All posts by Temsiri.J

“Behind the Star Experience” เผยความลับแห่งความสำเร็จกับประวัติศาสตร์ 144 ปี ไฮเนเก้น

ไฮเนเก้น แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำระดับโลก ชวนทุกคนร่วมสัมผัสทุกหน้าประวัติศาสตร์ตลอดระยะเวลา 144 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ของไฮเนเก้น กับแคมเปญสุดพิเศษ There’s More Behind the Star ที่ส่งตรงประสบการณ์จากกรุงอัมสเตอร์ดัมสู่กรุงเทพฯ ในงาน Behind the Star Experience (Multisensorial Exhibition) เปิดทุกประสาทสัมผัสเพื่อเรียนรู้ต้นกำเนิดของกระบวนการผลิตและความลับแห่งการสร้างสรรค์รสชาติของเบียร์คุณภาพระดับโลกที่ทุกคนชื่นชอบ รวมถึงความสำเร็จในการก้าวสู่แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำที่ผู้คนทั่วโลกให้การยอมรับและวางจำหน่ายใน 192 ประเทศ พร้อมยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอผ่านรูปแบบของเทคโนโลยีและ Multimedia สุดอลังการครั้งแรกในเอเชีย

ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้น กลุ่มบริษัท ทีเอพี กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เหนือใครๆ เป็นสิ่งที่ไฮเนเก้นมุ่งมั่นในการนำเสนอกิจกรรมต่าง ๆ มาโดยตลอด ซึ่งในปี 2560 นี้ ไฮเนเก้นพร้อมนำเสนอที่สุดแห่งประสบการณ์ผ่านแคมเปญระดับโลก There’s More Behind the Star ในงาน Behind the Star Experience (Multisensorial Exhibition) เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของไฮเนเก้น ที่เป็นเบียร์คุณภาพชั้นนำที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และเพิ่มความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีต่อไฮเนเก้น ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางแห่งความสำเร็จ รวมถึงรายละเอียดในการเลือกใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพชั้นดีที่เป็นสูตรเฉพาะ และความพิถีพิถันในการหมักบ่ม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เบียร์ไฮเนเก้นโดดเด่นจากเบียร์อื่น ๆ เราเชื่อมั่นว่าเมื่อทุกคนได้มาลองเปิดประสบการณ์ผ่านทุกประสาทสัมผัสครั้งยิ่งใหญ่นี้ รับรองว่าทุกคนจะได้รู้จักและหลงรักในไฮเนเก้นมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ แคมเปญ There’s More Behind the Star เป็นการเปิดเผยเบื้องหลังแห่งความสำเร็จของไฮเนเก้น ให้ทุกคนได้รับรู้เป็นครั้งแรกในทุก ๆ แง่มุม ทุกหน้าประวัติศาสตร์ตลอดระยะเวลา 144 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ของไฮเนเก้น และสิ่งสำคัญที่ไฮเนเก้นยังคงรักษาไว้คือความพิถีพิถันและการเอาใจใส่อย่างดีที่สุด ในคุณภาพและรสชาติของเบียร์ เพื่อรักษาระดับมาตรฐานให้มีความคงที่อย่างต่อเนื่อง โดยถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาในรูปแบบ Multisensorial Exhibition ครั้งแรกในเอเชียและประเทศไทยตลอดระยะเวลา 20 วัน เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ต้นกำเนิดของแบรนด์ระดับโลกภายใต้สัญลักษณ์ “ดาวแดง” ซึ่งเปรียบได้กับสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ทั้งกระบวนการผลิตและความลับแห่งการสร้างสรรค์รสชาติของเบียร์คุณภาพระดับโลกที่ทุกคนชื่นชอบ รวมถึงความสำเร็จในการก้าวสู่แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำที่ผู้คนทั่วโลกให้การยอมรับและวางจำหน่ายใน 192 ประเทศ

ภายในพาวิลเลียนสีขาวที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับงาน Behind the Star Experience ทุกคนจะได้เปิดทุกประสาทสัมผัสเพื่อเรียนรู้จุดกำเนิดของไฮเนเก้น พร้อมความลับของเบียร์รสชาติเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรสชาติเดียวกันทั่วโลก ผ่านเทคโนโลยี และ Multimedia เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชียทั้งหมด 5 โซน ด้วยกัน

Relive the Origin of Greatness เริ่มต้นเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ด้วยประวัติศาสตร์ของแบรนด์ไฮเนเก้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 1873 โดย Gerard Heineken ที่มีความหลงใหลในการผลิตเบียร์และได้สร้างโรงหมักเบียร์ขึ้นใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัมและพยายามคิดสูตรที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งในเวลาไม่นานได้กลายเป็นเบียร์เลเกอร์คุณภาพเยี่ยมแบรนด์แรกของฮอลแลนด์ และชื่อ Heineken ที่ประทับอยู่บนขวดทุกขวด ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพตลอดระยะเวลา 144 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำเสนอในรูปแบบ Motion Graphic Projection Mapping รวมถึงเรื่องราววิวัฒนาการของสื่อโฆษณา รวมถึงวิวัฒนาการของโลโก้ ขวดเบียร์ และฉลากของไฮเนเก้นในยุคต่าง ๆ
Feel the Magic of Quality Ingredients เปิดทุกประสาทสัมผัสทั้งสายตา การดมกลิ่น และใช้มือสัมผัส รวมถึงการนำเสนอโดยใช้เทคนิค Lighting Injection กับส่วนผสม และวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีในการผลิตเบียร์คุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีรสชาติเดียวกันทั่วโลก ด้วย 3 ส่วนผสมจากธรรมชาติ ประกอบด้วย “ข้าวบาร์เลย์มอลต์ ฮอปส์ และ น้ำ” รวมถึงอีกหนึ่งส่วนผสมที่เป็นสูตรลับ และหัวใจสำคัญที่ช่วยให้รสชาติของไฮเนเก้นโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Heineken® A-Yeast ยีสต์ชนิดพิเศษที่มีเฉพาะในเบียร์ไฮเนเก้นเท่านั้น ซึ่งทำให้มีกลิ่นผลไม้บาง ๆ และแตกต่างจากเบียร์ยี่ห้ออื่น
Enter the Amazing World of Brewing สัมผัสความรู้สึกบริสุทธิ์ ธรรมชาติ และคุณภาพในทุก ๆหยดของไฮเนเก้น ด้วยห้องจำลองบรรยากาศให้ผู้เข้าชมเหมือนเป็น “ยีสต์” ที่ลอยอยู่ในถังหมักเบียร์ที่วางใน “แนวนอน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไฮเนเก้นที่ต้องหมักบ่มเบียร์เป็นระยะเวลาทั้งหมด 28 วัน ซึ่งเปรียบเหมือนช่วงเวลาทองคำที่เป็นจุดเริ่มต้นของรสชาติพิเศษ เพื่อเสิร์ฟให้นักดื่มทั่วโลกได้ลิ้มลองตามแบบฉบับที่ว่า “เพราะของดีต้องใจเย็น ๆ และคุ้มค่าต่อการรอคอย” โดยนำเสนอให้มีอรรถรสของการรับชมกระบวนการหมักเบียร์สุดพิเศษแบบ 3D Mapping Reflectionผ่านจอ 180 องศา และมีความพิเศษด้านสัมผัสเสมือนจริง ด้วยการมีลูกบอลใสที่กองสูงถึงระดับเข่าของผู้ร่วมงาน เสมือนยืนอยู่บนฟองอากาศในถังหมักเบียร์

Take an Epic Journey Around the World อีกหนึ่งโซนพิเศษที่จะพาผู้เข้างานร่วมเดินทางไป พร้อมกับขวดไฮเนเก้นที่นำเทคนิคการนำเสนอแบบแปลกใหม่ ผ่านระบบ VR Simulation Chair ที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนว่าเป็นขวดเบียร์ เดินทางไปบนสายพายการผลิต ได้เห็นกระบวนการบรรจุเบียร์ที่ทันสมัยแต่พิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขวดของไฮเนเก้นส่งถึงมือผู้บริโภคใน 192 ประเทศ ด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับโลก พร้อมรสชาติอันยอดเยี่ยม

Savor the One and Only Star Serve Ritual พบกับศิลปะของขั้นตอนการเสิร์ฟสุดพิเศษเเบบ “Star Serve Ritual” เทคนิคการนำเสนอแบบทั้ง Hologram หรือการสร้างภาพเสมือนจริง รวมถึงการสาธิตให้ผู้เข้าชมโดยตัวแทนจากไฮเนเก้น กับ 5 ขั้นตอนพิเศษที่เสมือน 5 แฉกของดาวแดงสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่จะทำให้คุณได้ดื่มด่ำและลิ้มลองเบียร์คุณภาพได้อย่างละมุนโดยการเสิร์ฟนี้เป็นมาตรฐานและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไฮเนเก้นเท่านั้น

เริ่มต้นการเสิร์ฟด้วยการล้างแก้วด้วยน้ำสะอาด หลังจากนั้นเริ่มรินด้วยการถือแก้วในลักษณะ 45 องศาและค่อย ๆ ปล่อยให้เบียร์ไหลรินลงสู่แก้วอย่างช้า ๆ จนถึงประมาน 3/4 ของแก้ว ก่อนตั้งแก้วกลับมาที่ 90 องศา เพื่อให้เบียร์ที่รินเกิดฟองในจังหวะที่พอดี ด้วยความหนาของฟองประมาน 2 ข้อนิ้ว ตำแหน่งของเบียร์และฟองจะตัดกันบริเวณบ่าของดาวแดงบนแก้วพอดี หลังจากนั้นปาดฟองบริเวณปากแก้วออกให้พอดีกับขอบแก้วพร้อมเสิร์ฟบนที่รองแก้วของไฮเนเก้น เพราะไฮเนเก้นเชื่อว่าเบียร์ที่ถูกเสิร์ฟด้วยวิธีที่ถูกต้องและมีความหนาของฟองที่กำลังพอดี จะช่วยให้ผู้ดื่มได้ลิ้มรสชาติที่แท้จริงของเบียร์แก้วนั้น ๆ และสนุกไปกับรสชาติของเครื่องดื่มพรีเมียมระดับโลกในบรรยากาศแบบอัมสเตอร์ดัมอย่างแท้จริง ปิดท้ายด้วยร้านค้าที่จำหน่ายของที่ระลึกแบรนด์ไฮเนเก้น ที่รับประกันว่าของที่ระลึกหลายชิ้นสาวกไฮเนเก้นจะต้องประทับใจและไม่พลาดอย่างแน่นอน!

#MoreBehindTheStarTH

ไขความลับ ร้านกาแฟ REAL COFFEE คนขายหล่อ กาแฟอร่อยฟิน แถมราคาโดนใจ แคมเปญการตลาดสุดฮือฮาจาก “เนสกาแฟ เรดคัพ” ใหม่

กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์กันทั้งเมือง เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมาอยู่ดีๆ ก็มีร้านกาแฟสดผุดขึ้นกลางใจเมือง

แน่นอนว่า แค่ร้านกาแฟสดธรรมดาๆ คงเรียกเสียงฮือฮาขนาดนี้ไม่ได้ แต่เพราะกาแฟร้าน Real Coffee ที่ตั้งอยู่หน้าตึก Midtown Asoke (ตรงข้ามตึกแกรมมี่) ย่านอโศกนั้น มีรสชาติอร่อย หอมนุ่ม ได้กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วสดแบบเต็มๆ รวมถึงราคาที่เป็นมิตรสำหรับคนทำงาน เพียงแค่แก้วละ 20 บาท แถมยังมีโปรโมชั่นลด 50% เหลือแก้วละ 10 บาท หากลูกค้าโพสรูปลง Facebook หรือ IG พร้อมติด #RealCoffee #หอมนุ่ม

เมื่อร้าน Real Coffee มีส่วนผสมที่ลงตัวขนาดนี้ จึงกลายเป็นกระแสบอกต่อ จนใครๆ ก็อยากไปลอง

พอทุกคนได้ลองกาแฟจาก Real Coffee ที่มีทั้งเมนูลาเต้และอเมริกาโน ร้อนและเย็น ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติดี นุ่ม และหอมกาแฟคั่วบด

นอกจากรสชาติกาแฟที่นุ่มและอร่อยจนเป็นที่กล่าวขานแล้ว อีกหนึ่ง Magnet ที่ดึงดูดลูกค้าจนต้องต่อคิวยาวเหยียดนั่นก็คือ 2 บาริสต้าจาก Real Coffee ที่ หล่อบาดใจสาวๆ ย่านอโศก ซึ่งก็คือ นัท ธีระวัฒน์ ธนิตศิระวิทย์ หนุ่มตี๋มากความสามารถ และเป็นหนึ่งในพิธีกรของรายการ โสดต้องเที่ยว #singlemustout ส่วนอีกคนคือ Sunny Burns นายแบบหนุ่มหล่อชาวออสซี่ ที่มีดีกรีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษพ่วงท้าย

นัท ธีระวัฒน์ ธนิตศิระวิทย์
Sunny Burns

หลังจากที่เป็นร้านมาได้ 8 วัน Real Coffee ก็เรียกเสียงฮือฮาได้อีกครั้ง เพราะในวันที่ 26 เมษายน Real Coffee ย้ายร้านจากหน้าตึก Midtown ไปยังศูนย์การค้า Emquatier พร้อมกับเฉลย ว่ากาแฟ Real Coffee แท้จริงแล้วคือกาแฟจาก Nescafe Red cup สูตรใหม่ ผ่านคลิปวิดีโอข้างล่างนี้

ด้วยนวัตกรรมใหม่ของ Nescafe ที่นำผงกาแฟสดคั่วบดใส่ลงไปในกาแฟสำเร็จรูป จึงทำให้กาแฟเรดคัพสูตรใหม่ มีกลิ่นหอมขึ้นมาก รสชาตินุ่มขึ้น Nescafe Red cup สูตรใหม่ จึงให้ประสบการณ์ไม่ต่างจากกาแฟสด

โดยร้าน Real Coffee เปิดขายตั้งแต่วันที่ 18-25 เมษายน แต่เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา Nescafe ได้แจกกาแฟให้ชิมฟรีถึง 600 แก้ว และยังมีคนต่อคิวซื้อกาแฟกันอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ รายได้จากการขายกาแฟทุก 10 บาทในแคมเปญนี้ Nescafe ได้นำไปซื้อต้นกล้ากาแฟเพื่อมอบให้กับเกษตรกรชาวไร่กาแฟทางภาคใต้ เพื่อต่อยอดการทำไร่กาแฟต่อไป

สำหรับใครที่พลาดโอกาสชิมกาแฟจากร้าน Real Coffee แนะนำให้ซื้อ Nescafe Red cup ใหม่ ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด สูตรใหม่มาลองชิม เพราะมีรสสัมผัสเหมือนกันคือ หอมนุ่ม ราวกับดื่มกาแฟสดเลยทีเดียว

 

รวมคำถามคำตอบ ด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์

ช่วงนี้ผมถูกเชิญบรรยายทางด้านการตลาดอสังหาริมทรัพย์บ่อยระหว่างสอนก็มักจะมี คำถามจากนักศึกษาและผู้เข้าอบรม ทั้งในห้องเรียนและหลังจากเลิกสอนผมก็เลยเปิดกลุ่ม LINE และ Facebook สำหรับคุยกับผู้เข้าอบรม ทำให้มีคำถามที่น่าสนใจหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก เดือนนี้ผมก็เลยขอรวบรวมคำถามที่ คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ อ่านมาตอบในคอลัมน์นี้นะครับ

คำถามที่ 1 ถามมาว่าในย่านตลาดสดการค้าดั้งเดิมที่ประชากรมีรายได้นอกระบบและเงินกู้นอกระบบที่ไม่ระบุในฐานข้อมูลราชการ เวลาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำควรทำอย่างไร และจะรับมือกับปัญหารายได้แน่นอนได้อย่างไร

ตอบ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในย่านชานเมืองและส่วนภูมิภาค หลายครั้งที่ลูกค้าคือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีรายได้ แน่นอนและไม่อยู่ในระบบการเก็บข้อมูลรายได้ของรัฐบาล การประมาณการรายได้ของคนกลุ่มนี้ไม่ยากครับ ต้องใช้การสังเกตและลงไปเก็บข้อมูลภาคสนาม เช่น ดูจากปริมาณการหมุนเวียนของลูกค้าต่อวันและสังเกตว่าพ่อค้าแม่ค้ารายนั้นขายของได้เฉลี่ยต่อครั้งเป็นเงินเท่าไหร่ จำนวนลูกค้าเฉลี่ยต่อวันมีกี่ราย หลังจากหักประมาณการต้นทุนของสินค้าก็พอทราบรายได้สุทธิของพ่อค้าแม่ค้ารายนั้นๆ จะว่าไปแล้วรายได้ของคนกลุ่มนี้ สูงกว่ามนุษย์เงินเดือนเยอะครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้ของเขาจะผ่อนได้หรือไม่ แต่ปัญหาอยู่ที่หลักฐานที่ใช้ประกอบในการกู้เงินกับธนาคารที่ยากต่อการยื่นกู้ ปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งที่มี นโยบายปล่อยกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและผู้มีรายได้อิสระ เช่น ธนาคารออมสิน รวมถึงธนาคารที่พ่อค้าแม่ค้าเดินบัญชีอยู่กับธนาคารนั้นนั้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่หลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นกู้อาจต้องเตรียมมากกว่ามนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบการที่มุ่งลูกค้ากลุ่มนี้ควรต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำลูกค้าในการจัดเตรียมเอกสารประกอบการกู้รวมถึงอาจต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมข้อมูลการหมุนเวียนของบัญชีเพื่อแสดงรายรับอย่างเป็นระบบ

ส่วนเรื่องการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้ก็ใช้วิธี การสังเกตครับเขาออกมาทำงานกี่โมง กลับถึงบ้านกี่โมงใช้ รถประเภทไหนอสังหาฯที่เขาต้ องการต้องตอบสนองวิถีชีวิตของเขา เช่นพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารอาจต้องใช้รถกระบะในการขนของและต้องใช้พื้นที่ในบ้านในการจัดเตรียมพวกวัตถุดิบ ที่อยู่อาศัยแนวราบ เช่น ทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยวน่าจะตอบความต้องการได้ดีกว่าอาคารชุด คนกลุ่มนี้ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีสามตีสี่ไปซื้อวัตถุดิบเข้ามาจัดเตรียมทำเลที่อยู่อาศัยที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือตลาดที่เขาค้าขาย ทำเลที่ไม่เปลี่ยวมีไฟส่องสว่าง มียามดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีที่ขับรถจักรยานยนต์ ออกไปทำธุระ ยามเช้าตรูหรือค่ำมืด จะได้รู้สึกปลอดภัย ก็น่าจะเป็นความต้องการของคนกลุ่มนี้
คำถามที่2 ถามมาว่า จากสภาพสังคมปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ การทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงาอีกทั้งยังเป็นการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกวิธี แต่จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่ ถูกมองว่าถูกทอดทิ้งหรือลูกหลานอกตัญญู

ตอบ ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สู งอายุทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัย และศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุมี แนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่ อยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บางแห่ง ทำการศึกษาและเริ่มต้นพั ฒนาอาคารชุดที่ออกแบบห้องให้ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สู งอายุและจัดให้มีบริการพิ เศษในการดูแลผู้สูงอายุ การแก้ปัญหาความรู้สึกของผู้สู งอายุที่ไม่อยากถูกมองว่าโดนลู กหลานทิ้ง ผู้ประกอบการรายหนึ่งใช้วิธี การพัฒนาอาคารชุดในรูปแบบปกติ แต่มีห้องจำนวนหนึ่งที่จัดสิ่ งอำนวยความสะดวกภายในห้องให้ เหมาะสมกับผู้สูงอายุและมีบริ การพิเศษในการดูแล โดยในอาคารชุดนั้นห้องส่วนใหญ่ ยังมีลักษณะเป็นอาคารชุดทั่ วไปที่มีกลุ่มผู้อยู่อาศัยปกติ อาศัยอยู่ในอาคารนั้นด้วย เพื่อไม่ให้ทำให้ลูกค้าที่เป็ นผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองอยู่ ในบ้านพักคนชรา

อีกแนวทางหนึ่งคือ การจับลูกค้าเป้าหมายที่เป็นกลุ่ มผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดู แลตั้งแต่ช่วงอายุ 40 -50 ปี โดยให้คนกลุ่มนี้เลือกลงทุนซื้ ออาคารชุดหรือที่พักสำหรับผู้สู งอายุล่วงหน้าหรืออาจเสนอเป็ นทางเลือกร่วมกับบริษัทประกันชี วิตที่ลูกค้าทำการส่งเบี้ยประกั นจนถึงวัยเกษียณ แล้วแทนที่จะเลือกรับเงินก้ อนจากกรมธรรม์ สามารถเลือกใช้สิทธิ์เข้าพั กในที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยโอนเงินที่ควรได้จากกรมธรรม์ ประกันชีวิตมาจ่ายเป็นค่าบริ การรายเดือนล่วงหน้า การทำให้ลูกค้าวางแผนเตรียมที่ อยู่อาศัยในช่วงสูงวัยด้วยตั วเอง ผ่านการจองซื้อล่วงหน้า เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากมีคนวัยกลางคน ที่ไม่มีญาติดูแล และวางแผนการใช้ชีวิตหลังเกษี ยณด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะอยู่ ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอยู่ จำนวนมาก 
คำถามที่3  ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอสังหาริ มทรัพย์จำนวนหนึ่งออกแบบพั ฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีลั กษณะสภาพแวดล้อมคล้ายกับในต่ างประเทศเพื่อดึงดู ดความสนใจของลูกค้าและสร้ างความแตกต่าง แต่การออกแบบโครงการลักษณะนี้ ต้องใช้เงินลงทุนในการพัฒนาสู งกว่าโครงการทั่วๆไป อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรั กษาในระยะยาวก็สูงขึ้นด้วยทำให้ กำไรของผู้ประกอบการลดลง ถามว่ากลยุทธ์ดังกล่ าวเหมาะสมหรือไม่

ตอบ กลยุทธ์ดังกล่าวน่าจะเหมาะกั บโครงการประเภทที่พักตากอากาศ ที่อยู่อาศัยทั้งรูปแบบอาคารชุ ดและที่อยู่อาศัยแบบราบที่มุ่ งเน้นลูกค้าตลาดบน ลูกค้าที่เหมาะกับโครงการลั กษณะนี้คือกลุ่มที่เลือกซื้ อโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยใช้ อารมณ์ความรู้สึกและความพึ งพอใจส่วนตัวโดยยอมจ่ายเพิ่มขึ้ นเพื่อความแตกต่างที่โดดเด่น ลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่มี ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวในต่ างประเทศเป็นประจำ ได้เห็นรูปแบบที่อยู่อาศัยในต่ างประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดที่ไม่ สามารถไปอยู่อาศัยได้ การเลือกที่พักอาศัยที่นี่ บรรยากาศแบบต่างประเทศในเมื องไทยจึงเป็นการตอบสนองด้ านอารมณ์ความรู้สึกควบคู่กั บประโยชน์ใช้สอย แต่สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยสำหรั บลูกค้าในตลาดกลางถึงตลาดล่างลู กค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจบนประโยชน์ ใช้สอยและความคุ้มค่ามากกว่าด้ านอารมณ์ จึงไม่เหมาะที่จะใช้กลยุทธ์ดั งกล่าวกับลูกค้ากลุ่มตลาดกลางถึ งล่าง นอกจากนำมาใช้เป็นลูกเล่นในด้ านการตกแต่งให้เกิดความแตกต่ างที่ไม่ส่งผลด้านต้นทุนส่วนเพิ่ มอยากมีนัยยะสำคัญ
คำถามที่4 ถามว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่สนใจที่อยู่ อาศัยประเภทสิทธิการเช่า(เซ้ง) แตกต่างจากกลุ่มผู้บริ โภคแบบกรรมสิทธิ์สมบูรณ์( ขายขาด) หรือไม่และพฤติกรรมดังกล่าวมี ผลต่อการวางแผนการตลาดอย่างไร

ตอบ สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัยกลุ่มลูกค้าคนไทยไม่ค่อยนิยมซื้ออสังหาริ มทรัพย์ในลักษณะสิทธิการเช่า ยิ่งถ้ามีคู่แข่งในทำเลเดียวกั นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบบกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ถึงแม้ ราคาจะสูงกว่า 25 ถึง 30% ลูกค้าก็ยังเลือกแบบขายขาด โดยลูกค้าคนไทยมีทัศนคติว่ าราคาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตน่ าจะปรับตัวสูงขึ้นการซื้ออสั งหาริมทรัพย์แบบกรรมสิทธิ์สมบู รณ์ถึงแม้นว่าจะต้องจ่ายสูงกว่า แต่ก็ถือเป็นการลงทุนในอนาคตพร้ อมกับการได้อยู่อาศัย การซื้อแบบสิทธิการเช่าหรือที่ เรียกกันว่าเซ้ง เมื่อครบอายุสัญญากรรมสิทธิ์ก็ ตกกลับไปเป็นของผู้พัฒนาโครงการ จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มการพั ฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่นศูนย์การค้า หรือโรงแรม มากกว่าที่อยู่อาศัย

แต่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บางรายที่เป็นเจ้าของที่ดินยั งต้องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยยังเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ ในที่ดินอาจเนื่องจากเป็นที่ มรดกที่ยังต้องการเก็บไว้ให้ลู กหลาน ความผูกพันกับที่ดินแปลงเดิม หรือความต้องการที่จะนำกลับมาพั ฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ มในอนาคต การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกั บสิทธิการเช่าจึงเริ่มได้รั บความสนใจจากเจ้าของที่ดินเพิ่ มขึ้น 

ถ้าที่ดินอยู่ในทำเลที่มีศั กยภาพสูงเช่นอยู่กลางใจเมือง ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ที่ราคาที่ดินสูงในระดั บหลายแสนบาทต่อตารางวาขึ้นไป และหาที่ดินเพื่อการพัฒนาในย่ านนั้นยาก การพัฒนาที่อยู่อาศัยในลักษณะสิ ทธิการเช่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากลูกค้าไม่มีทางเลื อกมากนัก อีกทั้งในทำเลดังกล่าว ยังมีตลาดลูกค้าที่เป็นชาวต่ างชาติและกลุ่มลูกค้าที่ต้ องการซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่ าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยแบบสิ ทธิการเช่า 

สรุปว่าถ้าผู้ประกอบการต้ องการเก็บที่ดินเอาไว้ด้วยการพั ฒนาที่อยู่อาศัยแบบสิทธิการเช่า ผมแนะนำว่าควรทำการพัฒนาในลั กษณะเชิงพาณิชย์ เช่นพัฒนาเป็นศูนย์การค้าโรงแรม ​Service apartment หรือ หอพัก  แต่ถ้าต้องการพัฒนาเป็นอาคารชุด ต้องเป็นอาคารชุดที่เน้นกลุ่มลู กค้าต่างชาติ และ นักลงทุน โดยต้องอยู่ในทำเลที่ต่างชาติ และนักลทุนในความสนใจ เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้าย่านใจกลางเมื อง

 

ต้องขอบคุณผู้อ่าน และทุกท่านที่ส่งคำถามที่น่ าสนใจเข้ามานะครับ อะไรที่ผมพอจะตอบได้ ยินดีตอบให้ครับ พบกันใหม่เดือนหน้านะครับ 

เอปสันครองแชมป์ผู้นำตลาดโปรเจ็กเตอร์อันดับหนึ่งของโลก 16 ปีซ้อน

เอปสันขึ้นแท่นผู้นำในตลาดโปรเจ็กเตอร์อันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน 16 ปีซ้อน จากการจัดอันดับ ครั้งล่าสุดของฟิวเจอร์ซอส คอนซัลติ้ง (Futuresource Consulting)  จึงถือเป็นความสำเร็จที่ชี้ชัดว่าเอปสันคือผู้นำตลาดเทคโนโลยีภาพตัวจริง

บริษัทวิจัยตลาดโปรเจ็กเตอร์ชื่อดัง ฟิวเจอร์ซอส คอนซัลติ้ง เผยว่าในตลาดโลกเอปสันมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดสำหรับโปรเจ็กเตอร์ที่มีระดับความสว่างตั้งแต่ 500 ลูเมนส์ขึ้นไป เมื่อปี พ.ศ. 2559  เอปสันมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 35.5% เพิ่มจากร้อยละ 31.9% ในปี พ.ศ. 2558 และตลาดโฮมโปรเจ็กเตอร์ที่มีระดับความสว่างตั้งแต่ 500 ลูเมนส์ขึ้นไป เอปสันยังครองอันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน  โดยปี พ.ศ. 2559  มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 39.9% เพิ่มจากร้อยละ 34.8%  ในปี พ.ศ. 2558

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2559  เอปสันเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 33.6% เพิ่มจากร้อยละ 27.3% ในปี พ.ศ. 2558  และส่วนประเทศไทยนั้นเอปสันสามารถครองอันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน  โดยปี พ.ศ. 2559  เอปสันมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 43.4%  เพิ่มจากร้อยละ 35.3%  ในปี พ.ศ. 2558

จุดเด่นของเอปสันโปรเจ็กเตอร์อยู่ที่เทคโนโลยี 3LCD  ซึ่งเอปสันเป็นผู้คิดค้นบุกเบิกและสามารถแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง ด้วยสีสันสมจริงเป็นธรรมชาติ  และสามารถแสดงเฉดสีได้มากกว่าโปรเจ็กเตอร์ทั่วไปถึง 3 เท่า  นอกจากนี้โปรเจ็กเตอร์ 3LCD ที่ทำงานด้วยระบบ 3 ชิพ ยังมีความเสถียรในการแสดงภาพ

มากกว่าโปรเจ็กเตอร์ประเภท DLP หรือ Digital Light Processing ที่ทำงานโดยใช้ชิพเพียงชิพเดียว ฉะนั้น การเคลื่อนไหวของภาพจะแยกสีเบื้องต้นเป็นเส้นหลากสี ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสีเหลื่อม (Rainbow Effect) ได้

เอปสันได้สร้างสรรค์โปรเจ็กเตอร์หลากหลายรุ่น เพื่อตอบสนองทุกความต้องการใช้งานของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้าน สำนักงาน ห้องเรียนจนถึงห้องประชุมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือโปรเจ็กเตอร์ระบบอินเตอร์แอ็คทีฟสำหรับสถาบันการศึกษาหรือสำนักงาน ตลอดจนโปรเจ็กเตอร์ระดับความสว่างสูงเพื่อใช้งานในสถานที่ขนาดใหญ่ เช่น ห้องเลคเชอร์ หอประชุม ฮอลล์แสดงคอนเสิร์ต รวมถึงธุรกิจบริการให้เช่าเครื่องโปรเจ็กเตอร์ เป็นต้น

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันลงทุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้มีนวัตกรรมที่โดดเด่นมาตลอด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งผู้นำตลาดของเอปสัน  รวมถึงเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าของเอปสันทั่วโลก  โดยในช่วงปีที่ผ่านมาเอปสันเน้นยกระดับเทคโนโลยีโปรเจ็กเตอร์ในด้านความสว่าง จนสามารถเปิดตัวโปรเจ็กเตอร์เทคโนโลยี3LCD ที่มีระดับความสว่างสูงถึง 25,000 ลูเมนส์ได้สำเร็จ   ซึ่งถือเป็นโปรเจ็กเตอร์ 3LCD เครื่องแรกของโลกที่มีความสว่างในระดับดังกล่าวด้วย ในอนาคตเอปสันจะเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ด้านการแสดงภาพใหม่ๆให้แก่ลูกค้าของเอปสันอย่างต่อเนื่องต่อไป”

SCB ชูแนวคิด “ไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง” เชื่อมต่อทุกมิติทางการเงินผ่านดิจิทัล ภายในงาน Money Expo

ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้ารุกไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง จัดทัพกิจกรรมไลฟ์สไตล์และพนักงานที่พร้อมให้คำแนะนำตามรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้า เข้าร่วมงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ภายใต้ธีม “Life.SCB” ที่นำเอาแนวความคิด “Cashless Society” มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเงินยุคใหม่ เนรมิตพาวิลเลี่ยนขนาด 1,000 ตารางเมตร จำลองชีวิตการใช้จ่ายของคนในอนาคต ทดลองใช้ชีวิตไร้เงินสดผ่าน SCB Money Expo Application ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับใช้ในงาน Money Expo 2017 โดยเฉพาะ ไว้สำหรับร่วมกิจกรรมในส่วนต่างๆ ภายในงานได้จริง และยกขบวนผลิตภัณฑ์พร้อมโปรโมชั่นโดนใจสำหรับทุกธุรกรรมและบริการของธนาคารไทยพาณิชย์ มาให้บริการอย่างครบวงจร

ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และออนไลน์เพิ่มมากขึ้น การเข้าร่วมงาน Money Expo กรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ในครั้งนี้ เพื่อตอบรับกับคอนเซ็ปต์ของงาน “Money Expo นวัตกรรมการเงิน 4.0” ธนาคารฯ จึงได้พลิกโฉมการนำเสนอบริการทางการเงินที่ต่างไปจากเดิม โดยชูความเป็นไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วไปได้มากขึ้น และตอบโจทย์การดำเนินชีวิตด้วยวิถีแบบดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ โดยธนาคารฯ จะนำเสนอประสบการณ์ทางการเงินและสังคมไร้เงินสดเป็นครั้งแรกในงาน Money Expo ในรูปแบบ “Cashless Society” ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ทันสมัย ที่จะทำให้ทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสะดวกและง่ายยิ่งขึ้น โดยการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “SCB Money Expo Application” แอพพลิเคชั่นที่นำเสนอรูปแบบ Cashless Society จำลองโลกอนาคตไร้เงินสด ที่มาพร้อมเกมส์สะสมคอยน์ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์จริง ร่วมสนุกกับเกมส์ต่างๆ พร้อมแลกของรางวัล SCB Money Expo Chat Board ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกับผู้เข้าร่วมชมภายในงาน  SCB Money Expo Online Info อธิบายผังบูธ ตารางกิจกรรม ข้อมูลจำเป็นภายในงาน ให้ผู้ร่วมงานทุกคนไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าไทยพาณิชย์ ได้ดาวน์โหลดและร่วมกิจกรรม นำมาแลกสิ่งของต่าง ๆ ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ที่บูธไทยพาณิชย์ภายในงาน Money Expo 2017”

สำหรับบูธ หรือ SCB Pavilion บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร นับเป็นมิติใหม่ของธนาคารฯ ที่นำเอาเทคโนโลยีผสมผสานกับดีไซน์เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ทางการเงินที่ไร้ขีดจำกัด สะท้อนวิถีชีวิตคนยุคใหม่ ถูกออกแบบตามฟังชั่นของคนยุคใหม่ แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่  โซนที่ 1 Passion Space พื้นที่แห่งการพักผ่อนและมองหาแรงบันดาลใจที่จะได้ทดลองใช้ชีวิตจริงกับสังคมไร้เงินสด โซนที่ 2 Work Space พื้นที่ส่วนของการเจรจาธุรกิจ การขอรับคำปรึกษาทางการเงิน  ด้วยบริการทางการเงินที่หลากหลาย พร้อมสินเชื่อและโปรโมชั่นต่าง ๆ มากมาย และโซนที่ 3 Life Space พื้นที่ของการร่วมกิจกรรมสนุกๆ และแลกของรางวัล เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น SCB Money Expo Application ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์ Cashless Society ได้ภายในงาน

 

นอกจากนี้ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ยังได้ร่วมออกบูธในโซน Fintech พื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด (Fin)Tech is NOW! ด้วยวัตถุประสงค์ของการให้ความรู้ในเรื่อง Fintech หรือเทคโนโลยีทางการเงินให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านกิจกรรมในรูปแบบดิจิทัลและ Interactive ทั้งเรื่องเทคโนโลยี เช่น Blockchain, Internet of Things และ Machine Learning เป็นต้น เรื่องหน่วยลงทุนองค์กร (Corporate Venture Capital) รวมถึง จัดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพทั้ง 10 รายที่อยู่ในโครงการ Digital Ventures Accelerator Batch 0 (DVAb0) อาทิ One Stock Home บริษัทขายวัสดุก่อสร้างออนไลน์, ETRAN ผู้สร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารายแรกของไทย และ FlowAccount ผู้ให้บริการ ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ SMEs เป็นต้น ได้มีโอกาสนำเสนอธุรกิจกับผู้ร่วมงานเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมบูธ SCB เต็มรูปแบบได้ที่งาน Money Expo 2017 ตั้งแต่วันที่ 11 – 14 พฤษภาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

#YOUMADE จาก Insight ผู้ชายไทย สู่แคมเปญที่สร้างแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด จาก AXE YOU

จาก Insight ผู้ชายไทยที่อยู่ในช่วงของการค้นหาตัวเอง ที่ส่วนใหญ่ถูกกดดันจากคาดหวังของสังคม จนบางครั้งต้องทิ้งตัวตนและความชอบที่แท้จริงของตัวไป เพื่อทำในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเท่ สู่การสร้างสรรค์แคมเปญ #YOUMADE จาก AXE YOU เครื่องมือสื่อสารอันทรงพลัง ที่กลายเป็น Case Study ให้กับหลายๆ แบรนด์

โดย AXE YOU สื่อสารผ่านเมสเสจ “#YOUMADE เท่ได้ในแบบคุณ” เพื่อบอกกับกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า หนึ่งสิ่งที่พวกมองข้ามไปในเรื่องของความเท่ คือ การดึงความเท่ที่ทุกคนมีอยู่ในตัวออกมาด้วยการเป็นตัวของตัวเองและทำสิ่งชอบให้ดีที่สุด เท่ในแบบของตัวเอง พร้อมแสดงจุดยืนว่า AXE YOU เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้ชายไทยกล้าแสดงออกและมั่นใจใน Passion ของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนสร้างนิยามความเท่ในแบบของตัวเองได้โดยเล่าเรื่องราวผ่านหนังโฆษณา “ความเท่ คุณคือคนนิยาม” ที่สร้างแรงบันดาลใจและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

การที่ AXE เล่าเรื่อง Base on True Story ผ่านเจ้าของเรื่องตัวจริงแทนการใช้นักแสดง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งแรกที่ตรึงคนดูไว้ให้ติดตามเรื่องราวต่อไป แต่สิ่งที่โดนใจที่สุดคงจะเป็นความสามารถและความชอบของทั้ง 4 คน ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมคำว่าเท่ของสังคม แต่ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนเก่ง และสร้างนิยามความเท่ในแบบฉบับของตัวเองได้ ซึ่งเน้นย้ำเมสเสจ “#YOUMADE เท่ได้ในแบบคุณ” ให้ชัดเจนมากขึ้น

สิ่งที่ยืนยันว่าแคมเปญนี้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างแรงบันดาลใจได้นั้น คงจะเป็นเสียงตอบรับจากผู้ชายไทยหลังจากหนังโฆษณานี้ถูกส่งออกไปนั่นเอง

ต่อยอดการสร้างความเท่ในแบบคุณ

เพื่อตอกย้ำว่า “ไม่ว่าจะเป็นความชอบแบบไหน แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เท่านี้ก็เท่แล้ว” AXE YOU จึงนำเสนอความเท่ที่ซ่อนอยู่ในหลายๆ วงการที่หลายคนคิดว่าไม่ Cool โดยการสัมภาษณ์เจาะลึกเรื่องราวของคนที่เชื่อมั่นและทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จนสามารถนิยามความเท่ในแบบตัวเองได้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชายไทย มั่นใจในความเท่ของสิ่งที่ตัวเองชอบ และกล้าเป็นตัวของตัวเอง

ซี่ง คลิปสัมภาษณ์แรกที่เราได้เห็นกันคือ คลิปจาก วิน-วิชยุตม์ แชมป์โลกกันพลา 2015 ที่เชื่อมั่นในสิ่งตัวเองชอบ ก้าวข้ามสายตาและเสียงวิจารณ์ของคนอื่น จากงานอดิเรกที่รักกลายเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเอง

รวมถึงกิจกรรม #YOUMADESTORY ที่ให้ทุกคนสร้างความเท่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการสร้างชื่อตัวเองบนขวด AXE YOU ที่ www.axethailand.com

ทั้งหมดนี้ คือแคมเปญที่ AXE YOU ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร โดยการนำ Insight ของกลุ่มเป้าหมาย มาเป็นข้อมูลในการสร้างสรรค์แคมเปญ ซึ่งหากวัดจากเสียงตอบรับแล้ว คำว่า สำเร็จ’ คงสั้นไป เพราะนอกจากแคมเปญนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงแล้ว ยังทำให้พวกเขาเข้าใจถึงตัวตนและ Positioning ของ AXE YOU ได้อย่างชัดเจน 

AXE YOU สนับสนุนให้คุณ ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มั่นใจและเดินในทางที่เป็นตัวเอง ทำไมต้องเท่ให้เหมือนคนอื่น เพราะ ความเท่ คุณคือคนนิยาม #YOUMADE

ติดตามข้อมูล AXE YOU เพิ่มเติมได้ที่ : http://www.axethailand.com/

”.”

Disruptive Marketing The New Normal of Marketing

สวัสดีนักคิด และนักปฏิบัติทุกท่านบทความภายใต้ชื่อ strategy + innovation ในครั้งนี้ขอชวนนักคิด และนักการตลาดมามองตลาดในยุคที่มีการแข่งขันสูง สินค้ามีความคล้ายคลึงกัน ในขณะที่สื่อมีความหลากหลาย และกลุ่มผู้บริโภคก็มีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพฤติกรรมการเสพสื่อหรือการซื้อเป็นอย่างมาก

บทความ strategy and innovation ในครั้งนี้จึงขอชวนนักคิดนักการตลาดมามองถึง องค์ประกอบสำคัญในการทำการตลาดในยุคนนี้ ในรูปแบบของ  D-I-S-R-U-P-T-I-V-E

Do the don’ts  

เมื่อตลาดและผู้บริโภคเปลี่ยน การตลาดก็ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน สิ่งที่เคยเป็นข้อห้ามหรือเป็นข้อจำกัดอาจกลายเป็นโอกาสที่ดีในการทำตลาดในช่วงของความเปลี่ยนแปลงอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ถ้าเรายังเดินตามทางในรูปแบบเดิม ๆ ทำสิ่งเดิม ๆ ก็จะไม่สามารถได้ผลลัพธ์ใหม่ ๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องมอง และหามุมใหม่ ๆ ในการที่จะขยายตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เปรียบเสมือนเป็นคนแปลกหน้าหรือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยน ไปอย่างชัดเจนเพื่อให้เข้าถึงความเป็นคนใหม่หรือความต้องการใหม่ ๆ ในรูปแบบใหม่ ๆ และวิธีการเข้าถึงใหม่ ๆ อย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นในการทำการตลาดแบบ disruptive marketing นี้คือ การเปิดใจของนักการตลาด รวมไปถึงนักวางแผนเพื่อให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และยอมที่จะทำสิ่งที่เคยเป็นข้อห้ามมาก่อนเพื่อที่จะได้ผลทางการตลาดสูงสุดจากที่คาดไว้

Innovation drives interest 

ในโลกออนไลน์เช่นในปัจจุบันนี้มีสินค้า และบริการมากมายที่มีคุณสมบัติที่คล้ายกัน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างที่แท้จริงคือ การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของตัวสินค้าเองที่ต้องโดดเด่น และแตกต่างทั้งในเรื่องของคุณสมบัติ ประโยชน์ ลักษณะการใช้หรือรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าสนใจ และสามารถเข้าถึงความต้องการได้ง่ายกว่า

ในเรื่องของนวัตกรรมนั้นอาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของเทคโนโลยีเสมอไป แต่อาจเป็นในเรื่องของการพัฒนาทางความคิด คุณสมบัติของสินค้า จุดขาย รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอใหม่ ๆ ที่จะสร้างความตื่นเต้น และแตกต่างให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด 

Service is a new norm

เรื่องของการบริการในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานของแบรนด์โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสินค้าหรือบริการใดก็ตาม เพราะฉะนั้นการสร้างบริการในรูปแบบใหม่หรือการสร้างประสบการณ์ร่วมในเรื่องของการบริการไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านจริงหรือบนโลกออนไลน์จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ได้มากขึ้น

บางครั้งการไม่มีการให้บริการก็คือ การบริการอย่างหนึ่งสำหรับสินค้าบางอย่างที่กลุ่มเป้าหมายต้องการอิสระในการเลือกหรือชอบที่จะมีประสบการณ์กับแบรนด์โดยตรงโดยไม่ต้องมีพนักงานขายเข้ามาเกี่ยวข้องหรืออีกมุมหนึ่งคือ การให้บริการผ่านเทคโนโลยี ซึ่งสามารถสร้างความสะดวกง่ายดาย และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับกลุ่มผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

Real currency is Content

คอนเทนต์หรือเรื่องราวของแบรนด์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่กลุ่มเป้าหมายมีความสนใจอยู่นั้นนับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง คอนเทนต์จึงเปรียบได้เสมือนกับการลงทุนในรูปแบบใหม่ ซึ่งแบรนด์สามารถใช้ และสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

ดังนั้นความเข้าใจในการทำกลยุทธ์ในเรื่องของคอนเทนต์นั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก เปรียบ เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด และเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความสำเร็จทางด้านการขายหรือการสร้างยอดขาย

User generated content builds coverage

ในปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคมีความต้องการหรือมีความสนใจที่หลากหลาย และต่างคนต่างมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่จะส่งสาส์นหรือข้อความเดียวแล้วหวังว่าจะครอบคลุมถึงทุกคนนั้นเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระจายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มผู้นำทางความคิดโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ 

Micro influencer จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่สามารถเข้าสกัดความสนใจที่มีความหลากหลายนี้ได้เป็นอย่างดี

Publishing instead of advertising 

การปรับตัวหรือการสื่อสารของแบรนด์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จากเดิมที่เคยเป็นการบอกเล่าถึงคุณสมบัติหรือเรื่องราวของแบรนด์เพียงอย่างเดียวเพื่อทำการโฆษณาสินค้า และบริการต่าง ๆ ได้เปลี่ยนมาเป็นการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์หรือเปลี่ยนให้แบรนด์กลายเป็นนักสร้างเรื่องราวหรือนักสร้างคอนเทนต์ที่มีผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวต่าง ๆ ที่แบรนด์นำเสนอเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืน และสร้างความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะปัจจุบันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เป็นกลุ่มที่นั่งรอเฉยอยู่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มที่เดินเข้าหาเนื้อหาสาระที่เขาสนใจ ดังนั้น        แบรนด์จึงต้องเตรียมพร้อม และสร้างเนื้อหาสาระคอนเทนต์เหล่านั้นให้ตรงตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และเป็นเสมือนประตูด่านหน้าในการเปิดเข้ามาหาแบรนด์

Transparency gains trust

ความจริงใจ และความโปร่งใสจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกดิจิตอลที่ทุกคนสามารถค้นหาเรื่องราวข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ได้เพียงในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นการเป็นแบรนด์ที่มีความจริงใจ และตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

Idea generation

กลุ่มคนในเจเนอเรชั่นนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีไอเดีย และพร้อมที่จะตอบสนองหรือนำเสนอความคิดเห็นให้กับแบรนด์ได้อยู่ตลอดเวลา และในทางกลับกันก็เป็นกลุ่มที่สนใจจะรับรู้ในเรื่องราวหรือแนวความคิดที่น่าสนใจไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องทั่ว ๆ ไปเพียงอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องที่ทำให้ชวนคิดเกิดแรงบันดาลใจหรือทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ กับชีวิตมากขึ้น

การสื่อสารแบรนด์จึงต้องมองถึงการ
สร้างแรงบันดาลใจหรือการสร้างมุมมองความคิดใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคได้สละเวลามาอ่านคอนเทนต์หรือให้ความสนใจในแบรนด์

Versatile data management   

การบริหาร Big Data ยังคงมีความสำคัญกับการตลาดในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความหลากหลายของข้อมูลที่เข้ามาผ่านมุมมอง และด้านต่าง ๆ ของกลุ่มผู้บริโภค เพราะข้อมูลเหล่านี้จะทำให้การทำการตลาดมีความแม่นยำในการระบุหรือสร้างความเข้าใจถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้า หมายได้เป็นอย่างดี  แต่การอ่านข้อมูลนั้นอาจจะไม่เพียงแค่อ่านข้อมูลที่สร้างพฤติกรรมร่วมหรือหาบรรทัดฐานในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ สามารถสังเกตถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปหรือสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสในการทำการตลาดใหม่ ๆ จากการวิเคราะห์ Big Data ครั้งนี้

Ecosystem of experience 

การจัดระบบเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับกลุ่มผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในโลกออนไลน์หรือเพียงบางสื่อเท่านั้น แต่อาศัยอยู่ในทุก ๆ สื่ออยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากแบรนด์จึงจะต้องเป็นระบบที่ต่อเนื่อง และเหมือนกันในทุก ๆ ช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอีคอมเมิร์ซหรือยิ่งไปกว่านั้นในเรื่องของ omnichannel retailing ที่เพิ่มโอกาสในการขายอย่างต่อเนื่องไม่ว่ากลุ่มผู้บริโภคนั้นจะเกิดความต้องการสินค้าในช่วงจังหวะใดก็ตาม

อย่างไรก็ตามการสร้าง disruption marketing คือ การสร้างความแตกต่างในการเข้าถึงผู้บริโภคแต่ต้องระวังไม่ให้เป็นการสร้างความสะดวกในการใช้ชีวิตหรือรบกวนกลุ่มผู้บริโภคจนเกิดความรำคาญ เพราะนี่เป็นการสร้างสิ่งใหม่มากกว่าการสร้างกำแพง

สุดท้ายนี้ ขอฝากประโยคชวนคิดว่า “If you want something you’ve never had, you must do something you’ve never done”

“ยูบีเอ็มเปิดฉากงานอาเซียนบิวตี้ 2017 มุ่งผลักดัน-เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยยุค 4.0”

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นางจารุวรรณ สุวรรณศาสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และนางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย ร่วมเปิดงานแสดงสินค้าเพื่อความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2017 หรืออาเซียนบิวตี้ 2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 เมษายน 2560 ณ ฮอลล์103–104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา อย่างเป็นทางการ โดยงานนี้ถือเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมความงามไทยที่รั้งอันดับ 1 ในการส่งออกไปยังอาเซียนให้ก้าวไปสู่เวทีโลก และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าความงามเพื่อตอบรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

เมื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นขุมทรัพย์ของบรรดาธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวกับการตั้งศูนย์กลางกระจายสินค้าของอาลีบาบาที่มาเลเซีย ดูจะเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนแรงสำหรับบรรดาอีคอมเมิร์ซทั้งหลายในไทย เนื่องจากข่าวก่อนหน้านี้เหมือนว่าจะมีการคุยกันว่าอาลีบาบาจะเลือกไทยเป็น “ฮับ” แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นมาเลเซียที่ได้เนื้อก้อนโตชิ้นนี้ไปครอง

เชื่อว่าคนไทยหลายคนมองว่าศักยภาพของประเทศไทยนั้นแม้จะดูด้อยกว่าสิงคโปร์ แต่ก็มีภาษีเหนือมาเลเซียอย่างแน่นอน แต่อันที่จริงแล้วศักยภาพอีคอมเมิร์ซและการสนับสนุนของรัฐบาลมาเลเซียเอง เรียกได้ว่าก้าวนำไทยแลนด์4.0ไปหลายขุมเลยทีเดียว

 

ปัจจุบันมีบริษัทไอทีมากมายจากทั่วโลก เลือกมาตั้งศูนย์บัญชาการธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย

เหตุผลหลักที่ธุรกิจสตาร์ทอัพและไอทีทั้งหลายเลือกประเทศมาเลเซียนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่บุคลากรในประเทศมาเลเซียนั้นเพียบพร้อมไปด้วยคุณภาพ

คุณภาพที่ว่านี้ก็คือเรื่องของภาษา เพราะการเลือกจ้างชาวมาเลเซียนั้น ในเรตราคาที่เท่าเทียมกัน สามารถเลือกหาคนที่พูดภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาบาฮาซา (มาเลย์,อินโด) นี่ยังไม่รวมภาษาอินเดีย และอาหรับที่เรียกได้ว่ามีให้เลือกแบบไม่หวาดไม่ไหว

 

ถ้าหากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ก็คงหนีไม่พ้นการอิมพอร์ตตัวชาวต่างชาติเข้ามา ซึ่งนั่นก็จะทำให้ค่าแรง และค่าวีซ่าเพิ่มสูงขึ้นอีก จึงไม่น่าแปลกใจว่า นักลงทุน เลือกที่จะจ่ายเงินเพื่ออิมพอร์ตคนไทยมาทำงานในมาเลเซีย ร่วมกับคนท้องถิ่นซึ่งพูดได้หลายภาษามากกว่า

ตัวอย่างหนึ่งของสตาร์ทอัพที่มาจากยุโรปก็คือSaleduck ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการคูปองส่วนลดสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ในราคาประหยัดจากร้านค้าชั้นนำมากมาย ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้น ร้านค้าออนไลน์ต่างๆสามารถสร้างยอดขายได้ผ่านSaleduck หลายล้านบาทสำหรับสินค้ามากมาย อาทิ คอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือ สินค้าเพื่อสุขภาพ ของใช้ในบ้านต่างๆ

 

ผู้บริหารของ Saleduck ให้ทัศนะถึงเหตุผลที่เลือกทำตลาดในอาเซียน ก็เพราะว่าเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอันดับต้นๆของโลก และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากการประเมินคร่าวๆคาดว่าในระยะไม่เกิน4ปี ภูมิภาคนี้จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง80% และเมื่อประเมินร่วมกับสินค้า ระบบขนส่ง ระบบการชำระเงินและธนาคาร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนและบรรดาบริษัทไอทีทั้งหลาย

โดยตัวประเทศมาเลเซียเองก็มีศักยภาพ ความพร้อม รวมถึงนโยบายต่างๆที่เอื้อต่อการทำงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี ผลลัพธ์ก็เห็นได้จากการตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้ายของอาลีบาบา ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตมาเลเซีย อาจเข้ามาแทนที่สิงคโปร์ก็เป็นได้

นอกจากSaleduckแล้ว ยังมีบริษัทอีคอมเมิร์ซอื่นๆที่อยู่ในกัวลาลัมเปอร์อีก อย่างเช่น Grab ซึ่งดูจะเป็นสตาร์ทอัพที่โด่งดังและประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก และแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยด้วย หรือ iflix ซึ่งเป็นบริการให้ดูหนังออนไลน์คล้ายกับNetflix ก็มีการตั้งออฟฟิศที่อยู่เมืองหลวงแห่งนี้อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวันนี้เศรษฐกิจของมาเลเซียจะยังดูไม่ดี รวมทั้งค่าเงินที่อ่อนค่าขั้นรุนแรง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับบริษัทไอทีหน้าใหม่ทั้งหลายที่คาดหวังจะเข้ามากอบโกยในกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่ายังมีขุมทรัพย์รอให้ตักตวงอีกเป็นจำนวนมาก