All posts by Nuttachit

“ดีแทค รีวอร์ด” อาวุธรักษาฐานลูกค้าของ ดีแทค

 

“รอยัลตี้ โปรแกรม” ถูกใช้เป็นอาวุธในการดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเก่าให้อยู่กับแบรนด์นานๆ ซึ่ง “ดีแทค” เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2006 โดยมีชื่อที่ถูกเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุด คือ “ดีแทค รีวอร์ด” ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2011
.
“ภาพยนตร์” อาวุธดึงลูกค้า
ในปีที่แล้ว ดีแทค ใช้งบกับ ดีแทค รีวอร์ด จำนวน 400 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด 1.2 ล้านคน ส่วนใหญ่ 40% จะถูกใช้ในหมวดภาพยนตร์ ที่เหลืออีก 60% อยู่ในหมวดอื่นๆเช่น ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ซึ่งมีกว่า 10,000 ร้าน
“ดีแทค รีวอร์ด ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่ช่วยจึงดูดลูกค้า เราจึงต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆปี โดยมีหมวดภาพยนตร์ เป็นหัวหอกหลักในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งฐานสมาชิกนิยมใช้” เพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวถึงความสำคัญของ ดีแทค รีวอร์ด
.
เพิ่มสิทธิ์ตั๋วหนัง 3 เท่า
ด้วยเหตุนี้ในปี 2017 ดีแทค เพิ่มงบขึ้นเป็น 450-500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า และภายในไตรมาส 1 จะเพิ่มร้านค้าเป็น 15,000 ร้าน โดยหมวดภาพยนตร์ได้เพิ่มงบจาก 40 ล้านบาท เป็น 60 ล้านบาท เพิ่มสิทธิ์อีก 3 เท่าหรือเดือนละ 150,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับกับความต้องการ
“ความท้าทายในการทำรอยัลตี้ โปรแรกรม ของดีแทค คือการดึงดิจิทัล เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยในอนาคต ดีแทค รีวอร์ด อาจจะถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นก็ได้”
ปัจจุบัน ดีแทค รีวอร์ด มีฐานสมาชิก 25 ล้านราย แบ่งเป็น บลูเมมเบอร์ 2.2 แสนราย, เอ็กซ์ตร้า 2 ล้านราย ที่เหลือเป็นทั่วไป
.
สานต่อ “dtac Combo Plus” เป็นปีที่ 3
ล่าสุด ทางดีแทค รีวอร์ด ,เอส เอฟ และแจ๋ว วอลเลต จึงได้ร่วมมือกันเปิดแคมเปญ “dtac Combo Plus” เป็นปีที่ 3 เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าดีแทคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน ภายใต้งบกว่า 45 ล้านบาท
โดย “dtac Combo Plus” แพ็คเกจดูหนังสุดคุ้ม ประกอบด้วยแพ็คเกจ ดีแทค คอมโบ พลัส สองแปดเก้า ลูกค้าจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ที่นั่งดีลักซ์ จำนวน2 ใบ พร้อม Combo Set ป๊อปคอร์นและน้ำอัดลม 1 ชุด ในราคาเพียง 289 บาท จากราคาปกติ 570 บาท และแพ็คเกจ ดีแทค คอมโบ พลัส เฟิร์สคลาส ลูกค้าจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ที่นั่งเฟิร์สคลาส จำนวน 2 ที่นั่ง ในราคาเพียง 1,400 บาท จากราคาปกติ 1,600 บาท นอกจากนี้พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อแพ็คเกจ “dtac Combo Plus” ยังได้สิทธิ์ลุ้นทริปท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟฟรีถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 6 วัน 4 คืน กับพระเอกหนุ่ม กอล์ฟ – พิชญะ
ประทับใจในมนต์เสน่ห์ของเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผสมผสานด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรม พร้อมร่วมสัมผัสบรรยากาศฉากหลังของ 4 ภาพยนตร์ดังทั้ง James Bond, Harry Potter, Notting Hill และ Star Wars นอกจากนี้ยังมีรางวัลบัตรชมภาพยนตร์ Movie Gift Card ทั้งแบบที่นั่งเฟิร์สคลาสและที่นั่งปกติ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

ทำไมอสังหาฯ Feat. ประกันชีวิต

ครั้งแรกของวงการที่ อสังหาฯ Feat. ประกันชีวิต เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพ

ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมระดับ 10 ล้านขึ้นไปยังเติบโตได้ดีอยู่ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบเลยเนื่องจากความมั่นใจและกำลังซื้อของนักลงทุน ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีข้อดีคือ ระหว่างที่ถือครองสามารถสร้างผลตอบแทนได้ด้วยการปล่อยให้เช่า และ ขณะเดียวกันมูลค่าของตัวสินทรัพย์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถขายทำกำไรได้ ซึ่งบางแห่ง ระยะเวลาผ่านไปเพียงแค่ 5 – 6 ปี สามารถทำราคาขายเพิ่มขึ้นไปสูงเกือบเท่าตัวก็มี โดยเฉพาะโครงการอสังหาฯ ใจกลางเมือง ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 80% ในรอบ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้มีปัจจัยเดียวที่นักลงทุนกังวลคือ เรื่องราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกๆปี

ครั้งแรกของวงการที่อสังหาฯให้ประกันชีวิต

นักลงทุนอสังหาฯ มองความคุ้มค่าการลงทุนที่มากขึ้นกว่าเดิม การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุน ที่มีรายได้มั่นคงยาวนาน ดังนั้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการ และสอดคล้องกับแผนธุรกิจของณุศาศิริ จึงเกิดเป็นกลยุทธ์การดูแลชีวิตของนักลงทุนเป็นเจ้าแรกในวงการอสังหาฯเมืองไทย โดยจับกลุ่มเป้าหมาย นักลงทุนระดับบน

ปกตินักลงทุนอสังหาฯ มอง 3 ช่องทางทำกำไร คือ ขายต่อได้กำไร, เก็บไว้ปล่อยเช่า และกำไรสองต่อ ปล่อยเช่าได้ง่าย ปล่อยขายก็คล่อง กลยุทธ์นี้ให้มากกว่า การยืนยัน รายได้ทั่วไป คือ การดูแลสุขภาพ ดูแลชีวิตที่ดีของผู้ซื้อ ถ้ามีเงิน ได้กำไร แต่สุขภาพไม่ดี ทำงานมาทั้งชีวิต เพื่อไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ก็ไม่ถือว่าเป็นความ มั่งคั่งที่แท้จริง ฉะนั้นจึงนำการประกันชีวิต พร้อม แพคเกจดูแลสุขภาพแบบองค์รวมระดับ hi-end จากเยอรมัน ด้วยการดูแลฟื้นฟูตั้งแต่ระดับเซลล์ ตรวจเช็คความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมการดูแลระดับพรีเมี่ยม จึงเพิ่มความมั่นใจในการรับประกันการลดอัตราความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคร้ายแรงได้อย่างมั่นใจ เพื่อเพิ่มมูลค่าที่มากกว่าการลงทุนปกติให้กับผู้ลงทุน โดยคิดเป็นมูลค่า ผลตอบแทนเท่ากับ 3% โดยผู้ซื้อจะได้รับ ทุนประกันชีวิตเท่ากับวงเงินลงทุนร่วมด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ลงทุน 50 ล้าน ก็จะได้รับทุนประกันชีวิต 50 ล้าน เป็นต้น ในขณะเดีๆยวกันเราจะจ่ายผลตอบแทน 5% ทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลา 6 ปี

ตลาดต่างชาติตัวช่วยสร้างความครึกครื้น

อีกปัจจัยหนึ่งคือตลาดเช่าคอนโดมิเนี่ยมระดับบน ที่มีกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่นจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เข้ามาช่วยสร้างให้บรรยากาศคึกคักขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายท่องเที่ยว ที่ดึงดูด นักท่องเที่ยวทั่วโลก กลุ่มนี้จะมองเรื่องความคุ้มค่า ความสะดวก ความปลอดภัย ตลอดจน การบริหาร จัดการ และบริการระดับโรงแรมไฮเอนด์ สามารถตอบสนองลูกค้า และเข้าใจวัฒนธรรมการอยู่อาศัย ของกลุ่มลูกค้า โดยมีเชนโรงแรมดังระดับโลกมาบริการ รวมทั้งการันตียอดผู้เช่าโดยโครงการ ที่ร่วม แคมเปญนี้ จะเป็นโครงการที่ณุศาฯเลือกแล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าได้

ณุศาศิริมีบริการบริหารสินทรัพย์ทั้งการปล่อยเช่าและการขายต่อโดยเป็นการทำตลาดผ่านผู้ชำนาญบริหารสินทรัพย์โดยมีอัตรายอดปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% และมีอัตราปล่อยขายอยู่ที่ 90 – 80%

การประกันรายได้จากการลงทุนในอสังหาฯ กลายเป็นเรื่องทั่วไป แต่ที่ณุศาศิริ เราให้มากกว่า คือเรา การันตีสุขภาพดีให้กับนักลงทุน นอกเหนือไปจากผลตอบแทนการลงทุนจากการปล่อยเช่า และ Cap Gain ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี การใช้กลยุทธ์ดูแลสุขภาพควบกับประกันผลตอบแทน ทำให้มั่นใจว่า ลูกค้า จะไม่มีการสะดุดในการลงทุน

“แมคโดนัลด์” ขยายสาขาพลาดเป้า-ยัม ขาย KFC

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด QSR (Quick Service Restaurant) หรือการบริการร้านอาหารจานด่วน ที่ประกอบไปด้วย พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ และไก่ทอด มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 12-13% โดยในปี 2016 มีมูลค่า 37,000 ล้านบาท
.
ขยายสาขาวืด ทำรายได้พลาดเป้า
แม้ในจะมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง แต่ในปีที่ผ่านมา แมคโดนัลด์ กลับมีอัตราเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15-20% เหลือเพียง 10-15% เท่านั้น โดย เฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “แมคโดนัลด์” ให้เหตุผลว่า เกิดจากการขยายสาขาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวน 20 สาขา ในความจริงขยายได้เพียง 17 สาขา ที่สำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีเหตุการณ์ที่สร้างความเสียใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ จนทำให้พลังซื้อบางส่วนหดหายไป
“แม้ปีที่ผ่านรายได้ของเราไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ในปี 2017 เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวจากปัจจัยต่างๆ แมคโดนัลด์ จึงตั้งเป้าเติบโต 15-20%”
.
5 กลยุทธ์ ปี 2017
ในปีนี้ แมคโดนัลด์ จะทำเกมตลาดผ่าน 5 ข้อ ได้แก่ 1.กลยุทย์แวลูฟอมันนี่ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า , 2.เบสเบอร์เกอร์ ที่เป็นหัวใจหลักซึ่งจะจับในทุกกลุ่ม, 3.โลคอลเมนู, 4.กลุ่มครอบครัว โดยจะมีการจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดและจัดเวิร์ดช็อปภายในร้าน สุดท้าย 5.อาหารเช้า ที่มีเมนูโจ๊กเป็นตัวชูโรง
“เมื่อพูดถึงแมคโดนัลด์คนไทยจะนึกถึง เบอร์เกอร์, เฟรนช์ฟราย, ฟรีไวไฟและ 24 ชัวโมง โดยเราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 กับพนักงาน เนื่องจากเป็นด่านแรกในการเจอลูกค้า รองลงมาคือลูกค้า ซึ่งพยามทำให้พวกเขารู้สึกคุ้มค่าเมื่อเข้าร้าน”
.
เตรียมขยาย 20-25 สาขา
ปี 2007 – ปี 2016 แมคโดนัลด์ ใช้งบลงทุนไปทั้งหมด 8,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ (2017 – 2021) ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 5,000 – 5,500 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1,000 – 1,1000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดสาขาใหม่ 700 – 800 ล้านบาท เฉลี่ย 20-25 สาขาต่อปี งบที่เหลือจะลงทุนในด้านอื่นๆ
“ปัจจุบันเรามีอยู่ทั้งหมด 239 สาขา ในปี 2017 จะเปิดสาขาใหม่ 20-25 สาขา ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑลโดยครึ่งหนึ่งจะเป็นไดร์ฟ ทรู ในขนาดพื้นที่ 350-500 ตารางเมตร ซึ่งตอนนี้มีอยู่ราว 80 สาขา”
นอกจากนี้สาขาใหม่จะมีการออกแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า รวมถึงในทุกไตรมาสมามีการปรับเมนูและเพิ่มเมนูใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า
.
เมืองไทยยังไม่จำเป็นต้องมี “แฟรนไชส์”
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง KFC หรือ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมขายแฟรนไชส์ที่เหลือ 244 สาขา หลังจากคราวก่อนที่ขายให้กับ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด หรืออาร์ดี แล้ว 130 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพฯ
โดย ยัม ให้เหตุผลที่จะขายว่า ต้องการโฟกัสในการบริหารและการตลาดเป็นหลัก การขายสาขาที่เหลือให้กับ แฟรนไชส์ จะช่วยให้ KFC สามารถขยายสารถได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเงินทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งสาขาที่เหลือยังไม่แน่ว่าจะถูกขายให้กับรายเดิม อย่างอาร์ดีและบริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) หรือจะมีรายใหม่ โดยคาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนกันยายน
ประเด็นนี้ทาง เฮสเตอร์ มองว่า ในเมืองไทยยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีแฟรนไชส์เหมือนกับในฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เนื่องจากยังสามารถบริหารเองได้อยู่ ที่สำคัญไม่ได้อุปสรรคให้ด้านของพื้นที่เหมือนประเทศอื่น เพราะสามารถขนส่งวัตถุดิบได้อย่างทั่วถึง
ปัจจุบัน แมคโดนัลด์ ให้บริการลูกค้าเดือนละ 8 ล้านคน โดยไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่ขายดีในเอเชีย หากนับเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะอยู่ในอันดับที่ 4 รองจาก ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์และมาเลเซีย

กรุงศรีฯคาดแนวโน้มสินเชื่อโต 6-8%

ในปี 2559 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจภายในประเทศมีการเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินอย่างธนาคารที่มีแนวโน้มเติบโตจากสินเชื่อ และในด้านเศรฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องประธานาธิปดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในยูโรโซน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรม
ปีไก่ GDP โต 3.3% จากภาครัฐ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2560 ของประเทศไทยจะสามารถเติบโตที่ 3.3% จากการเร่งการลงทุนของภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต รวมทั้งการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน ภาระหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น และภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง
โดยในปี 2560 ธนาคารกรุงศรีฯได้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 6-8% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ประมาณ 3.7% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะเติบโตสูงกว่า 5% และอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ระดับต่ำกว่า 2.5%
ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างแข็งแกร่
สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารกรุงศรีฯในปี 2559 สินเชื่อเติบโต 11.2% หรือ 1,448.9 ล้านบาท จาก 1,303.5 ล้านบาทในปี 2558 ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
1. Retail 44%
2. Thai Corporate 30%
3. SME 15%
4. Jpc/Mnc 11%
ซึ่งในปีนึ้กรุงศรีคาดการณ์ว่ากลุ่ม Retail จะมีการเติบโตที่ดีที่สุดสำหรับสินเชื่อโดยจะยังมีส่วนแบ่งในระดับที่ 44-50% และส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีที่ผ่านมากรุงศรีสามารถทำได้ที่ 2.21% มี Strong Coverage Ratio 143%
ความสำเร็จของแผนธุรกิจระยะกลาง
1. ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 24%
2. สร้างสินเชื่อใหม่ 60 พันล้านบาท
3. รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 11.7%
4. เงินฝากต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้น 53%
5. ต้นทุนทางการเงินลดลงอยู่ที่ 1.59%
ในส่วนความสำเร็จด้านดิจิทัล แบงก์กิ้ง ในปีที่ผ่านมา กรุงศรีได้มีการจัดโครงการพัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่มนักศึกษา, โครงการต่อยอดองค์ความรู้และการลงทุนให้ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน และโครงการจุดประกายทางไอเดียสร้างสรรค์ของขาวกรุงศรี ซึ่ง 3 โครงการนี้ได้รับผลการตอบรับอย่างมากมาย
เป้าหมายการเติบโตในปี 2560 
1. เป็นธนาคารชั้นนำในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ : แสวงหาโอกาสและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันพร้อมมุ่งขยายฐานลูกค้า
2. รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มลูกค้า JPC/MNC : นำเสนอบริการในประเทศให้กับลูกค้า JPC/MNC
3. เป็นหนึ่งในธนาคารหลักสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี : มุ่งนำเสนอบริการอย่างครบวงจรพร้อมขยายการเติบโตทุรกรรมการค้าต่างประเทศ
4. ความเป็นผู้นำในสินเชื่อรายย่อย : สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าทั้งสร้างความแตกต่างที่ต่างจากคู่แข่ง

โตโยต้า วาดฝันปี 2560 ตลาดจะกลับมาเติบโต

 

สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้สำหรับยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2559 มียอดขายอยู่ที่ 768,788 คัน หดตัว 3.9% โดยตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขายลดลง2.3% ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายลดลง 6.5% หดตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ยอดขายโตโยต้าลดลง 7.9%

เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยบวกทั้งจากการเบิกจ่ายเงินลงทุนจากภาครัฐรวมถึงการผลักดันและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน หากแต่ยังมีผลกระทบจากกำลังซื้อบางส่วนที่เกิดขึ้นล่วงหน้าจากการเร่งกำลังซื้อก่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

สำหรับโตโยต้าในปี 2559 มียอดขาย 245,087 คัน ลดลง 7.9% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 87,271 คัน ลดลง 17.2% รถเพื่อการพาณิชย์ 157,816 คัน ลดลง 1.7% และรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 148,494 คัน ลดลง 1.7.% ด้านการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 318,658 คัน ลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 180,707 ล้านบาท ตลอดจนการส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 62,015 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 242,722ล้านบาท

ครบกำหนด “รถคันแรก” ปัจจัยดันตลาดปี 2560

โดยในปี 2560เคียวอิจิ ได้มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ มีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากการครบกำหนด 5 ปีโครงการรถยนต์คันแรก รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ และการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่จากหลายค่ายรถยนต์ จึงคาดว่าจะมียอดขายรวมอยู่ในระดับ 800,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 4.1%

ปรกติแล้วผู้บริโภคจะเปลี่ยนรถในปีที่ 5,6,7 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% จากจำนวนทั้งหมด การครบกำหนดรถคันแรก จึงน่าจะช่วยกันตลาดให้กลับมาเติบโต ส่วนกำลังซื้อจะกลับมาไหมคงตอบได้ยาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปีที่แล้วกับปีนี้มีความใกล้เคียงกันมาก”

และในปีนี้โตโยต้าตั้งเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศไว้ที่ 265,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 110,000 คัน เพิ่มขึ้น 26.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 155,000 คัน ลดลง 1.8% และ รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 147,000 คัน ลดลง 1.0% ส่วนการส่งออกปีนี้น่าจะอยู่ที่กว่า 282,100 คัน คิดเป็นมูลค่า 156,785 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 11% เนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญ

ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของโตโยต้าได้รับผลกระทบ ทำให้ในปีนี้ ทางโตโยตต้าปรับแผนส่งออก โดยพยายามมุ่งไปยังตลาดที่มีศักยภาพอยู่ได้แก่ลาตินอเมริกันแลัเอเชีย”

ปัจจุบันโตโยต้ามีโรงงานผลิตทั้งหมด 3 โงงาน มีกำลังการผลิต 770,000 คันต่อปี ในปี 2559 มีสัดส่งออก 55% ขายในประเทศ 45% แต่ในปีนี้สัดส่วนจะถูกสลับกัน เนื่องจากภาพรวมของตลาดมีแนวโน้มจะกลับมาเติบโต

เทศเที่ยวไทยสูงสุดทะลุสถิติ

ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการหลายคนจะออกมาบอกว่าการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการปราบทัวร์จีนศูนย์เหรียญ แต่ในความเป็นจริงนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ประกาศจำนวนนักท่องเที่ยวในวันที่ 27 มกราคม 2560 เข้ามาในประเทศไทยสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 1.3 แสนราย โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดหลักที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน และในวันที่ 30 มกราคม 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนสูงสุดถึง 3.7 หมื่นราย โดยเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเองมากขึ้น

จากปีที่ผ่านมาททท.สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยในปีที่ผ่านมามีจำนวนมากถึง 32.6 ล้านราย สูงกว่าเป้าหมายที่วางได้ 6 แสนราย พร้อมเม็ดเงินสะพัดในประเทศ 1.6-1.7 ล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวไทยสามารถมูลค่าเงินสะพัด 8 แสนล้านบาท คิดเป็น GDP 17-18% ขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับนโยบาย AOT ท่าอากาศยานไทย มีนโยบายพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองให้มีประสิทธิภาพรองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านรายต่อปี ภายในปี 2568 จากปัจจุบันรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านรายต่อปี พร้อมปรับปรุงพื้นที่จอดรถซึ่งเป็นปัญหาหลักของสนามบินดอนเมืองให้รองรับรถได้สูงขึ้นด้วยการรื้อพื้นที่ด้านเหนือของสนามบินเป็นลานจอดรถ รวมถึงเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมทำวีซ่าเข้าประเทศที่สนามบินดอนเมือง และขยายพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองที่มีความแออัดในปัจจุบัน

คนไทย-เทศบินดอนเมือง 60 ล้านคนต่อปี โอกาสสื่อinteractive สนามบินเกิด

 

จากสถิติกระทรวงคมนาคมพบว่าผู้โดยสารเครื่องบินภายในประเทศเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่ใช้บริการสนามบินดอนเมืองและสนามบินภูมิภาคมากกว่า 80 ล้านคนต่อปี มีการเติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 30% ต่อปี โดยสนามบินเอนเมืองเป็นสนามบินแห่งที่2 ของประเทศไทย และเป็นสนามบินหลักภายในประเทศที่มีจำนวนไฟล์ทบินของสายการบินต้นทุนต่ำมากที่สุดในโลก ด้วยผู้โดยสารมากกว่า 60 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์เติบโต 30% ในปีนี้ ประกอบกับสื่อโฆษณาในสนามบินประเทศไทยในปีที่ผ่านมามีมูลค่า1,000ล้านบาท หรือ 10% ในตลาดสื่อเอาท์ออฟโฮมและคาดการณ์ปีนี้มีโอกาสเติบโตสูงกว่าสื่อเอาท์ออฟโฮม

แพลนบี-ไบร์ทสกาย จิกซอว์เพิ่มแวลู่ธุรกิจแพลนบี

หลังจากที่แพลนบีถือหุ้น 50% ในไบร์ทสกาย มีเดีย ด้วยมูลค่า 30 ล้านบาท ในไตรมาส3ปี 2559 หวังให้บริการสื่อสนามบินครอบคลุมสื่อสนามบินจากเดิมที่แพลนบีมีอยู่ 20 กว่าแห่ง เช่นสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินที่สำคัญในธุรกิจโฆษณาเพื่อเสนอแพคเก็จโฆษณา และรูปแบบสื่อใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

จุดเด่นของไบร์ทสกาย มีเดีย ที่แพลนบีสนใจคือเป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบิน 22 แห่งและแพลนบี เห็นโอกาสการเติบโตของตลาดในฐานะผู้ให้บริการสื่อนอกบ้าน และสื่อสนามบินที่ครอบคลุม

“การแข่งขันที่รุนแรงของสายการบินต้นทุนต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยบวกในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้บริการสนามบินเพิ่มสูงขึ้น และสื่อโฆษณาสนามบินจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ จากการเข้าถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ภายใต้ธุรกิจสื่อโฆษณาสนามบิน 22 แห่ง แพลนบีจะทำตลาดใต้บริษัท แพลนบี ไบร์ท มีเดีย ผู้ได้รับสัมปทานโฆษณาในสนาม22 สนามบินทั่วประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ภายใต้สัมปทาน ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT และกระบี่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สกลนคร ร้อยเอ็ด นครพนม เลย พิษณุโลก ลำปาง แม่สอด แพร่ และน่าน ภายใต้การบินผลเรือน เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า” ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพลนบี มีเดีย กล่าว

โดยสัมปทานพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบิน ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้รับสัมปทาน9 ปี ต่อสัญญาทุก3ปี ตั้งแต่ปี 2557  และในปีนี้มีแผนเข้าประมูลในสนามบินอู่ตะเพา ที่จะเปิดใหม่ที่เปิดให้ประมูลในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 ก่อนที่จะขยายไปยัง CLMV ในสิ้นปีผ่านพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นและเข้าประมูลเอง

นำร่องสื่อ Interactive ดอนเมือง

แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดียตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50-60% ภายใน3-5ปี จากการเร่งขยายสัมปทานสื่อโฆษณาและเพิ่มสื่อในสนามบินที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือขยายเพิ่มตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

โดยล่าสุดแพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้รับสัมปทานพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบินดอนเมืองเพิ่มเป็นระยะเวลา 5ปี (3ปีต่อ2ปี) ในการติดตั้งสื่อโฆษณา Interactive ภายใต้ชื่อ Don Mueang Digital Network จอโฆษณา LED ขนาดใหญ่ 82 นิ้ว และ 72 นิ้ว จำนวน 102 จอ 28 จุด และยังเป็นจุดบริการชาร์จมือถือฟรี บริเวณห้องผู้โดยสารขาออกหลัก หน้า Boarding Gate ด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท จากเดิมที่ไบร์ทสกาย มีเดียมีจอในสนามบินดอนเมือง 163 จอ 158 ป้ายนิ่ง

จุดไฮไลท์ของสื่อโฆษณานี้คือจอ Touch Screen Interactive LED Screen 20 จอ ติดตั้งที่ดอนเมืองเป็นที่แรกนอกเหนือจากโฆษณาในรูปแบบ Interactive แล้ว ยังมีฟังก์ชั่นหลักในการให้บริการข้อมูลการท่องเที่ยวไทย ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง และอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Wongnai และ Sanook พร้อมส่วนลดร้านอาหารในสนามบินดอนเมืองและร้านอาหารในจังหวัดท่องเที่ยวทุกจังหวัด โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code หรือถ่ายภาพส่วนลดแสดงเพื่อรับส่วนลดตามร้านค้าได้ทันที

พร้อมดึงดูดให้ผู้ใช้บริการสนามบินดอนเมืองเข้ามาใช้บริการ Touch Screen Interactive LED Screen แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้ออกแคมเปญ Happy Day @ Don Meaung ถ่ายภาพจากกล้องที่ติดกับจอ Touch Screen Interactive LED Screen พร้อมตกแต่งภาพ เพิ่มข้อความ และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ลุ้นรับไอโฟน7 โดยแพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้จาก Don Mueang Digital 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตลาดหลักที่จะสร้างรายได้ให้กับ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย 200-300 ล้านบาทในปีนี้

เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

วีรวัฒน์ สิงหมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบร์ทสกาย มีเดีย ยอมรับว่าที่ผ่านมาสื่อโฆษณาในสนามบินมีมานาน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบสื่อ One Way Communication และป้ายนิ่งโฆษณา แต่กลับเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมและเติบโตจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี จากการขยายตัวและการแข่งขันของสายการบินราคาประหยัด ซึ่งผู้เดินทางกับสายการบินส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มผู้เดินทางหลักจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 30,000 บาทต่อเดือน และเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการหารายได้และใช้จ่ายในครอบครัว และสนามบินดอนเมืองเป็น Hub ในการท่องเที่ยวไทยจากจำนวนเที่ยวบิน 720 เที่ยวบิน รองรับผู้โดยสาร 1.13 แสนราย (อ้างอิง 30 มกราคม 2560) เพิ่มจากปี 2555 ที่สนามบินดอนเมืองเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจำนวนเที่ยวบิน 300 กว่าที่เที่ยงบิน รองรับผู้โดยสาร 3.3 หมื่นราย

“สื่อโฆษณาในสนามบินดอนเมืองมีผู้แข่งขัน 2 รายได้แก่ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย และแอโรมีเดียจาก VGI โดยกลุ่มลูกค้าหลักสื่อโฆษณาในสนามบินของ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ประกอบด้วยกลุ่มการเงินธนาคาร กลุ่มโอเปอเรเตอร์ด้านการสื่อสาร กลุ่มประกันภัย กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มสายการบิน และยังมีกลุ่ม FMCG กลุ่มอสังหาฯ และกลุ่มเครื่องดื่มเป็นลูกค้ารายใหม่เพิ่มเข้ามา”

ต่างจังหวัดยังมีโอกาสเติบโต

นอกจากสนามบินดอนเมือง วีรวัฒน์ วางแผนขยายจอ Touch Screen Interactive LED Screen ไปยังต่างจังหวัด มีเป้าหมายติดตั้งสนามบินละ 2-3 จอ โดยเทน้ำหนักไปยังสนามบินเชียงใหม่ เชียงราย อุดรธานี อุบลราชธานี หาดใหญ่ ขอนแก่น ซึ่งเป็นสนามบินที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการสูง จากสนามบินในต่างจังหวัดยังมีสื่อที่ไม่มีลูกเล่นและนวัตกรรมเท่าไรนัก ต่างจากกรุงเทพที่มีการแข่งขันกันสูงด้านนี้

 

 

Collaboration พลิกแบรนด์ Luxury

Collaboration ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ ทั้งขยายฐานลูกค้า ยอดจำหน่าย ช่องทางจัดจำหน่าย แบรนด์อิมเมจ และอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ลักซัวรี่

การ Collaboration พาร์ทเนอร์ชิพมีบทบาทมากขึ้นเพราะแบรนด์รู้ว่าไม่สามารถทำขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง หรือการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ใช้เวลานานในการสร้างขึ้นมา และไม่มีความถนัดในด้านนั้น การจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งสามารถสร้างการเติบโตได้เร็วกว่า และจากการวิเคราะห์ของ Luxllence Center พบว่า Collaboration มี5 รูปแบบที่สำคัญได้แก่

Design ดีไซน์ พัฒนาโปรดักท์ใหม่ๆ ทำ Product Extensions จากเดิมที่ไม่เคยทำ โปรดักท์นี้ อยากจะก้าสไป หาคนมาออกแบบให้

Manufacturing เป็นการ Collaboration เพื่อใช้โนว์ฮาวจากอีกแบรนด์หนึ่งต่อยอดธุรกิจในโปรดักท์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายไปในไลน์โปรดักท์ที่ไม่ถนัดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาในการทำ R&D ที่ต้องใช้งบลงทุนและระยะเวลาในการพัฒนา

Branding สร้าง Positioning Brand Extension สร้างกระแสให้กับแบรนด์ด้วยสิ่งใหม่ๆ และเรื่องเล่าใหม่ๆ ตลอดเวลา

Promotion การทำแคมเปญโปรโมชั่น คอมมูนิเคชั่น พีอาร์ อีเวนต์ หรือแม้แค่การใช้แบรนด์แอมบัสเดอร์ เซเลบิตี้ในแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ สร้างความหมายพิเศษให้กับแบรนด์

Distribution การ Collaboration ด้านช่องทางจัดจำหน่าย นำสินค้าเข้าจำหน่ายในช่องทางที่แบรนด์ไม่แข็งแกร่ง หรือช่องทางที่แบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ  และยังเป็นการเพิ่มภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ในตัว

ทั้งนี้การ Collaboration กับพาร์ทเนอร์ ต้องมองถึงอิมเมจที่แบรนด์ต้องการไป แต่ต้องดูว่าอิมเมจสามารถไปด้วยกันได้ DNA ของแบรนด์กับพาร์ทเนอร์ มีจุดร่วมส่งเสริมเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และได้ประโยชน์อะไรบางอย่างจากการร่วมมือ แต่ไม่ควรลืมในการหาบาลานซ์ระหว่างอิมเมจและบิซิเนส บางครั้งแบรนด์ Collaboration กับแบรนด์ที่อิมเมจด้อยกว่าเพื่อหวังในบางสิ่งบางอย่าง เช่นการขยายฐานลูกค้า หรือแม้แต่แบรนด์อิมเมจแมส Collaboration กับแบรนด์ที่มีอิมเมจสูงเพื่อหวังเพิ่มอิมเมจให้กับแบรนด์สูงขึ้น

 

อ่านเพิ่ม

Kate Moss ผู้พลิกแบรนด์ Longchamp สู่แฟชั่นแบรนด์ ที่หลุดจากคำว่าเชย

Richemont ผู้อยู่เบื้องหลังนาฬิกา Ralph Lauren 

ทำไม Louis Vuitton ยังคง Brand Luxury อันดับหนึ่ง

Richemont ผู้อยู่เบื้องหลังนาฬิกา Ralph Lauren

 

Richemont แบรนด์อันดับ 2 ของโลกที่มีรายได้สูงสุดในปี 2014 ได้ร่วมมือกับ Ralph Lauren ในรูปแบบ Joint Venture 50:50 ในธุรกิจนาฬิกา Ralph Lauren ที่ผลิตโดย Richemont ตั้งแต่ปี 2007 และเริ่มวางจำหน่ายนาฬิกาคอเลคชั่นแรกในปี 2008 ซึ่งถือเป็นการขึ้นทางด่วนเข้าสู่ธุรกิจนาฬิกาได้อย่างรวดเร็วแทนการเข้าธุรกิจด้วยตัวเองที่ต้องใช้เวลา และโนวฮาวที่มีความซับซ้อน

Ralph Luren 1

นาฬิกา Ralph Lauren สามารถเข้าสู่วงการนาฬิกาที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างในฐานะแบรนด์นาฬิกาที่มีโนว์ฮาวจาก Richemont บริษัทนาฬิกาชั้นนำของโลก และทำให้คุณค่าแบรนด์ดิ้งและราคาของนาฬิกา Ralph Lauren ดูสูงขึ้น จนสามารถเข้าแสดงโชว์ในงาน SIHH ซึ่งเป็นงานโชว์นาฬิการะดับลักชัวรี่แบรนด์จากพลังของ Richemont

และดิลนี้ยังช่วยเสริมช่องทางจัดจำหน่ายให้กับ นาฬิกา Ralph Lauren  เข้าไปยังช่องทางร้านนาฬิกาที่เป็นสเปเชียลริสที่ไม่คุยเคยได้อย่างง่ายดายนอกเหนือจากการจำหน่ายผ่านช็อปของตัวเอง

Ralph Luren

การจับมือระหว่าง  Ralph Lauren กับ Richemont เป็นดิลที่ Win -Win ทางธุรกิจ จาก Ralph Lauren มีจุดเด่นด้านแบรนด์ดิ้ง ดีไซน์ ช่องทางจัดจำหน่าย และโปรโมชั่นที่แข็งแกร่ง แต่ไม่มีโนว์ฮาวในธุรกิจนาฬิกาเลย สามารถขยายในธุรกิจนาฬิกาเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจได้อย่างส วยงาม ส่วน Richemont ผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำในระดับโลกทีมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนาฬิกา แบรนด์ดิ้งที่แข็งแกร่ง รวมถึงช่องทาง จัดจำหน่าย โปรโมชั่น และบริการหลังการขายที่ดี ก็ได้แบรนด์นาฬิกาเพิ่มในพอร์ตสินค้าอีกแบรนด์หนึ่ง และสร้างภาพลักษณ์ให้ Richemont มีความเป็นดีไซน์มากขึ้น

แต่การ Collaboration ของ 2 ธุรกิจนี้ไม่ได้มีแค่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องราวที่มองธุรกิจพลาดเช่นกัน เช่นการเปิดแฟลตชิพสโตร์ที่ฮ่องกง ที่ไม่ประสบความสำเร็จจนต้องปิดตัวลงไปเป็นต้น

 

วิเคราะห์โดย Luxellence Center

 

อ่านเพิ่ม

ทำไม Louis Vuitton ยังคง Brand Luxury อันดับหนึ่ง

Kate Moss ผู้พลิกแบรนด์ Longchamp สู่แฟชั่นแบรนด์ ที่หลุดจากคำว่าเชย

Collaboration พลิกแบรนด์ Luxury

ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ทำให้ LPN ยักษ์ใหญ่อสังหาต้องพลิกเกม

ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับกลาง-ล่างประสบปัญหาค้างสต๊อกจากหนี้สินครัวเรือน และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่มี Eject Rate  LPN จับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ล่าง มายาวนานตั้งแต่ปี 2532 ได้ประสบปัญหาเช่นกัน ด้วยยอดจำหน่ายในปีที่ผ่านมาไม่ตรงตามเป้าด้วยยอดขายเพียง 8,500 ล้านบาท และรายได้จากการขาย 13,000 ล้านบาท และยอดยกเลิกเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2558เป็น 20% ในปี 2559 ยอดปฏิเสธสินเชื่อ เพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2558เป็น 30% ในปี 2559 ทำให้ยักษ์ใหญ่รายนี้ต้องปรับธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ปรับธุรกิจรับมือตลาด

ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานคณะกรรมการบริหาร แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ยอมรับว่าปีที่ผ่านมา LPN ไม่สามารถสร้างการเติบโตจากเป้าหมายที่วางไว้ จากหนี้สินครัวเรือนและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของกลุ่มลูกค้ากลางล่าง รวมถึงกลยุทธ์การเปิดโครงการทั้งขนาดและทำเลไม่แข็งแกร่งพอ เกิดสินค้าค้างขาย (Inventory) เป็นจำนวนมาก

“2560 เป็นปีแห่งการปรับทิศทางในการดำเนินงานของ LPN โดยปีนี้วางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 20,000 ล้านบาท เพิ่มการพัฒนาโครงการ 7 โครงการจาก 12 โครงการที่ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้ากลาง-บนที่มีมูลค่าโครงการ 16,000 ล้านบาท เจาะทำเลใจกลางเมือง หรือแหล่งที่อยู่อาศัยที่ยังมีความต้องการซื้อ 21 มกราคมที่ผ่านมา LPN เปิดขาย 2 ทำเลเด่น ได้แก่ ลุมพินี สวีท เพชรบุรี-มักกะสัน และ ลุมพินี เพลส บางนา กม.3 ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายสูงกว่า 1,700 ล้านบาท และในปีนี้ยังตั้งเป้าหมายระบายสินค้าพร้อมอยู่ให้ได้มากที่สุดโดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และเพิ่มกลยุทธ์ทางตลาดและปรับเปลี่ยนแบรนด์อิมเมจให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นระดับกลางถึงบนอีกด้วย”

เพิ่มแนวราบอุดคอนโด

ในปีนี้ LPN ให้ความสำคัญธุรกิจอสังหาแนวราบ พรสันติ ในเครือ LPN ด้วยการเปิดโครงการใหม่ 8 โครงการ พร้อมพัฒนากระบวนการก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพ ต้นทุนและเวลาส่งมอบ เพื่อเป้ายอดขาย 2,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 1,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้จากการขาย 850 ล้านบาท และยอดขาย 1,400 ล้านบาท เพื่อเพิ่มรายได้ของโครงการแนวราบให้สูงขึ้นทดแทนรายได้ของคอนโด

สำหรับการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน ในปัจจุบันบริษัทมีศูนย์การค้าชุมชนที่บริหารทั้งหมด 5 แห่ง คือ ศูนย์การค้าชุมชนขนาดเล็ก โครงการลุมพินี วิลล์ นาเกลือ วงศ์อมาตย์, ลุมพินี คอนโดทาวน์ พัทยาเหนือ-สุขุมวิท, ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98, ศูนย์การค้าชุมชน มิลล์ เพลส โพศรี จ.อุดรธานี และ มาร์เกต เพลส รังสิต-คลอง 1 ในโครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 รวมทั้งร้านค้าในชุมชนกว่า 300 ร้าน ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยใน ประชาคมลุมพินี

ทั้งนี้ธุรกิจในเครือ LPN ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด  (LPN)ในธุรกิจคอนโด และพรสันติ จำกัด (PST) ในธุรกิจอสังหาฯ แนวราบ และกลุ่มธุรกิจให้บริการ (Service Provider) ได้แก่  ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัด (LPC) ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ (LPP) และ ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส (LPS) และตลอด 28 ปีที่ผ่านมา LPN มีโครงการทั้งสิ้น 143 โครงการ 130,000 ยูนิต