All posts by Nuttachit

Market Share สินค้ายอดฮิตติดซัมเมอร์

ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ

ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25%

ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50%  และต่างจังหวัด 20%  โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10–15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี

 

ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

  ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดชุดว่ายน้ำ 4,000-5,000 ล้านบาท ที่มา : ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, เมษายน 2560 ตลาดชุดว่ายน้ำเติบโตต่อเนื่องทุกปี คนไทยโดยเฉาะคนรุ่นใหม่นิยมสวมใส่ชุดว่ายท่องเที่ยวชายหาดและสวนน้ำมากขึ้น และมีชุดว่ายน้ำเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชุดเป็นอย่างต่ำ ตลาดแป้งเย็น 2559 2,000 ล้านบาท 2560 2,040-2,080 ล้านบาท ที่มา : แป้งเย็นตรางู, เมษายน 2560 ตลาดแป้งเย็นเติบโต 2-4% ทุกปี จากอากาศประเทศไทยที่ร้อนระอุต่อเนื่อง โดยตรางูเป็นแป้งเย็นที่มีส่วนแบ่งตลาด25% เป็นอันดับ 2 ของตลาด ตลาดครีมกันแดด 2559 4,000 ล้านบาท 2560 4,400 ล้านบาท ที่มา : P.O. Care, เมษายน 2560 ตลาดน้ำอัดลม น้ำดำ 70% น้ำสี 30% ตลาดรวม 51,000 ล้านบาท ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมเติบโต 3% โดยกลุ่มน้ำดำเติบโตสูงถึง 5.6% และในช่วงซัมเมอร์เป็นช่วงที่ตลาดน้ำอัดลมคึกคักที่สุดจากการเติบโตกว่าช่วงปกติ 20-25% ตลาดพัดลม พัดลมไอน้ำ-ไอเย็น 1,100 ล้านบาท พัดลมทั่วไป 3,000 ล้านบาท ตลาดรวม 4,100 ล้านบาท ที่มา : มาสเตอร์คูล, กันยายน 2559 ตลาดเครื่องปรับอากาศ 2558 25,000 ล้านบาท 1.4 ล้านเครื่อง 2559 32,500 ล้านบาท 1.57 ล้านเครื่อง 2560 33,000 ล้านบาท 1.73 ล้านเครื่อง ที่มา : Marketeer รวบรวม 2560 ตลาดแอร์ปีนี้คาดการณ์เติบโต 10% จากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และอัตราการครอบครองแอร์ของครัวเรือนไทยยังต่ำ โดยกรุงเทพมีสัดส่วนการครอบครองแอร์เพียง 50% และต่างจังหวัด 20% โดยปีนี้แอร์อินโวเตอร์เริ่มมีสัดส่วน40-50% เกือบครึ่งของตลาดแอร์ทั้งหมด จากจุดขายประหยัดไฟ และราคาแอร์อินโวเตอร์ลดลงมีราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดาเพียง 10--15% โดยยอดจำหน่ายแอร์ 47% มาจากช่วง มีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนของทุกปี ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ 2558 5,400 ล้านบาท 2559 5,200 ล้านบาท ที่มา : เกเตอเรต, มีนาคม 2560 ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายลดลง2% เมื่อเทียบกับปี 2558 จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตปีละ 10-15% ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด ขวด PET 90% ขวดแก้ว 10% ตลาดรวม 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านลิตร เติบโต 11% ในปี 2559 ที่มา : สิงห์, กุมภาพันธ์ 2560

 

ตลาดชุดว่ายน้ำ ตลาดแป้งเย็น ตลาดครีมกันแดด ตลาดน้ำอัดลม ตลาดพัดลม ตลาดเครื่องปรับอากาศ ตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด

 

โตโยต้า เผย สาทรโมเดล คือโครงการที่มาแก้ปัญหาการจราจรบนถนนสาทรอย่างยั่งยืน

 

โตโยต้า โมบิลิตี มองเห็นปัญหาว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวในทุกปีๆ ส่งผลให้การจราจรภายในกรุงเทพ ที่มีเส้นทางรวมถึง 469 กม. มีจำนวนรถยนต์ที่มากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาการจราจรอันดับต้นๆของโลก โตโยต้า โมบิลิตี จึงเดินหน้าสู่การเป็นผู้สนับสนุน โครงการสาทร โมเดล โดยการให้สนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาโครงการ พร้อมส่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจราจรจากญี่ปุ่นร่วมทีมพัฒนาแผนโครงการสาทรโมเดล

โดยในวันนี้ได้มีการเผยผลการดำเนินงานสู่การแก้ไขปัญหาการจราจร ดังนี้

 

“สาทร โมเดล” เพื่อการแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

โครงการสาทรโมเดล เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2557 โดยสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับภาคเอกชน และได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน เพื่อบรรเทาการจราจรที่ติดขัดบนถนนสาทร

ต่อมาในเดือนเมษายน 2558 มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี ได้สนับสนุนเงินทุนจำนวนประมาณ 110 ล้านบาทให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินโครงการสาทรโมเดลให้มีขอบเขตการทำงานที่มากขึ้น  โดยมุ่งยกระดับการดำเนินการทดลอง รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยกันในโครงการนี้

เป็นครั้งแรกที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาจราจร แบบบูรณาการ ทำให้โครงการมีความคืบหน้าไปเป็นอย่างมาก โดยมีการกำหนดมาตรการในบริเวณถนนสาทร ซึ่งผลจากโครงการต้นแบบ พร้อมที่จะนำขยายสู่พื้นที่อื่นซึ่งเพิ่มความสุขในการเดินทางและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

 

มาตรการจอดแล้วจร : เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสู่ถนนสาทร

โครงการจอดแล้วจร มาตรการเพิ่มทางเลือกสำหรับการเดินทางของประชาชนเข้าสู่พื้นที่ถนนสาทร จากความร่วมมือของสมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมห้างสรรพสินค้าไทยและบริษัท นิปปอน ปาร์คกิ้ง ดีเวลลอบเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แบ่งปันพื้นที่จอดรถ รวมถึงได้พัฒนาพื้นที่จอดรถขึ้นมาใหม่ ในทำเลที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ 504 คน โดยเฉพาะจำนวนของผู้ใช้จุดจอดแล้วจรกรุงธนบุรีเฉลี่ย  280 คน ต่อวัน

สำหรับความเป็นไปได้ในการพัฒนาจุดจอดแล้วจรในอนาคต ทางโครงการเสนอให้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดหาที่ดินสำหรับจัดทำจุดจอดแล้วจรในบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่จะเปิดในอนาคต โดยให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนก่อสร้างและดำเนินการจุดจอดแล้วจรในที่ดินของรัฐ และได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ นอกจากนี้ รัฐควรมีหน่วยงานเจ้าภาพที่สามารถทำหน้าที่การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นให้ให้มีจุดจอดแล้วจรเพียงพอโดยดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจอื่นในบริเวณเดียวกันด้วยเพื่อสร้างรายได้และช่วยลดภาระทางการเงินที่ต้องใช้ดำเนินการจุดจอดแล้วจร

มาตรการรถรับส่ง : เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลบริเวณถนนสาทร

ในโครงการฯได้พัฒนาการให้บริการรถโรงเรียน ที่มีความปลอดภัยสูงในรูปแบบ สถานีถึงโรงเรียน ทั้ง 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยผู้ปกครองมาส่งบุตรหลานตามจุดจอดที่กำหนดไว้ แล้วเดินทางต่อสู่โรงเรียนด้วยรถรับส่งที่โครงการจัดไว้ เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียน ประหยัดเวลาในการรับส่งบุตรหลาน อีกทั้งยังเป็นการฝึกเยาวชนให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองในการเดินทางมาโรงเรียน

ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมในโครงการทั้งสิ้น 117 คน สำหรับนักเรียนที่ใช้บริการรถโรงเรียนสามารถประหยัดเวลาการเดินทางของผู้ปกครองได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับการขับรถยนต์มาส่งถึงหน้าโรงเรียนในตอนเช้า ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรได้ ปัจจุบันทั้งสองโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนที่ใช้บริการรับส่งจากบ้านถึงโรงเรียนซึ่งบริหารงานโดยทางโรงเรียนเอง จำนวน 665 คนจากโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และ 801 คน จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

 

มาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน : เพื่อกระจายปริมาณรถยนต์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

มาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน  เพื่อกระจายปริมาณรถยนต์ที่เข้าสู่พื้นที่ถนนสาทรในชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยความร่วมมือของบริษัทเอกชนที่มีสำนักงานในบริเวณถนนสาทร และสีลม โดยใช้ข้อมูลการเดินทางของพนักงานที่ได้จาก Linkflow Application เพื่อใช้ออกแบบวางแนวทางการใช้มาตรการเหลื่อมเวลาทำงานใน  แต่ละบริษัทที่เข้าร่วม ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อพนักงานคือ สามารถวางแผนการเดินทางเพื่อเข้าทำงานหรือเลิกงานได้เหมาะสม มีส่วนช่วยลดความแออัดบนท้องถนนลงได้ โดยมีพนักงานที่เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 4,300 คน จาก 12 บริษัท

 

ผลการดำเนินโครงการ “สาทรโมเดล”

จากผลการดำเนินงานพบว่า สภาพการจราจรบนถนนสาทรเหนือขาเข้าจากบริเวณสี่แยกสาทร ถึงสี่แยกวิทยุ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้าคล่องตัวมากขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยปริมาณการระบายรถเพิ่มขึ้น 422 คันต่อชั่วโมง หรือร้อยละ 12   ความยาวรถที่ติดสะสมจากสะพานตากสินไปจนถึงฝั่งธนบุรีลดลงจากปกติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือที่ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนสนับสนุนพร้อมกัน

ตลอดระยะเวลา 3 ปี โครงการสาทรโมเดลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานราชการและเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จนได้ผลการดำเนินงานผ่านการเรียนรู้และวิเคระห์สรุปผลนำสู่แผนที่นำทาง(Roadmap) ตามมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

​1. สนับสนุนให้มีการทำแผนแม่บทการจอดแล้วจรและนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับการขยายแนวเส้นทางระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพเป็นจุดจอดรถ การลดอุปสรรคด้านข้อกฎหมายในการใช้ประโยชน์จากพื้นที

2.ปริมาณการจราจรที่มากช่วงเวลาเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนใหญ่ที่ผู้ปกครองใช้รถยนต์ส่วนตัวรับส่งบุตรหลาน สภาพปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียนจึงแตกต่างกันไปตามลักษณะการเดินทางของเด็กนักเรียน จึงจำเป็นต้องวางแนวทางที่เหมาะสมแต่ละโรงเรียน โดยเริ่มจากการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักเรียนและผู้ปกครอง วิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกในการเดินทาง  เช่นโครงการรถรับส่ง หรือโครงการใช้รถร่วมกัน จากนั้นกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครอง และประชาสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มผู้มีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกอันดีงามแก่เยาวชน ทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนและเข้าร่วมอย่างจริงจังจากผู้บริหารโรงเรียน อันจะเป็นการช่วยลดปริมาณรถยนต์ในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างมีนัยสำคัญ

3.ส่งเสริมให้มีการจัดทำข้อตกลงโดยสมัครใจร่วมกันระหว่างภาครัฐฯและองค์กรหรือสมาคมธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทสมาชิกแต่ละบริษัท นำมาตรการเหลื่อมเวลาทำงานไปประยุกต์ใช้กับพนักงานอย่างทั่วถึง รวมถึงการเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางแก่พนักงาน

เอไอเอส มอบความเร็วสูงสุด 700 Mbps บนเครือข่าย 4.5G

20 เมษายน 2560 : ครั้งแรกของไทย!! เอไอเอส เตรียมมอบประสบการณ์ความเร็วสูงสุด 700 Mbps บนเครือข่ายเอไอเอส 4.5 G ที่เร็วที่สุดในประเทศ เท่าที่เคยมีมา และสามารถเร็วสูงสุดได้ถึงระดับกิกะบิท ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยลูกค้าเอไอเอสที่ซื้อเครื่อง Samsung Galaxy S8 และ S8+ สมาร์ทโฟนเรือธงแห่งปีจากเอไอเอส จะสามารถใช้งานเทคโนโลยี MIMO 4×4  with CA และ 256 QAM เพื่อใช้งานความเร็วสูงสุด 700 Mbps บนเครือข่ายเอไอเอส 4.5G ได้อย่างแน่นอน ภายในเดือน พ.ค. 60

ทั้งนี้ ประโยชน์ของเทคโนโลยี MIMO 4×4 with CA จะทำให้ลูกค้าเอไอเอสสามารถรับส่งข้อมูลได้ปริมาณมากขึ้น เร็วขึ้นกว่าเครือข่าย 4G ถึง 4 เท่า และเทคโนโลยี 256 QAM จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบีบอัด ทำให้เพิ่มความเร็วได้มากขึ้นอีกราว 30% ส่งผลในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีความเร็วถึงระดับกิกะบิท และมีความเสถียรสูง

ไทยเข้าสู่ยุคสูงวัย ตลาดรังนกโต

 

ส่วนแบ่งตลาดรังนกสำเร็จรูป

แบรนด์ 60%

สก๊อต 37%

อื่นๆ 3%

ตลาดรวม 4,500 ล้านบาท

ที่มา : แบรนด์, เมษายน 2560

 

                ในปีที่ผ่านมาตลาดรังนกสำเร็จรูปเติบโตเกือบ 10% จากมูลค่า 4,500 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจจากคนไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย และหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับตลาดนี้มีคู่แข่งหลักเพียง 2 ราย ได้แก่ แบรนด์ และสก๊อต ซึ่งเอ็ดดูเคทตลาดถึงคุณประโยชน์ของการรับประทานรังนกอย่างต่อเนื่อง ที่ให้ทั้งสุขภาพและความอ่อนเยาว์

โดยเฉพาะแบรนด์ รังนก ที่มีการปรับเปลี่ยน Massage การสื่อสาร จากการมอบรังนกให้แสดงความรักและห่วงใยต่อสุขภาพ เป็นการรับประทานอย่างต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรง และคงความเยาว์ไว้ได้นาน จุดเริ่มต้นที่นำหมีเซี๊ยะ มิเชล ยิม ไหว่หลิง ซุปตาร์หนังกำลังภายในระดับตำนานของเอเชีย ที่ปัจจุบันอายุ 60 ปี เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คู่กับญาญ่า อุรัสยา เพื่อสื่อถึงการดูแลตัวเองและรับประทานรังนกแท้เป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรงสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ร่างกายหนักๆ ได้ เพื่อสรร้าง Inspiration กระตุ้นให้หญิงไทยอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ จากหน้าที่การงานที่ประสบความสำเร็จ หันมาดูแลตัวเองและรับประทานแบรนด์รังนกมากขึ้น รวมถึงการนำญาญ่าเข้ามาประกบขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานอายุ 25 ปี ขึ้นไปให้หันมาเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่รุ่นสาว เพื่อสุขภาพที่ดีและคงความงามอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาตลาดรังนกกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มผู้หญิง และแบรนด์มองว่าถ้าจะเติบโต 2ดิจิได้ จะต้องขยายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าเพศชายมากขึ้น ด้วยการทาบทามติงลี่ หลี่ เหลียง เหว่ย ซุปตาร์เอเชีย อายุ 60 ปี เป็นแบรนด์แอมบาสเตอร์ประกบกับญาญ่า เพื่อใน Massage เดียวกันถึงกลุ่มผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไป และกลายเป็นการสื่อสารที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้ 12% ในปีที่ผ่านมา และเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนลูกค้าผู้ชายที่เพิ่มจาก 43% ในปี 2015 เป็น 45% ในปีที่ผ่านมา

ติงลี่ปี 2 ขอเติบโต 10%

ปีนี้ตุลย์  วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป เซเรบอส (ประเทศไทย) ต้องการเติบโต 10% ในตลาดรังนก เพื่อรักษาผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% ที่ทำได้ในปีที่ผ่านมา

การตลาดของแบรนด์รังนกในปีนี้จึงเข้มข้นไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับเปลี่ยนสูตรรังนกให้มีความเข้มข้นขึ้นหลังจากที่สูตรเก่าใช้มานานมากกว่า 10-20 ปี ปรับแพคเก็จจิ้งใหม่คงความเป็นพรีเมียม และขยายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าผู้ชายเพิ่มเป็น 50%

ตุลย์ จึงได้นำแบรนด์รังนกแท้ผสมโสมมาเป็น สินค้าชูโรงหลักในไตรมาส 2 ของปี ด้วยจุดเด่นรังนกแท้ ผสมเนื้อโสมเป็นชิ้นๆ ให้กลิ่นโสมอ่อนๆ ในราคาขวดละ 102 บาทแพงกว่ารังนกสูตรอื่นที่มีราคา 98 บาท

พร้อม งบการตลาด 70 ล้านบาทผ่านแคมเปญ 60 ยังทำได้แค่ใส่ใจตัวเอง ผ่านแบรนด์แอมบาสเตอร์ติงลี่ และญาญ่า ซึ่งเป็นคู่แบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากความสำเร็จที่เคยทำไว้ในปีที่ผ่านมา ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ชาย 40-60 ปี เป็นหลักและผู้หญิงอายุ40-60 ปี เป็นรอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการดูแลสุขภาพ ให้ตัวเองอ่อนเยาว์ ดูดี สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ต่างจากคนวัยหนุ่มสาว

และตุลย์เชื่อว่าจากแคมเปญนี้จะสามารถดันยอดจำหน่ายรังนกแท้ผสมโสมมีสัดส่วน 5% ของยอดจำหน่ายแบรนด์รังนกทั้งหมด โดยสูตรผสมน้ำตาลกรวด และผสมไซลิทอล ยังเป็นสัดส่วนหลักมากกว่า 80-90%

ร้านสะดวกซื้อช่องทางสร้างยอดขายหลัก

กลุ่มลูกค้าหลักแบรนด์รังนก 70% เป็นกลุ่มที่ซื้อเพื่อรับประทานเองและส่วนใหญ่จะซื้อผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อเป็นหลัก ส่วนกลุ่มรองเป็นกลุ่มซื้อเพื่อเป็นของขวัญสัดส่วน 30% มีซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นช่องทางหลัก ซึ่งยอดจำหน่ายครึ่งหนึ่งมาจากช่วงเทศกาลต่างๆ

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาตลาดรวมซุปไก่สกัดมูลค่า 7,500 ล้านบาท รังนก 4,500 ล้านบาท ผลไม้สกัด 2,500 ล้านบาทและสัดส่วนรายได้ของแบรนด์มาจาก ซุปไก่สกัด 60% รังนก 25% วีต้า 10% และอื่นๆ เช่นแบรนด์เจนยู แบรนด์ชนิดเม็ด 5%

 

Old World New Charm

 ร้อนนี้ Curated by Ploy พาทัวร์สามบ้านคนสำคัญจากหลากวงการที่สร้างแนวทางการตกแต่งที่อยู่อาศัยได้แรงไร้กาลเวลา

                เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันไปร่วมชมพื้นที่ ‘สร้างสรรค์ประสบการณ์การตกแต่งบ้านรูปแบบใหม่’ ของจิม ทอมป์สัน ที่ซึ่งขอบอกว่าไปไกลกว่าคำว่าโชว์รูม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวช่าง Inspiring สร้างความปะทุใจชวนให้รู้สึกว่าการแต่งบ้านให้เป็นบ้าน ไม่ใช่แต่งบ้านให้เหมือนโชว์รูมนำเสนอสินค้า มันต้องอย่างนี้นี่เอง จิตวิญญาณหรือตัวตนที่แท้ของผู้อยู่อาศัยในบ้านต้องชัด ชวนทำให้คิดถึงอดีตที่พักพิงของบุคคลสำคัญของปารีสที่กลายเป็นมิวเซียม และบ้านเก่าของดาราสาวคนดังชาวเดนมาร์กที่ไปโด่งดังในเบอร์ลินที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสถานพักแรม

                สถานที่ทั้งสามในปารีส เบอร์ลิน และกรุงเทพฯที่คัดสรรมาเล่าสู่กันในเดือนนี้นั้นมีความคล้ายคลึงกันตรงที่สไตล์การตกแต่งพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยล้วนพาเราย้อนเวลาไปสู่โลกในอดีตได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูดีมีสไตล์/ทันสมัยในโลกยุคใหม่ คงเพราะ Passion ในชีวิตและรสนิยมทางศิลปะของเจ้าบ้านทั้งสาม สร้างความรู้สึกงามสดชื่นเหนือกาลเวลา 

Paris Maisons de Victor Hugo 6 Place des Vosges http://maisonsvictorhugo.paris.fr/en ในย่านมาเรส์ (Marais) สุดเท่แห่งปารีส มีจัตุรัสงามขนาดกะทัดรัด Place des Vosges โอบล้อมด้วยอาคารอันเคยเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญที่มีชีวิตอยู่ช่วงศตวรรษที่ 17-19 อาทิ มหาบุรุษหลากความสามารถผู้เป็นที่รักของชาวฝรั่งเศส Victor Hugo นักเขียน กวี นักการเมืองผู้มีคุณูปการต่อฝรั่งเศส ปัจจุบันอาคารเลขที่ 6 ซึ่งอูโกเคยเช่าอยู่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆเปิดให้เข้าชมได้ฟรี

อาจกล่าวได้ว่าที่นี่แสดงให้เห็นถึงความสามารถเชิงศิลปะทางด้านการตกแต่งภายในที่อยู่อาศัยของมหาบุรุษแจ่มชัด มีการรวบรวมบรรยากาศ วิถี วิธีการจัดห้องหับต่างๆ ลีลาจัดวางข้าวของเครื่องเรือนเครื่องใช้ งานศิลปะ ตามรสนิยมของอูโกมาไว้สวยงามตามจริง รวมถึงของขวัญล้ำค่าจากบุคคลสำคัญที่กำนัลแด่ท่านเจ้าบ้าน ห้องที่งามตื่นตาสุดสำหรับดิฉันคือห้องเขียว (The Chinese Lounge) สมัยที่อูโกลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักที่เกิร์นซีย์ (Guernsey) เป็นช่วงที่ความสามารถทางศิลปะด้านอื่นๆนอกจากงานเขียนของเขาเบ่งบาน ทั้งการวาดภาพและการออกแบบตกแต่งภายในปรากฏให้เห็นผ่าน Chinese Style Panels เชิงชั้นจัดแสดงเครื่องกระเบื้องบนผนังดังที่เราเห็นในห้องจีนนี้

อูโกสนุกกับการตกแต่งที่นำความต่างหลากขั้วมาเจอะเจอกัน เขาผสมผสานศิลปะโกธิคให้อยู่คู่กับงานจีน สิ่งทอสไตล์เบลเยี่ยมกับพรมตุรกี กระเบื้องลายครามเมืองเดลฟ์แบบเนเธอร์แลนด์ประชันกระเบื้องจากญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นมิกซ์แอนด์แมทช์ตัวพ่อ งานกระเบื้อง คิ้วขอบไม้ งานแกะสลักตามความรักความชอบของอูโกที่นำความงามอันหลากหลายมาอยู่ร่วมกันได้อย่างเนียนกลืนซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่นักออกแบบยุคนี้นิยมใช้ในงานออกแบบ

To put everything in balance is good, to put everything in harmony is better.”Victor Hugo

อีกห้องที่ดิฉันว่าแรงมากคือห้องนอนสีแดงก่ำ แม้อูโกจะไม่ได้เสียชีวิตในห้องที่เรายืนอยู่ในมิวเซียมนี้จริงๆ เพราะบั้นปลายชีวิตเขาย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ห้องนี้ก็จำลองบรรยากาศห้องจริงที่อูโกเสียชีวิตอย่างสง่าและสงบมาไว้อย่างได้อารมณ์ แถมลูกหลานของอูโกใจดีมอบเครื่องเรือนเครื่องใช้ชิ้นสำคัญมาให้ครบ โดยเฉพาะเตียงที่อูโกเสียชีวิต ส่งผลให้บรรยากาศรวมของห้องทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก

 

Continue reading Old World New Charm

มากกว่าการแข่งขันเรื่องราคา คือ แคมเปญที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

 

 ปัจุบันตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างมาก ซึ่งตั้งแต่ 4-5 ปี มานี้ตลาดอาหารญี่ปุ่นเติบโตขึ้นทุกปีปีละ 10-15% เป็นผลมาจากเทรนด์บริโภคอาหารญี่ปุ่นที่เป็นอาหารต่างชาติของคนไทยที่นิยมมากที่สุด ส่งผลทำให้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมีการแข่งขันในเชิงการตลาดที่มากขึ้นโดยเฉพาะในระดับ Mid-End และ Low-End ที่เน้นแข่งขันในด้านราคา และโปรโมชั่นอย่างจริงจัง

 

ปีนี้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังเติบโตจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

สมชาย หาญจิตต์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองถึงตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ดังนี้ “ในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้านี้ โดยในปี 2560 นี้คาดว่าตลาดยังคงเติบโตได้ในระดับ 10-15% เหมือนเช่นเคย ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการแบบซิงเกิลหรือรายเดียว หันมาทำตลาดมากขึ้น แต่ภาพรวมการเติบโตในตลาดหลักยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจเชนร้านอาหารในกลุ่มฟาสต์ฟูดเป็นหลัก”

ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาจะค่อนข้างชะลอตัว แต่ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงเติบโตที่ดีอยู่นั้นเป็นผลมาจากกที่แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นได้กระตุ้นตลาดด้วยแคมเปญทางการตลาดต่าง, เมนูใหม่ และการนำเสนอความคุ้มค่าด้านราคา ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยมีการบริโภคอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น

 

เพิ่มยอดขายด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญ

ในปีที่ผ่านมา ยาโยอิ ที่มียอดขายตลอดปี 2559 ที่ 2,900 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 14% เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเติบโตได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 12% ส่งผลให้มี Market Share อยู่ที่ 10% ในตลาดรวม นับว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีทองของยาโยอิเลยก็ว่าได้เพราะเนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมายาโยอิเติบโตที่ปีละ 10-12% แต่ในปีที่ผ่านมาเติบโตละทุเป้าที่วางไว้เมื่อตอนต้นปี เป็นผลมาจากกที่ยาโยอิได้มีโปโมชั่นและแคมเปญตลอดทั้งปี รวมถึงมีเมนูใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ เซตซาบะ, เซตหมูกระทะร้อน, เบนโตะ และ ราเมง เป็นต้น โดยที่ผู้บริโภคที่เข้ามาทางเฉลี่ยนต่อหัวที่ประมาณ 200 บาท และต่อบิลเฉลี่ยที่ 480 บาท โดยในปีนี้ยาโยอิตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 10-15% หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท

ปัจจุบันยาโยอิมีจำนวน 160 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็น กทม 60% และต่างจังหวัด 40% ซึ่งในปีที่ผ่านมาเปิดสาขาใหม่ได้ที่ 25 สาขาใช้งบลงทุนไปกว่า 150 ล้านบาทในการเปิดสาขา และในปี 2560 นี้ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ไว้ที่ 20-25 สาขา

 

“ลุ้นฟรี กินฟรี” Main Campaign จากยาโยอิ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่นในระดับ Mid-End และ Low-End เน้นการแข่งขันกันในด้านความคุ้มค่าและด้านราคาเป็นหลัก แต่ด้วย 2 ปัจจัยนี้ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการบน Lifestyle ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ยาโยอิจึงของส่งแคมเปญใหม่ที่ได้ใช้งบกว่า 10 ล้านบาท ได้แก่แคมเปญ  ‘ลุ้นฟิน กินฟรี ปี 2’ ที่มาสร้างปรากฏการณ์แจกจริง! ฟรีจริง! ตลอดปี! เมื่อทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิครบทุก 500 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ รับคูปองร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดี

กินฟรีตลอดปี รับบัตรรับประทานอาหารที่ร้านอาหารยาโยอิ มูลค่าเดือนละ 2,000 บาท จำนวน 30 รางวัล รวมทั้งหมด720,000 บาท

เน็ตฟรีตลอดปี ลุ้นรับแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต ทรูมูฟ เอช มูลค่าเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 60 รางวัล รวมทั้งหมด720,000 บาท

ดูหนังฟรีตลอดปี รับบัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เดือนละ 6 ที่นั่ง มูลค่า 1,200 บาท จำนวน 60 รางวัล รวมทั้งหมด 720,000 บาท

พร้อมดับเบิ้ลดีกรีความสนุกให้พิเศษมากยิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าชำระค่าอาหารผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี ลุ้นเป็นผู้โชคดีเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กันแบบฟรีๆ จำนวน 6 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 900,000 บาท

 

ไม่หมดเพียงแค่นี้ยาโยอิยังได้ส่งกิจกรรมไฮไลท์อย่าง “ฟรีทั้งร้าน ฟินสะท้านเมือง” เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสุดยอดประสบการณ์ช่วงเวลาความฟินสุดเซอร์ไพรส์ นำทีมโดยเหล่า ‘ยาโยอิ เรนเจอร์’ ที่จะออกเดินสายปฏิบัติการส่งมอบความสนุกในการลุ้นเป็นผู้โชคดีที่ได้อิ่มอร่อยฟรี! ทุกรายการ ทุกโต๊ะ ทุกใบเสร็จ พร้อมอัดความเซอร์ไพรส์กับช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ให้ลูกค้าทุกท่านได้อิ่มอร่อยแบบฟินๆ ฟรีๆ ด้วยความหลากหลายของเมนูอาหารญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับจากยาโยอิ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ยาโยอิได้เตรียมส่งคลิปวิดีโอ “ลุ้นฟิน กินฟรี” ที่นำแสดงโดยสองดาราและพิธีกรสุดฮ็อตอย่าง ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร และซาร่า นลิน โฮเลอร์ มาร่วมสร้างประสบการณ์ความสนุกคู่ความอร่อยอย่างออกอรรถรส พร้อมวางแผนสื่อสนับสนุนในช่องทางออนไลน์ ที่พร้อมส่งต่อกิจกรรมความสนุกสุดเซอร์ไพรส์กับยาโยอิ เพื่อให้เกิดอินเตอร์แอคทีฟกับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งแคมเปญ”

 

ขยายสาขาอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญจากยาโยอิ

“ปีนี้ยาโยอิได้เตรียมงบการตลาดไว้กว่า 100 ล้านบาท นับว่ามากกว่าทุกปีที่ผ่านมาซึ่งเมื่อ 1-2 ปี ยาโยอิใช้งบส่วนนี้เพียง 90 ล้านบาท ในปีนี้ ลุ้นฟรี กินฟรี นับว่าเป็นแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากยาโยอิที่ใช้งบสูงกว่า 10 ล้านบาท นอกจากแคมเปญและโปรโมชั่นต่างๆแล้วอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญคือ การขยายสาขาและการทำ R&D  ซึ่งการขยายสาขาจะทำการเปิดที่ 20-25 สาขาทั้งในกทม และต่างจังหวัดเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการเข้าถึงที่มากขึ้น ส่วนด้าน R&D เราได้มีการทำวิจัยร่วมกับบริษัทจากญี่ปุ่นถึงเมนูและรสชาติใหม่ๆที่จะมานำเสนอเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ”สมชาย หาญจิตต์เกษม กล่าวปิดท้าย

ไม่กลัวผู้เล่นหน้าใหม่ นันยางเปิดศึกเกมในตำนาน

 

หลังสงกรานต์สาดน้ำกันแล้วก็ถึงเวลา Back to School ที่เหล่าบรรดาผู้ปกครอง 15 ล้านคนในประเทศไทยต่างจับจ่ายซื้อชุดนักเรียนและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมเปิดเทอมใหม่เงินในกระเป๋าว้าวุ่น และรองเท้านักเรียนก็เป็นหนึ่งในไอเทมหลักที่ขาดไม่ได้

ตลาดรองเท้านักเรียน

รองเท้าผ้าใบ 60%

รองเท้านักเรียน PVC 35%

อื่นๆ 5%

ตลาดรวม 5,000 ล้านบาท เติบโต 3-5%

ที่มา : นันยาง, เมษายน 2560

 

เกมการแข่งขันในตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบปีนี้ไม่ธรรมดา

จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย นันยางมาร์เก็ตติ้ง ได้ให้มุมมองตลาดรองเท้านักเรียนปีนี้เติบโต 3-5% จากมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ4-5 ปีที่ตลาดมีการเติบโต จากความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา ทั้งพืชผลการเกษตรที่มีราคาสูงขึ้น การส่งออกเริ่มกับมา นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวไทยอย่างคึกคัก และการปรับค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาทเป็น 310 บาท ในหัวเมืองใหญ่ ตลอดจนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ของภาคการเมือง

และจากการจับจ่ายใช้สอยที่น้อยลงของคนไทยในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองมีเงินเหลือมาจับจ่ายใช้สอยสินค้า Back to School มากขึ้น

ประกอบกับจำนวนนักเรียนในประเทศไทยมีทั้งหมด 15 ล้านคน ใช้รองเท้านักเรียนปีละ 1.3 คู่ ซึ่งสัญญาณที่ดีนี้เองได้ดึงดูดให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีนเข้ามาแข่งขันในตลาดปีนี้มากถึง 5-10 แบรนด์ โดยเน้นไปที่รองเท้านักเรียนผ้าใบจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง Modern Trade เป็นหลักเนื่องจากสามารถกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มเติมจากแบรนด์เดิมในตลาดที่มีประมาณ 10 แบรนด์ด้วยกัน

“ช่วง Back to School เป็นฤดูการขายรองเท้านักเรียน และมีการแข่งขันดุเดือดในทุกๆ แบรนด์ โดยส่วนใหญ่แข่งกันที่สินค้ามีเพียงพอกับความต้องการ ครบทุกไซส์ ไม่ให้ผู้บริโภคหันไปเลือกแบรนด์อื่นเพื่อทดแทน คุณภาพของ และ Branding เป็นหลัก ส่วนราคาโปรโมชั่นเป็นเรื่องรอง เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมซื้อรองเท้านักเรียนที่คุณภาพ ไม่ต้องการซื้อปีหละหลายคู่ และไม่นิยมซื้อรองเท้าหลายๆ แบรนด์เพื่อใช้งาน โดยที่ผ่านมานันยางมีสัดส่วนยอดจำหน่ายในครึ่งปีแรกมากถึง 75% ส่วนใหญ่มาจากช่วง Back to School เป็นหลัก”

รักษาผู้นำ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด

ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมของนันยางมีการเติบโตมากถึง 6% เพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 40% ในปี 2558 เป็น 41% ในตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบ ท่ามกลางตลาดรวมที่ทรงตัว จากการเปิดตัวนันยางชูการ์ รองเท้านักเรียนผ้าใบสำหรับผู้หญิง ที่ทรงสวย ถูกระเบียบ สามารถใส่ไปเรียนและเที่ยวได้ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งรายไหนทำมาก่อน ยอดขสบชองรองเท้าผ้าใบรุ่น 205-S รองเท้าผ้าใบพื้นเขียวรุ่นคลาสสิกซึ่งเป็นสินค้าหลักที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน

เป้าหมายของนันยางในปีนี้คือรายได้เติบโต 5% และเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบเป็น 42% จากการมีสินค้าครบทุกไลน์อัพความต้องการ โดยยอดจำหน่ายนันยางมีสัดส่วนมาจาก 205-S รองเท้าผ้าใบพื้นเขียวรุ่นคลาสสิก 70% Have Fun รองเท้าผ้าใบสำหรับเด็ก 6-9 ปี ที่เปิดตัวในตลาดเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา 18%  ชูการ์ 7% และ 121-N รองเท้าผ้าใบทรงวินเทจ Old School ที่เคยเป็นสินค้าในอดีตมาทำตลาดใหม่เจาะกลุ่มนักศึกษา นักเรียนสายอาชีพ 5% และตั้งราคาเท่าปีที่ผ่านมา แม้ราคายางพาราซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการผลิตจะมีราคาสูงขึ้นก็ตาม

นันยางใช้งบการตลาด 70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 25% โปรโมทในทุกๆ รุ่น จากทุกๆ ปีที่เน้นการโปรโมททีละ1-2รุ่นเท่านั้น โดยแคมเปญ “ทุกก้าวคือตำนาน” เป็นแคมเปญใหญ่ที่เน้นนำการใช้ชีวิต วีรกรรมของนักเรียน ไปในสื่อต่างๆ โดยปีนี้ได้เทน้ำหนักงบการตลาด 10% ไปยังสื่อ Online จากปี 2559 ที่ใช้เพียง 2-3% เท่านั้น และให้ความสำคัญกับการสรรหาคอนเทนต์โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจ นันยาง ที่มีผู้ติดตามมากกว่า8 แสนรายอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการรักษายอดจำหน่ายชูการ์ให้เติบโตด้วยการเปิดตัวหนังโฆษณาในช่วงเริ่มปิดซัมเมอร์ สื่อถึงชูการ์สามารถใส่ไปเที่ยวซัมเมอร์และเมื่อเปิดเรียนก็สามารถใส่เป็นรองเท้าผ้าใบนักเรียนได้ในคู่เดียวกัน

ร้านค้าชุมชนยังเป็นหลัก Online คือโอกาสที่น่าสนใจ

ช่องทางจัดจำหน่ายหลักของนันยางยังคงเป็น Traditional Trade 70% Modern Trade 25% และ Online 5% และในปีนี้ จักรพล ได้ตอกย้ำจุดแข่งช่องทาง Traditional Trade ด้วยการจัดแคมเปญ ร้านค้าในตำนาน โปรโมท ร้านค้าชุมชนที่จำหน่ายรองเท้านักเรียนมาอย่างยาวนานถึง 4,000 ร้านค้าไปยังสื่อออนไลน์ จัดแต่งร้าน และโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะร้านค้าในตำนานเท่านั้น

และสำหรับช่องทาง Online ปีนี้เป็นปีแรกที่นันยางให้ความสำคัญกับช่องทางนี้ ด้วยการนำสินค้าจัดจำหน่ายผ่าน e-Market Place เช่น Lazada e-Retail เช่นเซ็นทรัลออนไลน์ เทสโก้ โลกัสออนไลน์ รวมถึงการจำหน่ายผ่าน Social Commerce ทั้ง Facebook และ IG โดยร้านค้าชุมชน และพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ที่เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างสีสันใหม่ให้กับตลาดร้องเท้านักเรียนได้เป็นอย่างดี

 

พฤติกรรมผู้ปกครองซื้อรองเท้านักเรียน

1.ซื้อก่อนสงกรานต์เพื่อนำไปให้ลูกช่วงกลับบ้านต่างจัดหวัด

2.กลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์และไปซื้อรองเท้านักเรียนที่บ้านต่างจังหวัดในช่วงนั้น

3.หลังสงกรานต์ จนถึงเปิดเทอม 15 พฤษภาคม 2560 ซึ่งยังเป็นกลุ่มหลัก

 

ปฏิรูปองค์กรสร้างความแข็งแกร่ง

นันยาง ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2496 โดยมีชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล เป็นทายาตรุ่นที่ 3 และในยุคที่รองเท้านักเรียนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และการบุกตลาดต่างประเทศ เขาได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านผลิต ถึงแม้ว่าปัจจุบันโรงงานนันยางมีกำลังการผลิตประมาณ 30,000 – 50,000 คู่ต่อวัน ซึ่งยังคงรับรองการผลิต ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ด้วยการวางแผนระยะ 5 ปี  งบลงทุน 30 ล้านบาท เริ่มในปีที่ผ่านมา พัฒนาระบบการบริหารจัดการภายใน-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายใน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตยิ่งขึ้น รักษามาตรฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตามที่นันยางนั้นทำมาโดยตลอด รวมถึงยังได้พัฒนาประสิทธิภาพของพนักงาน เพื่อรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารจัดการด้านการขายและการกระจายสินค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการ

 

Did U Know

Logo Nanyang ตัว G ถูกออกแบบเป็นหัวลูกศร มาจากฮวงจุ้ย เพื่อสื่อถึงการพุ่งทยานเติบโตไปข้างหน้า

รองเท้านักเรียนผ้าใบ 1 คู่ มีขั้นตอนในการผลิตมากกว่า 400 ขั้นตอน และใช้แรงงานคนมากถึง 80%

ไซส์รองเท้านันยางยอดนิยม ผู้หญิง 38 ผู้ชาย 42

 

 

 

 

Native Ads โฆษณาแบบนี้เนียนพอไหม

 

                Howard Gossage นักปฏิรูปโฆษณา ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครอยากอ่านโฆษณา แต่จะเลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่สนใจเท่านั้น ซึ่งบางครั้งคือโฆษณา”

พฤติกรรมผู้บริโภคนี่เองได้กลายเป็นที่มาของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Native Ads ซึ่งเป็น Paid Ad ที่กลมกลืนและเนียนไปกับ Content รอบๆ ตัว โดย Content Marketing เป็นหัวใจสำคัญของ Native Ads

                สงสัยแล้วใช่ไหมว่า Native Ads คืออะไร

Native Ads เป็น Format Advertising ที่ไม่เหมือนโฆษณา ทำให้ดึงดูดความสนใจผู้บริโภค และสามารถให้ผู้บริโภคคลิกโฆษณาไปที่ Landing Page ของโฆษณานั้นๆ โดยมีความรู้สึกเป็น Negative Feedback นิราวัลย์ วิไลสวรรค์ Head of Plista ประเทศไทย ในเครือ Group M ให้ข้อมูลที่น่าสนใจของ Native Ads ในงาน Group M Focal 2017 ที่ผ่านมา

ด้วยจุดเด่นของ Native Ads ทำให้แบรนด์หลายแบรนด์ทั่วโลกให้ความสนใจจับตามอง จนไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ รายงานว่าในปี 2015 เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของ Native Ad จากการที่ Native Ad ตอบโจทย์อะไรหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถหาได้ใน Display ทั้งครีเอทีฟไอเดียดีๆ ใส่ลงไปในคอนเทนต์ สามารถแสดงผลได้หลากหลาย Format เช่น News Feeds ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคสมาร์ทโฟน และสามารถเบลนด์เนื้อหา Advertorial เข้ากับ Content ที่เหมาะสมกับความสนใจ

และ Native Ads ไม่ได้มาแรงเฉพาะในในอเมริกา หรือยุโรป จากเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลส่วนใหญ่ลงไปยัง Native Ads รวมถึงการย้ายเงินจาก Display ไปยัง Native Ads แต่ยังได้รับความนิยมข้ามทวีปมายังฝั่งเอเชียด้วยการเติบโตด้านมูลค่าจาก 11.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 เป็น 22.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 จากการคาดการณ์ โดยจีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีการเติบโตในการใช้จ่ายงบโฆษณาไปยัง Native Ads สูงสุด

ทำไมต้อง Native Ads

จากการ Survey ของ Eye Square สถาบันวิจัยประเทศเยอรมนีได้ศึกษา เรื่อง Advertising Effect on Level of AD Engagement ให้ผู้บริโภคดูโฆษณาเดียวกันผ่านสื่อ 2 รูปแบบ Native Ads และ Display พบว่า

Native Ads จะดึงดูดความสนใจผู้บริโภค (Attract Draw User’s Attention) 83% ส่วน Display 58%

ผู้บริโภคยังคงหยุดให้ความสนใจโฆษณา (hold advertising retains attention) Native Ads 56% Display 35%

เกิดการอ่านพิจารณาข้อความในโฆษณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน  (Involve User Interest and Consider Advertising Intensively) Native Ads 43% Display 21%

ในปัจจุบัน Native Ads มีอยู่ด้วยกัน 6 ประเภท ได้แก่

  1. 1. Recommendation Widgets คอนเทนต์ที่จะแทรกอยู่ในคอนเทนต์ต่างๆ ของเว็บไซต์ และดูเนียนไปกับเพจ
  2. 2. In-Feed Units คล้ายกับ Recommendation Widgets เป็น Native Ads ที่แทรกอยู่ใน Feed พบการใช้งานมากในโมบายเว็บ และโมบายแอพพลิเคชั่น
  3. 3. Outstream วิดีโอโฆษณาที่จะแทรกตัวอยู่ในคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคกำลังอ่าน
  4. 4. Custom Widgets กล่องคอนเทนต์ Native Ads ที่อยู่ตำแหน่งด้านข้างของเพจ หรือด้านบน
  5. 5. Paid Search Units โฆษณาที่ปรากฏใน Search Engine เป็นเนื้อหาเดียวกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังค้นหาอยู่
  6. 6. Promoted Listings โฆษณาที่ปรากฏขึ้นมาระหว่างค้นหาสินค้าประเภทนั้นๆ อยู่

                ลองสังเกตดูสิว่า หน้าเพจที่เข้าอ่านคอนเทนต์มี Native Ads บ้างไหม

 

 

 

 

 

สงกรานต์คนกรุง 2560 : ร้อนๆแบบนี้ขออยู่บ้านแล้วกันนะ!

 

 

  1. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 คนกรุงเทพฯ มีการจับจ่ายใช้สอยคิดเป็นเม็ดเงิน 23,000 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว เนื่องจากคนกรุงฯ ยังคงกังวลในเรื่องของค่าครองชีพ บางส่วนได้มีการใช้จ่ายไปแล้วในช่วงปลายปีก่อน จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ออกมา

            2.ความไม่สะดวกในการเดินทาง สภาพอากาศที่ร้อนและไม่มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเช่นเดียวกับปีก่อน จึงทำให้บรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของคนกรุงฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจจะไม่คึกคักมากนัก

            3.คนกรุงฯ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 64 หันมาปรับพฤติกรรมและกิจกรรมต่างๆ ในช่วงสงกรานต์ลง เช่น ลดการกินเลี้ยงสังสรรค์รื่นเริง มาเป็นการกินเลี้ยงเล็กๆ ในกลุ่มครอบครัวหรือเพื่อนฝูง รวมถึงลดการซื้อของขวัญหรือ  ช็อปปิ้งของที่ไม่จำเป็นลง เป็นต้น

            4.นอกจากนี้คนกรุงฯ กว่าร้อยละ 44.0 วางแผนทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน: รองลงมาคือ กลับบ้านต่างจังหวัด (ร้อยละ 34) และท่องเที่ยว (ร้อยละ 22) โดยกิจกรมหลักที่คนกรุงฯ วางแผนจะทำคือ การนัดเลี้ยงสังสรรค์ พักผ่อนอยู่บ้านและทำบุญตักบาตร ต

            5.ในส่วนของการนัดเลี้ยงสังสรรค์ จากผลการสำรวจจะพบว่า คนกรุงฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความนิยมนัดเลี้ยงสังสรรค์ตามร้านอาหารในห้างสรรพสินค้ามากที่สุด รองลงมาคือ ร้านอาหารทั่วไปและสั่งบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) ตามลำดับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ การนัดเลี้ยงสังสรรค์ตามร้านอาหาร (ทั้งร้านอาหารทั่วไปและในห้างสรรพสินค้า) มีสัดส่วนที่ลดลง แต่ไปเพิ่มในส่วนของการสั่งบริการฟู้ดเดลิเวอรี่มากขึ้น

            6.มีข้อสังเกตว่า ในปีนี้คนกรุงฯ ปรับลดโปรแกรมท่องเที่ยวและหันมาทำกิจกรรมพักผ่อนอยู่กับบ้านมากขึ้น อาทิ ดูหนัง/ ดูทีวี เล่น Social Media ติดตามความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ รวมถึงการสั่งอาหารและเครื่องดื่มเดลิเวอรี่มารับประทานภายในบ้าน (เนื่องจากสะดวก ง่าย อากาศร้อน ไม่อยากเปียกน้ำ ร้านประจำปิดบริการ ฯลฯ)

ต้องรับมืออย่างไรเมื่อคนไม่อยากออกจากบ้าน

            แม้ว่าจะเป็นอีกปีที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ แต่เทศกาลสงกรานต์ก็ถือเป็นหนึ่งในอีเว้นท์ใหญ่ของปี ที่จะสามารถใช้กระตุ้นยอดขายได้ แต่ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับรูปแบบการทำตลาดและเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันมากขึ้น เช่น

            1.การจัดกิจกรรมทางการตลาดผ่านกลยุทธ์ลด แลก แจก แถม ยังคงเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้กระตุ้นยอดขายและกำลังซื้อผู้บริโภคได้ดี โดยจะเห็นได้จากผลการสำรวจที่ระบุว่า หากมีกลยุทธ์ลดแลกแจกแถม จะทำให้คน   กรุงฯ หันมาตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของมากที่สุด (ร้อยละ 39) รองลงมาคือ การจัดอีเว้นท์ร่วมสนุก/ชิงรางวัล (ร้อยละ 24) และผ่อนชำระ 0%  (ร้อยละ 18)

            2.เลือกช่องทางในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยช่องทางที่คนกรุงฯ ส่วนใหญ่ให้การตอบรับที่ดี ยังคงได้แก่ การโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ (ร้อยละ 63) แต่อย่างไรก็ดี จากผลการสำรวจพบว่า การโฆษณาผ่าน Facebook (ร้อยละ 46) และ Application ต่างๆ อาทิ Line Instagram (ร้อยละ 17)  เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมที่ไต่อันดับมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าถึงช่องทางการสื่อสารเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

            3.การเตรียมพร้อมธุรกิจในการทำตลาดช่วงสงกรานต์ ช่วงสงกรานต์เป็นช่วงที่บางธุรกิจหยุดกิจการ แต่หากพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการเตรียมความพร้อมที่จะให้บริการช่วงสงกรานต์ ทั้งพนักงานที่ให้บริการ สต๊อกสินค้าที่พร้อมจะส่ง ช่องทางในการส่งสินค้าและบริการไปถึงมือลูกค้า ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำตลาดให้ผู้ประกอบการได้

            4.สร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่านคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาจจะทำเป็นหนังสั้นผ่านช่องทาง Social Media เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ผูกโยงไปถึงธุรกิจ ซึ่งแม้ว่าการทำการตลาดในลักษณะนี้ อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนมาในรูปแบบของรายได้ที่ชัดเจนในช่วงสงกรานต์ แต่จะทำให้เกิดความสนใจและพูดถึงแบรนด์ในวงกว้าง สร้างการจดจำและรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อยอดขายของธุรกิจในระยะข้างหน้าได้

 

2 ชะลอการสูญเสียอุบัติเหตุร้ายแรงช่วงสงกรานต์

 

1 อุบัติเหตุที่มีเลือดออกมาก ห้ามเลือดด้วยการใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซจำนวนมาก ปิดบาดแผลและกดให้แน่น

2 หากมีอวัยวะฉีกขาด ที่ขาดออกจากตัว ให้รีบนำอวัยวะนั้นใส่ถูกพลาสติกสะอาด รัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่ในน้ำที่มีน้ำแข็งอยู่ด้วย อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 4 องศาเซลเซียส ห้ามนำอวัยวะที่ถูกตัดขาดไปสัมผัสน้ำแข็งโดยตรง เพราะจะทำให้เซลล์ตาย กรณีอวัยวะขนาดใหญ่ขาด เช่น มือ แขน หรือขา เนื้อเยื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ราว 6 ชั่วโมง ส่วนนิ้วขาด เนื้อเยื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ราว 12 ชั่วโมง และกรณีที่ยังมีเนื้อเยื่อติดอยู่กับตัวผู้ป่วย ให้ห้ามเลือดและประคองส่วนที่ได้รับบาดเจ็บให้มั่นคงที่สุด ไม่ให้ถูกดึงรั้งไปมา จากนั้นรีบติดต่อโรงพยาบาลที่มีศูนย์อุบัติเหตุและต่ออวัยวะแบบครบวงจร เพื่อลดเวลาที่อาจจะเสียไปจากการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล

ที่มา :นพ.ชัยโรจน์ เอื้อไพโรจน์กิจ แพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลพญาไท