All posts by Nuttachit

Line Mobile คือแบรนด์ที่ 2 ของดีแทค

 

หลังจากไลน์โมบายเปิดตัวกับตลาดไทย หลายคนอาจจะสงสัยว่าไลน์โมบายคือใคร เพราะในวันแถลงข่าวเปิดตัวไลน์ โมบายอย่างเป็นทางการ ทีมผู้บริหารด้านมาร์เก็ตติ้งและโปรดักท์ได้ตอบข้อสงสัยเพียงว่าไลน์ โมบายไม่ใช่ MVNO แต่คือแบรนด์มือถือดิจิทัล ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง DTN หรือดีแทค ไตรเน็ต เน็ตเวิร์ค ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือภายใต้แบรนด์ดีแทค กับบริษัทไลน์ เจ้าของเครื่องหมายการค้าไลน์ โมบาย ดำเนินธุรกิจถูกกฎข้อบังคับ กสทช. ทุกประการ

เหตุการณ์ในวันนั้นได้สร้างข้อสงสัยกับ Marketeer และผู้สื่อข่าวท่านอื่นไม่น้อยว่าไลน์ โมบาย มีที่มาที่ไปที่แท้จริงอย่างไร และถูกกฎข้อบังคับของกสทช.อย่างไร

วันนี้ แอนดริว กาวาเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดิจิทัล ดีแทค หน่วยงานใหม่ของดีแทค ได้เชิญผู้สื่อข่าวเพื่ออธิบายตอบข้อสงสัยเรื่องธุรกิจไลน์ โมบาย ในประเทศไทย

แอนดริว กล่าวอย่างเปิดเผยว่า ไลน์ โมบาย คือ แบรนด์มือถือแบรนด์ที่ 2 ที่ให้บริการภายใต้บริษัท DTN เจาะกลุ่มผู้ใช้ดิจิทัล จากการดีไซน์การให้บริการอยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด นับตั้งแต่การสมัครใช้ เลือกแพคเก็จ จ่ายค่าบริการ และอื่นๆ ซึ่งการเป็นแบรนด์ที่ 2 ของ DTN

แต่ไม่ใช้ซับแบรนด์ของดีแทค เหมือนแบรนด์แฮปปี้ ในอดีต เนื่องจากมีทีมงานและการตลาด จากให้บริการลูกค้าแยกจากดีแทคโดยสิ้นเชิง มีสิ่งที่ใช้ร่วมกับดีแทคอย่างเดียวคือเครือข่าย  ส่วนดีแทค เป็นแบรนด์หลักในการเจาะกลุ่มตลาดแมส ซึ่งในประเทศไทยธุรกิจการให้บริการมือถือ 2 แบรนด์บนเครือข่ายเดียวกันในรูปแบบนี้ เอไอเอส เคยให้บริการมาก่อนภายใต้ชื่อยู โมบาย ส่วนต่างประเทศมีโอเปอเรเตอร์มากถึง 260 แบรนด์ที่ให้บริการในรูปแบบนี้

“ไลน์ โมบายเป็นทิศทางในการดำเนินธุรกิจทิศทางหนึ่งของดีแทค ในการลงทุนธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อมุ่งสู่องค์กรดิจิทัลในปี 2020 ซึ่งที่ผ่านมาดีแทคลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ผ่าน แอคเซลเลอเรท ที่บริหารโดยทีมแอคเซลเลอเรททำงานแยกอิสระจากดีแทค และไลน์โมบาย เป็นการลงทุนในรูปแบบเดียวกันแต่เป็นการลงทุนในด้านของการสร้างแบรนด์ใหม่ ที่ให้อิสระกับทีมไลน์ โมบายในการคิดสร้างสรรค์ การตลาดและการบริการกับลูกค้าเต็มที่”

“ส่วนการร่วมมือกับไลน์ คอร์ปอเรชั่น เป็นการร่วมมือในรูปแบบ DTN เป็นผู้ซื้อ Royalty Fee หรือการนำเครื่องการค้าไลน์ โมบายมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง Royalty Fee นี้สามารถต่ออายุสัญญาได้  และไลน์ ประเทศไทยในส่วนของการผูกบริการไลน์ โมบายอยู่ในแอปพลิเคชั่น ไลน์ ผู้ใช้ไลน์ โมบายสามารถเปลี่ยนแพคเก็จ จ่ายบิลค่าบริการ และอื่นๆ ผ่านแอปไลน์ได้ รวมถึงลูกค้าไลน์ โมบายยังสามารถใช้ไลน์ คอลล์ ดูไลน์ ทีวี โดยไม่เสียดาต้าอินเทอร์เน็ตอีกด้วย”

แบรนด์ต้องแยกจากกันชัดเจน

Marketeer เชื่อว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ DTN ไม่สื่อสารไปตรงๆ ว่า ไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับดีแทค นอกจากผู้บริโภคช่างสังเกตจะพบว่าบิลเรียกเก็บเป็นของ DTN

เพราะหนึ่งต้องการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์มือถือดิจิทัลสำหรับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีแทคเข้ามาทำภาพแบรนด์ไลน์ โมบาย กลายเป็นแบรนด์มือถือในกลุ่มแมส เช่นเดียวกับดีแทค

เพราะไลน์ โมบาย มีจุดขายหลักคือราคาแพคเก็จที่ถูก มีเพียง 6 แพคเก็จรายเดือนหลักให้เลือก และการให้บริการผ่านดิจิทัลทั้งหมด ส่วนดีแทคเน้นการบริการ มีหน้าร้าน และพาร์ทเนอร์หลากหลายช่องทาง การมีแพคเก็จที่หลากหลาย ให้บริการทั้งพรีเพดและโพสต์เพด ที่มาพร้อมกับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ดูแลลูกค้ามากกว่า

และเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Marketeer คิดว่าอาจส่งกระทบทางอ้อมคือ แพคเก็จไลน์ โมบายมีราคาที่ดึงดูดใจ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่มีศูนย์บริการที่เป็น physical ที่มีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และค่าจ้างพนักงาน ทำให้นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปลดค่าบริการให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้าดีแทครู้ว่าไลน์ โมบาย ใช้เครือข่ายเดียวกับดีแทค จะย้ายค่ายจากดีแทค มาใช้ไลน์ โมบาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ

แอนดริว แจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่า การที่ไลน์ โมบาย ใช่เครือข่ายเดียวกับดีแทค ย่อมมีลูกค้าดีแทคกลุ่มหนึ่งย้ายเข้ามาใช้บริการไลน์ โมบายบ้าง แต่ก็คุ้มค่าเพราะไม่ใช่เพียงแต่ลูกค้าดีแทคที่ย้ายมาเท่านั้นเพราะลูกค่าคู่แข่งก็ย้ายมาด้วยเช่นกัน เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือไม่ว่าจะเป็นไลน์ โมบาย หรือดีแทค ลูกค้าทั้ง 2 แบรนด์ก็คือลูกค้าของ DTN ทั้งหมด

ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันในธุรกิจโอเปอเรเตอร์ต่อจากนี้ มีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคู่แข่งหลักคงไม่ยอมปล่อยให้ไลน์ โมบายดึงลูกค้าไปได้อย่างง่ายดาย

ไทยใช้เน็ตเพิ่มแต่เบื่อโฆษณา

 

ยุคนี้เป็นยุคคนไทยติดเน็ต และจะติดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ETDA ได้สำรวจพฤติกรรมคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตประจำปี 2017 พบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยในวันทำงาน/วันเรียนใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมงต่อวัน และวันหยุด 6.48 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 6.24 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา

การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจาก 61.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยอมรับว่าพวกเขาใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 3.06 นาทีต่อวัน

30.8% ใช้อินเทอร์เน็ตเท่าเดิม และ 8.1% ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลงเฉลี่ย 2.24 ชั่วโมงต่อวัน

 

โซเชียลมีเดียกิจกรรมยอดนิยมของคนทุก Gen

กิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในปีนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่

โซเชียลมีเดีย 86.9%

การค้นหาข้อมูล 86.5%

การรับส่งอีเมล 70.5%

การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ 60.7%

ซื้อสินค้าออนไลน์ 50.8%

 

รถติดมากยิ่งใช้เน็ตระหว่างเดินทางมาก

สถานที่ที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดยังคงเป็นที่บ้าน 85.6%

ที่ทำงาน 52.4%

ระหว่างเดินทาง 24% เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อน

ที่สถานศึกษาลดลงจาก 19.7% เป็น 17.5% ในปีนี้

 

Gen Y ครองแชมป์นักท่องเน็ต

ซึ่งการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตนี้ จากรายงานของ ETDA พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่ม Gen Y ผู้เกิดพ.ศ. 2524-2543  ยังเป็นกลุ่มที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ในปีนี้ Gen Y ใช้อินเทอร์เน็ตในวันทำงาน 7.12 ชั่วโมงต่อวัน วันหยุด 7.36 นาทีต่อวัน  และยังเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างเดินทางสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ Gen อื่นๆ ในสัดส่วนมากถึง 26.8% เมื่อเทียบกับอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตตลอดวัน

ในแต่ละวันพวกเขาใช้เวลากับโลกอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ ได้แก่

ท่องโซเชียลมีเดีย 3.24 ชั่วโมงต่อวัน โซเชียลมีเดียยอดนิยมได้แก่ Youtube 98.6% Line 97.9% Facebook 97.7%

ดูทีวี อ่านหนังสือ และฟังเพลงออนไลน์ 2.18 ชั่วโมง

เล่นเกม 2.06 นาทีต่อวัน

ส่วน Baby Boomer และ Gen X มีพฤติกรรมการใช้เน็ตคล้ายๆ กันคือ ใช้เน็ตลดลงจากปีที่ผ่านมา และใช้ในช่วงวันธรรรมดามากกว่าวันหยุด

โดย Baby Boomer ใช้เน็ต 4.54 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา และในวันหยุด 4.12 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวันในปีที่ผ่านมา

 Gen X ใช้เน็ต 5.48 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา และในวันหยุด 5.18 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมงต่อวัน

สวน Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในวันหยุดสุดกว่าวันธรรมดาหลายชั่วโมงด้วยกัน โดยวันหยุดกลุ่มนี้ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตถึง7.12 ชั่วโมง และ5.48 ชั่วโมงในวันเรียนหนังสือ จากค่าเฉลี่ย 5.7 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา

 

ปัญหาหลักยังคงเบื่อโฆษณา

 นอกจากนี้ ETDA ยังได้สำรวจปัญหาที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าปัญหาที่กวนในผู้ใช้เน็ตยังคงเป็นปริมาณโฆษณาที่เข้ามากวนในขณะใช้อินเทอร์เน็ตฟังเพลง, ดูคลิปวีดีโอ, หรือดูละครซีรีส์ย้อนหลังมากถึง 66.6%

รองลงมาได้แก่ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ/ใช้อินเทอร์เน็ต63.1%

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาก/หลุดบ่อย43.7%

เกิดปัญหาจากการใช้อินเทอร์เน็ตแต่ไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร 39.6% ซึ่งปัญหานี้ในปีที่ผ่านมาเป็นปัญหาอันดับท้ายๆ ตาราง

และถูกรบกวนด้วยอีเมลขยะ 34.2%

 

 

 

100 ปีธงไทย ไตรรงค์

 

วันนี้เป็นวันครบรอบ 100 ปี ของธงไตรรงค์ ธงประจำชาติไทย

แต่ก่อนที่ธงไตรรงค์จะกลายเป็นธงชาติไทย Marketeer อยากพาย้อนดูประวัติศาสตร์ธงไทยกัน

ธงแดง ธงชาติไทยผืนแรก

ธงนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ จากประวัติศาสตร์เล่าว่า ในปี 3 กันยายน พ.ศ. 2223 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา เรือเลอโวตูร์ เรือรบของฝรั่งเศส เข้ามาเทียบท่าเพื่อเจริญพระราชไมตรี ทำการค้าขาย

ในยุคนั้นในยุโรปมีธรรมเนียมประเพณีแสดงสัญลักษณ์ชักธงประเทศบนเรือบอกถึงว่า มาถึงแล้ว และตามธรรมเนียมสยามประเทศ หรือไทยในปัจจุบันต้องชักธงขึ้นตอบกลับแสดงถึงความยินดีที่จะต้อนรับพร้อมยิงสลุตคำนับ

แต่ในสมัยนั้นสยามประเทศยังไม่มีธง และไม่เคยรู้จักธรรมเนียมนี้มาก่อนจึงหยิบธงชาติฮอลแลนด์ที่อยู่แถวนั้นซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นฝรั่งเศสมาชักแทนโดยไม่รู้มาก่อน ฝรั่งเศสจึงไม่ยอมรับจนกว่า สยามจะเปลี่ยนธงเป็นธงอื่นเพราะธงฮอลแลนด์ไม่ใช่ธงประจำประเทศ สยามจึงแก้ปัญหาด้วยการนำผ้าสีแดงขึ้นมาชักเป็นธงแทน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธงไทยแบบไม่ได้ตั้งใจแต่นั้นมา

ธงจักร แดง

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เปลี่ยนธงแดงล้วนเป็นธงจักร ด้วยการเพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ติดไว้บนเรือเพื่อสื่อถึงว่าเป็นเรือของหลวง แสดงความแตกต่างจากเรือธงแดงของชาวบ้าน

ธงจักรก็ต้องมีช้างเผือก

จุดเริ่มต้นของการนำช้างเข้าไปอยู่ในธงจากรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกเอก 3 ช้าง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นเป็นเกียรติยศของแผ่นดินอย่างยิ่ง และโปรดเกล้าฯ เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรของธงเรือหลวงสื่อถึง พระเจ้าแผ่นดินอันมีช้างเผือก ส่วนชาวบ้านยังใช้ธงแดงเช่นเดิม

ธงช้างเผือก ธงชาติไทยธงแรกอย่างเป็นทางการ

รัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนธงชาติจักรช้างของส่วนพระมหากษัตริย์ และธงแดงของชาวบ้านให้กลายเป็นธงผืนเดียวกันด้วยการนำสัญลักษณ์ของช้างเผือกหันหน้าเข้าหาธงมาใส่ในธงแดงล้วน เพื่อเป็นธงชาติไทย แสดงสัญญาณลักษณ์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะในช่วงเวลานั้นไทยเริ่มติดต่อทำสนธิสัญญากับนานาประเทศมากขึ้น

ธงแดงขาว เกิดจากความรีบของชาวบ้านจังหวัดอุทัยธานี

ธงชาติช้างเผือกได้ใช้อยู่นานจนวันหนึ่ง รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำเนินไปจังหวัดอุทัยธานีซึ่งประสบปัญหาอุทกภัย ชาวบ้านต่างนำธงช้างเผือกมาประดับรับเสด็จ และมีอยู่ครอบครัวหนึ่งรีบประดับธงโดยไม่ทันดูธงช้างจึงกลับหัวกลายเป็นช้างนอนหงาย พระองค์เห็นดังนั้นจึงคิดเปลี่ยนธงใหม่ เพราะช้างนอนหงายดูไม่เป็นมงคล

ธงชาติไทยจึงกลายเป็นธงสมมาตร มีสีแดง 3 แถบ สลับสีขาว 2แถบ

สู่ยุคธงไตรรงค์

หลังจากรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานธงธงแดงขาว พระองค์ท่านได้อ่านเจอบทความที่เรื่องความสวยงามของธงริ้ว 5 ของไทยแต่ถ้าเติมสีน้ำเงินเข้าไปด้วยน่าจะดี เพราะสีน้ำเงิน เป็นสีที่สื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านจึงทรงให้เปลี่ยนสีธงชาติเพิ่มสีน้ำเงินเจือม่วงซึ่งสีม่วงเป็นสีวันพระราชสมภพพระองค์ท่านและพระองค์โปรดเข้าไปด้วย และพระราชทานชื่อเรียกว่าธงไตรรงค์

ซึ่งสีสีแดงสื่อถึงเลือดอันยอมพลีเพื่อธำรงรักษาชาติและศาสนา

สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งศาสนา

สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์

 

 

3เทรนด์ เอเชียเปลี่ยนโลก FMCG

เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการซื้อของออนไลน์สูงกว่าเทรนด์โลก กันตาร์ เวิร์ลด พาแนล จึงเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอีคอมเมิร์ซ FMCG ในภูมิภาคเอเชีย จะกลายเป็นสมมุติฐานที่จะเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกในระยะเวลาไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า

และอะไรเป็น 3 เทรนด์หลักที่ทำให้ เอเชียได้กลายเป็นภูมิภาคหลักของตลาดอีคอมเมิร์ซโลก

อิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กันตาร์ เวิร์ลด พาแนล ประเทศไทย ได้จับแนวโน้มหลักที่เกิดขึ้นในบางประเทศในภูมิภาคเอเชียที่จะมาปฏิวัติช่องทางอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมการช็อปสินค้า FMCG ในตลาดเอเชีย ประกอบด้วย

เทรนด์ที่ 1 สมาร์ทโฟนเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตช็อปเปอร์ และเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงอิทธิพล

สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเปลี่ยนบริบท ของการซื้อสินค้าออนไลน์ จากการศึกษาของกันตาร์ฯ พบว่าคนที่มีสมาร์ทโฟน = มีเงินซื้อสินค้า FMCG ที่มาพร้อมกับโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการสื่อสารถึงกลุ่มผู้บริโภค

แล้วทำไมสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตจึงมีส่วนสำคัญสูงกับธุรกิจ  FMCG

จากข้อมูลมูลค่าในการซื้อสินค้า FMCG ในภูมิภาคเอเชียของกันตาร์ฯ พบว่า

ผู้บริโภคเอเชียในเมือง (Urban) มีครัวเรือนที่มีสมาร์ทโฟนและเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 52% แต่มีมูลค่าการใช้จ่ายสินค้า FMCG มากถึง 59% ในมูลค่าการใช้จ่าย FMCG รวม

ส่วนผู้บริโภคชนบท (Raral) มีสมาร์ทโฟนและเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 40% มีมูลค่าการใช้จ่ายสินค้า FMCG 48% ในมูลค่าการใช้จ่าย FMCG รวม

และการมีสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ในมือก็เหมือนมีตาวิเศษในการตรวจสอบข้อมูลและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจสินค้าณ จุดขาย

จากการสำรวจของกันตาร์พบว่า ผู้บริโภคเอเชียมากถึง 38% ใช้สมาร์ทโฟนในการเปรียบเทียบราคาสินค้า ณ จุดขาย ในขณะเลือกซื้อสินค้า ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

การมีสมาร์ทโฟนก็เหมือนมีอำนาจวิเศษ ที่มาพร้อมกับเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่นเปรียบเทียบราคาจากผู้ให้บริการหลายค่าย แล้วแบรนด์จะอาศัยอำนาจวิเศษนี้ในการเข้าถึงผู้บริโภคและสะกดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของแบรนด์ตัวเองอย่างไรในวันที่ผู้บริโภคอาจไม่เชื่อว่าราคาถูกกว่า และให้ข้อเสนอที่ดีกว่าได้จะดีที่สุด

แนะนำทางออกคือ แบรนด์ต้องนำเสนอข้อมูลเข้าไปอยู่ทุกทัชพอยต์ของผู้บริโภค ผู้บริโภคที่ได้รับข้อมูลข่าวสารของแบรนด์มากกว่าคู่แข่ง และการที่แบรนด์เข้าไปมีตัวตนในโซเซียลมีเดียก็เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ในแบรนด์นั้นๆ ก็จะมีมากขึ้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ณ จุดขายด้วย เช่นตัดสินใจซื้อสินค้า A มาจากบ้าน เมื่อไปที่สโตร์เห็นสินค้าแบรนด์ B ลดราคาซื้อ1แถม 1ก็อาจเปลี่ยนใจไปทดลองใช้แบรนด์ B ได้

ในปัจจุบันดิจิทัลได้เข้ามาสร้างโอกาสของแบรนด์ FMCG ในการเข้าถึงผู้บริโภคออนไลน์ที่มากขึ้น ถ้าแบรนด์รู้จักใช้มัน

อิษณาติ ได้ยกเทคโนโลยีที่ประเทศพัฒนาที่นิยมใช้ในการสื่อสารการตลาด FMCG ที่มีความน่าสนใจ

Geo Target ด้วยเทคโนโลยี Location Base เสริมให้นักการตลาดสามารถส่งข้อมูลไปยังสมาร์ทโฟนผู้บริโภคในพื้นที่ที่กำหนดเพื่อบอกถึงโปรโมชั่นของสินค้าที่จำหน่ายในร้านค้า เพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้ามาในร้านค้าและซื้อสินค้ามากขึ้น

Chat Bot ผู้ช่วยที่ช่วยตอบข้อสงสัยผู้บริโภค รองรับคำถามที่เข้ามาพร้อมๆ กันได้จำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับพนักงานที่เป็นคน

นอกจากนี้ Automated Targeting และ Programmatic Buying มีความสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นจากการเก็บรวบรวม Digital Foot Print ของผู้บริโภคแต่ละคน และนำเสนอโฆษณาหรือคอนเทนต์ที่คาดว่าผู้บริโภคจะสนใจในช่วงเวลานั้นๆ ไปยังโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้บริโภคคนนั้นเข้าไปใช้บริการ

เทรนด์ที่ 2 อีคอมเมิร์ซทรานฟอร์มแลนด์สเคป ณ จุดขาย

การเข้ามาของอีคอมเมิร์ซได้เข้ามาเปลี่ยนช่องทางในการซื้อสินค้า FMCG อย่างช้าๆ แต่มั่นคง แม้ในวันนี้ ผู้บริโภคเอเชียจะซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในสัดส่วนที่น้อยนิด แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมหาศาล ในฐานะผู้ที่เข้ามาก้าวข้ามการขายช่องทางในการจำหน่ายแบบเดิมๆ ที่มีข้อจำหน่ายด้านพื้นที่ และความหลากหลายของสินค้า ที่สามารถสั่งซื้อสินค้าข้ามโลกได้

และอัตราอัตราการเปลี่ยนจากการซื้อผ่านช่องทางออฟไลน์ต่างๆมาสู่อีคอมเมิร์ชนั้นได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าปลีก ยกตัวอย่างในตลาดประเทศจีนและเกาหลีซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตได้รับผลกระทบหลักจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ชมากที่สุด  รองลงมาได้แก่ร้านค้าย่อย

แต่การเติบโตของอีคอมเมิร์ซก็มีข้อดีคือเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด FMCG จากมีผู้ผลิตรายใหม่ๆเข้ามาในตลาดได้ง่ายขึ้น และทำให้ระบบเศรษฐกิจมวลรวมเติบโตขึ้น อย่างในประเทศจีน อีคอมเมิร์ชเป็นตลาดที่มีความสำคัญมาก ในฐานะผู้ช่วยขับเคลื่อนฐานการผลิต การเติบโตด้านการลงทุนและนำสู่เศรษฐกิจมวลรวมของประเทศดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จากการคาดการณ์ของกันตาร์ฯ ในปี 2025 การซื้อขายสินค้า FMCG ผ่านอีคอมเมิร์ซโลกจะมีสัดส่วน 9% ของตลาด FMCG รวม

ส่วนเอเชียโตกว่านั้น ในปี 2016 อัตราการซื้อสินค้า FMCG ผ่านอีคอมเมิร์ซมีสัดส่วนมากกว่า 50% เติบโต 38% เมื่อเทียบกับปี 2015

แต่เป็นเรื่องที่น่าคิดคือ แม้ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน เกาหลี และไต้หวัน ซึ่ง 3 ประเทศที่มีอีคอมเมิร์ซมีศักยภาพ ผู้บริโภคมีประสบการณ์ซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ชและมีอำนาจจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าอัตราเฉลี่ยในตลาด กลับพบว่ามูลค่าการซื้อสินค้า FMCG ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ชที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับตลาด FMCG ทั้งหมด มาจากผู้บริโภคไม่มี Loyalty ในช่องทางนี้  ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักการตลาดว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงดูดผู้บริโภคให้กับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

เกาหลี

สัดส่วนมูลค่าสินค้า FMCG ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ 17%

สัดส่วนจำนวนเงินที่ใช้ในการจับจ่ายสินค้า FMCG ทั้งหมดของผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซเมื่อเทียบกับตลาดรวม 69%

Loyalty 25%

จีน

สัดส่วนมูลค่าสินค้า FMCG ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ 4%

สัดส่วนจำนวนเงินที่ใช้ในการจับจ่ายสินค้า FMCG ทั้งหมดของผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซเมื่อเทียบกับตลาดรวม 51%

Loyalty 8%

ไต้หวัน

สัดส่วนมูลค่าสินค้า FMCG ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ 5%

สัดส่วนจำนวนเงินที่ใช้ในการจับจ่ายสินค้า FMCG ทั้งหมดของผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซเมื่อเทียบกับตลาดรวม 54%

Loyalty 10%

เทรนด์ที่ 3 มุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์

แบรนด์ได้ปรับตัวจากแบรนด์ที่ผู้บริโภคเข้าถึงยากเป็นแบรนด์ที่พูดคุยกับผู้บริโภคมากขึ้น มีการปรับการสื่อสารจากเลือกดารา เซเลปหรือ นักแสดงต่างชาติเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นบุคคลธรรมดาเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เป็นตัวตนของผู้บริโภคมากที่สุด

และผู้บริโภคเริ่มมองแบรนด์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าสินค้ามีปัญหาแบรนด์ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ

รวมถึงการเข้ามาของเทรนด์รักสุขภาพ ต้องการมีชีวิตที่ดีและสะดวกสบายขึ้นได้กลายเป็นโอกาสของตลาด FMCG ในการพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้

 

Duo Camera ไม่พอ ต้อง 4 ถึงจะเอาอยู่

 

คาดการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาด้านจำนวนเครื่องและเติบโต 1 ดิจิด้านมูลค่า จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในประเทศไทยใกล้จุดอิ่มตัว ตลาดสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่จำหน่ายโดยเฉลี่ย 1.2-1.4 ล้านต่อเดือนส่วนใหญ่จะเป็นตลาด Replacement มากกว่าผู้ใช้ใหม่

การแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนจึงเปลี่ยนไปจากจุดขาย Value for money เป็นตัวนำดึงดูดผู้บริโภคเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะกล้องถ่ายภาพ ที่ทุกค่ายต่างใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างยอดจำหน่าย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภครุ่นใหม่นิยมถ่ายภาพ และอัพภาพโชว์ผลงานผ่านโซเชียลอยู่เสมอ

จึงไม่แปลกเลยที่วันนี้จะเห็นมือถือแบรนด์ต่างๆ ต่างลงเล่นในกล้องติดมือถือหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ทุกสภาวะแสง กันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพรีเซ็นต์ของพรีเซ็นเตอร์เพื่อดึงดูดกลุ่มแฟนคลับให้เข้ามาสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเฉพาะตลาดระดับ Mid end ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีสัดส่วนมากถึง 40% ในตลาดสมาร์ทโฟนรวม และผู้บริโภคบางกลุ่มในเซ็กเมนต์นี้ยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่เพราะต้องการกล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพมากขึ้น นอกเหนือจากนวัตกรรมและชื่อเสียงของแบรนด์

สร้างความแตกต่างด้วยมิว 4 กล้อง

ในปีที่ผ่านมาหัวเว่ย ประสบความสำเร็จในจุดขายสมาร์ทโฟนกล้องไลก้า อย่าง P9 ที่เปิดใจให้ผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจากกล้องเลือกหัวเว่ยเป็นแบรนด์แรกๆ และ P9 นี่เอง ทำให้ชื่อเสียงหัวเว่ยเป็นที่รู้จักในระดับแมส พร้อมยอดจำหน่ายรุ่นอื่นๆ ตามมา จนปัจจุบันหัวเว่ยมีส่วนแบ่งตลาด 10% ในตลาดสมาร์ทโฟนรวม

และในปีนี้ ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัว Huawei nova2i สมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัว เป็นรุ่นเรือธงในการบุกตลาดไตรมาสสุดท้ายของปี และเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่เปิดตัวระดับราคา 10,000-15,000 บาท

Huawei nova2i มีจุดเด่นกล้องหน้า 2 ตัว หลัง 2 ตัว ให้การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และหน้าจอดิสเพลย์ FullView ดีไซน์บาง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ราคา10,900 บาท เป็นจุดขายหลัก

เจาะกลุ่มเป้าหมาย Young Explorer นักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน มีมิว นิษฐา เป็นพรีเซ็นเตอร์สร้างความจดจำ  ซึ่งทศพรเชื่อว่าจะดึงดูดผู้บริโภคที่ตัดซื้อสมาร์ทโฟนระดับราคาต่ำกว่า 10,000 บาท ยอมเพิ่มเงินเพื่อสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพดีกว่า

แม้ Huawei nova2i กำหนดจำหน่ายจริงในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันกับงาน Mobile Expo ที่จะจัดในปลายเดือนกันยายน ทศพรได้วางกลยุทธ์ดึงความสนใจผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ด้วยแคมเปญ จอง Huawei nova2i ระหว่าง 28 กันยายน-8ตุลาคม แถม Band A2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และ Body Fat Scale เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดมวลกายในจำนวนจำกัด

ทั้งนี้การเปิดตัว Huawei nova2i ทศพรเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยในกลุ่ม 5,000-15,000 บาท จาก 30% ในปีที่ผ่านมาเป็น 40% ในสิ้นปีนี้ได้  

 

จริงหรือที่ ดิจิทัล ทำให้เอเยนซี ตอบโจทย์แบรนด์ได้น้อยลง?

 

เอเยนซี เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างแบรนด์ลูกค้า กับ ผู้บริโภค ในวันที่โลกคลาคล่ำไปด้วย สื่อ และคอนเทนต์ที่หลากหลาย โฆษณาเป็นเพียงคอนเทนต์อันดับท้ายที่ผู้บริโภคจะให้ความสนใจ

ในยุคที่ทุกอย่างต้องปรับตัว การสื่อสารที่ไร้แพลตฟอร์ม และดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างที่พวกเขาไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้ เอเยนซีรู้ แบรนด์ลูกค้ารู้ และกายเป็นประเด็นที่เอเยนซีให้ความสนใจ เห็นได้จากงาน DAAT Day 2017 ใน Section เสวนาความเปลี่ยนแปลงด้านงานสร้างสรรค์ และ เสวนาทางออกหรือทางตันการสื่อสารไร้รูปแบบโดย Adman ได้เปิด Section เสวนาในประเด็นที่คล้ายๆ กัน  Marketeer สรุปความถึงความคิดของเอเยนซีและแบรนด์ลูกค้าใน 2 งานสัมมนาที่จะสร้างมุมมองใหม่ๆ ในการเปลี่ยนแปลงไปและการเข้ามาในยุคดิจิทัล

 

ผู้ถูกเลือกต้องปรับ ทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว

ในวันนี้เอเยนซีที่เข้าร่วมเสวนาทั้ง 2 งาน ยอมรับตรงกันว่าก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะแพร่หลาย เอเยนซีคิดโฆษณาจะเป็นผู้เลือกส่งสารได้ว่าให้ผู้บริโภคดูดูอะไร ไม่ดูอะไร คิดคอนเทนต์ป้อนใส่ทีวี ไม่มีการโต้ตอบ เพราะผู้บริโภคไม่มีตัวเลือกมาก มีเพียงช่อง  3 5 7 9

แต่ในยุคของอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดบทสนทนามากขึ้น ปัญหาของลูกค้าต้องแก้ไขรวดเร็ว การคิดงานครีเอทีฟ เป็นงานคราฟอย่างหนึ่งเหมือนเมื่อก่อนที่มีการวางแผนล่วงหน้า การทำงานแบบเทรดิชันนอลเก่าๆ มันนานไปสำหรับยุคนี้ คิดงานครึ่งปีมาลงโซเชียลมีเดีย วันเดียวงานที่คิดก็ถูกกลืนไปด้วยคอนเทนต์ต่างๆ อยากมากก็แค่ 3 วัน

ดิจิทัลเข้ามาได้เปลี่ยนผู้เลือกเป็นผู้ถูกเลือกที่อยู่ท้ายๆ แถว เป็นหนึ่งในพันในล้านที่ต้องแข่งกับคอนเทนต์มหาศาลที่คนอยากรู้มากกว่าโฆษณา บน Mind Set ของผู้บริโภคที่มองโฆษณาเป็นคอนเทนต์ที่ไม่น่าสนใจสุดๆ จากอดีตเอเยนซีเป็นนักขาย คิดงานในมุมว่าทำแบบนี้เวิร์ค แบบนี้ไม่เวิร์ค อยากสื่อสารอะไรออกไป ต้องเปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามมากขึ้นทำให้อยากรู้ว่าผู้บริโภคอยากได้อะไร ทุกอย่างเปลี่ยนไปต้องมองที่ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

เวลาคิดงานให้ตอบโจทย์ เอเยนซีในวันนี้คิดงานผ่านการตั้งคำถามกับผู้บริโภคให้มากที่สุดว่าอยากได้อะไร อยากดูอะไร ยกตัวอย่างถ้าไปตั้งคำถามกับผู้บริโภคว่าอยากได้สะพานอะไร สะพานไม้ หรือสะพานเหล็ก แต่จริงๆ ผู้บริโภคอาจไม่อยากได้สะพาน เขาแค่อยากข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ถ้ารู้คำตอบจริงๆ ของผู้บริโภคว่าเพียงอยากข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งสิ่งที่นำเสนออาจไม่ใช่สะพาน แต่อาจจะเป็นเรือ หรืออื่นๆ ก็ได้

 

ทำอย่างไรที่จะหยุดนิ้วผู้บริโภค

แม้การสื่อสารในปัจจุบันจะไร้รูปแบบ อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนการสื่อสาร One Way เป็น interactive มีการตอบโต้ คนเริ่มโพสต์สิ่งที่ชอบ และมีคนตาม คนกลายเป็นสื่อโดยไม่รู้ตัว

ในยุคของข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตัง หน้าที่ของเอเยนซีคือการ influent แนวคิดของคน ปรับเปลียนแบรนด์จากผู้สร้างคอนเทนต์ให้มี Story Telling เป็นการสร้างแบรนด์เป็น Story Doing สร้างประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งไลฟ์สไตล์ เข้าไปอยู่ในใจให้ผู้บริโภคเอาแบรนด์ไปเล่าต่อ ใน Journey ของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายการสื่อสารต้องมีกลยุทธ์ ตอบโจทย์ว่าทำเพื่ออะไร ถ้าไปยึดติดกับจุดขายที่เป็น single minded โอกาสแบรนด์พังมีมาก

เมื่อผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งความท้าทายของแบรนด์คือจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหยุดมองและจดจำ สิ่งนี้เป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์คอนเทนต์ที่หลากหลาย และการสื่อสารไร้รูปแบบ ทำให้เกิด Creativity ที่ไร้ขอบเขต แต่ส่วนใหญ่แบรนด์และเอเยนซีจะตกม้าตายคือการลืม “Objective” และ “ตัวตนของแบรนด์” ใส่ในแคมเปญ งานโฆษณา

แต่ต้องอย่างลืมว่าจุดขายของแบรนด์ไม่ใช่คุณภาพ เพราะคุณภาพของสินค้า/บริการเป็นความรับผิดชอบ แบรนด์ต้องเริ่มต้นจากความรับผิดชอบบนคุณภาพเป็นตัวตั้ง และสื่อสารบนจุดยืนของแบรนด์อย่างชัดเจนว่าแบรนด์ทำอะไรเพื่อสังคม

อย่างเช่น แอปธนาคาร Objective หลักคืออยากให้ผู้ใช้โหลดแอปมากขึ้น แต่กลับหลงลืม Objective นี้และไปโฟกัสที่แคมเปญโปรโมทฟังก์ชั่นใหม่ ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ปัญหาคือลูกค้าเก่ายังไม่โหลดแอป  ซึ่งการแก้ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งภาพยนตร์โฆษณา แต่การใช้ Point of Sale โปรโมทผ่านพนักงานธนาคารจะทางออกของที่ดีแคมเปญนี้มากกว่า

 

ฮิตตามกระแสอาจหลงลืมตัวตน

หลายแบรนด์มองว่าสิ่งที่กำลังฮิตเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นกระแสเพราะทุกคนทำ แต่บางครั้งการที่ไม่ทำตามกระแสเป็นการยื่นยันตัวตนว่าแบรนด์เราคือใคร ถ้าอิงกระแสโดยลืมตัวตนของตัวเอง ทำให้แบรนด์ถูกกลืนไปกับกระแส แต่การเล่นกับกระแสก็มีข้อดีคือถ้ากระแสนั้นถูกจริตกับตัวตนและจุดยืนของแบรนด์กระแสจะช่วยผลักให้แบรนด์กลายเป็นแสนั้นด้วย

แต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมการแพลนนิ่งกลยุทธ์ระยะยาวในการสื่อสารเพื่อเกิดโมเมนตั้มให้กับแบรนด์ตลอดปี จะทำให้แบรนด์อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะกระแสวันสองวันก็ถูกกลืน และจะไม่ใช่ธุรกิจที่ Sustanability ซึ่งความยั่งยืนไม่ได้หมายความว่าแบรนด์มีอายุยาวนาน แต่หมายถึงคุณค่าที่แบรนด์ให้กับสังคม และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

 

ความหวังแบรนด์ลูกค้าไม่เคยลดลง

โลกที่เปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลกลับทำให้เอเยนซีกลับตอบสนองความต้องการลูกค้าได้น้อยลง จากแลนด์สเคปที่เปลี่ยนไป เหมือนฝุ่นตลบที่ไม่รู้ว่าจะเปิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่มี KPI ที่เป็นเซฟโซนชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน แต่ความคาดหวังของลูกค้าไม่เคยลดลง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การวิ่งไล่หาความหวังของลูกค้าก็ยากขึ้น ทุกเอเยนซีไม่สามารถตอบความคาดหวังลูกค้าได้ 100% ใกล้ 100% เหมือนก่อน ไม่สามารถมีอะไรยืนยันได้ว่าสิ่งที่สื่อสารไปได้ผลหรือไม่ได้ผล เอเยนซีจึงพยายามกระจายความเสียงไปในหลายๆ รูปแบบ ในยุคที่ KPI มีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปทุกวันโดยที่เขายังไม่รู้ว่าเปลี่ยน ใน 2 ปีที่ผ่านมายอด View อาจสำคัญที่สุด แต่ปัจจุบัน Engagement สำคัญกว่า ในลูกค้าบางราย ไม้บรรทัดขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าต้องการอะไร

ทั้งนี้การเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่ ถ้า Creativity ไม่เปลี่ยนตาม คิดและวิธีทำตลาดแบบเดิมๆ ที่รอให้มีสินค้าและค่อยคิด Advertising Message ให้กับลูกค้า จะถูกจำกัดเพียงในแง่การสื่อสาร เอเยนซีต้องปรับตัวเป็น Creative Solution ในโลกใหม่ที่มี Ecosystem เป็นดิจิทัลบนหัวใจสำคัญคือปัญหาให้กับธุรกิจแบรนด์ลูกค้า

 

อ้างอิง เสวนา DAAT Day 2017 ความเปลี่ยนแปลงด้านงานสร้างสรรค์ โดย

นรนิติ์ ยาโสภา Executive Creative Director, Rabbit’s Tale

อริยวรรต จันทราทิพย์  Creative Director, The Leo Burnett Group Thailand

กิตติ ไชยพรCreative & Founder, Mana And Friends

เสวนา Adman ทางออกหรือทางตันการสื่อสารไร้รูปแบบ โดย

ทัศนพร เอกพงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ไอ.พี. เทรดดิ้ง

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานบริษัทวายแอนด์อาร์ ประเทศไทย

วีรดิษ วิญญรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายความคิดสร้างสรรค์  ทีบีดับบลิวเอ ประเทศไทย

นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว ผู้ก่อตั้ง นาวิน คอนซัลแทนท์

ดวงรายสัปดาห์

ระหว่างวันที่  25 กันยายน  ถึง 1 ตุลาคม  2560

  โดย ศ.บัณฑิตกุล

 

ราศี  เมษ  13  เมษายน  ถึง  14  พฤษภาคม     

             สัปดาห์นี้หากมีบางคนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากท่านหากทำได้ก็ควรช่วยเพราะจะทำให้เขามีโอกาสในชีวิตมากขึ้นซึ่งเป็นกุศลที่ดี การเงินได้เข้ามามากขึ้นจากแหล่งการเงินหลักแต่อาจเสียเงินจำนวนมากง่ายๆอย่างไม่คุ้มค่าจากความต้องการของตนเอง การลงทุนในตลาดทุนมีผลกำไรเข้ามาจากกการลงทุนร่วมกับเพื่อนสนิท โชคลาภมีโอกาสได้แต่ไม่มาก งานสิ่งที่มองข้ามไปอาจนำปัญหามาให้ท่านแก้ไขในวันหน้าจึงควรทำให้เรียบร้อยในทันที ความรักยังต้องพยายามทำต่อไปจึงจะชนะใจคนรักได้ สุขภาพระวังหน้าอกจะกระแทกกับของบางอย่างให้ได้รับบาดเจ็บ

 

ราศี  พฤษภ  15  พฤษภาคม  ถึง  14  มิถุนายน

ท่านควรเดินทางไปพบผู้ใหญ่บางคนที่ต้องการพบท่านมานานแล้วในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะดีที่จะได้พบเห็นอะไรดีๆ การเงินมีเข้ามาจากหลายทางทั้งช่องทางหลักและรอง การลงทุนในตลาดทุนได้ข้อมูลที่ดีมาในช่วงก่อนตัดสินใจอย่ามองข้ามจะให้ประโยชน์อย่างมากกับท่าน โชคลาภมีให้เห็นได้จากบุคคลใกล้ชิดระหว่างร่วมงานบางอย่างด้วยกัน งานจะนำพาชื่อเสียงความยอมรับในสังคมมาให้จากความเสียสละทุ่มเทแม้มีปัญหาและอุปสรรค์มากแต่จะผ่านไปได้ด้วยความอดทน ความรักมีความบอบบางในบางเรื่องควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่อยากให้บานปลาย สุขภาพได้คำแนะนำที่ดีมาควรนำไปปฏิบัติก่อนจะช้าเกินไป

 

ราศี  มิถุน  15  มิถุนายน  ถึง  15  กรกฎาคม

การเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำสำเร็จ การเงินมีเข้ามาดีขึ้นโดยเฉพาะจากแหล่งเงินภายนอกประเทศสำหรับบางท่าน การลงทุนในตลาดทุนอย่ามั่นใจในเพื่อนบางคนมากเกินไปจะทำให้พลาดการทำกำไรไปอย่างน่าเสียดายจากความลังเล โชคลาภอาจต้องเสียบางส่วนไปก่อนจึงจะได้กลับมาในอีกรูปแบบหนึ่ง งานหากได้โอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ให้ทำงานสำคัญต้องให้เวลาอย่างเต็มที่สิ่งที่ต้องการก็จะตามมา ความรักบางคนที่พบเจอในช่วงนี้ยังต้องใช้เวลาศึกษากันอีกระยะอย่ารีบร้อนไม่เป็นผลดี สุขภาพอย่าหักโหมเกินกำลังจะส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งระยะสั้นและยาว

 

ราศี  กรกฏ  16  กรกฎาคม  ถึง  16  สิงหาคม

สัปดาห์นี้หากท่านได้รู้ความจริงบางอย่างซึ่งสำคัญให้ปรึกษาเพื่อนที่ไว้ใจได้จะให้ผลที่ดีตามมาจากคำแนะนำ การเงินมีเข้ามาจากหลายทางแต่ไม่มากเท่าที่ต้องการจึงต้องใช้จ่ายให้รอบคอบมากกว่าเดิม การลงทุนในตลาดทุนช่วงนี้ต้องนิ่งเอาไว้อย่าทำอะไรมากกว่าที่มีอยู่จะได้ไม่เจ็บตัว งานต้องใช้ความพยายามในการประสานประโยชน์เพื่อให้งานเดินต่อได้ไม่หยุดชะงัก ความรักเรื่องของบุตรธิดาเป็นประเด็นสำคัญที่ควรมีเวลาให้กันในการหาข้อสรุป สุขภาพโรคประจำตัวที่ไม่แสดงอาการมานานอาจกลับมาทำให้ท่านต้องใส่ใจมากขึ้น

 

ราศี  สิงห์  17  สิงหาคม  ถึง  16  กันยายน

เรื่องที่เกิดในสัปดาห์นี้บางเรื่องอาจเกิดเป็นคดีความได้หากใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล การเงินมีรายได้เพิ่มขึ้นได้หากท่านเข้าไปเจรจาด้วยตนเองกับเงินส่วนที่เป็นสิทธิของท่าน การลงทุนในตลาดทุนมีผลกำไรดีอย่ารอช้าที่จะเดินหน้าทำเมื่อมั่นใจ โชคลาภจากการเสี่ยงโชคบางอย่างมีโอกาสได้รางวัลใหญ่อย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน งานมีอุปสรรค์มากแต่หากมีความมุ่งมั่นจะเห็นช่องทางในการแก้ไขได้อย่างดี ความรักได้รับรู้ความรู้สึกของคนรักที่เก็บมานานหากเปิดใจรับฟัง สุขภาพหากรู้สึกเจ็บท้องลึกๆควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

 

ราศี  กันย์  17  กันยายน  ถึง  16  ตุลาคม

ท่านควรเริ่มต้นทำในสิ่งที่ควรทำได้แล้วและเมื่อเริ่มจะเห็นช่องทางที่จะก้าวต่อไปทีละขั้นตอนด้วยตัวของตัวเองเป็นหลัก การเงินรายได้ที่เข้ามาเก็บรักษาไม่อยู่มีช่องทางจ่ายออกในทันทีด้วยเหตุจำเป็นต่างๆ การลงทุนในตลาดทุนเป็นจังหวะที่ดีในการสร้างผลกำไรจากสิ่งที่ท่านเห็น โชคลาภมีได้ระหว่างเดินทางไปทำบุญ งานมีความมั่นคงมากขึ้นและสามารถขยายในสิ่งที่ตั้งใจไว้แม้จะอยู่นอกขอบข่ายที่ทำอยู่ ความรักความรู้สึกเก่าๆบางอย่างในด้านลบที่เกิดขึ้นกับคนรักควรสลัดออกไปให้เร็วไม่เป็นผลดีที่จะเก็บเอาไว้ สุขภาพระวังอุบัติเหตุจากความประมาทของตนเองให้มากขึ้น

 

ราศี  ตุล 17  ตุลาคม  ถึง  15  พฤศจิกายน

ช่วงนี้ท่านไม่ควรไว้ใจใครง่ายและด้วยความใจอ่อนอาจนำความเดือดร้อนมาให้ท่านได้โดยไม่รู้ตัว การเงินมีเข้ามาจำนวนมากจากหลายทางโดยเฉพาะที่ไม่คาดคิดจากผู้ใหญ่บางท่าน การลงทุนในตลาดทุนมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอกจึงควรรอดูสถานการณ์ไปก่อน โชคลาภยังคาดหวังอะไรไม่ได้ งานต้องใช้ความสามารถด้านการพูดให้มากขึ้นเพื่อโน้มน้าวใจให้แผนงานที่วางไว้ได้รับการสนับสนุน ความรักห่างกันบ้างก็น่าจะดีทั้งยังสร้างความเข้าใจต่อกันได้อีกด้วย สุขภาพอย่าหักโหมกับการออกกำลังกายจะเกิดผลเสียตามมาได้

 

ราศี  พิจิก  16  พฤศจิกายน  ถึง  15  ธันวาคม

ความเป็นจริงบางอย่างที่รับรู้มาหากเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะพูดก็ควรพูดไม่ควรนิ่งเฉยเพราะการพูดในเวลานี้จะมีน้ำหนักที่ดี การเงินมีรายได้เพิ่มขึ้นจากแหล่งรายได้หลักหากให้ความใส่ใจมากขึ้นแต่ต้องระวังการสูญหายจากความเลินเล่อ การลงทุนในตลาดทุนใช้ข้อมูลและความรู้ที่มีให้เต็มที่จะสร้างผลกำไรได้อย่างมาก โชคลาภมีโอกาสสูงที่จะได้อย่างที่ไม่เคยได้มาก่อนด้วยความตั้งใจ งานต้องหาผู้ช่วยเข้ามาได้แล้วก่อนที่จะสายเกินไป ความรักอย่าให้เรื่องภาระหน้าที่มาเป็นอุปสรรค์ของความสัมพันธ์ควรจัดสรรให้ดี สุขภาพหากมีใครแนะนำให้รับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินบางอย่างในช่วงนี้เป็นสิ่งดีที่ควรทำ

 

ราศี  ธนู  16  ธันวาคม  ถึง  14  มกราคม

สัปดาห์นี้ท่านมีหลายเรื่องที่ทำให้ท่านเกิดความกังวลใจการได้ไปทำบุญปล่อยปลาจะช่วยให้ดีขึ้นอย่างมาก การเงินมีเข้ามาจากช่องทางเดิมมากขึ้นหากท่านให้ความใส่ใจในส่วนนี้เพิ่มขึ้นแต่ต้องระวังการเสียเงินในเรื่องที่ไม่จำเป็นมากเกินไปเหตุเพราะความต้องการของตนเอง การลงทุนในตลาดทุนสามารถสร้างผลกำไรได้จากปัจจัยภายนอกหนุนเสริม โชคลาภมีโอกาสเกิดขึ้นจากกการนำมาของคนที่ท่านไม่รู้จัก งานเป็นช่วงเวลาที่ดีเดินหน้าเต็มที่ตามแผนได้เลย ความรักด้วยเงื่อนไขของงานช่วยเสริมสร้างให้ความรักสมบูรณ์ขึ้น สุขภาพหากมีแผลที่เกิดขึ้นมานานแล้วอย่านิ่งนอนใจรักษาให้หายโดยเร็ว

 

ราศี  มังกร  15  มกราคม  ถึง  12  กุมภาพันธ์

ท่านควรเดินทางไปพบกับผู้ใหญ่บางคนที่ต้องการพบท่านในช่วงนี้เพราะมีแต่สิ่งดีๆรออยู่แม้ว่าอาจต้องเจอกับเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจบ้างก็ตาม การเงินดีมีเข้ามาเป็นก้อนใหญ่ช่วยให้สภาพคล่องดีขึ้น การลงทุนในตลาดทุนเปิดความคิดให้กว้างขึ้นรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านรับรองว่าให้ผลกำไรได้บ้างในช่วงนี้ โชคลาภมีเข้ามาให้เห็นได้จากผู้สูงอายุนำมา งานใส่ใจในรายละเอียดของเนื้อหาให้มากขึ้นเพราะอาจมีบางส่วนผิดเพี้ยนไปจากคนบางคน ความรักใช้ช่วงเวลาที่มีกับคนรักให้มากขึ้นก็น่าจะดี เดินขึ้นลงที่ต่างระดับหรือบันไดอย่าเร่งรีบจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

 

ราศี  กุมภ์  13  กุมภาพันธ์  ถึง  14  มีนาคม

สัปดาห์นี้ท่านอาจต้องเดินทางอย่างกะทันหันซึ่งก่อนเดินทางควรเข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านซึ่งท่านเคยบูชามานานจะได้รับความสะดวกในการทำภารกิจครั้งนี้ การเงินมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากแต่ไม่เป็นก้อนใหญ่อย่างที่ต้องการและระวังการรั่วไหลทำให้เสียหาย การลงทุนในตลาดทุนอย่าเป็นไปตามกระแสจะเสียหายโดยไม่รู้ตัว โชคลาภจากการเสี่ยงโชคมีทั้งความเสี่ยงและโอกาสแต่ให้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลก็จะส่งผลดีตามมา ความรักแม้ผู้ใหญ่บางคนจะไม่เห็นด้วยแต่ความมุ่งมั่นจะทำให้ท่านก้าวข้ามความผิดหวังไปได้ สุขภาพจะดีกว่านี้หากมีความสม่ำเสมอมากกว่านี้กับความตั้งใจที่ทำอยู่

 

ราศี  มีน  15  มีนาคม  ถึง  12  เมษายน

ความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หากได้ทำจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากหลายๆฝ่าย การเงินไม่ค่อยคล่องตัวจึงต้องใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้นไม่เช่นนั้นจะสะดุดติดขัดได้ง่ายๆ การลงทุนในตลาดทุนตัดสินใจด้วยตนเองจะให้ประโยชน์มากกกว่าการเชื่อคนอื่นในเวลานี้ โชคลาภมาด้วยความตั้งใจอย่าลังเลที่จะทำในสิ่งที่คิดโอกาสมาถึงแล้ว งานหากพบสิ่งผิดปรกติควรเข้าไปแก้ไขในทันทีจะช่วยให้ไม่ต้องเสียหายครั้งใหญ่ ความรักมีความมั่นคงมากขึ้นกับสิ่งที่ท่านทำให้คนรัก สุขภาพระวังจะถูกของแข็งกระแทกที่หน้าอกระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง

 

 

คติคำคมประจำสัปดาห์

   “ความกังวลและความกลัวไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่กลับจะยิ่งสร้างปัญหา”

 

Inkjet Printer ระบบแทงก์ อีกนิดก็เกินครึ่งตลาด

 

นับตั้งแต่ปี 2015 ตลาดพรินเตอร์ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมากจากที่เคยพริ้นต์เอกสารและภาพถ่ายเป็นการส่งและแชร์ไฟล์ แชร์ภาพผ่านโลกออนไลน์ โดยเฉพาะพรินเตอร์ อิงค์เจ็ตทั่วไปที่ตัวเครื่องถูกหมึกแพง และพรินเตอร์เลเซอร์ตลาดล่าง ส่วนตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ระบบแทงก์ เป็นตลาดเดียวที่มีการเติบโต จากสัดส่วนจำนวนเครื่อง 14% ในปี 2014 เป็น 24% ในปี 2015 และ 32% ในปีที่ผ่านมา

 

ระบบแทงก์สัดส่วนเกือบของตลาด

เอปสันคาดว่าปีนี้พรินเตอร์อิงค์เจ็ต ระบบแทงก์ จะมีสัดส่วน 40% และ 46% ในปี 2018

ส่วนหนึ่งของการเติบโตคือตลาดนี้ทุกเวนเดอร์ทั้ง HP Brother Canon และ Epson ช่วยกันผลักดันตลาดจากเปิดตัวพรินเตอร์ระบบแทงก์เข้าสู่ตลาดอย่างต่อจากการมองเห็นโอกาสทางการตลาด ะรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายพรินเตอร์ที่มูลค่าที่สูงขึ้น

โดยการแข่งขันในตลาดนี้ส่วนใหญ่แข่งขันกันในเรื่องของ

1.คุณภาพของงานพิมพ์ และความรวดเร็วในการพิมพ์

2.ต้นทุนต่อแผ่นที่ถูกกว่าพรินเตอร์อิงค์เจ็ตแบบเดิมๆ จากค่าเฉลี่ยแผ่นละ 3-5 บาท เหลือเพียงไม่กี่สตางค์

3.ฟีเจอร์เสริมต่างๆ เช่นเชื่อมต่อไวไฟ สั่งพิมพ์จากสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

4.จุดจำหน่ายสินค้าและพนักงานขายที่มีพฤติกรรมขายสินค้า 2 รูปแบบคือ เชียร์สินค้าที่มีปัญหาในการใช้งานน้อยสุด หรือเชียร์สินค้าที่ให้คอมมิชชั่นสูงสุด

และ5.กิจกรรมทางการตลาดต่างๆ เช่นโปรโมชั่นลดลงที่ดึงดูดการตัดสินใจผู้บริโภค โดยเฉพาะแคมเปญส่วนลดเครื่องเก่าแลกซื้อเครื่องใหม่ ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคที่เสียดายเครื่องเก่าเพราะยังสามารถใช้งานได้อยู่แม้จะมีต้นทุนต่อแผ่นที่สูงกว่าตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ง่ายขึ้น

ยรรยง มุนีมงคงทร ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน (ประเทศไทย) ยอมรับว่า โปรโมชั่นมีผลกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในระดับหนึ่ง ไม่แพ้ช่องทางจัดจำหน่าย คู่ค้า และพนักงานหน้าร้าน โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่ร้านไอทีที่ลูกค้าคุ้นเคยมีส่วนสำคัญในการผลักดันยอดจำหน่ายมาก เพราะผู้บริโภคโดยเฉพาะต่างจังหวัด นิยมปรึกษาร้านค้าที่ไว้วางใจ ต่อรองราคาส่วนลดก่อนตัดสินใจซื้อจริง

ซึ่งเทรนด์นี้คล้ายๆ กับกรุงเทพ ที่ยอดจำหน่ายพรินเตอร์ในกลุ่มคอนซูเมอร์ส่วนใหญ่ยังคงมาจากร้านค้านอกห้างที่สามารถต่อรองราคาและของแถมได้ และมองสินค้าที่จำหน่ายตามห้างเป็นเพียงโชว์รูมที่เข้ามาดูสินค้าศึกษารายละเอียดเบื้องต้น แต่เทรนด์การซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้าก็มีการเติบโตที่สูงขึ้น

 

แข่งขันแรง แชร์ต้อง 50%

จากเกมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ยรรยง ต้องการการเติบโตด้วยส่วนแบ่งตลาด 50% ในปีปฏิทินเอปสันสินสุด 30 เมษายน 2018 จากปัจจุบัน 44% ในตลาดอิงค์เจ็ต พรินเตอร์ ระบบแทงก์ ด้วยแนวทางการตลาดที่สำคัญ 4 ประการ ที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภค และขยายไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาคการศึกษา อย่างต่อเนื่อง

1.สร้างแวลู่ให้กับพรินเตอร์ ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์พัฒนาโซลูชั่น ให้กับลูกค้านำไปต่อยอดการใช้งานหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กร

2.ให้ความสำคัญกับช่องทางจำหน่าย ผ่านการสื่อสารด้านความคุ้มค่า มากกว่าด้านราคา และเอปสันเป็นรายแรกในตลาดอิงค์เจ็ตระบบแทงก์ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน

3.จัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

4.ปรับปรุงดีไซน์พรินเตอร์ใหม่ให้มีขนาดเล็กลง พร้อมเทคโนโลยีการเติมหมึกที่สะดวกขึ้น

ซึ่งการปรับปรุงดีไซน์นี้ เอปสันได้เปิดตัวสินค้าพร้อมกัน 5 รุ่น มีจุดเด่นหัวพิมพ์ไมโครปิเอโซรุ่นใหม่ PrecisionCore สามารถพิมพ์ งานปริมาณมากในความเร็วสูง และให้ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นที่ถูก โดยพิมพ์สีอยู่ที่ 13 สตางค์ และพิมพ์ขาวดำ  5 สตางค์ ทั้งยังสามารถพิมพ์สองหน้า (Duplex) แบบอัตโนมัติ และพิมพ์แบบไร้ขอบ (Borderless) ได้ใหญ่สุดถึงขนาด A4

และการเปิดตัวในครั้งนี้ทำให้เอปสันมีพรินเตอร์ระบบแทงก์มากถึง18 รุ่นสูงสุดในตลาด เจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

 

ตลาดพรินเตอร์2014 – ตลาดรวม 1.509 ล้านเครื่อง

อิงค์เจ็ตทั่วไป 55%

อิงค์เจ็ตระบบแทงก์               14%

เลเซอร์ความเร็วไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที 22%

เลเซอร์ความเร็ว 21-150 แผ่นต่อนาที 10%

 

2015 – ตลาดรวม 1.313 ล้านเครื่อง

อิงค์เจ็ตทั่วไป 46%

อิงค์เจ็ตระบบแทงก์               24%

เลเซอร์ความเร็วไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที 18%

เลเซอร์ความเร็ว 21-150 แผ่นต่อนาที 12%

2016– ตลาดรวม 1.295 ล้านเครื่อง

อิงค์เจ็ตทั่วไป 40%

อิงค์เจ็ตระบบแทงก์               32%

เลเซอร์ความเร็วไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที 16%

เลเซอร์ความเร็ว 21-150 แผ่นต่อนาที 12%

 

2017 – ตลาดรวม 1.316ล้านเครื่อง*

อิงค์เจ็ตทั่วไป 35%

อิงค์เจ็ตระบบแทงก์               40%

เลเซอร์ความเร็วไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที 14%

เลเซอร์ความเร็ว 21-150 แผ่นต่อนาที 12%

 

2018 – ตลาดรวม 1.509 ล้านเครื่อง*

อิงค์เจ็ตทั่วไป 35%

อิงค์เจ็ตระบบแทงก์               46%

เลเซอร์ความเร็วไม่เกิน 20 แผ่นต่อนาที 13%

เลเซอร์ความเร็ว 21-150 แผ่นต่อนาที 11%

ที่มา : เอปสัน กันยายน 2017

 

ตลาดอิงค์เจ็ตพรินเตอร์

2016       4,000 ล้านบาท

2017*       4,400 ล้านบาท

2018*       4,800 ล้านบาท

ที่มา : เอปสัน กันยายน 2017

*คาดการณ์

 

 

 

 

BKK’s Secret Address : Old Town vs CBD (1)

Curated by Ploy เวอร์ชั่นบางกอกไกด์ฉบับกระทัดรัด พาไปชมกิจการเล็กๆแต่พลังสร้างสรรค์แรงชัด ผลงานของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจคิดงานอย่างประณีต นำมาซึ่งความพิเศษเฉพาะโดดเด่นแตกต่าง จนสร้างกลุ่มลูกค้าได้โดยแทบไม่ต้องใช้งบเพื่อการโฆษณาและการตลาด พบกับสตูดิโอโชว์รูมสวยศิลป์ในย่าน Central Business District (CBD) – สาทรในตอน (1) และที่พักแรมบรรยากาศประหนึ่งพิพิธภัณฑ์เปี่ยมชีวิตชีวาใน Old Town ย่านเก่าแห่งบางกอกตอน (2) ในเดือนหน้า สองย่านของกรุงเทพฯที่มีความต่างกันสุดขั้ว พร้อมจุดน่าเดินเล่นเที่ยวชมชิมในทั้งสองย่าน

CBD : Sathorns Secret Address ในซอยเล็กๆร่มรื่นตรงข้ามสถาบันเกอเธ่ คือที่ตั้งของโชว์รูมขนาดกะทัดรัดของศิลปินสาวเก๋ผู้ผันตัวเองจากการทำงานกราฟฟิก มาสู่โลกของการออกแบบเครื่องใช้ เครื่องประดับที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร กุ๊ก ชนิดา วรพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่อแปลกที่เรียกย่อๆว่าคัสคัส ชื่อเต็มคือ Cuscus the Cuckoos กุ๊กเล่าว่า Cuscus เป็นชื่อลิง ที่เธอเลือกมาเพราะ C C ตรงกับอักษรย่อชื่อเล่นและชื่อจริงของตัวเองพอดี ด้านหลังโชว์รูมของกุ๊กคือสตูดิโอพื้นที่ทำงานของเอิ้ก (วรณัฐ วรพิทักษ์) สามี ซึ่งทำงานทางด้านศิลปะเช่นเดียวกันแต่แตกต่างไปคนละแขนง

แรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์คัสคัสฯแปลกไม่แพ้ชื่อ   กุ๊กเป็นคนชอบวาดรูป เธอนำรูปที่วาดมาออกแบบลวดลายดีไซน์กราฟฟิกสำหรับเครื่องใช้ต่างๆ งานของกุ๊กมีเอกลักษณ์ชัดเจน สวยเท่แปลกตา สีสันสดเจิด กรุ่นกลิ่นอายวินเทจนิดๆ แลดูลึกลับ ทว่าเป็นมิตร ร่าเริงและหลุดโลกหน่อยๆ  อาจเพราะการหลอมรวมความชอบส่วนตัวของเธอ ที่มีต่อเรื่องรอบตัวที่กระทบใจทั้งการเดินทางและงานออกแบบต่างๆจากย่านเก่าๆทั่วกรุงเทพฯ ผนวกกับการที่กุ๊กซึมซับเรื่องราวของงานดีไซน์จากของสะสมประเภทสิ่งพิมพ์วินเทจ หนังสือ นิทาน โปสเตอร์เก่าๆ  

สาวเก๋ยังหลงใหลแบบอักษรยุคอดีตที่หาพบได้ในย่านเยาวราช เจริญกรุง จึงหยิบดึงมาใช้สร้างจินตนาการใหม่ ผสมผเสกับประสบการณ์ทริปประทับใจที่เจ้าตัวบอกว่ากลับมาแล้ว ระดับความอยากวาดรูปพุ่งสุดแบบไฟลุกพรึ่บ

“หลังจากแต่งงานก็ได้เที่ยวที่แปลกๆอย่างไปงานดนตรีอิเล็คโทรนิค แนว noise ผสม synths มีภาพ เสียง กลิ่น ครบ ชื่องาน Unsound  จัดที่เมือง Krakow ประเทศ Poland ตัวงานสร้างแรงบันดาลใจมากๆ จัดเจ็ดวัน โชว์หมุนทั้งเมืองค่ะ  

คนจัดงานสร้างเส้นทางให้เราไปดูวงทดลองต่างๆของศิลปินหลากหลาย ตามเส้นทางสวยๆที่สำคัญๆในเมือง Krakow เพื่อเป็นการโปรโมตเมืองไปด้วย มีทั้งจัดในพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ โรงจอดรถไฟเก่า โรงหนัง กลางวันก็มีโปรแกรมการพูดคุยบรรยาย (Talk) มีฉายหนัง แต่ละปีธีมงานไม่ซ้ำกัน ปีที่กุ๊กไปเป็นธีม The Dream เกี่ยวกับความฝันค่ะ บางปีก็จะมีธีมที่สร้างความประหลาดใจไม่บอกล่วงหน้าก่อนว่าจะจัดในเหมืองเกลือ”

                กุ๊กบันทึกความประทับใจต่างๆด้วยการวาดรูปและนำมาออกแบบลวดลาย จัดวางบนผ้าพันคอ เข็มกลัด กระเป๋า ซึ่งเป็นงานผสมผสานทั้งเพ้นท์วาดลงสีและปักทับ    กระเป๋าขนนกผ้าคอตตอนแท้พิมพ์ลายของคัสคัสแปลกสะดุดตาสะพายแล้วแปลงร่างชุดเสื้อผ้าเรียบๆธรรมดาให้ดูน่าตื่นตาแฟชั่นเนเบิ้ลขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

เสื้อมือสองที่เธอเสาะหามาเพ้นท์ปักทับก็เป็นที่ต้องการของลูกค้า กุ๊กยังชอบเลือกผ้าไหมไทยอุบลแท้ๆมาใช้สลับกับผ้าใยธรรมชาติเนื้อหนาอื่นๆ กระเป๋าหนังแท้เพ้นท์มือแต่ละใบลวดลายไม่ซ้ำก็ติดอันดับขายดี อาจเพราะงานออกแบบแทบทุกชิ้นของกุ๊กมีลักษณะที่เรียกว่า Wearable Art และยังได้อารมณ์งานหัตถกรรม (Craft) ที่มีความเนี้ยบประณีต กลุ่มลูกค้าของเธอจึงค่อนข้างกว้างและหลากหลาย ชายหญิงหลากวัยและเชื้อชาติ

“ออกแบบเพราะคิดไว้ว่าเราอยากใช้อันนี้แบบนี้เอง ก็เลยทำ ใช้ของดีจริงๆ ผ้าต้องพิมพ์สีที่ดี ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม คิดว่าลูกค้าน่าเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อสารผ่านตัวงาน คนที่เข้ามาก็จะเป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน ทุกคนมาเพราะชอบลวดลายกับตัวงาน” ผ้าไหมที่กุ๊กใช้ทำผ้าพันคอนิ่มและสีคมชัดเพราะพิมพ์ด้วยระบบกัดกรดลงบนไหมแท้ที่เธอคัดผ้าแบบไหมร้อยเปอร์เซนต์ไม่ผสมเส้นใยอื่นๆ ผ้าคอตต้อนแท้เนื้อนุ่มก็มีให้เลือก”

คัสคัสเป็นแบรนด์ที่นำเสนอชิ้นงานที่มีลักษณะงานประดิษฐ์ หัตถกรรมสวยศิลป์แต่ละชิ้นไม่ซ้ำ ต่างจากงานผลิตล็อตใหญ่จากโรงงาน ชิ้นงานที่สามารถวางจำหน่ายไม่ได้ผลิตออกมาแยะพรึ่บ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งห้างสรรพสินค้า เรียกว่ามีความคล่องตัวสูงเคลื่อนที่ได้ตามใจแบบไม่ผูกมัดในรูปแบบป๊อบอัพสโตร์ ตลอดจนเปิดขายในงานแฟร์หรือตลาดสุดสัปดาห์ที่คัดสรรแล้วว่าตรงกลุ่มเป้าหมาย สมัยนี้ยังมีช่องทางจำหน่ายทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

ล่าสุดกุ๊กเปิดสตูดิโอให้ผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ตามเวลานัดหมายในซอยเล็กแสนร่มรื่นไม่ไกลจากสถาบันเกอเธ่อันเก่าแก่ หมุดหมายทางวัฒนธรรมใจกลางย่าน CBD ย่านนี้ยังมีทั้งความอร่อยเก่าแก่อันเป็นตำนานคู่ย่าน ร้านกาแฟคุณภาพเลิศ และแกลลอรี่ศิลปะใหม่ๆมากมาย

 

Around Cuscus the Cuckoos Studio & Showroom 36/1 สาทร 1 ซอยเกอเธ่ ถ.สาทรใต้ สาทร กทม. โทร 0970058569  Line : cuckoos  www.cuscusthecuckoos.com (นัดหมายเยี่ยมชมล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน)

ลิสต์แหล่งโปรดที่กุ๊กเจ้าถิ่นแนะนำ “ร้านกาแฟ es/pe/ro ค่ะ www.facebook.com/esperocafe/ กาแฟอร่อยเป็นกันเองไม่แพงด้วย  ไม่ไกลจากคัสคัสมีแกลลอรี่ไว้ดูงานศิลปะดีๆ  bangkok city city gallery www.facebook.com/bangkokcitycity/ ห้องอาหารมาลัย โรงแรมมาเลเซีย  เปิด 24 ชม.   ข้าวต้มอร่อยทุกอย่างค่ะ   www.malaysiahotelbkk.com และ อาหารเยอรมันเยื้องคัสคัสเลยคือ รัชตูเบ้ (Ratsstube)  www.ratsstubebangkok.com/ ในเกอเธ่เลยค่ะ ซุปหัวหอม ยำเนื้อ ยำวุ้นเส้น อร่อยหมด” รัชตูเบ้ยังมีเมนูเยอรมันพื้นบ้านโดดเด่นอย่างไส้กรอกรวม และ Beef Rolls (Rouladen) ราดน้ำเกรวี่สูตรพิเศษเฉพาะด้วย ส่วนร้านโปรดของครอบครัวดิฉันในละแวกนี้คือ ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ www.chandrphen.com เปิดบริการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ต้นตำรับไก่ย่างแสนอร่อยที่เป็นตำนาน ปูจ๋า สุกี้แห้งทะเลหม้อไฟ ด้านหลังที่จอดรถจันทร์เพ็ญ เดินทะลุไปร้านกาแฟสุดเจ๋งที่มีกาแฟคั่วบดรสดีเยี่ยมและขนมอบหวานอร่อยละมุน ไซส์พิเศษที่ทางร้านรู้ใจเหล่าคนรักขนมที่ต้องการชิมลิ้มลองความหวานหลากหลายชนิด แต่กังวลว่าจะทานไม่หมดรวมถึงกระทบน้ำหนักตัว ทางร้านจึงตั้งใจทำขนมให้มีขนาดเล็กพอดีกับความต้องการ แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ สมชื่อร้านคือ Size S Cafe & Bakery www.facebook.com/SizeScafe/ สั่งขนมไซส์มินิมาลองแกล้มกาแฟคั่วเองในร้านที่มีกลิ่นรสพิเศษเฉพาะสำหรับคอกาแฟตัวจริง

 

                เดือนหน้าไปต่อกันด้วย Secret Address ในย่าน Old Town ที่หมุดหมายลึกลับจะน่าสนใจขนาดไหน โปรดติดตาม

Curated by Ploy

Lกฮ. เติบโตสูงสุดในสื่อดิจิทัล

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ Digital Advertising Association (Thailand) (DAAT) ร่วมกับ กันตาร์ ทีเอ็นเอส (ไทยแลนด์) เปิดเผยตัวเลขมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของปี 2560  ในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมฯ หรือ DAAT DAY Digital 4.0 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยการเก็บข้อมูลจาก 22 มีเดียเอเยนซี่ชั้นนำของประเทศไทย  พบว่าครึ่งปีแรกมีการใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลอยู่ที่ 6,086 ล้านบาท และตัวเลขคาดการณ์ ณ สิ้นปี 2560 น่าจะสูงถึง 12,000 ล้านบาท  หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 29% เมื่อเทียบกับปี 2559 ทั้งนี้เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อดิจิทัลที่แปรผันตามพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ที่เติบโตสูงเช่นกัน 

จำกัดการโฆษณาแต่แอลกอฮอลล์ กับเติบโตสูงสุด

เมื่อดูถึงการเติบโตกลับพบว่ากลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเติบโตสูงถึง 126% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าการใชช้จ่ายในปีนี้ที่ 602 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ รถยนต์เติบโต 72% อันดับ 3 คือกลุ่มประกัน และ4  ธนาคาร เติบโ9 43% เป็นกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูง ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมหันมาใช้ Online/Mobile Banking กันมากยิ่งขึ้น  รวมไปถึงการตลาดที่เน้นการเติบโตของยอดขาย เช่น Lead generation ของกลุ่มธนาคาร

และกลุ่มที่มีการใช้เงินในดิจิทัลลดลงกลับเป็นกลุ่ม น็อนแอลกอฮอล์และสกินแคร์ ที่มีการใช้งบลดลง -35% และ-19% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งจากเศรษฐกิจที่ชะลอดตัว

 

รถยนต์ยังเป็นกลุ่มที่ติดอันดับ 2 เจ้าบุญทุ่มด้วยงบ1,280 ล้านบาท ในการกระตุ้นยอดขายของค่ายรถผ่านทางสื่อดิจิทัลแล้ว สื่อดิจิทัลเองได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการหาข้อมูลและเชื่อมต่อกับแบรนด์ เนื่องจากยานยนต์จัดเป็นหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีข้อมูลที่มากพอในการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ (High Involvement Category)

กลุ่มสินค้าประเภทโทรคมนาคมและการสื่อสาร เป็นกลุ่มมีการลงโฆษณาดิจิทัลมากที่สุดมีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2560 จะมีเม็ดเงินสะพัดถึง 1,300 ล้านบาท  การเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มสินค้านี้เป็นผลจากพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย รวมถึงการแข่งขันอย่างเข้มข้นของค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ที่หันมาสื่อสารกับผู้บริโภคบนช่องทางดิจิทัลมากขึ้น

ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ดูเหมือนมีการใช้สื่อดิจิทัลสูงกลับมีสัดส่วนเพียง 2% ในตลาดเท่านั้นหรือมูลค่า 283 ล้านบาท

 

 

 

 

 

Facebook แพลตฟอร์มยอดนิยมตลอดกาล

 

3 แพลตฟอร์มหลักที่ยังคงครองแชมป์งบโฆษณาสูงสุด ได้แก่ Facebook, YouTube และ สื่อโฆษณาแบนเนอร์ (Display)  โดยงบโฆษณาบนแพลตฟอร์มเหล่านี้รวมกันแล้วสูงถึง 50% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมด

เป็นที่น่าสังเกตว่า Facebook และ YouTube ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภค มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะ Facebook ที่สูงขึ้นกว่า 26% จากปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของสื่อโฆษณาแบนเนอร์ (Display) นั้นพบว่ามีอัตราการเติบโตที่ลดลงเล็กน้อย เป็นผลจากแพลตฟอร์มระดับโลกมีการออกผลิตภัณฑ์ทางด้านสื่อใหม่ๆ และการวัดผลที่ชัดเจนมากกว่า  รวมถึงความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปชื่นชอบรูปแบบของโฆษณาเคลื่อนไหว แบบวีดิโอหรือ GIF

ในขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียมีงบโฆษณาตามขึ้นมาเป็นอันดับ 4  เนื่องจากได้รับความนิยมจากแบรนด์ผ่านการโฆษณาเชิญชวนและการรีวิวสินค้าของผู้นำในโลกโซเชียล (Influencer) และเน็ตไอดอลต่างๆ ทำให้ ณ เวลานี้โซเชียลกลายเป็นที่สนใจของนักการตลาดมากกว่า Search และ Creative

การเติบโตของเม็ดเงินมูลค่าโฆษณาดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง  น่าจะทำให้เรามีโอกาสได้เห็นวงการสื่อโฆษณาดิจิทัลของประเทศไทยมีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจของเอเยนซี่และแบรนด์ในการใช้สื่อให้เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างคุ้มค่า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้าน data management เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด