All posts by Nuttachit

FUJI XEROX ปรับแบบการบริการสู่การตอบสนองขององค์กรในยุคดิจิทัล

ประเทศไทยได้เดินหน้าเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายขอภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลในทุกๆภาคส่วน ซึ่งสังเกตได้จากตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2559 ที่มีมูลค่ากว่า 325 พันล้านบาท โดยในปี 2560 นี้ ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอีก 15-16% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมที่ 375-376 พันล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวนี้เห็นได้ว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้ว

จากความสำคัญนี้ ฟูจิ ซีร็อกซ์ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์และการบริหารจัดการเอกสาร ได้เดินหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยการจัดงานโชว์โซลูชั่นและนวัตกรรมภายใต้ชื่องาน DocuWorld 2017 โดยทางฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้เผยว่าเป็นโซลูชั่นที่คิดค้นเพื่อธุรกิจของคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งในปัจจุบันฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้ติดตั้งโซลูชันต่างๆ ตาม Office ทั่วไปแล้วว่า 10,000 ราย

Transform องค์กรสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ภายในงาน DocuWorld 2017 ในครั้งนี้ทาง Marketeer ได้ร่วมพูดคุยและรับฟังถึงการจัดงานในครั้งนี้จาก โคจิ เทสึกะ ประธาน และ สมมาตร บุณยะสุนานนท์ รองประธาน ฟูจิ ซีร็อกซ์ ประเทศไทย ดังนี้

“ปี 2017 นี้เป็นปีที่ ฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครบ 50 ปี เราได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องกานใหม่ๆของภาคธุรกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นและบริการที่คิดค้นเฉพาะเพื่อธุรกิจของคนไทย โดยที่ต้องการให้นวัตกรรมการทำงานของฟูจิ ซีร็อกซ์ เป็นส่วนที่สร้างศักยภาพให้ธุรกิจมีความพร้อมที่จะแข่งขันและก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลได้ ฟูจิ ซีร็อกซ์ จึงได้เดินหน้าจัดงาน DocuWorld 2017 เพื่อสาธิตและนำเสนอโซลูชันต่างๆที่มาช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร”

ภายในงาน นอกจากการนำเสนอประวัติความเป็นมาทั้ง 50 ปีที่ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้วยังมีการจำลอง Smart Office ในสภาพแวดล้อมการทำงานด้วยระบบออฟฟิศอัจฉริยะภายใต้โซลูชั่น Smart Work Gateway ที่มาเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับรูปแบบการทำงานภายในองค์กรให้เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีจุดเด่นคือ สามารถจัดการเอกสารได้ทุกทีทุกเวลา ผ่านการเชื่อมโยงระบบคลาวด์ทั้งในส่วนของการใช้ข้อมูลร่วมกัน การสั่งพิมพ์ การแชร์ข้อมูลงานพิมพ์ และการแชร์ข้อมูลการพิมพ์ให้แก่ผู้อื่นโดยผ่านการสั่งการจากทุกอุปกรณ์ ทั้งเครื่องมัลติฟังก์ชั่น และสมาร์ทโฟน เป็นต้น

แค่จัดการได้คงไม่พอ แต่ต้องสามารถจัดการได้ทุกที่ทุกเวลา

สำหรับเรือธงภายในงาน Marketeer ขอนำเสนอความหลากหลายของระบบคลาวด์โซลูชั่นที่สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กจนระดับอุตสาหกรรม ดังนี้

  1. บริการ CCT: Cloud Communication tool ระบบที่สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยการทำงานของฝ่ายขายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งในการสื่อสารและเอกสาร
  2. Sky Desk Media Switch ระบบนี้ทำหน้าที่รวบรวมเนื้อหาดิจิทัลผ่านกล้องถ่ายรูปบนมือถือ โดยระบบนี้จะเชื่อมต่อข้อมูลดิจิทัลได้ทำนวนมากทั้ง วีดีโอ คลิปเสียง และเว็บไซต์ได้โดยตรงกับสื่อสิ่งพิมพ์
  3. Sky Desk Media Trek ระบบคลาวน์ที่เชื่อมต่อระบบนำทางด้วยเสียงไปยังระบบ GPS ผ่านสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานแต่ละรายซึ่งจะช่วยให้ รัฐบาล องค์กร และบริษัท สามารถจัดทำและนำเสนอคู่มือท่องเที่ยวผ่านระบบเสียงได้หลายภาษาสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้นข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
  4. XMPie แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปที่สนับสนุนข้อมูลและงานพิมพ์ที่หลากหลายช่วยให้ธุรกิจออนไลน์สำหรับเอเยนซี นักออกแบบเว็บไซต์ หรือเจ้าของธุรกิจได้เติบโตและได้ประโยชน์

ที่กล่าวมานี้แค่แพลตฟอร์มเบื้องต้นของภาคธุรกิจแต่สำหรับภาคอุตสาหกรรม ฟูจิ ซีร็อกซ์ ได้เตรียมโซลูชั่นที่เหมาะสมไว้ในงาน ดังนี้

  1. Digital Invoice Hub โซลูชั่นสำหรับการเงินและบัญชีที่มาช่วยลดภาระงานในการป้อนข้อมูลด้วยตนเองของใบแจ้งหนี้ไปยังระบบที่เตรียมไว้
  2. Mail Room Solution โซลูชั่นระบบบริหารจัดการงานเอกสารขาเข้า-ออก ขององค์กร แบบเรียลไทม์ พร้อมจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล

Swan Lake ตั้งเป้าขายเฟสสุดท้ายหมดใน 5 วัน พร้อมดึง พี่เบิร์ด เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

Swan Lake Resident Khao Yai คอนโดมิเนียมในรูปแบบ Green Concept Exclusive ที่มีพื้นที่ 3/4 จาก 68 ไร่ในส่วนของพื้นที่คอนโดเป็นมีเขียวล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ได้ทำการเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอสังหาฯไทยที่หมดทั้ง 112 ยูนิต ใน 28 วัน ซึ่งผลสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำ Integrated Campaign 360 หรือก็คือสารทำการสื่อสาร 360 องศา ในทุกช่องทาง โดยช่องทางที่ได้รับผลการตอบรับมากที่สุดคือ Online สามารถสร้าง Brand Awareness ได้อย่างถล่มทลาย ดังนี้

  • เข้าถึงคนกว่า 10 ล้านคน
  • คนดูคลิปรวมกว่า 1 ล้านครั้ง
  • มีคนติดตามบนเฟชบุ๊กเพิ่มขึ้น 10 เท่า
  • มีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเพิ่มขึ้น 10 เท่า
  • มีการโทรสอบถามลายละเอียดเพิ่มขึ้น 100%
  • มีผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการเพิ่มขึ้น 100%

จากผลลัพธ์นี้ทำให้ Swan Lake  เฟส 1-2 จำนวน 112 ยูนิต มูลค่า 1,500 ล้านบาท Sell Out เป็นที่เรียบร้อยภายใน 28 วันหลังจากเปิดตัว และมี Sell Want มีกว่า 80 รายที่รอเฟสถัดไป

Swanderland Green Codo ที่มีทั้งสุขภาพและความสุข

ในครั้งนี้ Marketeer ได้พูดคุยถึงที่มาและแรงบันดาลใจในการพัฒนาโครงการ Swan Lake Khao Yai กับ มานิต อุดมคุณธรรม ประธานกรรมการ บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนา โครงการฯ ดังนี้ “ปกติคนที่มาเขาใหญ่มักจะออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านเฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็น ส่วนช่วงกลางวันที่อากาศเริ่มร้อนจะเข้าบ้านไปเปิดเครื่องปรับอากาศ สวอนเลค เรสซิเด้นซ์ เขาใหญ่ ซึ่งมีธรรมชาติที่ร่มรื่นทั่วทั้งโครงการอยู่แล้วทั้งทะเลสาบ ต้นไม้ที่มากมายนับหมื่นๆ ต้น จึงมีแนวคิดที่จะทำให้ลูกบ้านออกมาใช้ชีวิตและมีความสุขอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เปรียบเสมือนวนอุทยานส่วนตัวได้ตลอดทั้งวัน ด้วยการสร้างเซอร์ไพรส์ ทำสิ่งที่เกินกว่าที่ลูกบ้านคาด  ทำให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขที่จะออกมาทำกิจกรรมนอกห้อง”

โดยการสร้างเซอร์ไพรส์ คือ การสร้างเลนขี่จักรยาน 2 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีทิวทัศน์ที่สวยงามต่างกันไป มีความท้าทาย และตื่นเต้นรอบเส้นทาง ซึ่งแนวคิดที่ทำเลน 2 ชั้นคือเกิดจากการที่คนไทยเป็นคนขี้เบื่อถ้าเกมีอะไรท้าทายและแปลกใหม่จะทำให้ลุกขึ้นมาหาความแปลกใหม่ด้านนอก นอกจากนี้ ยังสร้างฟิตเนสกลางแจ้งที่สามารถมองเห็นเนินเขาและวิวสวยพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด และยังให้เด็ก ๆ เติบโตท่ามกลางธรรมชาติด้วยการสร้างสนามเด็กเล่นกลางแจ้งด้วยเครื่องเล่นและวัสดุที่อิงกับธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างคอนโดได้อีกหนึ่งเฟสมาทำฟาร์มผักออแกนิกส์แทน เพื่อให้โรงแรมนำไปปรุงอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับให้บริการลูกบ้าน รวมทั้งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยสระว่ายน้ำกลางทะเลสาบแห่งแรกในไทย เพื่อให้ทุกครั้งที่ว่ายน้ำเหมือนได้ว่ายน้ำในทะเลสาบ

ตั้งเป้าขอขายเฟสสุดท้ายหมดใน 5 วัน

นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับ รีน่า อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้กล่าวถึงการทำตลาดและแคมเปญชอง Swan Lake Khao Yai ดังนี้ “โครงการ Swan Lake Khao Yai เป็นโครงการที่สร้างมิติใหม่และสร้างสีสันให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขาใหญ่คึกคักมากขึ้น ผู้ที่ได้มาชมโครงการต่างชื่นชอบโดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่ให้มากกว่าโครงการอื่น ซึ่งขณะนี้เฟส 1-2 ได้จำหน่ายหมดแล้ว และมีลูกค้าที่รอเปิดเฟสใหม่ประกอบกับเราคำนึงถึงความสุขของลูกบ้านที่ซื้อไปแล้วสามารถมาอยู่อย่างมีความสุข มีการรบกวนจากการก่อสร้างน้อยที่สุด เราจึงตัดสินใจเปิดเฟสสุดท้ายและก่อสร้างพร้อมกันทั้งหมดอีก 170 ยูนิต รวมเป็น 282 ยูนิตตามที่ได้ประกาศไว้ ทั้งที่หากเราเก็บไว้อีก 1-2 ปี และรอรถไฟความเร็วสูงเสร็จ จะสามารถขายได้ในราคาที่สูง ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมิเนียมสำหรับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเฟสสุดท้ายและสิ่งอำนวยความสะดวกกลางแจ้งดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2560 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งโครงการนี้ผ่านการตรวจประเมิน EIA เรียบร้อยแล้ว”

พร้อมกันนี้ได้ขอส่งแคมเปญ SwanLake Swanderland โดย สวอนเลค เรสซิเด้นซ์ เขาใหญ่ ยังเตรียมจัดงาน  “สวอนเลค สวอนเดอร์แลนด์” ระหว่างวันที่ 14-18 มิถุนายนนี้ ที่แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน ซึ่งภายในงานจะมีการนำเสนอจุดเด่นของโครงการ รวมทั้งจะมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษให้กับผู้จองสูงสุดกว่า 800,000 บาท โดยทางคุณรีน่า ได้ขอตั้งเป้าขายหมดทั้ง 170 ยูนิตภายในงานนี้อีกด้วย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนที่รักธรรมชาติต้องการอยู่กับธรรมชาติ โดยมีห้องขนาดตั้งแต่ 67-197 ตารางเมตร

พี่เบิร์ด อีกหนึ่งความสำเร็จของ Swan Lake

เฟส 1-2 คาดว่าจะสามารถเข้าอยู่ได้ในช่วงสิ้นปี 2560 โดยในเฟสสุดท้าจะแล้วเสร็จใจเดือนตุลาคม 2562  ซึ่งจุดเด่นของโครงการที่สร้างความสำเร็จให้กับสวอนเลค เรสซิเด้นซ์ เขาใหญ่แล้ว การได้ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมืองไทยอย่างคุณเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จ ดังนั้น การสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับลูกบ้านและการเปิดเฟสสุดท้ายในครั้งนี้จึงมอบให้คุณเบิร์ดมาทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อในแคมเปญ “สวอนเลค สวอนเดอร์แลนด์” Swanlake Swanderland เพื่อเผยแพร่เรื่องราวความเซอร์ไพรส์ผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่มีคุณเบิร์ด และคุณมานิต อุดมคุณธรรม เจ้าของโครงการสวอนเลค เรสซิเด้นซ์ เขาใหญ่ เป็นคนเดินเรื่อง นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งจะเริ่มเผยแพร่ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนนี้

ทางมานิต ได้เปิดเผยว่าเหตุผลที่ต้องเลือกพี่เบิร์ดเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ คือ พี่เบิร์ดเป็นคนที่มี Green Concept อยู่ในตัว เป็นคนที่รักธรรมชาติ ซึ่งตรงกับแบรนด์และ Concept ของแบรนด์ที่ดำเนินอยู่

สวอนเลค เรสซิเด้นซ์ เขาใหญ่ นับเป็นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 68 ไร่ ในเขาใหญ่ มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท โดยใช้แนวคิดการให้มากกว่าและแตกต่างจากโครงการอื่นด้วยพื้นที่สีเขียวสวยงามขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนเป็นวนอุทยานส่วนตัว โอบล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ต้น อุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กม. เลนจักรยาน 2 ชั้นรวมระยะทาง 5 กม. ลู่วิ่งและเลนจักรยานยาว 4 กม. ทะเลสาบ 7 แห่ง สระว่ายน้ำกลางทะเลสาบ ฟิตเนสกลางแจ้ง สนามเด็กเล่นท่ามกลางธรรมชาติ และยังมีสระบัวลานสาละลังกาที่มีต้นสาละลังกากว่า 500 ต้น น้ำตกที่สวยงามอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีลานสวนหินที่มีหินทรายขนาดใหญ่กว่า 10,000 ก้อน รวมทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาทั้งปลาคาร์ฟ ฝูงหงส์ ฝูงเป็ดแมนดาริน โดยใช้เวลาในการเนรมิตพื้นที่ธรรมชาติถึง 12 ปี ทุกห้องได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวของเขาใหญ่ที่สวยงามแบบ      พาโนรามาโดยไม่บดบังกัน ซึ่งทั้งโครงการจะมีเพียง 282 ยูนิตเท่านั้น มีห้องให้เลือก 4 แบบ ทั้ง 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน และเพนต์เฮ้าส์ ตกแต่งพร้อมอยู่แบบ Fully Furnished ในราคาเริ่มต้น 9.4 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงการยังเตรียมสร้างโรงแรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยแบบครบวงจร ทั้งดูแลห้อง       ทำความสะอาด ร้านอาหาร และโรงแรมยังจะทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนกลางรอบทะเลสาบใหญ่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ส่วนนี้จะมีผู้ดูแลอย่างดีในอนาคตและยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกบ้านอีกด้วย

1 ปี LINE MAN ฐานผู้ใช้ต้องมาก่อนรายได้

 

ไลน์แมน (LINE MAN) บริการการผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นบริการที่ไลน์มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีผู้ใช้จำนวนมากยังไม่มีด้วยซ้ำ ได้เกิดขึ้นมาครบ 1 ปีแล้ว

ไลน์แมน มีโมเดลแบบ O2O

ไลน์แมน มาจากไหน ? อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า  ไลน์แมน เกิดขึ้นในวันที่การรับส่งข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ถูกย้ายมาอยู่บนสมาร์ทโฟน หรือ Mobile at the center ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ และกลุ่มบริการสั่งซื้ออาหารออนไลน์ แต่ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินธุรกิจอยู่บนโลกออฟไลน์เป็นหลัก เทียบได้จากกลุ่มอีคอมเมิร์ซมีส่วนแบ่งเพียง 3.8% ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก และบริการสั่งซื้ออาหารออนไลน์ มีส่วนแบ่ง 4.9% ของตลาดร้านอาหารทั้งหมดของไทย

นี่จึงเป็นโอกาสของโมเดลธุรกิจแบบ O2O (Online to Offline) ที่เป็นการนำข้อดีของการสื่อสารที่รวดเร็วและสะดวกสบาย มาทลายกำแพงด้านเวลาและงบประมาณ  รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, การค้า, สินค้าอุปโภคบริโภค, การรับ-ส่ง สินค้า, การเดินทาง และการท่องเที่ยว ซึ่งในปี 2017 มีแอพพลิเคชั่นรูปแบบ O2O เปิดให้บริการมากกว่า 40 แอพ จากที่มีไม่ถึง 5 แอพในปี 2012 ซึ่ง  ไลน์แมน ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“การจะสร้างบริการอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อ ได้แก่ 1.โปรดักส์ที่เกิดขึ้นจากปัญหาของผู้บริโภคส่วนใหญ่ 2.การสร้างฐานลูกค้า และ 3.การสร้างรายได้ โดยไลน์แมนกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ 2”

4 บริการหลัก

1 ปีที่ผ่านมาไลน์แมนมีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 500,000 ครั้งต่อเดือนผ่าน 4 บริการได้แก่

  1. บริการสั่งซื้ออาหาร (Food Delivery) โดยจับมือกับ Wongnai ในการคัดเลือกร้าน ปัจจุบันมีทั้งหมด 30,000 ร้าน คิดค่าบริการขั้นต่ำ 55 บาท ร้านทั่วไปกิโลเมตรละ 9 บาท ส่วนร้านที่อยู่ในกลุ่ม RMS ซึ่งเป็นร้านพอสั่งอาหาร รายการจะมาที่ร้านเลย คนขับไลน์แมนไม่ต้องมารอคิว โดยคิด 7.2 บาทต่อกิโลเมตร ปัจจุบันมีทั้งหมด 500 ร้าน
  2. บริการรับส่งสิ่งของ (Messenger) ที่จับมือกับ Lalamove
  3. บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ (Convenience Goods) ซึ่งเป็นการซื้อสินค้าในเซเว่น อิเลฟเว่น
  4. บริการรับส่งสิ่งของผ่านไปรษณีย์ (Postal) บริการล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แบ่งการบริการออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่การส่งผ่าน Alpha Fast และ ไปรษณีย์ไทย

โตจากพื้นที่และบริการ

อริยะ บอกว่า ไลน์แมนจะโตจาก 2 ข้อ คือ 1.การขยายพื้นที่ให้บริการ ปัจจุบันครอบคลุมกรุงเทพแล้ว เดือนหน้าจะขยายไปที่นนทบุรี และจะทำให้ครอบคลุมปริมณฑลก่อนค่อยขยายไปต่างจังหวัด, 2.การขยายบริการ ซึ่งยังไม่บอกว่าจะมีอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายฐานผู้ใช้งานให้ ส่วนเป้ารายได้ยังไม่โฟกัสในตอนนี้ ซึ่งรายได้ในปัจจุบันมาจากค่าบริการเป็นหลัก รวมถึงการโปรโมทร้าน

ในอนาคต  อริยะ ต้องการให้ผู้ใช้ไลน์ทุกคนใช้ไลน์แมน ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยใช้ไลน์ประมาณ 41 ล้านคน

บริการไหน ? Hot ช่วงไหน ?

11.00 – 13.00 และ 17.00 – 19.00 บริการสั่งซื้ออาหาร

9.00 – 13.00 บริการรับส่งสิ่งของผ่านไปรษณีย์

ไลน์แมน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 500,000 คนต่อเดือน มีคนขับ 10,000 คน

70% ใช้บริการสั่งซื้ออาหาร

30% ใช้บริการรับส่งสิ่งของ, บริการรับส่งสิ่งของผ่านไปรษณีย์ และ บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ

*เรียงตามลำดับความนิยม

ใครคือผู้ใช้ ไลน์แมน

60% เป็นผู้หญิง

40% เป็นผู้ชาย

อายุ 18-42 ปี

มียอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 500 – 1,000 บาท

5 ร้านยอดฮิตจาก ไลน์แมน

1.ร้านเจ้โอ้ว

2.ก๋วยเตี๋ยวรุ่งเรือง

3.ข้าวมันไก่ประตูน้ำ

4.คินซ่า เกี๊ยวซ่า

5.ไก่บอนชอน

กัวลาลัมเปอร์…สร้างจุดขาย

       หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังพยายามปรับศักยภาพของเมือง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ และกระจายออกไปสู่ทุกภาคส่วน เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามา อย่างไรก็ต้องกินต้องใช้ ต้องเดินทาง และยิ่งมาเพิ่มขึ้นเท่าไร รายได้เข้าประเทศก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยตรงที่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างญี่ปุ่น เพราะบรรดานักท่องเที่ยวในภูมิภาคเรา แทนที่จะไปเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านกันเอง กลับโดดไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือยุโรปกันเสียหมด แต่ละประเทศจึงต้องพยายามหาจุดขายใหม่ๆ อย่างกัวลาลัมเปอร์   เมืองหลวงของมาเลเซียเองก็พยายามหาจุดขาย สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเข้าไปเพิ่มเติม หรือปรับแต่งวิถีชีวิตดั้งเดิมให้มีความน่าสนใจ และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ก่อนหากพูดถึงมาเลเซีย อาจจะนึกไม่ออกว่าอะไรคือสัญลักษณ์ของประเทศนี้ แต่วันหนึ่งที่เขาสร้างตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers) เสร็จ ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้ไปเลย เรียกว่า ใครไปมาเลเซีย ถ้าไม่ได้ไปถ่ายรูปกับตึกนี้ถือว่าไปไม่ถึง ล่าสุดเมืองกัวลาลัมเปอร์เองก็เนรมิตเขตเมืองเก่า อย่างไชน่าทาวน์ โดยการใส่หลังคาลงไประหว่างตึกแถวให้กลายเป็นถนนคนเดิน สามารถมาเดินได้ทั้งวัน ไม่ร้อนจนเกินไป หรือแปลงตลาดเก่า ใส่แอร์เข้าไป แล้วคัดเอาสินค้าพื้นเมือง และร้านอาหารต่างๆ เข้ามา ซึ่งก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างอยู่หมัด

มาเลเซียเป็นแหล่งของแร่ดีบุก มีงานหล่อที่นำดีบุกมาทำเป็นเครื่องใช้ได้อย่างสวยงามในนาม ‘รอยัล เซลังงอร์’ ซึ่งนอกจากจะออกแบบได้อย่างสวยงามแล้ว ยังนำเอาคาแรคเตอร์จากภาพยนตร์ Star Wars มาสร้างด้วย ทำให้ออกมาเป็นสินค้ารูปแบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง แทนที่จะทำในแบบเก่าๆ เท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าตลาดของภาพยนตร์เรื่อง Star Wars นี้มีอย่างกว้างขวาง เพราะอายุของภาพยนตร์นี้ก็กว่า 25 ปีแล้ว จึงมีแฟนที่อายุหลายระดับ และแน่นอนว่าก็มีผู้เก็บสะสมของที่ระลึกที่กระเป๋าหนักพอที่จะซื้อตุ๊กตาจากที่ทำจากดีบุกของแบรนด์ ‘รอยัล เซลังงอร์’ นี้ได้ ผมว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก    ที่รู้จักเอาภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกมาเป็นแนวทางการผลิตสินค้าที่เป็นท้องถิ่นได้ดูเข้าท่ามาก บ้านเราน่าจะนำไอเดียแบบนี้มาทำบ้าง

อีกเรื่องคือ มาเลเซียกำลังใช้ช่วงเวลาที่ค่าเงินกำลังตกลงมาแบบน่าตกใจ คือ ปกติเงินมาเลเซีย 1 ริงกิต จะเท่ากับ 10 บาท แต่ตอนนี้อยู่ที่ 7.8 บาทเท่านั้น ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยวมากขึ้น แถมราคาตั๋วเครื่องบินของ บ้านเราที่ถูกแสนถูก ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซียแบบง่ายยิ่งขึ้น

 

AEC: Creativity in AEC#6

ถึงเวลาที่ไทยต้องเข้าสู่ยุค Thailand First ประเทศไทยต้องมาก่อน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจไทย

 

 

ท่ามกลางกระแสการเมืองโลกที่ประชาชนโหยหาความยิ่งใหญ่ของประเทศตนในอดีตที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าในช่วงปัจจุบัน โดยได้โทษกระแสโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะนโยบายการค้าเสรีที่ทำให้การผลิตและการจ้างงานในประเทศตกต่ำ จนเป็นที่มาว่าทำไมคนอังกฤษจึงลงประชามติออกจากอียู ทำไมนายโดนัลด์ ทรัมป์ถึงสามารถชูนโยบายอเมริกามาก่อน หรือ America First จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ รวมถึงล่าสุดที่นางมารีน เลอ แปนที่ชูนโยบายฝรั่งเศสมาก่อน พร้อมเสนอฝรั่งเศสถอนตัวจากอียูและสกุลเงินยูโรจนสามารถผ่านการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก ก่อนพ่ายแพ้ไปในรอบตัดสินให้กับนายมาครง

 

ทั้งนี้ การที่ความเชื่อเรื่องโลกการค้าเสรีกำลังกลับทิศ จึงอาจมีความเป็นไปได้ ว่าในการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปลายปีหน้า จะมีผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชูนโยบายหาเสียง Thailand First หรือประเทศไทยต้องมาก่อน โดยอาจมองว่า การที่เศรษฐกิจไทยโตช้าเพียงราว 3.00-3.50% ต่อปี เป็นเพราะเราเปิดเสรีมากเกินไป เอกชนไทยหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านไม่ยอมลงทุนในประเทศไทย ผู้สมัครจึงอาจเสนอให้ไทยเก็บภาษีบริษัทเหล่านั้นมากขึ้น หรือเสนอนโยบายสุดโต่งอย่างการถอนตัวจากอาเซียนไปเลย

 

ชูนโยบาย “3 ลด” เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในอนาคตภายใต้เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ให้ความเห็นดังนี้ “หากจะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไทยต้องอยู่ร่วมกับโลกการค้าเสรีพร้อมเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ยึดหลักการชาตินิยมอย่างสุดโต่ง สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างทัดเทียมกับเพื่อนบ้าน เพราะหากประเทศรอบตัวได้ประโยชน์ ไทยเองก็ได้ดีตามมา ไม่จำเป็นต้องให้ประโยชน์เราเป็นอันดับแรก โดยอาศัยนโยบาย ‘3 ลด’ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ดังนี้

  1. ลดขนาดภาครัฐ

แผนของประเทศต้องชัดเจนว่าเราอยากเห็นภาครัฐมีขนาดใหญ่หรือเล็ก วัดได้จากสัดส่วนการใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP ที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 17% เราทราบกันดีว่าภาครัฐมีความคล่องตัวน้อยกว่าเอกชน บทบาททางเศรษฐกิจของภาครัฐควรลดลงและอยู่ในกรอบการกระจายรายได้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณะ เพื่อให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นในกิจกรรมเศรษฐกิจของประเทศ วิธีการลดบทบาทภาครัฐมีมากมาย ยกตัวอย่าง การเร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเดินหน้าความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP และเมื่อรัฐมีรายจ่ายลดลง รัฐก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีรายได้มากเช่นในปัจจุบัน รัฐอาจมีความสามารถปรับลดภาษีได้โดยไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ อีกทั้ง การลดภาษียังสามารถกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนได้อีกด้วย

  1. ลดกฎระเบียบ

ประเทศไทยยังมีปัญหาความยุ่งยากในการทำธุรกิจ เห็นได้จากอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของธนาคารโลกที่ให้ไทยอยู่ที่อันดับ 46 แม้ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ในปีก่อน แต่ยังห่างกับมาเลเซียและสิงคโปร์มาก ทั้งนี้ ควรมีการลดกฎระเบียบต่างๆ และเพิ่มความคล่องตัวของส่วนงานราชการให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเอกชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในเวทีโลก ไม่เช่นนั้นแล้ว นักลงทุนต่างชาติอาจยังลังเลที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตได้

  1. ลดกำแพงกั้นเพื่อนบ้าน

เพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ไทยเองควรเปิดประเทศให้กว้างและลึกขึ้น กว้างขึ้นคือ ควรเปิดเสรีการค้ากับหลากหลายประเทศให้มากขึ้น และลึกขึ้นคือควรเดินหน้าแก้กฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือถือครองสินทรัพย์ได้มากขึ้น ที่ผ่านมา การเปิดเสรีค่อนข้างช้า อาจเนื่องจากไทยกังวลว่าจะเสียผลประโยชน์กับประเทศอื่น จึงมีการเจรจาที่ยาวนาน แต่หากเรามองว่า แม้เราจะเสียประโยชน์ให้ประเทศอื่นบ้างเพื่อแลกกับการเติบโตและมีกระบวนการพัฒนาและเรียนรู้ในประเทศ ไทยเองก็น่าจะลองมาพิจารณาการเปิดเสรีบางกลุ่มได้ เช่น การเปิดเสรีภาคบริการในด้านการเงิน

 

ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยจะรอฟ้ารอฝนให้เป็นใจ หรือหวังให้ตลาดโลกฟื้นตัวเพื่อพยุงการส่งออกให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่พอให้เศรษฐกิจเติบโตได้เหนือ 4% และคงไม่มีหนทางที่จะหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปได้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจโลกฟื้น ไทยเองก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ ไปขาย เพราะขาดการลงทุนมานาน ไทยติดกับดักการลงทุนมา 4 ปีซ้อน และนับวันยิ่งจะห่างออกไปจากห่วงโซ่อุปทานตลาดโลก คงถึงเวลาที่เราต้องหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนภาคเอกชนหันกลับมาลงทุนเสียที ไม่เช่นนั้นแล้ว คงเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำยาวเป็นรูปตัว L และจะบ่มเพาะกระแสชาตินิยมให้ใช้นโยบายสุดโต่งเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราสามารถใช้นโยบายที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์น้อยกว่าโลก แต่โตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ นั่นคือนโยบาย 3 ลด หรือ The World First, Thailand Follows.”

 

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

สภาพัฒน์ฯ รายงานว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ 1.3% เทียบไตรมาสต่อไตรมาสหลังปรับฤดูกาล ซึ่งนับว่าขยายตัวได้ดีกว่าที่ทางเราคาดไว้ โดยรวมการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดี จากผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับราคาที่ดีกว่าปีก่อนมาก (ยกเว้นข้าว) ซึ่งช่วยให้รายได้ภาคเกษตรขยายตัวดี กำลังซื้อเริ่มกลับมา แต่การจับจ่ายใช้สอยไม่ได้เร่งแรงมากเหมือนในอดีต เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่เร่งตัวเต็มที่ นอกจากนี้ เศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกได้แรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่เร่งตัวได้ดี ด้วยสาเหตุสำคัญคือการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตรและปิโตรเลียมที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก อย่างไรก็ดี มองต่อไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มที่จะโตแผ่วลงจากสองปัจจัย คือ ราคาสินค้าเกษตรและปิโตรเลียมจะไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนมากนัก และเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีทิศทางไม่สดใสโดยเฉพาะจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่อาจกระทบจีน ซึ่งจะมีผลให้การส่งออกของของไทยไปจีนและไทยไปอาเซียนชะลอลงได้

SCB ประเมินเศรษฐกิจมวลรวมของ SME ไทยปีนี้ทะลุ 50% แน่นอน

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการรายย่อยหรือที่เรียกกันว่า SME มากกว่า 2.9 ล้านราย โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจมวลรวมหรือ GDP ของ SME สูงถึง 42% นับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยในปีนี้จากการสนับสนุบอย่างต่อเนื่องของภาครัฐผนวกกับความร่วมมือกับภาคเอกชนส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเดินหน้าละจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อเหล่าเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดย SCB คาดว่า GDP ของ SME ในปี 2560 นี้จะสามารถทะลุได้ถึง 50%

ด้วยความสำคัญดังกล่าวธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB จึงได้รวมมือกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จัดงาน SCB SME Fest : Fashion Health and Beauty เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่เอสเอ็มอีไทยในรูปแบบมหกรรมจัดแสดงสินค้าจากเอสเอ็มอีกว่า 180 ราย

 

SCB ขอเป็นแรงผลักดันให้เอสเอ็มอีไทย

ในครั้งนี้ภายในงาน Marketeer ได้ร่วมพูดคุยกับ พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าเอสเอ็มอี และผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ ถึงความร่วมมือจัดงานในครั้งนี้ ว่า “ในปี 2560 นี้ เศรษฐกิจมวลรวมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีมีเววเติบโตทะลุ 50% ซึ่งสูงกว่าปีก่อนๆ เป็นผลมาจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายและรวดเร็วขึ้นรวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้เอสเอ็มอีไทยมีแววก้าวกระโดดและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย นอกจากนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เห็นถึงความสำคัญของเหล่าเอสเอ็มอี จึงขอมีส่วนร่วมกับการเติบโตของเอสเอ็มอีไทยด้วยการจัดงานต่างๆขึ้นเพื่อให้เอสเอ็มอีไทยได้แสดงศัยภาพออกมา ตลอดจนได้ให้ความช่วยเหลือกับเอสเอ็มอีที่ต้องเจอกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่างๆด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Business Ecosystem เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจเอสเอ็มอีผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการอย่างครบวงจร”

 

SCB SME Fest : Fashion Health and Beauty

การจัดงานในครั้งนี้ SCB มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการยะระดับขีดความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การส่งเสริมและสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับเอสเอ็มอีไทยในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม การให้ความรู้จัดหลักสูตรอบรม แลกเปลี่ยนข้อมูลการพัฒนาตลาดการค้า ตลอดจนได้ขยายเครือข่ายเพื่อเกื้อกูลด้านธุรกิจระหว่างกันในอนาคต SCB SME Fest : Fashion Health and Beauty ได้ถูกจัดขึ้นในเชิงมหากรรมและจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มของ สินค้าแฟชั่น สุขภาพ และความงาม พร้อมได้จัดเวทีสัมนาระดมผู้เชี่ยวชาญในด้านธุรกิจต่างๆมาเป็นวิทยากรให้การแนะนำเหล้าเอสเอ็มอีที่มาร่วมงาน ด้านเวทีสัมมนาจะถูกจัดขึ้นตลอด 5 วัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมงานเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจตนเองในอนาคต อาทิ หัวข้อ Trend SME, Payment Ecosystem, Business In China, National Payment Policy เป็นต้น

ตลาดปากคลองใหม่ พื้นที่กับความเคยชินใครชนะ

 

จากการจัดระเบียบปากคลองตลาดได้กลายเป็น Topic ร้อนแรงในปีที่ผ่านมา จากแผงดอกไม้ที่ตั้งวางริมฟุตปาธจะต้องหาแผงใหม่ เช่นเข้าไปอยู่ในตลาดยอดพิมาน ตลาดปากคลองตรีเพชร และอื่นๆ ซึ่งการจัดระเบียบปากคลองนี้เองได้เป็นที่มาของ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ หรือ Flower Market Thailand ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 ไร่ ถนนพระเทพฯ ตัดถนนกาญนา ห่างจากปากคลองเดิม 7กิโลเมตร จากการมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ที่แผงดอกไม้ปากคลองจะมาเปิดแผงจำหน่ายดอกไม้แทนปากคลองตลาดเดิม

วัฒนธรรมความเคยชินหรือจะสู้พื้นที่และราคา

จุดเด่นของปากคลองตลาดใหม่คือพื้นที่ 50 ไร่ เปิดให้บริการตลอด24 ชั่วโมง พร้อมลานจอดรถ 2,000 คัน และศูนย์อาหาร โดยโครงการนี้เริ่มตั้งแต่สิงหาคม 2559

โดยปัจจุบันได้เปิดแผงดอกไม้ให้บริการในเฟสแรก จำนวน1,500 แผง จัดหมวดหมู่เป็นระเบียบ ตามประเภทดอกไม้ ก่อนขยายเป็น3,000 แผงในเฟสสอง ในช่วงปลายปี2560 และต่อยอดไปยังแผงผักและผลไม้ในเฟสที่สาม ซึ่งคาดการณ์เปิดครบทั้งสามเฟสได้กลางปี2561 ในราคาค่าเช่าแผงละ100 บาทต่อวัน หรือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งค่าเช่าที่ถูกนี้ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้ร้านค้าจากปากคลองเดิมเข้ามาเปิดแผงมากถึง70% ซึ่งร้านค้าส่วนหนึ่งที่มาเปิดยังคงมีร้านที่ปากคลองตลาดเดิม จากจำนวน90% ของ1,500 แผงที่เปิดให้บริการในเฟสแรก รวมถึงร้านค้าจากตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง และชาวสวนที่เคยขายส่งดอกไม้ให้ความสนใจเข้ามาเปิดร้านค้าในปากคลองตลาดใหม่จากค่าเช่าที่ถูก เมื่อเทียบกับค่าเช่าร้านดอกไม้ที่ปากคลองเดิมที่มีอัตราค่าเช่าประมาณ 4.5แสนบาทต่อเดือนในร้านค้าห้องแอร์ติดถนนใหญ่

ซึ่งใหม่ ติโลกพวิชัย กรรมการผู้จัดการ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ เชื่อว่าร้านค้าจากปากคลองตลาดเดิมจะเป็นแม่เหล็กที่สำคัญส่วนหนึ่งในการดึงกลุ่มผู้ซื้อโดยเฉพาะลูกค้าประจำให้เข้ามาเลือกดอกไม้ที่ปากคลองตลาดใหม่แทนเดินทางไปปากคลองตลาดเดิม

แต่ความถูก ใหม่และใหญ่นี้จะสู้ปากคลองตลาดเดิมได้หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไปในระยะยาว

เพราะปากคลองตลาดเดิมมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ มีร้านค้าติดถนน และย่อยๆ รายล้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดยอดพิมาน ตลาดส่งเสริมเกษตรกรไทย หรือแม้แต่ตลอดปากคลองตรีเพชรที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลมาก จนกลายความเคยชินของคนกรุงเทพเมื่อคิดจะซื้อดอกไม้ และมาลัยใช้ในโอกาสต่างๆ จากดอกไม้หลากหลายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศที่บางพื้นที่เปิดตลอด24 ชั่วโมง

และยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวสัมผัสดอกไม้ วิถีชีวิตตึกรามบ้านช่องสไตล์โบราณ ในฐานะตลาดแห่งวัฒนธรรมและตลาดดอกไม้ที่เคยติดอันดับสี่จาก10ในสิบของตลาดดอกไม้โลกได้เป็นอย่างดี

เรือหางยาวหมดความหมายทำเลที่ตั้งสะดวกที่แตกต่าง

ใหม่ให้เหตุผลของการเลือกพื้นที่บริเวณถนนพระเทพฯ ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่ระหว่างถนนกาญจนา จรัญสนิทวงค์แยกไฟฉาย เป็นพื้นที่เจ้าของสวนดอกไม้ทั่วทุกสารทิศเดินทางมาส่งดอกไม้ได้สะดวก โดยภาคใต้ตัดทางพระรามสอง เหนือมาทางถนนบางบัวทอง อีสานทางสระบุรี ส่วนตะวันออกขึ้นทางด่วนศรีรัช ออกเส้นกาญจนาได้อย่างรวดเร็ว และผู้ซื้อรายย่อยสะดวกสบายจากที่จอดรถ2,000 คัน สามารถเดินทางจากสถานีบีทีเอสบางหว้าทางรถยนต์ภายใน5 นาที พร้อมรถเมล์ 3 สายที่ผ่านหน้าตลาดได้แก่สาย 89, 710 และ 751 รองรับผู้ซื้อรอบกรุงเทพชั้นนอก

ซึ่งเมื่อเทียบกับปากคลองตลาดเดิม ที่มีปัญหาพื้นที่จอดรถมีอยู่อย่างจำกัดถึงแม้ยอดพิมานจะมีลานจอดรถใหม่ที่ใช้ลิฟท์อัตโนมัติรองรับรถจำนวนก็ตาม จุดเด่นคือตั้งอยู่ในกรุงเทพชั้นในที่สามารถส่งดอกไม้ได้ทางรถที่อาจจะสร้างปัญหารถติดในบางช่วงเวลา และทางเรือขนดอกไม้ ถึงแม้ว่าวันนี้การขนส่งทางเรือจะไม่เฟื่องฟูเท่าในอดีตก็ตาม นอกจากนี้ทางผู้ซื้อยังสามารถการเดินทางด้วยรถเมล์ เรือโดยสาร และไฟฟ้าที่จะเปิดในอนาคตได้

ซึ่งถ้าปากคลองตลาดใหม่มีแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ซื้อไม่มากพอ งานนี้เห็นจะเหนื่อย

อีเว้นท์ทุกเดือนสร้างกระแสตลาด

ในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกของปากคลองตลาดใหม่ ผู้บริหารศูนย์ฯ จึงใช้วิธีดึงดูดผู้ซื้อด้วยกิจกรรมต่างๆ ภายในตลาดทุกเดือน นอกเหนือจากโปรโมทผ่านสื่อ Out of home และสื่อออนไลน์ เป็นหลัก เพราะถ้าทราฟิกไม่มากพอ

3-5ปี Hub ตลาดดอกไม้อาเซียน

ใหม่มองว่าในอาเซียนยังไม่มีประเทศไหนเป็นเจ้าตลาดดอกไม้ที่โดดเด่น โดยไทยกับมาเลเซีย เป็นคู่แข่งขันที่มีความโดดเด่นสูงสี และเธอต้องการผลักดันให้ปากคลองตลาดใหม่ให้เป็น Hub ตลาดดอกไม้อาเซียน ในฐานะพื้นที่รวบรวมดอกไม้ไทย และต่างประเทศ

รวมถึงสนใจให้ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่เป็นศูนย์การท่องเที่ยวด้วยการร่วมมือกับทัวร์เป็นจุดท่องเที่ยวด้านดอกไม้และเปิดร้านกาแฟให้นักท่องเที่ยวจิบกาแฟชมดอกไม้ ในฐานะแลนด์มาร์คแห่งใหม่

ใหม่ ติโลกพวิชัย เจ้าของตลาดคือใคร

ใหม่ ติโลกพวิชัย เจ้าของศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ เคยมีประสบการณ์ในการบริหารในฐานะเจ้าของตลาดศรีนครตลาดสดและศูนย์แฟชั่นในนครสวรรค์ที่ดำเนินธุรกิจตลาดมาแล้ว 6 ปี ร่วมกับพี่ชาย โดยตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนล่าง

 

Lifestyle Interactive ต้องมาคู่กับความสบายใจ

 

                การไปศูนย์บริการมือถือก็เหมือนไปติดต่อราชการ ที่ใช้เวลารอนานแล้วเหมือนเป็นภาระที่ต้องไป

Marketeer เชื่อว่าหลายคนคงคิดเช่นนั้น

และเป็นจุดเริ่มต้นของการมาเยี่ยมออฟฟิศ Marketeer ของปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานขาย ดีแทค และทีมงาน เพื่อร่วมพูดคุยเกี่ยวกับมิติใหม่ของ Smart Service ผ่านดีแทค ฮอลล์ ศูนย์บริการแฟลกชิพ 10 กว่าโลเคชั่น ที่ปรับปรุงให้เป็น Lifestyle Interactive และขยายเพิ่มสร้างประสบการณ์การใช้งานดิจิทัล ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น

ปัญญายอมรับว่าที่ผ่านมาการเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการดีแทคต้องเสียเวลาไปกับการรอคอยคิว เพื่อรับบริการจากพนักงานที่เคาน์เตอร์ ทั้งๆ ที่บางบริการไม่มีความจำเป็น และบางบริการสามารถทำได้เองผ่านดิจิทัล

โดยเฉพาะมีลูกค้ารายเดือนที่มากกว่า 2 ล้านคนจากลูกค้าทั้งหมดกว่า 5ล้านคน ที่ต้องเดินทางมาศูนย์บริการเพื่อชำระค่าบริการเป็นประจำทุกเดือนซึ่งถือว่าเป็นบริการหลักที่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการ ไม่รวมถึงการเข้ามาใช้บริการอื่นๆ เช่นสมัครเบอร์ใหม่ เปลี่ยนซิม สอบถามเปลี่ยนโปรโมชั่น หรือแม้แต่ซื้อมือถือใหม่ และอื่นๆ

ทำอย่างไรให้ลูกค้าไปศูนย์บริการไม่รู้สึกเป็นภาระ

                ปัญญาเล่าว่าการปรับเปลี่ยนศูนย์บริการดีแทคฮอลล์ ในรูปแบบใหม่จะทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการรู้สึกถึงความสะดวกสบายที่เพิ่มชึ้นจากความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป

                ด้วยการติดตั้งจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ด้วยตัวเอง พร้อมตู้คีย์ออสให้บริการต่างๆ เช่นแนะนำโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยคำนวณจากพฤติกรรมการใช้จากเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งก่อนหน้านั้นโปรแกรมนี้จะติดตั้งในระบบหลังบ้านและพึ่งพาพนักงานในการแนะนำเท่านั้น หรือแม้แต่การเลือกเบอร์โทรก็สามารถเลือกและคำนวณเบอร์จากเบอร์ทั้งหมดของดีแทคที่ยังไม่เปิดใช้งานได้

สร้างความเป็นกันเองด้วยการปรับรูปแบบการทำงานของพนักงานในศูนย์บริการใหม่นำแท็ปเล็ตให้พนักงานเดินให้บริการลูกค้าที่นั่งรอให้ศูนย์บริการในงานบริการที่ไม่จำเป็นต้องผ่านเคาน์เตอร์บริการ สร้างความประทับใจและรู้จักลูกค้ามากขึ้นเมื่อลูกค้ากรอกเบอร์โทรศัพท์รับบัตรคิวที่ตู้คีย์ออสระบบจะถ่ายรูปลูกค้าโดยอัตโนมัติส่งไปยังพนักงานที่ถือแท็ปเล็ตเมื่อถึงคิวให้บริการพนักงานจะเดินหาลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียก

                นอกจากนี้ยังปรับปรุงดีแทคแอพพลิเคชั่น ที่มีผู้ใช้บริการผ่านแอพมากถึง 5 ล้านคน ให้สามารถจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่ดีแทคฮอลล์ได้ ทำให้ลูกค้าสามารถจัดสรรเวลาในการรับบริการได้ดีขึ้นและไม่ต้องยืนรอคิวแบบไร้จุดหมายเหมือนที่ผ่านมา และยังสามารถจัดคิวให้บริการที่ดีขึ้น

                เพราะหัวใจของการบริการในยุคดิจิทัลคือความรวดเร็ว และดีแทคต้องการปูพื้นฐานลูกค้าสู่องค์กรดิจิทัลที่ต้องการไปในอนาคต

เบอร์มงคล เบอร์สวย บริการสร้างความต่าง

                นอกจากการปรับเปลี่ยนบริการดีแทคฮอลล์แล้ว ปัญญายังได้มองว่าเบอร์มือถือที่แปะกระดาษติดไว้หน้าศูนย์บริการเป็นการสร้างความไม่สะดวกสบายในกับลูกค้าในการหาเบอร์ และบางครั้งเบอร์ที่ต้องการไม่ได้โชว์อยู่ในศูนย์บริการนั้นๆ ในเมื่อระบบสามารถค้นหาเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการได้ ทั้งเลขสวย เลขเรียง เลขสลับ หรือหมายเลข คล้ายๆ กัน

“ผู้บริโภคในปัจจุบันมองเบอร์มือถือเป็นเหมือนไอดีส่วนตัว ยิ่ง PromptPay มาจะยิ่งทำให้คนมองว่าเบอร์คือไอดีที่เปลี่ยนได้ยาก บางคนต้องการเบอร์สวย จำง่าย บางคนชอบเบอร์มงคล ดีแทคมีความคิดนำเบอร์เหล่านี้มาให้บริการกับลูกค้าฟรีโดยแลกกับการผู้สัญญาใช้บริการในแพคเก็จตามความสวยของเบอร์อย่างน้อย 36 เดือน ด้วยการชำระค่าบริการล่วงหน้า ดีกว่าให้ดิลเลอร์นำเบอร์เพียงอย่างเดียวมาขายอัพราคา ซึ่งเบอร์สวย VIP ขายตาม MBK มีมูลค่าเป็นหลักหมื่นถึงแสนบาท”

รวมถึงดึงดูดลูกค้าใหม่ ลูกค้าเดิมเปิดเบอร์เพิ่มด้วยการเล่นกับความเชื่อ เลขมงคล ล้อไปกับความนิยมของคนไทยที่มองหาเลขมงคลเสริมดวงในด้านต่างๆ โดยระบบคำนวณเลขมงคล และผลการทำนายจาก อ. ช้าง ทศพร ศรีตุลา ให้เลือกตามความเหมาะสม

                ทั้งหมดนี้ คือเกมการตลาดที่ดีแทคขอสู่ด้วยบริการหลังการขาย สู่แบรนด์ที่ผู้ใช้รู้สึกสบายใจอีกครั้ง ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

 

 

BKN48 เปิด ดิจิทัลไลฟ์ สตูดิโอ หวังสร้างรายได้จาก Live

 

ในกระแส  K-Pop ที่เริ่มแผ่วลง หลายคนมองว่า J-Pop Counters จะกลับมา ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ไปญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 400,000 คน ใน 2 ปีที่ผ่าน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนในปี 2559 และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงถึง 1.2 ล้านคนในปีนี้ หลังญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าประเทศไทย

ไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นขายได้แน่

ในวันที่คนไทยสัมผัสญี่ปุ่นกันมากขึ้น จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรส อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ ได้มองโอกาสของ J-Pop Counters ที่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการร่วมทุนกับเอเคเอส เจ้าของลิขสิทธิ์และผู้บริหาร ไอดอลกรุ๊ปอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น อย่าง AKB48 เปิดบริษัท บีเอ็นเค โพตี้เอท ออฟฟิศ ดำเนินธุรกิจ ไอดอล กรุ๊ป สไตล์ญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ BKN48 ซึ่งเป็นธุรกิจที่ขึ้นชื่อว่าใหม่ในประเทศไทย โดยการคัดเลือกสาวไทยอายุ 12-22 ปี จำนวน 29 คนเมื่อไตรมาสแรก 2560 วางภาพลักษณ์คือน้องสาวของ AKB48  ขายความน่ารักสดใส และมีความสามารถทางด้านการร้องเพลงและอื่นๆ จากการเห็นของสตอเบอรี่ชีทเค้กที่มีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก

การวางหมากด้านรายได้ของธุรกิจนี้คือการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น โดยการเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการสร้างแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น เพื่อสร้างรายได้จากการขายสปอนเซอร์ โดยเฉพาะสปอนเซอร์แบรนด์ญี่ปุ่นที่มีจำนวนมากในประเทศไทย ผ่าน Live บนเฟซบุ๊ก ยูทูป และไลฟ์บอร์ดเคส แอพพลิเคชั่น แทนการออนแอร์ทางทีวี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง

โดยล่าสุดได้เปิด BNK48 ดิจิทัลไลฟ์ สตูดิโอ ที่เอ็มควอเทียร์ ให้ศิลปินไลฟ์สดทุกวัน ซึ่งคาดหวังว่าภายใน 3 ปี จะสามารถสร้างรายได้จากสปอนเซอร์ได้มากถึง 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก BNK48official 72,000 กว่าคน แบ่งเป็นชาย 55% หญิง 45% ซึ่งต่างจากแฟนคลับวง AKB48 เป็นกลุ่มผู้ชายมากถึง 90%