All posts by Nuttachit

ไทยพาณิชย์ปรับทัพครั้งใหญ่ สู่ “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด”

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แต่งตั้งและปรับเปลี่ยนหมุนเวียนผู้บริหารระดับสูง 7 คน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการให้บริการลูกค้า เพราะผู้บริหารทั้ง 7 คนนี้มีความเชี่ยวชาญชานาญในสายงานและสร้างผลสำเร็จในสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างดีเยี่ยม และรู้จักความต้องการของลูกค้าอย่างดี การสลับหมุนเวียนหน้าที่ความรับผิดชอบในครั้งนี้จะเป็นการผสานกาลังทาให้เกิดการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มได้ดีขึ้น และนาประสบการณ์ที่สร้างความเจริญในส่วนงานที่รับผิดชอบเดิมมาแนะนาสร้างมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้การบริการตรงตามความต้องการลูกค้า ซึ่งจะสนับสนุนให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้บริการทางการเงินและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของลูกค้ามากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป

ประกอบด้วย

  1. พรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล และผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief People Officer
  2. สารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล และผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา
  3. วรวัจน์ สุวคนธ์ รองผู้จัดการใหญ่ Chief People Officer ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่ Dean of SCB Academy
  4. วศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solutions ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Multi-Corporate Segment และผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment
  5. ภิมลภา สันติโชค รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Multi-Corporate Segment ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solutions
  6. พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม และผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้า SME และผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม
  7. จามรี เกษตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อลูกค้าบุคคลและธุรกิจขนาดย่อม ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 

อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าการหมุนเวียนผู้บริหารระดับสูงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ SCB Transformation ที่เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรในยุค New Normal ซึ่งทุกคนคงตระหนักดีว่าจากนี้ไปความสำเร็จอาจจะไม่ได้มาจากวิธีการเดิม ๆ อีกต่อไป

ธนาคารไทยพาณิชย์ก่อตั้งมากว่า 110 ปี ได้ผ่านมาทั้งช่วงที่ดี ๆ และช่วงเวลาที่ลาบาก ดังนั้นการปรับตัวและการสร้างความยืดหยุ่นต่อปัจจัยต่าง ๆ มีความจาเป็นต่อการทาธุรกิจธนาคารเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในบางเรื่องอาจจะดีอยู่แล้ว แต่ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็ต้องนามาพัฒนาเข้าด้วยกันเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากนี้ไปธนาคารจะลงทุนในเทคโนโลยีในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง

การหมุนเวียนผู้บริหารระดับสูงนี้ก็เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่ลูกค้า เพราะผู้บริหารทั้ง 7 ท่านเติบโตมาจากสายงานที่สร้างความสำเร็จให้แก่ธนาคารมาแล้วทั้งนั้น จึงเป็นการดีที่จะได้นำประสบการณ์และความชานาญเฉพาะทางมาถ่ายทอดข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

นอกจากนี้แล้ว การหมุนเวียนหน้าที่ความรับผิดชอบในครั้งนี้จะเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างหนึ่งของธนาคาร โดยการเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่พนักงาน และเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมก้าวสู่ความรับผิดชอบใหม่ที่มีความท้าทายยิ่งขึ้นในธุรกิจด้านอื่น ๆ ของธนาคาร

อาทิตย์กล่าวว่าการหมุนเวียนจะเกิดขึ้นในทุกระดับ และเป็นการสร้างความเติบโตให้แก่พนักงานด้วยการเปิดโอกาสให้ทำงานในหน้าที่ใหม่ ซึ่งธนาคารถือว่าการพัฒนาบุคลากรไม่ว่าจะด้วยวิธีการเข้าหลักสูตรอบรม หรือการหมุนเวียนงานเป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะเป็นสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กร ถึงแม้การลงทุนในเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่พนักงานทุกคนเป็นแรงขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จบนเส้นทางของการเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank)

อาทิตย์ ได้อธิบายถึงผู้บริหารที่หมุนเวียนหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

พรรณพร คงยิ่งยง ที่ดูแลเครือข่ายสาขาทั่วประเทศของธนาคารมา 8 ปี มีความเข้าใจพนักงานเป็นอย่างดีมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่ดูแลเครือข่ายต้องรับผิดชอบพนักงานสาขาทั่วประเทศ ทั่วทุกภาค จึงมีโอกาสได้รับรู้ปัญหาและความต้องการของพนักงานส่วนใหญ่ของธนาคารอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นการเข้ามาดูแลคนไทยพาณิชย์กว่า 25,000 คนทั่วประเทศ ในฐานะ Chief People Officer จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม ให้งานด้านบุคลากรที่มีเป็นหัวใจขององค์กร มีความแข็งแกร่งและสร้างพนักงานให้เติบโตไปพร้อมกับธนาคาร

สำหรับงานลูกค้าบุคคลและเครือข่ายสาขา ได้มอบหมายให้นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ รับผิดชอบ โดยนำความได้เปรียบเชิงลึกในการเข้าใจลูกค้าทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ มายกระดับการบริการที่สาขาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าทั้งในด้านบริการและด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าที่มาใช้บริการ

จากความสำเร็จของธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ พิกุล ศรีมหันต์ ได้สร้างมาตลอด 9 ปี และสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้ธนาคารฯ อย่างก้าวกระโดด ความท้าทายใหม่ของคุณพิกุลคือธุรกิจ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก ธนาคารมองเห็นว่าการให้วงสินเชื่อแก่ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการพัฒนา SME ไทยให้โตไปพร้อมกับ Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะเน้นการสร้างคุณค่าของลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการให้ความรู้ และพัฒนาศักยภาพที่จาเป็น ร่วมกับภาครัฐอย่างมีระบบ เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างผู้ประกอบการ SME ให้แข็งแรงด้วยการสนับสนุนให้ก้าวสู่ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเกินกำลัง เพื่อสร้างช่องทางเป็นมาร์เก็ตเพลสให้ทุกคนเข้าถึง รวมทั้งสร้างวงจร Supply Chain ที่สมบูรณ์บนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายได้ทาธุรกรรมอย่างสะดวกและเบ็ดเสร็จ

พร้อมกันนี้ จามรี เกษตระกูล ที่เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยประเภทต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานทัพหลังคัดกรองการให้สินเชื่อ เปลี่ยนมารับผิดชอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ด้วยประสบการณ์ด้านการอนุมัติสินเชื่อ จะสามารถนาความรู้ดังกล่าวมาเสริมพนักงานสินเชื่อฯ ในการให้คำแนะนาการขอสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และสานต่อความสัมพันธ์ของพันธมิตรในวงการอสังหาริมทรัพย์ให้แน่นแฟ้นต่อไป

นอกจากกลุ่มลูกค้าบุคคลแล้ว ธนาคารฯ มุ่งเน้นการให้บริการอย่างครบวงจรแก่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ วศิน ไสยวรรณ มาดูแลกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่และสถาบัน ทั้งนี้ประสบการณ์ด้านตลาดเงินและการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ากลุ่มนี้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มีธุรกิจในต่างประเทศ และรายรับรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ

ส่วนภิมลภา สันติโชค ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีมากในกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่และสถาบัน จะเปลี่ยนมารับผิดชอบด้านตลาดเงิน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนให้แก่ลูกค้า รวมทั้งจะผลักดันบริการทางเงินให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อก้าวไปสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

เรื่องสุดท้ายที่อาทิตย์กล่าวย้ำ คือ ความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ซึ่งธนาคารฯ มีความตั้งใจจริงในการดูแลพนักงานทุกคนให้มีความสุขในการทางาน ต้องการให้พนักงานพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ และเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในสายงาน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของธนาคารต่อไปในอนาคต จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง ”SCB Academy” ที่ธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันชั้นนาทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมให้กับพนักงาน วรวัจน์ สุวคนธ์ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบ SCB Academy คนแรก ที่พร้อมสนับสนุนให้พนักงานทุกคนก้าวสู่ความรับผิดชอบที่สูงขึ้นด้วยความรอบรู้และรู้รอบในธุรกิจธนาคาร ที่จะเป็นมูลค่าเพิ่มติดตัวพนักงานตลอดไป หลักสูตรการเรียนรู้ที่จะได้รับการพัฒนาขึ้น นอกจากความรู้ในธุรกิจธนาคารแล้ว ยังมีหลักสูตรที่พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจอีกด้วย

ที่ผ่านมาไทยพาณิชย์ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนให้กับนักการธนาคาร เพราะมีกระบวนการและระบบงานที่ชัดเจน วันนี้ไทยพาณิชย์ยังคงเป็นต้นแบบในการสร้างนักการธนาคารที่มีคุณภาพ ดังนั้นการตั้ง SCB Academy เป็นการตอกย้ำจุดแข็งในการสนับสนุนพนักงานให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจการเงินการธนาคารที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สะดวก และเสริมทักษะพนักงานอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากการหมุนเวียนดังกล่าวแล้ว ธนาคารฯ ได้แต่งตั้ง 8 รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ( SEVP) เพื่อความเหมาะสมสอดคล้องกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบได้แก่ อารักษ์ สุธีวงศ์ รับผิดชอบกลยุทธ์องค์กร ณรงค์ ศรีจักรินทร์ รับผิดชอบ Wealth Segment & Product และ Retail Banking & Small SME Solutions สารัชต์ รัตนาภรณ์ รับผิดชอบลูกค้าบุคคลและเครือข่ายสาขา พิกุล ศรีมหันต์ รับผิดชอบลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภิมลภา สันติโชค รับผิดชอบ Commercial Banking Solutions วศิน ไสยวรรณ รับผิดชอบ Multi-Corporate Segment และ Corporate Segment พรรณพร คงยิ่งยง รับผิดชอบทรัพยากรบุคคล อภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รับผิดชอบงานปฎิบัติการ ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไปเช่นกัน

อาทิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่ไทยพาณิชย์เป็นธนาคารไทยแห่งแรกของประเทศ อาจจะถูกมองว่ายึดติดกับรูปแบบธุรกิจแบบเดิม ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วธนาคารมีการปรับตัวมาโดยตลอด และหลังจากการมี SCB Transformation นี้แล้ว จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะเรื่องลูกค้าที่ธนาคารฯ นาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทุกด้าน รวมทั้งความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจและการรักษาผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ได้อย่างลงตัว ซึ่งได้แก่ พนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น หน่วยงานภาครัฐที่กากับดูแล และสังคม ล้วนเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการก้าวไปสู่การเป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุดต่อไป

 

 

เปลี่ยนกลยุทธ์สื่อสารให้ครองใจผู้บริโภค

 

ในงาน M Focal 2017 จัดโดย Group M ในหัวข้อ Through the Eyes of Creative จิรัฐ อรินฤทธิ์ Exclusive Creative Director เอ็มอินเตอร์แอคชั่น เล่าให้ฟังถึงงานวิจัยงานหนึ่งในต่างประเทศ กล่าวไว้ว่า 60% ของคอนเทนต์ที่ครีเอทโดยแบรนด์ไม่ห่วย (Poor) ก็ไม่ตรงประเด็น (Irrelevant) หรือไม่ก็ Fails

เพราะเหตุผลของผู้บริโภคคือ แบรนด์ส่วนใหญ่อธิบาย ฟังก์ชั่น และเบเนฟิตของสินค้าได้ดี แต่มีส่วนน้อยที่อธิบายถึงฟังก์ชั่นหรือเบเนฟิตที่อิมแพคกับพวกเขา

 

และจะทำอย่างไรให้ เปอร์เซ็นต์ 60% นั้นน้อยลง

 

จิรัฐ  ให้ความเห็นว่า

Continue reading เปลี่ยนกลยุทธ์สื่อสารให้ครองใจผู้บริโภค

ถึงเวลาที่พนักงานของ Brother ต้อง Transform ตามองค์กร

 

การพัฒนาบุคลากร คือพื้นฐานของทุกองค์กรต้องมี โดยเฉพาะบุคลากรในด้าน Service ที่ต้องพบเจอกับลูกค้าตลอดเวลา ซึ่งองค์กรต่างๆจะมีการอบรมและเทรนนิ่งให้แก่พนักงานด้านการบริการเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้พวกเขาเกิดทัศนคติที่ดีต่อการให้บริการแก่ลูกค้า แต่ในปัจจุบันนั้นการสร้างทัศนคติให้แก่พนักงานที่มีต่อลูกค้าเพียงแค่นั้นยังไม่พอ ยังต้องสร้างให้พวกเขาคิดบวกและต้องสร้างแรงบรรดารใจให้แก่พนักงานเพื่อให้พวกเขามีแรงบรรดารใจในการให้บริการ

 

Think Big กลยุทย์พัฒนาคนรูปแบบใหม่จากบราเดอร์

ด้วยความสำคัญข้างต้น บราเดอร์ จึงเดินหน้ากลยุทธ์การพัฒนาส่วนงานด้านการบริการของบราเดอร์ ดังนี้ ปัจจุบัน บราเดอร์ มีศูนย์บริการทั่วประเทศรวม 134 แห่ง ซึ่งบริหารงานโดยบราเดอร์ 20% ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการหลักในแต่ละภูมิภาค และบริหารงานโดยตัวแทนจำหน่าย 80% โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บราเดอร์ ได้วางรากฐานในการให้ความรู้ด้านการบริการแก่บุคลากรด้านงานบริการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการฝึกอบรมและฝึกทักษะด้านการให้บริการของบราเดอร์ซึ่งได้ทำมาโดยตลอด และแน่นอนว่า บราเดอร์ ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนา ดังนั้น เพื่อให้การบริการของบราเดอร์เป็นหนึ่งเดียวกันในทุกศูนย์บริการ บริษัทฯ จึงได้คิดค้นและพัฒนาหลักสูตร ‘Think Plus’ ขึ้น โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเน้นเรื่องการคิดบวก การมีทัศนะคติในการทำงานไปในทิศทางบวก เพื่อให้การบริการออกมาจากข้างในจิตใจ ซึ่งผลจากการดำเนินการหลักสูตร Think Plus ที่พัฒนาโดยบราเดอร์ ประเทศไทยประสบผลสำเร็จอย่างมาก จนได้รับการยอมรับจากสำนักงานใหญ่ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือเพื่อนำไปปรับใช้ในงานด้านบริการของบราเดอร์ในประเทศต่างๆ ต่อไป ซึ่งปัจจุบันอยู่

 

ในปี 2017 นี้บราเดอร์ได้คิดค้นหลักสูตรใหม่ที่ต่อเนื่องจาก Think Plus และพร้อมจะนำมาใช้กับงานด้านบริการ คือ ‘Think Big’ โดยคำนิยามของหลักสูตรนี้คือการสร้างความพร้อมให้แก่บุคลากรด้านงานบริการให้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าไปกับบราเดอร์ ทั้งนี้ จะสอดคล้องกับแผนธุรกิจของบราเดอร์ ในคอนเซปต์ Transform For The Future หรือการปรับเปลี่ยนเพื่อการเติบโตในอนาคต เพื่อให้มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงต้องพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาด้วย เพื่อให้ได้การบริการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยในหลักสูตร Think Big ที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น จะปลูกฝังให้บุคลากรทำแต่สิ่งที่ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา พยายามค้นหาและเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น สร้างแรงบันดาลใจให้สามารถปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น รวมถึงให้ตระหนักถึงความสำคัญของพนักงานว่าความสำเร็จของบราเดอร์ มีบุคลากรเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ขณะเดียวกันก็จะมีในเรื่องของการขายแฝงเข้าไปด้วย ดังนั้นหลักสูตรดังกล่าวจึงมีทั้งการบริการและการขายควบคู่กันไป” นายวรศักดิ์ อธิบายเพิมเติม

 

สำหรับความคืบหน้าและแนวทางของหลักสูตร Think Big นั้น นายวรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติ่มว่า “ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตร ส่วนงบในการดำเนินการสร้างหลักสูตรอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ได้ในไตรมาส 3 ของปี 2560 ซึ่งการดำเนินการจะทำในรูปแบบของการฝึกอบรม โดยเทรนเนอร์จะเป็นตัวแทนจาก บราเดอร์ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและสร้างหลักสูตรตามที่กำหนดไว้ โดยการเข้าไปอบรมให้ตัวแทนจัดจำหน่ายในแต่ละศูนย์ จะเน้นรูปแบบการทำกิจกรรมร่วมกัน พร้อมกับเรียนรู้หลักสูตรไปด้วย จะไม่เน้นการอบรมผ่านตัวหนังสือ แต่จะทำให้บุคลากรเกิดทักษะที่ได้จากประสบการณ์จริงและนำไปเผยแพร่ต่อได้อย่างถูกต้องต่อไป

 

เพิ่มช่องทางสื่อสาร เพื่อศักยภาพการบริการที่ดีขึ้น

ด้านแผนการดำเนินงานด้านบริการในอนาคตของบราเดอร์นั้น คือการเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยการแชทผ่านทางแอพพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดต่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจะสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเรียลไทม์จากช่องทางการสื่อสารเดิมที่เป็นอยู่ ได้แก่ Call Center และอีเมลล์ นอกจากนี้ บราเดอร์จะเน้นพัฒนาบุคลากรด้านการบริการให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของฝ่ายขาย ที่เน้นเจาะตลาดลูกค้าองค์กร ดังนั้นต้องเตรียมงานด้านบริการให้พร้อมเพื่อเข้าไปสนับสนุนกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยเช่นกัน โดยจะทำงานควบคู่กันไปทั้ง 2 ฝ่ายทั้งฝ่ายขายและบริการ ซึ่งในส่วนนี้ได้สร้างความพร้อมด้านปริมาณบุคลากรไว้ในบางส่วน อาทิ ในส่วนของศูนย์บริการจะมีเบอร์ติดต่อเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าองค์กรติดต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จะทีมเจ้าหน้าที่ด้านงานบริการสำหรับติดตามงานของกลุ่มลูกค้าองค์เพิ่มขึ้น

 

สัมปทาน Event ที่เวียดนาม

ระบบสัมปทานของประเทศเวียดนามก้าวล้ำไปอีกขั้นแล้วครับ

เรียกว่าเหนือกว่าเราทั้งรูปแบบ และเนื้อหาคือ ระบบสัมปทานของเวียดนามนั้น เกิดจากการที่เขาจะให้บริษัทเสนอไอเดียต่างๆ เพื่อเสนอรูปแบบว่าเมืองหรือสถานที่บริเวณนั้นๆ ควรจะทำอะไรดี และบริษัทที่มีข้อเสนอทางความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ ก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการทำอีเว้นท์ในเมืองนั้นๆ หรือบริเวณนั้นๆ แต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 5 ปี

ผมว่าเป็นรูปแบบของการสร้างกิจกรรมให้เมืองที่ดีมาก แต่รูปแบบนี้ถ้าใช้ในประเทศไทยนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบแรกบริษัทจะเสนอทั้งรูปแบบงาน และเสนอผลตอบแทนเป็นตัวเงินให้กับเมืองหรืออีเว้นท์นั้น บริษัทไหนเสนอราคาประมูลสูงสุด จึงจะได้ไปหรือรูปแบบที่ 2 อีกรูปแบบหนึ่ง คือ เมืองเป็นคนคิดรูปแบบ แล้วเปิด Bidding ใครเสนอราคาต่ำสุด คนนั้นได้ไป

ข้อเสียของระบบต่างๆ จากที่ผมเห็น คือ สำหรับข้อแรก เมื่อผู้ประมูลต้องแบกรับ Cost ที่ประมูลได้ แน่นอนว่าคุณภาพของอีเว้นท์ก็จะลดลงไปตามธรรมชาติ เพราะผู้ประกอบการก็คงต้องมีกำไรในการทำงาน อย่างงานบางงานน่าสนใจมากเป็นงานระดับเวิลด์คลาส แต่คุณภาพงาน ระบบการจัดการ หรือระบบ Ticketing และการโปรโมทให้เป็นงานระดับโลกก็ไม่สามารถทำให้ถึงระดับแบบนั้นได้จริงๆ สาเหตุ คือ เงินหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ

ส่วนถ้าเป็นระบบที่ 2 คือ ด้านบริษัทที่ Bidding ได้ไป ต้องมาดูรายละเอียดอีกที ว่าคุณภาพงานสามารถทำได้ดีจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เวียดนามทำ คือ ให้ผู้เสนองานนั้น เสนอไอเดียต่างๆ เข้ามาให้เมืองพิจารณา ทั้งไอเดีย และโมเดลรูปแบบการบริหารจัดการ เพื่อให้เห็นว่าอีเว้นท์นี้ทำได้จริงๆ แล้วมีคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทข้อเสนอที่ดีที่สุด สัญญานี้มีระยะเวลา 5 ปี ถ้าหากเอกชนที่ชนะสัมปทานไม่สามารถทำได้ ก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ ขณะที่ภาคเอกชนก็มีเวลา 5 ปี ในการทำธุรกิจ

แต่สิ่งที่เมืองจะได้มากที่สุดก็คงจะเป็นการที่อีเว้นท์ต่างๆ ที่จัดขึ้น ทำให้เมืองมีชื่อเสียงโดดเด่น เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยว และพักตามโรงแรมต่างๆ ในเมือง มีการรับประทานอาหาร จับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น คนในเมืองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากนักท่องเที่ยว เมืองก็เก็บภาษีได้เพิ่มสูงขึ้น นั่นแหละครับ ระบบสัมปทานอีเว้นท์ที่เวียดนามใช้อยู่  ซึ่งแบบนี้ล่ะครับ ที่เราเรียกว่าเป็นประชารัฐอย่างแท้จริง เป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ และเอกชนอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ชื่อเสียงเมืองที่ได้มา ก็ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้น

เราน่าจะสรุปได้ว่านี่คือรูปแบบการใช้ความคิดสร้างสรรค์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่น่าจะได้ประโยชน์กับบ้านเมืองสูงสุดครับ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศเอง ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้จริงๆ ครับ

AEC: Creativity in AEC#4

ตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks Comeback

 

ในปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลดริ้งค์ มูลค่า 1,900 ล้านบาท หดตัว 8% เป็นปีที่ 2 ติดกัน จากภาพรวมขอเศรษฐกิจที่ฟังไม่ฟื้นตัวและสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี รวมไปถึงผู้บริโภคหันไปทานน้ำเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

 

กลับมาเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม

ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)  คาดการณ์ว่าในปีนี้ตลาดฟังก์ชันนอลดริ้งค์มีแนวโน้มจะกลับมาเติบโต โดยไตรมาสแรกเติบโต 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา จาก 2 เหตุผลหลักๆ คือ มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เช่น สลิมดริ้ง และแบรนด์เดิมกลับมาเคลื่อนไหว ออกสินค้าใหม่กันมากขึ้นกว่าปีก่อน และคาดว่าทั้งปีตลาดจะโต 5%

ปัจจุบันแมนซั่มเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 35%  เซ็ปเป้ 28% และ คาลพิส แลคโตะ 12% ที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นๆ

“เซ็ปเป้ จะกลับมาเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม หลังจากปีก่อนค่อนข้างเงียบ เนื่องมีการปรับหลายๆส่วน ในปีที่ผ่านมาเริ่มปรับโครงสร้างภายใน ปรับปรุงสูตรสินค้าให้ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพตามเทรนด์ผู้บริโภค ส่วนปีนี้เน้นการเพิ่มสินค้าประมาณ 10 รายการ โดยต้นปีเปิดตัวสินค้าใหม่ 7 รายการ และปลายปีอีก 2-3 รายได้ โดยสินค้าใหม่ที่เปิดในต้นปีนี้ ได้แก่ เมโล เพลย์ น้ำมะนาววิตามินซีสูงที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค 2 รสชาติ, เซ็ปเป้ อโรเวร่า ดริ้งค์ กลิ่นแอปเปิ้ล, กุมิ กุมิ บาย โมกุโมกุ รสเลม่อนญี่ปุ่นละลิ้นจี่จักรพรรดิ เจาะตลาดในประเทศ สุดท้าย เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ สูตรแอคทีฟ ฟอร์ซ และสูตรรีแล็กซิ่ง”

 

TVC เอาไม่อยู่แล้ว ต้องได้ชิมถึงจะเป็นลูกค้า

ในปีนี้เซ็ปเป้ใช้งบ 200 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 40% จะเป็นงบในส่วนของออนไลน์ เน้นเพิ่มเอ็นเกจเมนต์และอินเทอร์เอ็คทีฟ โดยแคมเปญแรกใช้งบ 50 ล้านบาท ชื่อว่า เซ็ปเป้คาราวาน : ภารกิจมอบมง แซ่ป เป๊ะ ปัง โดยโฟกัสสร้างประสบการณ์ตรงกับสินค้า กับผู้บริโภคทั่งประเทศรวม 31 จังหวัด 150 โลเคชั่น 1 ล้านขวด เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่สินค้าขายดี เจาะกลุ่ม 18-25 ปี ตั้งเป้าโต 30% 

รวมถึงเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 3 แบรนด์หลักได้แก่ ซอ จียอน พรีเซนเตอร์ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ ,โทนี่ รากแก่น พรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ เซ็ปเป้ อโรเวร่า ดริ้งค์ และกระแต อาร์สยาม พรีเซนเตอร์ เพรียว คอฟฟี่

“เพราะ TVC อย่างเดียวเอาไม่อยู่ จึงใช้กลยุทธ์แจกสินค้าให้ชิม จากการวิจัยแล้วพบว่าผู้บริโภคต้องได้ชิมสินค้าของเราก่อนจึงจะเป็นลูกค้า โดยพฤติกรรมของบริโภคจะดื่มด้วย 2 เหตุผลหลัก คือ ต้องการความสดชื่น และเบเนฟิคของสินค้า ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 30%”

 

เน้นตลาดต่างประเทศ

ปี 2016 เซ็ปเป้ มีรายได้ 2,780 ล้านบาท เป็นต่างประเทศ 60% ซึ่งจำหน่ายใน 74 ประเทศทั่วโลกในประเทศ 40% แบ่งเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ 15 แบรนด์

ในปีนี้ ปิยจิต ตั้งเป้าโต 10% เน้นเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เป็น 65% โตขึ้น 15% ส่วนในประเทศโต 5%

ล่าสุด เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ มีส่วนแบ่ง 27% ในกลุ่มฟังก์ชันนอลดริ้งสำหรับผู้หญิง, เซ็ปเป้ อโรเวร่า ดริ้งค์ มีส่วนแบ่ง 48% ในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่มีชิ้นเนื้อว่านหางจระเข้ และ กาแฟเพรียว คอฟฟี่ มีส่วนแบ่ง 25% เชิงการขายในกลุ่มกาแฟฟังก์ชันนอลดริ้ง

Internet 360 อาศา ในวันที่คนใช้เน็ตเปลี่ยนไป

ในวันนี้พฤติกรรมคนใช้เน็ตในประเทศไทยใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าอินเทอร์เน็ตและชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งงานวิจัยนี้ กรุ๊ปเอ็มทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จาก ปีแรกและปีที่สองที่ศึกษา New Internet User พบ คนใช้เน็ต ได้เปลี่ยนไป
ปีแรกคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นหลัก และแอพยอดนิยมคือLine และ Youtube
ปีที่สองคนไทย ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เช่นการค้าขายผ่าน Facebook การโอนเงินผ่านมือถือ
ส่วนในปีนี้เป็นงานวิจัยอินเทอร์เน็ต 360 องศาของ กรุ๊ปเอ็ม ที่สำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 300 ตัวอย่าง ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา พบในปีนี้คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตทั้งวัน จากปีที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพียงครึ่งวันเท่านั้น จากการมองมือถือเป็น Must in Hand Item และอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิต บนบริบท มือถือคือ New Personal ID ที่เป็นของใช้ส่วนตัวและมีความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้จากที่ผ่านมาคนต่างจังหวัดมีมือถือเพียงเครื่องเดียวและแชร์กันทั้งครอบครัว

Facebook Twitter Line คือ Center News Feed
Facebook Twitter และ Line เป็นโซเชียลมีเดียที่คนไทยมองว่าเป็น Center News Feed สามารถรับรู้ข่าวสารที่ต้องการภายใน5 นาที โดยเฉพาะถ้าอยู่ในกลุ่มของข่าวสารนั้นๆ
นอกจากข่าวสารแล้ว เมื่อรับชมคอนเทนต์ในข่องทางดิจิทัลพวกเขาจะเลือกชมผ่าน Line TV และ Youtube โดยมองว่า Line TV เป็น Exclusive มากกว่า มีคอนเทนต์ที่ Youtube ไม่มี และอัพเดทคอนเทนต์ได้เร็วกว่าหลังจากคอนเทนต์ออนแอร์ในทีวีจบลงโดยคอนเทนต์ยอดนิยมคือ The Mask Singer ในกรุงเทพ และ ไดอารีตุ๊ดซี่ในต่างจังหวัด

กรุงเทพ Mass แต่ต่างจังหวัดอาจไม่ใช่
ความฮิตของคอนเทนต์ระหว่างคนกรุงเทพ และต่างจังหวัดมีความต่างกัน ในช่วงที่กรุ๊ปเอ็มลงพื้นที่สำรวจได้เกิดกระแส The Mask Singer และ Miss Universe ในประเทศไทย กลับพบว่า คนกรุงเทพส่วนใหญ่อินไปกับกระแส The Mask Singer จนล้น Feed ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แต่คนต่างจังหวัดกลับเทน้ำหนักไปกับ Miss Universe ถึงขนาดลงแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับMiss Universe เพื่อติดตามการประกวด และลบแอพอื่นๆ ออกจากมือถือ เพราะมือถือของคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะมีเม็มโมรี่น้อย รวมถึงในบางจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดทำป้ายคัทเอาท์สอนการโหวต Miss Universe หรือมีวิดีโอสอนการโหวตเนื่องจากการโหวตเป็นภาษาอังกฤษ โดยแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจกับ The Mask Singer เลย

รวมถึงการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน อย่างเช่นแอพในกลุ่ม Transport คนกรุงเทพจะพูดถึงแอพเรียกรถอย่าง Uber หรือ Grab เป็นแอพแรกๆ ส่วนต่างจังหวัดพวกเขาจะใช้ Google Map และ Map ใน iOS เป็นหลักที่จะพาพวกเขาเดินทางไปในที่ต่างๆ หรือบางคนเลือกใช้ Map จาก Facebook ซึ่งจะลิงค์ไปที่ Google Map หรือ Map ของ iOS อีกที แต่พวกก็ยอมรับว่า Map ที่ใช้งานอยู่พากลงทางไปในที่ต่างๆ บ้าง

ยังคงเน้นความคุ้มค่า
การฟังเพลงเป็นเคสที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกเพื่อความคุ้มค่าที่สุด โดยผู้สำรวจส่วนใหญ่จะเลือกฟัง Joox เป็นหลัก เพราะสามารถฟังเพลงตามไลฟ์สไตล์ได้
แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้เน็ตบางกลุ่มยังคงจำกัดการใช้เงิน และหาทางในการฟัง Joox ที่คุ้มค่าที่สุด เช่น เลือกใช้ดีแทคเพราะฟัง Joox ไม่เสียค่าเน็ต และถ้าไม่สามารถฟังฟรีได้จะรอฟังเมื่อหาจุดเชื่อมต่อฟรีไวไฟได้

มีอินเทอร์เน็ตทำไมต้องไปธนาคาร
เมื่อสอบถามถึงการทำธุรกรรมในวันนี้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตโอนเงินผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นของธนาคารเป็นหลัก จากความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลาไม่ต้องเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่ม eSME ที่เปิดร้านค้าผ่านเน็ต พวกเขามีโมบายแบงก์กิ้งทุกธนาคารเพื่อรองรับการโอนเงินเข้าบัญชี
นอกจากนี้ในส่วนของร้านค้าออฟไลน์ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด พวกเขาได้ประยุกต์ โมบายแบงก์กิ้งมาใช้รับชำระเงินแทนเงินสด จากความง่ายในการใช้งาน และสามารถรับรู้ยอดชำระเงินได้ทันที
และด้วยโซเชียลมีเดียที่เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และเกิดการใช้จ่ายบนโลกออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการเกิดคนกลางเป็นตัวแทนในการซื้อสินค้า บริการในรูปแบบต่างๆ เช่นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อยากกินพิซซ่า แต่อยู่ไกลจากพื้นที่เดลิเวอรี่ ก็สามารถสั่งซื้อจากคนกลางที่เป็นคนรับออเดอร์และส่งถึงที่ได้ เป็นต้น

4 สิ่งนักการตลาดเรียนรู้จาก Internet 360 องศา
ณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) แนะนำ 4 สิ่งที่นักการตลาดเรียนรู้จาก Internet 360 องศา ดังนี้
1. Mobile = Full Experience คิดบน mobile first ก่อนแพลตฟอร์มอื่น
2. Mobile Represents Owner’s Personality ทำ Personal Marketing
3. One Stop Journey-Convenience Design of Interaction Plan/Real time Solution
4. Variety is King / Influence is King

6 ทิศทางการตลาดดิจิทัลในงาน Group M Focal 2017

กรุ๊ปเอ็มจัดงานสัมมนา Group M Focal 2017 พบ 6ทิศทางการตลาดที่เป็นเทรนด์หลักในปี 2017 ประกอบด้วย
หนึ่ง- พฤติกรรมของคนไทยที่ใช้งานมือถือได้กลายเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าอินเทอร์เน็ตและชีวิตที่ดีขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ
สอง- ความสำคัญการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีคุณภาพผ่านเทคโนโลยี
สาม- วิธีคิดและการสร้างสรรค์ผลงานที่เหมาะสม
สี่- การรับมือการเปลี่ยนแปลงของสื่อ
ห้า- ข้อมูล และการบริหารเพื่อประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภค
หก- กลยุทธ์การอยู่รอดของ e-Commerce

สำหรับทั้ง6 ทิศทางนี้ นิคลาส สตอลเบิร์ก ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) ยังได้ชี้ให้เห็นถึงการทำ Online VDO ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มาแรงอย่าง แต่ต้องเป็นเรื่องที่ขบคิดว่าในวันนี้คนดูโฆษณาออนไลน์จริงหรือไม่ และมีการวัดผลยอดวิวอย่างไร โฆษณาปรากฏอยู่ในบริบทที่ถูกต้องกับกลุ่มเป้าหมายไหม ซึ่งทั้งหมดต้องพึ่ง Data Technology
แต่ข้อพึงระวังคือ Brand Safety การที่โฆษณาแบรนด์ไปปรากฎในคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมใน Youtube โดยส่วนใหญ่จะเป็นคอนเทนต์ยูสเซอร์ครีเอเตอร์ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของคนทั่วโลก

นอกจากนี้การใช้สื่อดิจิทัลในการ Drive Sale ที่ในอดีตเน้น Cost per Click ที่ต่ำ แต่ถ้ามองหาสื่อที่มี Cost per Click ที่สูงขึ้น อาจจะได้ Cost per Action ที่คุ้มค่ากว่า

และการเปลี่ยนแปลงของสื่อ ศิวิตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุ๊ปเอ็ม ให้ความเห็นว่าอนาคตนักการตลาดจะไม่ได้มองสื่อดิจิทัล เป็นสื่อดิจิทัล แต่จะมองการใช้สื่อในรูปแบบ Mix
Media เข้าถึงลูกค้าในค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
และใน 6 เทรนด์หลักนี้ มี 2 เทรนด์ที่มีความน่าสนใจสูงสุดคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อยกระดับชีวิตให้ดีขึ้นในแง่ต่างๆ ทั้งไลฟ์สไตล์ และการค้าขาย รวมถึงการเติบโตของ e-commerce ที่โครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมการใช้ดิจิทัลของผู้บริโภคอยู่ในยุคคุ้นเคย และเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ SME สร้างยอดจำหน่ายผ่านช่องทางนี้มากขึ้น และเมื่อพวกเขาเห็นสินค้าในโลกออนไลน์ก็อยากซื้อทันทีแทนการไปช็อป ซึ่งเป็นโอกาสให้กับแบรนด์ในการปิดการขายผ่านออฟเฟอร์ และโปรโมชั่นต่างๆ

ทั้งในสำหรับกรุ๊ปเอ็มในไตรมาสแรกของปีมีการเติบโตของการใช้จ่ายดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งจากแบรนด์ที่ดึงเงินโฆษณาจากปีที่ผ่านมามาใช้ในไตรมาสแรกปีนี้และการใช้เงินในสื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของบางแบรนด์ ซึ่งมาจากปัจจัยบวกในเรื่องของบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลับมาดีขึ้น รวมถึง Data Technology ที่มีส่วนเสริมให้การทำ e-commerce ประสบความสำเร็จมากขึ้น และแบรนด์หันมาใช้เงินกับสื่อดิจิทัลมากขึ้นเพื่อยอดจำหน่ายแทนการใช้เพื่อสร้าง awareness เหมือนที่ผ่านมา

โดย ข้อมูลจาก DAAT พบว่าในปีนี้โฆษณาดิจิทัลมีมูลค่า  11,774 ล้านบาท เติบโต 24% กลุ่มสกินแคร์มีการใช้จ่ายสูงสุด ส่วนหนึ่งจากการโยกเงินจากสื่อทีวี และการทุ่มเม็ดเงินเพิ่มในสื่อโฆษณา แต่ถ้าเทียบกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วสื่อโฆษณาดิจิทัลยังมีมูลค่าที่ต่ำอยู่และคาดว่าจะไปได้อีกไกล

พรีวิว หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร

          พรีวิว หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานครก่อนเปิดให้เข้าทดสอบระบบ หอสมุดเมืองกรุงเทพ มหานคร(Bangkok City Library) แลนด์มาร์คศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 7 เมษายน นี้


MARKETEER ขอพานักอ่านมาพรีวิว หอสมุดเมืองฯ อาคารหอสมุด4 ชั้น บนพื้นที่ 4,880 ตร.ม.โปร่งโล่ง บนคอนเซ็ปต์ แส่งแห่งปัญญา ตรงสี่แยกคอกวัว ราชดำเนิน ฝั่งถนนข้าวสาร ตรงข้ามธนาคารออมสิน ราชดำเนินที่เป็นอาคารเก่าสไตล์อาร์ต เดคโค ของอาคารสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่คงความเก่าแก่และมีสไตล์ ที่กรุงเทพมหานครทำสัญญาเช่า 30ปี

และรู้หรือไม่ว่าหอสมุดเมืองแห่งนี้มีที่มาจาก 1 ใน 9 พันธกิจหลังจากที่ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจาก องค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น ‘เมืองหนังสือโลกประจำปี 2556’ (Bangkok World Book Capital 2013)


ทั้งนี้หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร เปิดให้ใช้บริการฟรี ในอังคาร – วันเสาร์ เวลา 08.00 น.- 21.00 น. และในวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 20.00 น.

CR. ภาพจาก Facebook หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร

 

Drinking Market Share ส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่ม

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในปีนี้ติดลบ 1% จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและพืชผลการเกษตร

ตลาดน้ำผลไม้ปีนี้คาดการณ์เติบโต 3-5% และยังช่องว่างในการทำตลาดอีกมากจากพฤติกรรมคนไทยเริ่มหันมาดื่มน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพและให้ความสดชื่นมากขึ้น โดยคนไทยมีอัตราการดื่มน้ำผลไม้เฉลี่ยเพียง 4 ลิตรต่อคนต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอย่างอเมริกา แคนนาดา ที่ดื่มน้ำผลไม้ต่อคนต่อปีเฉลี่ยมากถึง 20 ลิตรเลยทีเดียว

ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15%

ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559

เปิดแผน SCG Express รับตลาดอีคอมเมิร์ซโตหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

 

ตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนของรีเทลมาร์เก็ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมาเติบโต 30% หรือมีมูลค่า 7แสนล้านบาท และการเติบโตของอีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจจัดส่งพัสดุย่อย ที่มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท เติบโต 10-20% ในปีนี้

SCG เห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และได้จับมือกับ ยามาโตะ กรุ๊ป บริษัทขนส่งพัสดุยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 46% ของตลาดรวม หรือแมวดำที่คนไทยเรียกกันจากโลโก้ของบริษัท เปิดธุรกิจ SCG Express ธุรกิจส่งพัสดุย่อยอย่างเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด Deliver Your Happiness ต่อยอดการให้บริการจากธุรกิจ SCG Logistic และทดลองตลาดมาตั้งแต่มกราคม2560 หลังจากศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อออกแบบการบริการมานานกว่า2ปี

“ตลอด3 เดือนที่ SCG ทดลองเปิดบริการที่ศูนย์บริการ SCG Express ที่สำนักงานใหญ่ SCG มีผู้สนใจส่งพัสดุผ่าน SCG Express มากถึง 150,000 ชิ้น และเชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีจะมีรายได้ 100 ล้านบาท และภายใน 5ปีจะสามารถสร้างรายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท” นิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ ก่อสร้าง กล่าว

ต่อยอด SCG Logistic

การลงทุนในธุรกิจ SCG Express นิธิ ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่การลงทุนใหม่ทั้งหมด โดย SCG Express เป็นการนำระบบขนส่งของ SCG Logistic ซึ่งเป็นบริการ B2B มาปรับ และแต่งเติมด้วยเทคโนโลยี และองค์ความรู้ของยามาโตะ กรุ๊ป เพื่อเกิดเป็นบริการขนส่งย่อย ซึ่งประกอบด้วย

จุดรับสินค้า และจุดส่งสินค้าซึ่งเป็นองค์ความรู้ของยามาโตะ กรุ๊ป รวมถึงการอบรบพนักงานส่งพัสดุตั้งแต่ขั้นตอนการเคาะประตูบ้าน แนะนำตัว และส่งมอบ บนการบริการด้วยใจ

ส่วน Hub ในการรับ คัดแยก และกระจายพัสดุ เป็นของ SCG Logistic ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

และเมื่อเอาจิกซอว์มาต่อกัน จะได้โมเดลการบริการดังนี้

จุดรับพัสดุและรวบรวมส่งไปยัง Hub เพื่อแยกสินค้า ส่งไปยัง Hub ในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งต่อไปยัง จุดรับสินค้าเพื่อกระจายไปยังพนักงานส่งพัสดุไปยังมือผู้รับ

กลยุทธ์สร้างความต่างบนบริการพรีเมียม

                การเปิดบริการ SCG Express ในระยะเวลาเริ่มต้น นิธิไม่ต้องการผลักดันธุรกิจเพื่อเป็นเจ้าตลาดขนส่งรายย่อย แต่เขาต้องการสร้างกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อการขนส่งไม่ได้เน้นที่ราคาขนส่งเป็นหลัก จากจุดแข็งของ SCG Express ที่นิธิวางไว้ดังนี้

1.นวัตกรรม ที่แตกต่าง และเหมาะสมกับคนไทย

2.บริการบน Customer Centric ด้วยความสุภาพเต็มใจจากการอบรมของ ยามาโตะ กรุ๊ป

3.การขยายเครือข่ายให้บริการที่ครอบคลุม เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เปิดศูนย์บริการ SCG Express เพิ่มอีก 4 สาขา ในพื้นที่ รัชดาภิเษก รังสิต ปทุมวัน และบางนา และจับมือพันธมิตรเปิดจุดบริการตัวแทนรับพัสดุ SCG Express (Service Agent) เพิ่มเป็น 300 จุด ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล ภาคตะวันออก ตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่ชุมชน จากปัจจุบันมี 20 จุด ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากซอฟท์ลอนซ์มีผู้สนใจสมัครเป็น Service Agent มากกว่า 500 ราย ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปีหน้า

          ในระยะเริ่มต้น 3 เดือนที่ซอฟท์ลอนซ์ของ SCG Express เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมาย B2C เจาะกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายย่อย และบริษัท B2B ที่ต้องการขยายตลาดสู่ธุรกิจ B2C ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างรายได้จากการแนะนำบริการของพนักงาน ไม่ต้องมีสาขา Service Agent มารองรับมากนัก แทนการใช้เม็ดเงินทุ่มเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมีความจำเป็นในตลาด C2C ส่วนตลาด C2C นั้นจะเป็นการแนะนำบริการผ่าน Word of Mouth จากบุคคลที่มีประสบการณ์การใช้งานมาแล้ว

          และหลังการเปิดบริการอย่างเป็นทางการ SCG Express ยังคงเทน้ำหนักไปยัง B2C และขยายกลุ่มลูกค้าไปยังร้านค้าอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาธุรกิจ

4 บริการเริ่มต้นธุรกิจ

ภายใต้การบริการของ SCG Express เริ่มต้นด้วย 4 บริการ ที่เหมาะสมกับคนไทย จากบริการมากกว่า 100 รูปแบบ ที่ยามาโตะ กรุ๊ป มี ได้แก่

1.ขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cool TA-Q-BIN) ซึ่งเป็นบริการที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์จากยามาโตะ กรุ๊ป ที่ นิธิ เชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่าง โดยบริการนี้ เป็นการรับส่งพัสดุรายย่อยที่ให้บริการส่งพัสดุตั้งแต่ 1 ชิ้น ในค่าบริการขั้นต่ำ 140 บาท โดยลูกค้าที่จะใช้บริการนี้ต้องโทรเรียกใช้บริการผ่าน Call Center หรือ Application นัดหมายพนักงานมารับสินค้าและจัดเก็บลงกล่องรักษาความเย็นที่สามารถรักษาความเย็นได้นาน 12 ชั่วโมง เพื่อจัดใส่ในกล่องพัสดุที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ แบบแช่เย็น อุณหภูมิ 0-8 องศา และแบบแช่แข็ง -15 องศา

2.รับส่งพัสดุรายย่อยแบ่งเร่งด่วน (TA-Q-BIN) รับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไปในราคาเริ่มต้น 40 บาท

3.ส่งเอกสาร พัสดุ ระหว่างบริษัท (Document TA-Q-BIN)

4.เก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN Collect)

                ซึ่งทั้ง 4 บริการนี้ นิธิ ยอมรับว่าสัดส่วนของรับส่งพัสดุรายย่อยแบ่งเร่งด่วนยังเป็นบริการที่สร้างรายได้หลักในระยะแรก ส่วนขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิจะเป็นทางเลือกใหม่ที่ต้องใช้เวลา Educate ผู้บริโภคเพื่อสร้างการรับรู้และทดลองใช้

 

ยามาโตะ กรุ๊ป ในญี่ปุ่น Beyond Logistic  

                ในปีที่ผ่านมา ยามาโตะ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจนอกญี่ปุ่น 6 ประเทศได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เซี่ยงไฮ มีรายได้จากการส่งพัสดุในเอเชีย 111 ล้านบาท และในญี่ปุ่น 1,622 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 46% ในญี่ปุ่น ซึ่งมาจากการวางตัวเองเป็น Social Infrastructure Company ผ่านบริการที่หลากหลายมากกว่าการส่งพัสดุ เช่น บริการส่งอาหารถึงบ้านที่มีผู้สูงอายุ บริการ Home Service หรือแม้แต่บริการ Hand Free ส่งกระเป๋าเดินทางจากสนามบินถึงโรงแรมเป็นต้น และนิธิเชื่อว่าเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น บริการเหล่านี้อาจจะนำมาให้บริการในประเทศไทยเพื่อสร้างโอกาสทางรายได้ที่มากขึ้น