All posts by Nuttachit

QR Code Payment เปิดบริการทั่วประเทศแล้ว

 

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินเปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับสถาบันการเงินผู้ให้บริการชำระเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรระดับสากล พัฒนามาตรฐาน Thai QR Code Payment ที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อใช้ในประเทศไทยและเปิดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินเข้าร่วมทดสอบการนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ในการให้บริการชำระเงินผ่าน mobile application ใน regulatory sandbox ของ ธปท.โดยปัจจุบันมีธนาคารที่เข้าร่วมการทดสอบ 8 ธนาคาร

13 พ.ย. 60 ธปท. ได้อนุญาตให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมทดสอบโครงการ QR Code Payment สำหรับการให้บริการผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งมีความพร้อมและผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ออกจาก regulatory sandbox และสามารถให้บริการเป็นการทั่วไปได้จำนวน 5 ราย คือ

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน

โดย ได้พิจารณาความพร้อมครอบคลุมเรื่องสำคัญ คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารความเสี่ยง การคุ้มครองบริโภคและความปลอดภัย รวมทั้งการเตรียมสาขาและ call center ของธนาคารเพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

บริการชำระเงินด้วยQR Code ของ 5ธนาคารที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ เป็นการชำระเงินที่ต่อยอดจากบริการพร้อมเพย์ โดยลูกค้าสามารถใช้ mobile application ของธนาคารที่ได้รับอนุญาตสแกน QR Code มาตรฐานที่ร้านค้าเพื่อชำระเงินได้ทันที เหมาะกับการชำระเงินพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลาดสด รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปธนาคารจะมีการทดสอบบริการเพิ่มเติมให้สามารถรองรับแหล่งเงินได้มากขึ้น อาทิ บัตรเครดิต และต่อยอดบริการชำระเงินใหม่ ๆ

การใช้มาตรฐาน Thai QR Code Payment ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจ่ายเงินที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถชำระเงินข้ามธนาคารได้ ด้านร้านค้าสามารถรับชำระเงินทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวก ต้นทุนต่ำมี QR Code เดียวก็รับเงินได้จากหลากหลายช่องทาง  เงินเข้าบัญชีโดยตรง ช่วยให้บริหารจัดการเงินสดง่าย

สำหรับร้านค้าที่ต้องการมี QR Code เพื่อรับชำระเงินสามารถติดต่อธนาคารที่ได้รับอนุญาตได้โดยตรง ส่วนประชาชนที่ต้องการชำระเงินผ่าน QR Code สามารถ download mobile application และศึกษาวิธีใช้งานจากผู้ให้บริการที่ใช้งานอยู่ 

ทั้งนี้ นอกจาก  5 ธนาคารที่ได้รับอนุญาตในครั้งนี้ ธนาคารอื่นที่อยู่ระหว่างการทดสอบโครงการ QR Code Payment ก็มีผลการทดสอบที่ดี ซึ่ง ธปท. จะแจ้งความคืบหน้า ให้ทราบต่อไป

QR Code Payment ศึกชิง Main Bank Operation Account ครั้งใหม่ของธนาคารพาณิชย์

 

เมื่อธนาคารทุกธนาคาร วางภาพลักษณ์ เป็นมากกว่าธนาคาร การพัฒนาภาพลักษณ์บนการบริการในยุคของดิจิทัล จึงเห็นเป็นเรื่องของการเซิร์ฟลูกค้าด้วยบริการทางการเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะช่องทางดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย ได้ขึ้นชื่อว่าผู้มีความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลในฐานะ ธนาคารอันดับหนึ่งด้านดิจิทัลที่มีผู้ใช้งาน K Plus Mobile Banking ในสิ้นปีนี้ 8 ล้านราย จากปัจจุบัน 7 ล้านราย บนแนวทาง Lifestyle Platform Banking บนบริการที่หลากหลายตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ได้เผชิญความท้าทายใหม่จากผู้แข่งขันที่เป็นธนาคารด้วยกันและน็อนแบงก์

บนการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่มี Standard QR Code ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนด เข้ามาเปลี่ยนมิติสังคมการเงินสู่ Cashless Society ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่าถ้าสามารถลดปริมาณธุรกรรมเงินสดในระบบไป 30% จะประหยัดเงินรัฐได้มากถึง 2หมื่นล้านบาทต่อปีจากค่าใช้จ่ายในการผลิตเงิน และค่าใช้จ่ายแฝงในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการจัดการเงินสดในระบบ และสถาบันการเงินเชื่อว่า QR Code คือจุดเริ่มต้นการแข่งขันของสถาบันการเงินยุคใหม่โดยเฉพาะธนาคารที่ผู้ให้บริการเริ่มนับหนึ่งพร้อมๆ กัน และใครเร็วมีสิทธิ์ได้ลูกค้าใช้งาน(เป็นธนาคารหลัก)ก่อน

เปิดเกมสื่อสารก่อนย่อมได้เปรียบ

เกมนี้สนุกตรงที่ในวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงจำกัดการใช้งาน QR Code ในพื้นที่ที่ธนาคารขออนุญาตทดลองให้บริการที่เรียนกันว่า Sand Box  ก่อนที่จะอนุญาตขยายตลาดไปทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายนนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รุกตลาดอย่างหนักในการหาพันธมิตรร้านค้าไปพร้อมๆ กับ Educate การใช้งานให้กับลูกค้าผ่านบริการต่างๆ เช่น ชำระค่าวินมอเตอร์ไซค์ ซื้อสินค้าในตลาดนัดจตุจักรและอื่นๆ ในพื้นที่ที่ขออนุญาตทดลองบริการจากธนาคารแห่งประเทศไทยถึงความง่ายในการใช้งาน พัฒนาบริการใหม่ๆ เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าได้คล่องตัวขึ้น พร้อมโครงการความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต เช่นจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ให้บริการชำระสินค้าและบริการผ่าน QR Code ที่จะประกาศเปิดใช้ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ก่อน 5 ธนาคาร ได้แก่ กสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน

และที่สำคัญได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารใหม่ๆ  ตั้งชื่อบริการให้มีสีสัน สร้างความสนใจ เข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น กว่าชื่อเรียกบริการเดิมๆ ที่คนทั่วไปฟังแล้วอาจมองว่าไกลตัว หรือรู้สึกยากจนเกินไป เพื่อหวังว่าจะสร้างความพร้อมก่อนรบจริง ซึ่งวิธีการสื่อสารนี้เป็นสิ่งที่ ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ไทยพาณิชย์ เชื่อว่าจะส่งผลดีกับธนาคารในแง่ของภาพลักษณ์ การสื่อสาร และการหาพันธมิตรร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ที่ยังมองภาพไม่ชัดเจนว่า QR Code และดิจิทัลแบงก์กิ้งมาช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตการค้าขายอย่างไร

ใครมี SME ในมือมากกว่าชนะ

สิ่งที่ไทยพาณิชย์ต้องการในสนามรบ QR Code คือ การเป็นธนาคารหลักที่ร้านค้า SME เจ้าของกิจการเลือกใช้ ซึ่งในธุรกิจ SME ไทยพาณิชย์ถือว่ายังเป็นผู้ตามกสิกรไทยอยู่พอสมควร โดยคาดการณ์สิ้นปีลูกค้า K PLUS SME แอปพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือสำหรับ SME ของกสิกรไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 420,000 ราย และเพิ่มเป็น 500,000 รายในปี 2561

และเป็นธนาคารที่ลูกค้าทั่วไปใช้ประจำนั่นหมายถึงการนำฐานลูกค้านี้ไปต่อยอดในบริการอื่นๆ ได้ เช่นสินเชื่อ SME สินเชื่อส่วนบุคคล บริการบัตรเครดิต และอื่นๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละบุคคล และเมื่อเป็นลูกค้าหลักแล้วยากที่จะเปลี่ยนไปธนาคารอื่น

ธนา เล่าว่าในเกมการแข่งขันบนโลกแห่งดิจิทัลที่ต้องช่วงชิงลูกค้า SME ไทยพาณิชย์ถือว่ายังเป็นมวยรองในตลาด เพราะกสิกรไทย มีความแข็งแกร่งด้านฐานลูกค้า SME จำนวนมาก และ QR Code จะเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงมีจุดเริ่มต้นที่ธนาคารและสถานบันการเงินเริ่มนับหนึ่งพร้อมๆ กันหมด ด้วยการลงทุนด้านไอที ระบบหลังบ้าน พัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ๆ ที่ลิงค์การให้บริการไปกับ Standard QR Code เพื่อดึงให้ลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ไทยพาณิชย์ เข้ามาใช้บริการและรู้สึกถึงความประทับใจในการบริการที่หาจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นไม่ได้

กิมมิกบ้านๆ ได้ใจมากกว่า

ล่าสุดได้นำบริการ Money Solution เปลี่ยนชื่อบริการใหม่เป็น SCB Easy Pay – แม่มณี มีนางกวักชื่อแม่มณี ที่มีหน้าตาน่ารักติดอยู่บนแผ่นป้าย QR Code และสื่อสารการตลาดสร้างภาพลักษณ์ การจดจำ สื่อสาร และแนะนำบริการ QR Code ถึงกลุ่มแม่ค้า และผู้ใช้งานแบบง่ายๆ โดยนางกวักแม่มณีเป็นการตลาดมาจากอินไซท์ของร้านค้าที่เชื่อว่านางกวักจะเชิญชวนลูกค้าให้เข้าร้านเป็นกิมมิกการตลาด และธนายังใช้ความเชื่อของร้านค้าแย่งชิงพื้นที่วาง QR Code บัญชีไทยพาณิชย์ในร้านค้าด้วยการให้วัดปลุกเสกแผ่นป้าย QR Code เพื่อให้ร้านค้ารู้สึกความเป็นมงคล และยอมวางป้ายวาง QR Code บัญชีไทยพาณิชย์ในมุมที่เห็นเด่นชัดแทน QR Code บัญชีธนาคารอื่นในวันที่บริการนี้ได้ออกจาก Sandbox ให้บริการทั่วประเทศ เกมการแข่งขันในธุรกิจนี้จะแย่งชิงพื้นที่ร้านค้าในการวางหรือติด เป็นธนาคารหลัก

ที่มาพร้อมกับบริการ ระบบแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายไม่มีค่าธรรมเนียมผ่าน SCB Connect บน Line แพลตฟอร์ม ที่ธนามองว่าบริการแจ้งเตือนผ่าน Line เป็นบริการที่ปลดล็อคค่าใช้จ่ายของธนาคารในการส่ง SMS แจ้งเดือนลูกค้าธนาคารเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวในบัญชี ซึ่งมีค่าส่งเฉลี่ยครั้งหละ 50 สตางค์ และเป็นจุดเด่นในการแข่งขันที่วันนี้ธนาคารอื่นไม่มี

และแผนการตลาด มีใหม่ ดาวิกา เป็นพรีเซ็นเตอร์ ในฐานะตัวแทนร้านค้า และสาวยุคใหม่ สื่อสารแบบ 360 องศา ผ่าน TVC โรดโชว์ และอื่นๆ เพื่อหวังว่าในสิ้นปี 2561 จะมีร้านค้าสมัครใช้งาน QR Code 500,000 บัญชี จากปัจจุบัน 20,000 บัญชี และผู้ใช้งานแอพ SCB Easy ที่เพิ่มขึ้น

QR Code ไม่พอในฐานะผู้นำดิจิทัล

แม้ช่วงนี้จะมีสีสันในการสื่อสารการตลาดผ่าน QR Code ระดับ Mass ที่น้อยกว่าไทยพาณิชย์ แต่กสิกรไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉยในการแข่งขันรักษาผู้นำในถนนสายดิจิทัล โดยพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ กสิกรไทยได้วางแนวทางการตลาดเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง บนคอนเซ็ปต์ Customers’ Life Platform of Choice เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิตผ่านกลยุทธ์ 3 ประการได้แก่ 1. ให้บริการมากกว่าธนาคาร หรือ Beyond Banking 2. เป็นผู้ให้บริการที่ลูกค้าไว้วางใจ และ 3 ตอบโจทย์ความต้องการทุกที่ทุกเวลา

โดยจุดเด่นของทิศทางดิจิกสิกรไทยเป็นเรื่องของ Machine Learning เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าผ่านการใช้งานของลูกค้าแต่ละบุคคลและวิเคราะห์ความต้องการในอนาคตนำมาพัฒนาบริการและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งมาให้บริการกับลูกค้าผ่าน 4 แอปพลิเคชั่น หลัก โดยมี K PLUS SHOP เป็นแอปหลักที่แข่งขันในบริการรับชำระเงินด้วย QR Code สำหรับร้านค้า และ K PLUS SME แอปสำหรับ SME โดยเฉพาะ ซึ่ง K PLUS SHOP กสิกรไทยตั้งเป้าสิ้นปีมีร้านค้าใช้งาน 200,000 ร้าน และเพิ่มเป็นหนึ่งล้านร้านในปี 2561

นอกจากนี้แอป Mobile Banking หลักอย่าง K PLUS ยังเพิ่มสีสันให้น่าใช้เพิ่มขึ้นด้วยการเปิดดลาดนัดบนมือถือที่ชื่อว่าพรวนฝันนำเสนอสินค้าที่น่าสนใจสามารถเลือกดูได้ผ่านแอป K PLUS โดยไม่ต้องติดตั้งแอปใหม่ ซึ่งคาดว่าพรวนฝันจะเริ่มให้บริการปี 2561 พร้อมสินค้ามากกว่า 50,000 รายการ และการให้บริการพรวนฝันนี้กสิกรไทยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มผู้ใช้งาน K PLUS จาก 7 ล้านราย แอคทีฟ 80% มากที่สุดในปัจจุบัน เป็น 10.8 ล้านรายในปี 2561 ได้ไม่ยาก

แม้การแข่งขันดิจิทัลแบงก์กิ้งบนถนนสาย QR Code อย่างเต็มรูปแบบยังไม่เริ่มขึ้น แต่เชื่อว่าในวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ QR Code ออกจาก Sandbox เมื่อไร ผู้ท้าชิงอย่างไทยพาณิชย์ และธนาคารอื่นๆ จะรุกตลาดแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด เพราะนั่นคือโอกาสของการสร้างฐานลูกค้าที่ใช้บัญชีธนาคารนั่นๆ เป็นบัญชีหลักที่สามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ ที่ธนาคารมีอยู่ได้หลากหลาย

Twitter สร้าง Emoji ริบบินดำแสดงอาลัย

 

Twitter ได้สร้าง Emoji พิเศษ เพื่อสร้างความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันครบรอบ 1 ปี วันวรรคตของพระองค์ท่าน โดย Emoji ริบบินดำจะปรากฏขึ้นมาในระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2560 เมื่อใส่แฮชแท็กคำว่า #คิดถึงพ่อ #รักในหลวง #ทรงพระเจริญ #KingRama9 และ #KingBhumibol

นอกจากนี้ Twitter ยังหยุดการให้บริการโฆษณาในประเทศไทย 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ตุลาคม 2560 เพื่อแสดงความอาลัยและรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

น้อมรำลึกเรื่องราวของพ่อ กับ 2 พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง

 

 

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย Marketeer ขอพาชม พิพิธภัณฑ์ออนไลน์ และนิทรรศการเสมือนจริง 2 แห่ง ที่ร้อยเรียงเรื่องราวพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล  

นิทรรศการเสมือนจริงที่ต่อยอดมาจากนิทรรศการเย็นศิระ เพราะพระบริบาล ประมวลภาพกิจกรรมต่าง ๆ จนถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพท้องสนามหลวงที่รัฐบาลได้จัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยวันที่ 10 ก.พ.60 -14 พ.ค. 60

เมื่อนิทรรศการจบไปภาครัฐได้จัดทำนิทรรศการเสมือนจริง เย็นศิระ เพราะพระบริบาล บนเว็บไซต์ http://yensiraphrophraboriban.com/ ให้กับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าชม ประหนึ่งเหมือนเดินอยู่ในนิทรรศการ สามารถซูมอิน ซูมเอาท์ และเข้าดูเนื้อหาต่างๆ ที่นำเสนอได้ โดยภายในนิทรรศการเสมือนจริงนี้ประกอบด้วย 4 โซนหลักได้แก่

 

โซน 1 บุญคุณของแผ่นดินไทย

ในโซนนี้ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนด้วยกันได้แก่ บูรพกษัตริย์ไทยสร้างชาติให้มั่นคง,สืบสานตำนานราชวงศ์จักรี และพระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1- 10 และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โซน 2 พระราชาผู้ทรงธรรม (ทำ)

พระราชกิจพระองค์ท่าน และการพัฒนาศาสตร์ต่างๆ ที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับราษฎร์ชาวไทย และอุปกรณ์ส่วนพระองค์ นำเสนอผ่าน 3 ส่วนงานได้แก่ ในหลวงอย่างทิ้งประชาชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

โซน 3 บุญคุณของแผ่นดินไทย

เรียงร้อยเรื่องราวและพระอัจฉริยะภาพของพระองค์ท่านที่คิดต้นโครงการต่างๆ เช่นฝนหลวง กังหันน้ำชัยพัฒนา และอื่นๆ ผ่าน 2 ส่วนได้แก่สดุดีมหาราชา และพระผู้ทรงเป็นมากกว่าแรงบันดาลใจ พร้อมประมวลเหตุการณ์ความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และรำลึกถึงพระองค์ท่านผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี การแปลอักษรจากทั่วทุกสารทิศที่จารึกอยู่ในใจคนไทยชัวร์นิรันดร

โซน 4 มิ่งขวัญชาวไทย

พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10

โซน 5 ร้อยใจไทย

โซนสุดท้ายของนิทรรศการ นำเสนอพระราชกรณียกิจพระบรมราโชวาส และพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอันเป็นมงคลสูงสุด

 

พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพ่อ

พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนเว็บไซต์ www.king9moment.com รวบรวมเรื่องราวและภาพความทรงจำต่างๆ ของพระองค์ท่านตลอด 89 ปี ผ่าน 4 โซนหลักได้แก่

โซน 1 89 ปี ของพ่อ

ร้อยเรียงเรื่อวราวพระราชประวัติของพระองค์ท่านในช่วงเวลาที่สำคัญต่างๆ ตลอดพระชนม์มายุ 89 พรรษา ผ่านภาพวาด และเทคนิคการซ้อนภาพให้รู้สึกเหมือนชมภาพเคลื่อนไหวหวลระลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาของพระองค์

 

โซน 2 รักของพ่ออยู่รอบตัวเรา

พระอัจริยะภาพของพระองค์ท่านเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย ผ่านการนำเสนอในมุมมอง 360 องศา ที่สามารถดูได้ผ่านเว็บไซต์และอุปกรณ์ VR

โซนที่ 3 89 ภาพจากนักวาด

แกลลอรี่ภาพพระองค์ท่าน จาก 89 ศิลปินรุ่นใหม่ที่ถ่านทอดความทรงจำที่มีต่อพระองค์ท่าน

โซนที่ 4 พ่อในความทรงจำ

ร่วมเขียนจดหมายและแบ่งปัน ความรู้สึกที่มีต่อพ่อหลวงในความทรงจำ

 

พระองค์ยังอยู่ในความทรงใจชาวไทยตราบนานเท่านาน

Line Mobile เกมแข่งขันบน Price War

 

ไม่ใช่เรื่องใหม่กับเกมการตลาด Price War ในอุตสาหกรรมมือถือ ที่โอเปอเรเตอร์ต่างเทหน้าตัก ลดราคาแพคเก็จ ดึงผู้บริโภคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบ จนโอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างเจ็บตัวกันไปหลายต่อหลายครั้ง เพราะตลาดนี้แข่งขันกันเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการที่เคลมว่าใครเป็นที่ 1-2-3

ในยุคที่ Price War บนดินไม่ใช้ทางออกที่ดีที่สุดในการแข่งขัน โอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างสรรหากลยุทธ์อื่นๆ มามัดใจให้ผู้บริโภคแทนการลดราคาแรงๆ เหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นขยายเน็ตเวิร์ค 4G ให้ครอบคลุม พริวิเลจ ฟีเจอร์+คอนเทนต์ที่เอ็กคลูซีฟ แจกเครื่องฟรี นำดาราเซเลปมาช่วยโปรโมทแคมเปญ หรือเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระยะยาวเสียมากกว่า

ถ้าไม่มี Line Mobile เข้ามาเสียก่อน

ในฐานะ Line Mobile แบรนด์ที่ 2 ของ DTN ดีแทค ไตรเน็ต เน็ตเวิร์ค ที่มีแบรนด์หลักอย่างดีแทคทำตลาดอยู่แล้ว โดย DTN ซื้อชื่อ Line Mobile ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของ Line มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ให้บริการ เพื่อหวังเป็นหนึ่งในเกมการตลาดเพิ่มผู้ใช้งานให้กับ DTN ด้วยจุดขายมือถือรายเดือนที่เน้น Price War แพคเก็จราคาถูกกว่าท้องตลาดและยังลดราคาแพคเก็จ 50% นาน 12 เดือนเมื่อสมัครตามช่วงเวลาที่กำหนด คืนเงินให้กับลูกค้าที่ invite เพื่อนเข้าใช้บริการ เจาะกลุ่มผู้ใช้ดิจิทัลเป็นหลัก นอกเหนือจากสิทธิ์พิเศษดู Line TV และ Line Call ฟรีไม่เสียค่าเน็ต

เพราะเมื่อนับรวมจำนวนผู้ใช้บริการ ลูกค้าดีแทคกับ Line Mobile จะถูกนับรวมกันเพราะถือเป็นบริษัทเดียวกัน

แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างสำหรับ DTN ที่เข้ามาเล่น สงครามราคาผ่าน Line Mobile เพราะ Line Mobile ใช้เครือข่ายมือถือเดียวกับดีแทค ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าลูกค้าดีแทคกลุ่มหนึ่ง จะไหลออกไปยัง Line Mobile ที่มีค่าบริการถูกกว่า และทำให้รายได้รวมของ DTN ลดลง แต่ผู้บริหาร Line Mobile มองว่าเป็นความเสี่ยงบนความคุ้มค่าเพราะไม่ใช่เพียงแค่ลูกค้าดีแทคที่ไหลมาเท่านั้น ลูกค้าโอเปอเรเตอร์รายอื่นก็จะมาเช่นกัน

Line Mobile ใช้วิธีเปรียบเทียบราคากับแบรนด์หลักถึงความคุ้มค่าคุ้มราคากว่า ซึ่งแคมเปญลดราคามีถึง 31 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นคงต้องรอดูว่า Line Mobile จะต่อเวลาแคมเปญไหม

 

เมื่อ Marketeer เทียบกับแพคเก็จของแบรนด์หลักอย่างเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช ในระดับราคาเท่ากัน

 

เมื่อเทียบกับแพคเก็จ Unlimited

   

แต่ทั้งหมดนี้เกมการตลาดด้วยการสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าที่เซ็นซิทีฟด้านราคาเท่านั้น เพราะการแข่งขันในธุรกิจนี้ นอกจากแพคเก็จราคาแล้ว ยังต้องแข่งกันเรื่องเน็ตเวิร์คที่เสถียรและครอบคลุมการใช้งาน การบริการหลังการขาย และพริวิเลจต่างๆ ด้วย เพราะลูกค้าทั้งประเทศไม่ได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการเพียงเพราะราคาเพียงอย่างเดียว

มิว แต้ว ต่อ อั้ม ใครชัด ใครเบลอ แบรนด์จีน ต้องสูงกว่าหมื่นถึงเอาอยู่

คาดการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ 17 ล้านเครื่องทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาด้านจำนวนเครื่องและเติบโต 1 ดิจิด้านมูลค่า จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในประเทศไทยใกล้จุดอิ่มตัว ตลาดสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่จำหน่ายโดยเฉลี่ย 1.2-1.4 ล้านต่อเดือนส่วนใหญ่จะเป็นตลาด Replacement มากกว่าผู้ใช้ใหม่

ตลาดยิ่งทรงตัวการแข่งขันยิ่งรุนแรง บนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจากแบรนด์เป็นหลักอีกต่อไป ถ้ามือถือแบรนด์รองจากจีนที่มีสเปคและฟีเจอร์ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากกว่า โดยเฉพาะฟีเจอร์กล้องถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอ ให้ภาพคมชัดประหนึ่งใช้กล้องมิเรอร์เลสถ่าย แถมยังแต่งภาพได้ภายในจบเดียว เอาใจคนไทยรุ่นใหม่ที่ นิยมถ่ายภาพ และอัพภาพโชว์ผลงานผ่านโซเชียลอยู่เสมอ

ไม่แปลกเลยที่เทรนด์แข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟน ในกลุ่ม Mid-Hi End ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ที่มีสัดส่วนในตลาดสมาร์ทโฟนถึง 40% ในปีนี้และปีหน้าจึงเห็นสีสันการแข่งขันในระดับราคาหมื่นบาทขึ้นไปมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์มือถือมองว่า ระดับราคานี้คือจุดเปลี่ยนของผู้บริโภคให้ยอมตัดสินใจอัพเกรดมือถือในมือหรือเปลี่ยนใจยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดเพื่อชีวิตการใช้งานสมาร์ทโฟนที่ดีกว่า ถ้าสเปคเครื่องมือถือราคาหมื่นต้นๆ มีอะไรที่น่าดึงดูดใจ และตอบโจทย์ภาพลักษณ์และการใช้งาน จากเดิมที่เน้นจุดขาย Value for money เป็นหลัก

จะเห็นได้ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี สมาร์ทโฟนแบรนด์รองได้เข้ามามีบทบาทในตลาดหมื่นบาทมากขึ้น และทุกแบรนด์ได้มองเหมือนๆ กันว่า เกมนี้ต้องมีฟรีเซ็นเตอร์ดึงดูดความสนใจนอกเหนือจากสเปคถึงจะเอาใจผู้บริโภครุ่นใหม่ในประเทศไทยดี แล้วคุณหละตัดสินใจซื้อมือถือจากสิ่งเหล่านี้ไหม?

4 กล้องไม่พอ ต้องมีมิว (นิษฐา) ด้วย

เพราะเลนส์ไลก้า จาก Huawei P9 และ P9 Plus  เป็นตัวเปิดทางให้ Huawei เป็นที่รู้จักในตลาดแมส ระดับแมส พร้อมยอดจำหน่ายรุ่นอื่นๆ ตามมา ยืนยันได้ว่า ถ่ายภาพสวยเป็นฟีเจอร์ที่ได้ผลจริงในการสร้างตลาดไทย

ในโค้งสุดท้ายของปี  Huawei ได้เลือก Huawei nova2i สมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัว เป็นรุ่นเรือธงในการบุกตลาด มีจุดขายหลัก กล้องหน้า 2 เลนส์ ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล หลัง 2 เลนส์ 16+2 ล้านพิกเซลให้การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และหน้าจอดิสเพลย์ FullView ดีไซน์บาง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ราคา10,900 บาท

และใช้ “มิว นิษฐา” เป็นพรีเซ็นเตอร์อีกครั้ง หลังจากที่ Huawei เคยเลือก”มิว”แนะนำ Huawei GR5 2017 ถึงคนรุ่นใหม่มาแล้วเมื่อปลายปี 2559 โดยครั้งนี้ Huawei ต้องการให้”มิว”เป็นตัวแทนของแบรนด์แจกความสดใสดึงดูดกลุ่ม Young Explorer นักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน กลุ่มเป้าหมายหลักของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

ด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะออกวางจำหน่ายจริงปลายเดือนตุลาคมหลังงาน Mobile Expo 2017 ทศพร ใช้กลยุทธ์ดักผู้บริโภคให้ยอมจ่ายเงินจองก่อนจำหน่ายจริงด้วย ด้วยแคมเปญ จอง Huawei nova2i ระหว่าง 28 กันยายน-8ตุลาคม แถม Band A2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และ Body Fat Scale เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดมวลกายในจำนวนจำกัด

การมาของ Huawei nova2i ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้สมาร์ทโฟน Huawei ในกลุ่ม 5,000-15,000 บาท จาก 30% ในปีที่ผ่านมาเป็น 40% ในสิ้นปีนี้ได้ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับ Huawei สูงกว่า 10% ในปัจจุบันได้แค่ไหน คงต้องดูกันสิ้นปีนี้

ต่อก็ชอบเซลฟี่นะ

Oppo ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกมือถือแบรนด์รอง ให้กลายเป็นแบรนด์เด่นด้วยกล้องถ่ายภาพเชลฟี่ ที่ถ่ายภาพบุคคลออกมาแล้วสวยสมใจ จนแบรนด์ Oppo ได้กลายเป็นแบรนด์แรกๆ ในใจหญิงสาวไทยในยุคหนึ่งก่อนที่มือถือแบรนด์จีนอื่นๆ จะนำจุดขายถ่ายภาพสวยเข้ามาสร้างรายได้ในตลาดไทยเช่นกัน

เมื่อเป็นผู้เปิดตลาดก่อนและมีความได้เปรียบด้าน Brand Awareness จากการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักในรายการ The Mask Single ทุก Season เกมการตลาดในการเปิดมือถือใหม่ในเซ็กเมนต์หมื่นกว่าบาทของ Oppo R9S Pro สมาร์ทโฟนระดับราคา 13,990 บาท จึงมีสีสันไม่แพ้กัน เพราะจุดเด่นทีมการตลาดของ Oppo คือการปรับการตลาดให้เข้ากับยุคสมัยไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย

ในรุ่นนี้นอกจากจุดขายกล้องหน้าเลนส์คู่ ความละเอียด 16+8 ล้านพิกเซล ถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ เพิ่มฟีเจอร์ถ่ายภาพได้กว้าง 120 องศา เอาใจคนชอบเซลฟี่เป็นหมู่คณะ และระบบชาร์จไฟเร็ว VOOC Flash Change ชาร์จ 5 นาที คุยยาว 2 ชั่วโมง เอาใจวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ที่ติดหน้าจอตลอดวันไม่ต้องเสียเวลาชาร์จแบตนานๆ แล้ว เกมพรีเซ็นเตอร์ของ Oppo ก็มีสีสันไม่แพ้กัน ด้วยการเลือก”ต่อ ธนภพ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาคต่อจาก”เจมส์ จิ” พรีเซ็นเตอร์ของ Oppo R9S ก่อนหน้านั้น

นอกจากต่อจะเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ Oppo R9S Pro Oppo เคยปูเรื่องราวของ “ต่อ”ด้วยซีรีย์ออนไลน์ My Secret Friend ปิ๊งรัก…นายอายนะ มี “ต่อ ธนภพ” “พลอยชมพู ญานนีน” และ”ทอย ปฐมพงศ์” สร้างภาพลักษณ์และยอดจำหน่าย OPPO R9s Special Red Edition ในกลุ่มวัยรุ่นมาแล้ว และสำเร็จเกิดคาดด้วยยอดจองเต็มอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงมาแล้ว

อั้ม-แต้ว ขอเป็นส่วนหนึ่งของความเบลอ

Gionee เป็นมือถือแบรนด์จีน ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ4 ใน จีน ได้เข้ามาบุกตลาดไทยอย่างเงียบๆ ในระดับราคา 4,900-11,990 บาท ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างมีสีสันในงาน Mobile Expo โดยมี “แต้ว ณฐพร”เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก่อนที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟน 4 เลนส์เข้ามาเกาะกระแสตลาดไทยในเดือนพฤศจิกายน ในราคาไม่เกิน 12,000 บาท

ปีนี้ Gioneeใช้งบการตลาด 150 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารเชื่อมั่นว่าการแส ”แต้ว” และสมาร์ทโฟน 4 เลนส์จะช่วยให้ Gioneeมียอดขายรวม 2 แสนเครื่อง กินส่วนแบ่งตลาด 2% ในตลาดสมาร์ทโฟนได้แน่นอน

และนอกจาก Gionee ยังมี Vivo สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนที่มี “อั้ม พัชราภา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ได้เปิดตัว V7+  ด้วยจุดเด่นกล้องหน้าชัดกว่ากล้องหลังด้วยความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ให้ความรู้สึกถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้โดยไม่ต้องพึ่งกล้อง2 เลนส์ ถ่ายภาพได้สวยสดแม้แสงน้อย ส่วนกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ตอกย้ำการเป็นสมาร์ทโฟนเซลฟี่ ทางเลือกหนึ่งในกระเป๋าเงินผู้บริโภค

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ

 

Social Media ยอดนิยมคน 4 Gen

  ยุคของโซเชียลมีเดียคือทุกสิ่งในชีวิตคนออนไลน์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คติดอันดับต้นๆ ของโลก

 

จากยอดบัญชีรายชื่อโซเชียลมีเดียของคนไทย แม้ Facebook จะเป็นโซเชียลที่มีบัญชีผู้ใช้สูงสุด แต่ก็มีคำถามว่า จริงๆ แล้วคนไทยติดโซเชียลมีเดียไหนสูงสุด

ETDA ได้สำรวจ โซเชียลมีเดียยอดนิยมของคนไทยในรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2560 จากคำถามโซเชียลมีเดียที่ใช้ในรอบ 3 เดือน พบว่า YouTube กลับเป็นโซเชียลมีเดียที่มีการใช้งานสูงสุด มากถึง 97.1% ของกลุ่มตัวอย่างเลยทีเดียว และ Pantip.Com เป็นโซเชียลมีเดียของไทยรายเดียวที่มียอดการใช้งานสูง จนกลายเป็นคำคุ้นชินว่าอยากรู้อะไรไปถาม Pantip อยากคอมเพลนอะไรให้แบรนด์ได้ยินก็ต้องบอกผ่าน Pantip เช่นกัน

แม้ YouTube จะเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมอันดับหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงกลับพบว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานบ่อยที่สุด วัดจากคำถามในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาใช้โซเชียลมีเดียเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

จากผลรวมเหล่านี้ คงมีคำถามว่า Gen ไหน ฮิตใช้โซเชียลมีเดียอะไรที่สุด

 

Marketeer เชื่อว่าผลการสำรวจการใช้งานโซเชียลมีเดียของ ETDA เป็นไกด์ไลน์ให้กับนักการตลาดประกอบการวางแผนในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ส่วนหนึ่ง แต่นักการตลาดอย่าลืมว่าการวางแผนสื่อยังคงต้องประกอบอีกหลายๆ ส่วนในการเข้าถึงผู้บริโภคบน Objective ที่ชัดเจน และบ่งบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์ ที่ไม่สร้างความน่าเบื่อหน่ายให้กับผู้บริโภค เพราะอย่าลืมว่าผู้บริโภคมากถึง 66.6% มองว่าโฆษณาที่มากเกินระหว่างใช้งานอินเทอร์เน็ตเช่น ฟังเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่ดูซีรีย์ย้อนหลังได้เข้ามาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา

 

 

สมาคม MRDA แตกหัก กันตาร์ ยกเลิกวัดเรทติ้ง

จากข่าวที่กล่าวถึง MRDA (สมาคมวิจัยเพื่อพัฒนาสื่อ (ประเทศไทย) ) ยกเลิกสัญญาว่าจ้าง กันตาร์ มีเดีย จัดทำเรทติ้งทีวี ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดีย เอเยนซี ยืนยัน Marketeer ว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งเหตุผลมาจากสัญญาที่ไม่ลงตัวระหว่าง MRDA และกันตาร์ มีเดีย ที่ต่อรองยืดเยื้อกันมานานกว่า 2 ปี

ไตรลุจน์ กล่าวว่า สาเหตุจากการยกเลิกสัญญาในครั้งนี้มาจากสัญญาที่ระบุว่า กันตาร์ มีเดีย สามารถยกเลิกสัญญาได้ภายใน 6 เดือน 1. ถ้าสมาคม MRDA ไม่สามารถหาสมาชิกครบตามที่วางแผนไว้ 2. ช่องดิจิทัลทีวีที่เรทติ้งต่ำไม่ซื้อข้อมูล และ3.ช่องทีวีบางช่องไม่สามารถหมุนเงินทันและหยุดจ่ายค่าสมาชิกตามงวดที่วางไว้ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคม MRDA มองว่าระยะเพียง 6 เดือนค่อนข้างสั้นไป และยื่นต่อรองเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปี

เหตุผลที่กันตาร์ มีเดีย ให้ความสำคัญกับสัญญาข้อนี้มาจาก กันตาร์ กลัวประสบปัญหาขาดทุนในการวัดเรทติ้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับประเทศอื่น แม้การว่าจ้างในครั้งนี้ กันตาร์ มีเดียสามารถนำข้อมูลที่ทำให้สมาคม MRDA มาหารายได้เข้าบริษัทได้ก็ตาม เพราะการลงทุนในการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ด้านเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เพราะถ้าสมาคม MRDA ไม่ชำระเงินได้ตามกำหนด หมายถึงกันตาร์ จะอยู่ในภาวะขาดทุนสะสม

ไตรลุจน์ กล่าวว่า MRDA หาทางออกด้วยการจะเปิด TOR โดยเรียกนีลเส็น และ GFK เข้ามา Cost Bidding ใหม่ ซึ่งถ้านีลเส็นได้รับเลือกการวัดผลของเรทติ้ง MRDA จะแตกต่างจากที่นีลเส็นให้บริการอยู่ทุกวันนี้ เพราะการวัดผลของ MRDA ต่างกันตรงที่จำนวนออดิท และอื่นๆ รวมถึงการเป็นเจ้าของผลวิจัยเรทติ้งที่ MRDA เป็นเจ้าของ และผู้ซื้อจะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับ MRDA

ถึงแม้จากข่าวที่ผ่านมาสมาคม MRDA จะออกมาแถลงข่าวว่าความร่วมมือระหว่าง MRDA กับกันตาร์ มีเดีย  ในการวัดเรทติ้ง จะแบ่งระยะการทำงานออกเป็น 3 เฟส หลักได้แก่ เฟสแรก-ระหว่าง สิงหาคม 2559-เมษายน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจ จากผู้บริโภคทั่วประเทศ 30,000ตัวอย่าง เพื่อศึกษาโครงสร้างตลาดก่อนคัดเลือกเหลือ 3,000 ครัวเรือน 9,600 คน เป็นตัวแทนผู้บริโภคทั่วประเทศ เฟสที่สอง เริ่มเก็บเรทติ้ง อยู่ในช่วงกรกฎาคม และประมวลผลในเฟสที่ 3 ซึ่งการยกเลิกในช่วงเวลานี้อาจทำให้ข้อมูลที่เก็บมาต้องถูกทิ้งไปฟรีๆ

ไตรลุจน์  ชี้แจงว่า ในปัจจุบันกันตาร์ ยังอยู่ในช่วงการสำรวจก่อนลงภาคสนาม และยังไม่ได้ลงภาคสนามในการเก็บข้อมูล ซึ่งตามกำหนดการล่าสุดก่อนที่จะมีการยกเลิกการว่าจ้างนั้น การเก็บข้อมูลภาคสนามจะต้องทำตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 และเก็บรีพอร์ตในเดือนมกราคม 2561 เสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2561 และออกมาใช้จริงในเดือนมกราคม 2562

ทั้งนี้การจัดทำเรทติ้งของสมาคม MRDA  เกิดขึ้นในสมัย วรรณี รัตนพล ในฐานะนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ใช้งบลงทุน 1.5 พันล้านบาทสัญญา 5 ปีในการว่าจ้างกันตาร์ มีเดีย ผู้ชนะการประมูลเป็นผู้จัดทำเรทติ้งตามที่ MRDA กำหนดไว้ เซ็นสัญญาเมื่อ 16 ธันวาคม 2558 มีจุดมุ่งหมายให้ได้ข้อมูลเรทติ้งที่ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทยให้มีคุณภาพ เทียบเท่าระดับสากล โดยมี สมาชิกเป็นเจ้าของเรทติ้งชุดนี้

 

 

 

ตลาดอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมคนออนไลน์ บนคำว่าห้างออนไลน์มาแรง

 

แปลกไหมที่ คนไทยเบื่อโฆษณาออนไลน์ แต่กลับซื้อสินค้าออนไลน์เพราะเห็นจากโฆษณาออนไลน์

จากการสำรวจ พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามากถึง 66.6% รู้สึกว่าโฆษณาเข้ามากวนในขณะใช้อินเทอร์เน็ตฟังเพลง, ดูคลิปวีดีโอ, หรือดูละครซีรีส์ย้อนหลังมากเกินไป แต่ในผลสำรวจเดียวกันมากถึง 55.9% กับคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ แอปพลิเคชันขายสินค้าจากโฆษณาออนไลน์(นั่นแหละ) 54.9% ข้อมูลที่ได้จากรีวิว ความคิดเห็นของผู้ใช้สินค้า และ 47.5% เพราะส่วนลดของแถม โดย 41.9% เลือกเข้าเว็บสินค้าออนไลน์จากเว็บที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของ Search Engine

 

ห้างออนไลน์มูลค่าสูง

มูลค่าห้างสรรพสินค้าออนไลน์

2558 167,364.49 ล้านบาท เติบโต 1,081.32%

2559 257,663.28 ล้านบาท เติบโต 53.95%

2560 312,431.70 ล้านบาท เติบโต 21.26%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

กลุ่มห้างสรรพสินค้าออนไลน์ (ไม่รวม มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และ C2C : Consumer to Consumer ) ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจจะไม่ถูกหลอกจากการใช้บริการ และการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่เข้ามาลงเล่นในตลาดอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

แม้ช็อปปิ้งออนไลน์จะมีมูลค่าสูง แต่ถ้าแยกย่อยเฉพาะการซื้อขายในรูปแบบ B2C : Business to Consumer กับพบว่า กลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมง กับมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดถึง 178,836.69 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 98.14% ของกลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมงทั้งหมด

ส่วนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ในรูปแบบ B2C มีมูลค่าอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 175,867.80 ล้านบาท หรือ 56.29% จากมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มห้างสรรพสินค้า

และเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม อยู่เป็นอันดับ3 มูลค่า 146,783.78 ล้านบาท สัดส่วน 93.21% จากมูลค่ารวม

 

อีคอมเมิร์ซโอกาสยังมีอีกมาก

ตลาดอีคอมเมิร์ซ (B2C)

2558       509,998.39 ล้านบาท เติบโต 23.87%

2559       703,331.91 ล้านบาท เติบโต 37.91%

2560       812,612.68 ล้านบาท เติบโต 15.54%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

 

จากการคาดการณ์คาดการณ์ของ ETDA พบกว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 ในกลุ่ม B2Cเติบโต 15.54% ด้วยมูลค่าทั้งสิ้น 812,612.68 ล้านบาท และยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก

สิ่งที่ทำให้ ETDA เชื่อเช่นนั้นมาจากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามีคนไทยใช้เน็ตมากถึง  40.7% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ แม้เป็นสัดส่วนที่สูงมาก แต่มองอีกด้านคือโอกาสที่จะเติบโตได้อีกไกล ถ้าร้านค้าออนไลน์สามารถจูงใจให้พวกเขายอมที่จะทดลองซื้อสินค้าครั้งแรกได้

ส่วน 38.4% ซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละครั้ง 17.7% ซื้อ 2-5 ครั้งต่อเดือน และมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือนถึง 3.2%

เมื่อเจาะลึกไปถึงเหตุผลของการไม่ซื้อของออนไลน์พบว่า

51.1% กลัวโดนหลอก

39.9% ไม่ได้สัมผัสและไม่ได้ลองสินค้าก่อนซื้อ

33.9% ไม่พบสินค้าที่ต้องการ

31.1% ชอบเดินชอปปิงมากกว่าสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์

22% ไม่ได้เจอผู้ขายโดยตรง

มองไปที่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ของผู้ที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาจากการสำรวจของ ETDA พบว่า

85% ง่าย/ประหยัดเวลาและการเดินทาง สั่งซื้อสินค้า

53.4% การได้รับสินค้าสะดวกและ

51.4% มีโปรโมชั่นที่ถูกใจ เช่น มีการแจก โค้ดส่วนลด มีของแถม เป็นต้น

49.7% เปรียบเทียบราคา สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีราคาถูกกว่า การซื้อจากร้านค้าที่มีหน้าร้าน รวมไปถึงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และมีการเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการ เช่น รูปภาพของสินค้าชัดเจนน่าสนใจ

28.9% สินค้าที่หน่ายทางออนไลน์บางตัวเป็นสินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อจากที่อื่นได้

 

รับได้ถ้าจ่ายไม่เกินพัน

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคที่ ETDA สำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 จะมียอดซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 1,000 บาท  โดย 3 อันดับแรก ที่มีการซื้อสินค้า/บริการไม่เกิน 1,000 บาท ได้แก่ เพลง, ภาพยนตร์, เกม, สติ๊กเกอร์ รองลงมาได้แก่สั่งอาหารออนไลน์ และบริการด้านบันเทิง เช่นซื้อตั๋วภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และอื่นๆ

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจคือในหมวดของการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนกับใช้เงินมากกว่า 10,000 บาท สูงสุดมากถึง39.6% เลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะทำกับสถาบันการเงินซึ่งมีความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยสูง

 

 

เชื่อไหมว่า วันนี้ผู้บริโภคซื้อรถใหม่ ตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

วันนี้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถใหม่จาก 3 เดือนในปี 2014-2015 เหลือเพียง 2 เดือน และยังไปที่โชว์รูมก่อนตัดสินใจซื้อ

การตัดสินใจเร็วขึ้น เข้าโชว์รูมน้อยลงไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่หาข้อมูล แต่เพราะโลกออนไลน์ทำให้ Journey ของคนเปลี่ยนไป

ก่อนจะเข้าไปถึงพฤติกรรมการตัดสินใจและ Journey ของผู้บริโภคในการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน

ถ้าถามว่าวันนี้ทำไมคุณถึงต้องการซื้อรถ

จากวิจัยของ Google ในหัวข้อ Drive to Decide ให้เหตุผลการซื้อรถคันใหม่หรือซื้อรถคันแรกของผู้บริโภคในยุค 2017 มาจาก

52% คนซื้อรถใหม่เพราะสถานะการเงินที่ดีขึ้น

26% ครอบครัวขยาย เช่นมีลูก

17% เปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหมายถึงเดือนที่สูงขึ้น

16% แต่งงาน

14% เหตุผลด้านสุขภาพ และอายุ

ซึ่งเหตุผลการตัดสินใจซื้อรถขั้นต้นนี้ เป็นเครื่องตั้งต้นที่ดีให้กับแบรนด์รถและดิลเลอร์ในการเข้าไปอยู่ในทุกช่วงโมเมนต์ แต่จะรู้เพียงโมเมนต์อย่างเดียวคงไม่พอ

 

 Journey ในการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ใน 12 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

80% ผู้บริโภคก่อนซื้อรถใหม่จะมีแบรนด์อยู่ในใจประมาณ 2.9 แบรนด์ก่อนเริ่มต้นหาข้อมูลรองรับการตัดสินใจ

แม้จะมีแบรนด์รถอยู่ในใจแต่ 74% ก็ไม่มั่นใจว่า จะซื้อแบรนด์ไหน และรุ่นอะไร ซึ่งอาจดูเหมือนกว่า พวกเขาต้องไปโชว์รูม ดูรถ ขอข้อมูล เช็คราคา โปรโมชั่นจากพนักงานขายบ่อยขึ้น

เปล่าเลย วันนี้ผู้บริโภคที่จะซื้อรถใหม่กลับเข้าโชว์รูมน้อยลงเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจาก 2.5 ครั้ง ในปี 2015 เหลือเพียง 2.3 ครั้งในปีนี้ บน Touch Point ที่มากมายและยุ่งเหยิง

Touch Point ที่มีอิทธิพลในการกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่คิดจะซื้อรถใหม่พบว่า

96% ค้นหาข้อมูลจาก Search Engine

88% หาข้อมูลจาก Online VDO

82% จาก Social Media

55% เข้าชมโชว์รูม

47% สอบถามพนักงานขาย

46% เข้าเว็บไซต์แบรนด์รถ

45% เทสต์ไดร์ฟ

41% Word of Mouth

37% เว็บไซต์เปรียบเทียบ

36% โฆษณาผ่านทีวี

36% เว็บไซต์ดิลเลอร์

29% โบชัวร์ หนังสือ ใบปลิว

22% นิตยสารและหนังสือพิมพ์

 

ดู VDO Online แล้วไปต่อ

Search Engine และ VDO Online เป็น 2 Touch Point อันดับต้นๆ ที่มีความน่าสนใจคือส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคจะ Search หาข้อมูลและไปสิ้นสุดการตัดสินใจหลังดู VDO Online ที่มี 5 คอนเทนต์ยอดนิยมได้แก่

47% รีวิวรถ / ทดลองขับ การทดสอบการเปรียบเทียบ

44% ทดสอบความปลอดภัยของรถ

40% ชมรูปลักษณ์ภายในและภายนอก

39% วิดีโอที่มีเนื้อหาเสมือนจริง

39% สมรรถนะรถยนต์

ผู้บริโภคยังยอมรับว่าการดู VDO Online ยังทำให้ผค้นพบรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงมากก่อนถึง 87%,77% ทำให้กรอบการพิจารณาแคบลง และ 94% ดูจบหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งอื่นๆ ประกอบด้วย 49% ไปยังเว็บไซต์ดิลเลอร์ 44% ขอใบเสนอราคา 40% ร่วมงานอีเวนต์ 40% มองหาโชว์รูมใกล้บ้าน  

 

 บุคคลใกล้ชิดยังเป็นผู้ทรงอิทธิพล

การหาข้อมูลด้วยตัวอาจยังไม่พอ 49% ยอมรับว่าบุคคลรอบข้าง บุคคลใกล้ชิดยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่จะสามารถโน้มน้าวในการเลือกซื้อรถด้วยเช่นกัน เมื่อแยกเป็นผู้ซื้อรถยนต์คันแรก และผู้ซื้อรถยนต์คันใหม่ ผู้ทรงอิทธิพลจะมีความสำคัญไม่เท่ากันดังนี้

แฟน/สามี หรือภรรยา – ผู้ซื้อรถคันแรก 47% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 56%

พ่อแม่ – ผู้ซื้อรถคันแรก 38% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 25%

สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ – ผู้ซื้อรถคันแรก 19% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 15%

เพื่อน – ผู้ซื้อรถคันแรก 8% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 7%

ลูก – ผู้ซื้อรถคันแรก 5% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 11%

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ลดลง 4% การเข้าถึง Journey ผู้บริโภคให้แบรนด์เข้าไปเป็น 1 ใน 2.9 แบรนด์ที่เป็นทางเลือกของผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มต้น บนประสิทธิภาพของรถยนต์ และการบริการการขายที่ดี การประสบความสำเร็จด้านยอดจำหน่ายไม่ไกลเกินเอื้อม

อ่านเพิ่ม คนซื้อรถต้องการอะไรในโลกออนไลน์  http://marketeer.co.th/archives/102357