All posts by Nuttachit

DKSH คบกันมา 30 ปีถึงเวลาหย่าขาดกับแบรนด์ พบรักใหม่กับสก๊อต

ศึกชิงตลาดของเครื่องดื่มเสริมอาหารอย่างแบรนด์ จากค่ายเซเรบอส ประเทศไทย และแบรนด์ไทยอย่างสก๊อต ของสก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) ในปีนี้มีความสนุกอยู่ไม่น้อย เมื่อเซเรบอส ขอโบกมือลา บ๊ายบาย DKSH ผู้จัดหน่ายให้แบรนด์มายาวนานกว่า 30 ปี ก่อนนำผลิตภัณฑ์ในเครือทั้งหมด มาจัดจำหน่ายเอง ควบคุมเองตั้งแต่การผลิตจนถึงจัดจำหน่าย ไปพร้อมๆ กับลดต้นทุนในการดำเนินงานที่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ในการจัดจำหน่ายให้กับ DKSH

ซึ่งสวนทางกับสก๊อต หลังจากแบรนด์สลัดรัก DKSH ลง สก๊อตผู้ที่เคยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เองมายาวนานกว่า 33 ปี ก็ได้ดามใจ DKSH เปิดดิลธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สก๊อตในประเทศไทย หลังจากที่จับมือทางธุรกิจ จำหน่ายสก๊อตในเมียนมาร์มานานกว่า 4 ปี และการร่วมมือกันในครั้งนี้ สก๊อตคาดหวัง DKSH จะมาเสริมจุดอ่อนในช่องทางร้านค้าทั่วไปสร้างการเติบโตให้กับสก๊อตเป็นอย่างดี

ส่วน DKSH เมื่อแยกทางกับเซเรบอส นั่นหมายถึงรายได้รวมจากการจัดจำหน่ายหายไป 12,000 ล้านบาท และการจับมือกับสก๊อต จะเข้ามาเยี่ยวยารายได้รวมจากการจำหน่ายที่ขาดหายในปีแรก 4,500 ล้านบาท อาจจะเป็นรายได้ที่น้อยกว่าเซเรบอสเกือบ 3 เท่า แต่ก็เป็นเกมตลาดที่ DKSH ต้องเสริมอัตราเร่งการเติบโตให้กับสก๊อตเติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปีเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปจากเซเรบอสให้กลับมาให้ไวที่สุด และนี่คือศึกแห่งเสริมอาหารที่มีการจัดจำหน่ายเป็นอาวุธหลักในการสู้รบ

 

เลิกกับ DKSH ขอมาขายเอง

            การหย่าขาดกับ DKSH ที่คบกันมานาน 30 ปี  เพื่อจัดจำหน่ายเอง ในครั้งนี้ เนียจา เซวัก รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มการค้าแผนกอาหารเสริมสุขภาพ เซเรบอส แปซิฟิก มองว่าคือเวลาที่เหมาะสมจากธุรกิจที่เติบโตมาถึงจุดหนึ่งที่มีต้นแบบความสำเร็จมาจากประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ปรับโมเดลธุรกิจจัดจำหน่ายเองในหลายปีที่ผ่านมา

“ปีนี้เซเรบอส ประเทศไทย ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ สู่การพัฒนาธุรกิจกับร้านค้าที่มากกว่าการกระจายสินค้าเขาสู่ร้านค้าเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว เน้นสร้างความสัมพันธ์ธุรกิจกับร้านค้า เข้าถึงและรับฟังลูกค้า-คู่ค้า ยกเลิกจัดจำหน่ายผ่าน DKSH มาจำหน่ายเองด้วยทีมขาย 920 คน ประกอบด้วย ทีมขาย 120 คน และทีมส่งเสริมการขาย 800 คน ทำหน้าที่วางแผนธุรกิจควบคู่กับร้านค้า และโมเดิร์นเทรด ตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างรวดเร็วซึ่งจะช่วยลดเลเยอร์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าลง สามารถควบคุมตรงตั้งแต่การผลิตถึงจัดจำหน่าย” ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป เซเรบอส ประเทศไทย กล่าว

 

ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) – เดอเบลโลจิสติกส์ผู้แข็งแกร่งในตลาด

เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าได้แต่งตั้งสายส่งอย่าง ซีโน-แปซิฟิค เทรนดดิ้ง (ไทยแลนด์) ผู้เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าสู่โมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ และเดอเบล บริษัทโลจิสติกในเครือกระทิงแดงกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ค้าส่งในเครือกว่า 100,000 ร้านค้าทั่วประเทศผ่านหน่วยรถกระจายสินค้า 470 ทีม และจะเพิ่มอีก 160 ทีมในปีนี้

นอกจากช่องทางจัดหน่ายผ่านร้านค้าปลีกแล้ว เซเรบอสยังเพิ่มประสิทธิภาพกระจายสินค้าและการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค และช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์ ไลน์ เฟซบุ๊ก อีคอมเมิร์ซคู่ค้า และคอลล์เซ็นเตอร์ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเข้าถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนเน้นคุณภาพของสินค้าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี การตลาดเพื่อสังคม การพัฒนาบุคลากร และนำกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆ มาปรับใช้ในไทย ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

การปรับสู่ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายของเซเรบอสในครั้งนี้ เซเรบอสคาดการณ์ขวบปีแรกจะสามารถเติบโต 8-10% จากปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 7-8% ด้วยยอดจำหน่าย 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซุปไก่สกัด 7,000 ล้านบาท รังนก 3,000 ล้านบาท วีต้าผลไม้สกัดเข้มข้น 1,500 ล้านบาท และอื่นๆ 500 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดจำหน่ายที่ลดน้อยลงและความคล่องตัวขององค์กรที่เพิ่มขึ้นด้วยงบการตลาด 480 ล้านบาท

 

จับมือไปเมียนมาร์สานสัมพันธ์ ณ ประเทศไทย

            เมื่อเซเรบอสเลิกกับ DKSH สก๊อตคู่แข่งตลอดกาลที่ผลิต ทำตลาดและจัดจำหน่ายเองมายาวนานถึง 29 ปี จึงของรับไม้ต่อแต่งตั้ง DKSH เป็นผู้จัดจำหน่ายในร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง (Traditional Trade) หวังประสบการณ์จัดจำหน่ายสินค้ามาอย่างยาวนานจะช่วยลบจุดอ่อนที่สก๊อตไม่สามารถกระจายสินค้าเข้าถึงร้านค้าได้ทั่วถึงผลักดันเกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด 36% ในปีนี้ และ 1 เท่าตัวในปี 2563

 

อุดรอยรั่วค้าปลีก

ที่ผ่านมาสก๊อตเป็นคู่แข่งรายใหญ่เพียงรายเดียวของแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดตามหลังเกินครึ่งหนึ่งในทุกเซ็กเมนต์ ผ่านจำหน่ายสินค้าเองตั้งแต่ปี 2527 สิ่งที่ทำให้สก๊อตตามหลังแบรนด์ในทุกเซ็กเมนต์มาจาก Brand Awareness ที่แข็งแกร่งที่แบรนด์ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงช่องทางจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ครอบคลุมกว่า

สมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สก๊อต อินดัสเตรียล(ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงามสก๊อต ยอมรับว่าที่ผ่านมาสก๊อตมีจุดอ่อนในการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าทั่วไป โดยปีที่ผ่านมามีสัดส่วนยอดจำหน่ายในช่องทางนี้เพียง 15% เท่านั้น โดยซุปไก่สกัดเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตจากผู้บริโภคเริ่มทานซุปไก่สกัดเพื่อสุขภาพมากขึ้น และมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งนิยมซื้อเพื่อดื่มทันทีตามร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งเป็นช่องทางที่วางจำหน่ายสก๊อตน้อยอยู่ และคาดว่าภายในปี2560 จะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายซุปไก่สกัดจาก 32% ในปีที่ผ่านมาเป็น 50% ในปีนี้

“DKSH มีประสบการณ์ตัวแทนจำหน่ายในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมอาหารบำรุงสุขภาพมายาวนานกว่า 30ปี ด้วยช่องทางจำหน่ายในร้านค้าปลีก 10,000 กว่าแห่ง เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปจะผลักดันให้ยอดจำหน่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ในปีนี้ และ50% ภายใน3-4ปี และสก๊อตจัดจำหน่ายเองในช่องทางโมเดิร์นเทรด”

“จัดจำหน่ายผ่าน DKSH มีต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น แต่ช่วยให้บริษัทมียอดจำหน่ายเติบโต และปีนี้ได้ทุ่มงบการตลาด 600 ล้านบาท เพิ่มจาก490 ล้านบาทในปีที่ผ่าน รองรับการเติบโต36% คิดเป็นรายได้ 4,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 3,300 ล้านบาท ที่เติบโตเพียง 6% จากสินค้าที่กระจายเข้าสู่ช่องทางได้ครอบคลุม และการตลาดที่รุกอย่างหนักหน่วง และก้าวกระโดดเท่าตัวเป็น 6,600 ล้านบาท ใน2-3 ปีข้างหน้า”

 

เป้าหมาย CLMV สู่ผู้นำรีเจียน

การร่วมมือระหว่างสก๊อตกับ DKSH ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมา DKSH เป็นตัวแทนจำหน่ายในเมียนมาร์มายาวนานถึง 5ปี ด้วยวิธีการตลาดทุ่มงบการตลาดเท่ากับยอดจำหน่าย เพื่อเร่งสร้าง Brand Awareness ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการมองตลาดเมียนมาร์มีศักยภาพในระยะยาวและเป็นโมเดลที่ DKSH มองว่าไม่มีใครเคยทำ

สมโภช คาดหวังขยายความร่วมมือในตลาดไทย และเมียนมาร์ที่ผ่านมาจะสู่การบุกตลาด CLMV อย่างจริงจังภายใน1-2ปี ก่อนขยายไปยังตลาดอื่นๆ อย่างมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง จากการมองเห็นช่องว่างในตลาดรีเจียนที่มีช่องวางในการเติบโตอีกมาก จากการแข่งขันของคู่แข่งน้อยราย และคู่แข่งในประเทศไทยอย่างแบรนด์มี Brand Awareness ในรีเจียนไม่แข็งแรงเท่าประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้สก๊อตสามารถสร้างตลาดได้ง่ายขึ้นโดยที่ผ่านมานอกจากเมียนมาร์ที่จำหน่ายผ่าน DKSH สก๊อตยังเข้าทำตลาดในลาว และกัมพูชาผ่านตัวแทนจำหน่ายอื่น คิดเป็นมูลค่ายอดจำหน่ายจาก3ประเทศ CLMV 50 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งตลาดเริ่มต้นไม่ถึง1% แต่สมโภชเชื่อว่าใน5-10ปี สก๊อตจะขึ้นมาเป็นที่1 ในรีเจียนได้

และในลองเทอมช่วยให้ DKSH สามารถนำรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายทดแทนรายได้ที่ขายหายไปจากเซเรบอสได้เป็นอย่างดี

DKSH-SCOTCH---CONTENT1

DKSH-SCOTCH---CONTENT2

 

ที่มา : แต่ละบริษัท, มกราคม 2559

 

สรยุทธ์ Comeback จากจอแก้วสู่ Facebook Live ปรากฏการณ์ชิงกระแสทีวีดิจิทัล

 

ได้กลายเป็นประเด็นในชั่วข้ามคืน เมื่อสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้หวลคืนวงการประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวภาคสนามอีกครั้ง หลังจากโดนทีวีดิจิทัลแบนในคดีไร่ส้ม แต่การหวนคืนวงการในครั้งนี้ สรยุทธ์กลับมาทวงคืนบัลลังค์ผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวภาคสนามในรูปแบบของ Facebook Live ผ่านแฟนเพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เพจที่สรยุทธ์สร้างไว้เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมลอง Live สดในข่าวต่างๆ บ้างแล้ว

และเมื่อวานที่ผ่านมา หลังจากที่สรยุทธ์ ลงพื้นที่รายงานข่าวน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเป็นข่าวที่กลายเป็นอีกซิกเนเจอร์หนึ่งของสรสุทธ์เมื่อทำข่าวในทีวีดิจิทัลในอดีตเป็นช่องทางที่ง่ายและรวดเร็วในการนำเสนอข่าวสารแค่มีเฟซบุ๊ก และมือถือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ต้องลงทุนในเรื่องอุปกรณ์รถส่งสัญญา และอื่นๆ เหมือนทีวีดิจิทัล แต่ได้รับการตอบรับมีผู้รับชม Live สูงสุดถึง 797,000 ครั้ง ที่มาพร้อมยอดไลฟ์มากกว่า 48,000 ไลค์ 6,400 กว่าแชร์ ซึ่งการเข้าถึงข่าวผ่าน Facebook Live นี้ ถ้ามาวัดเป็นเรทติ้งสูงกว่าช่องข่าวทีวีดิจิทัลบางช่องด้วยซ้ำไป แถมยัง Engagement แบบ Real-Time กับคนดูเสียด้วย

Capture

ปรากฏการณ์นี้ทีวีดิจิทัลอาจต้องปรับตัวในการรายงานข่าวที่จะดึงดูดผู้ชมให้อยู่ติดกับหน้าจอทีวีแทน Facebook Live เสียแล้ว เพราะถ้า Facebook Live ได้กลายเป็นช่องทีวีรายงานข่าวที่สด และเรียลแล้ว แถมยังมีผู้ประกาศรายใหญ่ที่โดนแบนทีวีมาลงเล่นเสียด้วย โอกาสที่ผู้บริโภคจะเสพข่าวเดียวกันทางทีวีคงน้อย และทางรอดของการสร้างเรทติ้งทีวีดิจิทัลอาจจะต้องพึ่งพาอย่างอื่นนอกเหนือจากข่าวก็เป็นได้ เพราะถ้าแฟนคลับไม่กดรีพอร์ต ผู้สื่อข่าวประจำเฟซบุ๊กก็ยังสามารถโลดเล่นบนโลกโซเชียลได้ต่อไป

ธนชาตรุกตลาดดิจิทัลดันลูกค้าโมบายแบงก์กิ้งโต80%

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีสาขาเพื่อรองรับความต้องการการทำธุรกรรมทางการเงินรวมแล้วกว่า 7,000 สาขา มีตู้ ATM กว่า 58,000 ตู้ แต่คนไทยมีสมาร์ทโฟนมากถึง 48 ล้านเครื่องในตลาด ทำให้ Mobile Banking มีอัตราการเติบโตในการใช้งานช่วง 5 ปีที่ผ่านมามากถึง 300% และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี

ธนาคารธนชาต ธนาคารชั้นนำของไทย จึงได้เปิดตัว Thanachart Connect เมื่อกลางปีที่ผ่าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบายปัจจุบัน Thanachart Connect ได้มีลูกค้าใช้งานมากถึง 250,000 ราย

พัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆเพื่อตอบความต้องการ

จากกาารตอบรับในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานับว่าเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม ธนชาตเลยขอสานต่อความสำเร็จดังกล่าวด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ “ต่อติดทุกก้าวของชีวิต” ด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นในโมบายแอพ ได้แก่
1. การโอนเงินด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือ : โอนเงินโดยไม่ต้องจำเลขบัญชีสำหรับลูกค้าที่มีบัญชีธนชาตด้วยกัน
2. ฟังก์ชั่นโอน จ่าย รายการโปรด : โอนได้ จ่ายได้โดยไม่ใช้ OTP
3. เติมเงินมือถือได้ทันใจครบทุกเครือข่าย : สามารถเพิ่มเงินกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Wallet ได้ด้วย
4. ซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนผ่านแอพ : ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวตรวจสอบผลดำเนินงานที่ลงทุนได้ทุกที่ทุกเวลา

การเพิ่มฟังก์ชั่นในครั้งนี้ได้ยึดถือความสะดวกสบายความรวดเร็วและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลักโดยเฉพาะความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำธุรกรรมทางการเงิน

ตั้งเป้าการใช้งานต้องโต 80%
สำหรับแผนดิจิตอลแบงค์กิ้งในปี 2560 ของธนาคารธนชาตยังคงยึดม่านเรื่องการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้วยการนำเพลตฟอร์มของ สโกเทียแบงก์ จากแคนนาดามาใช้เป็นรากฐานซึ่งยืนยันได้ว่าข้อมูลทั้งหมดทางธนาคารเป็นคนดูแลด้วยตัวเอง นอกจากนี้ทางธนาคารฯจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลให้แข็งแกร่งด้วย Solution ใหม่ที่จะถูกพัฒนาตามความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 80% จาก 250,000 ราย เป็น 370,000 ราย จากลูกค้าของธนชาตกว่า 3 ล้านค

ครอบครัว-ดิจิทัล-พลังหญิง-รักสุขภาพ 4 เมกะเทรนด์บุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุง

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ เครื่องดูดฝุ่น) ปี 2017 ซัมซุงคาดว่า จะโตขึ้น 5% หรือคิดเป็นมูลค่า 47,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่โตเพียง 4% จากปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวและการลงทุนเมกะโปรเจคของรัฐบาล โดยมี “แอร์” ที่ยังคงเป็นพระเอกต่อเนื่องด้วยอัตราเติบโต 9% จากการที่ยังมีอัตราการเข้าถึงต่ำเพียง 30% และอากาศที่ร้อนขึ้น ตามด้วยเครื่องดูดฝุ่น 6%, เครื่องซักผ้า 3%, ไมโครเวฟ 3% และ ตู้เย็น 1%

ศึกษา 4 เทรนด์สูตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

วรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า วันนี้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินที่แพงกว่า เพื่อซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและมองว่าคุ้มค่า มากกว่าที่จะซื้อสินค้าที่มองจากราคาอย่างเดียว โดยซัมซุงได้ศึกษา 4 เมกกะเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทยนำมาเป็นแนวในการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารเพื่อตอบรับกับเทรนด์ ได้แก่

1.การเติบโตของเขตเมือง ขนาดของครอบครัวในเมืองจะเล็กลง ทำให้ที่พัก เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ และทาวเฮ้าส์ ขยายตัว

2.การเสพสื่อดิจิทัลและนักช้อปปิ้งออนไลน์ (Shopper 4.0) จากการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคใช้เวลาในออนไลน์มากที่สุดถึง 4.2 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าสื่ออื่นๆในเกือบทุกช่วงเวลา แบ่งเป็น ผู้หญิง 74% ผู้ชาย 26% ใช้รองลงมาคือโทรทัศน์ 2.6 ชั่วโมงต่อวัน โดยหลังมื้อเย็นเป็นต้นไปผู้บริโภคนิชมดูโทรทัศน์ ไปพร้อมๆ กับการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค เล่นเกม ค้นหาสินค้าและช้อปปิ้งออนไลน์ โดยสินค้าอิเลคโทรนิคส์เป็นประเภทสินค้าที่มีการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสินค้าแฟชั่น

3.พลังของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีทั้งอำนาจในการตัดสินใจ และอำนาจซื้อ เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบในการซื้อสินค้าของครอบครัว รวมถึงมีหน้าที่การงานที่สูงขึ้น

  1. เทรนด์รักสุขภาพ จากการที่คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้ประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยยาวนานขึ้น และภายในปี 2018 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรสูงวัยในสัดส่วน 18% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรวัยเด็กซึ่งมีเพียง 17%

 

ปรับเนื้อหาสื่อสาร-ช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บซัมซุง

ปีนี้ซัมซุงวางเป้าหมายเติบโต 12-15%  ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา พร้อมทุ่มงบการตลาดเพิ่มขึ้น 10% สื่อสาร 360 องศา ปรับเนื้อหาในการสื่อสารใหม่ โดยลดการใช้ศัพท์ทางเทคนิคลง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงและเข้าใจผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ ทั้งยังเน้นช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่รวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์สูง”สร้าง Brand Awareness ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรุ่นใหม่ทั้งสิ้น 83 รุ่น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการ ที่ออกแบบบคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นเพื่อให้ใช้งานง่าย และอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มคนรักสุขภาพ พร้อมปรับเนื้อหาในการสื่อสารใหม่ ลดการใช้ศัพท์เทคนิค เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจมากขึ้น ปรับปรุงและขยายช่องทางการให้บริการลูกค้า ให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ เพิ่มการสื่อสารและแนะนำสินค้าผ่านสื่อดิจิทัลหลักทั้ง Google Facebook และ LINE รวมทั้งการปรับใช้เครื่องมือ iBeacon ที่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลข่าวสาร หรือคูปองสิทธิพิเศษหรือการลดราคาเมื่อลูกค้าเดินผ่านหน้าช็อปซัมซุง นอกจากนี้จะให้ความสำคัญในการศึกษาช่องทางที่ผู้บริโภคใช้หาข้อมูลสินค้าประกอบการตัดสินใจซื้อและช่องทางที่ผู้บริโภคซื้อสินค้า และเตรียมจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ samsung.com ในอนาคตนอกเหนือจากจำหน่ายเว็บช็ิปปิ้งออนไลน์อื่นๆ รองรับการเติบโต 100% ในช่องทางออนไลน์  ไปพร้อมกับให้ความสำคัญกับบริการ CRM ผ่านแอพพลิเคชั่น ซัมซุง อัลติเมท (Samsung Ultimate) โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานสมาชิกอีก 100%

 

ทั้งนี้ปีที่ผ่านมาซัมซุงมีส่วนแบ่งรายได้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจาก แอร์ 40% ,ตู้เย็น 25% ,เครื่องซักผ้า 25% ,ไมโครเวฟและเครื่องดูดฝุ่น 10%

กาแฟเวียดนาม

กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ ที่ประกาศความร่วมมือแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือทางเศษรฐกิจ และวันนี้ก็ขึ้นรอบปีที่ 2 ของการเปิด AEC อย่างเป็นทางการ ผมบอกเลยครับว่าเราอาจจะไม่ค่อยรู้สึกกันเท่าไหร่ในการเปิด AEC เพราะผลกระทบมันไม่ชัดเจน เพราะในวันที่เปิดเมื่อปลายปี 2015 นั้น มีการลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานของกลุ่มประเทศเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว และยิ่งเมียนมาซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายของกลุ่มที่ได้เปิดประตูสู่โลกสากล ยิ่งทำให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งรอบนี้ผมอยากวิเคราะห์ประเทศที่เราเรียกว่า CLMV กันก่อน

vietnam-coffee---content3

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ คือ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว ได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตามแนวทางของจีน คือ แยกการเมืองกับการปกครองออกจากกันกับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้จีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศเหล่านี้จึงดำเนินตามรอยดังกล่าว ทำให้ระบบเศรษฐกิจถูกเปิดออก แต่แน่นอนว่าความยากของประเทศที่เพิ่งฟื้นมาจากฝันร้าย คือ สงครามทั้ง 3 ประเทศ เพิ่งจบสงครามภายในกันมา มีความบอบช้ำของประเทศอยู่ในหลายมิติ ต่างจากจีน ต่างจากเมียนมา ที่ไม่ได้มีสงครามภายในประเทศ ดังนั้นเวียดนาม กัมพูชา และลาว จึงต้องใช้เวลาในการฟื้นประเทศยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องของสาธารณูปโภคคือ ปัญหาหลักของประเทศเหล่านี้ การศึกษา หรือแม้กระทั่งความอดอยากของประชากร ยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข เวลาผ่านมาถึงจุดที่ประเทศอย่างเวียดนาม กัมพูชา และลาว เริ่มพร้อมในการที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวออกไปจากจุดเดิม ลาว และกัมพูชา เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

vietnam-coffee---content1

vietnam-coffee---content2

วันนี้เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้ก้าวข้ามออกมาแล้ว เหลือน้องใหม่ คือ เมียนมาเท่านั้น  C L V วันนี้ ได้ก้าวมาสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในขั้นที่เรียกได้ว่าพร้อมที่จะก้าวไปสู่ขั้นที่ทำให้ประชากรมีรายได้ปานกลางต่อไปได้ ถ้าเราไปในประเทศ C L V ตอนนี้ ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดาครับ โดยเฉพาะในเมืองหลวง ต้องบอกว่ามีความเจริญแบบที่อยู่ในมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่มีคำว่าลำบากอีกต่อไป สินค้าแบรนด์อินเตอร์ในระดับ Mid-end ก็เข้าไปหมดแล้ว โดยเฉพาะในเวียดนาม วันนี้เราจึงจะเห็นการก้าวอีกก้าวของเวียดนาม โดยเฉพาะวัฒนธรรมกาแฟที่อยู่ในสังคมเวียดนามมานาน จากเดิมเราเห็นร้านกาแฟที่เป็นร้านที่ขายกาแฟจริงๆ ไม่มีการตกแต่งอะไร มีเพียงม้านั่งตัวเตี้ยๆ ร้านหนึ่ง ตั้งเรียงรายกันเป็นสี่สิบ ห้าสิบตัว เราก็เห็นคนนั่งกันเต็มร้าน หันหน้ามองออกไปหน้าร้าน ไม่ได้นั่งหันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างดื่มกาแฟของตนเอง คงเป็นการตกทอดมาจากสมัยฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครอง แต่วันนี้เราเห็นถึงความแตกต่างของร้านกาแฟในเวียดนามอย่างชัดเจน ในรอบ 2 ปีนี้ ผมเห็นร้านกาแฟในเวียดนามเปลี่ยนไปอย่างมาก และที่สำคัญคือร้านกาแฟส่วนใหญ่ในเวียดนาม คือ แบรนด์ของเวียดนามเอง ต่างกว่าบ้านเราที่เรามีแต่ร้านกาแฟจากต่างชาติ เรียกว่า Starbucks เคยบุกเวียดนามมารอบหนึ่ง แต่สู้ Local brand ไม่ได้ จึงต้องถอยกลับไป และนี่ก็เพิ่งกลับเข้ามาสู่ตลาดใหม่อีกครั้ง

ร้านกาแฟในเมืองวันนี้ต่างตกแต่งร้านได้อย่างสวยงาม เรียกว่าการตกแต่งร้านกลายเป็นส่วนที่ดึงดูดให้คนเวียดนามสนใจ และเลือกมานั่งดื่มกาแฟในร้านนั้น ร้านกาแฟในเวียดนามมีมากมาย หาง่ายเหมือนกับร้านสะดวกซื้อในบ้านเราเลยครับ

นอกจากนี้กาแฟเวียดนามกำลังเป็นสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจจะแซงข้าวซึ่งสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของเขาก็ได้ เพราะขนาด Nescafe เจ้าตลาดกาแฟยังออกรสชาติกาแฟแบบเวียดนามมาเลย นี่แหละครับ “Creativity Vietnam”

 

AEC: Creativity in AEC#1

vietnam-coffee-PROFILE

 

 

 

 

รักกับ “แบรนด์” มา 30 ปี วันนี้ DKSH แต่งงานกับสก๊อตซะแล้ว

สก๊อตแต่งตั้ง DKSH เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสก๊อต ในร้านค้าทั่วไป (Traditional Trade) อย่างเป็นทางการ หลังจัดจำหน่ายเองมาอย่างยาวนาน33 ปี เสริมทัพช่องทางจำหน่ายไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แข็งแกร่ง หลังจับมือ DKSH บุกเมียนมาร์นานกว่า 5ปี

สมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สก๊อต อินดัสเตรียล(ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงามสก๊อต เผยที่ผ่านมาสก๊อตจำหน่ายสินค้าเองตึ้งแต่ปี 2527 และช่องทางร้านค้าทั่วไปเป็นจุดอ่อนที่สก๊อตมีสัดส่วนยอดจำหน่ายในช่องทางนี้เพียง 15% จากการกระจายไม่ทั่วถึง การร่วมมือกับ DKSH ที่มีประสบการณ์ตัวแทนจำหน่ายในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงามมายาวนานกว่า 30ปี ด้วยช่องทางจำหน่ายในร้านค้าปลีก 10,000 กว่าแห่ง เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปจะผลักดันให้ยอดจำหน่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ในปีนี้ และ50% ภายใน3-4ปี และสก๊อตจัดจำหน่ายเองในช่องทางโมเดิร์นเทรด
.

เป้าเติบโต 36% หวังรายได้เท่าตัวในปี63 ผ่านซุปไก่
เพื่อให้สอดคล้องกับตัวแทนจำหน่ายใหม่ สมโภช ทุ่มงบการตลาด 600 ล้านบาท เพิ่มจาก490 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา คาดหวังการเติบโต36% คิดเป็นรายได้ 4,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 3,300 ล้านบาท ที่เติบโตเพียง 6% จากสินค้าที่กระจายเข้าสู่ช่องทางได้ครอบคลุมขึ้น เพื่อการเติบโต6,600 ล้านบาท ใน2-3 ปีข้างหน้า และช่วยให้ DKSH สามารถนำรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายอุดรายได้ที่ขายหายไปจากเซเรบอสได้ส่วนหนึ่ง
โดยสมโภชมองว่าซุปไก่สกัดเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตจากผู้บริโภคเริ่มทานซุปไก่สกัดเพื่อสุขภาพมากขึ้น และมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งนิยมซื้อเพื่อดื่มทันทีตามร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งเป็นช่องทางที่วางจำหน่ายสก๊อตน้อยอยู่ และคาดว่าภายในปี2560 จะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายซุปไก่สกัดจาก 32% ในปีที่ผ่านมาเป็น 50% ในปีนี้

.
เป้าหมาย CLMV สู่ผู้นำรีเจียน
สมโภช คาดหวังขยายความร่วมมือในตลาดไทย และเมียนมาร์ที่ผ่านมาจะสู่การบุกตลาด CLMV อย่างจริงจังภายใน1-2ปี ก่อนขยายไปยังตลาดอื่นๆ อย่างมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง จากการมองเห็นช่องว่างในตลาดรีเจียนที่มีช่องวางในการเติบโตอีกมาก จากการแข่งขันของคู่แข่งน้อยราย และคู่แข่งในประเทศไทยอย่างแบรนด์มี brand awareness ในรีเจียนไม่แข็งแรงเท่าประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้สก๊อตสามารถสร้างตลาดได้ง่ายขึ้นโดยที่ผ่านมานอกจากเมียนมาร์ที่จำหน่ายผ่าน DKSH สก๊อตยังเข้าทำตลาดในลาว และกัมพูชาผ่านตัวแทนจำหน่ายอื่น คิดเป็นมูลค่ายอดจำหน่ายจาก3ประเทศ CLMV 50 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งตลาดเริ่มต้นไม่ถึง1% แต่สมโภชเชื่อว่าใน5-10ปี สก๊อตจะขึ้นมาเป็นที่1 ในรีเจียนได้
โดยที่ผ่านมาในเมียนมาร์ สก๊อตใช้วิธีการตลาดทุ่มงบการตลาดเท่ากับยอดจำหน่าย เพื่อเร่งสร้าง brand awareness ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการมองตลาดเมียนมาร์มีศักยภาพในระยะยาวและเป็นโมเดลที่ DKSH มองว่าไม่มีใครเคยทำ

ตลาดสุขภาพเทรนด์โลกเติบโตทุกปี
จากการศึกษาของสก๊อตพบว่าผู้บริโภค 14% ที่ซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรดจะซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม
โดยในปี 2559 ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม มีมูลค่า 15,710 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปไก่สกัด 9,000 ล้านบาท รังนก 3,950 ล้านบาท คลอลาเจน 310 ล้านบาท และน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น 2,450 ล้านบาท และคาดการณ์ปี 2560 จะมีมูลค่า 17,710 ล้านบาท แบ่งเป็นแบ่งเป็น ซุปไก่สกัด 10,000 ล้านบาท รังนก 4,500 ล้านบาท คลอลาเจน 310 ล้านบาท ไม่มีการเติบโตจากตลาดความงามที่ซบเซา และน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น 3,600ล้านบาท โดยสก๊อตมีส่วนแบ่งตลาดซุปไก่สกัด 10%รังนก 49%คลอลาเจน 35% และน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น 20%

ทั้งนี้ที่ผ่านมา DKSH เคยเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้กับเซเรบอส ผู้ผลิตแบรนด์มายาวนานกว่า 30 ปี ก่อนที่เซเรบอสจะขอจัดจำหน่ายเอง ผ่านทีมขาย 900 ราย และสายส่งอย่างเดอเบลที่แข็งแกร่งในร้านค้าปลีกต่างจังหวัด และชิโน แปซิฟิก เทรดดิ้งที่มีความแข็งแกร่งในโมเดิร์นเทรด

Fin Tech ยุคที่ใครๆ ก็มองหา Free มากกว่า Fee

สิ่งที่ทำให้ Fin Tech ขับเคลื่อนในโลกดิจิทัล 4.0 ได้ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคยุคใหม่ “กล้าที่จะลอง” อะไรใหม่ๆ เปิดโอกาสที่ธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ธุรกิจในยุคดิจิทัล 4.0 จึงเกิดและตายไปอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

เป็นความท้าทายของธนาคารในวันนี้ที่ทุกคนมองหาของ Free มากกว่า Fee และคำว่า Free ก็คือความท้าทายของผู้ที่เข้ามาในธุรกิจการเงินที่ต้องบริหารต้นทุนในการบริการบนคำว่า Free ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการเพิ่มยอดธุรกรรมให้สูงเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลง รวมถึงการเข้าสู่บริการอีเพย์เมนต์ ซึ่งเป็นการบริการที่มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้เงินสด

Digital 4.0 ได้นำพา Fin Tech เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน และทำให้ทฤษฎีการแข่งขันแบบเดิมต้องฉีกทิ้งไป จากการแข่งขันระดับโลคอล เป็นโกบอลแข่งขันกับใครที่ไหนก็ได้ และเป็นการแข่งขันในรูปแบบ Cross Industry ไม่ใช่ธนาคารกับธนาคารอีกต่อไป และจะมีการจับมือกับคู่ค้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช้ธนาคารเกิดขึ้นเสมอ รวมถึงธนาคารได้หาทางออกใหม่ๆ ในการให้บริการในรูปแบบ Cross Industry บนดาต้าเบสที่มีอยู่ เช่นการขายประกันเป็นต้น

แต่ Power of Trust ทำให้สถาบันการเงินอย่างธนาคารอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ จากการเป็นแคปปิตอลที่มีเงินทุน สามารถทุ่มเม็ดเงินทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มีการสะสมประสบการณ์ในธุรกิจการเงินอย่างยาวนาน ที่มาพร้อมกับ Power ของ Network ทั่วโลก แต่ความ Trust ของธนาคารได้ขยายบริบทออกไป จาก Trust ของธนาคารที่เน้นความมั่นคงไม่มีการปิดตัวลง เป็นฝากเงินแล้วเงินไม่หายไปจากบัญชีธนาคาร ซึ่ง Power of Trust เป็นเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของ Fin Tech ที่ขาดหายไป

เพจมุขเสี่ยวยอดนิยมเพจแรกของไทยสู่กระแสคอนเทนต์ล้นเฟซบุ๊ก

“ถ้าปีนี้คุณคบกับผม ชีวิตที่เหลือของคุณจะไม่ต้องรู้จักคำว่า”โสด”อีกเลย”

“เก่า-ใหม่ ก็แค่ปี แต่ความรู้สึกที่มี ยังคงเหมือนเดิมนะ”

“ไม่กล้าโพสต์ลง Wall เธอ ได้แต่เขียนบอกเธอ…ในสเตตัสของตัวเอง”

“ไม่ชอบเรา เป็นสิทธิของเธอ แอบชอบเธอ เป็นสิทธิของเรา”

“”มุข”ต้องใช้ ข.ไข่ เพราะจะเก็บ ก.ไก่…. ไว้สำหรับคำว่า”รัก”เท่านั้น”

“ผมคือชายนิรนาม แต่ชายนิรนามไม่ใช่ผม”

                ถ้าคุณอยู่ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊กมานานกว่า 6 ปี คุณคงจำเรื่องราวของมุขเสี่ยวๆ เหล่านี้จากสมาคมมุขเสี่ยวๆ ได้ เพราะเขาคือเน็ตไอดอลรุ่นแรกๆ ในเฟซบุ๊ก ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2.2 ล้านคน

แม้บางช่วงเวลามุขสมาคมมุขเสี่ยวๆ อาจมีห่างหายไปบ้าง จากปลายปากกามุขเสี่ยวๆ ของชายนิรนามและเพื่อนๆ ที่เป็นแอดมินรุ่นแรกที่เริ่มมีแฟน และมีภารกิจกับหน้าที่การงานที่มากขึ้น เพราะช่วงเวลาของการเปิดเพจสมาคมมุขเสี่ยวๆ พวกเขายังคงเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Continue reading เพจมุขเสี่ยวยอดนิยมเพจแรกของไทยสู่กระแสคอนเทนต์ล้นเฟซบุ๊ก

นวัตกรรมอาหาร 4.0 มาแน่ในปี 60

การส่งออกอาหารไทยไปตลาดโลกของไทยได้ไต่อันดับสู่อันดับที่ 13 ของโลก ถือเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่จะเติบโตอย่างงดงามท่ามกลางการแข่งขันจากผู้ผลิตอาหารนานานับประเทศ

และการที่โลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค 4.0 ได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง จากผู้ผลิตอาหารเป็นผู้ประกอบการและส่งตรงถึงลูกค้าได้โดยตรง และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการอาหารทุกขนาดทั้งแต่ SME Startup และผู้ประกอบการรายใหญ่ลงแข่งขันในสนามเดียวกันได้อย่างเต็มขีดความสามารถ

แต่การแข่งขันในยุค 4.0 วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)  แนะนำไทยต้องตื่นตัวในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับตัวผลิตภัณฑ์และธุรกิจ อันจะนำไปสู่การแก้ไขข้อบกพร่องของประเทศไทย ที่มีการส่งออกวัตถุดิบอาหารจำนวนมาก แต่มีมูลค่าน้อย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในเรื่องตัวเลขภาพรวมรายได้การส่งออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผ่านหัวใจหลักที่สำคัญ 3 ประการ คือ

เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity)

นวัตกรรมสามารถใช้เพื่อพัฒนาภาคการผลิต โดยเฉพาะในธุรกิจต้นน้ำ เช่น ผลิตผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ ให้มีปริมาณมากขึ้น รองรับกับการเติบโตของจำนวนผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนลดอัตราการสูญเสียจากปัจจัยต่างๆ เช่น ปัญหาทางสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change)

พัฒนาด้านความปลอดภัย (Safety)

ประเด็นด้านความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดในธุรกิจอาหาร ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยพัฒนาและควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยในทุกกระบวนการผลิตอาหาร

ผลิตอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (Healthy & Wellness)

อาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy & Functional Food) เป็นเทรนด์ระดับโลกที่ผู้บริโภคทุกประเทศให้ความสนใจเป็นอันดับ 1 โดยในปัจจุบันหัวใจหลักที่ใช้เป็นตัวตัดสินในตลาดธุรกิจอาหาร คือ การคิดค้นและพัฒนาอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาอาหารสุขภาพเพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย (Aging Society)

ที่มา :  SIE Seminar “FOOD TECH 4.0 ปั้นให้ปัง ดังแบบก้าวกระโดด” วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

สวนสนุก สนุกแล้ว GDP เติบโต

ไทยเติบโตด้วยการท่องเที่ยว ใครๆ ก็รู้ นอกจากการท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ไทยสามารถเติบโตด้วยการท่องเที่ยวในรูปแบบสวนสนุก/สวนน้ำ และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย

ศูนย์วิจัย EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์แหล่งท่องเที่ยวไทยประเภทสวนสนุก/สวนน้ำ และพิพิธภัณฑ์ ได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วมุมโลกเดินทางมาไทยและอยู่ยาวในประเทศไทยได้ยาวนานขึ้น

สวนสนุกไทยยิ่งเปิดใหม่นักท่องเที่ยวยิ่งจ่าย

จากผลสำรวจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพบว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมีแนวโน้มเที่ยวสวนสนุกมากขึ้น จาก 6% ในปี 2556 เป็น 10% ในปี 2557 จากการมองสวนสนุกเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนในไทย และที่ผ่านมานักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยแล้วเลือกไปสวนสนุกมากที่สุดส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบเอเชียใต้ 19% และตะวันออกกลาง  17%

ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็ให้ความสนใจสวนสนุกมากขึ้นจากตัวเลือกที่หลากหลาย โดยเฉพาะสวนน้ำที่ 2-3 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนเปิดสวนน้ำใหม่ๆ ในต่างจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวชาติไหนชอบไปสวนสนุกไทย*

ตะวันออกกลาง     19% เติบโต 13%

เอเชียใต้  17% เติบโต 7%

แอฟริกา 13% เติบโต 5%

โอเชียเนีย               11% เติบโต 6%

ยุโรป       11% เติบโต 3%

อเมริกา   10% เติบโต 4%

*2557 เทียบกับ 2556

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ TAT Intelligence Center, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว

ยกตัวอย่างของสวนน้ำที่หัวหินที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปลายปี 2557 สร้างรายได้จากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้านี้ที่มีการเติบโตด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวเพียง 3% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงของนักท่องเที่ยวชาวไทย 27% และต่างชาติ 14%

สวนสนุกดันรายได้ท่องเที่ยวหัวหินเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่อคนต่อวัน

2554       ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง คนไทย 208 บาท ต่างชาติ 265 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,184 บาท

2557       ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง คนไทย 230 บาท ต่างชาติ 293 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,515 บาท

2558       ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง คนไทย 291บาท ต่างชาติ 334 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2,679 บาท

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ TAT Intelligence Center, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว

สวนสนุก Top 10 ดึงดูดนักท่องเที่ยว 420 ล้านคน

ในปี 2558 สวนสนุก 10 อันดับแรกของโลก มีนักท่องเที่ยวใช้บริการมากถึง 420 ล้านคน เติบโตเฉลี่ยปีละ 8% ต่อปี

เมื่อนึกถึงสวนสนุกในเอเชีย หลายคนจะคิดถึงญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากเมืองฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 120 ล้านคนในแต่ละปี

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลพบว่านอกจากรายได้จากบัตรค่าสวนสนุกซึ่งเป็นรายได้อันดับแรกในธุรกิจนี้แล้ว อาหารและเครื่องดื่มได้กลายเป็นรายอันดับสองรองลงมัน ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนขยายไลน์บริการจากสวนสนุกสู่โรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าแบบครบวงจร รองรับเที่ยว กิน ช็อป พักผ่อนในที่เดียวกัน และสามารถสร้างงานให้กับชุมชนรอบข้างได้เป็นอย่างดี

10 เมืองสวนสนุกสุดฮิต

ฟลอริดา จำนวนนักท่องเที่ยว 33% จาก 7 สวนสนุก

ญี่ปุ่น       จำนวนนักท่องเที่ยว 21% จาก 4 สวนสนุก

แคลิฟอร์เนีย          จำนวนนักท่องเที่ยว 15% จาก 3 สวนสนุก

จีน           จำนวนนักท่องเที่ยว 8% จาก 3 สวนสนุก

ฮ่องกง     จำนวนนักท่องเที่ยว 6% จาก 2 สวนสนุก

ฝรั่งเศส   จำนวนนักท่องเที่ยว 4% จาก 1 สวนสนุก

เนเธอร์แลนด์          จำนวนนักท่องเที่ยว 2% จาก 1 สวนสนุก

เดนมาร์ค จำนวนนักท่องเที่ยว 2% จาก 1 สวนสนุก

เยอรมนี  จำนวนนักท่องเที่ยว 2% จาก 1 สวนสนุก

ที่มา : EIC จากข้อมูลของ Themed Entertainment Association, พฤศจิกายน 2559

สวนสนุกเปิดกลุ่มท่องเที่ยวครอบครัว

กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสวนสนุกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยมากถึง 4-5 ครั้งต่อปี และมีการใช้จ่ายที่สูงกว่ากลุ่มที่ท่องเที่ยวกับเพื่อนหรือกรุ๊ปทัวร์อีกด้วย

ยกตัวอย่างที่ผ่านมารัฐบาลฮ่องกงสร้างดิสนีย์แลนด์โปรโมทท่องเที่ยวแนวครอบครัวในปี 2548 สร้างรายได้ให้กับฮ่องกงทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มากกว่า 74.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 10 ปี หลังเปิดตัว

หรือแม้แต่ดิสนีย์แลนด์ ฟลอริดาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยู่ยาวนานขึ้นจากปี  2534 จากนักท่องเที่ยวพักอาศัยเพียง 2-3 วัน เป็น 1 สัปดาห์จากการขยายตัวของการท่องเที่ยวครบวงจรที่มีทั้งสวนสนุก ร้านอาหาร ที่พักอาศัย และร้านค้า

 

ที่มา : ศูนย์วิจัย EIC ธนาคารไทยพาณิชย์, พฤศจิกายน 2559