All posts by Nuttachit

Ben Q รุกจอสำหรับเหล่าเกมเมอร์ หวังปั้นตัวเองให้เป็น Brand eSport

 

ในขณะที่ตลาดพีซีกำลังอยู่ในภาวะทรงตัว และจะไม่ตกไปกว่านี้แล้ว ในส่วนของ “”เกมมิ่งเกียร์” กลับกำลังเติบโตขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากแนวโน้มของราคาเฉลี่ยต่อชิ้นของสินค้าไอที รวมถึงกลุ่มเกม มีราคาต่อชิ้นที่สูงขึ้นราว 15-20% โดยมีอิทธิพลของเกมในตลาดโลกมาเป็นตัวผลักดัน ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่ได้มองเรื่องราคาเป็นเรื่องหลัก
.

ไม่เปิดตัว เพราะไลน์สินค้าไม่ครบ

BenQ ซึ่งมีรายได้หลักจากจอมอนิเตอร์เห็นโอกาส จึงได้เทคโอเวอร์ “ZOWIE” ที่ชำนาญในอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์มาเมื่อ 2 ปีก่อน และเริ่มทำตลาดในปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
“ที่ยังไม่เปิดตัว ตั้งแต่ปี 2016 เพราะไลน์อัพสินค้ายังไม่ครบ แต่ในปีนี้เราจะทำตลาดในชื่อ BenQ ZOWIE อย่างเป็นทางการ เพื่อเจาะตลาดเกมมิ่งเกียร์ที่กำลังเติบโต จากฐานผู้เล่นเกมในไทยที่เพิ่มขึ้น” พัทธกร  พรศิริธิเวช  ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่ยังไม่ทำการตลาดในนาม BenQ ZOWIE อย่างเป็นทางการ
.

3 กลยุทธ์หลักปี 2017

เป้าหมายของพัทธกร คือต้องการให้  BenQ ZOWIE เป็น Brand eSport Gaming Gear อันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมถึงเป็น Brand eSport อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อ ภายใต้งบการตลาด 5% จากยอดขาย ได้แก่
1. เปิดตัวสินค้าก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
2. จัด Tournament แข่งขัน eSport ไตรมาสละ 1 ครั้ง รวมถึงเข้าไปเป็นสปอนเซอร์
3. การใช้สื่อที่เน้นเข้าถึงฐานเป้าหมาย
เริ่มต้นปีด้วยการเปิดตัว Gaming Monitor 2 รุ่น คือ XL2540 ขนาด 24.5 นิ้ว ราคา 21,900 บาท และ XL2535 ขนาด 27 นิ้ว ราคา 29,990 บาท
นอกจากนี้ยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์เกมออกมาอีก อาทิ Gaming Keyboard, Gaming Headphone และ Zowie Mouse แบบ Special Edition ต่างๆ เพื่อเอาใจคอเกมให้มากขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนเกมมิ่งโต 100% หรือ 80-100 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 30 ล้านบาท
.

รุกกลุ่ม B2B

ในปี 2016 BenQ มีรายได้ 700% บาท ปีนี้ตั้งเป้าโต15-20% หรือประมาณ 800-900 ล้านบาท แบ่งเป็น จอมอนิเตอร์ 50% ในส่วนนี้เป็นจอสำหรับเกม 30% และจอทั่วไป 70%, โปรเจคเตอร์ 35% และ ลาสฟอแมท 15%
“ปีนี้เราจะเน้นเจาะตลาด B2B เป็นหลัก ได้แก่ โรงเรียน, หน่วยงานรัฐเกี่ยวกับเทคโนโลยี และสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จะเป็นจาก 40 : 60 จากกลุ่มทั่วไป เป็น 50:50″

ปีใหม่(ไทย)ไปไหนดี? : Top 10 Hidden Treasure (Part II)

นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มวางแผนสำหรับทริปปีใหม่ไทยที่จะมาถึงช่วงสงกรานต์นี้กันแล้ว เมืองหลักๆเมืองดังๆหรือเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักดีอาจถูกไปเยือนจนช้ำในช่วงเทศกาลผลัดปีที่ผ่านมา Curated by Ploy จึงขอนำเสนอเมืองแอบซ่อนน่าสนทั้งในไทย (กันไปแล้วในตอนที่ 1) มาต่อตอนสองสำหรับจุดหมายในเอเชียและยุโรปกันเลย Continue reading ปีใหม่(ไทย)ไปไหนดี? : Top 10 Hidden Treasure (Part II)

แค่ฐานคนฟังไม่พอแล้ว! ถึงเวลา “JOOX” ต้องสร้าง “รายได้”

จากข้อมูลของ Nielsen ระบุว่า คนฟังเพลงผ่านมิวสิกแอปฟลิเคชั่นในปี 2016 คิดเป็น 88% พฤติกรรมการฟังเพลงของคนไทยถือเป็นกิจกรรมยอดนิยม ที่คนไทยชื่นชอบในยุคนี้ ซึ่งการฟังเพลงออนไลน์หรือมิวสิคสตรีมมิ่ง ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่คนไทยหันมาให้ความสนใจมากขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2017 McKinsey Report คาดการณ์ว่าจะมีคนใช้ “มิวสิค สตรีมมิ่ง” ในเอเชียสูงราว 64 ล้านคน เติบโต 13.5% ระหว่างปี 2014-2020 ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ อาทิ การแชร์เนื้อเพลง การสร้างเพลย์ลิสต์ของตนเอง เพลงที่ตรงกับอารมณ์ ดาวน์โหลดเพลงโปรดมาฟังแบบออฟไลน์ หรือแม้กระทั่งการรับชมความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ผ่านไลฟ์สตรีมมิ่งที่กำลังมาแรงในวันนี้

เป้าหมายหลักปี 2017 คือ สร้างรายได้

JOOX มิวสิคแอปพลิเคชั่น ได้เปิดตัวครบ 1 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมียอดดาวน์โหลด 25 ล้านครั้ง มียอดแอคทีฟ 7-8 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือน และมีเพลงในคลังมากกว่า 5 ล้านเพลง โดยจับมือกับพันธมิตรค่ายเพลงกว่า 200 ค่าย โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ JOOX มีการเติบโตสูงที่สุดในแง่ของผู้ใช้งานต่อวันและยอดดาวน์โหลด ข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่า คนไทยเปิดฟังเพลงผ่าน JOOX มากที่สุดถึง 56% ซึ่งมากกว่าฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
“ในปีที่แล้วเป้าหมายของ JOOX คือการสร้างฐานคนฟัง แต่ในปีนี้เป้าหมายของเราคือการหารายได้ ซึ่งตอนนี้มีผู้ฟังที่ยอมเสียเงินไม่ถึง 1% รายได้จึงมาจากค่าโฆษณาเป็นหลัก” กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงจุดหมายหลักของ JOOX ในปี 2017

ต้องสร้าง “ตัวตน” ในโลกออฟไลน์

กลยุทธ์ในปี 2016 โฟกัสใน 3 ข้อ คือ Playlist, Masic Colanus และ V Station แต่ในปี 2017 จะใช้กลยุทธ์ O2O หรือ Online To Offline สร้างตัวตนในโลกออฟไลน์ โดยต้องการขยายฐานผู้ใช้งานไปยังกลุ่มคนต่างจังหวัด และชักจูงให้ให้คนหันมาใช้งานแบบ VIP ซึ่งมีค่าใช้จ่าย
โดยจะมีการจัดอีเวนท์หรือคอนเสิร์ต 20 – 30 ครั้ง ขนาด 200-2,000 คน และเพิ่มทีมวีเจ “JOOX” นำโดย อั๊ต (อัษฎา พานิชกุล), คาริสา จาก The Face Thailand, จูเนียร์ และเมี่ยง มาช่วยสร้างสีสันและเติมเต็มประสบการณ์ผู้ชมแบบเรียลไทม์ผ่านฟีเจอร์ JOOX V Station ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 7 รายการ รวมถึงจะมีการไลฟ์ สตรีมมิ่ง คอนเสิร์ตจากทั้งในและต่างประเทศ
“คนสมัยนี้ดูรายการเพลงจากทีวีน้อยลงเรื่อยๆ การที่เราหันมาทำรายการจะช่วยดึงคนรุ่นใหม่หันกลับมาดูรายการเพลง ซึ่งเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมเพลงโดยรวม”

2

แค่จ่ายเงิน 20% ก็อยู่ได้แล้ว

นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายบัตร JOOX VIP Card ในเซเว่นจากเดิมที่มีแค่เทสโก้โลตัส โดย กฤตธี ตั้งเป้าเพิ่มยอดแอคทีฟในปีนี้ไว้ที่ 15 ล้านยูสเซอร์ และตั้งเป้าภายใน 3 ปี (2016-2018) จะมีกลุ่ม VIP 20% ซึ่งแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว
“ความท้าทายในปี 2017 คือจะทำอย่างให้คนยอมจ่ายเงิน ซึ่งมิวสิคสตรีมมิ่งจะอยู่หรือจะไปขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. คอนเทนต์ดึงดูดแค่ไหน 2.อินเตอน์เฟสใช้ง่ายไหม และ 3.ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงิน”

ช้างจับมือพันธมิตร ลุย Sport Marketing เติมเต็มตลาดฟุตบอลไทย

 

ปัจจุบันธุรกิจฟุตบอลไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สโมสรต่างๆ ทุ่มเม็ดเงินการซื้อตัวนักเตะดาวดังระดับทีมชาติ มีการจ่ายเงินเพื่อประชาสัมพันธ์สโมสรและการแข่งขันแต่ละนัดไปยังสื่อ ทำให้เม็ดเงินได้ไหลเวียนสู่ตลาดธุรกิจฟุตบอลไทยในระดับหลักพันล้าน

แต่ถึงอย่างไรก็ตอบผลลัพท์ที่ดีเหล่านี้ก็มาจากการจุดกระแสฟุตบอลของทีมชาติไทยทำให้ทุกนัดมีแฟนๆชมกันล้นสนาม ซึ่งส่งผลให้ฟุตบอลลีกของไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อนอีกด้วย

Inspirator เพราะต้นแบบคือแรงบันดาลใจที่สำคัญ

เครื่องดื่มตราช้าง ผู้สนับสนุนหลักของวงการฟุตบอลที่ให้การสนับสนุนวงการฟุตบอลมาอย่างยาวนาน ได้เดินหน้าแนวคิด “เติมเต็มคำว่าเพื่อน” สนับสนุนกีฬาฟุตด้วยด้วยการจัดมหกรรม Chang Football Sevens Season 3 การแข่งขันฟุตบอล 7 คน อายุ 20 ปีขึ้นไป ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท ซึ่งจะจัดการแข่งใน 16 จังหวัด เมื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนักฟุตบอล 7 คน รวมถึงการจับมือกับ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาเป็น Inspirator ให้กับน้องๆที่มีความฝันได้ลุกขึ้นมาและเดินตามความฝันของตัวเอง พร้อมรับประสบการณ์และแง่คิดรวมถึงมิตรภาพอีกด้วย

Partnership Marketing กลยุทธ์ที่มาเติมเต็มกิจกรรม

เพื่อให้เป็นที่คึกคักและยิ่งใหญ่ เครื่องดื่มตราช้างจึงขอลุยสร้างพันธมิตรทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ ดังต่อไปนี้
1. FBT : สนับสนุนเสื้อผ้าแข่งขัน ลูกฟุตบอล อุปกรณ์กีฬา ตลอดการแข่งขัน
2. Airasia : สนับสนุนการเดินทางให้แก่กรรมการให้เดินทางตัดสินได้อย่างสะดวก รวมถึงทีมแชมป์แต่ละภูมิภาคเพื่อให้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ จ.บุรีรัมย์ ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางให้นักเตะได้แสดงฝีเท้าได้อย่างเต็มที่
3. Garena Online : มาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของงานและเข้ามาสร้างแรงบันดารใจให้เด็กไทยด้วยการนำต้นแบบแรงบันดารใจอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ชัปปุยส์ และธีราธร เข้ามาโลดแล่นเป็นตัวละครในเกม Fifa Online 3 พร้อมเดินหน้าจัดการแข่งขันในสถานที่ที่จัดงาน Chang Football Sevens Season 3 ให้ผู้ร่วมงานได้แข่งขันอีกด้วย

ปรับทัศนคติ เกมที่ KBank ต้องปรับสู่ Digitalization รุก AEC+3

ทิศทางธนาคารสกิกรไทย ภายใต้พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยคนใหม่คือการต่อยอดธนาคารดิจิทัล เกาะกระแสฟินเทค พร้อมเดินหน้าจับมือพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ ด้วยงบลงทุน10% ในอัพเกรด พร้อมพัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าทำธุรกิจ AEC+3 ในยุคที่ธนาคารไร้พรมแดน

เปิดสาขา AEC /ePayment นำร่องดิจิทัล สร้างโอกาสการเติบโต

การรวมตัวกันของ AEC+3ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายแหล่งเงินทุนที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจ เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการเติบโตด้าน GDP 27% ในปีที่ผ่านมา และมีการทำการค้ากันเองในกลุ่ม AEC+3 24% ซึ่งมีโอกาสการเติบโดอีกมากเมื่อเทียบกับกลุ่มEU ที่มีการทำการค้าในกลุ่มสัดส่วนถึง 62% โดยธนาคารกสิกรไทยจะเข้าไปดำเนินธุรกิจใน AEC +3 โดยในระยะแรกรองรับลูกค้าธนาคารที่เข้าไปทำธุรกิจ ทั้งสาขาและดิจิทัลส่งเสริมกันและกัน

“AEC +3 เป็นกลยุทธ์ของธนาคารมาตลอด 4-5ปีที่ผ่านมา ปีนี้มีแผนอัพเกรดสาขาเซียงไฮเป็นสาขาตัวแทน เปิดสาขาในกัมพูชา และลาว ไปพร้อมๆ กับให้ความสำคัญกับการให้บริการผ่านดิจิทัลด้วยการนำดิจิทัลเข้าไปให้บริการเป็นส่วนๆ มี ePayment เป็นบริการที่เข้าไปบริการแรกๆ เป็นตัวกลางในการให้บริการโดยเฉพาะการจ่ายเงินที่มีมูลค่าสูงจากความ Trust ของธนาคารที่มีมากกว่าฟินเทค ส่วนจีน ลาว และกัมพูชา เริ่มนำดิจิทัลให้บริการผ่าน ePayment” พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าว

นอกจากนี้พิพิธยังมีแผนรุกตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความยากแต่มีโพเทนเชียลสูง จากกฏหมายที่ให้ต่างชาติที่เข้าไปเปิดธุรกิจจะร่วมมือกับธนาคารโลคอล  รวมถึงประเทศอื่นๆ ใน AEC  ซึ่งบางประเทศอาจนำบริการดิจิทัลเข้าให้บริการก่อนสาขาซึ่งขึ้นอยู่กฏหมายและข้อตกลง
“ธนาคารยังนำเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการทางธุรกิจลูกค้าที่หลากหลาย เช่นในปัจจุบันลูกค้าธนาคารสามารถซื้อขายเงินทุกสกุลอาเซียนได้ สามารถโอนเงินกลากหลายสกุลถึงกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านธนาคารตัวแทนหลากหลายธนาคารทำให้ลดระยะเวลาในการชำระเงิน ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนในการดำเนินงานได้บนความปลอดภัยสูง และยังให้บริการหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) ได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน เพิ่มประสิทธิภาพไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจ และช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

จัดตั้งหน่วยงานร่วมมือกับฟินเทคปรับทัศนคติพนักงาน

ฟินเทคเข้ามามีบทบาทในโลก และทำให้ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเคยได้รับหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับธุรกิจธนาคาร แต่ถ้าธนาคารไม่ปรับคนอื่นก็จะเข้ามาแย่งชิงผู้ใช้บริการแทนซึ่งธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับดิจิทัล มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อเฟ้นหาฟินเทคสตาร์ทอัพที่มีอยู่ทุกมุมโลกและมีจำนวนมหาศาลร่วมเป็นพันธมิตรพัฒนาบริการ
“โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วมากธุรกิจมีการล้มและลุกอย่างรวดเร็วธนาคารต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ พนักงานต้องปรับทัศนคติใหม่สู่การขับเคลื่อนที่รวดเร็วจากเน้นความชัวร์เป็นการลงทุนเพื่อทดลองและหาโมเดลที่ประสบความสำเร็จ และใช้ดิจิทัลมากขึ้น”

ผลดำเนินงานเป็นไปตามคาดหมาย

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานกสิกรไทย ปี 2559 เป็นไปตามเป้าหมาย ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 40,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 700 ล้านบาท หรือ 1.77% เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 4,666 ล้านบาท หรือ 5.49% อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.52% รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 1,222 ล้านบาท หรือ 1.96% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลงจำนวน 2,802 ล้านบาท หรือ 4.20% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.63% อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ประเมินตลาดหุ้นไทยปีไก่ โตตาม GDP

 

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2560 มีแนวโน้มดีเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยลบจากภายในและภายนอกประเทศเข้ามากระทบความเชื่อมั่นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี่เปรียบเสมือนเมฆหมอกที่ผ่านไปตลาดหุ้นไทยจะสดใสมากขึ้นหลัวจากที่ในปี 2559 ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 20%

คาดการณ์ GDP โต 3.5% โดยพระเอกคือภาครัฐ

โดยปัจจัยบวกที่จะเป็นแรงสนับสนุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แีกในปีนี้มาจากการคาดการณ์อัตรา GDP จะเติบโตประมาณ 3.5% ซึ่งมาจากปัจจัยดังนี้
1. ปัจจัยจากภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อภาครัฐขับเคลื่อนลงทุนแล้วการลงทุนของภาคเอกชนจะกลับมาเติบโตอย่างมาก
2. การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศตลอดจนภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าเติบโตได้ดีรวมถึงภาคการท่องเที่ยวก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
3. ค่าเงินบาทถือว่ามีเสภียรภาพกว่าเงินตราสกุลอื่นๆในกลุ่มประเทศเกิดใหม่
4. อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ทำให้หุ้นปันผลน่าลงทุนมากขึ้นจากผลตอบแทนที่จะอยู่ในระดับสูง
5. ด้านการเมืองคาดว่ามีสถียรภาพและคาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในปลายปี 2560 หรือภายในปร 2561 ตามโรดแม็ปที่วางไว้ ซึ่งส่งผลตดีต่อความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนชาวต่างชาติ

ในด้านอัตราเงินเฟ้อน่าจะปรับขึ้นใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2.5% จากราคาน้ำที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อตลาด ส่วนทางอุปทานพันธบัตรรัฐบาลคาดว่าจะมีจำนวน 5.5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน

ปีไก่ตลาดหุ้นไทยสดใส

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยคาดการณ์เติบโตของกำไรตลาดหุ้นไทยปี 2560 อยู่ที่ 12% ส่วนแรงขายหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติน่าจะมีไม่มากแล้วหลังจากที่สัดส่วนการลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2555 จากเดิมเคยมีสัดส่วนสูงสุดที่ 36% ปัจจุบันเหลืออยู่ 29% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 12 ปี อย่างไรก็ตามจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นประมาณ 20% ในปีที่ผ่าน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นจากทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด จุงประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในปีนึ้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นแต่ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจุบัน Valuation ของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันซื้อขายที่ค่า Forward PE ประมาณ 14 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลังเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ยังถือว่าต่ำกว่า ดังนั้นโอกาสของหุ้นไทยยังถือว่าน่าสนใจ

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล โชว์ผลงานโต 35%

ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ได้เผยภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2559 ที่ผ่านมาว่าบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารงานรวม 112,006 ล้านบาท เติบโต 35% เพิ่มขึ้น 29,546 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากการรักษามาตรฐานและบริหารผลการดำเนินงานของกลุ่มทุนในภาพรวมได้เป็นที่น่าพอใจและเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงต่อความต้องการของนักลงทุนและเหมาะกับสภาวะการลงทุนซึ่งตลอดช่วงปีที่ผ่านมาได้เน้นสอนธุรกิจหลักคือ ธุรกิจกองทุนรวมนักธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งทรงธุรกิจนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันขณะเดียวกันก็สามารถที่จะประสานและสนับสนุนธุรกิจซึ่งกันและกันผ่านกลยุทธ์การวางแผนการขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง

รักษามาตรฐานการบริหารกองทุนกลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

สำหรับกลยุทธ์ในปี 2560 ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ยังคงมุ่งเน้นการให้ความสำคัญในการรักษามาตรฐานการบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับลูกค้าซึ่งการบริหารกองทุนถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจบริหารจัดการกองทุน รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ทั้งยังขยายฐานพันธมิตรธุรกิจและฐานลูกค้าจากทั้งสองธุรกิจซึ่ง ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มีแผนพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อเสริมการให้บริการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้สอดคล้องกลับเทรน์การใช้ชีวิตของนักลงทุนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล

ซึ่งในปี 2560 ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ให้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารไว้ที่ 138,000 ล้านบาทหรือเติบโต 23%

ห้างหรู ทราฟิกอาจไม่คึกคัก เกษรทุ่ม 3,470 ล้านบาท เปิดเกษรวิลเลจ มัดรวมอาคารสำนักงาน-ศูนย์การค้า

เกษร พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแผนพัฒนาธุรกิจ จากศูนย์การค้า สู่เกษร วิลเลจ มัดรวมอาคารสำนักงานบนพื้นที่ 180,000ตร.ม. ด้วยงบ 3,470 ล้านบาท ตอกย้ำราชประสงค์ แลนด์มาร์กธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยว
“รูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวในปัจจุบันสู่ช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น ตลาดรีเทลต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ซึ่งเกษร วิลเลจ เป็นโมเดลหนึ่งที่กลุ่มเกษรนำมาใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์ฯ พร้อมวางแผนเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ในอนาคตทั้งในเรื่องของอาหาร ช้อปปิ้งไลฟ์สไตล์ รีทรีตแอนด์ทรีตเมนต์ บนกลยุทธ์ Workplace Strategy ภายใต้คอนเซ็ปต์ไลฟ์สไตล์รวม Work Live Play Glow”ชาญ ศรีวิกรม ประธานกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ กล่าว

โครงการ เกษร วิลเลจ เป็นโครงการที่รวมอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทล เข้าด้วยกัน โดยพื้นที่รีเทลได้เชื่อมพื้นที่ศูนย์การค้าสู่อาคารสำนักงานเกษรทาวน์เวอร์ ขยายเพิ่มจาก 17,000 ตร.ม. เป็น 47,000 ตร.ม. เปิดเฟสแรกทางฝั่งเหนือ มิถุนายน 2560 และปรับปรุงฝั่งทิศใต้ ตามแผนปรับปรุง และพัฒนาศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่าในปี2562-2563 ส่วนเกษร ทาวน์เวอร์พื้นที่อาคารและสำนักงานแห่งใหม่ 30 ชั้น พื้นที่ 20,000 ตร.ม. สามารถปิดยอดจองได้50% ก่อนเปิดจะสามารถขายเพิ่มได้อีก35%และพื้นที่อเนกประสงค์ Gaysorn Urban Resort บนชั้น 19-20 พื้นที่3,000 ตร.ม. คาดการณ์เปิดให้ผู้เช่าเข้าพื้นที่ได้ในเดือนมิถุนายน 2560 ส่วน Gaysorn Urban Resort เปิด กันยายน 2560

Sky work เชื่อมต่อราชประสงค์
ระหว่างอาคารเกษร ทาวน์เวอร์ และศูนย์การค้าเกษรเชื่อมต่อด้วยเกษร วอล์ก ระยะทาง 200 เมตร ออกแบบให้ทุก 50 เมตร มีจุดทัขพอยต์ดึงความสนใจ และลงทุนเชื่อมต่อทางเดิน 500 เมตรกับราชประสงค์วอล์ก เป็นทางเดินเชื่อมต่อระหว่างเกษร ทาวน์เวอร์ ไปยังศูนย์การค้าแพลตทินัมด้วยงบลงทุน400 ล้านบาท ร่วมกับแพลตทินัม คาดการณ์แล้วเสร็จมีนาคม 2560 และการร่วมมือในครั้งนี้จะขยายการเชื่อมต่อราชประสงค์วอล์กเข้าตรงสู่ 18 อาคารชั่นนำราชประสงค์
“ทราฟิกของย่านราชประสงค์ จะเติบโตขึ้นเพิ่มถึง 450,000 คน จากเดิม 300,000 คน ต่อวัน ในด้านของศูนย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 จากเดิม 10,000 คนต่อวัน กลุ่มเป้าหมายของเกษร วิลเลจจะขยายจากกลุ่มเดิมที่โฟกัสอยู่เพียง luxury จะเพิ่มขึ้นทุกมิติในแนวกว้าง หมายถึงครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์เชิงลึก มีความเป็นกันเองทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ดึงดูดทราฟิก ด้วยกิจกรรม
ที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจรีเทลหดตัวลงทั่วทั้งตลาดเอเชีย เพราะภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับในประเทศไทย จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงอย่างมากในทุกภาคส่วน
ปัจจุบันเกษรได้ปรับกิจกรรมสอดคล้องสถานการณ์ สร้างยอดทราฟิกเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยวางแผนจัดกิจกรรมดึงดูดทราฟิก ในทุกเดือน ปีนี้เริ่มจากกิจกรรมตรุษจีน วาเลนไทน์ และอื่นๆ เพื่ออุดช่องว่างของศูนย์การค้าที่กลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อยู่ในระดับไฮเอนด์

เมื่อแบรนด์บำรุงผิวพรีเมียมจากฝรั่งเศสขอท้าตลาด B2B

ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 35,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับหน้า 68% เติบโต 4% จากการเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย และผู้หญิงที่หันมาดูแลหน้าตาให้ดูดีและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงจากคู่แข่งทั้งไทยและเทศ
ดีวา ซัพพลาย เห็นโอกาสในตลาดนำ เอลลา บาเช่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมียมจากฝรั่งเศสที่มีอายุกว่า 80% เข้ามาทำตลาดไทย เจาะB2B ตามสปาและบิวตี้ซาลอน ก่อนลงเล่น B2C

B2B สร้างประสบการณ์ Word of Mouth ก่อนลงเล่น B2C

ริวอิจิ ซาโต้ Managing ดีว่า ซัพพลาย กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจในเรื่องความสวยความงามมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเครื่องสำอางระดับบน(Prestige/Premium )ในภูมิภาคเอเชียเติบโตเป็นอันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการเติบโต 19% และผู้บริโภคนิยมเลือกผลอตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น โดยเอลลา บาเช่ เป็นปลอตภัณฑ์บำรุงผิวผลิตภัณฑ์แรกที่ดีวานำเข้ามาปลายปี 2559 เจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงอายุ 30ปีขึ้นไป โดยในปีแรกเน้นทำตลาด B2B ไปยังร้านสปา และบิวตี้ซาลอน 30-40 แห่งในเมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ ปทุมธานี และขอนแก่น ในสัดส่วน 80% สร้างประสบการณ์ในตัวผลิตภัณฑ์ก่อนขยายสัดส่วนไปยัง B2C 50% ในปี 2561”
เหตุผลที่เลือกเจาะตลาด B2B ก่อน มาจากแบรนด์ เอลลา บาเซ่ ในประเทศไทยยังไม่มีความแข็งแกร่งมากนัก ถึงแม้จะอยู่ในตลาดโลกมานานกว่า 80ปี แต่แบรนด์นี้เน้นการทำตลาด B2B ในยุโรป เป็นหลัก และตลาด B2B เป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า B2C หลายเท่า ก่อให้เกิดรายไดในปีแรกจากคอมมิทเมนต์ที่ให้กับแบรนด์ เอลลา บาเซ่ ที่ต้องต่อสัญญาปีต่อปีได้รวดเร็วกว่า ส่วน B2C ในปีนี้ยังคงไม่มีวางขายตามเคาน์เตอร์ เน้นทำตลาดผ่านออนไลน์ จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ และเว็บอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก ไปพร้อมๆ กับใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และบิวตี้บลอกเกอร์เป็นเครื่องมือกระจายข่าวสาร

ทั้งนี้แม้ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว แต่ธุรกิจความงามไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง 8-10% ต่อปี จากมูลค่ารวม 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% ส่งออก 40%

Uber ไม่มีแต่แอพเรียกรถ สั่งอาหารก็ได้ด้วย

Uber ขอแข่งขันธุรกิจ เดลิเวอรี่ เปิด Uber Eats บริการจัดส่งอาหารจากร้านอาหารพันธมิตรตรงถึงบ้าน ต่อยอดธุรกิจ Economy Sharing

“Uber เปิดปริการ Uber Eats ในประเทศไทย ต่อยอด Economy Sharing ระหว่างร้านอาหาร ผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ และ ผู้บริโภค โดย Uber เป็นผู้ซัพพอร์ตเรื่องเทคโนโลยี บนเทรนด์ผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารออนำลน์อย่างต่อเนื่องจากความสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง” อัลเลน เพนน์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว

100 ร้านอาหารส่งใจกลางเมือง

Uber Eat ประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 17 มกราคม2560 เริ่มต้นให้บริการจากร้านอาหารมากกว่า100 ร้านอาหาร 24 ประเภท สั่งได้ไม่จำกัดราคาตั้งแต่ 10.00-22.00 น. พร้อมส่ง 10 พื้นที่ใจกลางเมือง ได้แก่ สาทร สีลม ปทุมวัน เพลินจิต นานา อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ เอกมัย เยาวราช ก่อนขยายไปยังพื้นที่รอบนอก โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ทั้ง IOS และแอนดรอยด์

โดยผู้สั่งอาหารจะสั่งอาหารได้ครั้งละร้าน แต่สามารถสั่งได้หลายรอบตามที่ต้องการในเวลาเดียวกัน ซึ่งโมเดลนี้ ถ้าในวันที่ Uber Eats เก็บค่าบริการ ผู้บริโภคที่ต้องการสั่งอาหารหลากหลายร้านมาร้บประทานเป็นหมู่คณะอาจจะไม่เหมาะเท่าไรนัก เพราะต้องแลกกับค่าบริการที่ต้องจ่ายในทุกครั้งที่สั่ง และต้องชำระเงินด้วยบัตรเครดิต/เดบิต เท่านั้น กันการโกงของพนักงานส่ง ซึ่งการชำระเงินรูปแบบนี้จะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มแมสได้แพร่หลายนัก เพราะมีบัตรเครดิตในไทยเพียง 2 ล้านใบ และยังมีอีกมากที่ไม่ทราบว่าบัตรเดบิตชำระเงินออนไลน์ได้ และไม่เชื่อในการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์

เริ่มต้นฟรีค่าบริการสร้างประสบการณ์ท้าแข่ง Food Panda / Line Man

ที่ผ่านมา บริการส่งอาหารเดลิเวอรี่ในไทยมีบริการอย่าง Food Panda ที่ทำธุรกิจในไทยมาตั้งแต่ปี 2555 ให้บริการในกรุงเทพ สมุทรปราการ ปทุมธานี พัทยา เชียงใหม่ หัวหิน จากร้านค้ามากกว่า 400 ร้านค้า หรือLine Man ที่ให้บริการซื้ออาหาร Uber Eats ถือว่าเป็นน้องใหม่ล่าสุดในตลาด ที่จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งผ่านจุดขาย ร้านค้าชั้นนำที่ไม่ทีบริการเดลิเวอรี่มาก่อน ในอัตราค่าอาหารเท่ากับรับประทานในร้าน โดยร้านค้าจะได้ประโยชน์จากแอพนี้ในเรื่องของการสร้างลูกค้าใหม่ เพิ่มความถี่ในการรับประทานให้กับร้านค้า และดาต้าเบสในส่วนของความต้องการลูกค้าในการรับประทานอาหารและความชอบเฉพาะบุคคล แลกกับค่าดำเนินการด้านเทคโนโลยีและค่าFee โดยในต่างประเทศที่ Uber Eats ให้บริการร้านค้าบางแห่งมียอดรายได้เพิ่มขึ้น 50% จากการเป็นพาร์ทเนอร์ สำหรับผู้ส่งซึ่งเป็นผู้ขับมอเตอร์ไซค์ที่ต้องการหารายได้เพิ่มจะได้รับค่าตอบแทนจากการไปรับอาหาร และค่าส่งอาหารตามระยะทาง และเทคโนโลยีของ Uber Driver ที่สามารถเรียนรู้เส้นทางรถติดและเส้นทางหลบเลี่ยงเพื่อส่งอาหารถึงมือลูกค้าภายใน 30-45 นาที และจะพยายามทำเวลาส่งให้รวดเร็วกว่าปัจจุบัน

ทั้งนี้Uber Eats ให้บริการครั้งแรกในปี 2557 ใน 57 เมือง 20 ประเทศ

อั้ม พัชราภา Story Telling ดีแทคเน็ตเวิร์ค

หลังจากที่ดีแทคออกแคมเปญโฆษณาลื่น…จ้ะ โดยมีอั้ม พัชราภา เป็นพรีเซ็นเตอร์ ที่มีขื่อเสียงคนแรกของดีแทคเน็ตเวิร์ค สื่อถึงกลุ่มแมสถึงประสิทธิภาพเน็ตเวิร์คของดีแทค 4G ที่มีการขยายเน็ตเวิร์คอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุน 70,000 ล้านบาทใน3ปี (2559-2561)

อั้ม พัชราภา ตัวแทนความลื่นไหลถึงกลุ่มแมส

ปัญหาของดีแทคที่ผ่านมา คือเน็ตเวิร์ค ที่พัฒนาประสิทธิภาพจากการขยายเน็ตเวิร์คอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุน 70,000 ล้านบาทใน3ปี นับตั้งแต่ ปี2559 โดยปีที่ผ่านมาใช้งบลงทุน 20,000 ล้านบาท แต่ลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้าดีแทคไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้
“ก่อนนั้นดีแทคไม่มีพรีเซ็นเตอร์ จากที่ผ่านมาอย่างซิกเว่ เบรกเก้ เป็น Story Telling ที่ดีอยู่แล้ว”สิทธิโชค นพชินบุตร CMO ดีแทคกล่าว

_B0A1058

มากกว่าพรีเซ็นเตอร์คือผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคผู้บริโภคเชื่อบุคคลมากกว่าแบรนด์

สำหรับปีนี้ ดีแทคโฟกัส 3 ส่วนหลักได้แก่ เน็ตเวิร์ค แบรนด์ดิ้ง และ แวลู่ ฟอร์มันนี่ ซึ่งดีแทคจะทะยอยเปิดตัวแคมเปญอย่างต่อเนื่อง และในเดือนหน้าถึงคราวเปิดตัวกลยุทธ์แบรนด์ดิ้งที่จะมาเปลี่ยนภาพดีแทคให้ชัดเจนขึ้น

สำหรับอั้ม พัชราภาสิ่งที่สิทธิโชคคาดหวัง มากกว่าพรีเซ็นเตอร์เน็ตเวิร์คคือ การกระจายข่าวสาร

“อั้ม เป็นพรีเซ็นเตอร์ในส่วนของเน็ตเวิร์ค ที่จะเป็น Story Telling ที่ไม่เน้นเรื่องเทคโนโลยี แต่จะสื่อสารด้วยข้อความเน้นประสบการณ์การใช้งานถึงกลุ่มแมส และคนต่างจังหวัด ที่มีพลังและแฟนคลับเหนียวแน่น ทุกเพศทุกวัย ดูได้จาก IG ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 7.5 ล้านราย ซึ่งเป็นช่องทางที่อั้มใช้สื่อสารกับแฟนคลับและดึงแฟนคลับมาใช้เน็ตเวิร์คดีแทคได้ โดยเฉพาะต่างจังหวัดอั้มจะเป็นตัวแทนในการตอกย้ำแบรนด์ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากดีแทคม็อบ ขบวนคาราวานที่ดีแทคออกเดินสายแนะนำเครือข่ายและบริการถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมรับฟังfeed back ลูกค้า”

_B0A0959

ที่ผ่านมาพลังของอั้ม เคยสร้างยอดจำหน่ายให้กับมาม่าเพิ่มขึ้นหลังเธอเป็นพรีเซ็นเตอร์ มาม่าเย็นตาโฟต้มยำ และพลังของเธออาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับดีแทคได้ เพราะในช่วงงานแถลงข่าวอั้ม ได้หลุดปากชวนย้ายค่ายมาดีแทค และระหว่าง Facebook Live สด ผ่านเพจดีแทค ได้มีแฟนคลับออกตัวย้ายมาใช้ค่ายอั้ม

 

นอกจากพลัง อั้ม สิ่งที่ทำให้ดีแทคเลือกเธอคือ การเป็นคนดี ใจดี จริงใจ เข้ากับแบรนด์ดีแทค ผ่านงบการตลาดแคมเปญนี้ 150 ล้านบาท ใน3 เดือน โดย1 ใน3 ทุ่มไปกับสื่อออนไลน์ ส่วนอั้ม สัญญา 1ปี

IMG_2409

 

นอกจากอั้ม เป็นพรีเซ็นเตอร์เน็ตเวิร์ค สิทธิโชค ยังมองว่าการสื่อสารผ่าน TVC ต้องแตกต่างจากเดิม ไม่มีแสงไฟสื่อความเร็วเหมือนที่ผ่านมา และการสื่อสารผ่าน 3 เรื่องหลัก ทั้งเน็ตเวิร์ค แบรนด์ดิ้ง และแวลู่ ฟอร์ มันนี่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สิทธิโชค เคยกล่าวไว้ตอนเปิดตัว

ขยายเน็ตเวิร์คมากกว่า 1.5 หมื่นสถานี รองรับ Mobility Life

ปีที่ผ่านมาดีแทคขยายสถานี Super 4G เพิ่มขึ้น 15,000 สถานี หรือมากกว่า 240% (YoY) พร้อมเพิ่มสัญญาณภายในอาคาร 200 แห่ง และปีนี้เพิ่มโครงข่ายSuper4G อีก25% และภายในอาคาร1,000 แก่งในปี 2563 บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่กว้างที่สุดถึง 20 MHz รองรับ Mobility Life ของผู้บริโภค ไปพร้อมๆ กับสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักลงทุนถึงทิศทางในธุรกิจที่ดีแทคจะนำคลื่นหมดสัมปทานกลับมาใช้ให้บริการอีกครั้งได้ และเป็นที่มาของวลีที่ใช้สื่อสารในแคมเปญที่อั้มเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย
และที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดย68%ใช้งาน 4ชั่วโมงต่อวัน และพฤติกรรมใช้งาน 4G ได้เติบโตจากการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Facebook Live มียอดการใช้งาน 142% ผู้ใช้งานผ่าน VoIP ผ่านเน็ตและ Line Call 199% ฟังเพลง Streaming เพิ่มขึ้น 157% และดู Youtube 92% และไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่มีผู้ใช้งาน Youtube สูงสุด

ทาบทาม TOT ขอใช้คลื่น 2300MHz

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ดีแทคได้เจรจากับ TOT นำคลื่น 2300MHz ที่ TOT มีอยู่ใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งการเจรจาขั้นต้นเป็นไปด้วยดี และอยู่ในระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

อ่านเพิ่ม อั้ม พัชราภา พรีเซ็นเตอร์คนแรกของดีแทค….ทำไมต้องเป็นเธอ

_B0A1047