All posts by Pakin

Design for : LOVE / LIFE / ANIMAL คัด 3 งานดีไซน์ที่เราชอบจากงาน Spike Asia มาให้ดู

งานดีไซน์ “สไตล์เอเชีย” นี่แหล่ะที่เราชอบ! และเชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี่ก็น่าจะชอบด้วยเช่นกัน

วันนี้ Marketeer Online เลยขอหยิบเอาผลงานโฆษณาจากหมวดดีไซน์ บนเวทีประกวดโฆษณา Spike Asia ที่สิงค์โปร มาให้ได้รับชมกัน…
แม้ว่าทั้ง 3 ผลงานจะไม่ใช่งานเด่นบนเวทีประกวด แต่เป็นผลงานที่น่าจะจุดความคิดสร้างสรรค์ของเราได้ดีเหลือเกิน เลยอยากหยิบมาแชร์ให้ทุกคนได้ดูไปพร้อมๆ กัน

 

“Love”
VOICE CHOCOLATE – DOCOMO
Agency : HAKUHODO INC. TOKYO, JAPAN

VOICE CHOCOLATE คือ “ช็อกโกแลตวาเลนไทน์ เวอร์ชั่นอัพเกรด” จาก DOCOMO ที่เปิดโอกาสให้สาวๆ สามารถสร้างลวดลายบนหน้าช็อคโกแลตได้ด้วยเสียงของตัวเอง!?

การเปลี่ยน เสียง/คำพูด ให้เป็นลวดลายบนช็อคโกแลต พวกเขาใช้เทคนิคการถอดรหัสเสียงให้กลายเป็นรูปร่างๆ (Cymatics) เหมือนกับที่เราเคยเห็นน้ำสั่นเป็นคลื่นเมื่อเสียงมากระทบ มาใช้ (โอ้วล้ำสุดๆ)

หลักการทำงานก็คือ ผู้ส่งสามารถพูดคำที่ต้องการส่งผ่านแอพพลิคชั่น แรงสั่นสะเทือนที่พูดออกมาก็จะถูกถอดรหัสเป็นลวดลายและปรากฎอยู่บนชิ้นช็อกโกแลตสุดพิเศษ พร้อมกับส่งไปยังผู้รับในวันวาเลนไทน์…

ลูกเล่นของแคมเปญนี้ยังไม่จบ เพราะเมื่อช็อกโกแลตถึงมือ ผู้รับยังสามารถถอดโค้ดเสียงที่ว่าด้วยการสแกนผ่าน AR ผ่านแอพพลิคเคชั่นที่ถูกจัดทำขึ้น เพียงเท่านี้เสียงหวานๆ จากผู้ส่งก็จะถูกเล่น เหมือนเธอมากระซิบที่ข้างหู (โอ้วรอบสอง ทั้งล้ำทั้งอิจฉา)

อยากรู้จริงๆ ว่าเสียงหวานๆ จากแฟนสาว กับ ช็อคโกแลตที่ได้รับ… อะไรจะหวานกว่ากัน! 

 

 

“Life”
EMERGENCY COLLECTIBLES – KOBE SHIMBUN (หนังสือพิมพ์รายวันของญี่ปุ่น)
Agency : DENTSU INC. TOKYO, JAPAN

ญี่ปุ่น คือหนึ่งในประเทศลำดับต้นๆ ของโลก ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ดั้งนั้นการเตรียมพร้อมก่อนภัยมา คือเรื่องสำคัญที่ต้องปลูกฝังให้ประชาชนในประเทศมีความพร้อมตลอดเวลา

“EMERGENCY COLLECTIBLES” จากหนังสือพิมพ์รายวัน KOBE SHIMBUN เป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ต้องการช่วยเตือนให้คนญี่ปุ่นตระเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันกันให้มากขึ้น

พวกเลยจัดการเปลี่ยนหน้าหนังสือพิมพ์ของตัวเอง 1 หน้า ให้เป็นเหมือนแผนที่เกมล่าสมบัติ ออกแบบเค้าโครงสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย น้ำดื่ม ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งมีขนาดเท่ากับไซส์ขนาดจริง จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

เมื่อผู้อ่านได้รับหนังสือพิมพ์เล่มนี้ไป ก็มีเพียงภารกิจเดียวที่ต้องจัดการ ก็คือการหาสิ่งของชิ้นจริงมาเรียงให้ครบตามที่กำหนด

“เกมที่ว่านี้ไม่มีแจกของรางวัล ไม่ต้องส่งไปชิงโชคกับทางหนังสือพิมพ์… แต่มีความปลอดภัยที่คนทั้งครอบครัวจะได้รับ  และอุ่นใจได้ว่ามีสิ่งของที่จำเป็น พร้อมแล้วหากภัยมา”

 

 

“Animal”
WWF DISAPPEARING TIGER – TIGER BEER / WWF
Agency : JONES KNOWLES RITCHIE SINGAPORE, SINGAPORE

ภาพเสือโคร่งตัวใหญ่บนขวดเบียร์ลาเกอร์ กลายเป็นภาพจำของ Tiger Beer เบียร์แบรนด์ดังจากสิงค์โปร ที่ฮิตสุดๆ ในประเทศตัวเอง มาเลเซีย รวมถึงอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

“เสือโคร่งตัวนี้อาจทำให้เราคิดถึงเบียร์ได้… แต่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า เสือโคร่งจริงๆ ในโลกเรานั้น เหลืออยู่ไม่เกิน 3,890 ตัว”

แคมเปญ DISAPPEARING TIGER จากทาง WWF และพาร์ทเนอร์ TIGER BEER จึงเกิดขึ้น เพื่อหวังสร้างความตระหนักถึงถึงการลดจำนวนลงอย่างลวดเร็วของเสือโคร่งในปัจจุบัน โดยทางไทเกอร์เบียร์ได้ทำออกแบบฉลากบนขวด/กระป๋องแบบพิเศษ โดยการใช้หมึกล่องหนเมื่อเจอความเย็น (Thermochromic ink) พิมพ์ลงบนฉลาก เมื่อนักดื่มสั่งเบียร์เย็นๆ ออกมาจากตู้ แช่ เสือโคร่งที่คุ้นตาบนขวดก็ไม่อยู่เสียแล้ว

การสร้าง Awareness ไม่ได้จบแค่หน้าบาร์เครื่องดื่ม แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับโลกอย่าง Forbes, BBC เล่นข่าวนี้… นี่แหล่ะคือความสำเร็จของแคมเปญ

“เซนไฮเซอร์” เปิดตัวสินค้าใหม่ 9 รุ่น เจาะกลุ่ม Hi-End

มาร์ติน โลว์ กรรมการผู้จัดการ เซนไฮเซอร์ เอเชีย กล่าวว่า สำหรับเซนไฮเซอร์แล้ว เมืองไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญด้วย 1.พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่กว่า 90% ท่องโลกอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อสู่โลกโซเชียลมีเดีย รวมถึงการดูทีวีดิจิทัลอยุ่เป็นประจำ, 2.ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี ทำให้สามารถสื่อสารหรือให้ความรู้ตรงแก่ผู้บริโภคได้เลย อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการให้ความช่วยเหลือได้อีกด้วย และ 3.เทรนด์หูฟังไร้สาย ที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งกระแสของตลาดสมาร์ทโฟนที่แผ่ขยายอย่างรุนแรง

ซึ่งที่ผ่านมา เซนไฮเซอร์ ขับเคลื่อนในไทยมาโดยตลอด :ซึ่งเน้นเจาะกลุ่ม Hi-Endสำหรับกลยุทธ์ในปี 2017 มี ข้อด้วยกันคือ 1.เน้นเจาะคอนซูมเมอร์ เฮดเซ็ทและเฮดโฟน เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้เป็นเพอร์ซัลนอล ออดิโอ นิยมใช้หูฟังในการเดินทางทั้งบนรถไฟฟ้าหรือรถเมย์, 2.Mobile Journalist จากการที่ผู้บริโภคยุคนี้นิยมทำคอนเทนต์วิดิโอ เพื่ออัพผ่านโชเชียลมีเดีย แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีภาพที่ดี แต่เสียงก็ยังไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่นัก จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ 3.การบันทึกเสียงแบบ มิติ สำหรับผู้ที่ผลิตงาน AR และ VR ซึ่งบางครั้งไมล์ที่ติดมากับกล้อง ก็ไม่สามารถให้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็นได้

กลยุทธ์ทั้งหมดได้ออกมาในการเปิดตัวสินค้าทั้งหมด รุ่นได้แก่ หูฟังแบบไร้สาย รุ่น พร้อมที่คล้องคอ สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความคล่องตัวขณะเดินทาง ได้แก่ CX 7.00BT (ราคา 6,490 บาท) MOMENTUM In-Ear Wireless (ราคา 8,990 บาท), อุปกรณ์ออดิโอไฟล์ระดับไฮเอ็นด์ ที่มีทั้งแอมป์ HDV 820 (ราคา 99,000 บาทและหูฟังแบบสอดหู IE 80 S (ราคา 15,390บาท)

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสื่อสารเสียงสำหรับการบันทึกภาพ ได้แก่ MKE 2 elements (ราคา 8,949 บาท),HANDMIC DIGITAL (ราคา 11,569 บาท) ,อุปกรณ์บันทึกเสียงแบบ มิติ AMBEO VR MIC (ราคา 73,699 บาทรวมไปถึง AMBEO SMART HEADSET (ราคา 13,390 บาท)

สินค้ากลุ่มหูฟังถือเป็นเรือธงของเซนไฮเซอร์ เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโตในระดับเบิ้ลดิจิ สำหรับในช่วงไตรมาส นั้น เชื่อว่าจะคิดคักการจากที่ผู้บริโภคออกมาหาของขวัญเพื่อมอบให้กับ โดยปีนี้ภาพรวมของเซนไฮเซอร์ตั้งเป้าโตเบิ้ลดิจิ”

มาร์ติน ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้กิจกรรมที่จัดนอกเหนือจากผ่านตัวแทนจำหน่ายก็จะมีการซาวด์ ฟอรั่ม ที่จัดไป 3-4 ครั้งแล้ว เพื่อแนะนำสินค้า รวมถึงจัดหาช่องทางขายใหม่ๆโดยเฉพาะออนไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าต่างจังหวัด 20% และอีก 80% อยู่ในกรุงเทพ สำหรับในปีหน้านั้นจะมีการเพิ่มโรดโชว์ เข้ามาอีกด้วย

ท่ามกลางตลาดยาสีฟันที่แข่งขันสูง “MARVIS” โดดเด่นกว่าด้วยอะไร

ขอเดาแบบแม่นๆ เลยว่า ไม่ว่าจะดูทีวี ฟังวิทยุ หรือเลื่อนดูฟีดส์เฟสบุ๊ก โฆษณายาสีฟันที่ผ่านหูผ่านตาเรา ส่วนใหญ่ก็มีจุดพูดเหมือนๆ กันหมด นั่นก็คือ “ปากฟันสะอาด กลิ่นหอมสดชื่น”

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ลองนึกถึงร้านขนมหม้อแกงริมถนนจังหวัดเพชรบุรี ที่ไม่ว่าร้านไหนก็ดูขายเหมือนกันไปซะหมด มีทั้งแม่กิมลั้ง แม่กิมไล้ หรือแม้แต่แม่กิ้มลื้อ ทุกร้านแทบจะขายขนมแบบเดียวกัน เห็นแล้วเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “อย่างนี้คนจะจำแบรนด์ได้อย่างไร?” ซึ่งก็เหมือนกับตลาดยาสีฟันนั่นแหละ ถ้าจุดขายไม่แตกต่าง เราจะสร้างความโดดเด่นให้แบรนด์ได้อย่างไร

 

จากการตั้งคำถามข้างต้น จึงเป็นที่มาของแบรนด์ยาสีฟันมินต์พรีเมียม สัญชาติอิตาเลียน อย่าง Marvis แบรนด์ที่คิดต่าง และมองว่ายาสีฟันต้องเป็นได้มากกว่ายาสีฟันธรรมดา ต้องไม่ใช่มีแค่คุณสมบัติทำความสะอาดปากและฟันที่เหนือกว่าอย่างเดียว แต่สร้างสุนทรียภาพบางอย่างให้กับผู้บริโภค มาดูกันว่า Marvis…มองตลาดอย่างไร เพื่อก้าวไปอีกขั้นให้เหนือกว่ายาสีฟันเจ้าอื่น

 

มอง…เห็นสไตล์และตัวตนผู้บริโภค

Marvis ให้ความสำคัญกับตัวตนของผู้บริโภค โดยขอย้อนกลับไปกว่า 60 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ Marvis ส่วนหนึ่งถูกคิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหานักดื่มไวน์และสูบซิการ์ ผู้ที่มักจะมีปัญหาคราบฟันเหลืองและกลิ่นปาก นั่นแปลว่า หากคุณเอ็นจอยกับการสังสรรค์ หรือการดื่ม Marvis เข้าใจไลฟ์สไตล์แบบนี้ และขอให้เป็นคุณต่อไป เราพร้อมดูแลเรื่องปากและฟันให้คุณเอง

มอง…หาความสนุกที่มากกว่ายาสีฟันแบบเดิมๆ

Marvis เข้าใจผู้บริโภคที่มองหาความแปลกใหม่ ชอบอะไรที่ไม่จำเจ จึงมีกลิ่นให้เลือกมากถึง 7 กลิ่น! แม้กระทั่งมีกลิ่นหนึ่งที่ชื่อ Amarelli Licorice เป็นกลิ่นจากลูกอมแบรนด์ดังในอิตาลี ลองคิดดูละกันว่า “ลูกอม” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจกับยาสีฟัน Marvis ยังหยิบมาทำให้สนุกกลายเป็นกลิ่นได้ซะงั้น

แค่นี้คงยังสนุกไม่พอเพราะ Marvis ก็มีกลิ่นคอลเลกชันล่าสุด Wonders of the world เป็นกลิ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง ประมาณว่าเอากลิ่นการเดินทางมาใส่ในยาสีฟัน (สนุกแค่ไหนถามใจเธอดู!)

มอง…เห็นความสำคัญแม้กระทั่งแพ็กเกจจิ้ง

มาถึงเรื่องที่เตะตาคนส่วนใหญ่ ก็คือแพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์สุดเก๋ ตั้งแต่กล่องไปยันฝาหลอด อาจเรียกได้ว่ามียาสีฟันไม่กี่แบรนด์หรอก ที่คนสนุกกับการถ่ายรูปหลอดยาสีฟันลงโซเชียล ฟีลลิ่งแบบ Pinterest ดีไซน์ที่เห็น เค้าเรียกว่า Contemporary คือเป็นยาสีฟันที่อยู่ได้กับทุกสไตล์ เช่น จะหยิบไปคู่กับ Street Style ก็ไปด้วยกันได้ จะแมชกับวินเทจก็คลาสสิกไม่น้อย หรือจะลองแบบโมเดิร์นก็ไม่เกี่ยง เข้ากันได้กับทุกสไตล์ ทุกยุค

มอง…ลึกเข้าไปถึงข้างใน

นอกจากแพ็กเกจจิ้งจะใส่ใจแล้ว Marvis ยังคราฟต์ไปถึงส่วนผสม เนื่องจากลูกเล่นของกลิ่นที่แตกต่างจากชาวบ้าน จึงยิ่งต้องพิถีพิถันในขั้นตอนการทำมากทีเดียว สัดส่วนของกลิ่นมินต์ Piperita และปริมาณของกลิ่นที่เติมลงไป ทำยังไงก็ได้ให้รวมกันแล้วออกมาเพอร์เฟ็กต์ที่สุด ตลอดจนเนื้อครีมที่ละเอียด เรียกได้ว่า คราฟต์แบบอิตาลี คราฟต์เกินกว่าจะเรียกยาสีฟัน!

มอง…การตลาดให้แตกต่าง

นอกเหนือจากเรื่องตัวผลิตภัณฑ์แล้ว การตลาดก็แตกต่างไม่น้อยหน้ากัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือวิธีคิดของ Marvis ไม่ได้พยายามยัดเยียดให้คนซื้อ โดยทุ่มโปรโมชันแรงๆ ลดแลกแจกแถม หรือการตั้งกระบะ Sales  แต่อยากให้คนเดินเข้ามาหาแบรนด์เองโดยที่เค้าอยากจะซื้อจริงๆ เพราะ Marvis เชื่อว่าถ้าของดีจริงผู้คนจะหลงใหลในแบรนด์เอง แบรนด์นี้จึงไม่เข้าหาคนโดยใช้โปรโมชั่นเป็นตัวล่อ แต่เลือกที่จะสื่อสารให้คนอยากเดินเข้ามาหา ซึ่งนั่นหมายความว่า ยาสีฟันทุกหลอด… Marvis ตั้งใจมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

มอง…โฆษณาให้เหนือกว่าโฆษณาทั่วไป

ถ้าทั้งหมดที่คุณได้อ่านมา ยังไม่ทำให้รู้สึกแตกต่างล่ะก็ ขอแนะนำให้ดูโฆษณาสิ่งพิมพ์ ของ Marvis ละกัน

Print Ad ที่ไม่ต้องมีดาราแอคท่าอ้าปากโชว์กลิ่นหอมสดชื่น Print Ad ที่ไม่ต้องรีทัชหน้า ทำท่าสูดลมหายใจจนเต็มปอด Marvis เป็นแบรนด์ยาสีฟัน ที่กล้าทำโฆษณา ที่แปลกใหม่สำหรับบ้านเราดีเหมือนกัน

สรุปแล้วพูดกันง่ายๆ เลยก็คือ Marvis เป็นยาสีฟันที่จุดขายไม่ได้ Cliche’ เป็นยาสีฟันที่ไม่ได้จบแค่การดูแลเรื่องฟันสะอาดปากหอมสดชื่นอย่างเดียว แต่มองว่ายาสีฟันต้องสร้างสุนทรียภาพให้คนแปรงได้ด้วย และแนวคิดกับการมองตลาดที่แตกต่างนี้เอง ทำให้ Marvis กลายเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคได้ทั่วโลก นำไปสู่การสร้างยอดขาย เกิด Brand Loyalty ซึ่งหากคุณได้ลองซักกลิ่น เราเชื่อว่า Marvis อาจจะทำให้ความรู้สึกในการแปรงฟันของคุณเปลี่ยนไป รู้ตัวอีกทีคุณอาจจะลองจนครบทุกกลิ่นก็ได้

Credit :
http://www.atelierdore.com/beauty/gift-guide-day-2/
https://theline.com/products/marvis-toothpaste-flavour-collection
https://goo.gl/images/wKd8vF
https://goo.gl/images/ZbsPfZ
http://www.beautyhabit.com/product16672.html
https://www.beardandblade.com.au/products/marvis-toothpaste-collection-black-box-gift-set
https://www.facebook.com/abovethemarss/
https://www.urbanoutfitters.com/shop/marvis-mint-toothpaste
https://www.facebook.com/surferholiday/
http://www.marvismint.com

แกะรอย Brand Story LG ครบรอบ 70 ปี จากธุรกิจ “ครีมลัคกี้” สู่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก

มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกของธุรกิจที่จะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและยืนหยัดมานานได้ถึง 70 ปี และหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เรากำลังพูดถึงคือ LG ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี

 

ใครจะเชื่อ…สินค้าชิ้นแรกคือ ครีมความงาม

แต่กว่า LG จะเดินทางมาถึงหลักไมล์ที่ยาวนาน 70 ปี ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ผ่านร้อนผ่านหนาวมีเรื่องราวชวนน่าติดตาม โดยเริ่มต้นธุรกิจในปี 1947 (พ.ศ. 2490) โดย Hwoi Koo เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Lak Hui Chemical Industrial Corp โดยธุรกิจแรกคืออุตสาหกรรมเคมี โดยสินค้าชิ้นแรกคือ “ครีมลัคกี้” ซึ่งเป็นเครื่องสำอางของชาวเกาหลี ซึ่งประสบความสำเร็จด้านยอดขาย จนลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ความงามขึ้นในปีถัดไป

จากนั้นเวลาไม่นานนักก็มีสงครามครั้งใหญ่ในเกาหลี นั่นคือ สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่ง ณ วันนั้น ยังไม่ได้แบ่งแยกกันเด็ดขาดชัดเจน สงครามเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 มิถุนายน 1950 โดยระยะเวลาของสงครามครั้งนี้กินเวลายาวไปถึง 3 ปี 32 วัน

จนมาถึงวันที่ 27 กรกฏาคม 1953  มีการลงนามข้อตกลงสงบศึกในสงครามเกาหลี ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกาหลีใต้ ณ เวลานั้นอยู่ในสภาวะย่ำแย่

 

Hwoi Koo เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Lak Hui Chemical Industrial Corp สินค้าชิ้นแรกคือ “ครีมลัคกี้”

ผู้นำLG ผู้ไม่เคยยอมแพ้

แต่ด้วยการเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของ Hwoi Koo เขาตั้งเป้าชัดเจนว่าต้องลุกขึ้นมาใหม่ และต้องแข็งแรงกว่าเดิม ด้วยการขยายธุรกิจก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Lak Hui Industry ซึ่งปัจจุบันก็คือ LG International Co. และในปีถัดไป Lak Hui ก็สั่นสะเทือนวงการผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอีกครั้ง ด้วยการผลิต Lak Hui dental paste ยาสีฟันแบบครีม เป็นรายแรกของเกาหลี

จนมาถึงปี 1958 ที่สร้างเซอร์ไพร์สให้คนเกาหลีใต้ต้องตกตะลึงด้วยการจัดตั้งมีบริษัท Goldstar Co., Ltd. (ปัจจุบันคือ LG Electronics)พร้อมกับสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อนในประเทศเกาหลีใต้ อย่างมากมาย

อาทิเช่น “วิทยุ” เครื่องแรกของเกาหลี เมื่อปี 1959 และในปีถัดไป ก็วางจำหน่ายพัดลมไฟฟ้าเครื่องแรกของเกาหลี ตามด้วย โทรศัพท์เครื่องแรกของเกาหลี (1961)

 

รวมตัวบริษัทเป็น LG ขับเคลื่อนนวัตกรรม

จนมาถึง จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1983 เมื่อทั้ง 2 บริษัทอย่าง Lucky และ Goldstar มารวมอยู่ในชื่อบริษัทเดียวกันคือ Lucky Goldstar จากนั้นในปี 1995 ก็เปลี่ยนชื่อให้สั้นเพื่อสร้างความจดจำได้ง่ายนั้นคือ LG พร้อมกับพัฒนาสินค้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพ โดยแบ่งเป็น 4 ธุรกิจหลักคือ Home Entertainment, Mobile Communications, Home Appliances & Air Solutions และ Vehicle Components

จะเห็นได้ว่าสินค้าทั้ง 4 กลุ่มภายใต้แบรนด์ LG นั้นอยู่ร่ายล้อมชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกและคนไทยได้ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต โดยความยอมรับตรงนี้มาจากปรัญญาของแบรนด์ “LG Life’s Good” ที่ต้องการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภค สะท้อนจากการได้คัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สุดของโลก (Global 100 Most Sustainable Corporations in the World) จาก Corporate Knights เป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน

รวมไปถึงรางวัลต่างๆ อีกมากมายอาทิเช่น รางวัลในสาขา “Best of The Best TV Award” หรือ “ที่สุดของที่สุด” ซึ่งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันและรางวัล Best Midrange Full HD LED TV Award จากเว็บไซต์ LCDTVTHAILAND และนิตยสารเครื่องเสียงและภาพชั้นนำอย่าง Audiophile / Videophile ที่รวมกันจัดงาน VIDEOPHILE LCDTVTHAILAND AWARDS 2015 – 2016

ต่อมาคือรางวัล No 1 Brand Thailand ของนิตยสาร Marketeer ที่จากผลสำรวจผู้บริโภคพบว่า “เครื่องซักผ้า” LG ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งตอกย้ำการเป็นผู้นำตัวจริงในวงการเครื่องซักผ้าไทยต่อเนื่องนาน 17 ปี รวมถึงรางวัลอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวในที่นี้

และด้วยคุณภาพสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยและปรัญญาการทำธุรกิจเชิงสร้างสรรค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคนี้เอง

 

70 ปีที่เติบโตต่อเนื่อง

ตรงนี้เองที่ทำให้ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา LG มียอดขายเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด และการเติบโตนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทย แต่ในระดับ Global นั้นในไตรมาสแรกของปี 2560 LG มีรายได้มากกว่า 12.70 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.36 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.7% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2559

ซึ่งนั่นแปลว่าสินค้าทุกประเภทของ LG ได้รับความยอมรับจากคนทั่วโลก และนี่เองที่ทำให้วาระครบรอบ 70 ปีของ LG ต้องการสื่อสารกับผู้บริโโภคคนไทยผ่านคลิปวีดีโอที่มี Content สื่อสารว่าในชีวิตประจำวันและทุกช่วงจังหวะชีวิต LG สามารถเติมเต็มความสุขและการใช้ชีวิตที่สมบรูณ์แบบผ่านสินค้าที่มีเทคโนโลยีระดับสูง

 

นอกจากนี้ในวาระครบรอบ 70 ปี LG ในประเทศไทยยังได้ตอบแทนลูกค้าด้วย แคมเปญ 70thAnniversary แอลจีขอบคุณความผูกพันดีดีตลอด70ปีและตลอดไป” ที่จะมีข้อเสนอสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าอย่างหลากหลายเพื่อตอบแทนลูกค้าคนไทยที่สนับสนุนให้ LG เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจมาอย่างยาวนาน

http://www.lg.com/th/lg-70th

Seekster สตาร์ทอัพน้องใหม่ กับไอเดียที่ให้คนเรียกแม่บ้านทำความสะอาดผ่านมือถือ

สตาร์ทอัพ Seekster (ซีคสเตอร์) application ช่วยหาช่างซ่อมแซม, คนทำความสะอาดบ้าน แบบออนดีมานด์บนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้รับรางวัล Best Performing Startup จากโครงการ dtac Accelerate batch 5 ซึ่งเป็นโครงการลงทุนให้กับ บริษัท สตาร์ทอัพ หน้าใหม่อย่าง Health at Home, Freshket

รวมถึงยังเป็นหนึ่งในสาม startup ที่ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น startup finalist จากายการ “The Unicorn สตาร์ทอัพ พันล้าน” ทางช่อง Workpoint TV

สำหรับตัว application “Seekster” นั้นก็พึ่งได้รับเงินลงทุนรอบ Seed Round จาก 3 กองทุนซึ่งได้แก่ Dtac Accelerate, Digital Ventures และ 500 TukTuks ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนบริษัท startup เจ้าใหญ่ในประเทศไทย

Seekster เป็น บริษัทที่ให้บริการ service ด้านการทำความสะอาด, ซ่อมแซม สำหรับบ้าน, คอนโด และสำนักงานแบบ on demand โดยผู้ใช้บริหารสามารถใช้บริการได้ทั้งช่องทางของ application บนมือถือ และผ่านทางเว็บไซต์ seekster.co

สเฮ็บ อนันต์ทรงวิทย์ CEO และ Co – Founder ของ Seekster เห็นว่าการให้บริการขง Seekster นั้นเป็นมากกว่าผู้ให้บริการ เพราะยังเป็นระบบที่ควบคุมดูแลคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้ใช้งานอีกด้วย”

ที่มาและ performance ปัจจุบันของ application Seekster นั้น “เกิดจากการบริหารระบบตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครและคัดกรองผู้ให้บริการไปจนถึงตอนที่เสร็จสิ้นการบริการ Seekster เปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2559 ด้วยแนวคิดการพัฒนาแบบมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พวกเราได้เข้าโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 5 และ DV batch 0 อันเป็นจุดสำคัญในการเรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วของเรา ปัจจุบันมีงานเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 150-200 งาน หรือ 5,000 – 6,000 งาน ต่อเดือน มีแม่บ้านและช่างถึง 1,800 คน ให้บริการในกรุงเทพฯและปริมณฑล และนอกเหนือจากลูกค้าทั่วไปเราเห็นโอกาสทางธุรกิจที่อยู่ในตลาดธุรกิจ SME โดยเราได้กระโดดเข้ามาเป็นผู้ให้บริการกับ SME มากกว่า 200 เจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วในระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา”

ด้านธุรกิจ B2B (Business to business) ที่ทาง Seekster ได้ทำนั้นคือการเป็นพันธมิตรกับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์

“Seekster เติบโตและประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนงานที่จะขยายไปในจังหวัดใหญ่ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ร่วมลงทุนทั้ง 3 กลุ่มมั่นใจในศักยภาพของการดำเนินธุรกิจและแผนงานของ Seekster ในอนาคต จนทำให้มีวันนี้ ซึ่งทางบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้โอกาส Seekster เป็นพันธมิตรในการให้บริการแม่บ้าน และซ่อมแซมโครงการของ อนันดา ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย” นายสเฮ็บ อนันต์ทรงวิทย์ CEO และ Co – Founder ของ Seekster กล่าว

กลุ่มนักลงทุนที่มาจาก Digital Ventures (DV) ของธนาคารไทยพาณิชย์, dtac accelerate โครงการลงทุนบริษัท startup ของดีแทค และ 500TukTuks กองทุนสำหรับ startup จากซิลิคอน วัลเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เรืองโรจน์ พูลผล หรือที่คนในวงการ startup รู้จักในชื่อของ คุณกระทิง กล่าวเกี่ยวกับการเป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Seekster ว่า “ทางเราเองได้มีสตาร์ทอัพจำนานมากที่มีลีกษณะใกล้เคียงกับ Seekster เข้ามาขอทุนมากมาย แต่ทีมนี้เป็นทีมที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถเอาชนะใจลูกค้าและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดภายในระยะเวลาไม่กี่ปีให้ได้”

“ในวันนั้นพวกเรายังไม่สามารถพูดอะไรได้กับตลาดนี้แต่สิ่งที่เรามองเห็นคือทีมที่มี Passion สูงมาก วันนี้ทาง 500Tuktuks ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่าทาง Seekster ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาทำได้ พวกเขาสามารถมี traction ตัวเลขของลูกค้าที่น่าพึงพอใจ มีพันธมิตรทางธุรกิจมากมาย และที่สำคัญคือมีผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า นอกเหนือไปจากนั้นทีม Seekster เองยังได้รับการยอมนับจากโครงการ Accelerator 2 โครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 5 และ Digital Ventures Accelerator batch 0 สุดท้ายนี้ผมก็ยินดีต้อนรับ Seekster เข้าสู่ครอบครัว 500 Tuktuks อย่างเป็นทางการ”

Marketeer No.1 Brand Thailand 2017 แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องสู่ปีที่ 7

มาร์เก็ตเธียร์ ผู้นำสื่อการตลาด จัดพิธีประกาศและมอบรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2016-2017 จากการสำรวจความนิยมผู้บริโภคเพื่อเฟ้นหาแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องสู่ปีที่ 7 ผลสำรวจปีนี้พบว่า ธุรกิจสื่อสาร-ออนไลน์ยังครองใจผู้บริโภค พบพฤติกรรมผู้บริโภคไทยใช้เวลาท่องอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนสูงลิ่ว  แม้การใช้ชีวิตในวันหยุด ภายในบ้านพัก ก็ยังใช้แทนพีซี ถึงกว่าวันละ 6 ชั่วโมง

เพื่อเป็นสื่อกลางในการสำรวจความพึงพอใจ ระหว่างผู้บริโภคไทย และเจ้าของแบรนด์สินค้าไทย และแบรนด์ข้ามชาติ อันจะนำไปสู่การสร้างมาตรฐาน และคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดี เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการมากที่สุดจนถึงขั้นครองใจแก่ผู้บริโภคเป็นสำคัญ  Marketeer สื่อนิตยสาร และสื่อออนไลน์ จึงจัดพิธีประกาศและมอบรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2016-2017 แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภค ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปีนี้ ได้รับเกียรติจาก ท่านรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ คุณอุรวี เงารุ่งเรือง เป็นประธานในการประกาศผล และมอบรางวัลให้แก่นักบริหารระดับสูง จากแบรนด์ชั้นนำจำนวน 42 หมวด ซึ่งสาขาช้อปปิ้งออนไลน์ และค้าปลีกยังคงมาแรงต่อเนื่อง

การประกาศผล ‘Marketeer No.1 Brand Thailand 2016-2017’ นี้ อ้างอิงจากผลสำรวจของบริษัทวิดีโอ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมด้วย Marketeer Research ซึ่งทำการสำรวจความนิยมในสินค้าและบริการประเภทต่างๆ ของผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 4,000 ตัวอย่างทั่วประเทศไทย เพื่อเฟ้นหา ‘Marketeer No.1 Brand Thailand 2016-2017’  แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทยในสาขาต่างๆ

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจ จากผลการสำรวจของบริษัท วิดีโอ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัดปีนี้ ที่อ้างอิงถึงแบรนด์ช้อปปิ้งออนไลน์ โทรศัพท์มือถือ และเครือข่ายยังคงแรงไม่หยุด เนื่องจากพบว่า คนไทยใช้เวลาท่องอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีจำนวนเวลาการใช้งานมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี และแลปทอป  โดยไม่จำกัดเวลาแม้การใช้ชีวิตในบ้าน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้มือถือ แต่คนไทยยังคงมีพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือแม้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ การสำรวจยังพบว่า เป็นช่วงที่มีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตสูงสุดถึงวันละ 6 ชั่วโมง ซึ่งการใช้อินตอร์เน็ตส่วนใหญ่ใช้เพื่อเล่น Social Media

นายเพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้ง นิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ ได้กล่าวว่า “เราจัดพิธีประกาศและมอบรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2015-2016 เป็นกิจกรรมเฟ้นหาแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 โดยมีผู้บริโภค หรือ ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจจาก บริษัทวิดีโอ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด โดย มร.ทาโร่       ทานากะ กรรมการผู้จัดการ ซึ่งยังคงใช้สำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้า และการรับสื่อของประชาชนทั่วไปในประเทศที่มีความรวดเร็ว หลากหลาย และผลที่เชื่อถือได้  ด้วยนวตกรรมของการวิจัย ภายใต้ชื่อ การวิจัยการตลาดแบบทันใจ T-Cube Thailand 2015 เป็นเครื่องมืออ้างอิง เพื่อทำให้ผลการตัดสินได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากวงการการตลาดเมืองไทย

มาร์เก็ตเธียร์ยังคงทำหน้าที่สื่อกลาง และเป็นกระบอกเสียงให้ผู้บริโภคชาวไทย ที่ต้องการสินค้า และบริการที่ดีมีคุณภาพ และมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมุ่งหวังครองอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคตลอดไป

“งวดนี้ชุดใหญ่ 10 ใบรวด” Instagram เปิดฟังก์ชันใหม่ “อัพรูปพร้อมวิดีโอพร้อมกันได้เลย!”

ชุดใหญ่ 10 ใบรวดที่กำลังพูดถึงคือฟังก์ชันใหม่ของ Instagram โซเชียลเน็ตเวิร์คของคนชอบถ่ายภาพที่ตอนนี้เปิดให้ยูสเซอร์ทุกคนสามารถอัพโหลดภาพถ่ายของตนได้แบบเป็นชุด สูงสุด 10 ใบต่อหนึ่งโพสต์ แถมยังรวมกับคลิปวิดีโอเคลื่อนไหวได้พร้อมๆ กันได้อีกด้วย  (สนุกแน่งานนี้ ~)

ฟังก์ชันที่ว่าน่าจะถูกพัฒนาขึ้นจากอินไซด์ของคนเล่น IG เมื่อเวลาที่เรามีรูปสวยๆ อยู่ในมือเป็นสิบ ทุกคนก็คงอยากอัพอยากแชร์ให้เพื่อนได้ดู แต่จะให้อัพลงทีละภาพแบบเมื่อก่อนพอลงเยอะ จากภาพที่เราคิดว่าสวยก็อาจกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญของคนอื่นไปทันที ซึ่งฟังก์ชันใหม่ที่ว่านี้น่าจะช่วยให้คนรูปเยอะสบายใจขึ้นระดับนึง ได้มีพื้นได้อวดฝีมือการถ่ายภาพที่ตนเองตั้งถ่ายมากันอย่างเต็มที่

ที่น่าสนใจคือเจ้าตัวฟังก์ชันที่น่าจะเป็นพื้นที่ใหม่ให้ได้คิดสร้างสรรค์ครีเอทลูกเล่นการถ่ายภาพแบบแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพเล่าเรื่องต่อกัน สถานที่เดียวแต่หลากมุม งานนี้ก็ขึ้นอยู่ความสร้างสรรค์ของแต่ละคนแล้วล่ะ!

ตัวอย่าง Carousel ad / Pic : wordstream.com

มองในมุมของร้านค้า และ คนทำโฆษณา  : ฟังก์ชัน “Select Multiple” หรือการลงรูปพร้อมๆ กันหลายใบในโพสต์เดียว เหล่าแม่ค้าบนไอจีน่าจะปลื้มกันไม่น้อย ยิ่งร้านไหนเปิดขายเสื้อผ้าหรือของที่ขายเป็นสินค้าประเภทเดียวกันแต่มีไซส์ มีสี หรือมีแบบให้เลือกเยอะๆ ก็สามารถลงภาพของสินค้าเหล่านั้นพร้อมกัน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเลือกได้สะดวกขึ้นแถมดูไม่รกตาหรือรบกวนลูกค้าที่กดติดตามด้วย

ส่วนคนทำโฆษณา คงน่าจะรู้จักการทำ Carousel ad หรือการลงภาพโฆษณาที่ละหลายๆ ภาพ ช่วยให้โฆษณาดูน่าสนใจหรือต้องการเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่าง เพราะหลังจากยูสเซอร์ทั้งหลายเริ่มชินกับการดูภาพแบบนี้  Carousel ad ที่เราเห็นบน Facebook ก็น่าจะถยอยเพิ่มมากขึ้นบน Instagram แน่นอน

 

มาดูขั้นตอนการใช้งานฟังก์ชันใหม่ที่ว่ากันดีกว่า (ง่ายมาก!)

1. เช็คก่อนเลยว่าอัพเดต Instagram ของคุณเป็นเวอร์ชั่น 10.9 แล้วรึยัง
iOS หรือ Android สามารถเข้าไปเช็คได้ที่ App Store / Play Store ในเครื่องได้เลย
หรือคลิกที่ Link นี้ก็ได้
iOS : http://apple.co/2lRa3dN
Android : http://bit.ly/2lMjElF

 

2.เมื่อได้ Instagram เวอร์ชั่น 10.9 มาแล้ว ก็พร้อมลุยอัพภาพชุดได้เลย
เริ่มจากปุ่มอัพโหลดภาพที่คุ้นเคย แต่รอบนี้ให้สังเกต ที่มุมขวาล่างของภาพ จะเห็นไอคอนน้องใหม่ที่เขียนว่า “Select Multiple”

เมื่อกดแล้วก็จะสามารถเลือกภาพ/วิดีโอ ของเราได้ทันที จัดเรียงลำดับตามชอบใจ จะใช้รูปไหนเปิดต่อด้วยวิดีโอ ก็แล้วแต่ความชอบได้เลย เสร็จพิธีอย่าลืมกด “Next” ที่มุมขวาบนนะ

3. อยากเติม Filter แต่งสีก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม
โดยค่าเริ่มต้น Filter ที่เราเลือกจะย้อมให้กับชุดภาพของเราทั้งหมดให้สีคล้ายๆ กัน แต่ใครจะแต่งเพิ่มเติมที่ละรูปก็สามารถเติมแต่งได้ตามชอบเล่นกัน เสร็จแล้วอย่าลืมกด “Next” ที่มุมขวาบนนะ (Next ที่ 2 )

4. เมื่อมาถึงหน้าสุดท้ายก็เข้าสู่หน้าจอที่เราคุ้นตา
เขียนแคปชั่น / Tag เพื่อน / Add Location สถาณที่ และจะแชร์ต่อไปที่ไหนเพิ่มเติมก็เลือกกันตรงนี้ได้เลย

รอบนี้กด “Share” ภาพชุดใหญ่ไฟกระพริบทั้งหมดของคุณพร้อมเรียกไลค์จากเพื่อนบน Instagram ได้แล้ว!

 

ข้อมูล : instagram.com

“ดม เรียก สติ” ระลอก 2 รอบนี้ “โน้ส อุดม” ขอเตือนสติคนคิดลาออกจากงาน

หลังจากคลิป “ดม เรียก สติ” ชิ้นแรกถูกปล่อยออกมาเรียกสติเหล่าผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งนอกจะเรียกสติคนได้ ผลงานที่ว่านี้ยังสามารถเรียกยอดไลค์ได้มากกว่า 140,000 Likes ยอดแชร์อีก 134,617 Shares และที่สำคัญคือยอดวิวกว่า 7.2 ล้านวิว บน Facebook จากความสำเร็จระลอกใหญ่ที่นอกจากจะช่วยเรียกสติผู้คนได้อย่างมากมายแล้ว แน่นอนว่างานนี้ Peppermint Field และเอเจนซี่ผู้ผลิตผลงานอย่าง Choojai ไม่ปล่อยให้กระแสตก สติหลุด เดินเกมปล่อยคลิป “ดม เรียก สติ” ชิ้นที่ 2 ออกมาติดๆ

โดยคลิปวิดีโอโฆษณา “ดม เรียก สติ” ชิ้นที่ 2   รอบนี้ “โน้ส อุดม” ขอมาเตือนสติเหล่าคนทำงานทั้งหลายที่กำลังคิดลาออกจากงานเพราะปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จากการทำงานที่ทุกคนต้องเคยเจอ เช่น มาสาย เจ้านายบ่น ทำงานไม่มีความสุข  ซึ่งเนื้อเรื่องของผลงานชิ้นนี้ยังคงไอเดียหลักที่แข็งแกร่งไว้นั่นก็คือการ “เรียกสติ” ทำใจให้เย็นลงเพื่อตั้งสติคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่!?  เเน่นอนว่าการลาออกจากงานเเบบไม่วางเเผนล่วงหน้าย่อมไม่ใช่เรื่องดีเเน่ เเละยิ่งตัดสินใจด้วยความขาดสติยิ่งไม่ดีไปกันใหญ่

หากเล่าแล้วยังเห็นภาพไม่ชัดลองชมคลิปโฆษณาที่ว่าได้เลย!

ส่วนใครยังไม่ได้รับชม “ดม เรียก สติ”  คลิปเเรก สามารถรับชมได้ที่นี่เช่นกัน

 

ตัวเลขที่น่าสนใจของคลิป “ดม เรียก สติ” ระลอก 2 นั้นมาแรงไม่แพ้คลิปแรก สามารถเรียกยอดวิวกว่า 1.1 ล้านภายใน 24 ชั่วโมง ยอดไลค์ 28,000 Likes และแชร์กว่า 20,000 ครั้ง

นอกจาก Video Content ทั้ง 2 ชิ้นที่ทาง PeppermintField  ปล่อยออกมาแล้ว
บน Fanpage ของพวกเขายังมีการทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกเอาสถาณการณ์ต่างๆ ที่น่าหยิบยาดมขึ้นมาเรียกสติ!

ตัวอย่างคอนเทนต์

ต้องบอกว่าตำนานความสนุกของ Peppermint Field นั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นจากคลิปวิดีโอ “ดม เรียก สติ” แต่เมื่อหลายปีก่อนพวกเขาเคยปล่อยโฆษณาตลกๆ ที่ชื่อว่า “จีบ / เลขา / ที่คาดผม” เล่าถึงสถาณการณ์ชวนหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม จนต้องใช้ยาดม Peppermint Field
ซึ่งคลิปทั้ง 3 นั้นถือเป็นโฆษณาระดับตำนานที่ดูกี่ครั้งๆ ก็เรียกรอยยิ้มได้เสมอ

จีบ

เลขา

ที่คาดผม

#รักคือพลังของชีวิต แคมเปญชิ้นใหม่จาก OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงคำว่า “รัก” ได้ดียิ่งขึ้น

ถ้า “ลมหายใจ” คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายของเรานั้นมีชีวิตอยู่ได้
“ความรัก” ก็คงเปรียบเหมือนกับพลังที่ทำให้ชีวิตคนเรานั้นมีความหมายมากขึ้นว่าเดิม

            เช่นเดียวกับที่ OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต เชื่อว่าความ #รักคือพลังของชีวิต คือพลังที่ขับเคลื่อนให้เราสามารถผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิตไปได้ รวมทั้งยังเป็นพลังที่ทำให้ชีวิตของเรานั้นมีคุณค่าและมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม

ความเชื่อที่ว่าถูกถ่ายทอดผ่านหนังโฆษณาชิ้นล่าสุดที่ชื่อว่า MR. MOM เรื่องราวชีวิตของ ‘ลูกสาวและคุณพ่อ’ ที่เหลือกันเพียง 2 คน แน่นอนว่าการที่ครอบครัวต้องสูญเสียแม่ไป ทำให้ชีวิตของเขาทั้งคู่ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่างให้เราได้เห็น รวมถึงพิสูจน์พลังความรักที่พ่อมีต่อลูกสาวและพลังที่ว่านี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร?

คงต้องลองมาร่วมหาคำตอบจากเรื่องราวของพวกเขาทั้ง 2 คนไปพร้อมๆ กัน ร่วมพิสูจน์ว่า #รักคือพลังของชีวิต จริงหรือไม่? และเมื่อดูจบรับรองว่าคุณจะเข้าใจถึงคำว่า “รัก” ได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน


สิ่งที่หนังโฆษณาชิ้นนี้กำลังสื่อสารและทำให้ทุกคนเห็นคือ “พลังของคำว่ารัก” พลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนชีวิตให้ดีขึ้นได้เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของพ่อในเรื่องที่หันมาใส่ใจลูกสาวมากขึ้น ทำหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ในส่วนที่ลูกสาวเคยได้รับแทนแม่ที่เสียไปซึ่งการที่พ่อลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแต่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ความรักที่มีต่อลูกสาวคนเดียวของตน ความรักที่ไร้ซึ่งข้อแม้และทำด้วยความเต็มใจ ท้ายที่สุดแล้วพวกเขายังได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความ “รักนั้นคือพลังของชีวิตที่แท้จริง”

สำหรับแคมเปญ #รักคือพลังของชีวิต นั้นถือเป็นแคมเปญสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของไทยสมุทรประกันชีวิตที่มุ่งมั่นใช้พลังแห่งความรักสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีที่สุดให้กับทุกคนมาตลอดระยะเวลากว่า 68 ปี และในอนาคต OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต จะมีแคมเปญดีๆ สร้างแรงบันดาลใจ เติมพลังชีวิตในแง่มุมต่างๆ ให้เราได้รับชมกันอีกบ้างคงติดตามกันต่อไป….


 
 

เพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณา MR. MOM
TS3 TS5.1 ts6

งานสัมมนาใหญ่ “Human Wired” รวม 5 ดิจิตัลโซเชียลแพลตฟอร์มระดับโลกไว้บนเวทีเดียว

ในปี 2559-2560 สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยได้มีการทำกิจกรรมเนื่องในโอกาสการครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งสมาคมฯ ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เช่น การทำบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์ การจัดสัมนาย่อยการอบรมพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย Train the Trainer การจัดงานประกวด Adman Awards and Symposium 2016 การจัดทำหนังสือ และซีดี Advertising Value และ จะมีการจัดสัมนากึ่งศตวรรษครั้งใหญ่ในหัวข้อ “Human Wired” ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ที่ สยามภาวลัยเธียร์เตอร์  สยามพารากอน

ในงานจะมี speakers ที่เป็น trend setter ในวงการโฆษณาระดับ regional และจาก  5 ดิจิตัลและโซเชียลแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ Google, YouTube, Facebook, Instagram, และ LINE มาให้ความรู้ และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

INDEX CREATIVE_Poster

อ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และ ประธานการจัดงานประชุมสัมนาในครั้งนี้ กล่าวถึงเรื่องการประชุมว่า “หัวข้อ “Human Wired” ที่เราตั้งขึ้นมาเพราะเราต้องการให้เนื้อหาของการประชุมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และดิจิตัลเทคโนโลยี ดิจิตัลเทคโนโลยีเป็นสื่อมิติใหม่ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ข้อมูลที่ถูกเก็บโดยสื่อดิจิตัลและแพลตฟอร์มต่างๆ กำลังถูกพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็น data intelligence ที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนอย่างมากในอนาคตอันใกล้ ในการประชุมครั้งนี้เราจึงเชิญตัวแทนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำ digital and social platforms 5 อันดับของโลกมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และ แนวโน้มที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ในการสัมมนาจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุยใน roundtable session ด้วย ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีตัวแทนจาก Google & YouTube, Facebook & Instagram และ Line เข้าพูดคุยร่วมกัน ส่วนในหัวข้อทางด้าน creative, design และ branding จะมีตัวแทนระดับ regional จาก network agencies มาพูดในงานค่ะ”

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์  ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ร่วมจัดงานประชุมสัมมนาในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ กล่าวถึงภาพรวมของงานสัมมนาในครั้งนี้ว่า “ต้องบอกว่า ในตอนนี้เป็นยุคที่เข้าสู่เรื่องของดิจิตอลออนไลน์อย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของการสื่อสารในมุมของการตลาด หรือแม้แต่การสื่อสารในเชิงพฤติกรรมของคน แม้แต่ในส่วนงานของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ หรืองานอีเว้นท์ ยังต้องมีการนำเสนองานในแบบผสมผสานงานด้าน ‘On-ground’ สู่ ‘Online’ หรือสลับปรับใช้ให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และด้วยปัจจัยความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างต่างๆ (Infrastructure) ของเมืองไทย ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ในการรอบรับเรื่องออนไลน์ ที่ในปัจจุบันไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเมืองอย่างเดียว การพัฒนาในเรื่องของเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต ขยายตัวไปยังต่างจังหวัด ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีกลุ่มสังคม หรือมี ‘Community’ ที่เกิดขึ้นใหม่แบบลงรายละเอียดเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นยุค ‘ดิจิ-ไลฟ์-เอ็กซ์พีเรียนส์ (Digi-Live Experience) คือ คนจะต้องมีส่วนเกี่ยวโยง มีความเข้าใจในเรื่องของดิจิตอล (Digital) ต้องการความสดใหม่แบบทันท่วงที (Live) และต้องสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างกลุ่มเป้าหมาย โดยจะแบรนด์หรือสินค้า  ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้คำว่า ‘ดิจิตอล’ กลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีบทบาท และอิทธิพล ตั้งแต่ตื่นนอน ออกไปทำงาน อยู่นอกบ้าน จนกระทั่งกลับมาบ้าน เข้านอน ฉะนั้น

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด สำหรับงานในงานนี้ คือ 5 platforms ใหญ่ระดับโลก ในโลกดิจิตอล จะมาอยู่บนเวทีเดียวกันครั้งแรก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแต่เฉพาะคนโฆษณาและนักการตลาดเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับคนทำธุรกิจทั่วไป อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไป

จำกัดที่นั่งเพียง 1,000 คน เท่านั้น ทางอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ได้มีส่วนร่วมเข้ามาช่วยจัดงานอย่างเป็นทางการ เพราะมองว่างานนี้ นับเป็นงานใหญ่กึ่งศตวรรษของวงการโฆษณาไทย ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นประโยชน์กับคนในวงกว้าง นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้ความรู้จากการเข้าฟังแล้ว หลังการจบการสัมมนายังสามารถใช้โซเซียล มีเดียต่างๆ ในการสร้างเนตเวิร์ค ติดต่อกับผู้เข้าร่วมประชุมต่อไปได้อีกด้วย โดยงานในครั้งนี้ จะจัดขึ้น ณ สยามภาวลัยเธียร์เตอร์ สยามพารากอน ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้”

ติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติม และจองบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ https://www.eventpop.me/e/1357-human-wired
*พิเศษจองบัตรราคา Early Bird เพียง 7,000 บาท (จากราคาปกติ 8,000 บาท) ภายในวันที่ 12 ก.พ.นี้ เท่านั้น