย

 

เทศกาลนี้ต้องเตรียมตัว

ถ้าเป็นการซื้อของขวัญ อาจไม่ต้องเตรียมอะไรมาก แต่เทศกาลฮาโลวีน มีการแต่งกาย การตกแต่งบ้าน การเตรียมขนม เตรียมของกิน และใช้ไอเดียในการสร้างสรรค์ ฉะนั้นมากกว่า 70% จึงเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า 2 อาทิตย์เป็นอย่างน้อย

นั่นหมายความว่าห้างสรรพสินค้า แบรนด์ โซเชียลมีเดีย สามารถเริ่มแคมเปญการตลาดได้ตั้งแต่เดือนกันยายนเลย

 

ซื้ออะไร ซื้อที่ไหน?

สินค้า 4 กลุ่มหลักๆ ที่มียอดซื้อเพิ่มขึ้นได้แก่ คอสตูมฮาโลวีน ของตกแต่ง ลูกอม และการ์ด

ส่วนสถานที่ที่นิยมไปซื้อก็คือ ร้านเช่าชุด และซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนช่องทางออนไลน์นั้นยังน้อยอยู่ เพราะสิ่งของที่ต้องซื้อนั้นมีเยอะมาก การไปห้างโดยตรงเลยจะง่ายกว่า

 

กิจกรรมที่ทำในวันฮาโลวีน
-แจกลูกอม
-ตกแต่งบ้าน/สวน
-แต่งตัวไปประชันกัน
-ทำถ้ำฟักทอง
-จัดงานปาร์ตี้
-พาลูกไป Trick or Treat

การรู้กิจกรรมที่ผู้บริโภคจะทำ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญเพราะแต่ละเทศกาล กิจกรรมหลักของแต่ละเทศกาลไม่เหมือนกัน วันวาเลนไทน์อาจเป็นการไปดินเนอร์ วันขอบคุณพระเจ้าอาจเป็นทานข้าวที่บ้าน เป็นต้น

อย่างเทศกาลสงกรานต์ในไทย สมัยก่อนเป็นการเล่นน้ำตอนกลางวันเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันกลายเป็นเล่นน้ำตอนค่ำๆ มีคอนเสิร์ต มีแสงสี เป็นต้น

 

ปรับใช้ในไทย

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่เก็บในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นมันไม่สามารถเก็บมาใช้กับประเทศไทยได้ 100% อยู่แล้ว แต่เราสามารถใช้ไอเดียมาเก็บข้อมูลในประเทศไทยได้

1.รู้กำลังซื้อ

2.รู้ช่วงเวลาที่เหมาะสม

3.รู้สิ่งที่จะทำ

4.รู้สิ่งที่จะซื้อ

5.รู้ช่องทางที่จะเข้าถึง

ยกตัวอย่าง ช่วงสงกรานต์หรือวาเลนไทน์ นักการตลาด สามารถกลับไปดูข้อมูลย้อนหลังของไทยได้ว่า สินค้าอะไรที่ฮิต ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสม อีเวนต์ไหนที่โดนใจ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างแคมเปญเพื่อเพิ่มยอดขาย หรือการรับรู้ในช่วงเทศกาลนั้นๆ ได้

 

ที่มา : National Retail Federation และ Strike Social

K Bank เตรียมเปิดตัว K Plus Shop หวังดึงร้านค้า 200,000 ร้าน เข้าร่วม

สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวว่า ทุกอย่างมุ่งเข้าสู่ Mobile ฉะนั้นเป้าหมายหลักของธนาคาร คือ สร้างบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งเรื่องการเงิน และไลฟ์สไตล์ จึงเป็นที่มาที่ธนาคารพัฒนาแอปฯ สู่ K Plus และเตรียมตัวเปิด K Plus Shop ภายในปีนี้

 

ตอนนี้ K Bank Shop อยู่ในช่วงทดลอง รอแบงก์ชาติอนุมัติ (Sandbox) โดยฟังก์ชันที่น่าสนใจสำหรับ K Plus Shop มีดังนี้

1.Beyond QR Payment

การใช้ QR นั้นสะดวกรวดเร็วดี เพราะแค่สแกนก็จ่ายเงินได้เลย แต่ในอนาคต ถ้ามิจฉาชีพสร้าง QR Code ขึ้นเอง แล้วเอาไปแปะตามที่ต่างๆ ผู้บริโภคหรือร้านค้าไม่มีทางรู้ได้เลย ถึงแม้อาจจะทำได้ยาก แต่ในทางทฤษฎีทำได้ เพราะเวลาสแกน QR Code แล้ว กว่าเงินจะร้านค้าอาจใช้เวลาเป็นนาที (ถ้าคนเยอะๆ)

K Plus Shop จึงรองรับเทคโนโลยี Bluetooth, Ultrasonic และ GPS เพื่อสร้าง Nearby Payment ขึ้นมา สมมุติคุณไปร้านกาแฟ ทางเลือกแรกคือ สแกน QR Code ทางเลือกสองคือ ร้านค้าจะปรากฏในแอป K Plus ของผู้บริโภค ผู้บริโภคกดไปที่ร้านกาแฟนั้นแล้วจ่ายเงินได้เลย

ซึ่งข้อดีของ Nearby Payment คือ ในกรณีที่ผู้รับเงินเป็น วินมอเตอร์ไซค์ หรือ สถานที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ผู้บริโภคแค่เปิด K Plus แล้วกดไปที่ร้านค้า หรือไอคอนพี่วินมเตอร์ไซค์ >> ใส่จำนวนเงิน >> จ่ายได้ทันที … และจากที่เห็นการสาธิตแล้ว ร้านค้าจะปรากฏในแอปฯ เร็วมากๆ

 

2.Cross Platform Payment

สำหรับร้านค้า การได้ลูกค้าชาวจีนจะเพิ่มรายได้มหาศาล K Plus Shop สามารถรองรับการชำระเงินจาก Wechat และ Alipay ได้ ซึ่งทำให้ลูกค้าชาวจีนไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะพวกเขาจ่ายเงินกันวิธีนี้อยู่แล้ว

3.ระบบจัดการสำหรับร้านค้า

ใน K Plus Shop ร้านค้าสามารถกดสรุปรายได้ รายวัน รายเดือนได้ สามารถดูยอดเงินเข้าแบบ Real Time ได้ และในกรณีที่ลุกค้ากดจ่ายเงินผิดก็สามารถยกเลิกได้ทันทีภายใน 1 วัน (เฉพาะลูกค้า K Bank)

นอกจากนั้นระบบยังมีลูกเล่นอื่นๆ ที่สามารถใส่มาได้เรื่อยๆ เช่น Pre-Order หรือ ระบบแสตมป์

 

Project ในอนาคต (ทดลองอยู่ น่าจะอีกสักพัก)

1.Machine Lending Project

เป็นระบบสินเชื่อออนไลน์ ที่จะ Match Product ที่เหมาะสมกับลูกค้าได้ทันที ที่สำคัญคือไม่ต้องมีเอกสารให้ยุ่งยาก เพราะธนาคารรู้จักลูกค้าจาก K Plus อยู่แล้ว

2.Machine Commerce Project

โครงการนี้เป็นขยาย K Plus Shop ทั้งหมดในระบบ ให้กลายเป็น Marketplace เพียงเขาไปแล้วค้นหาสินค้าที่ต้องการ ก็สามารถสั่งซื้อได้ทันที เป็นการขยายโอกาสให้ร้านค้ากับลูกค้าเจอกันออนไลน์

 

กลยุทธ์ของ K Bank

1.สร้าง Platform

ทุกแบรนด์อยากสร้าง Platform ของตัวเอง เพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามาอยู่กับแบรนด์ให้นานที่สุด เพราะฉะนั้น K Bank จึงต้องพัฒนาแอปให้เหนือกว่าการเป็นแค่แอปโอนเงิน จ่ายเงิน เติมเงิน แต่เป็นแอปฯ ที่รวบรวมไลฟ์ไตล์ของผู้บริโภคให้จบในแอปฯ เดียว

K Plus Lifestyle จะหาโปรโมชันร้านจากสถานที่ได้ และจ่ายเงินซื้อตั๋วหนังได้ ในแอปฯเดียว

2.เติมเต็ม Ecosystems

ในตอนที่ Mobile Banking เริ่มใหม่ๆ ทุกธนาคารโฟกัสไปที่ผู้บริโภค แต่ระบบจะไม่สมบูรณ์ถ้าผู้ผลิต หรือ ร้านค้า ไม่อยู่ในระบบนี้ด้วย K Bank Shop จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างระบบนี้ให้สมบูรณ์ ฉะนั้นในฐานะแบรนด์ที่ขยับคนแรก K Bank จะได้เปรียบมากๆ ที่จะเสนอบริการให้ทั้งร้านค้าและลูกค้าธนาคารมาเจอกัน (Marketplace)

 

 

ตัวเลขที่น่าสนใจของ K Plus

1.ปัจจุบันผู้ใช้มี K Plus 6.5 ล้านราย เป็นผู้ใช้ประจำ 80% และสิ้นปี 2017 คาดว่าผู้ใช้จะแตะ 8 ล้านราย ซึ่งคิดป็นสัดส่วนเกินครึ่งของลูกค้าธนาคาร 13-14 ล้านราย

2.ปริมาณธุรกรรมของ K Plus เฉลี่ย 230 ล้านรายการ/เดือน คิดเป็น 65% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

3.ในตอนเปิดตัว K Mobile Banking ผู้ใช้ iOS มีจำนวนมากกว่า แต่ ณ ปัจจุบัน K Plus มีสัดส่วน Android 60% และ iOS 40% และเทรนด์จะไปทาง Android

4.ในผู้ใช้ K Plus ทั้งหมด มีคนผูก Promtpay ทั้งหมด 3 ล้านคน (ผูกทั้งสองอย่างก็นับแค่ 1)

 

 

‘ Storytelling หรือ การเล่าเรื่อง ‘ ใช้ช่องทางไหนได้บ้าง?

Storytelling หรือ การเล่าเรื่อง

คนส่วนใหญ่เกลียดการขาย เพราะการขายมักจะรบกวน และชักจูงให้ซื้อให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้น การขายเป็นพื้นฐานของทุกธุรกิจ ธุรกิจสร้างเงิน และเงินเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต

คำถาม คือ แล้วจะขายยังไง ไม่ให้รบกวนผู้บริโภค และ ไม่ Hard Sell จนเกินไป?

Storytelling หรือ การเล่าเรื่อง จึงเข้ามามีบทบาทในการขาย เพื่อสร้างโอกาสระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และ การทำ Storytelling ที่ดี ถึงแม้ผู้บริโภคจะไม่สนใจซื้อ แต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็ดีขึ้นได้ด้วย

โอเค มาดูกันว่า Storytelling สามารถใช้ช่องทางไหนได้บ้าง?

1.Social Media

การเล่าเรื่องไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นของแบรนด์เสมอไป คุณสามารถเริ่มเล่าจากส่วนไหนของแบรนด์ก็ได้ อาจเป็นสิ่งที่แบรนด์กำลังทำในปัจจุบัน ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในไทย : เวลาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มีออเดอร์สั่งของจำนวนมาก หรือส่งของให้ลูกค้าเสร็จ พวกเขาก็จะมาอัพเดต (หรืออวด) เรื่องราวของพวกเขาให้รับรู้ หรือถ้าเท่ขึ้นมาหน่อย หากมีดารา หรือคนดังใช้สินค้า หรือมาที่ร้านของคุณ การโพสรูปง่ายๆ ในโซเชียลมีเดีย ก็เป็นการเล่าเรื่องที่ทำได้ทุกวัน และทำในมือถือเครื่องเดียวได้เลย

เพจ Mission to the moon ของรวิชญ์ หาญอุตสาหะ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แบรนด์ไม่ต้องขายของ ไม่ต้องเล่าเรื่องผ่านเว็บไซต์ ก็มีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้

อยากให้แบรนด์เป็นแบบไหน ก็เล่าแบบนั้น

 

2.Blog

การเล่าเรื่องใน Blog หรือเว็บไซต์ ต่างจากในโซเชียลมีเดีย ตรงที่สามารถใส่รูปภาพ ใส่วิดีโอ ใส่ลิงค์ อธิบายได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่การเล่าเรื่องใน Blog จะเป็นการให้ความรู้กับผู้บริโภค และคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์

นี่คือตัวอย่าง Blog ของบริษัทชั้นนำที่จำเป็นต้องเปิดส่วน Blog ขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องของแบรนด์ให้ผู้บริโภครับรู้

 

3.About Us

แทบทุกเว็บไซต์ มักจะมีหน้า About us ให้คนกดเข้าป่านประวัติ ความเป็นมาของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่จะยาวพรืด และเต็มไปด้วยตัวอักษร แต่มีสองตัวอย่างจาก Facebook และ Under Armour ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบ Timeline สไลด์ไปด้านข้าง ซึ่งเข้าใจได้ง่ายมาก และไม่มีวันที่คนอื่นจะเล่าเรื่องพวกเขาได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

ฉะนั้นถ้ามีเว็บไซต์ลองถามคนทำเว็บ หรือหา Plugin เหล่านี้มาลงเพื่อสร้างความน่าสนใจให้แบรนด์

 

4.Email Marketing

เวลามีสินค้าลดราคา หรือเปิดตัวสินค้าใหม่ แบรนด์มักจะส่งอีเมล์มาผู้บริโภคตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ซึ่งถ้าทำแล้วได้ผล ก็ทำต่อได้ แต่ถ้าทำแล้วไม่เวิร์ค ถึงเวลาต้องใส่ Storytelling เข้าไป

โดยทำได้โดยการเล่าเรื่องของผู้บริโภคที่เคยใช้สินค้านี้ และสินค้านี้ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาได้อย่างไร หรือถ้าแบรนด์ทราบข้อมูลเบื้องต้นของผู้บริโภค เช่น อาชีพ ก็สามารถนำเรื่องราวของคนอาชีพเดียวกันมาเล่าให้ฟังได้

 

5.Advertising

ในโฆษณาที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้คนเข้าถึง จะไม่ดีกว่าหรอที่จะขายของตรงๆ ไปเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่ไม่ว่าจะในออนไลน์หรือออฟไลน์ ถ้าคุณขายของตรงเกินไป ทุกคนจะปิดประตูหนีคุณหมด

แต่ถ้าคุณใช้ Storytelling เข้ามาช่วย อาจจะซื้อเวลา 3-5 วินาทีแรกให้คุณได้ และจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ของคุณแล้ว ว่าดีจริงรึเปล่า

ตัวอย่างโฆษณาไทยที่ใช้ Storytelling ได้ชัด ได้แก่ “สบายดีหรือเปล่า? ของ Kbank” ที่เล่าเรื่องราวผ่านเพลง และ Insight ของคน , “ก่อกรรมทำเค็ม ของ Nautilus” ที่เอาปลาทองมาดึงความสนใจคน หรือ “400 จาก Unif”  ที่เล่าเรื่องของคนผ่านการกิน และเลข 400

 

ที่มา : Entrepreneur

 

 

ขอร้องล่ะ อย่าพูดประโยคเหล่านี้ตอน สัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์งาน เป็นอะไรที่หาความพอดียากเหมือนกัน เพราะถ้าคุณเตรียมตัวมากเกินไป คำตอบของคุณก็จะดู Fake เพราะคุณไปอ่านมาจากในอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้สมัครอีกสิบคนที่เหลือก็อ่านเหมือนกัน แต่ถ้าคุณไม่เตรียมตัวเลย คำตอบของคุณจะมีแต่น้ำ ไม่ได้ใจความ

แต่ประโยคเหล่านี้ เป็นประโยคที่ไม่ควรพูด เพราะมันสะท้อนถึงทัศนคติที่ไม่ดีของคุณหลายอย่าง และสำหรับการสัมภาษณ์งานที่ First Impression สำคัญมากๆ พูดประโยคเหล่านี้ออกไป อาจทำให้ทุกอย่างพังได้เลย

1.บริษัทนี้ทำอะไรบ้าง?

ก่อนมาสัมภาษณ์งาน คุณควรศึกษาบริษัทที่สมัครอย่างละเอียด บริษัทแม่ บริษัทในเครือ สินค้าและบริการทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจาก Google หรือ เว็บไซต์บริษัทเอง

ประโยคที่ควรพูด : ถามคำถามที่แสดงว่าคุณได้ทำการบ้านมาอย่างดี จากนั้นค่อยเปิดประเด็นจากคำถามนั้นต่อ เช่น ผม/ดิฉัน ได้อ่านเกี่ยวกับโครงการล่าสุดที่บริษัทได้ทำ ความท้าทายของงานชิ้นนั้นคืออะไร?  

2.กังวล

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนเราจะกังวลเวลาสัมภาษณ์งาน แม้แต่คนที่สัมภาษณ์คุณก็มีความกังวล เพราะการพูดคุยกับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย

ถ้าเจอคำถามว่า ตอนนี้รู้สึกอย่างไร? รู้สึกกังวลไหม? คุณไม่ควรตอบว่า ผม/ดิฉันรู้สึกกังวล เพราะการยอมรับว่าตัวเองกังวลไม่ทำให้คุณหายกังวล หายจิตตกได้ และอาจทำให้กังวลมากกว่าเดิมด้วย

ประโยคที่ควรพูด : ให้ใช้คำว่า “ตื่นเต้น” แทน

เพราะคำว่าตื่นเต้นเป็นประโคด้านบวก ตื่นเต้นที่จะได้ทำงานที่นี่ ตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นในอาชีพที่อยากทำ

3.อืม เอ่อ

เวลาเจอคำถามที่ยาก หรือคาดไม่ถึง ปากจะอ้าขึ้นทันที และเปล่งเสียงบางอย่างออกมาเช่น อา อืม เอ่อ …ซึ่งมันดูแย่ในสายตาคนสัมภาษณ์

ประโยคที่ควรพูด : “เป็นคำถามที่ดีครับ/ค่ะ”

ประโยคนี้เป็นประโยคคลาสสิค ที่ใช้ซื้อเวลาได้หลายวินาทีในการนึกคำตอบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นประโยคนี้ก็ได้ แต่ควรเป็นประโยคที่แสดงให้เห็นว่าคุณต้องใช้ความคิด และเวลาสักหน่อย ขออย่างเดียวอย่าเปล่งเสียงอะไรออกมา เพื่อแก้เขิน

 

4.เรื่องโกหก

คนส่วนใหญ่พูดเรื่องโกหกเพื่อให้ตัวเองดูดี หรือดูไม่แย่กว่าที่เป็น เช่นเดียวกับตอนสัมภาษณ์งาน การโกหกอาจทำให้คุณมีความสามารถเหนือผู้สมัครคนอื่นๆ แต่ถ้าการโกหกนั้นเป็นเรื่องซีเรียสจริงๆ เช่น เคยทำงานด้านนี้มาก่อนรึเปล่า? เคยใช้ซอฟต์แวร์อันนี้ไหม? คุณจะซวยภายหลังแน่นอน

ประโยคที่ควรพูด : ผมไม่คุ้นเคยกับโปรแกรม … ครับ แต่ผมมีประสบการณ์กับโปรแกรม … ซึ่งสามารถใช้จัดการข้อมูลได้ดีเช่นกันครับ

หากคุณไม่รู้เรื่องนั้นจริง ก็บอกไปตรงๆ แต่ให้หาตัวเลือกอื่นมาทดแทนด้วย ถ้าทำ Graphics คุณอาจไม่ชอบ Photoshop แต่เป็นเซียน Illustrator ก็ได้

5.กล่าวลอยๆ

ส่วนใหญ่เวลาเล่าข้อดีของตัวเอง ใครจะพูดอะไรก็ได้ และเชื่อเถอะว่าคนอื่นๆ ก็ใส่กันไม่ยั้ง ฉะนั้นแทนที่จะพูดว่า “ผลงานที่โดดเด่นของดิฉัน คือ สามารถเพิ่มยอด Pageviews และส่งผลให้มียอดคลิก Ads ในเว็บไซต์มากขึ้น”

ประโยคที่ควรพูด : ดิฉันพัฒนา User Experience ของเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ยอด Pageview เพิ่มขึ้น 50% และ รายได้จากการคลิก Ads

6.เกลียดงานที่ทำอยู่

เห็นได้ชัดว่าถ้าที่เก่าตอบโจทย์คุณทุกอย่าง คุณคงไม่หางานใหม่ แต่คุณไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นในที่เก่าทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องไม่ดี เรื่องส่วนตัว

ประโยคที่ควรพูด : ผมรักในงานที่ทำอยู่ และมันช่วยสอนผมทักษะหลายด้าน แต่ตอนนี้ผมอยากรู้เรียนรู้เพิ่มขึ้น และผมคิดว่าผมสามารถสร้างสรรค์งานที่ดี ให้บริษัทนี้ได้ครับ

ประเด็นคือให้พูดถึงด้านดีของงานเดิม และพูดถึงโอกาสในงานใหม่

 

7.หัวหน้าเก่าแย่มาก

ถึงแม้ว่าหัวหน้าของคุณอาจจะแย่จริงๆ และเป็นเหตุผลหลักให้คุณอยากหางานใหม่ แต่คนที่สัมภาษณ์คุณ ไม่รู้เรื่องพวกนั้น และไม่มีทางที่คุณจะทำให้เขาเชื่อได้ในเวลาสั้นๆ

ประโยคที่ควรพูด : ไม่ควรพูด ควรวิจารณ์อะไรเกี่ยวกับหัวหน้าคนก่อนเลย เพราะคนที่สัมภาษณ์คุณอาจเป็นว่าที่หัวหน้าของคุณก็ได้

8.ไม่รู้

“ผมไม่รู้ครับ ดิฉันไม่ทราบค่ะ” เป็นคำตอบที่ห้วน และไม่มีใครชอบฟัง

ประโยคที่ควรพูด : ดิฉันยังไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขค่ะ แต่ดิฉันสามารถหาได้จากวิธีการ ดังนี้ 1 2 3…

บางครั้งคนที่สัมภาษณ์คุณก็ถามคำถามยากๆ เพื่ออยากดูการรับมือของคุณในการแก้ปัญหา อยากเห็นกระบวนการความคิดของคุณ

9.จุดอ่อนที่ไม่ใช่จุดอ่อน

คำถามคลาสสิคที่ทุกคนต้องเจอ จุดอ่อน/ข้อเสียของคุณคืออะไร? ถ้าคุณตอบความจริง 100% คุณอาจหางานที่ไหนไม่ได้เลย จึงเป็นเหตุผลให้บางครั้ง คุณเลือกบอกข้อเสียที่มันมองได้สองด้าน เช่น ดิฉันเป็นคนพูดตรงๆ ค่ะ ผมชอบทำงานคนเดียว เป็นต้น

ประโยคที่ควรพูด : ข้อเสียที่แท้จริงของคุณ (บางส่วน) และวิธีการเอาชนะข้อเสียเหล่านั้น

การพูดข้อเสียที่แท้จริงของคุณ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนก็มีข้อเสีย แต่เมื่อรู้ข้อเสียแล้ว คุณจัดการกับมันได้ดีแค่ไหน?

 


10.คำหยาบ

แค่ “วะ เว้ย แม่ง” ก็ไม่สุภาพแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะสัมภาษณ์งานในอุตสาหกรรมที่สบายๆ ไม่ใช่พนักงานผูกไทด์ แต่ในการสัมภาษณ์งาน คุณควรพูดให้สุภาพที่สุด ถึงแม้คนที่สัมภาษณ์คุณจะเป็นกันเอง และพูดคำหยาบด้วยก็ตาม

11.เงินเดือนเท่าไหร่

หากมีคำถามว่า “มีคำถามอะไรรึเปล่า?” ห้ามถามว่า เงินเดือนเท่าไหร่คะ/ครับ คำถามนี้สามารถถามได้กับคนที่โทรมานัดสัมภาษณ์ หรือ ในตอนที่บริษัทตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานแล้วเท่านั้น

12.ไม่มีคำถาม

และการไม่ถามคำถามอะไรเลย แสดงถึงความไม่ใส่ใจ ไม่สนใจอยากรู้อะไรเลย

ประโยคที่ควรพูด : สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการทำงานในอุตสาหกรรมนี้คืออะไร?

การถามความคิดเห็น ประโยคปลายเปิดเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด เวลาต้องการคำถาม

13.เมื่อไหร่ถึงจะรู้ผล

การถามคำถามนี้ ไม่ต่างจากถามว่า “ตกลงจะซื้อไหม” ซึ่งเหมือนการบังคับ กดดันมากเกินไป และว่ากันตามตรง คุณเป็นคนไปของาน คุณต้องถ่อมตัวให้มากที่สุด

ประโยคที่ควรพูด ก่อนจากลา : ขอบคุณที่ให้เกียรติเรียกดิฉันมาสัมภาษณ์ค่ะ หรือ ขอบคุณที่สละเวลาค่ะ

 

ทั้ง 13 ข้อ อาจไม่ใช่สูตรตายตัวที่จะทำให้คุณสมหวัง แต่อย่างน้อยคุณน่าจะได้ไอเดียในการสัมภาษณ์งานอยู่บ้าง

ขอให้คุณโชคดี

ที่มา : Hubspot

รู้จัก Corpsumers ผู้บริโภคที่แคร์ Corporate พอๆ กับ Product

ผู้บริโภคมีหลายแบบ บางคนดูราคา บางคนดูคุณภาพของสินค้า และมีอีกหลายคน สนใจว่าบริษัทนี้ดูแลพนักงานอย่างไร ช่วยเหลือสังคมแบบไหน และสินค้าที่ผลิตออกมา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า?

ซึ่งผู้บริโภคแบบสุดท้าย หรือที่เรียกว่า Corpsumers ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ใหญ่กว่าที่แบรนด์คาดการณ์ไว้ด้วย ใหญ่กว่า Millennial ใหญ่กว่ากลุ่มแม่ ด้วยซ้ำ

คำจำกัดความของ Corpsumers คือ ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการกระทำ และชื่อเสียงของแบรนด์ มากพอๆ กับคุณภาพของสินค้า โดยรายงานล่าสุดจาก MWWPR ชี้ว่า 1 ใน 3 ของประชาชนชาวสหรัฐฯ (100 ล้านคน) อายุ 18-80 ปี เป็นผู้บริโภคกลุ่ม Corpsumers

 

ข้อมูลทั้ง 3 ชิ้นนี้ คือ เหตุผลว่าทำไม iPhone ที่คนด่ากันทั้งโลก สุดท้ายก็จะขายดีต่อไป อย่างที่มีคำพูดที่ว่า “It’s a boring iPhone but people will buy it”

และเมื่อไหร่ที่ แบรนด์คู่แข่งเริ่มทำ Branding การตลาด และพัฒนา Product ได้ไม่ต่างกันแล้ว ถึงเวลาที่ Corpsumers พร้อมเปลี่ยนแบรนด์

 

50% ของ Corpsumers แชร์ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ บ้านเมือง การเมือง ประเด็นทางสังคม หลายครั้งต่อสัปดาห์ เพราะฉะนั้นเรื่องสนุกๆ ของแบรนด์ดังๆ Corpsumers ก็ไม่พลาดอยู่แล้ว โดยจากตัวเลขจะเห็นได้ว่า ด้านบวกจะยังสูงกว่าด้านลบอยู่ แต่ถ้ามาสำรวจในไทย เรื่องดราม่าของแบรนด์ อาจได้เยอะสูงกว่าด้านบวกก็ได้

และ 75% ของ Corpsumers พร้อมจะบอกคนอื่นให้ สนับสนุน หรือ เลิกใช้ แบรนด์ที่พวกเขาชอบหรือเกลียดได้เลย เพราะฉะนั้นสำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ ถ้าแบรนด์ทำเรื่องที่ผิดพลาดเมื่อไหร่ ก็มักจะเป็นกลุ่มแรกที่แอนตี้ทันที ถึงแม้จะยังใช้สินค้าของแบรนด์นั้นก็ตาม 
 

สามอุตสาหกรรมนี้ เป็นอุตสาหกรรมที่ Sensitive กับผู้บริโภคมาก เพราะมันส่งผลโดยตรงกับชีวิต ยกตัวอย่าง เวลารถยนต์เกิดขัดข้อง หรือมีปัญหา แบรนด์ต้องรีบแก้ไข ยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

ส่วนอุตสาหกรรมที่รองลงมาได ้แก่ อาหาร, Devices เครื่องใช้ไฟฟ้า, ภัตตาคาร, เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ของเล่น, เสื้อผ้า และ แอลกอฮอล์

 

สุดท้ายแล้ว คำว่า ‘Corpsumers’ เป็นคำที่ถูกคิดค้นขึ้น เหมือน Millennial และ hipster เพื่ออธิบายผู้บริโภค ที่ให้ความสนใจเรื่อง Corporate เป็นพิเศษเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ Corpsumers ทุกคนจะซื้อสินค้าทุกอย่างจาก Corporate สินค้าบางหมวดอย่างเสื้อผ้า ก็ไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น

ฉะนั้นหากแบรนด์อยากเข้าใจ Corpsumers ในไทยมากขึ้น ควรเก็บข้อมูลของคนไทยไปใช้ด้วย

 

ที่มา : mww

 

โฆษณาทีวี ปุ๊ป เล่นมือถือปั๊ป… แล้วจะเข้าหาผู้บริโภคอย่างไร?

ในตอนที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟน คนดูโทรทัศน์จะถือรีโมท คอยเปลี่ยนช่องหนี ‘โฆษณาทีวี’ อยู่เรื่อยๆ

แต่ปัจจุบันคนที่ดูโทรทัศน์ ไม่ได้ทำแบบนั้นอีกต่อไป เพราะพวกเขาถือสมาร์ทโฟนเป็นอาวุธคู่กายแทน พักโฆษณา ก็เล่นมือถือสิ กลัวอะไร!!

 

วัยรุ่นเป็นคนนำเทรนด์

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า กลุ่มคนอายุน้อยไม่ได้มองว่าคอนเทนต์ในโทรทัศน์เป็นตัวเลือกแรกอีกต่อไป

พฤติกรรมนี้ปรากฏในหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการโหนรถไฟฟ้า การขับรถ (อันตราย ไม่ควรทำ) หรือแม้แต่ตอนปั่นจักรยานในยิม เราสามารถหาเรื่องหยิบสมาร์ทโฟนได้ทุกเมื่อ จนมีสถิติกล่าวว่า คนหยิบมือถือขึ้นมาเช็คถึง 50 ครั้งต่อวัน เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้มืออย่างการดูโทรทัศน์ก็ไม่รอดเช่นกัน

 

จุดแดงๆ เกิดจากการสวมแว่นที่มีกล้องคอยจับว่าสายตาคนดูอยู่ตรงไหน

วัดจากจำนวนการมอง และข้อมูลการใช้ Facebook

Facebook ได้ทำการศึกษาด้วยวิธี Eye-Tracking ของผู้ชมโทรทัศน์ในสหรัฐฯ พบว่า 94% ของคนที่ดูโทรทัศน์ถือสมาร์ทโฟนไว้ในมือตอนที่ดูโทรทัศน์ นอกจากนั้นตาของผู้ชมอยู่ที่จอโทรทัศน์เพียง 53% เท่านั้น ส่วน 47% ที่เหลือก็ไปอยู่ที่การทำงานบ้าน การเล่นสมาร์ทโฟน

เมื่อเจาะลงไปอีก จะพบว่าในช่วงเบรกแรก ยอดการเปลี่ยนจอจะยังไม่สูงมาก แต่พอเข้าสู่เบรกที่ 3 เท่านั้นผู้ชมก็จะเสียสมาธิ และเล่นสมาร์ทโฟนสูงที่สุด จนไปถึงเบรกที่ 4 เบรกที่ 5

*ในช่วงที่มีรายการทีวีดังๆ พอถึงช่วงพักโฆษณา มียอดคนเข้า Facebook เพิ่มถึง 3 เท่าทันที

*เหตุผลหลักที่คนเล่นสมาร์ทโฟนระหว่างดูทีวี คือ ไม่อยากพลาดการเชื่อมต่อ และ แก้เซ็งตอนมีโฆษณา (หรือตอนรายการทีวีไม่สนุก)

 

นักการตลาด ควรทำอย่างไร ?

1.เข้าหาผู้บริโภคในที่ที่พวกเขาอยู่

ถ้าโฆษณาบนโทรทัศน์อย่างเดียวไม่ได้ผล ลองโฆษณาควบคู่ระหว่างโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียควบคู่กัน เป็นหนทางที่ Facebook แนะนำ และ ยังมีการโฆษณาแบบ Tie-In มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพูดในรายการ ถ่ายฉากใช้สินค้า หรือเห็นสินค้าผ่านๆ

วิธีการที่ Perfect คงไม่มีใครบอกคุณได้นอกจากลองทำเอง คุณอาจเลือกยิงโฆษณาในโซเชียลมีเดียให้ผู้บริโภคผ่านตาก่อน แล้วค่อยไปเจอในละครอีกทีหนึ่ง หรือ เจอในโฆษณาทีวีก่อน พอจบรายการก็อาจจะเจอในโซเชียลมีเดียก็เป็นได้

2.สร้าง โฆษณาโทรทัศน์ที่มี เสียง จดจำง่าย

ในเมื่อผู้บริโภคละสายตาไปแล้ว สิ่งเดียวที่จะเข้าถึงพวกเขาได้ก็คือ เสียง

ฉะนั้น เสียง จึงเป็นวิธีที่ควรลงทุนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบฉาก เสียงคนพูดในโฆษณา เป็นต้น แต่ก็อย่าให้โดดเด่นจนน่ารำคาญก็แล้วกัน ลองดูตัวอย่างตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อก็ได้

 

ที่มา : Facebook IQ