All posts by Temsiri.J

Origin ดัน Park 24 ผุดอาณาจักรมิกซ์ยูสล้อมรอบ ภายใต้ชื่อ Origin 24

แม้ในภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยที่ผ่านมาจะมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก แต่นั่นก็เกิดเฉพาะในตลาดกลาง-ล่างเท่านั้น ซึ่งส่วนทางกับตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีที่เดินหน้าเปิดตัวโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับอุปทานที่เพิ่มขึ้น

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เหล่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างหันมาเล่นในตลาดลักชัวรี โดยชูจุดขายคือทำเลที่ตั้งในย่านธุรกิจ ใจกลางเมือง พร้อมเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า

และการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองมากที่สุดในนาทีนี้เห็นจะเป็น โครงการ Park 24” คอนโดมิเนียมกลางสวนใหญ่บนพื้นที่ 10 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท 24 ซึ่งเป็น Mega Project ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด

Big Deal Big Project

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ออริจิ้นเพิ่งเดินหน้าร่วมทุนครั้งสำคัญกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังจากญี่ปุ่น “โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์” ในครั้งนั้น ออริจิ้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านโนว์ฮาว นวัตกรรม และดีไซน์ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ออริจิ้นสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

และความร่วมมือครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นกัน เพราะแม้ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการตลาดหุ้น ที่หลายคนออกมาวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจาก Big Deal แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การขยับขยายของออริจิ้น เพราะหลังจากที่ซื้อหุ้นของพราวเรสซิเดนซ์แล้ว โครงการ Park 24 ยังเป็นโครงการที่เพิ่ม Port Luxurious Segment ให้กับออริจิ้นมากขึ้นอีก จากเดิมที่มีเพียง 3 แบรนด์ คือ Knightsbridge, Notting Hill และ Kensington อยู่แล้ว

ที่สำคัญ ออริจิ้นได้เพิ่ม Value ให้กับโครงการ Park 24  ด้วยการผุด โปรเจคมิกซ์ยูสแบบลีสโฮลด์ ตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิท 24 ตรงข้ามโครงการ บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ประกอบด้วย 2 อาคาร แบ่งเป็นโรงแรม, เซอวิสอพาร์ทเมนท์ และคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อโครงการ “ORIGIN 24”

ORIGIN 24 โครงการมิกซ์ยูส ตรงข้าม Park 24

เจาะลึก PARK 24 คอนโด Hi-End บนทำเลระดับ Super Luxury

แน่นอนว่า PARK คือแบรนด์คอนโดฯ ที่มาเสริมแกร่งให้กับออริจิ้นในกลุ่มลูกค้าระดับบน และโครงการล่าสุดที่บอกไว้ข้างต้นคือ PARK 24 คอนโดฯ ขนาดใหญ่ใจกลางซอยสุขุมวิท 24 บนเนื้อที่ 12 ไร่ จำนวน 6 อาคาร แบ่งเป็น เฟส 1 : 3 อาคาร (1, 2 และ3) และ เฟส 2 : 3 อาคาร (4,5 และ 6)

ในมุมของโลเคชั่นนั้นไม่พูดถึงไม่ได้ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 เดินทางสะดวกทั้งจากสุขุมวิท 24 สุขุมวิท 22 และพระราม 4  ทั้งยังห่างจาก BTS สถานีพร้อมพงษ์เพียง 400 ม. ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง Emporium, Emquartier, Emsphere, K Village, Big C, A Square, Nihonmashi, Tesco Lotus และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงเป็นศูนย์กลางของย่านธุรกิจ (CBD) ที่สามารถรองรับความต้องการของชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ทำให้โลเคชั่นนี้เป็น Destination การช้อปปิ้งใจกลางเมืองอีกแห่ง ที่ผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนต่างก็อยากครอบครอง

 

PARK 24 ให้ความสำคัญกับการออกแบบ เพื่อเป็น “Destination within a Destination” (หมายความถึง การที่ได้อยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การเดินทาง ห้อมล้อมด้วยแหล่งช้อปปิ้ง และยังได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการผสมผสานการอยู่อาศัยอย่างลงตัว ระหว่างธรรมชาติและการใช้ชีวิต) การสร้างพื้นที่สวนส่วนกลางด้วยคอนเซ็ปต์ “Urban Forest” คอนโดพร้อมสวนใหญ่ ผสานชีวิตคนเมืองกับธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยการออกแบบอาคารให้มีพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อสร้างสรรค์สวนขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่เน้นสวนขนาดใหญ่ 10 ไร่ ประกอบไปด้วยสวนขนาดใหญ่ 8 สวนภายในโครงการฯ เปรียบเสมือนปอดที่คอยฟอกอากาศ ความอึดอัด หนาแน่น และความวุ่นวายของถนนสุขุมวิท

สำหรับตัวอาคาร PARK 24 เฟสหนึ่ง มีทั้งหมด 3 อาคาร  ตึก 1 (Plaza) สูง 2 ชั้น /ตึก 2 สูง 51 ชั้น 532 ยูนิต/ และตึก 3 สูง 29 ชั้น 300 ยูนิต

มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่

  • 1 Bedroom พื้นที่ประมาณ 27-38 ตร.ม.
  • 2 Bedroom พื้นที่ประมาณ 52-54 ตร..
  • Duplex  พื้นที่ประมาณ 80-106 ตร..

ที่พิเศษคือโครงการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านจึงออกแบบให้แต่ละชั้นมีจำนวนยูนิตเพียง 12 ยูนิต

ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ กระจายอยู่ในทั้ง 2 Tower ทำให้ไม่ต้องเดินข้ามตึกเพื่อไปใช้งาน ซึ่งมีทั้ง ฟิตเนสพื้นที่กว่า 800 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์ฟิตเนสนำเข้าระดับพรีเมี่ยม, ห้องสมุด, Yoga Studio และที่เป็นไฮไลท์คือ สระว่ายน้ำลอยฟ้าที่มีขนาดยาวที่สุดคือ ยาว 40 เมตร Tower 2 อยู่ที่ชั้น 50 ส่วน Tower 3 จะอยู่ที่ชั้น 28

ด้วยศักยภาพของทำเลที่ในอนาคตจะกลายเป็น ศูนย์กลางการช้อปปิ้งขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ รวมถึงการมาของโปรเจคมิกซ์ยูศ ORIGIN 24 และตัวโครงการที่มีการออกแบบและคอนเซ็ปต์ให้เป็น Destination within a Destination ที่ผสานธรรมชาติและการใช้ชีวิต กลายเป็นที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว PARK 24 จึงเป็นอีกหนึ่ง Mega Project ที่ต้องจับตาดู

 

ส่วนใครที่สนใจรายละเอียดโครงการมากกว่านี้ สามารถติดตามได้ที่ https://goo.gl/v9RRZU หรือ Facebook: Park24

Park 24 คอนโดพร้อมอยู่ พร้อมสวนสีเขียวกว่า 10 ไร่ ผืนสุดท้าย ใจกลางสุขุมวิท 24
เพียง 500 เมตร จาก EMDISTRICT

  • ปล่อยใจล่องลอย Cloud Pool สระว่ายน้ำ40 เมตร เหนือชั้น 50
  • Boxing GYM ที่ Active Floor ฟิตเนส เทควิวขอบฟ้า  กว่า 800 ตร.ม.
  • สะดวกด้วยแหล่งชอปปิ้งและร้านอาหารชั้นนำ
  • เดินทางสะดวกเข้าออกได้ทั้งสุขุมวิท 22 และ 24

 

ลงทะเบียนรับสิทธิ์อยู่ฟรี 1 ปีเต็มทันที  พร้อมส่วนลดสูงสุด 100,000.- ได้ที่  https://goo.gl/v9RRZU

แต่งครบ เริ่มเพียง 5.9 ล้าน*  โทร  02-258-3333

By Origin Property

เฮ็ดบอท (Hbot) แพลตฟอร์มผลิตแชทบอท เปิดตัวครั้งแรกใน

เฮ็ดบอท (Hbot) แพลตฟอร์มผลิตแชทบอท แพลตฟอร์มสร้างชาติ เปิดตัวครั้งแรกในไทย ให้บุคคลทั่วไปและทุกภาคส่วนเข้าถึงเทคโนโลยีอนาคต เพื่อใช้สร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนธุรกิจดิจิตอล ช่วยสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยอย่างทั่วถึง โดยเปิดให้ใช้งานฟรีเล็งยอดการผลิตแชทบอทในไทยไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวภายในสิ้นปี ซึ่งจะก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ หรือพัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมได้อย่างรวดเร็ว   ตั้งเป้าฐานผู้ใช้งานแชทบอทรวมทุกช่องทางกว่า 20 ล้านคนในปี 2561

ดร.โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) จำกัด ให้ความเห็นผ่านการแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับสร้างแชทบอท ภายใต้ชื่องาน “Open Platform for Chatbot Makers” โดยกล่าวว่า

“แพลตฟอร์ม Hbot ถือเป็น Open Platform ของคนไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งองค์กรภาครัฐ และเอกชน ธุรกิจเอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้า หรือแม้กระทั่งนักเรียน นักศึกษาในยุคแห่งสตาร์ทอัพ เพราะการสร้างแชทบอทเพื่อธุรกิจ หรือการสร้างธุรกิจด้วยแชทบอทจะเป็นหนทางที่นำมาซึ่งการก้าวกระโดดของพัฒนาการในประเทศไทยอย่างแท้จริง” โดยพื้นฐานแล้วแชทบอทมีไว้เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการในยุคดิจิตอล แชทบอทสามารถให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านการแชทบนมือถือ รวมถึงสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจและหน่วยงานต่างๆตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยเมื่อเทียบกับการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ต้องใช้เวลานานในการพัฒนาและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แพลตฟอร์ม Hbot จะช่วยให้เราสามารถผลิตแชทบอทขึ้นได้อย่างง่ายๆและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม เพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถสร้างแชทบอทขึ้นมาได้ เหมือนคล้ายๆตอนที่เราใช้โปรแกรมแต่งรูป

วัตถุประสงค์ของการลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม Hbot ขึ้นมาในครั้งนี้ “ขอให้มองว่ามันคือการสร้างโรงงานผลิตแชทบอท โดยทางเรามีความยินดีที่จะร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานจากทุกภาคส่วน รวมถึงบุคคลทั่วไป ให้มาใช้โรงงานของเราเป็นฐานการผลิตแชทบอท เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะเวลาอันสั้น และสามารถทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆโดยใช้แชทบอทขับเคลื่อนแทนคน”

ถ้าถามว่าทำไม Hbot ต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นเอง ของต่างชาติมีไหม ดีกว่าไหม ทำไมถึงไม่ใช้ของต่างชาติ

“ผมว่าถ้าเรายังคิดแบบนี้ น่ากลัวว่าประเทศเราก็คงยังไม่มีวันทำได้แบบจีน หรือเกาหลี ที่ประเทศเขาร่วมแรงร่วมใจผลักดัน ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาจากคนในชาติ ค่านิยมนี้ไม่ใช่เป็นการกีดกัน แต่คือการสร้างสังคมแห่งการพัฒนาเรียนรู้ ผมหวังอยากให้แพลตฟอร์มนี้เป็นตัวกระตุ้นทั้ง GDP และ GDH เพราะนอกจากที่เราจะสามารถสร้างมูลค่าการเรียนรู้และเทคโนโลยีขึ้นมาได้ เราคงจะได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ช่วยๆกันมันก็คงจะเกิดยาก”

เราอยากให้สโลแกน Hbot ว่าเป็นแพลตฟอร์มสร้างชาติ เพราะเรามองเห็นโอกาส และเชื่อว่ามันเป็นไปได้ และทุกๆ คนก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน

กลับมาอีกครั้ง กับงาน “DM HOME WAREHOUSE SALE” พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 80% กับแคมเปญ On-Top ลุ้น รับ แลก ของรางวัลมากมาย

DM HOME ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ชั้นนำระดับลักซ์ชัวรี่ จัดงานใหญ่กว่าครั้งไหนๆ เพื่อส่งท้ายปลายปี กับมหกรรมลดราคาเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อคนรักการตกแต่งบ้าน ในงาน “DM HOME WAREHOUSE SALE” พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 80%” กับแคมเปญ ON-TOP ที่ให้คุณได้รับมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

มหกรรมลดราคาส่งท้ายปลายปี กับขบวนเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน หลากหลายสไตล์ จากทั่วทุกมุมโลก สำหรับคนรักการตกแต่งบ้านทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Classic, Transitional หรือ Modern ยิ่งช้อปเยอะ ยิ่งรับเยอะ กับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุดถึง 40,000 บาท และร่วมสนุกไปกับ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับของรางวัลอีกมากกว่า 100 รายการ* (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

พบกันวันที่ 17-26 พฤศจิกายน นี้ ที่ DM HOME Warehouse ซ. ศรีนครินทร์ 40 | 10 am – 7 pm

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมสินค้าอัพเดททุกวันได้ที่ โทร 085-488-5548,

www.facebook.com/dmhomebangkok และ IG: www.instagram.com/dmhomebkk

ยามาฮ่าเปิดตัวรถครอบครัวยุคใหม่ สไตล์โมเดิร์น!! ใหม่! YAMAHA FINN “ฟินน์กว่า…ก็โดนกว่า”

มร.ชิเงโอะ ฮายาคาวะ (คนกลาง) ประธานกรรมการบริหาร นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ (คนแรกซ้าย) รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพรวมกันในงานแถลงข่าวเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด “ยามาฮ่า ฟินน์” รถครอบครัวยุคใหม่จากยามาฮ่าที่ให้ความฟินน์ใหม่ล่าสุด ดีไซน์พรีเมี่ยมใหม่ทั้งคัน พร้อมฟีเจอร์เพิ่มความสะดวกสบายกว่า แรงดี ขับขี่ง่าย ประหยัดน้ำมัน รับประกันโดนใจ ยังไงก็…ฟินน์กว่า เปิดตัวพร้อมราคาแนะนำด้วยกันถึง 3 รุ่น คือ

  • รุ่นล้อซี่ลวด / สตาร์ทเท้า ราคา 39,900 บาท
  • รุ่นล้อซี่ลวด / สตาร์ทมือ ราคา 42,500 บาท
  • รุ่นล้อแม็ก / สตาร์ทมือ ราคา 44,500 บาท

โดยงานแถลงข่าวเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้น ณ สถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) ถ.บางนา-ตราด กม.21 เมื่อเร็วๆ นี้

ชนะได้ทุกสิ่ง แค่..ลุกมา “วิ่ง”

ปัจจุบันเทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมของคนทุกๆ วัย ท่ามกลางทางเลือกที่หลากหลาย “การวิ่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งช้อยส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ส่วนหนึ่งเกิดจากความสะดวก ที่ไม่ต้องใช้เทคนิคหรือความรู้ฮาวทูอะไรให้ซับซ้อน ไม่ต้องง้อเพื่อนหรือต้องรอเวลา รอสถานที่ แถมยังไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก แค่ลุกขึ้นมาสวมรองเท้าวิ่งคู่เดียว..ก็พร้อมจะออกวิ่งได้ทันที

โดยเฉพาะเมื่อโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ที่ศาสตราจารย์นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ผู้บุกเบิกกระแสการวิ่งในเมืองไทยเป็นผู้ผลักดัน ประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจทำให้คนตื่นตัววิ่งเพื่อสุขภาพกันทั้งเมือง

ล่าสุดได้ปล่อยหมัดฮุคเพื่อส่งสารถึงคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” “ยังไม่พร้อม” “ไม่รู้จะไหวไหม” ฯลฯ สารพัดจะหาข้ออู้หรือข้ออ้างให้ตัวเอง ผ่านทางคลิปน่ารักใสๆ ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ซึ่งแม้จะเข้าเส้นชัยเป็นที่โหล่ แต่สาวเจ้าก็ยังยินดีปรีดากับชัยชนะครั้งนั้นอย่างหน้าชื่นตาบาน

ฉัตรชัย ประเสริฐมรรค โปรดิวเซอร์และหนุ่มผู้กำกับ

 

ฉัตรชัย ประเสริฐมรรค โปรดิวเซอร์และหนุ่มผู้กำกับ เจ้าของผลงานโฆษณาดีๆ หลายชิ้น กล่าวถึงไอเดียที่มาของแรงบันดาลใจในการผลิตคลิปชุดนี้ว่า เกิดจากการได้เห็นคนส่วนใหญ่ มักให้ความสำคัญกับผลที่ปลายทาง เช่น การวิ่งก็ต้องเข้าเส้นชัยก่อนคนอื่น ต้องวิ่งได้มากกว่าคนอื่น หรือต้องมีผลตอบแทนเป็นเหรียญรางวัลเสื้อสามารถต่างๆ นาๆ

“ผมมองว่าคนเรา เวลาตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ให้ชีวิตตัวเอง ขอแค่ให้ได้เริ่มต้น ลุกมาลงมือทำ เอาชนะใจตนเองให้ทำงานนั้นๆจนสำเร็จลุล่วง อันนั้นคือประเสริฐดีงามที่สุดแล้ว

สมมุติเราบอกว่าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อลดความอ้วน มันไม่เห็นสำคัญเลยว่า ต้องวิ่งชนะ ต้องวิ่งได้โห สี่สิบกิโลระดับมาราธอน เอาง่ายๆ ว่า แค่ตื่นเช้านี่ การลุกจากเตียงตอนเช้าได้นี่คือชัยชนะยิ่งใหญ่มากเลยนะ หรือบางคนที่วิ่งไปก็แอบคิดไปว่า เรามาทรมานตัวเองทำไมเนี่ยะ กลับไปนอนที่นอนสบายๆ ดีกว่ามั้ย คือมันจะเหนื่อยจนอยากจะเลิก เหมือนตัวนางฟ้ามันจะกระซิบที่หูข้างนึง สู้ๆ อีกนิดเดียวเอง แต่ตัวปีศาจ ก็ตามมากรอกหูเราว่า เฮ้ย พอๆ เลิกเถอะ ทีนี้เราจะฟังตัวดีหรือตัวร้าย นี่ไงชัยชนะที่ผมว่า ไม่ได้สู้กับใครครับ สู้กับตัวเองทั้งนั้น แค่ลุกขึ้นมาทำ นั่นละชนะตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ”

ด้วยไอเดียบรรเจิดขนาดนี้เอง ที่ทำให้คลิปใสๆ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จะสั้นแต่เต็มไปด้วยข้อคิดที่สอดแทรกอยู่ บางที สิ่งที่สาวน้อยกับหนุ่มคู่หูในคลิป อาจจะทำให้คุณสะเทือนไปทั้งใจก็ได้ และที่สำคัญ มันยังตอกย้ำเรื่องจริงที่หลายคนประสบด้วยตนเองมาแล้ว ว่า “วิ่งเปลี่ยนชีวิต” หรือ “Running can change your life” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงๆ

อยากสัมผัสวินาทีแห่งความสุข ที่นักวิ่งหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตัวลอยเบาหวิวเหมือนกับนกที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” นั้นเป็นเช่นไร ประสบการณ์และความภาคภูมิใจในตัวเองที่เงินหาซื้อไม่ได้ เป็นความสุขแบบที่ไม่มีขายที่ไหนในโลก

หลังคลิปนี้ถูกปล่อยออกไปไม่กี่ชั่วโมง คอมเมนท์ยาวเหยียดที่ตามมา มีแต่คนพิมพ์คำว่า “ดูแล้วอยากไปวิ่ง” อยากรู้ว่าจริงมั้ย คลิกเบาๆ ที่คลิปด้านล่าง รับชมไปพร้อมๆ กัน

ศิริราช ผนึกเมดโทรนิค พัฒนาการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน

ในปัจจุบันสถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก  สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ ได้รายงานว่าในปี พ.ศ. 2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจำนวน 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ในปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน สำหรับในประเทศไทยรายงานจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2557 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากถึง 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งพบเพียงร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน

 

ผนึกกำลังเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวา

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เห็นความสำคัญของของการเพิ่มขึ้นของสถานการณ์โรคเบาหวานในไทยและต้องการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการ ผนึกกำลังกับ บริษัท เมดโทรนิค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน  พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวานของทั้ง 2 องค์กร จะเป็นการประสานความร่วมมือในการพัฒนาการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวาน และการวิจัยโดยนำเทคโนโลยีด้านเบาหวานมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายและ  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เป็นเบาหวาน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งในเรื่องของพันธุกรรม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม  การดูแลรักษาโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลศิริราชให้การดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานหลายหมื่นรายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โรงพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานอย่างเป็นองค์รวมและมุ่งเน้นให้ผู้เป็นเบาหวานมีสุขภาวะที่ดี โดยมีการพัฒนางานเบาหวานทั้งด้านการดูแลรักษา การศึกษา และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง  สำหรับด้านการรักษาผู้เป็นเบาหวาน โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับการสอนให้ผู้ป่วยมีความรู้ในการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมในการดูแลผู้เป็นเบาหวานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น 1) การใช้ Continuous Subcutaneous Insulin Infusion – CSII หรือ Insulin Pump ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดยาอินซูลินวันละ 3-4 ครั้งแล้ว ยังมีปัญหาน้ำตาลสูงหรือต่ำที่ควบคุมได้ยาก 2) การใช้เครื่องติดตามระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring System -CGMS) ในผู้เป็นเบาหวานที่มีปัญหาน้ำตาลต่ำบ่อยหรือมีปัญหาในการปรับยารักษาเบาหวาน  เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการรักษาหรือปรับขนาดยา จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อวงการแพทย์ไทยในอนาคต”

 

ใช้นวัตกรรมเพื่อให้ชีวิตผู้ป่วยดีกว่าเดิม

ด้าน Mr.Sandeep Chalke, Vice President, Diabetes Group, Medtronic Asia Pacific กล่าวว่า “บริษัท เมดโทรนิค เป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก ที่มอบโซลูชั่นเพื่อบรรเทารักษาอาการของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บริษัทฯ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ วิธีการรักษา และบริการต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจที่ต้องการมีส่วนร่วมในการนำวิศวกรรมชีวทางการแพทย์เพื่อวิจัย ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ฟื้นฟูสุขภาพ และทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้น บริษัทฯ มีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชนเพื่อพัฒนาการให้บริการการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีความร่วมมือในลักษณะเดียวกันนี้อีกกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดเวลาบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ เพื่อพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมในการบริหารยา และเครื่องติดตามผลระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องที่ใช้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก ให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย มีความสะดวกสบายในการบริหารยา และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียง และชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคตด้วย โดยในปัจจุบันมี insulin pump แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย มีการพัฒนาระบบที่เพิ่มความปลอดภัยในการบริหารยามากขึ้น มีระบบช่วยเตือนและหยุดการปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกายหากพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกำลังจะมีระดับน้ำตาลต่ำในเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถหาทางป้องกันและแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย”

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบัน นอกเหนือจากการควบคุมระดับน้ำตาลให้ถึงเป้าหมายแล้วยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำหรือน้ำตาลสูงเกินไปในเลือด และความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของผู้ป่วยด้วย ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและโรคแทรกซ้อนได้คือ การเพิ่มทักษะการจัดการตนเองของผู้เป็นเบาหวานและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเบาหวานอย่างชาญฉลาดความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาการให้ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน และการนำผลจากการศึกษาวิจัยมาใช้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้เป็นเบาหวาน ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษา และอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

“OPEN HOUSE” สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้ารางวัลระดับสากล “Design for Asia GRAND AWARD 2017”

หลังจาก ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เดสทิเนชั่นที่ครบครันทุกไลฟ์สไตล์ ใจกลางกรุงเทพฯ ได้เปิดตัว OPEN HOUSE” ที่บริเวณชั้น 6 ของศูนย์การค้าฯ เพียงไม่นาน ล่าสุด สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยและให้คนไทยภูมิใจ โดยคว้ารางวัลระดับสากล “Design For Asia GRAND AWARD 2017” (DFA GRAND AWARD) ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียทางด้านการออกแบบ มาครอบครอง จากเวทีHong Kong Design Centre ประเทศฮ่องกง ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย OPEN HOUSE” ได้รับการยกย่องว่าเป็นโครงการที่มีการออกแบบโดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านการออกแบบที่สร้างสรรค์ล้ำสมัย และมีกลิ่นอายของความเป็นเอเชีย อีกทั้งยังส่งเสริมและก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมอีกด้วย

Mark Dytham แห่ง Klein-Dytham Architecture (KDa) บริษัทออกแบบระดับโลกซึ่งเป็นผู้ออกแบบ OPEN HOUSE ได้เผยความรู้สึกถึงรางวัลนี้ว่า “เรารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ OPEN HOUSE ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่า DFA GRAND AWARD 2017 เพราะรางวัลนี้ ถือเป็นรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย”

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ด้าน บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มีความภูมิใจที่  OPEN HOUSE ได้รับรางวัลระดับสากลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งการพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ นั้นเป็นมหานครแห่งดีไซน์อย่างแท้จริง”

เป็นที่ทราบกันดีว่า ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในเมืองที่มีความเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่จึงมักใช้เวลาไปกับการทำงาน ช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร และเดินทาง จึงทำให้พื้นที่ตามเมืองใหญ่ต่างๆ มักตอบโจทย์เพียงเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว และอาจจะไม่ได้คำนึงถึงการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ แต่พื้นที่ OPEN HOUSE บนชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลายของคนเมือง พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ซึ่งตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตและความต้องการของคนเมืองและชาวต่างชาติไว้ในที่เดียว ทั้งร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติ, ร้านกาแฟ, ร้านหนังสือ, โซนสำหรับเด็ก, สถานที่ที่จัดแสดงผลงานศิลปะ, สินค้าไลฟ์สไตล์, Co-Thinking space สำหรับนั่งทำงาน หรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ รวมถึงห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ครบครัน

ทั้งหมดนี้ ถูกจัดสรรไว้บนพื้นที่กว่า 4,600 ตร.ม. ผ่านเพดานที่มีความสูงถึง 6 เมตร โอบล้อมด้วยการออกแบบที่ให้บรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย สบาย เหมือนอยู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เชื่อมต่อไปยัง Diplomat Screens Embassy by AIS และ Park Hyatt Bangkok จึงทำให้ OPEN HOUSE กลายเป็นพื้นที่สำหรับการใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว และเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ รวมถึงการหาแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว

OPEN HOUSE จึงเป็นคำตอบของทุกความต้องการและสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมชวนทุกท่านให้มาสัมผัสประสบการณ์โดดเด่นในแบบฉบับ OPEN HOUSE เปิดให้บริการ วันอาทิตย์ – วันพฤหัสบดี เวลา 10.00-22.00 น. และวันศุกร์ – วันเสาร์ เวลา 10.00-24.00 น.

 

 

“วิ่งเปลี่ยนชีวิต” จากอดีตมนุษย์ป้ากลายมาเป็นเจ้าหญิงนักวิ่งแฟนซี

“อายุ” เป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่คนมักยกมาเป็นข้ออ้างเอาไว้อธิบายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องของการออกไปวิ่ง ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงแล้ว มีผู้คนอีกมากมาย ที่ได้พบกับความสุข มีสังคมที่ดี และมีสุขภาพความพร้อมของร่างกายกันเกิดมาจากการวิ่ง โดยเริ่มต้นทำสิ่งเหล่านี้ตอนที่ย่างเข้าสู่ “วัยป้า”

เหมือนกับเรื่องราวสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ได้พบเห็นของ “ป้าเนเน่” หรือ นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี ที่ลุกมาเปลี่ยนชีวิตหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากอาการป่วยไข้ของคนคู่ชีวิต “ลุงย่องแย่ง” สมปอง แสงศักดิ์ศรี สามีของป้าที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน จนหมอต้องกำชับให้ทั้งคู่ลุกมาออกกำลังกายบ้าง ซึ่งนอกเหนือจากยาที่แพทย์จ่ายแล้ว ทั้งลุงกับป้าได้หันมายึดเอา “การวิ่ง” เป็นตัวช่วยสำคัญในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอีกทางหนึ่ง

 

“เราสองคนเริ่มวิ่งตอนปี 2548 คือประมาณ 12 ปีที่แล้ว ตอนแรกป้าแค่ไปวิ่งเป็นเพื่อนลุง เริ่มจากการวิ่งเหยาะแถวบ้าน เพราะการวิ่งมันง่ายไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือเตรียมตัวอะไรมาก แต่พอวิ่งได้สามเดือน หมอนัดตรวจตามระยะ หมอบอกน้ำตาลลดลง เบาหวานจากเดิม 300 เหลือ 200 เราก็เออดีนะ งั้นวิ่งต่อ พออีกสามเดือนไปตรวจอีก คราวนี้เบาหวานหายไปเลย ป้าเรียกว่าความมหัศจรรย์ของการวิ่ง จากคนที่เคยต้องกินยาเป็นกำ เริ่มลดยาลง อาการข้างเคียงอื่นๆ ก็ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงกระฉับกระเฉงขึ้น

คนแก่ที่เคยออดๆ แอดๆ เอ ทำไมวิ่งได้ไม่กี่เดือน กระปรี้กระเปร่า ตื่นมาหน้าตาสดใส เลิกบ่นปวดบ่นเมื่อย เราก็เลยวิ่งจริงจัง เพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะทาง แทนที่จะเอาเวลาไปนั่งๆ นอนๆ ดูทีวีเหมือนก่อน ก็หมั่นออกไปฝึกซ้อม กลายเป็นว่าอาการเบาหวานของลุงหายเป็นปกติเลย ไม่ต้องกินยาอีกเลย นอกจากเราจะมีความสุขที่หายเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เรายังมีความสุขที่เกิดจากการที่ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

 

“ชีวิตใหม่” ของป้าเนเน่ที่ได้จากการวิ่งนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องของสุขภาพร่างกาย หากแต่ยังหมายถึงภาพรวมทั้งหมดทุกมิติอีกด้วย เพราะหลังจากวิ่งได้ไม่นาน แทนที่จะชวนกันไปวิ่งสองคนตายาย ป้าเนเน่ก็เริ่มที่จะสนใจอยากลอง “ทำอะไรสนุกๆ” ดูบ้าง

คำว่า “ทำอะไรสนุก” ของป้าในทีนี้ เริ่มจากตอนแรกที่แค่หาเสื้อผ้าให้เข้ากับคอนเซปต์ของการจัดงานวิ่งแต่ละครั้ง แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นคุณป้าที่มาปรากฏตัวทีไร ผู้คนก็ฮือฮาขอถ่ายรูปด้วยเสมอ เพราะป้าเล่นจัดเต็มแบบอลังการงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยทรงเครื่อง ชุดซูเปอร์ฮีโร่จากภาพยนตร์ชื่อดัง ชุดประจำสารพัดชาติ ชุดนักรบดึกดำบรรพ์ ไล่ไปยันชุดนักเรียน ชุดกระเหรี่ยงชาวเขา หรือแม้แต่ชุดที่ถูกสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์งานวิ่งหรือเทศกาลสำคัญต่างๆ ซึ่งบางครั้งคือการนำเอาของดีท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่ไปวิ่งมาผสมผสานเป็นเครื่องแต่งกาย แม้จะต้องแบกน้ำหนักอันมหาศาลของเครื่องทรงสุดอลังการตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ป้าบอกว่า “ดีต่อใจ” เพราะลงสนามทีไรก็มีแต่จะสร้างรอยยิ้ม เป็นตัวกระตุ้นให้กำลังใจกับเพื่อนในสนามวิ่งตลอดเวลา

 

“คิดดูว่าเดิมทีเราก็คนแก่ อยู่บ้านนั่งๆ นอนๆ คุยกันสองคนตายาย ไปไกลบ้านแค่ตลาดก็เหนื่อยแล้ว เพื่อนฝูงก็ห่างหายกันไป พอได้ไปวิ่งก็รู้จักเพื่อนใหม่ทุกวัน เดี๋ยวไปวิ่งจังหวัดนั้นก็แวะไปเที่ยวไปหาคนนี้คนนั้น เดี๋ยวมีกิจกรรมที่นั่นที่นี่ อะ ไปงานนี้เขามีประกวดมะขามหวาน งั้นตัดชุดมะขามใส่ดีกว่า (หัวเราะ)

บางสนามวิ่งต้องไปกางเต้นท์นอน ทุกวันเราเลยได้สนุก มีเรื่องให้ตื่นเต้น ให้พบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ชีวิตที่มีแต่เรื่องดีๆ ให้ชื่นใจทุกวัน ทำยังไงก็ไม่แก่เลยแบบนี้ กลายเป็นเด็กไปเลย อยากไปไหนต่อไหน ลืมตาตื่นมาอ๊ะวันนี้มีอะไรให้ทำ ไม่เคยซ้ำ ชีวิตไม่เงียบเหงาไม่น่าเบื่ออีกเลย

บางวันวิ่งๆ อยู่มีคนไม่รู้จักกันเดินมา ..สวัสดีครับป้า ขอบคุณมากครับป้าที่ทำให้ชีวิตผมมีสีสันมีความสุข ทำให้ผมยิ้มได้ ทำให้ผมหายเหนื่อย.. พอเราเห็นคนอื่นสุขเราก็สุขด้วย บางทีไปวิ่งป้าเข้าเส้นชัยคนท้ายๆเลย ไม่ใช่วิ่งไม่ไหวนะ แต่เพราะมัวแต่รับไหว้ มีคนมาขอเซลฟี่ด้วย มีคนเอาขนมมาให้ วิ่งไปแวะทักทายคนนั้นคนนี้ไปตลอดทาง”

เห็นแต่งองค์ทรงเครื่องพะรุงพะรังขนาดนี้ อย่าคิดว่าป้าเนเน่จะยอมให้ตัวเองเป็นเพียงแค่สีสันประจำลู่วิ่ง เพราะอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นนักวิ่งสายฟรุ้งฟริ้ง ป้าเนเน่ยังได้รับการยอมรับในฐานะนักวิ่งฝีเท้าฉกาจ ที่พิชิตเส้นชัยมาแล้วมากกว่า 500 สนามทั่วไทย

“วันก่อนป้าเพิ่งไปวิ่ง 42 กิโลเมตร ก็วิ่งไปพักไป 9 ชั่วโมงก็เข้าเส้นชัยจนได้ .. แหม อะไรนะ ..โอ้ย มีคนถามบ่อยว่าจะวิ่งถึงอายุเท่าไร ป้าพูดเสมอนะว่า จะวิ่งจนกว่าขาจะวิ่งไม่ไหว อายุ 60 มันไม่เห็นจะสำคัญตรงไหนเลย ไปดูในสนามสิ อายุ 70 – 75 – 80 มีให้เห็นเยอะแยะ ในสนามวิ่งนี่เราถือว่า ป้านี่เป็นเด็กกว่าคนอื่นอีกนะจ๊ะ”

พูดแล้วก็หัวเราะเสียงใสลงลูกคอเอิ๊กอ๊าก อยากรู้ว่าป้าเนเน่หัวเราะสะใจขนาดไหน ต้องแวะไปเจอเธอได้ทุกสนามวิ่งทั่วไทย ว่าแต่ .. จะวิ่งทันป้าไหมละนั่น!!!

เพราะการวิ่งเปลี่ยนชีวิตได้ เรื่องจริงของนักวิ่ง 3 วัย ที่พบชีวิตใหม่จากการวิ่ง

จากผู้ป่วยที่เดินได้ไม่ถึง 100 เมตร สู่นักวิ่งมินิมาราธอน ณัฐพล เสมสุวรรณ ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและโรคแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นโรคที่ใน 1 ล้านคนจะเจอได้แค่ 7 คนเท่านั้น จนเป็นผู้ป่วยติดเตียง โดยมีความคิดหลายๆ ครั้ง เพื่อที่จะจบชีวิตของตนเอง จนวันหนึ่งขณะที่นอนอยู่บนเตียงที่ รพ.หันไปเห็นนกบินมาเกาะหน้าต่าง จึงน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกอิจฉาในชีวิตของนกตัวนั้นที่มีอิสระอยากออกไปใหนก็ได้ แต่ตนเองเดินแค่ 4-5 ก้าวก็เหนื่อยแล้ว

ณัฐพล-เสมสุวรรณ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

“การได้รับคีโม 30 กว่าครั้ง ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมเดินไปทางไหนมีแต่คนกลัว เด็กตัวเล็กๆ หันมาเห็นยังร้องไห้ ทำให้ยิ่งท้อใจอย่างมาก จึงเริ่มหาหนังสืออ่านเพื่อเพิ่มพลังบวกให้กับตนเอง จนมาเจอหนังสือของหนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งในนั้นเขียนว่า เราเข้าใจทุกคนบนโลกไม่ได้ แต่เราทำให้เขาเข้าใจเราได้” หลังจากนั้นจึงมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เริ่มวิ่งครั้งแรก ได้แค่ 20 เมตร เริ่มหอบ เห็นดาว หน้ามืด แต่ก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อเหนื่อยก็วิ่งช้าลง ไม่ไหวก็กลับบ้าน ก็มีน้อยใจเหมือนกันว่า ทำขนาดนี้แล้วไม่สำเร็จสักที แต่เราก็มีคำถามกับตัวเองมากมาย “เราจะหยุดหรือจะไปต่อ” เราก็วิ่งต่อ ไม่หยุด

จากความคิดบนที่นอนที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้เราลุกขึ้นมาวิ่งไม่ยอมหยุด จนได้บังเอิญเริ่มเข้าร่วมงานวิ่งแบบไม่ได้ตั้งใจ  โดยเพื่อนชวนไปวิ่งแทนแฟนที่ป่วย ซึ่งลงระยะวิ่งไว้ 10 กิโลเมตร ตนก็รับปากไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม วิ่งไปซักระยะนึงก็เริ่มมีอาการเหนื่อย  แต่เมื่อมองไปทางแยกข้างหน้าระหว่าง 5 กิโลเมตร กับ 10 กิโลเมตร จึงคิดในใจว่า หากวิ่งไปทาง 5 กิโลเมตร ตนก็แค่ได้ลงมือกระทำ แต่หากวิ่ง 10 กิโลเมตร นั่นหมายถึงตนทำได้ และสุดท้ายก็ทำได้ หลังจากนั้นก็เริ่มออกวิ่งพัฒนาตนเองจนหลงรักการวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ สุขภาพดีขึ้น และสุดท้ายอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองออกมาวิ่ง อย่าท้อแท้ เอาชนะใจตนเองให้ได้ เพราะการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ” ณัฐพล เล่าให้ฟัง

ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กไทยในประเทศสิงคโปร์ ที่โดนรถไฟฟ้าทับขาขาดทั้ง 2 ข้าง

ณิชชารีย์  เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กไทยในประเทศสิงคโปร์ ที่โดนรถไฟฟ้าทับขาขาดทั้ง 2 ข้าง แต่ก็พลิกชีวิตด้วยความคิดบวก และปัจจุบันเป็นผู้สำรวจความสุขคนไข้ ของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

“การได้ทำงานปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่ได้ตัดสินใจวิ่งในงาน Thai Health Day Run ในปี 2555 เพราะเคยตังคำถามกับตัวเองว่า ‘ชีวิตนี้ตนจะไม่มีโอกาสได้วิ่งอีกแล้วหรอ?’ จึงตัดสินใจลงวิ่งโดยมีนักกายภาพเข็นรถวีลแชร์ตามตลอดเส้นทาง แต่ด้วยความพยายามจึงไม่ขอใช้รถวีลแชร์เลย

ในการวิ่งครั้งนั้นทำให้เปลี่ยนความคิดที่เคยจำกัดตนเองว่าสามารถวิ่งได้แค่ในฟิตเนส แท้จริงแล้วตนออกมาวิ่งข้างนอกได้มาร่วมพูดคุยกับนักวิ่งที่มีประสบการณ์ ถือว่าโชคดีมากที่ได้มาเจอกับสิ่งดีๆ แบบนี้ รวมถึงในงานมีการสอนวิ่งที่ถูกวิธีและให้ความรู้สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ได้อย่างครบถ้วน จึงทำให้ตนรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ชีวิตที่กล้าออกมาเดินมาวิ่งได้เห็นรอยยิ้มได้ยินคำให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน เกิดมิตรภาพที่ดี ทำให้ปัจจุบันเริ่มวิ่งได้ดีขึ้นและทำเวลาได้ดีมากขึ้น” ณิชชารีย์  เล่าพร้อมรอยยิ้มสดใส

สุนันทา เลื่อมประภัศร์ นักวิ่งวัย 78 ปี

มาถึงสุดยอดนักวิ่ง วัย 78 ปี ที่อายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย สุนันทา เลื่อมประภัศร์ ที่เริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอายุ 50 ปี และปัจจุบันวิ่งมา 28 ปีแล้ว

“จริงๆ ตนเป็นคนไม่ได้ชอบออกกำลังกายแต่มีสาเหตุให้ต้องออกกำลังกาย เนื่องจากตอนนั้นสามีเกิดป่วย ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ไปออกกำลังกายตนจึงตามสามีไป แรกๆ ก็นั่งรอ พอนานไปรู้สึกว่ารอแล้วเสียเวลา จึงออกกำลังกายไปพร้อมกับสามีด้วย ครั้งแรกก็เริ่มเดินก่อนแล้วเริ่มวิ่งช้าๆ สลับกันไปมา สมัยก่อนยังไม่มีการแข่งขันวิ่งมากมายแบบปัจจุบัน ใน 1 เดือนจะมี 1 ครั้ง แต่ตนก็เริ่มลงสมัครวิ่งมาเรื่อยๆ ครั้งแรกลงวิ่ง 3 กิโลเมตร และเพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน วิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตร ถือเป็นการวิ่งที่ไม่หวังรางวัลใดๆ เน้นวิ่งเพื่อสุขภาพของตนเอง ตอนนี้มีเพื่อนนักวิ่งมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หลายคนก็เชิญชวนให้ไปวิ่ง ตนก็ไปเพราะได้มิตรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มีความห่วงใยกันดูแลกันระหว่างทางวิ่งหรือแม้กระทั้งจบการแข่งขันก็ยังเป็นห่วงกันเหมือนเดิม ทำให้หายเหงา หายเครียด มีความความสุขกับการวิ่ง และจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็อยากให้มาเริ่มวิ่งกันเยอะๆเพราะคุณจะได้สังคมที่กว้างขึ้นในหมู่นักวิ่งรวมถึงสุขภาพที่ดีมากขึ้นด้วย” สุนันทา เชิญชวนทิ้งท้าย

 

หากใครที่กำลังมองหานิยามของการเปลี่ยนชีวิตหรือสร้างชีวิตใหม่ การวิ่ง อาจทำให้คุณค้นพบความหมายของชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการออกกำลังกาย เพื่อสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับตัวเอง

ติดตามข้อมูลดีๆ ของการวิ่ง ได้ที่เฟสบุ๊ก วิ่งสู่ชีวิตใหม่

 

 

 

 

Priceza E-Commerce Awards 2017 งานรวบรวมเทรนด์ ทิศทางและข้อมูล ที่ผู้ประกอบการ E-Commerce ห้ามพลาด

ในยุคนี้ธุรกิจ E-Commerce จะเติบโตและไปได้ไกลต้องอาศัยปัจจัยหลักอีกสามขา ซึ่งก็คือ ระบบ Logistics, ระบบ Payment และพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการนี้หากจะติดอาวุธให้กับธุรกิจตัวเอง คงต้องรู้ทิศทางและก้าวให้ทันเทรนด์ทั้ง 3 อย่าง

และเร็วๆ นี้ กำลังจะมีงานดีๆ ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่ผู้ที่ทำธุรกิจ E-Commerce ควรรู้ ทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม ทิศทางการเติบโต เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคแบบอินไซด์จากศูนย์ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ นั่นคืองาน Priceza E-Commerce Awards 2017 งานประกาศรางวัลสุดยอด E-Commerce แห่งปี

แต่ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดของงาน Marketeer ขอเล่าถึงที่มาที่ไปของการจัดงานประกาศรางวัลครั้งนี้ พร้อมกับ Story ของผู้จัดงานให้ฟังคร่าวๆ

ผู้ที่จัดงานครั้งนี้คือ “Priceza” ซึ่งผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น Pricezaเครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine) อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ครองตลาดกว่า 90% หลายคนเคยใช้บริการ แต่เชื่อว่าน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวจุดเริ่มต้นของ Priceza

Priceza ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดย ธนาวัฒน์ มาลาบุฟผา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ่า จำกัด และเพื่อนสมัยเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน ด้วยมองเห็นว่า ณ ตอนนั้นธุรกิจ E-Commerce ในไทยยังมีโอกาสโตมากกว่านี้ จึงใช้ความรู้ที่เรียนมาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีแพลตฟอร์มเป็นการให้บริการเก็บข้อมูล เทียบราคาสินค้าบนเว็บไซต์ ช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ เปรียบเทียบราคา และข้อเสนอได้ตรงตามความต้องการ

ปัจจุบัน Priceza ให้บริการในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ใน 6 ประเทศคือ ไทย / อินโดนีเซีย / มาเลเซีย / เวียดนาม / สิงคโปร์  / ฟิลิปปินส์ มีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน ด้วยฟังก์ชั่นที่มากกว่าการค้นหาข้อมูลสินค้าและเปรียบเทียบราคา แต่ยังรวบรวมและเปรียบเทียบข้อเสนอ โปรโมชั่น บริการการจัดส่ง การชำระเงิน ฯลฯ ของร้านค้าต่างๆ บนโลกออนไลน์ ทำให้มีผู้ใช้บริการตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงตอนนี้เฉลี่ยเดือนละ 11.5 ล้านคน และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเดือนละ 12 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ รวมทั้งมีฐานข้อมูลสินค้าทั้งหมด 30 ล้านรายการ นั่นทำให้ Priceza มีจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว

นอกจากนี้แล้ว Priceza ยังมีทีม Content ที่คอยรวบรวมข้อมูลสินค้าไว้อย่างละเอียด ที่สำคัญผลพวงจากการมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ยังทำให้เกิดการรีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะในมุมผู้ใช้ จนกลายเป็น Community ของผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์

จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้ Priceza เป็นศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูลสินค้า, ร้านค้า E-Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภค ขนาดใหญ่

“ในแพลตฟอร์มของ Priceza มีร้านค้า E-Commerce มากกว่า 1 หมื่นราย ตั้งแต่ Lazada, Central Online, Power Buy และร้านค้า SME รายเล็กๆ ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่ได้รับคะแนนรีวิวสูง นี่เป็นที่มาของการจัดงาน Priceza E-Commerce Awards เราต้องการเป็นพื้นที่สื่อกลางให้กับร้านค้าและ Marketplace ที่ดีและน่าเชื่อถือทุกขนาด เพื่อให้ทุกคนในระบบ E-Commerce เติบโตไปด้วยกัน”

นอกจากการมอบรางวัลทั้ง 18 รางวัลแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายของ Priceza คือการผลักดัน E-Commerce ไทยเป็น Eco-System ที่มีความแข็งแกร่ง ภายในงานจึงมีข้อมูลตัวเลขสถิติจาก Priceza ที่จะบอกถึงเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงการจัดงานสัมมนาเพื่ออัพเดทเทรนด์ต่างๆ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้ ในหัวข้อ  3 Trends Talk คือ

  • E-Commerce and The Future of Retail 2018 ทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย
  • E-Logistics – Trends to of Follow แนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต
  • E-Payment – The Present & Future สถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

จาก Guest Speakers ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในวงการทั้ง 12 ท่าน คือ
หัวข้อทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ CEO บริษัท เอ็มอินเตอร์เอคชั่น จำกัด และคุณผรินทร์ สงฆ์ประชา CEO บริษัท นาสเกต รีเทล จำกัด
หัวข้อแนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด, คุณสันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลาลามูฟ อีซี่แวน (ประเทศไทย) จำกัด และคุณโยจิ ฮามะนิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส
หัวข้อสถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน คุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน Kasikorn Business-Technology Group, คุณศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ประจำประเทศไทย บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณกิติพงศ์ มุตตามระกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และคุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย

ข้อมูลทั้งหมดนี้ นับเป็นการติดอาวุธให้กับผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าออนไลน์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อไปใช้เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้มีศักยภาพในการแข่งขันและยืนหยัดอยู่ในตลาด E-Commerce ได้อย่างแข็งแกร่ง

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจในตลาดสินค้าออนไลน์จึงไม่ควรพลาดงานนี้ด้วยประการทั้งปวง

Priceza E-Commerce Awards 2017 จดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-18.00 น.

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ >> https://www.priceza.com/priceza-awards-2017

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-860-6125