All posts by Wanut

8 ต้นทุนล่องหน ธุรกิจเจ๊งมานักต่อนัก

ปัจจุบันการเป็นนายตัวเอง หรือ Self Employed นั้นทำได้หลายรูปแบบ 1.ฟรีแลนซ์ 2.ขายของออนไลน์แบบง่ายๆ หรือ 3.การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทุกเพศ ทุกวัย ต้องเคยคิดในหัวบ้าง ว่าฉันอยากเปิดร้านนู้น ฉันอยากทำธุรกิจนี้

แต่ไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือ Startup สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเจอคือ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเชื่อเถอะว่าผู้ประกอบการทุกคนก็ต้องคำนวณต้นทุนมาดีแล้ว แต่ถึงเวลาบวกลบ กำไร ขาดทุน จริงๆ … อ้าววว ขาดทุนซะยังงั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำลังวางแผนเพื่อทำธุรกิจจริงๆ (เสียภาษี) มาทำความรู้จัก กับต้นทุนล่องหนที่พร้อมจะออกมาหลอกหลอนเจ้าของธุรกิจได้ทุกเมื่อ

 

– – – 1.กู้เงินในอัตราที่สูง – – – 

ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้นที่เจอปัญหานี้ สตาร์ทอัพบางราย ไม่สามารถรอการระดมทุนได้ จึงต้องกู้เงินเพื่อมาแก้สภาพคล่องก่อน

และ ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทอย่างถูกต้อง (มีระบบภาษีและการทำบัญชีที่ถูกต้อง) หรือไม่มีเครดิต เงินกู้ที่คุณได้ไปจะแพงกว่ามาก และวงจรอุบาทว์ก็จะเริ่มขึ้น

เมื่อเครดิตไม่ดี ดอกเบี้ยก็สูง ค่าใช้จ่ายก็เยอะตาม และถ้าการกู้เงินนั้นไม่ได้เอามาใช้กับเรื่องที่ต้องใช้ ธุรกิจก็ไม่สามารถทำกำไร และใช้หนี้ได้

– – – 2.ผลตอบแทนพนักงาน – – – 

การคำนวณเงินเดือนนั้น ไม่ใช่แค่ว่า เอาเงินเดือนไปคูณ 12 เดือนแล้วจบ เพราะยังมีภาษี สวัสดิการ และผลตอบแทนด้านอื่นๆ ที่คุณนึกไม่ถึง

จากงานวิจัยของ Joseph G. Hadzima Jr. of the MIT Sloan School of Management ต้นทุนเงินเดือนของพนักงานหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 1.25 ถึง 1.4 เท่า ของที่บริษัทต้องจ่าย ซึ่งส่วนที่เพิ่มมานั้นมาจาก ภาษี ผลตอบแทนชดเชย ค่าประกัน วันหยุด วันลา รวมไปถึง โบนัส

ถ้าคุณมีพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท 3 คน ต้นทุนหนึ่งปีคำนวณได้ 20,000 x 3 x 12 = 720,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงๆ มันมากกว่านั้น 1.2 เท่า จะเท่ากับ 864,000 บาท ซึ่งมากกว่าที่คุณคำนวณตอนแรกถึง 142,000 บาทเลยทีเดียว

– – – 3.ของหาย (Shrinkage) – – – 

สำหรับธุรกิจที่เป็นขายของเป็นชิ้น จะมีความเสี่ยงที่ของจะหายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การขโมย การฉ้อโกงของพนักงาน หรือเอกสารผิดพลาด ในสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ว่ามีของหายแล้วจับมือใครดมไม่ได้ถึง 6% หรือคิดเป็น 45,000 ล้านเหรียญในสหรัฐฯ ทุกๆ ปี

สำหรับผู้ประกอบการ มีมาตรการที่สามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้ หลากหลายแบบ วิธีง่ายๆ ก็ติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่วิธีที่ถูกต้องคือสร้างระบบตรวจสอบสินค้า และปิดช่องโหว่ที่จะทำให้ของหาย

 

– – – 4.ประกัน – – – 

ในตอนเริ่มต้น คุณอาจจะไม่ต้องการประกันนั่นนี่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้น มูลค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น ประกันก็จะยิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันธุรกิจ ประกันหนี้สิน ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันทรัพย์สิน เรียกได้ว่าอะไรที่คิดเป็นเงินได้ ก็มีประกันทั้งนั้น

– – – 5.ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย – – – 

เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ในไทยอาจยอมความกันง่ายๆ แต่ในประเทศอย่างสหรัฐฯ พวกเขาสู้เต็มที่เพื่อสิทธิ์ของพวกเขา บางครั้งธุรกิจเล็กๆ ต้องเจอกับทนายหัวหมอ ทนายเหล่านี้รู้ว่าบริษัทเล็กๆ ไม่มีกำลังทรัพย์ในการต่อสู้คดี ฉะนั้นการยอมความ การไกล่เกลี่ย เป็นทางออกที่ดีที่สุด และถึงแม้จะยอมความกันได้ แต่ธุรกิจของคุณจะเสียต้นทุนค่าพรีเมียมของประกันมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้มันอาจจะแค่ 1,000 เหรียญ แต่สำหรับธุรกิจที่กำลังจะ Kick Off เงิน เวลา และพลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ

– – – 6.ภาษี – – – 

ตอนเป็นพนักงาน คุณแค่รับเงินเดือน และจ่ายภาษีเงินได้ ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจจริงๆ ฉะนั้นหากในทีมไม่มีใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็จำเป็นต้องมีการซื้อบริการด้านบัญชี และภาษีเพิ่มขึ้นตามมา

ยิ่งธุรกิจเติบโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีคือการลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง

 

– – – 7.ค่าธรรมเนียม และใบอนุญาต – – – 

ในการทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายมีเรื่องที่ต้องปวดหัวมาก และแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม ถ้าเป็น FinTech Startup ก็ต้องไปคุยกับแบงก์ชาติ ถ้าเป็นเรื่องอาหารและยา ก็ไปหาอย. ถ้ามีแรงงานต่างด้าว ก็ต้องไปกระทรวงแรงงาน เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ใช้ทั้งเงินและเวลา

ยกตัวอย่างในไทย หากคุณเป็นคนมีร้านอาหารอยู่แล้ว และเห็นต่างประเทศทำคราฟต์เบียร์กัน เลยทำบ้าง คุณต้องทำให้ได้แสนลิตรต่อปี ห้ามบรรจุขวด มิฉะนั้นโดนโทษปรับ 5,000 บาท หรือจำคุกหนึ่งปี เป็นต้น

ในยุคที่ Disrupt Business เกิดขึ้นมากมาย คงจะเท่ไม่น้อยที่ได้เป็นคนทำลายกรอบเดิมๆ แต่ถ้ากรอบนั้นมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ คนที่ถูก Disrupt อาจจะเป็นคุณก็ได้

– – – 8.ค่าอุปกรณ์สำนักงาน – – – 

สำหรับบริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายทำงบ เบิกของอยู่แล้ว แต่สำหรับธุรกิจเล็กๆ อาจเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะผู้ประกอบการมองว่ามันนิดๆ หน่อยๆ

แต่ถ้าลองคิดเล่นๆ  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ เครื่องเขียน ทิชชู่ น้ำดื่ม ซึ่งรวมๆ แล้วก็อาจเป็นหลักพัน หลักหมื่นได้เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าประมาทเด็ดขาด

ไม่ว่าคุณกำลังวางแผนทำธุรกิจ พึ่งเริ่มต้น หรือกำลังเติบโต คุณต้องคำนึงถึงต้นทุนล่องหนเหล่านี้ให้ดี เพราะมีคำกล่าวที่ว่า It’s take money to make money.

 

ที่มา : Entrepreneur

 

 

 

จาก Brand Heritage กว่า 50 ปี สู่รถยนต์ MINI 5-Door Hatch และ 3-Door Hatch

เรื่องราวของ มินิ ต้องย้อนกลับไปในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1920 เศรษฐกิจในอังกฤษย่ำแย่ ผู้คนไม่สามารถซื้อรถขนาดใหญ่ ที่มีราคาแพงได้ Austin และ Morris สองบริษัทรถยนต์จึงรวมตัวกันตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า British Motor Corporation (BMC) เพื่อสร้างรถที่ตอบโจทย์ผู้คน

โดยรถยนต์ Austin Seven และ Morris Minor จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองคนในยุคนั้น ที่ต้องการรถที่ขนาดไม่ใหญ่ และราคาไม่แพง ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

 

แต่ Alec Issigonis หนึ่งในทีมวิศวกรของ Morris Minor ไม่หยุดแค่นั้น เขาและทีมวิศวกรคิดค้นวิธีการวางเครื่องยนต์แนวขวาง ซึ่งช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขึ้น และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย รถมินิคันแรกจึงถือกำเนิดขึ้น ในปี 1959 โดยใช้ชื่อว่า Austin Seven 850 Deluxe หรือที่เรียกกันติดปากว่า Austin Mini

 

ในปีนั้นเอง BMC ผลิต Austin Mini ได้ 20,000 คัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด เพราะด้วยราคาไม่ถึง 790 ดอลลาร์สหรัฐ Austin Mini จึงชนะทั้งด้านสมรรถนะ การดีไซน์ และราคา … ภายในปี 1962 รถมินิก็ถูกผลิตออกไปถึง 200,000 คัน

 

 

ในยุคปี 1960 BMC ได้ส่งรถมินิเข้าแข่งขันแรลลี่ เพราะการแข่งขันมีสปอนเซอร์ มีโฆษณามากมาย ถึงแม้ว่ารถมินิจะทำได้ดีในการเข้าโค้งและเกาะถนน แต่เมื่อเทียบรถแข่งอื่นๆ เครื่องยนต์ของมินิยังสู้ไม่ไหว และจากตรงนั้นเอง โชคชะตาของ MINI และ Cooper ก็มาบรรจบกัน

John Cooper ซึ่งเป็นเพื่อนของ Alec Issigonis มองเห็นโอกาสในรถมินิ จึงโน้มน้าวให้ BMC จ้างเขาในการทำรถมินิ เพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้น ซึ่ง BMC ก็ตอบตกลง เพราะ John Cooper เป็นคนที่มีฝีมือ และทีมของ John Cooper ก็เคยชนะการแข่งขัน ‘World Driving Championship’

โดยในปี 1964 ผลงานของ John Cooper ก็ปรากฏสู่สาธารณะ ในชื่อรุ่นว่า MINI Cooper S ใช้เครื่องยนต์ 70 แรงม้า ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า ด้วยความเชี่ยวชาญในการแข่งรถของ John Cooper และการออกแบบของ Alec Issigonis รถยนต์ MINI Cooper S สามารถคว้าชัยชนะในรายการ Monte Carlo ปี 1964 ไปครอง รวมไปถึงปี 1965 และ ปี 1967 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการรถแข่ง และชื่อของ MINI ก็โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่นั้นมา

 

ไปดูวิวัฒนาการของ MINI ตั้งแต่ ปี 1959 กัน

 

หากคุณไล่ดูรถมินิทุกรุ่น คุณจะสังเกตเห็น สัญลักษณ์ของมินิที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ากลม หลังคากับหน้าต่างที่ขนานกันเป็นแนวตรงยาว และรายละเอียดอีกยิบย่อยที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และในปี 2017 นี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้พบกับ..

รถยนต์ที่จะปลุกความสนุกในการขับขี่ของคุณอีกครั้ง

MINI 5-Door Hatch และ MINI 3-Door Hatch

 

การออกแบบ

1.เรียบ หรู และคงความเป็น มินิ : ถึงแม้ว่า มินิ จะเปลี่ยนผู้ผลิตมาตั้งแต่ BMC เป็น Rover Group และปัจจุบันเป็น BMW แต่การออกแบบของรถมินิ ยังคงอยู่เหนือการเวลา

2.Toggle Switch สไตล์รถแข่ง : การเดินทางจะดีหรือไม่ เริ่มนับตั้งแต่ตอนสตาร์ทรถ ด้วย Toggle Switch สไตล์รถแข่ง การขับรถมินิคันนี้เที่ยวในเมือง ก็ให้อารมณ์เหมือนขับรถแข่งในสนาม

 

3.ภายในสไตล์ Glow-Kart สวยล้ำด้วยไฟ LED เลือกเฉดสีได้ : การตกแต่งด้วยไฟ LED เป็นการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยในยุคปัจจุบัน กับ ดีไซน์แบบ Classic British

 

ความปลอดภัย

1.Advanced Braking : เทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณควบคุมรถได้สมบูรณ์แบบ เบรก Anti-Lock รุ่นล่าสุดช่วยให้หยุดรถได้รวดเร็วในพื้นผิวที่ลื่น ,Electronic Breakforce Distribution (EBD) กระจายแรงเบรกในทุกล้อ และ  Corner Braking Control (CBC) ช่วยให้เลี้ยวรถในโค้งแคบๆ ได้เนียนยิ่งขึ้น

 

2.Runflat Tyres : เมื่อยางแตก รถของคุณจะไม่เกิดอาการเสียหลัก และพลิกคว่ำ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ล้อรถสามารถขับต่อไปได้แม้ยางแบน ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

3.Split-Second Airbags : เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัยจะพุ่งออกมากางเป็นเกราะล้อมรอบผู้โดยสาร

 


แผงควบคุม Mini Centre Instrument

คือศูนย์รวบรวมเทคโนโลยี และบริการออนไลน์ต่างๆ ไว้ด้วยกัน อย่างเช่น MINI Connected ที่เชื่อมมือถือกับรถไว้ด้วยกัน ทำให้จัดการทั้งโทรศัพท์ วิทยุ หรือแผนที่ ได้อย่างง่ายดาย

 

หากคุณกำลังมองหารถ ที่ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่จะเติมเต็มความรู้สนุกในการขับขี่ของคุณ MINI 3-Door Hatch และ MINI 5-Door Hatch คือรถยนต์ที่คุณกำลังมองหา

 

สัมผัสเรื่องราวของ MINI ได้ทาง Website และ Facebook

 

Startup จะโตเร็วขึ้น ถ้าใช้บริการ Startup ด้วยกัน

ปัจจุบัน 60% ของสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ จากการใช้ทรัพยากรและเครื่องมือ ที่สนับสนุนสตาร์ทอัพ เช่น Amazon Web Services, Google Analytics, Github, Trello, Hubspot, Slack หรือ Stripe

Stripe ที่เป็นผู้ให้บริการ Online Payments และ Tools ต่างๆ ทำการศึกษาจาก 235 สตาร์ทอัพที่ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital โดย 70% ของสตาร์ทอัพ อยู่ในช่วง Early Stage และเกือบครึ่งหนึ่งจากจำนวนนี้ มีพนักงานห้าคนหรือน้อยกว่านั้น

มาดูกันว่า สตาร์ทอัพสิงคโปร์ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ อย่างไรบ้าง

 

ถูก และ ง่าย ยิ่งกว่าทุกครั้ง ในการเริ่มธุรกิจ

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีถูกและง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะทรัพยากรเหล่านี้ช่วยให้พวกเขา ไปตลาดสากลได้เร็วยิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ 64% บอกว่าถ้าย้อนกลับไป 5 ปี ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่พร้อมขนาดนี้ สตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีอย่างพวกเขาเริ่มไม่ได้แน่

 

ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง

ในการทำธุรกิจไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ และยิ่งเป็นสตาร์ทอัพ อย่างน้อยก็ต้องมี ระบบชำระเงิน ระบบคุยกับลูกค้า ระบบคุยงานในบริษัท เว็บไซต์ที่สร้างและปรับแต่งได้รวดเร็ว

ฉะนั้นสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการของสตาร์ทอัพเจ้าอื่นมากกว่าทำขึ้นมาเอง เพราะมีราคาที่รับได้ (ใช้น้อยจ่ายน้อย) และบริการเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ

73% ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน
63% ช่วยให้ทีมทำงานระยะไกลได้ดียิ่งขึ้น
55% ลดต้นทุนโดยรวม
48% พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้น

 

ปัจจัยในการเลือกบริการมาใช้

78% ราคารับได้
72% ความสะดวกในการนำมาใช้
57% ความน่าเชื่อถือ
47% การเพิ่มขนาดการใช้งาน
46% การทำงานร่วมกัน ระหว่างเทคโนโลยี

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพ คือ เรื่องราคา เพราะสตาร์ทอัพต้องทำตัวให้ LEAN เข้าไว้ แต่ด้วยบริการจากสตาร์ทอัพด้วยกันเอง ราคาจึงถูกลงมาก เพราะคิดราคาตามที่ใช้งาน และบางทีอาจมีการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันอีกด้วย

นอกจากนั้นเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพทำให้ใช้ง่ายที่สุด ฉะนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้จะรองรับทุกอุปกรณ์ รองรับทุก OS และสามารถดัดแปลงเพื่อเข้ากับความต้องการของแต่ลัสตาร์ทอัพอีกด้วย

 

“การเสียบปลั๊กกับ เทคโนโลยีบนคลาวด์ ช่วยให้สตาร์ทอัพทำงานได้ง่ายขึ้น พวกเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ งานไหนที่สามารถ Outsource แล้วดีกว่า ถูกกว่า ก็ควรทำ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการพัฒนาธุรกิจตัวเอง ด้วยเหตุนี้สตาร์ทอัพหลายรายจึงสามารถทำธุรกิจในต่างประเทศได้ตั้งแต่วันแรก” Piruze Sabuncu, head of Stripe for Southeast Asia and Hong Kong

“การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยไม่ให้สตาร์ทอัพเสียเวลาไปกับปัญหาที่มีคนแก้ได้แล้ว”

 

ยกตัวอย่างการนำสตาร์ทอัพมาใช้

หากคุณทำเว็บไซต์ไม่เป็น โลโก้ยังไม่มี คุณสามารถไปหาที่ เว็บไซต์ฟรีแลนซ์ได้ เช่น Fastwork หรือ FreelanceBay

หากคุณต้องการหาโค้ด หรือโปรแกรมเมอร์ สามารถไปหาได้ที่ GitHub

หากต้องการคนส่งของ มี LINE

หากต้องการระบบจัดการบัญชี มี FlowAccount

หรือ ระบบอื่นๆ อย่าง ระบบภาษี ระบบ Chatbot ระบบส่งของ ระบบสต็อกสินค้า แทบทุกอย่างมีสตาร์ทอัพรองรับทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจขนาดเล็ก หากคุณเลือกเทคโนโลยีไปใช้ให้ถูกต้อง ธุรกิจสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างมูลค่าในสิ่งที่จำเป็นอย่าง การหาลูกค้า หรือ R&D ได้

 

ที่มา : Tech in Asia

พฤติกรรมการปรุงอาหารคนไทย เน้นเร็ว ไม่เน้นสุขภาพ

การทำอาหารทานเองนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ปริมาณ วัตถุดิบ และรสชาติที่เลือกเองได้.. แต่ชีวิตในเมืองที่ต้องตื่นแต่เช้า ฝ่ารถติดไปทำงาน หรือ กลับจากที่ทำงานด้วยร่างกายที่อ่อนล้า การทานอาหารนอกบ้าน หรือ ซื้ออาหารมาทานที่บ้าน เป็นทางเลือกที่สบายและเหนื่อยน้อยที่สุด

แต่ในปัจจุบัน มีสินค้าประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ช่วยลดความยุ่งยากของการทำอาหาร นั่นก็คือ เครื่องปรุงสำเร็จรูป ที่แค่ฉีกซองเทลงกระทะ หรือหม้อ ก็เรียบร้อย

เครื่องปรุงสำเร็จรูป จึงเป็นเซ็กเมนต์หนึ่งที่น่าสนใจ จะมีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ไปชิมกัน

 


SCB EIC ได้แบ่งเครื่องปรุงออกเป็น 4 ประเภท ตามวิธีการใช้งาน ได้แก่

1.เครื่องปรุงพื้นฐาน : เครื่องปรุงที่ใช้ตอนทำกับข้าวเป็นหลัก เช่น น้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊ว เกลือ พริกไทย พริกป่น หรือ ซอส น้ำมันหอย

2.เครื่องปรุงสำเร็จรูป : เครื่องปรุงที่ใช้แล้ว กลมกล่อม พร้อมทานได้เลย เช่น ซุปก้อน ซุปผง หรือผงปรุงสำเร็จรูป

3.เครื่องปรุงอื่นๆ : ใช้ในการประกอบอาหาร แต่ไม่บ่อยนัก เช่น น้ำมะเขือเทศเข้มข้น หรือ ของหมักดองเปรี้ยวอื่นๆ

4.เครื่องปรุงเสริมบนโต๊ะ : ส่วนใหญ่มักใช้ไว้จิ้ม ไว้ราดต่างหาก เช่น ซอสพริก น้ำสลัด น้ำจิ้มไก่ หรือ มัสตาร์ด

*เป็นการแบ่งให้เกิดความเข้าใจง่ายๆ เครื่องปรุงบางอย่างอยู่ได้หลายประเภท เช่น น้ำปลา น้ำตาล ซอสพริก

 

สิ่งที่น่าสนใจของกราฟนี้คือ  สัดส่วนกราฟสีเหลืองเพิ่มขึ้น (เครื่องปรุงสำเร็จรูป) และ สัดส่วนกราฟสีม่วงลดลง (เครื่องปรุงพื้นฐาน) ซึ่งมูลค่าตลาดเครื่องปรุงนั้นโตขึ้นทุกปี ปีละ 5.5% แต่เครื่องปรุงสำเร็จรูปโตปีละ 8.1% ในขณะที่เครื่องปรุงพื้นฐานโต 4.8% หมายความว่ามูลค่าตลาดเครื่องปรุงพื้นฐานยังโตอยู่ แต่โตในอัตราที่ลดลง ในขณะที่เครื่องปรุงสำเร็จรูป ค่อยๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดเทรนด์นี้ คือ พฤติกรรมคนเมืองที่เปลี่ยนไป ครอบครัวเล็กลง ทำให้ซื้อของน้อยลง และไม่มีเวลาในการทำอาหารเอง ฉะนั้นการซื้อเครื่องปรุงสำเร็จรูปในราคาซองละ 20-30 บาท อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะไม่ต้องเก็บของในตู้เย็น ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบ

 

แต่…โลกความจริงไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ พบว่าตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา คนไทยกลับมาเป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของคน เช่น การทานอาหาร การนอน การออกกำลังกาย

โดย 3 โรคที่คนไทยเป็นเยอะสุด ในปี 2015 ได้แก่

1.โรคความดันโลหิตสูง 2,042 คนต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มขึ้น 93% จากปี 2011

2.โรคเบาหวาน 1,325 คนต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2011

3.โรคไตวาย 1,068 คนต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2013

จะเห็นได้ว่า สาเหตุของโรคเหล่านี้เกิดจากการตามใจปากล้วนๆ และถึงโรคเหล่านี้จะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ก็เสียสุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก

ฉะนั้น EIC จึงมองว่าในช่วง ตลาดเครื่องปรุงสำเร็จรูปกำลังโต หากแบรนด์ไหนสามารถสร้างจุดขายในเรื่องสุขภาพได้ จะสามารถก้าวเหนือคู่แข่งได้เป็นอย่างดี เพราะในตลาดตอนนี้ ทุกแบรนด์โฟกัสไปที่รสชาติเป็นหลัก

 

 

ผู้เล่นในตลาดเครื่องปรุงสำเร็จรูป

ปัจจุบันผู้เล่นในตลาดนี้มีเยอะมาก แต่ที่ดังๆ และเห็นตามโทรทัศน์บ่อยๆ ก็มีแบรนด์เหล่านี้ ซึ่ง Lobo และ RoiThai ดูจะมีตัวเลือกเยอะที่สุด ในขณะที่ คนอร์ กับรสดี อาศัยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำตลาดนี้ควบคู่ไป

และอย่างที่กล่าวไปแล้ว เรื่องสุขภาพกับเครื่องปรุงสำเร็จรูป ยังไม่ได้มีถึงมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ความเชื่อที่ว่าอาหารคลีนคืออาหารที่ปรุงน้อยที่สุด แต่ถ้าแบรนด์เหล่านี้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ เราน่าจะได้เห็นสัดส่วนตลาดที่เปลี่ยนมากยิ่งขึ้น

 

ที่มา : SCB EIC

 

 

 

 

 

เมื่อ Playlists ไม่ใช่แค่ที่รวมเพลง แต่เป็น Taste ของคนฟัง

ในยุคเทป หากอยากเก็บเพลงที่ชอบไว้ คุณต้องเอาเทปเปล่ามารออัดในตามวิทยุ แล้วก็อาจได้ยินเสียง DJ ติดมาด้วย หรือคุณอาจจะต้องหาวิทยุที่มีช่องใส่เทป 2 อัน แล้วก็ทำการอัดจากเทปโดยตรง จึงเกิดเป็น MixTape รวมเพลงฮิตขึ้นมา เวลาอยากอวดใครก็เอาเทปนี้ไปเปิดให้ฟัง หรือ ส่งเทปให้บอกรักแทนใจกัน >///<

Playlist ที่ปรากฏในหนัง 500 Days of Summer และ Guardians of Galaxy

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุค CD, iPod หรือ ฟังจาก USB.. Playlist ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการฟังเพลงเรื่อยมา

 

   

Playlist ใน Music Streaming

เช่นเดียวกับยุคปัจจุบัน ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาฟัง Music Streaming มากกว่าเอาเพลงลงเครื่อง หรือซื้อถาวร ข้อมูลจาก Nielsen Music พบว่า ในปี 2017 มีการแชร์ Playlists ให้คนอื่นฟัง 32% เพิ่มขึ้น 8% ในปี 2016 แสดงให้เห็นว่า Playlists เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และถ้าคุณเดินผ่าน เห็นคนใส่หูฟัง 1 ใน 2 คนนั้น มี Playlists เป็นของตัวเอง

และถ้าไปดูผู้ใช้ Music Streaming จะพบว่า 74% ฟังจาก Playlists ไม่ว่าจะเป็น Playlists ที่แพล็ตฟอร์มทำเอง แบรนด์จ่ายสปอนเซอร์ ของคนอื่น หรือ ของตัวเอง

 


เพลงใหม่ หาจากที่ไหน?

สาเหตุที่วิทยุยังอยู่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนยังอยากรู้จักเพลง หรือเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ในขณะที่โซเชียลมีเดียยังเป็นรองเพราะ คอนเทนต์มีหลากหลายเกินไป

เสน่ห์ของวิทยุ

เมื่อมีการไปสอบถามผู้ที่ฟัง Music Streaming พบว่า 72% ก็ยังฟังวิทยุดั้งเดิมอยู่ เพราะปัจจุบันวิทยุสามารถฟังในสมาร์ทโฟนได้ง่ายมาก มีทั้งเว็บฟังออนไลน์ หรือแอปฯ และสิ่งที่วิทยุุยังไม่เสื่อมคลายก็คือ การพูดคุยของ DJ ที่ทำให้รู้สึกว่าสนุกขึ้นกับการฟังเพลง

 


ฟังเพลงที่ไหน?

บ้าน และ รถ ยังเป็นสถานที่หลักในการฟังเพลง เพราะนี่คือเวลาที่คนเรามีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ในขณะที่ทำงานนั้นไม่สะดวกเท่าไหร่ และโดยเฉลี่ยคอเพลง 1 คน มักจะมีอุปกรณ์ 3-4 ชิ้นไว้ฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท้บเล็ต คอมพิวเตอร์ วิทยุในรถ หรือ ลำโพงอัจฉริยะ เป็นต้น

 


Social และ Streaming มีส่วนที่ทับซ้อนกัน
พฤติกรรมของคนฟังเพลงนั้นค่อนข้างหลากหลาย บางคนฟังในวิทยุ แล้วไปต่อใน Streaming หรือในทางกลับกันก็ได้

แต่โซเชียลมีเดีย ก็ยังคงเป็นแพล็ตฟอร์มสำหรับข้อมูลข่าวสารสำคัญที่ให้แฟนๆ ได้ติดตามได้อย่างง่าย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม แอปฯ อย่าง JOOX และ Spotify จึงต้องมีคอนเทนต์ของศิลปิน และเบื้องหลังไว้ เพื่องดึงคนให้อยู่บนแพล็ตฟอร์มให้นานที่สุด

 

ต้องยอมรับว่า Music Streaming ก็ยังเป็นได้แค่แอปฯ ฟังเพลง ในขณะที่โซเชียลมีเดียก็มีคอนเทนต์อื่นๆ รองรับ แต่สิ่งที่ Music Streaming มีก็คือ Playlist ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกรสนิยมของคนฟัง ส่วนวิทยุก็มี DJ ถ้าวันหนึ่ง Music Streaming ดึง DJ ที่มีความสามารถมาจัดรายการสดได้ ก็อาจจะดึงคนจากโซเชียลมีเดีย หรือ วิทยุดั้งเดิมได้

 

ที่มา : Nielsen
สำรวจกลุ่มคนอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 3,000 คน

Burger King เปลี่ยนภาพยนตร์ ‘IT’ ให้แซว McDonald’s

หลายคนคงเห็นภาพตัวตลกผี จากภาพยนตร์ IT ผ่านโลกออนไลน์กันมาบ้าง โดยจุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือ ตัวตลก Pennywise ที่เป็นผีหรือปีศาจ ซึ่งต่างจากเรื่องอื่นๆ

แต่สำหรับทีมการตลาดของ Burger King พวกเขาไม่ได้เห็นแค่หนังเพียงอย่างเดียว พวกเขาเห็น ตัวตลกเป็นสัญลักษณ์ของ McDonald’s อีกด้วย.. โอกาสมาถึงแล้ว

ในตอนที่ภาพยนตร์จบปุ๊ป จะมีข้อความขึ้นมาทันที “เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจตัวตลก” จากนั้นโลโก้ของ Burger King ก็ขึ้นมาข้างๆ สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมในรอบปฐมทัศน์อย่างดี

 

https://youtu.be/xx_kf-mCKYo

 

ความเจ๋งของแคมเปญนี้ คือ

1.ตัวตลกในเรื่อง IT กับตัวตลก McDonald’s คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ

2.นอกจากตัวตลกที่เชื่อมโยงกันแล้ว ชื่อภาพยนตร์ IT ดันไปคล้องกับคำว่า Lovin IT ของ McDonald’s … Burger King จึงเอามาเล่นต่อได้เลยว่า Burger King ก็ Love IT เหมือนกันน้าา

นี่ถือเป็น Ad ชิ้นประวัติศาสตร์ของวงการโฆษณาก็ว่าได้ เพราะ ไม่เคยมีแบรนด์ไหนเอาโฆษณามาไว้ตอนจบ แล้วทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัวขนาดนี้

และ สำหรับ Burger King นี่คือโฆษณาที่มีความยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที เลยทีเดียว !!!

 

หมดยุค ตัดต่อ ผู้บริโภคต้องการ ของจริง

การ ตัดต่อ หรือ Photoshop นั้น เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะวงการภาพยนตร์ ละคร โฆษณา หรือผลงานอะไรก็ได้ที่ต้องปรากฏภาพในที่สาธารณะ การตัดต่อเข้ามามีบทบาททั้งสิ้น และยิ่งในยุคที่สมาร์ทโฟนรุ่งเรือง การตัดต่อสามารถทำได้เพียงไม่กี่วินาที ผ่านแอปพลิชันแต่งรูปทั้งหลายแหล่

ซึ่งปกติการเลือกนายแบบ/นางแบบ แบรนด์ก็จะเลือกคนที่หน้าตาดีกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และเมื่อผ่าน การตัดต่อ การลบริ้วรอย ลบความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานที่ออกมาก็คือ สิ่งที่ไม่ใช่ความจริง

ล่าสุด ในวงการโฆษณาของฝรั่งเศส มีกฎหมายบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ว่า “ภาพที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ถ้ามีการนำภาพไปปรับเปลี่ยนด้วยเครื่องมือดิจิทัล ต้องมีการเขียน ‘Photography Retouch’ กำกับไว้ด้วย ถ้าไม่ทำจะถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 30% ของงบประมาณโฆษณา หรือ ขั้นต่ำ 45,000 เหรียญ”

 

ความเห็นของ Agency ชั้นนำ

Melanic Pennec, Art Director กล่าวว่า “งานของเราจะไม่เปลี่ยนอะไร เพราะคนต้องการ Insight คนต้องการความจริง ไม่ใช่แฟนตาซี เวลาฉันใช้ Photoshop ฉันใช้เพื่อความสมจริงมากขึ้น”

Stephen Soussan , Creative Director ของ Sid Lee กล่าวว่า “กฎใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ผมว่าแบรนด์หรูหราทั้งหลายคงต้องใส่ข้อความนี้ในทุกโฆษณา งานของเราคือ Mix and Match เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด อย่างแคมเปญของ DOVE Real Beauty ก็ยังไม่ Real 100% เลย”

เป้าหมายของแคมเปญ คือ สื่อถึง Real Beauty แต่ก็ยังไม่ Real 100% ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ลบนู่น ลบนี่ อยู่ดี

 

ไม่ใช่ครั้งแรก ที่โลกสนใจเรื่องนี้

ปี 2013 อิราเอล มีการออกกฎ ‘Photoshop Law’ ว่านายแบบ/นางแบบที่ใช้ต้องมีค่า BMI มากกว่า 18.5 เพื่อไม่ให้คนเข้าใจว่าการผอมเป็นสิ่งที่นิยม และถ้ามีการตัดต่อต้องระบุให้ชัดเจนในโฆษณาด้วย แต่เอาเข้าจริงๆ กฎนี้ก็ไม่ได้มีคนทำตามมากนัก เพราะมันไม่ใช่กฎหมายอาชญากรรม และไม่มีบทลงโทษไว้ด้วย

ย้อนไปปี 2010 ออสเตรเลียเคยมีการออกระเบียบเรื่องการตัดต่อไว้ แต่ยังเป็นการขอความร่วมมือเท่านั้น

ปี 2011 Lancome และ Maybelline ถูกแบนโฆษณาในสหราชอาณจักรเนื่องจาก Retouch หน้านางแบบจนเกินความเป็นจริง

และ ปี 2016 มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ Lena Durham กล่าวว่า เธอจะไม่ยอมให้ใครมาตัดต่อภาพของเธออีก หลังจาก VOGUE ตัดต่อภาพของเธอมากจนเกินจริง (ในปี 2014) และรู้สึกว่าเป็นการไม่เคารพเธอ เพราะเธอรู้สึกสวยในแบบที่เธอเป็น

 

สองแบรนด์ที่ตัดสินใจเข้าร่วม Target และ American Eagle

เดือนมีนาคม 2017 Target ได้ออกแคมเปญชุดว่ายน้ำขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ใช้นางแบบที่สมจริง แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ตัดต่อนางแบบเลย คือ ถ่ายจบหลังกล้องแล้วจบเลย

ส่วน American Eagle ประกาศกร้าวว่าจะไม่ Photoshop ภาพอีก ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา และผลที่ตอบรับคือ ชุดชั้นในสตรี และชุดว่ายน้ำ มียอดขายเพิ่มขึ้น32% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2016 เทียบกับ ปี 2015

ถ้าเป็นแบรนด์อื่น นางแบบคนนี้จะต้องถูก Retouch หลายส่วนในร่างกายแน่นอน แต่ไม่ใช่ American Eagle

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันสื่อและโฆษณา เป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่จะเปลี่ยน โดยในช่วงแรกก็มีการรณรงค์เรื่องเชื้อชาติและศาสนา (Diversity) เพื่อให้คนตระหนักว่าทุกคนคือเพื่อนกัน และตอนนี้ก็ถึงยุคแห่งความจริง (Authencity) ที่แบรนด์ต้องกล้าพูดความจริงในทุกเรื่องอีกด้วย

สำหรับในประเทศไทย เราจะเห็นการเขียนกำกับในโฆษณาอาหาร เช่น “ภาพนี้ใช้เพื่อการโฆษณาเท่านั้น” หรือในโฆษณาผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่จะมีการหลงเหลือสิ่งสกปรก และความบกพร่องไว้ เพื่อจะสื่อว่าสินค้านี้ไม่ได้ดี 100%

(ซ้าย) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ต้องเขียนกำกับ (ขวา) ยาสีฟัน ที่ต่อให้วิเศษขนาดไหน ก็ต้องมีเศษหลงเหลือไว้บ้าง

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ยังไม่มีแบรนด์ที่เกี่ยวกับความสวนงามแบรนด์ไหนกล้าเขียนกำกับว่า ‘ตัดต่อ’ หรือ ถ่ายจบหลังกล้องแล้วใช้ภาพเลย

ที่มา : Advertising Age, abc.net, thompsonreuters และ USA Magazine

 

 

 

 

 

ตลาด อาหารเจ 2560 ไม่หวือหวา ถ้าทำออนไลน์ดี มีสิทธิ์เกิด

ในช่วงเทศกาลกินเจ มีผู้เล่นหลายรายได้รับประโยชน์ เริ่มตั้งแต่ 7-11 ที่ได้ประโยชน์จากทำเล และความหลากหลายของอาหาร ส่วนร้านอาหารทั่วไปก็จะทำเมนูอาหารเจเพิ่มขึ้นมา และห้างสรรพสินค้าที่ได้จากการขายเครื่องปรุง ขนม และเครื่องดื่ม…

แต่ที่น่าจับตามองในปีนี้ คือการสั่งอาหารเจ ออนไลน์/เดลิเวอรี่

 

K Research คาดว่ามูลค่าตลาดอาหารเจในกรุงเทพฯ ในช่วงกินเจ จะอยู่ที่ 4,560 ล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากปีที่แล้ว โดยปัจจัยหลักมาจากผู้คนที่สนใจทานอาหารเจลดลงเล็กน้อยในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอยู่ในช่วงไว้อาลัยด้วย แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ต้องการกินเจเพื่อทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

โดยราคาอาหารเจที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าโดยรวมยังคงที่ ส่วนงบประมาณอาหารเจต่อวันอยู่ที่ 300 บาท เฉลี่ยมื้อละ 100 บาทนั่นเอง

 

ทางเลือกแรกของผู้บริโภคก็คือ ซื้ออาหารเจมาไปทานที่บ้าน และที่ทำงาน เพราะสะดวก มีตัวเลือกเยอะ และไม่แพงมาก

แต่ถึงอย่างนั้นช่องทางออนไลน์ หรือการสั่งแบบเดลิเวอรี่ ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนทำงาน หรือคนที่ไม่สะดวกในการออกไปหาร้านอาหาร

51% ของกลุ่มตัวอย่างสนใจกินเจ 57% ของคนที่สนใจกินเจ เคยสั่งอาหารผ่านทางออนไลน์/เดลิเวอรี่ ดังนั้นเท่ากับว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีโอกาสที่จะสั่งซื้ออาหารเจในช่องทางออนไลน์ในปีนี้ ซึ่งมีทั้ง ร้านอาหารทำออนไลน์เอง (โซเชียลมีเดีย) กับร้านอาหารที่อยู่บน LINE Man, Uber Eat และ Food Panda

 

 

ผู้บริโภคที่สั่งอาหารเจออนไลน์  มีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารจานเดียวค่อนข้างสูง เพราะราคาอาหารเจสูงกว่าอาหารทั่วไป และไม่ได้คาดหวังว่ารสชาติของอาหารเจจะต้องอร่อยเหมือน อาหารปกติอยู่แล้ว

ส่วนคำว่าอาหารคลีน/ออร์แกนิค กับ อาหารเจ ดูจะซ้ำซ้อนไปหน่อย ทำให้คนไม่สนใจมากนัก

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหาร คือ รสชาติและราคา แต่สำหรับอาหารเจนั้น การปรุงสดใหม่ มีเมนูหลากหลาย มีคุณค่าสารอาหารครบ เป็นสิ่งที่สำคัญ

ในขณะที่การสั่งออนไลน์/เดลิเวอรี่ ก็ต้องมีความรวดเร็ว และใช้งานง่าย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยรักษาฐานผู้บริโภคให้ร้านค้า หลังจากช่วงเทศกาลกินเจด้วย

 

ที่มา : K Research

 

 

5 อนาคต ของ วงการโฆษณา

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา วงการสื่อเปลี่ยนแปลงเยอะมากเพื่อ รองรับความคาดหวังของผู้บริโภค และรองรับการมาของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสมากมายในอุตสาหกรรม และก็สร้างความซับซ้อนให้นักการตลาด เช่นเดียวกัน

ไม่ต้องมองไปไกลมาก แค่ 10 ปีที่แล้วตอนที่โซเชียลมีเดียยังไม่ใช่สื่อหลัก โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ มีรายได้จากค่าโฆษณาเยอะมาก แต่ในปี 2017 เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล (Digital) แซงสื่อดั้งเดิม (Traditional) ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้เป็นเพราะ โซเชียลมีเดียมีความเร็วหรือสนุกแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ การเล็งกลุ่มผู้บริโภค (Targeting) และการวัดผล (Measurement) ที่ดีกว่าสื่ออื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

เพราะฉะนั้นนี่คือเทรนด์ ที่ตอนนี้เกิดขึ้น และจะยังทวีความเข้มข้นในอนาคตที่กำลังจะถึง

 

1.จากจอเดียวไปสู่หลายจอ

โทรทัศน์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในบ้านมาช้านาน ในห้องนั่งเล่นจะต้องมีโทรทัศน์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ในมือของคนที่นั่งดูโทรทัศน์นั้น ทุกคนมีอีกหน้าจออยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 10 ขวบ หรือ ผู้สูงวัยอายุ 60+ ก็ตาม

ในช่วงเริ่มแรกของสมาร์ทโฟน ผู้ใหญ่มักจะเตือนเด็กวัยรุ่นให้อย่าก้มหน้าก้มตา ตอนที่ทานข้าว หรือใช้เวลากับครอบครัว แต่ตอนนี้เสียงเหล่านั้นน้อยลงไปมาก เพราะผู้ใหญ่ก็เล่นกับเด็กไปพร้อมๆ กัน ถ้าไม่เชื่อลองดูครอบครัวที่ไปทานข้าวดู มักจะเป็นผู้ใหญ่ ที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหาร แล้วเอาไปอวดลงกลุ่มไลน์ของพวกเขา

*มีการประมาณว่า จะมีอุปกรณ์ที่สามารถเล่นวิดีโอได้ อย่างน้อย 8 เครื่อง ใน 1 บ้าน (ของผู้เขียนอยู่กัน 4 คน นับได้ 8 เครื่องรวมโน้ตบุ้ค) และในปี 2020, 83% จองประชากร จะดูวิดีโอในรูปแบบดิจิทัล

นั่นหมายความว่าโฆษณาต้องตามผู้บริโภคไปอยู่ในคอนเทนต์ที่พวกเขาอยู่ ปัจจุบันโฆษณาจะโต้ตอบกับเราได้มากขึ้น สั้นขึ้น และเล่าเรื่องในวิธีที่สร้างสรรค์มากขึ้น

 

2.โฆษณาโทรทัศน์เปลี่ยน Target จาก Contextual-Based เป็น Audience-Based

การซื้อโฆษณาโทรทัศน์ในแบบเดิม คือการคาดการณ์ว่าผู้ชมรายการจะเป็นใคร ยกตัวอย่าง 1)รายการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก กลุ่มส่วนใหญ่อาจจะเป็นคุณแม่ที่มีลูกแล้ว หรือ ผู้หญิงที่กำลังจะมีลูก  2)ละครที่เกี่ยวตัวเอกเป็นชายรักชาย คุณพอจะเดาได้ไหมว่า กลุ่มคนดูส่วนใหญ่เป็นใครกันแน่ ชายรักชาย หรือ แฟนคลับชอบจิ้น ? … และปัจจุบันละคร มีเนื้อหาที่หลากหลายยิ่งขึ้น การวิเคราะห์คนดูก็ต้องละเอียดขึ้นด้วย

ปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลของผู้ชมโทรทัศน์ที่ดีขึ้น และวิเคราะห์ผู้ชมจากช่องทางอื่นๆ ควบคู่กัน ในอนาคตจะมีการรวมสอง Analytics ระหว่างแพล็ตฟอร์มที่ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ในรายการสดของโทรทัศน์ จะมีการพักโฆษณาอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง ในตอนที่เริ่มโฆษณา ผู้ชมก็จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นทันที ทำให้ตัวเลขโซเชียลมีเดีย หรือการเปิดหน้าจอจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ที่มีข้อมูลในมือ ก็สามารถดึงเอาคนที่เล่นโซเชียลมีเดียในเวลาพักโฆษณามา Match กับผู้ชมรายการได้

 

3.Programmatic Advertising กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น โดยสมัยก่อนอำนาจชี้ขาดอยู่ที่มนุษย์เป็นด่านสุดท้าย (Media Planner) แต่ด้วย Programmatic นักการตลาดตั้งค่าได้เลยว่า ถ้ายอดวิวในยูทูปของวิดีโอนี้ได้รับผลตอบ 1 ล้านวิว ภายใน 3 วันให้เพิ่มจำนวนโฆษณาเป็นสองเท่า แต่ถ้าแย่กว่าที่คาดการณ์ ก็ให้โยกเม็ดเงินนี้ไปลงในช่องทางอื่น เป็นต้น

 

4.Content Marketing

จำนวนโฆษณาออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนหาวิธีการ Block โฆษณาออกไปส่วนหนึ่ง ทำให้นักการตลาดหันไปใช้ Content Marketing เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2016 นักการตลาด B2C ใช้งบประมาณ 32% ไปกับการทำ Content Marketing และมากกว่าครึ่งเตรียมเพิ่มงบในส่วนนี้ ในแผนการตลาดปีต่อไป

ฉะนั้นไม่ว่าแบรนด์คุณจะทำอะไร ลองหาทางรวมแบรนด์ของคุณกับผู้บริโภคในทางสร้างสรรค์ แล้วคุณจะพบช่องทางในการทำ Content Marketing

 

5.พัฒนาการของ Virtual Reality และ Augmented Reality

VR และ AR เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน เทคโนโลยีก็มีมานานแล้ว แต่ปัจจุบันพึ่งเริ่มมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ VR จริงจัง อย่างในไทยก็มีร้านเกม VR ดังๆ 2-3 เจ้า ส่วนเทคโนโลยี AR ก็เริ่มถูกพัฒนาในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เพราะฉะน้นตอนนี้ก็จะเริ่มชัดเจนแล้วว่า VR อาจจะเหมาะกับสายเกม และสำหรับร้านค้ามากกว่า ในขณะที่ AR สามารถใช้ได้กับสมาร์ทโฟน และใช้โดยไม่รู้สึกเขินอายเท่า VR

ในปี 2021 ตลาด AR/VR สามารถเติบโตไปถึง 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น AR ถึง 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ VR 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสาเหตุก็คือ VR ต้องมีอุปกรณ์ทั้งแว่นตา และ ซอฟต์แวร์สำหรับ VR ในขณะที่ AR สามารถโหลดแอปฟรี และค่อยไปเสียเงินทีหลัง

 

ที่มา : AT&T AdWorks Lab และ Advertising Age

สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ในยุคข่าวปลอม

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมากกว่าสื่ออย่างโทรทัศน์ แค่เพจหนึ่งเพจลงข่าวโยงดารากับมือที่สาม ก็สามารถปั่นกระแสคนได้เป็นแสนคน แต่คำถามคือ เพจ หรือ แบรนด์เหล่านั้นจะอยู่ได้ยาวขนาดไหน?

เพราะฉะนั้น หากคุณอยากสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนจริงๆ ความน่าเชื่อถือ กับ Trust เป็นสิ่งที่สำคัญ

มาดู Infographic ที่ใช้ข้อมูลจากรายงานของ Edelman Trust Barometer ที่ว่าด้วย “5 ขั้นตอนในการ สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ”

 

1.Content

คอนเทนต์ ไม่จำเป็นต้องเป็นบทความ รูปภาพ หรือ วิดีโอ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่แบรนด์ต้องการจะบอกให้คนฟัง แต่ที่สำคัญที่สุด เนื้อหาที่ออกไปต้องมีคุณค่ากับผู้บริโภคในช่วงเวลานั้นๆ

83% ของผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในองค์กร เชื่อว่าการเป็นผู้นำทางความคิดช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในองค์กร

 

2.Communicate

60% ผู้บริโภคเชื่อเสียงของผู้บริโภคด้วยกันมากที่สุด

ดังนั้นแบรนด์ต้องสื่อสารด้วยเสียงแบบเพื่อนคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือ การเล่าเรื่อง มนุษย์ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี

 

3.Community

เมื่อเกิดการ Communicate มากพอ Community ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งบางแบรนด์สร้าง Community ให้เกิดขึ้นได้จริง เวลาต้องการความเห็น คำแนะนำ ผู้บริโภคก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และถ้าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งกับ Community ได้เมื่อไหร่ แบรนด์มีโอกาสจะเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

61% ผู้บริโภคคิดว่าโซเชียลมีเดียน่าเชื่อถือกว่าโฆษณา

 

4.Constant

70% ของผู้บริโภคชอบแบรนด์ที่สม่ำเสมอ มากกว่าแบรนด์ที่ดังเพราะแคมเปญๆ เดียว เพราะความสม่ำเสมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น น้ำชาเขียวในไทยที่แจกของอย่างล้นหลาม ซึ่งคนที่เข้าหาแบรนด์ก็มาเพราะอยากได้ของ แต่ในวันที่แบรนด์หยุดแจกของ แบรนด์ก็ไม่เหลืออะไร

 

5.Context

จากรายงานพบว่าคอนเทนต์ใน LinkedIn ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า โซเชียลมีเดียอื่นๆ ถึง 3 เท่า นั่นก็เป็นเพราะ LinkedIn เป็นศูนย์รวมความรู้ และคอนเนคชั่นด้านการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ฉะนั้นไม่จำเป็นว่าคุณต้องสร้างแบรนด์ใน LinkedIn ก็ได้ แต่คำภามที่คุณต้องตอบให้ได้ คือ ผู้บริโภคของคุณคือใคร และช่องทางไหนที่จะติดต่อพวกเขาได้ดีที่สุด Facebook Instagram LINE LinkedIn Pinterest Twitter หรือ Pantip  เป็นต้น

 

ที่มา : LinkedIn Business และ Social Media Today