All posts by Nuttachit

Line Mobile มาได้ยังไง สนามรบมือถือสะอึก

 

นับตั้งแต่มีกระแส Line Mobile เข้ามาทำตลาดในไทย หลายคนคงสงสัยว่า Line Mobile คือใคร และจะทำให้ตลาดสะอึกอย่างไร

ที่แน่ๆ พลังแบรนด์ Line ที่มาพร้อมกับค่าบริการรายเดือนที่ถูกกว่าท้องตลาดอาจจะเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดผู้ใช้ยุคใหม่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ในการใช้เน็ตฟรีเมื่อใช้แอป Line TV และ Line Chat จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างพลัง Line Mobile ให้เกิดกระแสได้

ในวันที่ 18 กันยายน 2560 Line Mobile ได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เปิดให้บริการในช่วงทดลองมานานถึง 3 เดือน หลายคนอาจสงสัยว่า Line Mobile คือใคร มีลักษณะในการทำธุรกิจอย่างไร Marketeer ขอสรุปดังนี้

1.Line Mobile มีให้บริการในประเทศญี่ปุ่นในรูปแบบ MVNO แต่Line Mobile ประเทศไทย ไม่ใช่ MVNO แต่เป็นแบรนด์ผู้ให้บริการมือถือระบบดิจิทัล เพราะไม่ได้ขอ กสทช.ในการประกอบกิจการให้บริการเครือข่ายมือถือในรูปแบบ MVNO เหมือนกันซิมเพนกวิ้น และอื่นๆ การให้บริการสมัคร ชำระค่าบริการ เปิดโรมมิ่ง และสอบถามข้อมูลของ Line Mobile จะทำบนดิจิทัล

2.Line Mobile คือความร่วมมือระหว่าง Line ประเทศไทย และ DTN เป็นบริษัทลูกของดีแทค ซึ่งจากในอดีต เคยมีข่าวว่า DTN ซื้อลิขสิทธิ์ชื่อ Line Mobile ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ Line จาก Line Corp. ประเทศเกาหลี เพื่อให้บริการแบรนด์มือถือภายใต้ชื่อ Line Mobile ในประเทศไทย

3.Line Mobile ไม่มีการระบุอย่างชัดเจยนว่าเป็นความร่วมมือกับ DTN แต่บิลที่เรียกเก็บยอดใช้บริการของ Line Mobile จะเรียกเก็บในนาม DTN ในฐานะนิติบุคคล หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้บริการภายใต้ Line Mobile เป็นการขอเลขหมายภายใต้บริษัท DTN และใช้เครือข่ายเดียวกับดีแทค

4.ทีม Line Mobile เป็นทีมงานใหม่ทั้งหมด มี ปวริศา ชุมวิกรานต์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด และอรุณรัตน์ แสงอลังการ ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์และปฏิบัติการทางธุรกิจ เป็นทีมผู้บริหาร มีสำนักงานอยู่ที่อาคารจามจุรี สแควร์ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับ Line Mobile ผู้บริหารทั้ง 2 จะรายงานไปยังผู้บริหารของ Line ประเทศไทย และ DTN

5.ผู้บริหาร Line Mobile ยืนยันการให้บริการ Line Mobile ไม่ขัดกับข้อบังคับของ กสทช.แต่อย่างใด เพราะมีทีมเข้าพบและอธิบายถึงรายละเอียดการให้บริการกับกสทช.อย่างต่อเนื่อง

รูปแบบการตลาด Line Mobile

1.Line Mobile ให้บริการเฉพาะระบบรายเดือน ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีตัวแทนจำหน่าย สามารถสมัครใช้บริการ และเปลี่ยนแพคเก็จได้ผ่านเว็บไซต์ และแอป Line Mobile Line Messenger และ ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ Line Mobile

2.ช่วงเปิดให้ทดลอง Line Mobile สร้างกระแส เหมือนการตลาดแบบไวรัล ผู้สมัครใหม่ จะสมัครได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้บริการ Line Mobile เป็นผู้ Invite เท่านั้น โดยผู้ใช้บริการ 1 คน Invite ได้ 5 เลขหมาย และผู้ Invite จะได้รับส่วนลด 50% เมื่อใช้ครบ 12 เดือน ซึ่งในช่วงแรกของการทดลองให้บริการสามารถสร้างไวรัลได้ดี จากผู้ใช้ Line Mobile กลุ่มแรกๆ ที่โพสต์เชิญชวนให้เพื่อนๆ ในกลุ่มเข้ามาใช้บริการ และในช่วงเปิดตัว มีแคมเปญผู้ใช้ Line Mobile ที่ Invite เพื่อนเข้ามาใช้บริการจะได้รับส่วนลด 10 บาทต่อการ Invite เพื่อน 1 คน โดยมีข้อแม้ว่าเพื่อนจะต้องอยู่ในระบบ Line Mobile

3.ดึงดูดผู้ใช้บริการด้วยส่วนลดแพคเก็จให้บริการ ช่วงทดลองระบบ ลดค่าบริการ 75% และ ช่วงเปิดตัวส่วนลด 50% 12 เดือนแพคเก็จเริ่มต้นจาก 249 บาท เหลือเพียง 125 บาท ได้เน็ต 1.5 GB โทรฟรี 100 นาที ซึ่งเป็นราคาแพคเก็จที่ถูกกว่าค่ายหลักอย่าง เอไอเอส และทรูมูฟ เอช แพคต่ำสุด 299 บาท เล่นเน็ตได้ 1GB โทร 100 นาที ส่วนดีแทค เล่นเน็ต 1.5 GB โทร 100 นาที

4.ดึงดูด ผู้ใช้ Line ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 42 ล้านคน ด้วยสิทธิพิเศษ ดู Line TV ฟรี และ Chat Line ฟรีไม่เสียค่าเน็ต

Line Mobile เกิดได้หรือไม่

1.Line Mobile ในวันนี้ถือเป็นสีสันการตลาดของอุตสาหกรรมโอเปอเรเตอร์มือถือ ในวันที่ ผู้ใช้งานมือถือในประเทศไทย มีมากถึง 90.94 ล้านราย มีผู้ใช้งานที่แอคทีพ 57.6 ล้านราย และเป็นผู้ใช้งานโซเชียล 42 ล้านราย

2.สิ่งที่ Line Mobile ต้องก้าวผ่านไปให้ได้คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้ามาเป็นลูกค้า Line Mobile ไม่มีสัญญาผูกมัด ในช่วงเปิดทดลองระบบ ลูกค้ากลุ่มหนึ่งได้สมัครใช้บริการเพื่อหมายเลขโทรศัพท์เบอร์สวย เบอร์มงคล และย้ายไปใช้บริการค่ายหลัก และลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งยอมจ่ายเงินแพคเก็จต่ำสุด เพื่อใช้งานเป็นเบอร์รอง แลกกับส่วนลด ที่ได้รับ ซึ่งหมายถึงรายได้อาจไม่คุ้มกับการลงทุนด้านการตลาด

3.ในวันนี้ 2 ผู้บริหาร Line Mobile ออกมาบอกว่า การให้บริการของ Line Mobile ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นไปได้ว่า ทาง Line Mobile ได้เจรจากับ กสทช ว่า Line Mobile เป็นการให้บริการในลักษณะเป็นแคมเปญ หรือโปรโมชั่นหนึ่งของดีแทค  แต่ในอนาคตกฎระเบียบต่างๆ การให้บริการเกิดการเปลี่ยนแปลงไป การให้บริการ Line Mobile อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ เช่น อาจจะต้องขอ MVNO เพื่อเป็นบริษัทให้บริการมือถือที่เช่าเครือข่าย DTN ให้บริการ ใม่ใช่แค่แบรนด์มือถือเหมือนวันนี้ เพราะนั่นหมายถึง Line Mobile จะต้องชำระเงินจากการประกอบธุรกิจส่วนหนึ่งให้กับ กสทช. ซึ่งเรื่องนี้ กสทช.ได้เรียกดีแทคและ Line Mobile เข้ามาอธิบายอีกครั้งใน 25 กันยายน 2560

4.การจดทะเบียนซิมของ Line Mobile เป็นการจดทะเบียนด้วยการถ่ายภาพบัตรประชาชนและถ่ายภาพตัวเองคู่กับบัตรเพื่อยืนยันตัวตน และรับซิมที่บ้าน ซึ่งผิดกฏของกสทช. ที่กำหนดให้ผู้จดทะเบียนซิมใหม่ต้องจดทะเบียนซิมที่ศูนย์บริการเพื่อยืนยันตัวตนตามความมั่นคงของชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้ามองแค่ตลาดญี่ปุ่น โอกาสไปรอดยาก

 

เรียบง่ายสไตล์ “มูจิ” คำจำกัดความนี้ คงบอกได้ถึงการดีไซน์ ที่กลายเป็นต้นแบบของแบรนด์แห่งความเรียบง่าย มินิมอล เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่โดนใจคนทั่วโลก

จนในวันนี้แบรนด์มูจิ ได้กลายเป็นแบรนด์ที่มีสาขานอกประเทศญี่ปุ่นมากถึง 435 สาขา จาก 855 สาขาทั่วโลก และจีนเป็นประเทศที่มีสาขามูจิมากที่สุดถ้าไม่นับญี่ปุ่นบ้านเกิด

สิ่งที่ทำให้มูจิมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ซาโตรุ มัทสึซากิ ประธานกรรมการผู้จัดการ เรียวอินเคคาขุ ผู้บริหารแบรนด์มูจิ ได้ให้คำตอบกับ Marketeer และผู้สื่อข่าวในวันเปิดตัว MUJI Flagship Store at Zen ถึงมุมมองแนวคิดสู่ความสำเร็จของมูจิในฐานะแบรนด์มินิมอลของคนทั่วโลก

 

ไม่ได้คิดเพื่อคนญี่ปุ่น แต่ต้องตอบโจทย์คนทั่วโลก

ซาโตรุเล่าว่า แบรนด์มูจิถูกวางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่ก่อตั้งแล้วว่าต้องเป็นแบรนด์ของคนทั่วโลก จากแนวคิดผู้บริหารในยุคนั้นที่มองว่า “ถ้ามองแค่ตลาดญี่ปุ่น โอกาสไปรอดยาก ต้องทำอย่างไรให้เป็น World Player”

“การออกแบบสินค้าทั้งหมดของมูจิ จึงคิดจากมุมคนทั่วโลก จากการมองวิถีชีวิตของคนทั่วโลกมีความคล้ายคลึงกัน ด้วยการดีไซน์สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเน้นฟังก์ชั่น บนความเรียบง่าย ในราคาสมเหตุสมผล คิดสินค้าชิ้นเดียวสามารถจำหน่ายได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องปรับให้เข้ากับตลาดแต่ละประเทศ ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะความต้องการที่สูงสุดคือ อยากให้ผู้บริโภครู้สึกประหลาดใจว่าสินค้ามีคุณภาพสูงแต่ราคาเท่านี้เอง เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจซื้อแล้วซื้อซ้ำอีก”

3 Category ยอดนิยมของคนทั่วโลก

1.เครื่องเขียน

2.ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

3.เฟอร์นิเจอร์

สินค้าราคาผู้บริโภครับได้ คำนี้อาจจะใช้ได้เพียงที่ญี่ปุ่น เพราะที่ผ่านมาสินค้ามูจินอกญี่ปุ่นรวมถึงไทย จะมีราคาที่สูงกว่าญี่ปุ่นจากการขนส่งและภาษีนำเข้า ภายในปี 2020 ซาโตรุ ต้องการปรับราคาให้สินค้ามูจิมีราคาเท่ากันทั่วโลกมากที่สุด ผู้บริโภคซื้อที่ไหนก็เหมือนๆ กัน

รวมถึงการบริหารธุรกิจ ปรับเปลี่ยนจากการมองญี่ปุ่นเป็นบริษัทแม่ เป็นญี่ปุ่นคือ Department หนึ่งของมูจิโลก บริษัทมูจิทั่วโลกสามารถติดต่อไปยังศูนย์กลางในแผนกต่างๆ เช่นแผนกกฎหมาย แผนกบัญชี และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงาน Over Sea Department ที่เป็นหน่วยงานเล็กๆ ที่คอยรับเรื่องต่างๆ ของสำนักงานมูจิทั่วโลกเหมือนในอดีต ยอดจำหน่ายจากทั่วโลกส่งตรงมายังศูนย์กลาง ลดภาระหน้าร้าน และมีเวลาในการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น ซึ่งความคิดนี้ มูจิได้ปรับเปลี่ยนไปบางส่วนแล้วและจะปรับทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2020 เช่นกัน

มูจิต้องเติบโต 2 ดิจิทุกปี

ซาโตรุ วางเป้าหมายปี 2017-2020 ต้องเติบโต 2ดิจิต่อปี  มากกว่า 10% ทั้งรายได้และกำไร จากปีที่ผ่านมามูจิ มีรายได้332,500 ล้านเยน

การเติบโตนี้มาจากการขยายสาขา เพิ่ม 50-60 สาขาทั่วโลกต่อปี โดยจีนเป็นประเทศที่มีการขายสาขาสูงสุดมากถึง 30 สาขา ญี่ปุ่น 15-20 สาขา ไทย 1-2 สาขา พร้อมขยายพื้นที่ในสโตรให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับสินค้ามูจิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่นและสินค้าภายในบ้าน

โดยในญี่ปุ่นแผนมูจิคือขยายพื้นที่สาขาเดิม และสาขาที่จะเปิดใหม่จาก 725 ตร.ม. เป็น 1,700 ตร.ม จำนวน 100 สาขา ภายในปี 2020 ส่วนไทยเปิด Flagship Store ขนาดใหญ่พื้นที่ 1,000 ตร.ม.ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และขยายพื้นที่ในสาขาเซ็นทรัลพระราม 3 ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับปรุง

“ทั่วโลกไปออนไลน์กันหมด แต่สำหรับมูจิสาขาขนาดใหญ่มีความสำคัญ และการมีพื้นที่ขนาดใหญ่หมายถึงโอกาสในการจัดวางสินค้ามีมากขึ้น และยังมีพื้นที่มากพอที่จะทำเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนในพื้นที่ให้เข้ามาทำกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาชุมชน แหล่งพบปะนี้จะดึงดูดให้กลุ่มลูกค้ามีโอกาสเข้ามาในมูจิถี่ขึ้นจากเดิม นั่นหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า”

และอีกเป้าหมายหนึ่งคือต้องการสร้างยอดจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ประมาณ 50 ไอเทม มีสัดส่วน 3-5% ในตลาดนั้นๆ จากการยกระดับคุณภาพสินค้า ให้ตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้งานให้มากที่สุด

“อย่างเช่น ถุงเท้ามูจิมียอดจำหน่าย 5,900 ล้านเยน ส่วนแบ่งตลาด 1.8% ของตลาดถุงเท้าทั้งหมด ถ้าสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้  3-5% นั่นหมายถึงรายได้ที่มากกว่า 9,400 ล้านเยน”

มูจิไทย จากแฟรนไชส์สู่ผู้ร่วมทุน

ทั้งนี้มูจิ เข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2006 ในฐานะกลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์เข้ามาจำหน่าย ก่อนร่วมทุนระหว่างมูจิกับกลุ่มเซ็นทรัลในชื่อมูจิ รีเทล (ประเทศไทย) ทำตลาดนับตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันมี 15 สาขา

ซาโตรุอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า มาจากในปี 2006 การเข้ามาร่วมทุนของนักลงต่างชาติค่อนข้างยากจากข้อจำกัดของ BOI ซึ่งการเซ็นสัญญาในครั้งนั้นเขาได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะขอเข้ามาร่วมทุนในอนาคตหลัง BOI ปรับกฎการลงทุนให้เหมาะสมกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

 

 

Lazada รึ เดี๋ยว Social Commerce จะแซง

นักช้อปออนไลน์ไทยกว่า 51% ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน social media อย่าง Facebook และ Instagram หรือที่เรียกว่า Social Commerce ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนผู้ใช้งาน social media ในไทยที่ค่อนข้างสูง Social Commerce platform จึงเป็นอีกช่องทางค้าออนไลน์ที่ผู้ประกอบการไทยไม่อาจมองข้าม อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคชาวไทยยังคงนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน social media เป็นอันดับสอง รองจาก Lazada ของ Alibaba ดังนั้น คำถามที่สำคัญคือ ภายใต้ต้นทุนในแต่ละช่องทางการขายที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการไทยจะเลือกการขยายธุรกิจผ่าน Social Commerce platform หรือ
e-Market place platform อย่าง Lazada จึงจะตรงกับเป้าหมายและประเภทธุรกิจของตนมากที่สุด

 


ผู้บริโภคออนไลน์ชาวไทยเกินครึ่งซื้อสินค้าผ่าน social media

จากผลสำรวจของ PWC พบว่าสัดส่วนของผู้บริโภคออนไลน์ชาวไทยที่ซื้อสินค้าผ่าน social media มีอยู่สูงถึง 51%  เทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ 16% ความนิยมดังกล่าวสอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนผู้ใช้งาน social media ของไทยที่ค่อนข้างสูง โดยกรุงเทพฯ นับว่าเป็นเมืองที่มีจำนวนผู้ใช้งาน Facebook มากที่สุดในโลก

 

Social media ได้พัฒนา function ต่างๆ
เพื่อรองรับ Social Commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Chatbot หรือระบบตอบข้อความอัตโนมัติที่ Facebook และ Line ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อพูดคุยโต้ตอบกับผู้ขายได้สะดวก Facebook Group ที่เพิ่ม feature “Sell & Buy” เข้ามาตอบโจทย์การซื้อขายเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ Facebook ยังได้มีการสร้างพันธมิตรการค้ากับ PayPal ผู้นำด้านการชำระเงินแบบดิจิทัลระดับโลก เปิดตัว PayPal.Me เพื่อการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลที่สะดวก รวดเร็ว มีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการชำระเงินใน Social Commerce platform ที่มักใช้การโอนเงินผ่าน ATM หรือ Internet Banking ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากในการซื้อสินค้า และต้องอาศัยความไว้ใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการทำธุรกรรม

 

 

ผู้บริโภคชาวไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน social media
เป็นอันดับสอง รองจาก Lazada

จากผลสำรวจของอีไอซี พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน social media เป็นอันดับสอง รองจาก e-Market place platform ยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ภาพดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยที่ขายสินค้าผ่าน Social Commerce platform ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่าน social media ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยชาวไทย โดยสินค้าที่ซื้อขายมักมีมูลค่าไม่สูงมากนัก และเน้นตลาดภายในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการใน Lazada มักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และทนต่อความเสียหายได้หากลูกค้ามีการยกเลิกการสั่งซื้อหรือเปลี่ยนคืนสินค้า อย่างไรก็ดี เนื่องจาก Lazada เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีฐานผู้ใช้จำนวนมาก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงได้ประโยชน์จากการขายสินค้าได้ในปริมาณมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการลดราคาสินค้า ค่าธรรมเนียมรายปี หรือส่วนแบ่งจากยอดขายที่ค่อนข้างสูง โดยสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าแฟชั่น มีค่าคอมมิชชั่นสูงถึง 10%

 

 

สินค้าที่ผู้บริโภคนิยมซื้อผ่าน social media
คือ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เสื้อผ้าและรองเท้า

สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อผ่าน social media ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงนัก และไม่ต้องการบริการหลังการขายหรือรับประกันสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เสื้อผ้าและรองเท้า นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่าน social media และ e-Market place platform อย่าง Lazada ยังมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยผู้ซื้อสินค้าผ่าน social media มักมีแรงจูงใจในการซื้อสินค้าจากการพบสินค้าโฆษณาบน social media ที่ใช้ประโยชน์จาก recommendation system ในการแสดงผลสินค้าที่ผู้บริโภคแต่ละรายมีแนวโน้มที่จะสนใจมากที่สุด ขณะที่ผู้ซื้อสินค้าบน e-Market place platform มักมีความต้องการสินค้าอยู่ก่อนแล้วจึงเลือกหาสินค้า ดังนั้น สินค้าที่ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายและมีมูลค่าไม่สูงนัก อย่างผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เสื้อผ้าและรองเท้า จึงได้รับความนิยมบน Social Commerce platform ขณะที่สินค้าที่มักต้องมีการวางแผนก่อนซื้อ อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน จึงมักจะได้รับความนิยมบน e-Market place platform อย่าง Lazada มากกว่า ทั้งนี้ e-Market place platform ต่างๆ ก็ได้มีการนำ recommendation system มาใช้เพื่อเสนอสินค้าเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นการนำเสนอสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าที่ผู้บริโภคกดเข้าชม ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อกำลังมองหา

 

 

 

 

 

 

การแข่งขันของผู้เล่น e-Market place platform ที่ดุเดือดขึ้น จากทั้ง Alibaba ที่พร้อมลุยตลาดอาเซียนผ่าน Lazada JD.com ที่เตรียมจับมือกับ Central group ของไทย อีกทั้งยังมีผู้เล่นรายอื่น เช่น Amazon, 11 street, Shopee ที่พร้อมลุยตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน ผู้เล่นเหล่านี้กำลังมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน e-Commerce ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคออนไลน์อย่างครบวงจร มีความน่าเชื่อถือ เสนอสินค้าที่หลากหลายและราคาที่ผู้บริโภคพึงพอใจมากที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เคยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายผ่าน social media หรือแม้กระทั่งใน e-Market place platform อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ หากผู้ประกอบการต่างชาติเหล่านั้นเลือกที่จะมาลุยตลาดไทยด้วยตัวเองผ่าน e-Market place platform หลังจากทราบว่าสินค้าเหล่านั้นได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทย

 

 

 

อีไอซีมองว่าผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทั้งในด้านชื่อเสียง เงินทุน และความสามารถในการแข่งขัน สามารถขยายธุรกิจผ่าน platform online หลายๆ ประเภทไปพร้อมกันได้ ไม่ว่าจะเป็น e-Market place platform, Social Commerce platform หรือ platform อื่นๆ เช่น website เพื่อขยายโอกาสและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังไม่มีชื่อเสียงและเงินทุนในการทำการตลาดออนไลน์มากนัก อาจเริ่มต้นกลยุทธ์การตลาดในช่วงแรกในการสร้าง Brand Awareness ผ่าน social media เนื่องจากเป็นช่องทางที่ต้นทุนไม่สูงนัก อีกทั้งยังเป็นการใช้ประโยชน์จากความนิยมของคนไทยที่ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับ social media ค่อนข้างมาก โดยผู้ประกอบการอาจต้องเสียค่าโฆษณาให้กับ social media หากต้องการให้สินค้าของตนแสดงผลบน Newsfeed ของผู้ใช้งานให้มากขึ้น หลังจากนั้น เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก ธุรกิจมีความพร้อมที่จะลงทุนเพื่อขยายกิจการ และพร้อมที่จะแข่งขันด้านราคากับธุรกิจคู่แข่ง ผู้ประกอบการจึงควรขยายธุรกิจผ่าน e-Market place platform เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ และก้าวสู่การขยายตลาดไปยังต่างประเทศในระยะต่อไป

 

 

Shopee ขอท้าชิงเบอร์หนึ่ง Shop Online

 

ตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยปีนี้มีมูลค่า 300,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาทในปี 2018 อ้างอิงจาก Paypal และ Ipsos เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจจากผู้เล่นรายเก่าและรายใหม่ที่อยู่ในวงการรีเทลมาก่อน และผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากคนไทยเริ่มมีประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์จากการ educate ตลาดของแบรนด์อีคอมเมิร์ซหลักๆ อย่างต่อเนื่อง

ตลาดที่หอมหวนนี้เอง ได้กลายเป็นตลาดที่ Shopee เว็บช็อปปิ้งออนไลน์จากค่ายการีน่า เห็นโอกาสในตลาดไทยและเข้ามาทำธุรกิจในตลาดไทยเป็นเวลาปีกว่ามีกลุ่มลูกค้าหลักคือวัยรุ่นที่มีกำลังซื้อ

หลังจากเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยปีกว่า เทอเรนซ์ แพง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Shopee มั่นใจว่าสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดประเทศไทย และตลาดเซาส์อีสเอเชียอีก 6 ประเทศได้แก่ มาเลเซีย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไต้หวัน ที่ Shopee เข้าทำตลาดได้ในอนาคตอันใกล้

ในประเทศไทยการเป็นที่ 1 ในตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางการแข่งขันของเว็บช็อปปิ้งออนไลน์เบอร์1 ในตลาดอย่าง Lazada และการรุกตลาดหนักหน่วงของ 11Street  เพราะปัญหาของ Shopee คือ แบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เทอเรนซ์ แพง มั่นใจว่าจากการตลาด ที่ผ่านมาจะค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยเป็นความเคยชินในการใช้บริการ Shopee

“Shopee การเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม เทอเรนซ์ แพง เห็นความพร้อมในการให้บริการ ทุ่มเม็ดเงินสร้าง Awareness และเม็ดเงินให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทุ่มเงิน 200 ล้านบาท ผ่านแคมเปญที่มีญาญ่า ณเดชน์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ผลตอบรับเกินคาดนอกจากสร้างยอดทราฟฟิกของลูกค้าและลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยสร้าง Branding Shopee ให้กับตลาดมากขึ้นและทำให้ Shopee มีความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แม้แคมเปญนี้ใช้งบการตลาด 200 ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่าเพราะแคมเปญนี้จะเสียค่าใช้จ่ายในการดึงนักช็อปเข้ามาใน Shopee ต่อคนถูกกว่าแคมเปญอื่นๆ”

“และสร้างประสบการณ์การใช้งานด้วยการจัด 9.9 Mobile Shopping Day จำหน่ายสินค้าลดราคาพิเศษในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่าน ในรูปแบบเดียวกับ 11.11 ของ Alibaba ซึ่งแคมเปญนี้ เทอเรนซ์ ได้สรุปว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนออเดอร์สูงกว่าวันทั่วไป 3.5 เท่า มีลูกค้าเข้าชมเพิ่ม 5 เท่าW

ทั้งนี้ Shopee ในประเทศไทย และอื่นๆ อีก 5 ประเทศยังเป็นธุรกิจที่ยังไม่สร้างรายได้ ส่วนประเทศไต้หวัน เป็นเพียงประเทศเดียวที่เริ่มคิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการกับผู้ขาย และพื้นที่โฆษณา จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่สูงเพราะมีประสบการณ์ในการใช้งานอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างดี

และคาดการณ์ตลาดช็อปปิ้งออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซในเอเชียแปซิฟิกปี 2025 จะมีมูลค่ามากถึง 88 พันล้าน USD จาก 6 พันล้าน USD ในปี 2015 เติบโตก้าวกระโดดถึง 1,367%

โฆษณาซึมที่สุดในรอบ 10 ปี

 

8 เดือนผ่านไป ธุรกิจโฆษณาติดลบ 16.6% จากการวิเคราะห์ของ Media Intelligence

คาดการณ์ทั้งปีติดลบ 13% หนักที่สุดในรอบ 10 ปี วัดจากการแพลนโฆษณาในสื่อต่างๆ

Media Spending

2011       202,232 ล้านบาท

2012       115,367 ล้านบาท

2013       120,570 ล้านบาท

2014       224,497 ล้านบาท

2015       113,439 ล้านบาท

2016       100,352 ล้านบาท

2017 (มกราคม-สิงหาคม) 59,284 ล้านบาท (คาดการณ์ทั้งปี 87,000 ล้านบาท)

ที่มา : Media Intelligence, กันยายน 2017

 

สื่อทีวี eye ball หายไปออนไลน์

สื่อยังคงเป็นสื่อที่มีสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาสูงสุด ด้วยมูลค่ามากถึง 50,000 ล้านบาท แม้จะมีการแบ่งเค้กก้อนนี้ไปที่ออนไลน์ จาก eye ball ของคนดู 30% หนีไปที่สื่อทีวีออนไลน์ ที่มีแพลตฟอร์มหลักคือ Facebook และ Youtube วัดจากเรทติ้งละครที่หายไป ในมุมของเอเยนซีคือทีวีมีความคุ้มค่าน้อยลงจาก eye ball ที่หายไป

ทางออกของช่องคือการเสนอแพคเก็จซื้อช่วงเวลารายการดังพ่วงรายการทั่วไป อย่างเช่น ในช่อง Workpoint ซื้อรายการไมค์ทองคำ The Mask Single และอื่นๆ ที่เป็นรายการเรทติ้งดี พ่วงขายรายการ หม่ำโชว์ ชิงร้อยชิงล้าน หรือตลก 6 ฉากเป็นต้น

รวมถึงแยกขายแพคเก็จโฆษณาในทีวีและออนไลน์ เช่น Workpoint ทีมีการแยกขายโฆษณารายการที่ออนแอร์ในทีวี แยกกับออนแอร์ในออนไลน์อยากจากกันแม้จะออนไลน์จะเป็น Live สดเหมือนกับทีวีก็ตาม

 

มือถือ Category ใหม่ติด Top3

จากการประเมินเม็ดเงินโฆษณาปีนี้มือถือได้กลายเป็น Category ที่มีการเติบโตอย่างแน่แปลกใจด้วยเม็ดเงินโฆษณา 1,614 ล้านบาท เติบโต 44% จากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 1,122 ล้านบาท เป็น Category เดียวใน Top10 ที่มีการเติบโต

ที่ผ่านมา Category นี้มีมูลค่าการใช้จ่ายไม่ติด Top10 การเติบโตนี้มาจากมือถือแบรนด์จีน อย่างออปโป้ วีโว หัวเว่ย ทุ่มเม็ดเงินโฆษณาไปกับการสร้าง Awareness เพื่อยอดจำหน่าย ส่วนแบรนด์เกาหลีอย่างซัมซุง ก็ยังคงใช้งบโฆษณาโปรโมทมือถือรุ่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ไม่รวม ไอโฟนที่ปีนี้ออกมาทำการตลาดมากขึ้น

ส่วน Category ที่มีการใช้จ่ายอันดับต้นๆ ได้แก่ รถกระบะ เม็ดเงิน 1,605 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 1,653 ล้านบาท ติดลบ 3% รถเก๋ง 1,424 ล้านบาท จาก 1,666 ล้านบาท ติดลบ 15% รถ SUV 1,032 ล้านบาท จาก 1,359 ล้านบาท  ติดลบ 24% ซอร์ฟดริ้งค์ 1,324 ล้านบาท จาก 1,576 ล้านบาท

จับตาช่องเด็ก อนาคตยังเสี่ยง

 

ปรากฏการณ์ เจ้าสัว ซื้อหุ้น GMM 25 ไม่ใช่ครั้งแรกของการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นหลักของทีวีดิจิทัลรวม เพราะที่ผ่านมา ได้เคยเกิดขึ้นกับอมรินทร์ทีวี ที่เจ้าสัวเจริญ เข้าไปซื้อหุ้นต่อลมหายใจของกลุ่มอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง เมื่อปีที่ผ่านมา แม้แต่การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นหลักของช่อง One และ PPTV ไปสู่หมอประเสริฐ กลุ่มปราสาททองโอสถ

เหตุผลคือ รายได้โฆษณาในธุรกิจทีวีมีเม็ดเงินเพียง 50,000 กว่าล้านบาท ถูกซอยย่อยไป 22 ช่อง ถ้าหารออกมาในอัตราส่วนเท่าๆ กันทุกช่องจะมีรายได้เพียง 2,300 ล้านบาท หรือตกเดือนละไม่ถึง 200 ล้านบาท ไม่เพียงพอให้ช่องอยู่รอดในระยะยาว เพราะไม่คุ้มทุนกับการผลิตและค่าสัมปทาน

ซึ่งความจริง ธุรกิจทีวีไม่ได้มีรายได้หารออกมาเท่ากันหมด มีรายใหญ่อย่างช่อง 3HD CH7 และ Workpoint ที่เรทติ้งอยู่ในกลุ่ม Tier1 ที่เป็น Mass Level และ Mono29 CH8 One ไทยรัฐทีวี และอมรินทร์อยู่ในกลุ่ม Tire2 Sizable Segment ส่วนช่องอื่นๆ อยู่ใน Tire3 อาการน่าเป็นห่วงที่สุดจากการดั้มพ์ราคาโฆษณาลงพร้อมส่วนลดแจกแถมเวลาสูงสุดถึง 80% เพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณาเข้ามาในช่องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ช่องข่าว/เด็ก โอกาสเปลี่ยนผู้ถือหุ้นสูง

ธุรกิจทีวีช่องเล็กในวันนี้จึงเป็นเกมของนักลงทุน ที่ภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ หรือ MI และกิตติศักดิ์ วรัญสิทธิชัย Senior Media Planning Manager มีเดีย อินไซด์ มองว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตกับช่องทีวีหลายๆ ช่อง โดยเฉพาะกลุ่มช่องเด็ก ที่มีอยู่ 2 ช่อง ได้แก่ช่อง 3 Family และ MCOT Family และช่องข่าว ซึ่งเป็นกลุ่ม 2 ช่องที่มีอัตราสุ่มเสี่ยงที่สุด ด้วยคอนเทนต์ไม่เหมาะกับพฤติกรรมคนไทยเท่าไรนัก

โดยเฉพาะช่องข่าวที่ทีวีช่องอื่นๆ ก็มีพื้นที่นำเสนอข่าวเช่นกัน และรายการข่าวของช่องทีวีบางช่องสามารถทำเรทติ้งได้ดีกว่ารายการข่าวในช่องข่าวเสียอีก

การมีรายได้ที่อ่อนแอของช่องข่าวและเด็ก เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาปิดดิล ได้ง่าย เพราะช่องเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอำนาจต่อรองเท่าไรนัก นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาไม่สูงมากนักเพื่อถือไว้ต่อยอดผลกำไรทางธุรกิจระยะยาว และเป็นการใช้สื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเองผ่านช่องที่ซื้อได้ เช่น GMM25 กลุ่มผู้ชมหลักคือกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น

ถ้าคืนช่องได้ต่อลมหายใจทีวีดิจิทัล

ปัญหาทีวีดิจิทัลช่องเล็กขาดทุนต่อเนื่อง จนช่องข่าว THV และช่องเด็ก LOCA ของติ๋ม ทีวีพูลต้องปิดช่องไป จากการคาดการณ์ผิด ทีวีดิจิตอลไม่สวยหรูอย่างที่คิด และกลายเป็นปัญหา จ่ายไม่จ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล ทั้ง 2 ช่อง และช่องอื่นๆ ที่เป็นช่องเล็กๆ ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องถึงอาการที่เกิดขึ้นในธุรกิจ จนกสทช.เริ่มมองหาทางออกในการคืนช่องทีวีดิจิทัล

สิ่งที่ช่องต้องการมากที่สุดคือ การคืนช่องกลับไป และไม่ต้องจ่ายค่างวดสัมปทานที่เหลือ

ถ้าในอนาคตกสทช.ยอมรับทางออกนี้ ทีวีดิจิทัลอาจจะเหลือเพียง 10-15 ช่อง ซึ่งเป็นผลดีกับธุรกิจที่ภวัตคาดว่าทีวีดิจิทัลช่องที่เหลือจะมีรายได้จากโฆษณามากขึ้น เพราะตัวหารน้อยลง และมีแรงเงินที่มากพอในการปรับตัวและผลิตคอนเทนต์ดีๆ สู่ตลาดสู้ศึก eye ball คนดู ก่อนที่ TV Online จะเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมทีวีอีกครั้งภายใน 5 ปี

เน็ตเวิร์คดีต้องมาจากประสบการณ์

ผลดำเนินงานไตรมาส 2/17 ของดีแทคเป็นไตรมาส 2 ที่เติบโตที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น เพราะผู้ใช้งานมีการใช้จ่ายน้อยลง

Marketeer ได้ร่วมพูดคุยกับ ประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยีดีแทคถึงเน็ตเวิร์ค ในวันที่ดีแทคได้ออกภาพยนตร์โฆษณาด้านเน็ตเวิร์คผ่าน อั้ม-พัชราภา อีกครั้ง

ประเทศ มั่นใจว่าการเติบโตนี้มาจากการขยายเน็ตเวิร์คอย่างต่อเนื่องของดีแทคตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้านับจากปี 2016 ถึงปัจจุบันดีแทคได้ขยายเสาเพิ่มขึ้น 400% โดยเฉพาะปี 2016-2017 เป็นปีที่ใช้งบประมาณในการขยายเน็ตเวิร์คสูงสุด พร้อมการสร้าง Awareness ด้านเน็ตเวิร์คผ่านอั้ม-พัชราภาดาราตัวแม่แห่งวงการ และแคมเปญต่างๆ ที่มีอินโนเวชั่นอย่าง Go No Limit และ Dtac Reward ที่เข้ามาสร้างภาพลักษณ์ ทั้งผลักทั้งดันให้ดีแทคเติบโตด้านกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบรายเดือน ที่เติบโตทั้งรายได้และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

 

โอเปอเรเตอร์อยู่ได้เพราะดาต้า

เหตุผลคือตลาดเปลี่ยนไปในวันที่อินเทอร์เน็ตคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในผู้บริโภคยุคใหม่ ได้พฤติกรรมจากการใช้งานมือถือเติมเงิน เพราะต้องการประหยัดและควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นรายเดือนที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตในปริมาณที่มากขึ้นในค่าบริการที่คุ้มค่าขึ้น

จนในปัจจุบัน ดีแทคมีลูกค้าทั้งสิ้น 23.6 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้ารายเดือน 5.4 ล้านราย และลูกค้าระบบเติมเงิน 18.2 ล้านราย มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย 4G ประมาณ 7 ล้านราย

ประเทศยอมรับว่า เทรนด์มือถือไทย การใช้งานจากวอยซ์จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดาต้าทั้งหมด ทางออกของโอเปอเรเตอร์ที่จะบาลานซ์รายได้ไม่ให้วอยซ์โดนดาต้ากินหายไปนั้น จาก 2-3 ปีที่ผ่านมาเส้นกราฟรายได้จากดาต้าเติบโตตัดกันพอดีกับรายได้จากวอยซ์ที่ลดลง คือการบันเดิลแพคเก็จ วอยซ์และดาต้ามัดรวมกันในแพคเก็จหลัก ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่โอเปอเรเตอร์ทุกค่ายทำในการรักษา ARPU ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเลขหมาย เพราะในวันนี้รายได้จากดาต้ายังคงไม่มากพอที่จะเข้ามาทดแทนรายได้จากวอยซ์ได้ทั้งหมด และผู้บริโภคตัดสินใจเลือกแพคเก็จจากดาต้าเป็นหลัก

 

5G มาการแข่งขันเปลี่ยนไปแน่นอน

ประเทศได้เล่าให้ฟังว่าการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีมือถือแต่ละ Gen มีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้งานทุกครั้ง จาก 2G มา 3G เกิดการใช้งานดาต้าอย่างแพร่หลาย และยังมีการใช้งานวอยซ์อยู่แต่ในปริมาณที่ลดลง และจาก 3G ไป 4G เทคโนโลยีที่ให้บริการได้เฉพาะดาต้าเท่านั้น เมื่อเกิดการใช้งานวอยซ์ระบบจะย้ายไปยัง 3G โดยอัตโนมัติ หรือให้บริการผ่าน VoTe แทน

ส่วน 5G จะเป็นการพัฒนาดาต้าไปอีกระดับ เปลี่ยนแนวคิดจาก 4G ที่ถูกออกแบบให้คนใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ตเป็นหลัก เป็นการออกมาเพื่อใช้งานกับ IoT เช่น หม้อหุงข้าว แอร์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ระบบไฟฟ้าและอื่นๆ

ความแตกต่างคือ เสาสัญญาณแต่ละต้นจะเชื่อมต่อดีไวซ์ที่ใช้งานเป็นหลักหมื่นดีไวซ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น IoT การเชื่อมต่อไม่ต้องการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็ว เพราะหม้อหุงข้าวไม่ได้คุยเจ้าของทั้งวันนอกจากจะบอกว่าข้าวที่หุงสุก การแข่งขันของโอเปอเรเตอร์จะเปลี่ยนไปจากการแข่งขันกันที่ความเร็วเป็นหลัก เป็นแข่งขันเรื่องการรองรับการเชื่อมต่อดีไวซ์จำนวนมากได้แค่ไหน

 “คาดการณ์ 5G โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกจะสามารถให้บริการแบบ Commercial ได้ในปี 2020 ในปัจจุบัน IoT ส่วนใหญ่ที่เป็นเครื่องใช้ภายในบ้านจะเชื่อมต่อกับไวไฟเป็นหลัก เมื่อ 5G มา IoT เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งไวไฟ ส่วนดีแทคที่ผ่านมาตอบรับการเปลี่ยนแปลงด้วยการศึกษาเรียนรู้และทำ IoT มาพอสมควร เช่นโครงการ smart farmer ใช้ IoT กับภาคการเกษตร เป็นต้น”

 

eSim คือเทรนด์ในอนาคต

IoT จำเป็นต้องใช้ซิมจำนวนมหาศาลใส่ลงในดีไวซ์เพื่อให้ดีไวซ์ Connect Internet คุยกันเอง หรือส่งข้อมูลหาผู้ใช้ได้ ประเทศ เล่าให้ฟังว่า ในอนาคตอีซิมจะเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ ผู้บริโภคไม่ต้องไปช้อปเพื่อซื้อซิม สามารถดาวน์โหลดซิมออนไลน์ติดตั้งใน IoT ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์ด้านความสะดวกรวดเร็ว

 

ยังคงขยายเน็ตเวิร์คต่อไป

ปัจจุบันการให้บริการ 4G ของดีแทคอยู่บนคลื่น 1800MHz และ 2100MHz ครอบคลุม 77 จังหวัด 926 อำเภอ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาดีแทคสามารถขยายเสาสัญญาณ 4G เกินเป้า 102%

“ดีแทคขยายสัญญาณ 4G เพิ่มไปในนิคมอุตสาหกรรมมากกว่า 40 แห่ง, ในมหาวิทยาลัยมากกว่า 50 แห่ง, โรงพยาบาลมากกว่า 70 แห่ง, คอมมูนิตี้มากกว่า 50 แห่ง และคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยมากกว่า 70 แห่ง”

เสาสัญญาณมุมมองใหม่

การติดตั้งเสาสัญญาณที่เป็นแท่นเหล็กเป็นการสร้างภาพที่ขัดกับทัศนียภาพที่ติดตั้ง ดีแทคได้พัฒนาเสาสัญญาณรูปร่างแปลกไปจากเดิมเพื่อให้เข้ากับสถานที่ในการติดตั้ง เช่น Zero Site รูปแบบเสาไฟถนนที่มาพร้อมโคมไฟ LED ให้ความปลอดภัยชุมชนและผู้สัญจรในเวลากลางคืนสว่างแต่ประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น 50-80% และสามารถติดตั้งจอโฆษณาต่างๆ ได้อีก รวมถึง เสาต้นไม้ เสาสัญญาณที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับแหล่งธรรมชาติ อุทยาน ป่าไม้ หรือแหล่งท่องเที่ยว โดยยังคงทำหน้าที่รับส่งสัญญาณให้บริการทุกคลื่นความถี่ในพื้นที่ แต่มีรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อทัศนียภาพพื้นที่นั้นโดยเฉพาะ

 

ขยายสัญญาณจากผู้ใช้แนะนำ

ปัญหาของโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายคือ การหาพื้นที่ติดตั้งเสาสัญญาณ เพื่อให้ความคุ้มค่าที่สุดในการลงทุนคือ เสาสัญญาณที่ติดเพิ่มจะอยู่ห่างจากเสาสัญญาณรอบข้างในระยะทางที่เท่ากัน แต่เมื่อลงพื้นที่ปฏิบัติจริงพื้นที่ที่ต้องการเจ้าของพื้นที่ปฏิเสธการติดตั้ง หาเจ้าของพื้นที่ตัวจริงไม่เจอ และต้องหาพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการหาพื้นที่ติดตั้งเสาแต่ละต้น

ประเทศเล่าว่า ในองค์กรดีแทคมีโครงการประกวดไอเดีย Flip it Challenge พนักงานในแผลกเน็ตเวิร์คได้เสนอรูปแบบการหาพื้นที่ติดตั้งเสาสัญญาณด้วย Social Engagement ทำให้ทุกคนทั่วประเทศสามารถ เป็น “พาร์ทเนอร์ดีแทค” ได้ ด้วยการเสนอพื้นที่ของตน ให้เป็นที่ตั้งเสาสัญญาณดีแทค หรือเป็นผู้แนะนำพื้นที่ให้ดีแทค โดยผู้ที่เสนอพื้นที่ที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท ทำให้การตั้งเสาสัญญาณใหม่ เร็วขึ้นถึง 3 เท่า รองรับแผนการขยาย โครงข่ายจำนวนมากในปีนี้ และปีต่อๆ ไป

“หลังจากโครงการนี้ได้เริ่มขึ้นใน Q3 ที่ผ่านมา ด้วยระยะเวลาเพียง 1 เดือนกว่า วันนี้มีผู้เสนอพื้นที่เป็นจุดตั้งเสาสัญญาณดีแทคมากกว่า 5,000 แห่ง ทั่วประเทศไทย ซึ่งดีแทคตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 10,000 แห่งในปีนี้ เพื่อความพร้อมสำหรับแผนขยายโครงข่ายในปีหน้า”

สื่อสารต้องเน้นประสบการ

“เน็ตเวิร์คดีแทคมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าที่ใช้งานดีแทคอยู่มีการรับรู้ที่ดีขึ้น คนที่ไม่เคยใช้ ไม่เคยรู้ อาจมองไม่ดีเท่าไหร่จากคำบ่นในโซเชียล เรื่องนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องประสบการณ์ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ต แทนการอธิบายถึงความเร็วผ่าน Speed Test เพราะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าสัมผัส แม้ลูกค้าบางกลุ่มจะตัดสินใจเลือกค่ายมือถือจาก Speed Test ก็ตาม”

“คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการดาวน์โหลดข้อมูลด้วยความเร็วสูงจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีในการรับชมวิดีโอ แต่ยุคที่ผู้บริโภคขาดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ การให้บริการของโอเปอเรเตอร์ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วของโครงข่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงประสบการณ์ใช้งานแอปพลิเคชันด้วย”

“ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลในแอปพลิเคชั่นยอดนิยมเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพ ซึ่งดีแทครวมมือกับแอปฯ ยอดนิยมอย่าง Facebook ร่วมกันปรับปรุงระบบหลังบ้านให้ลูกค้าดีแทคได้ใช้งาน Facebook ได้มีประสิทธิภาพขึ้น ได้รับประสบการณ์โดยรวมดีขึ้น 60% และดีขึ้น 13-34% ในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด ระหว่าง 19.00-21.00 น. และล่าสุดร่วมมือกับ YouTube ให้ลูกค้า 4G ดีแทคใช้งาน Youtube ได้เร็วขึ้น 62% สำหรับการใช้เวลาเข้าถึงคอนเทนท์”

เพื่อให้ภาพลักษณ์ดีแทคยังคงต่อเนื่องไปยาวๆ (แม้กระแสจะดูหายๆ ไปบ้างหลังเปิดตัวโฆษณาอั้มเมื่อมกราคมก็ตาม) ดีแทคได้เปิดตัวโฆษณาด้านเน็ตเวิร์คชุดใหม่ โดยมีอั้ม พัชราภา พรีเซ็นเตอร์ที่เซ็นสัญญา 1 ปี เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเช่นเดิม

“อั้มเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ดีแทคมี Movement คนไทยมองเน็ตเวิร์ค ต้องดีเสมอ ต้องใช้ได้ตลอดเวลา ถ้าใช้ได้ดีไม่คิดอะไร ถ้าใช้แล้วเกิดปัญหาพร้อมคอมเพลนเสมอ โอเปอเรเตอร์ 3 รายโดนหมด ส่วนการแข่งขันแจกเครื่องมีน้อยลง เพราะผลลัพธ์ไม่เท่ากับที่ผ่านมา และเป็นการสปอยลูกค้าจนเกินไป”

การเตรียมสัญญาณเพื่องานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมแสดงความอาลัยและถวายความภักดีช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ดีแทคได้เตรียมพร้อมทำหน้าที่รองรับประชาชนด้วยการอำนวยความสะดวกโครงข่ายการใช้งานมือถือ พร้อมให้บริการประชาชนที่จะเดินทางมาในบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวงและพื้นที่ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ 101 แห่ง

 

 

สื่อออนไลน์ ช่วย FMCG ได้ไหม

 FMCG โตด้วยช็อปออนไลน์ แล้ว สื่อออนไลน์หละ ช่วย FMCG ไหม

 

อัตราการเติบโต 1.7% ในตลาด FMCG 2559 เป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และปีนี้คาดการณ์จากกันตาร์ เวิร์ลด์พาแนล (ประเทศไทย) ว่ามีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 1.7% จากครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 1% เท่านั้น

การเติบโตที่น่าเป็นห่วงนี้ กลายเป็นคำถามที่แบรนด์ FMCG ถามกับ Google ถึงผู้บริโภค FMCG กับสื่อออนไลน์เสมอ และกลายเป็นสิ่งที่ Google ต้องทำการบ้านผ่านงานวิจัยรายปี ถึงพฤติกรรมการซื้อ และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG 10 หมวด*ของผู้บริโภคออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน อายุ ระหว่าง 18-60 ปีทั่วประเทศในฐานะตัวแทนแต่ละครัวเรือนตลอดปีที่ผ่านมา

พบเส้นทางผู้บริโภคออนไลน์นิยมค้นหาสินค้า FMCG ผ่าน สมาร์ทโฟนมากถึง 59% แบ่งเป็น ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น 49% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม 73%  ค้นหาข้อมูล ณ จุดขาย 42%

จาก 80% ค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ หมวดสินค้าเด็กมีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางนี้สูงถึง 94%

85% Search Engine เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการค้นหาข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ

86% ค้นหาข้อมูลออนไลน์เพิ่มเมื่ออยู่ในระหว่างตัดสินใจซื้อ และ 59% ผ่านสมาร์ทโฟน

 

เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจ Google ได้สอบถามเรื่องการชมวิดีโอมีผลต่อแบรนด์ ปรากฏว่า 95% มีทัศนะคติเชิงบวกต่อแบรนด์มากขึ้นเมื่อดูออนไลน์

59% มีอนาคคใช้วิดีโอออนไลน์ประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ในอนาคต

51% ดูวิดีโอออนไลน์สินค้า FMCG เพื่อเปรียบเทียบแบรนด์ที่สนใจกับแบรนด์อื่น

45% หาข้อมูลเพิ่มจากวิดีโอออนไลน์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

44% เข้าเว็บไซต์หลักของแบรนด์ที่อยู่ในวิดีโอ

36% ค้นหาข้อมูลเพิ่มภายหลัง

32% ไปร้านค้า

21% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

และเมื่อสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้า FMCG เอพริล ศรีวิกรม์ Industry Head Google ประเทศไทย ให้ข้อมูลจากการสำรวจว่า การใช้จ่ายสินค้าของ FMCG ในกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คนทั่วประเทศที่เป็นตัวแทนแต่ละครัวเรือนทั้งกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ต 59% และกลุ่มที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ 41% พบว่า ครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีการใช้จ่ายสินค้า FMCG ในแบรนด์พรีเมียมสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตถึง 1.24 เท่า โดยแต่ละ Category FMCG มีสัดส่วนด้านกำลังซื้อสูงกว่าตลาดรวมคิดจากมูลค่าการใช้จ่ายในแต่ละ Category ของผู้บริโภคที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้รวมกัน ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน สัดส่วน 64%

นม UHT สัดส่วน 64%

Deodorant สัดส่วน 69%

ไอศกรีม  สัดส่วน 69%

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก สัดส่วน 67%

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์กันแดด สัดส่วน 78%

ซุปไก่สกัด สัดส่วน 71%

 

*10 Category ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน, นม UHT, Deodorant, ไอศกรีม, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์กันแดด, ซุปไก่สกัด และกาแฟสำเร็จรูป

 

 

 

 

 

 

 

สมรภูมิ Cashless QR Code ใครเข้าถึงผู้ใช้มากกว่าชนะ

 

Cashless Society คือทิศทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการไป

การร่วมมือสร้างมาตรฐานกลาง QR Code ใช้เป็นตัวกลางในการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในนั้น โดยมี Promptpay อยู่เบื้องหลังการให้บริการ พร้อมต่อยอดไปยังบริการอื่นๆ ในอนาคต

ด้วยเหตุผลอุดช่องว่างบัตรเครดิต และเดบิต ที่มีอุปกรณ์จำนวนผู้ใช้บัตร และจำนวนเครื่องรับบัตรที่กระจุกตัวในร้านค้า ขนาดใหญ่  โดยความร่วมมือนี้ได้ประกาศชัดเจนเมื่อพฤษภาคม 2560 ก่อนธนาคารนำไปต่อยอดเป็นบริการให้กับลูกค้า ซึ่งในวันนั้นคาดการณ์ธนาคารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ในไตรมาส 4ปีเดียวกัน

เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 2 ธนาคารแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ทดลองให้บริการ QR Code ชำระสินค้าและบริการอื่นบน Regulatory Sandbox ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีด้านการเงินในวงจำกัดก่อนเปิดให้บริการในวงกว้าง ด้วยเหตุผลคือเป็น 2 ธนาคารแรกที่ให้ความสนใจขออนุญาตทดลองระบบดังกล่าวในบางพื้นที่ที่ขอเปิดให้บริการ เปิดตัวบริการพร้อมกันในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรี ออมสิน ทีเอ็มบี ธนชาต รอการอนุมัติเป็นเฟสถัดไป

จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ลงกำลังโปรโมทบริการ QR Code พร้อมกับแคมเปญการตลาด educate ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับผลักดันให้เกิดการใช้งาน สร้างประสบการณ์ความง่าย เพื่อให้ลูกค้าติดอกและติดใจใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดนี้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าได้มากกว่า เร็วกว่าคนนั้นได้ลูกค้าประจำไป เพราะ การชำระเงินผ่าน QR Code ในอนาคต ธนาคารค่ายไหนก็สามารถทำธุรกรรมได้

 

QR Code คือหนึ่งใน สังคมไร้เงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยวาง QR Code เป็นกลยุทธ์สำคัญในการชำระเงินในร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ เป็นหน้ากากให้กับผู้ซื้อในการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งผ่าน Promptpay แก้ปัญหา eWallet ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยไม่สามารถให้บริการร้านค้าข้างทางรับชำระเงินผ่านช่องทางนี้ได้ และยังเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงสังคมไร้เงินของร้านค้าทั่วไปไม่ต้องพึ่งเครื่องรับบัตร EDC ที่มีต้นทุนในการติดตั้งแต่ค่า Fee ในการบริการ

 

สร้างความเคยชินกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

เรียกได้ว่าทั้ง 2 ธนาคารทั้ง SCB ไทยพาณิชย์ และ KBank กสิกรไทย มองเห็นตัวเปิดเกมตลาดคือการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากที่สุดเหมือนกันๆ โดยเน้นไปยังอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น การเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่นวินมอเตอร์ไซค์ และเลือกพื้นที่นำรองทดลองบริการใกล้เคียงกันและทับซ้อนในบางพื้นที่ ได้แก่ ตลาดนัดจตุจักร แต่แตกต่างกันที่ดีเทลในการสร้างลูกค้าและการตลาด

SCB ใช้วิธีการปรับแอป SCB Easy โฉมใหม่หมดเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่มาพร้อมกับบริการชำระเงินผ่าน QR Code ภายใต้ชื่อ SCB Easy Scan ได้มีสีสันหวือหวา ที่สุดธนาคารหนึ่ง ด้วยการสร้างประสบการณ์การชำระสินค้าและบริการจริง ผ่านกองทัพโรดโชว์สโตล์ ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ไทยพาณิชย์ ที่เปิดเกมสร้างประสบการณ์ การใช้แอป SCB Easy แสกน QR Code ชำระเงิน ด้วยตัวเองในตลาดนัดจตุจักร ในร้านค้าที่เปิดรับชำระเงินผ่าน QR Code และอื่นๆ

ซึ่งก่อนโรดโชว์ ทาง SCB ได้เข้าไปเอ็ดดูเคทประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้จาก QR Code และความสะดวกสบายของลูกค้าสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าก่อน

รวมถึงซัพพอร์ตค่าบริการวินมอเตอร์ไซค์ที่พหลโยธิน 34 ให้ผู้ใช้บริการจ่ายวินมอเตอร์ไซค์ราคาถูกในช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนขยายไปยังวินอื่นๆ นำร่อง 200 คันตามแนวรถไฟฟ้าให้เปิดรับค่าโดยสารผ่าน QR Code เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้บริการจนกลายเป็นความเคยชิน  เพราะเป้าหมายของ SCB คือยอดผู้ใช้ SCB Easy 8 ล้านรายในสิ้นปี 61

 

จ่ายแอปไหนก็ได้แต่ผู้รับขอเป็น KBank

ธนาคารกสิกรไทยการตลาดอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าเพียงแค่เพิ่มฟีเจอร์สแกน QR Code ลงไปใน แอป K-Mobile Banking Plus พร้อมไอคอน QR Code เล็กๆ เขียนว่า “จ่าย” เพื่อให้ผู้ใช้รับรู้ว่าปุ่มนี้คือปุ่มจ่ายเงินด้วย QR Code

และหันไปเอาดีพัฒนาแอปใหม่ K PLUS SHOP แอป แอปสำหรับพ่อค้าแม่ขาย เพื่อช่วยการจัดการเงินในบัญชีได้ทันทีพร้อมมีการแจ้งยอดรายการ โดยสรุปยอดขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยมีข้อแม้ว่า ผู้ใช้บริการ K PLUS SHOP จะต้องใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ด้วย

การที่ KBank เลือกโฟกัสไปยังมุมคนขาย จากการมองโมบายแบงก์กิ้งธนาคารไหนก็จ่ายเงินได้ แต่กลุ่มผู้ขายเป็นกลุ่มที่มีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันเป็นจำนวนเงินที่สูงซึ่งถ้าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ KBank เป็นธนาคารหลัก ธนาคารสามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ เช่นบริการสำหรับ SME และอื่นๆ ได้ นั่นหมายถึงรายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้น

โดยพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าหมายว่าในสิ้นปี มีร้านค้าดาวน์โหลด K PLUS SHOP ไม่ต่ำกว่า 200,000 ร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรม 800 ล้านบาท

เลือกทำตลาดด้วยการโปรโมทการใช้งาน QR Code ไปพร้อมๆ กับโปรโมท K PLUS SHOP ในสโลแกน ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ แต่ในส่วนของ K PLUS SHOP มีโปรโมชั่นรับเครดิตเงินคืน 50 บาทเมื่อลูกค้าจ่ายเงินผ่าน QR Code เข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP มากกว่า 300 บาทต่อหนึ่งรายการ สิ้นสุด 31 ธันวาคม 60 ดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครแอปใช้บริการและโปรโมทเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนลูกค้าของร้านให้จ่ายเงินผ่านช่องทางนี้ให้เกิดการใช้งานอย่าแพร่หลายมากขึ้น

 

จีน สู่ ไทย ทำไม QR Code ถึงน่าสนใจที่สุด

หลายประเทศในโลกนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือในการชำระเงิน โดยประเทศจีนมีความโดดเด่นที่สุด

การใช้ QR Code ชำระเงินในจีนเป็นฟังกัชั่นที่นิยมมากที่สุดในการชำระเงินผ่าน ePayment มาจากความสะดวกไม่ต้องพกเงินสดและเงินทอน ไม่ต้องกดเบอร์บัญชี หรือเบอร์โทรศัพท์ลดปัญหาเงินหาย หรือถูกมิจฉาชีพวิ่งราว เพียงเปิดแอป ePayment ที่มีผู้ให้บริการหลักคือ Alipay จาก Alibaba และ “WeChat Pay” จาก Tencent ก็สามารถจ่ายได้อย่างง่ายดาย และสามารถชำระเงินสกุลย่อยๆ อย่างเงินเจี่ยว (ประมาณเงินสตางค์บ้านเรา) ได้ เพราะปัญหาของประเทศจีน คือร้านค้าไม่มีเงินเจี่ยวทอนให้ลูกค้าและส่วนใหญ่ถ้ามีการซื้อขายเป็นเงินเจี่ยวขึ้นร้านค้าจะปัดเศษขึ้นหรือตัดเศษทิ้งเพื่อความง่าย และการที่จีนเข้าสู่สังคมไร้เงินนั้น ส่วนหนึ่งจากการลดปัญหาเงินปลอมในระบบที่ถูกปลอมขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลของ FT Confidential Research 2016 อ้างอิงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าคนใช้จ่ายเงินผ่าน ePayment สูงกว่าเงินสดกับบัตรเครดิตรวมกัน

โดยประเทศจีนการใช้ QR Code จะต่างจากประเทศไทยคือเป็น QR Code ที่ generate ขึ้นมาเฉพาะของ แอป ePayment นั้นๆ โดยในประเทศจีนมีแอปให้บริการ ePayment มากกว่า 20 แอป บางแอปให้บริการเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ต่างจากประเทศไทย เป็น QR Code เดียวที่เป็น standard ใช้กับแอปโมบายแบงก์กิ้งได้ทุกแอป เหมือนกับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ร่วมมือกับ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด อเมริกันเอ็กซ์เพรส จัดทำ one QR Code มาตรฐานเดียวที่สามารถใช้ร่วมกันได้

โดย QR Code ในประเทศไทยมี 2 รูปแบบคือ

1 เป็น QR Code บัญชี Promptpay ของผู้ขายโดยให้ผู้ซื้อเป็นผู้กรอกจำนวนเงินทีต้องการชำระเอง เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือมีโอกาสกรอกจำนวนเงินผิด

2.QR Code ที่ระบุจำนวนเงินและเลขบัญชี ผู้ซื้อสามารถกดโอนเงินได้ทันที เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าหรือบริการน้อยชิ้น

และจากการลองใช้งานชำระเงินผ่าน QR Code ของ Marketeer พบว่า ขั้นตอนในการเข้าแอปและชำระเงินค่อยข้างหลายขั้นตอน ไปนิดแม้จะใช้เวลาไม่นานก็ตาม ตั้งแต่ 1.เปิดแอปโมบายแบงก์กิ้ง 2.ใส่พาสเวิร์ด 3.กดเปิดใช้งานฟังก์ชั่น QR Code 4. สแกน QR Code ระบบเด้งไปยังหน้าจ่ายเงิน 5.กรอกจำนวนเงินและกดชำระเงิน ซึ่งในชีวิตจริง บางครั้งการควักเงินสดออกมาจ่ายง่ายกว่า

แต่ในวันนี้ QR Code ในประเทศไทย เพิ่งเริ่มต้น ซีเคียวริตี้ และสร้างความมั่นใจในการชำระเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคต Marketeer เชื่อว่าธนาคารจะปรับการใช้งานลดขั้นตอนให้น้อยลงกว่านี้ได้แน่นอน  

 

MEC ผนึกกำลัง Maxus เปิดตัวเอเยนซี่ใหม่ WAVEMAKER

 

 

กรุ๊ปเอ็มประกาศตั้ง WAVEMAKER (เวฟเมคเกอร์) เอเยนซี่แบรนด์ใหม่ล่าสุดจากการผนึกกำลังธุรกิจของสองมีเดียเอเยนซี่ระดับโลก MEC และ Maxus เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยจุดเด่นคือการประสานความชำนาญการให้บริการทั้งด้านมีเดีย คอนเทนต์ เทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือที่วิเคราะห์ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถต่อยอดธุรกิจได้ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

ชื่อแบรนด์ WAVEMAKER ได้รับการสร้างสรรค์และสืบทอดมาจากชื่อของสองบริษัทต้นสังกัดได้แก่ ดับบลิวพีพี (WPP) และกรุ๊ปเอ็ม (GroupM)

ทิม แคสทรี่ Global CEO ของ MEC และ WAVEMAKER กล่าวว่า “จุดประสงค์ของเราคือการช่วยให้ลูกค้าและนักการตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานและสามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการบูรณาการความชำนาญที่เปี่ยมไปด้วยพลังของทีมงาน รวมถึงข้อมูลการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและเครื่องมือจาก [m]PLATFORM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่มีเฉพาะกรุ๊ปเอ็มในการเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ WAVEMAKER กลายเป็นเอเยนซี่ที่ทุกคนจับตามอง จากรายได้จากสื่อ 38 พันล้านเหรียญ 139 สำนักงานใน 90 ประเทศทั่วโลก พนักงานรวม 8,500 คน มีผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลกว่า 2,900 คน ผู้เชี่ยวชาญการเขียนคอนเทนต์กว่า 750 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลกว่า 400 คนและผู้เชี่ยวชาญเรื่องแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีกว่า 200 คน”

เคลลี่ คลาร์ก Global CEO ของกรุ๊ปเอ็ม กล่าวเสริมว่า “WAVEMAKER จะเป็นเอเยนซี่ขนาดใหญ่ระดับพันล้านเหรียญที่สามารถสร้างความตื่นตัวให้แก่อุตสาหกรรมของเราผ่านประสิทธิภาพแห่งการนำเสนอที่เหนือกว่าและเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยทิมและบุคลากรของ WAVEMAKER จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบทั้งด้านข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จากกรุ๊ปเอ็ม”

การรวมตัวกันอย่างเป็นทางการของ WAVEMAKER จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยบริษัทฯ จะมีจำนวนพนักงานมากกว่า 8,500 คนใน 90 ประเทศและมีลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกได้แก่ ลอรีอัล แมริออท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ และพาราเม้าท์