All posts by Temsiri.J

Marketing in Digital Era 2017

ในยุคที่ Digital กำลังมาแรง!!  สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จะมาอัพเดททุกเทรนด์การตลาดในยุคดิจิทัลครบทุกเรื่องราว ตั้งแต่    
     – World Digital Trend 2017
     – What’s Next? Thai Digital 2017 and Future
     – การค้นหาข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคในยุคการเชื่อมต่อโลกด้วย Big Data
     – เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การตลาด
     – การเลือกและประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัล และแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ
     – การสร้างสรรค์คอนเทนต์การตลาดอย่างไร ให้โดนใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล
     – การวัดผลความสำเร็จจากการทำ  Digital Marketing อย่างแม่นยำ
“เปิดโอกาสให้ตัวเอง” ได้อัพเดทความรู้ เทคนิค กลยุทธ์ต่างๆ กับ “กูรูด้านดิจิทัล” ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อาทิเช่น  
  • ชลฤทัย ทวิธารานนท์, Digital Strategy Director จาก MindShare Thailand
  • จอมทรัพย์  สิทธิพิทยา, CEO จาก Exzy
  • อรนุช  เลิศสุวรรณกิจ, Director บริษัท Thumbsup media
  • สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล, Strategic Planning Director จาก BrandBaker
  • จักรพงษ์ คงมาลัย, Managing Director จาก  Moonshot
  • สุมนา ปาจริยานนท์, Senior Consultant จาก Havas Media Asia Pacific
พบกันในวันที่ 29-30 มีนาคม 2560นี้  ที่ โรงแรม เรเนซองส์ ราชประสงค์ พลาดไม่ได้!! เพราะไม่ใช่แค่ตามทัน…แต่วันนี้ นักการตลาดต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อเดินแซงหน้าผู้บริโภค ยุคดิจิทัลให้ได้ !!!  **ค่าใช้จ่ายในการอบรม  สามารถลดหย่อนภาษีได้ 200%
สอบถามรายละเอียดการลงทะเบียนอบรมที่ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ : 0-2679-7360-3 อีเมล์: [email protected] หรือ http://www.marketingthai.or.th

นิสิตศศินทร์ รับถ้วยพระราชทาน รัชกาลที่ 9 ชนะเลิศแผนธุรกิจระดับโลก ด้วยนวัตกรรมล่าสุดสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

นิสิตศศินทร์ รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ชนะเลิศแผนธุรกิจระดับโลก The mai Bangkok Business Challenge®@Sasin 2017 ด้วยนวัตกรรมล่าสุดสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

ทีม PDvice นิสิตศศินทร์ รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นำนวัตกรรมเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและผู้สูงอายุทั่วโลกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเซลล์ประสาทหลากหลายรูปแบบ เข้าประกวดแผนธุรกิจระดับโลก The mai Bangkok Business Challenge®@ Sasin 2017

นางสาวอภิษฎา พัฒนานิตย์สกุล ผู้ร่วมก่อตั้งทีม PDvice ซึ่งเป็นนิสิต สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) เปิดเผยถึงนวัตกรรม ของทีม PDvice ที่คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลก The mai Bangkok Business Challenge®@ Sasin 2017 และรับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 กล่าวว่า เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและผู้สูงอายุทั่วโลกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเซลล์ประสาทหลากหลายรูปแบบและระดับความรุนแรง เป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยอาการสั่น คิดค้นโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ พิทยศิริ และทีมนักวิจัยแห่งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปกติ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้พัฒนาคิดค้นเครื่องมือนี้ขึ้นเพื่อช่วยทำให้การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ผลงานนี้นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการแพทย์ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับการรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาหลายปีได้มีการทดลองและใช้จริงกับคนไข้มากกว่า 300 รายต่อปีที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งความแม่นยำในการวินิจฉัยยังไม่มีความผิดพลาด และนวัตกรรมนี้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคพาร์กินสันที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว ง่ายต่อการใช้และราคาถูกที่สุดที่มีในปัจจุบัน เรามีพันธกิจที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตประจำวันของผู้ป่วย พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก

นางสาวอภิษฎา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับเหตุผลที่เลือกนวัตกรรมดังกล่าวในการแข่งขันเพราะทีม PDvice เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอยู่ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีประชากรที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงคุณพ่อ คุณแม่ และคนรอบๆตัวเรา จึงคิดว่าการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำถูกต้อง จะส่งผลถึงการรักษาที่เหมาะสมมากที่สุด และทางทีมเห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมชิ้นนี้ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการในตลาด มีโอกาสทางการตลาดขนาดใหญ่รองรับ และสร้างเป็นมูลค่าได้สูง อีกทั้งเราเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของทีมนักวิจัย ว่าจะสามารถพัฒนานวัตกรรมตัวนี้ และตัวอื่นๆในอนาคต ให้เป็นสินค้าที่เพิ่มคุณค่าได้ทั้งทางธุรกิจและทางสังคม นอกจากนี้การต่อยอดธุรกิจดังกล่าว ตัวนวัตกรรมในตอนนี้มีความพร้อมที่จะออกสู่ตลาด เราคาดว่าจะสามารถผลักดันและวางตลาดผลิตภัณฑ์ PDEX สู่ตลาดได้ภายในช่วงต้นปี 2561 นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่เราจะต้องเร่งดำเนินการก็คือการแสวงหาเงินลงทุนจากนักลงทุนที่สนใจและเห็นศักยภาพของบริษัทเรา เพื่อนำทุนที่ได้มาใช้จ่ายทางด้านการตลาด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวางตลาดผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ดังกล่าว ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจและติดต่อเข้ามามากมายทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ ทางทีมอยู่ในระหว่างพิจารณาทุกข้อเสนออย่างถี่ถ้วนและปรับแผนธุรกิจให้ทราบถึงความจำเป็นทางการเงินที่แท้จริง ในส่วนของการต่อยอด ทางทีมนักวิจัยได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอื่นๆนอกเหนือจากเครื่องมือวินิจฉัยโรคตัวนี้ อาทิเช่น เครื่องมือติดตามอาการสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งทางเราเห็นว่าเป็นนวัตกรรมที่มีความต้องการในตลาด และสามารถวางตลาดได้เช่นเดียวกัน

สำหรับรางวัลจากการแข่งขัน ทีม PDvice ได้รับทั้งหมด 3 รางวัลจากการแข่งขันในปีนี้ 1) รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 2) รางวัลชนะเลิศ จัดนิทรรศการยอดเยี่ยม Kiatnakin Phatra Best Venture Exhibit Award 3) รางวัลรองชนะเลิศ นวัตกรรมเทคโนโลยียอดเยี่ยม the Houston Technology Center Asia Innovation Award ซึ่งในส่วนของรางวัลด้านนวัตกรรมนั้น ต้องขอยกความดีความชอบให้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ พิทยศิริ และทีมนักวิจัยแห่งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปกติ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมนี้จนสำเร็จ ตัวนวัตกรรมเองได้รับความสนใจอย่างมหาศาลจากผู้เข้าชมงานนิทรรรศการระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมชมงาน กรรมการ และบรรดาผู้เข้าแข่งขันได้เข้ามาสอบถามและทดสอบการวินิจฉัยด้วยความสนใจอย่างยิ่ง สำหรับรางวัลชนะเลิศนั้น มาจากความพยายาม มุ่งมั่น ตั้งใจของสมาชิกทีม PDvice ทุกคน ที่ร่วมกันออกแบบและพัฒนาแผนธุรกิจที่มีความชัดเจนอย่างมาก จนสามารถสร้างความประทับใจให้กรรมการและนักลงทุนได้สำเร็จ

นายวรปรัชญ์ ชุตินธรานนท์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีม PDvice ซึ่งเรียนหลักสูตร Dual MBA and Master of Engineering (SCE) Program สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ เปิดเผยว่า การที่เข้ามาเรียนโปรแกรม SCE ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทางทีมประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เนื่องจากความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรมนั้น เป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นโดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนสำหรับธุรกิจ Start Up อีกทั้งยังทำให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการขยายธุรกิจ (Scale-up) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งทีมของ PDvice ผมคิดว่าการที่เราเข้าใจถึง Business Model ทั้งในระดับกลยุทธ์และปฏิบัติการนั้น ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้รัดกุมยิ่งขึ้นและเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน ความรู้เหล่านี้ได้จากการเรียนหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งสำคัญมากสำหรับ Start Up ในขั้น Seeding Fund

อาจารย์ที่ปรึกษาทีม PDvice คือ อาจารย์ นิกม์ พิศลยบุตร ตำแหน่ง Director, Sasin Center for Sustainability Management (SCSM), Co-Founder/Faculty Advisor, Sasin Entrepreneurship Center (SEC), Faculty-Management, Sasin Graduate Institute of Business Administration of Chulalongkorn University มีส่วนสำคัญในการให้คำแนะนำต่างๆ ในการแข่งขันครั้งนี้ สำหรับสมาชิกทีมประกอบด้วย น.ส. ดลหทัย หวังมงคลเลิศ น.ส. อภิษฎา พัฒนานิตย์สกุล น.ส. วริฏฐา ศิวเวชช และนายวรปรัชญ์ ชุตินธรานนท์ ทั้ง 4 จบการศึกษาจากรุ่น MBA Class of 2015 จากศศินทร์

ทรูคอฟฟี่ ชูกลยุทธ์ “ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่” โชว์สมาร์ทอีกระดับด้วย TrueCoffee App ให้จ่ายพร้อมรับคะแนนสะสมทันที

ทรูคอฟฟี่ ชูกลยุทธ์ “ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่” โชว์สมาร์ทอีกระดับด้วย TrueCoffee App ให้จ่ายพร้อมรับคะแนนสะสมทันที เร่งปูพรมเพิ่ม 40 สาขาทั่วประเทศ พร้อมก้าวสู่อันดับ 1 ร้านกาแฟพรีเมียมแบรนด์ไทย

ทรูคอฟฟี่ ร้านกาแฟพรีเมียมแบรนด์ไทย เดินหน้าเสิร์ฟความอร่อยให้ลูกค้าเต็มอิ่มทุกมื้อได้ทุกเวลา รุกตลาดด้วยกลยุทธ์ “ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่” ให้ลูกค้าจิบกาแฟแก้วโปรด คู่ขนมอร่อย พร้อมเพลิดเพลินกับอินเทอร์เน็ตฟรีไม่มีสะดุด จัดเต็มเมนูอาหารพร้อมทานให้เลือกอย่างหลากหลายในทุกมื้อ ราคาเริ่มต้นที่ 69 บาท พร้อมเอาใจไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตอลด้วย TrueCoffee App ให้ใช้จ่ายพร้อมรับคะแนนสะสมทันที เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ เดินหน้าขยายสาขาเพิ่มกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ ตั้งเป้าดันยอดขายโตเพิ่ม 20% ก้าวสู่อันดับ 1 ของร้านกาแฟพรีเมียม แบรนด์ไทย ภายในปี 2560

นายชัยสิทธิ์ สุทธิขจรกิจการ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูไลฟ์สไตล์ รีเทล จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลสมาคมกาแฟในปีที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าตลาดร้านกาแฟในประเทศไทยสูงกว่า 17,000 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านกาแฟพรีเมียม 8,000 ล้านบาท และร้านกาแฟทั่วไป 9,000 ล้านบาท โดยทรูคอฟฟี่ ร้านกาแฟ พรีเมียมแบรนด์ไทย มียอดขายรวมจากสาขาทั้งหมด 234 สาขาอยู่ที่ 530 ล้านบาทในปี 2559 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 16% ด้วยจุดเด่นของทรูคอฟฟี่ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟคุณภาพ รสชาติกาแฟที่เข้มข้นถูกปากคนไทย และยังเป็นร้านกาแฟศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ด้านเทคโนโลยีแบบคอนเวอร์เจนซ์ในกลุ่มธุรกิจเครือซีพีและทรู ทำให้มีความเหนือกว่าร้านกาแฟในธุรกิจเดียวกัน ทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของทรู ตลอดจนอุปกรณ์ให้อัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีทันสมัย รวมไปถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และกระตุ้นตลาดด้วยเมนูเครื่องดื่มพิเศษต่างๆ ที่หมุนเวียนมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ทรูคอฟฟี่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปี 2560 ทรูคอฟฟี่ พร้อมเปิดเกมรุกตลาดร้านกาแฟพรีเมียมด้วยแผนการตลาดที่เน้นการให้บริการครบครันที่เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างครบถ้วน ชูกลยุทธ์ “ดิจิตอล ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ (Digital Lifestyle Café)” ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “ทรูคอฟฟี่” ที่นอกจากเสิร์ฟความสุขให้ลูกค้าได้จิบกาแฟแก้วโปรด ทานขนมอร่อย ควบคู่ไปกับได้ท่องโลกออนไลน์อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสะดวกในการซื้อสินค้าภายในร้านผ่าน TrueCoffee Application ที่สามารถชมเมนูและจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที และยังมอบคะแนนสะสมให้แก่ลูกค้า โดยทุกการใช้จ่ายผ่านแอพ 25 บาท จะได้รับคะแนน 1 บีนพอยท์ เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น รับเครื่องดื่มฟรี หรือกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ที่ ทรูคอฟฟี่จัดขึ้นได้อีกด้วย ทั้งยังเพิ่มเมนูอาหารให้หลากหลายยิ่งขึ้น ให้ลูกค้าเพลิดเพลินทุกเมนูได้ทุกเวลา ตามคอนเซ็ปต์ “มื้ออาหารดีๆสร้างความสุขได้ ทุกช่วงเวลา (Everyday’s Pleasure. Good Time & Good Meal)” เสิร์ฟความอร่อยแบบพร้อมสรรพกับ All Day Breakfast และเมนูอาหารพร้อมทานในราคา เริ่มต้น 69 บาท พร้อมเบเกอรี่แสนอร่อยนานาชนิด โดยเฉพาะสูตรขนมแสนอร่อย “ฮอกไกโด เบค(Hokkaido BAKE)” นุ่ม หอม สไตล์ฮอกไกโดจากทรูคอฟฟี่ ให้ลูกค้าเลือกรับความอร่อยได้เต็มอิ่มในทุกมื้ออาหารคุณภาพได้ทุกวัน โดยในระยะแรกพร้อมให้บริการแล้ว 13 สาขา ได้แก่ เอ็มควอเทียร์, เออร์เบิน พาร์ค พารากอน, ดิจิตอล เกตเวย์, สยามสแควร์ ซอย2, สยามสแควร์ ซอย3, จามจุรี สแควร์, แฟชั่น ไอส์แลนด์, เซ็นทรัล บางนา, เอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีพี ทาวเวอร์, โรงพยาบาลจุฬา, ทรูทาวเวอร์, บลูพอร์ท หัวหิน พร้อมปูพรมขยายการให้บริการที่ทรูคอฟฟี่สาขาอื่นๆ ในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้

ทรูคอฟฟี่ ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของลูกค้าคนสำคัญ พร้อมใส่ใจทุกเรื่องที่จะช่วยเติมเต็มวิถีชีวิตของคนเมืองในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดให้ไม่จำเจ อาทิ โปรโมชั่นแนะนำเมนูใหม่ สร้างสรรเมนูอาหารพร้อมทานที่หลากหลาย หรือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้า พร้อมตั้งเป้าดันยอดขายเพิ่ม 20% ในสิ้นปี โดยเร่งขยายสาขาเพิ่มอีก 40 สาขา รวมเป็น 274 สาขาทั่วประเทศ โดยยึดหัวหอกทำเลในอาคารสำนักงาน และมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของทรูคอฟฟี่ พร้อมก้าวสู่อันดับ 1 ของร้านกาแฟพรีเมียมแบรนด์ไทย ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักของเราในการเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เมนูใหม่ การบริการรูปแบบใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ให้ลูกค้า
ประทับใจ และมีความสุขทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ และอีกหนึ่งความพยายามของเราที่จะส่งมอบความสุขให้แก่ลูกค้า”

ธอส. เปิดตัวเงินฝากออกทรัพย์ Members Get Members ชวนเพื่อนเปิดบัญชี รับดอกเบี้ยเพิ่ม

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินหน้าขยายฐานลูกค้าเงินฝาก จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ Members Get Members แนะนำเพื่อนเปิดบัญชีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 0.15% ต่อปี รวมรับดอกเบี้ย 1.65% ต่อปี หรือแนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มให้อีก 0.25% ต่อปี รวมรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.75% ต่อปี เพียงมีวงเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 50,001-5,000,000 บาท เปิดบัญชีได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคาร และส่งเสริมการออมภาคประชาชน จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์ เงินฝากออมทรัพย์ Members Get Members เพียงมีวงเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 50,001-5,000,000 บาท จะได้รับดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี (กรณีเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 50,000 บาท หรือ 5,000,000 บาทขึ้นไป จะได้รับดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี) พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่แนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Members Get Members ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มอีก 0.15% ต่อปี รวมรับดอกเบี้ย 1.65% ต่อปี และหากแนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะได้รับดอกเบี้ยบวกเพิ่มให้อีก 0.25% ต่อปี รวมรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.75% ต่อปี เงื่อนไขเพียงเปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำเพียง 5,000 บาทขึ้นไป พร้อมแนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีได้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 29 พฤศจิกายน 2560 โดยลูกค้าที่แนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีครบตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด จะได้รับอัตราดอกเบี้ยบวกเพิ่มให้ตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีเงินฝากจนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 นอกจากนี้ยังได้รับฟรีบัตร ATM GHB Lifestyles card ที่มีให้เลือกถึง 4 แบบ 4 สไตล์ และยังได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกบัตร ค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก รวมถึงสิทธิพิเศษหรือส่วนลดต่างๆ มากมายจากบริษัทและร้านค้าพันธมิตรชั้นนำ ที่เข้าร่วมโครงการ GHB Home & Family Plus เพียงแสดงบัตร ATM ของ ธอส.

“การออมถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยมีบ้าน ธอส.จึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างวินัยการออมเพื่อนำไปสู่การเป็นเจ้าของบ้านในอนาคต สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ Members Get Members ที่กำหนดให้ผู้แนะนำเพื่อนมาเปิดบัญชีจะได้รับดอกเบี้ยเพิ่ม เชื่อว่าจะช่วยให้ธนาคารสามารถขยายฐานลูกค้าเงินฝากได้มากขึ้น”นายฉัตรชัยกล่าว

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ ฉลองความสำเร็จครบ 25 ปี ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในประเทศกัมพูชา

ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดพิธีฉลองครบรอบ 25 ปี ก่อตั้งธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ เปิดดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการในประเทศกัมพูชายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ปักธง 4 สาขาพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ สาขาพนมเปญ สาขาพระตะบอง สาขาเสียมเรียบ และสาขาสีหนุวิลล์ รองรับการเติบโตด้านการค้าและการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจไทยและภาคธุรกิจกัมพูชาที่กระจายตัวไปสู่ภูมิภาคต่างๆ พร้อมมุ่งมั่นยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการทางด้านธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างครบวงจร เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศให้เป็นไปอย่างราบรื่น และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ก้าวสูการขยายเครือข่ายการค้าการลงทุนสู่กลุ่มประเทศ CLMV และประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

นายกมัลกานต์ อากาวัล รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะผู้ถือหุ้นเต็มจำนวน 100% ในธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ดำเนินกิจการในฐานะธนาคารท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา ธนาคารได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบในการช่วยสนับสนุนทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจของประเทศกัมพูชาและประเทศไทยจนประสบความสำเร็จอย่างมากมาย สามารถรองรับการขยายธุรกิจของลูกค้าออกไปสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระจายความเป็นอยู่ที่ดีไปสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในวันนี้ธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศให้สามารถดำเนินกิจการ ทั้งภาคการค้า การส่งออกและการนำเข้า ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันธนาคารกัมพูชาพาณิชย์นำเสนอบริการทางการเงินให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร อาทิ บริการบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ บริการด้านสินเชื่อ บริการเงินโอนระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ บริการออกหนังสือค้ำประกันต่างๆ บริการบริหารการเงิน ร้านค้าบัตรเครดิต การจัดการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา บริการให้คำปรึกษาทางด้านการเงิน Global Transaction Services ตลอดจนบริการทางการเงินที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะทางธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ธนาคารยังคงรักษาความเป็นผู้นำในการนำบริการต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้า อาทิ ในปี 2558 ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำตู้เอทีเอ็มมาให้บริการในต่างประเทศ โดยติดตั้งตู้เอทีเอ็มที่สาขาของธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย สาขาพนมเปญ สาขาพระตะบอง สาขาเสียมเรียบ และสาขาสีหนุวิลล์ อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ได้นำเครื่องเอทีเอ็มออกไปให้บริการนอกสาขา ณ โรงพยาบาล รอยัล พนมเปญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ารายย่อยทั่วไปทั้งชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา และชาวกัมพูชาที่ติดต่อค้าขายกับประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้ยกระดับการให้บริการทางการเงินสู่การทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับลูกค้าธุรกิจ ซึ่งเป็นลดข้อจำกัดต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจ และนำมาสู่การเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศที่จะเติบโตมากยิ่งขึ้น และต่อยอดสู่การขยายเครือข่ายทางธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งนับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง

นายกมัลกานต์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์ทางด้านธุรกิจต่างประเทศของธนาคารไทยพาณิชย์ ยังคงให้ความสำคัญต่อการขยายธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งนับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของธนาคารที่ได้วางรากฐานและขยายเครือข่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายสาขาใน CLMV ประกอบด้วย ธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ เปิดให้บริการในประเทศกัมพูชา สาขาเวียงจันทน์ ในสปป.ลาว สาขานครโฮจิมินห์ ในประเทศเวียดนาม ที่รัฐบาลเวียดนามได้มอบใบอนุญาตเปิดให้บริการสาขาเต็มรูปแบบเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีสำนักงานผู้แทนในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งธนาคารมุ่งหวังที่จะยกระดับเป็นสาขาหากทางการเมียนมาเปิดโอกาส เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบพม่าจากทั้งประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ความแข็งแกร่งทางด้านเครือข่ายของธนาคารในกลุ่มประเทศ CLMV จะช่วยสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่ต้องการขยายเครือข่ายธุรกิจทั้งการค้าและการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนการขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับภูมิภาคเอเชียต่อไป

ทานวิตามินเวลาไหนได้ผลดีที่สุด

ในแต่ละวัน สิ่งที่เรามีเท่ากัน คือเวลา ใน 1 วัน ของทุกคนบนโลก ล้วนมี 24 ชม แต่อยู่ที่เราจะใช้เวลาอย่างไร ให้คุ้มค่า และมีประโยชน์ ต่อร่างกายสูงสุด เพราะเราอาจไม่สามารถเลือกนำแต่สิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา อาจเพราะด้วยข้อจำกัดด้าน เวลา สถานที่ มลพิษ หรือกิจวัตรประจำวันที่เร่งรีบของสังคมในยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนต่าง เร่งสปีด ในทุกๆ อย่างจนอาจละเลยเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ

ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องวิตามิน หากเราสังเกตุ พฤติกรรมของคนโดยทั่วไปเราไม่สามารถเห็นคนกินผักผลไม้ ได้ครบ 5-8 จาน/วัน ในทุกๆวัน หรือ ทำได้แต่ก็ไม่สม่ำเสมอ แล้วจะทำยังไง เราจึงจะได้รับวิตามินครบถ้วน เพื่อสุขภาพที่ดีและยืนยาว เพื่อจะให้ประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 4.0 ที่อยากเห็นประชากรไทยทุกคน มีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะเมื่อสูงวัย

วิตามินช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์อย่างไร และเวลาที่เหมาะสม สำหรับวิตามินเป็นอย่างไร วันนี้หมอมีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำครับ

 

วิตามินซี (Vitamin C)

วิตามินซี หรือ แอสคอบิกแอซิด (Ascorbic Acid)เป็นวิตามินที่ได้รับการยกย่องจาก Dr.Nicholas Perricone แพทย์ด้าน Anti-aging Medicine ที่มีชื่อเสียงมากจากนิวยอร์ก ว่าเป็นวิตามินระดับซูเปอร์สตาร์ เป็นวิตามินที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระตัวแรกๆ ที่ถูกค้นพบและศึกษากันอย่างกว้างขวาง จากการทดลอง พบว่า วิตามินซี(Vitamin C) มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างของเม็ดสีได้(melanin) ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นและมีส่วนสำคัญในกระบวนการการสร้างคอลลาเจนจึงช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของผิวได้

นอกจากในเรื่องของผิวแล้ววิตามินซียังช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการโรคภูมิแพ้ป้องกันโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ(Oxidative stress) เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ ต่างๆ การรับประทานวิตามินซี(Vitamin C) นั้น ในทางเวชศาสตร์ชะลอวัย แนะนำให้ทานปริมาณต่อวันคือ ประมาณ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมกับปริมาณที่ได้รับจากการทานอาหารด้วย) โดยแบ่งรับประทานครั้งละไม่เกิน 500 มก. เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด เช่นแบ่งทานครั้งละ1 เม็ด(500มก.) สองเวลา หรือ สี่เวลา โอกาสที่วิตามินซีจะมากเกินไปและสะสมอยู่ในร่างกายนั้นมีน้อย เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้100% จึงถูกขับออกทางปัสสาวะได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในคนไข้กลุ่มโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานวิตามินใดๆ

เวลาที่แนะนำ : ทานพร้อมมื้ออาหาร 2 เวลา เช้า-เย็น เพื่อประสิทธิภาพการดูดซึมสูงสุด

 

วิตามินอี (Vitamin E)

เมื่อพูดถึง วิตามินซีแล้วก็ต้องตามมาด้วยวิตามินอีเป็นอีกหนึ่งในกองทัพต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอานุภาพแต่ข้อแตกต่างที่สำคัญจากวิตามินซีคือ วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นในบางบริเวณของร่างกาย เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นไขมัน จะต้องอาศัยวิตามินที่ละลายในไขมันได้ เข้าไปจัดการกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า วิตามินซีกับวิตามินอีนั้น มีการแบ่งโซนการดูแลจัดการทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบของเซลล์ (Oxidative stress) นั่นเอง

วิตามินอี (Vitamin E) มีความสามารถในการช่วยปกป้องคุ้มครองคอลลาเจน ให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินซี และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังเซลล์ ไม่ให้ถูกทำลายโดยง่าย มีหลายการศึกษาที่แนะนำว่า วิตามินอีมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตในสมองตีบ อัลไซเมอร์ และมะเร็งต่างๆ การเลือกรับประทานวิตามินอีแบบอัดเม็ด เพื่อเสริมอาหารนั้น ควรเลือกแบบที่เลียนแบบวิตามินอีในธรรมชาติได้ดีที่สุด คือ ประกอบไปด้วย แอลฟาโทโคฟีรอล แกมมาโทโคฟีรอล และโทโคไทรอีนอล หากรับประทานเพียงตัวใดตัวหนึ่ง อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการทานเลย

ปริมาณวิตามินอี (Vitamin E) ที่แนะนำอยู่ที่ 200-400 IU/วัน

เวลาที่แนะนำ : เนื่องจากวิตามิน E ละลายในไขมัน จึงควรทานพร้อมมื้ออาหาร กลางวัน ที่เรามักทานเป็นอาหารมื้อใหญ่
โดยแนะนำทานเพียงวันละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ เกิดภาวะวิตามิน E มากเกินไป

 

โคเอนไซม์คิวเท็น

โคเอนไซม์คิวเท็น หรือ Q10 คือสารที่ช่วยเอนไซม์ทำงาน ช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเราเป็นไปโดยปกติ พบมากในอวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น เซลล์หัวใจ เซลล์กล้ามเนื้อ และเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตสเปริ์ม Q10 มีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานของเซลล์ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญ จริงๆ แล้ว ร่างกายของคนเราทุกคนมี Q10 อยู่ในเซลล์ต่างๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ด้วยผลแห่งความชรา เมื่อเราอายุมากขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 ปีเป็นต้นไป

พบว่าระดับ Q10 ในเซลล์ต่างๆ มีการสร้างน้อยลงไปเรื่อยๆ รวมถึงการรับประทานยาบางกลุ่ม เช่น ยาลดไขมันในกลุ่มสเตติน(Statin) มีผลทำให้ระดับของ Q10 ในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว

***มีการศึกษาในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อได้ทาน Q10 เสริม พบว่าการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น

ในส่วนของผิวหนังพบว่า เมื่อถูกแสงยูวีเอ UV A จากแสงแดดทำลาย เกิดเป็นอนุมูลอิสระขึ้น Q10 จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนพลทหารด่านแรก ที่เข้าช่วยปกป้องผิวให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวลดอาการหมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัยได้

ปริมาณโคเอนไซม์คิวเท็น Q10 ที่แนะนำ อยู่ที่ 30-100 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านก่อนที่จะไปซื้อหามารับประทานเอง

เวลาที่แนะนำ : CoQ10 จะดูดซึมดี เมื่อทานกับอาหารประเภทไขมัน ดังนั้นหมอแนะนำให้ทาน ในมื้อเที่ยง เพื่อเพิ่มการดูดซึมสูงสุด

 

โอเมกา 3 (Omega 3 Fatty acid)

ภายในเม็ดสีเหลืองอำพัน ประกอบด้วย น้ำมันเข้มข้นสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก หรือ Fish oil นั่นเอง โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดคือ OMEGA – 3 โอเมกา 3 มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นสารชั้นยอดที่สามารถยับยั้งหรือลดกระบวนการการอักเสบ (Inflammation) ต่างๆ ในร่างกาย เปรียบได้เสมือนกับ น้ำยาจากถังดับเพลิงที่ช่วยยับยั้งและลดการเผาผลาญของเปลวไฟที่ลุกลามอยู่ภายในเซลล์ร่างกายของเรา

มีการศึกษาถึงประโยชน์ของโอเมกา 3 อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ของการช่วยเพิ่มระดับไขมันตัวดี (HDL) ลดระดับTriglyceride ลดการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดความดันในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ช่วยลดการอักเสบของเซลล์สมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลดอาการข้ออักเสบรูมาทอยด์ เป็นต้น

สำหรับปริมาณโอเมกา 3 (Omega 3) ที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันจะอยู่ที่ 1-2 กรัม/วัน
เวลาที่แนะนำ : Fish oil จะดูดซึมดี ที่สุดพร้อมอาหารประเภทไขมัน แต่จากรายงานวิจัยพบว่าเวลาที่แนะนำให้ทาน คือพร้อม อาหารมื้อเย็น

 

วิตามินดี

ในสมัยโบราณ เราทราบดีว่า Vitamin D มีผลดีต่อการเสริมสร้างกระดูกแต่นักวิจัยพบความสามารถเพิ่มเติมถึง คุณประโยชน์ของวิตามินดีอีกมากมาย โดยเฉพาะ ในแง่ของการป้องกันโรคมะเร็ง
ได้แก่ ป้องกันมะเร็งเต้านม และ มะเร็งรังไข่ในผู้หญิง,มะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย , อีกทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว, ช่วยป้องกัน และ รักษาโรคซึมเศร้า ได้อีกด้วย

วิธีการรับวิตามินดีให้เพียงพอก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องใช้เงินเลยแม่แต้นิดเดียว

  • เวลาที่แนะนำ : และวิธีการมีดังนี้ครับ
    ในแต่ละวัน ให้ผิวหนังได้โดนแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า 08.00-10.30 หรือ ในช่วงบ่าย 16.00-18.00 อย่างน้อยวัน 10-15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เท่านี้ ก็เพียงพอต่อความต้องการวิตามินดีในแต่ละวันได้แล้วครับ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขไทย พบว่า ร้อยละ 85 ของประชากรไทย ขาดวิตามิน D ดังนั้น ถ้าทำได้ตามที่หมอแนะนำ รับรองได้ว่า คุณจะสามารถป้องกันโรคได้หลายโรค และ ยังเพิ่มคุณภาพชีวิต ของคุณได้อย่างดี โดยไม่ต้องลำบาก หาซื้อวิตามินมาทาน ให้เสียเงิน
  • หลีกเลี่ยงการทาครีมกันแดด ในช่วงที่ต้องการสัมผัสแดด (เฉพาะ10-15นาทีต่อวัน) และถ้าเป็นไปได้ สวมใส่เสื้อแขนสั้น-กางเกงขาสั้น เพื่อให้ UVB จากแสงแดด ได้ทำหน้าที่กระตุ้นผิวหนังให้สร้างวิตามินดีได้เต็มที่

 

สุดท้ายนี้ผมขอพูดถึงเวชศาสตร์ชะลอวัย ว่าไม่ใช่เวชศาสตร์ความงาม หากแต่เป็นศาสตร์แห่งการป้องกันโรค(Preventive Medicine) ที่จะมีส่วนช่วยให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ (Improve quality of life) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรคร้ายแรง (Prevent severe diseases) และท้ายที่สุดคือทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรค(Free of Diseases) และมีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีคุณภาพ (Longevity)

“เพราะว่าการป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด” ดังที่บิดาแห่งวงการแพทย์ Hippocretes เคยกล่าวไว้

รอ.นพ.สุรชา ลีลายุทธการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ชะลอวัยรพ.พญาไท3

บริษัทเชอิล ประเทศไทยเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับ 11street ออนไลน์มาร์เก็ตเพลสในประเทศไทย

บริษัทเชอิล ประเทศไทยได้เปิดตัวแคมเปญให้กับ 11street (อีเลฟเว่นสตรีท) บริษัท อีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งภายใต้ SK Planet บริษัทชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้เลือกบริษัทเชอิล ประเทศไทยเป็นตัวแทนในการสร้างสรรค์งานโฆษณาในการเปิดตัวครั้งนี้

สองซูเปอร์สตาร์ชื่อดังจากเกาหลี ซง จุง กิ และดาราสาว มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน ได้รับเลือกให้เป็น แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ในแคมเปญนี้ และได้มาร่วมงานเปิดตัว 11street (อีเลฟเว่นสตรีท) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ณ โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับแคมเปญนี้ สื่อ Social networks อย่าง facebook หรือ Instagram คือสื่อหลักในการสร้างกระแสโปรโมทสำหรับงานนี้ การที่ผู้บริโภคโพสต์หรือแชร์เกี่ยวกับแคมเปญนี้ โดยเฉพาะแฟนคลับของแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ทั้ง ซง จุง กิและมิว-นิษฐา ทำให้ยอดวิวของ 11street Thailand Facebook มีมากกว่าหนึ่งล้านวิว

นอกจากนั้นยังมีการใช้สื่อ outdoor ทั้งบนสถานีรถไฟฟ้าและในขบวนรถไฟฟ้าด้วย โดยเลือก 3 สถานีหลักๆ อย่างสยาม ชิดลม และพร้อมพงษ์ พร้อมกันกับโฆษณาโทรทัศน์ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560

เจบอม อาน ประธานบริษัทเชอิว ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้เป็นขั้นแรกเพื่อสร้างกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคไทย ในยุคที่มือถือและอินเทอร์เน็ตเติบโต นี่ถือเป็นโอกาสที่เราจะเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และเราจะเติบโตไปพร้อมๆ กับลูกค้า 11street เพื่อเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในเมืองไทย

สำนักงานใหญ่ของ 11street (อีเลฟเว่นสตรีท) ตั้งอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ และยังมีที่ ตุรกี มาเลเซีย อินโดนีเซีย และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวในไทย ปัจจุบัน 11street (อีเลฟเว่นสตรีท) เปิดดำเนินการใน 3 ประเทศหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2016 11street (อีเลฟเว่นสตรีท) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์อันดับ 1 ในตุรกี

แสตมฟอร์ดและลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดและบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โครงการ Retail Excellence ณ ศูนย์การศึกษาอโศกแคมปัส มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

ภายใต้ความร่วมมือนี้ มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จะร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงาน มีความรู้ความสามารถตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยนักศึกษาแสตมฟอร์ดจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงานกับบริษัทลอรีอัล และได้มีโอกาสทำงานในโครงการปัจจุบันและกิจกรรมต่างๆที่ทางบริษัทต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วม โดยจะมุ่งเน้นนักศึกษาที่เรียนบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด วิชาบริหารการค้าปลีก (Retail Management)

ลอรีอัลและคณาจารย์แสตมฟอร์ดจะร่วมกันพัฒนากิจกรรมทางวิชาการที่เหมาะสมและเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ หลักสูตรและเนื้อหาวิชา เช่น โครงการต่างๆ การวิจัย และการฝึกอบรม ซึ่งจะเอื้อประโยชน์แก่นักศึกษาให้จบออกมาเป็นบัณฑิตคุณภาพ มีทักษะและความรู้ที่ตรงความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดธุรกิจระหว่างประเทศและตลาดแรงงานสากล ซึ่งเป็นเป้าหมายของทางมหาวิทยาลัยฯ ความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างลอรีอัล เป็นหนึ่งในอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ ก่อนสำเร็จการศึกษา

ดร. แอนดรูว์ สกาวน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด กล่าวว่า “เราร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจอย่างเช่น ลอรีอัล เพื่อสร้างประสบการณ์และเน็ตเวิร์กทางอาชีพให้แก่นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาของเราประสบความสำเร็จสูงสุดในการสมัครงานและการประกอบอาชีพ นอกจากนี้การเรียนการสอนแบบอินเตอร์แอคทีฟ และสังคมนานาชาติที่แสตมฟอร์ด ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่บัณฑิตให้จบออกมาอย่างคุณภาพ”

“สำหรับลอรีอัล ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนการศึกษาไทย แต่ยังช่วยบ่มเพาะแรงงานในอนาคตให้ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจปัจจุบัน เราเชื่อว่าลอรีอัล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ
ความงามชั้นนำระดับโลก จะสามารถถ่ายทอดทักษะและความรู้ที่จำเป็นต้องใช้จริงในการทำงานให้กับนักศึกษาแสตมฟอร์ดได้เป็นอย่างดี” คุณมนัสฤดี สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

“อินทรีมอร์ตาร์” เปิดศึกรุกลูกค้าภาครัฐชิงเมกะโปรเจกต์ 4 แสนล้าน เจาะกลุ่มอสังหาเกรดพรีเมี่ยม

“อินทรีมอร์ตาร์” ลุยกลยุทธ์ปี 2560 รุกขยายฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน รับเมกะโปรเจกต์ แสนล้าน เร่งเจาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เกรดพรีเมี่ยม-ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เล็งตลาดวัสดุก่อสร้างพลิกเติบโต 1-3% เม็ดเงินสะพัดกว่า 400,000 ล้านบาท งัดสินค้าใหม่ “อินทรีมอร์ตาร์ 72” ปูนนอนชริ้งค์เกราท์ รับกำลังอัดสูง สำหรับงานเกร้าท์คอนกรีต งานรอยต่อโครงสร้าง เกร้าท์ฐานเครื่องจักร ชูจุดขายนวัตกรรมล้ำยุค “อินทรีพ่น” นวัตกรรมใหม่ของการฉาบปูน พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านเทคนิคถึงไซต์ลูกค้า มั่นใจดันยอดขายพุ่ง 10-15% พร้อมเจาะตลาดเพื่อนบ้าน ชี้อัตราเติบโตแรงกระฉูด จี้รัฐบังคับใช้มาตรฐานครอบคลุมผลิตภัณฑ์มอร์ตาร์ในท้องตลาด หวั่นลูกค้าเจอผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ

ขจรศักดิ์ มโนทรัพย์ศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป อินทรีมอร์ตาร์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC เปิดเผยว่า “ในปี 2560 บริษัทจะเดินหน้ากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องจากปี 2559 โดยเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อเข้าถึงงานภาครัฐมากขึ้น เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยส่วนใหญ่เดินด้วยการผลักดันโปรเจกต์ต่างๆ จากทางภาครัฐ ซึ่งล่าสุด รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อนุมัติแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วน ปี พ.ศ. 2560 ระยะที่ 2 ทั้งระบบราง ถนน ทางน้ำและทางอากาศ จำนวน 36 โครงการ มูลค่าลงทุนมหาศาลถึง 8.95 แสนล้านบาท

“เฉพาะปีนี้ปีเดียวคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 4 แสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างสาธารณูปโภค รวมถึงโครงการก่อสร้างสถานที่ราชการ สถานศึกษา
“ขณะเดียวกัน ในกลุ่มลูกค้าภาคเอกชนของอินทรีมอร์ตาร์ ทั้งกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ แนวราบและแนวสูง มีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกรดพรีเมี่ยมและซูเปอร์ลักชัวรี่ ส่งผลให้ตลาดวัสดุก่อสร้าง แม้ยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ไม่สดใสมากนัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนในอัตราสูง และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มกลางถึงล่าง แต่ในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ถึง 1-3% หรือมีมูลค่าตลาดประมาณ 400,000 ล้านบาท

“ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเจาะกลุ่มลูกค้าภาครัฐและขยายกลุ่มลูกค้าเอกชน โดยมุ่งเน้นการขายแบบ ให้บริการครบวงจรแบบอินทรีพ่น ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการฉาบปูน พร้อมผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการด้านเทคนิค อุปกรณ์เครื่องพ่น ชุดอุปกรณ์ไซโล และระบบลำเลียง ที่สามารถใช้ได้กับทั้งปูนสำเร็จรูป (มอร์ตาร์) ชนิดถุงและผง ทำให้ฉาบปูนได้สะดวก รวดเร็ว งานเสร็จเร็วขึ้น 3 เท่า ลดต้นทุนและแรงงานของผู้รับเหมากว่า 50% คาดว่าจากแผนที่วางไว้จะทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์อินทรี มอร์ตาร์ เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 10-15%

“นอกจากให้บริการครบวงจรแบบอินทรีพ่นแล้ว อินทรีมอร์ตาร์ยังเน้นขายผลิตภัณฑ์ปูนกาว ปูกระเบื้องและผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ “อินทรีมอร์ตาร์ 72” ปูนนอนชริ้งค์เกราท์ (Non-Shrink Grout) รับกำลังอัดสูง ซึ่งบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อต้นปีนี้ เป็นกลุ่มงานเกร้าท์โครงสร้าง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้ ไหลตัวดีเยี่ยม ไม่เยิ้ม ไม่หดตัว ใช้สำหรับงานเกร้าท์ ซ่อมรูโพรงช่องว่างในงานคอนกรีต งานเทฐานเครื่่องจักร เสาคอนกรีต เสาเหล็ก สะพาน งานฝังหรือ ยึดเหล็กเส้น งานประกอบผนังหล่อสำเร็จ งานรอยต่อโครงสร้าง”
ขจรศักดิ์ กล่าวอีกว่า “อินทรีมอร์ตาร์เน้นสร้างทางเลือกให้ลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพที่เหมาะสมแก่การใช้งาน รวมถึงตอบโจทย์ในเรื่องการจัดส่งให้ตอบรับกับหน้างานลูกค้า ซึ่งในปีนี้ ผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นกลุ่มงานกันซึม กลุ่มสินค้างานฉาบพรีเมียม หลังจากปีก่อนออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แก่

  • คอนกรีตแห้ง อินทรีมอร์ตาร์ 52 (กำลังอัด 240 กก./ซม.2) และ อินทรีมอร์ตาร์ 53 (กำลังอัด 280 กก./ซม.2) สำหรับงานคอนกรีตขนาดเล็ก เช่น เทคานเอ็น เสาเอ็น พื้นลานบ้าน ลานจอดรถหน้าบ้าน
  • ปูนเทปรับระดับพื้นชนิดไหลตัวดี อินทรีมอร์ตาร์ เบอร์ 32 เป็นปูนสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับงานเทพื้นเพื่อปรับระดับก่อนปูทับด้วยวัสดุตกแต่ง เช่น พื้นไม้ลามิเนต ที่ทำให้เสร็จงานเร็วขึ้นถึง 2 เท่า ลดเวลาการทำงานเนื่องจากเนื้อปูนไหลตัวได้ดี สามารถเทปรับระดับพื้นได้บางถึง 1 ซม. มีแรงยึดเกาะที่ดี ไม่หลุดร่อน

“สถานการณ์ธุรกิจวัสดุก่อสร้างจะแข่งขันรุนแรงกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทุกบริษัทต่างเห็นตลาดมีโอกาสขยายตัวสูงในบางพื้นที่จากปัจจัยบวก ทั้งการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ทำให้เกิดโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนตามมา กำลังซื้อจากกลุ่มผู้ที่ซื้อรถคันแรกที่ปลดภาระหนี้เรียบร้อยแล้วและราคาพืชผลเกษตรบางตัวที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอินทรีมอร์ตาร์มั่นใจในแผนการให้บริการเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ความต้องการในด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่จะมีการเติบโตในอนาคตแบบครบวงจรด้วยอินทรีพ่น ที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งและเน้นความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคอย่างแท้จริง จะผลักดันยอดขายของอินทรี มอร์ตาร์ เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 10-15%” ขจรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ส่วนปี 2559 ยอดขายของกลุ่มอินทรีมอร์ตาร์ยังสามารถเติบโตประมาณ 7% ตามเป้าหมาย แม้เจอผลกระทบภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ และยังมีสต็อกบ้านที่ค้างอยู่ในระบบรอระบายอีกจำนวนหนึ่งด้วย ด้านการขยายตลาดกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหรือ AEC ในปี 2560 คาดว่าจะเติบโตตามเป้าหมาย โดยปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมีอัตราการใช้ปูนซีเมนต์เติบโตเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม และกัมพูชา เปรียบเทียบกับประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวถึงคงที่


ปรีดา การสมลาภ ผู้จัดการโรงงาน อินทรีมอร์ตาร์ กล่าวเพิ่มเติ มว่า “สำหรับโรงงานอินทรี มอร์ตาร์ผลิตปูนซีเมนต์สำเร็จรูป จ.สระบุรี เริ่มต้นสายการผลิตแรกเมื่อปี 2552 ที่ 250,000 ตันต่อปี ปี 2555 เพิ่มสายการผลิตที่ 2 รวมกำลังการผลิตเป็น 500,000 ตันต่อปี และปี 2557 เพิ่มสายการผลิตที่ 3 ขยายกำลังการผลิตจนถึงปัจจุบัน รวม 750,000 ตันต่อปี มีผลิตภัณฑ์หลากหลายรองรับตั้งแต่งานฉาบ งานก่อ งานเทปรับระดับพื้น งานปูกระเบื้อง งานคอนกรีต และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด คือ ปูนนอนชริ้งเกราท์ รับกำลังอัดสูง “กลุ่มผลิตภัณฑ์อินทรีมอร์ตาร์รองรับความต้องการ การใช้งานผู้รับเหมาทุกขั้นตอนก่อสร้าง ซึ่งมีคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม การผลิตได้มาตรฐานควบคุมอย่างแม่นยำและการผสมด้วยเครื่องผสมที่ทันสมัยที่สุดจากประเทศเยอรมนี จนได้ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์สำเร็จรูปประเภทต่างๆ ซึ่งหากเป็นไปได้ อยากเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมเรื่องการบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์มอร์ตาร์ที่ขายอยู่ในท้องตลาด เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า”

Business Best Match แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี

ทรูบิสิเนส จัดแพ็กเกจจับคู่สุดพิเศษ “Business Best Match” มอบความคุ้มค่าสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทุกประเภท ทั้งเปิดเบอร์ใหม่และย้ายค่ายเบอร์เดิม ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานทั้งโทรและอินเทอร์เน็ต บนเครือข่าย 4G+ ที่เร็ว แรง และครอบคลุมมากที่สุดในไทย พิเศษ! จับคู่สมาร์ทโฟนกับแพ็กเกจสุดคุ้มจากทรูมูฟ เอช อาทิ แพ็กเกจ Smart SME 4G+, Smart SME Talk, Smart SME Buffet และ SME Buffet เลือกรับฟรี เครื่องทรู สมาร์ท 4G แม็กซ์ 4.0 หรือ ทรู สมาร์ท 4G แม็กซ์ 5.0 เมื่อสมัครแพ็กเกจ 399 ขึ้นไป และชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า หรือ ซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆที่ร่วมรายการ รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 50% เมื่อสมัครแพ็กเกจ โดยไม่ต้องชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า พร้อมรับเน็ต 4G+ ใช้งานได้แบบไม่จำกัด ไม่ลดสปีด เมื่อสมัครแพ็กเกจ Smart SME 4G+ 799 ขึ้นไป และรับสิทธิ์ใช้งาน True Business Connect Application แอพพลิเคชั่นสื่อสารในองค์กร ฟรีนาน 1 ปี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในธุรกิจ สร้างโอกาสให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
แพ็กเกจ Smart SME 4G+

สมาร์ทโฟน 4G

สำหรับองค์กรธุรกิจเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถสมัครใช้บริการได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2560 ที่
ทรูช้อป ทรูพาร์ทเนอร์ ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ โทรศัพท์ 0 2900 9100 (วันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 17.30 น.)