All posts by Marketeer Content 2

คนไทยชอบดูอะไรใน Youtube

 ใกล้บอกลาปี 2559 และทุกคนทราบดีว่า นี่คือช่วงเวลาของการประกาศผลวิดีโอยอดนิยม #YouTubeRewind

 

วิดีโอยอดนิยมของ YouTube ประจำปี 2559 มีความคล้ายคลึงกับเมื่อปี 2558 ไม่มีสิ่งใดที่ผู้ชมชาวไทยจะชื่นชอบไปกว่าการร้องเพลงและชมรายการทีวี จากความโด่งดังของวิดีโอการร้องเพลงดังมากมายของผู้เข้าแข่งขันในรายการทีวีชื่อดังอย่าง เพลงเสมอต้น – ฟิลม์ จากรายการ I Can See Your Voice และจากเวที The Voice Thailand ประกอบด้วย กิ๊ฟ จุฬาทิพย์ – ตัวร้ายที่รักเธอ, ปลั๊กกี้ ธรากร –  Flashlight ไปจนถึงรายการประกวดร้องเพลง กิ๊กดู๋ : ประชันเงาเสียง ก้อง ห้วยไร่

 

ความชื่นชอบในเรื่องบันเทิงของคนไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่ดนตรีเท่านั้น ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ชมวิดีโอที่เรียกเสียงหัวเราะและสร้างความสนุกสนานให้แก่พวกเขา เช่น ตัวอย่าง หลวงพี่แจ๊ส 4G (official Trailer) เรื่องราวดราม่าเข้มข้นจากละครดังหลังข่าวอย่าง นาคี Nakee EP.1 และรายการ Take Me Out Thailand S10 ก็ติดโผ 10 อันดับแรก ประจำปีนี้

 

มุกตลกผลไม้สุดฮาประจำปีที่บี้ เดอะสกา นำมาทำคลิปวิดีโอล้อเลียน PPAP Pen Pineapple Apple Pen ก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมจนกลายเป็นคลิปไวรัลที่มียอดวิวและแชร์เป็นจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากคลิปเผยแพร่ เช่นเดียวกับครีเอเตอร์ไทยคนอื่นๆ ก็มีบทบาทสำคัญในประเทศ อย่าง วิดีโอ  ละครบาร์บี้ (Barbie) ตอน แม่ไม่อยู่บ้าน และ Zbing’s slither.io | หนอนยักษ์จอมเขมือบพิชิตอันดับ1ใน10 ซึ่งทั้งสองวิดีโอมียอดวิวทะลุ 5 ล้านครั้ง

 

คนไทยชื่นชอบการรับชมวิดีโอบน YouTube โดยประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่มียอดเวลาชมบน YouTube มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในปีที่แล้วปีเดียว จำนวนเวลาการรับชมวิดีโอผ่านโมบายล์เพิ่มขึ้น 85% แบบปีต่อปี นอกจากนั้น ชุมชนบน YouTube ในประเทศไทย ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม โดยปัจจุบันมี 25 ช่องที่มีจำนวนผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคน และในจำนวนนี้มี 8 ช่อง ที่สามารถเพิ่มจำนวนผู้ติดตามได้เกินล้านคนภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีช่อง Silver จำนวน 260 ช่อง (ช่องที่มีผู้ติดตามเกินหนึ่งแสนราย) ในปี 2559  


ประเทศไทย: 10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดทั่วไป)

  1. นาคี Nakee EP.1 ตอนที่ 1/9 | 26-09-59 | TV3 Official

 
 

ประเทศไทย: 10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดเพลงดัง)

 

ทั่วโลก: 10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดทั่วไป)

  1. Adele Carpool Karaoke

 

ทั่วโลก: 10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube (หมวดเพลงดัง)

  1. Fifth Harmony – Work from Home ft. Ty Dolla $ign

  2. Calvin Harris – This Is What You Came For (Official Video) ft. Rihanna

  3. Hasta el Amanecer – Nicky Jam | Video Oficial

  4. The Chainsmokers – Closer (Lyric) ft. Halsey

  5. Rihanna – Work (Explicit) ft. Drake

  6. Mike Posner – I Took A Pill In Ibiza (Seeb Remix) (Explicit)

  7. Sia – Cheap Thrills (Lyric Video) ft. Sean Paul

  8. ZAYN – PILLOWTALK

  9. Coldplay – Hymn For The Weekend (Official video)

  10. twenty one pilots: Heathens (from Suicide Squad: The Album) [OFFICIAL VIDEO]

 

สื่อผู้ทรงอิทธิพล Key Shopper FMCG

 

เป็นคำถามในใจนักการตลาดเสมอว่าจะแพลนโฆษณาไปสื่อไหนดีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล สำรวจพฤติกรรมนักช็อปในการเสพสื่อต่างๆ พบความน่าใจของสื่อทรงอิทธิพลของนักช็อปแต่ละกลุ่ม

Shopper วัยรุ่นเล่นเฟซบุ๊กอย่างเดียวไม่พอยังเข้าเพจของแบรนด์ด้วย

Key Shopper เริ่มเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นจาก 46% ในปี2558 เป็น 59% ในปี 2559 หรือประมาณ 3-4 ล้านครัวเรือน และเมื่อเจาะลึกลงไปพบว่าเฟซบุ๊กเป็นสื่อหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้า และเป็นโอกาสที่น่าสนใจของนักการตลาดในการโฆษณาสินค้าผ่านเพจแบรนด์ และโฆษณาในรูปแบบต่างๆ

จากการสำรวจของกันตาร์ฯ พบว่า

เข้าเยี่ยมชมเพจของแบรนด์เพิ่มขึ้นจาก 62% ในปี 2558 เป็น 68% ในปี 2559

ดูโฆษณาเกี่ยวกับแบรนด์บนเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปี 2558 เป็น 65% ในปี 2559

คลิกไปยังโฆษณาของแบรนด์เพิ่มขึ้นจาก44% ในปี 2558เป็น 68% ในปี 2559

คลิกเพื่อลิงค์ไปยังหน้าเพจ eCommerce / Online Store เพิ่มขึ้นจาก33% ในปี 2558เป็น 37% ในปี 2559

และเมื่อศึกษาลึกลงไป Key Shopper ที่ให้ความสนใจเพจแบรนด์ โฆษณา และลิงค์ไปซื้อสินค้าออนไลน์เป็นกลุ่มคนอายุ 18-34 ปี เป็นหลัก

 

ทีวียังดูเกือบทุกบ้าน

ทีวีก็ยังคงเป็นสื่อที่เกือบทุกบ้านขาดไม่ได้ แต่อยู่ในสัดส่วนเวลารับชมที่น้อยลง โดย Key Shopper ดูทีวีมากถึง 98% ของครัวเรือนที่ถูกสำรวจทั้งหมด เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1% จากปีที่ผ่านมา โดยช่อง 3 และช่อง 7 ยังคงเป็น 2 ช่องหลักที่มีเรทติ้งสูงสุดในกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกันไป โดยช่อง 7 ได้รับเรทติ้ง 92.1% กลุ่มผู้ชมหลักเป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด ส่วนช่อง 3 เรทติ้ง 91.4% เป็นกลุ่มคนกรุงเทพ ปริมณฑล และหัวเมืองในต่างจังหวัด

ประเภทรายการทีวีที่ชอบดูนั้นพบกว่า  Key Shopper มีความชอบชมรายการที่แตกต่างกัน โดย 10 อันดับที่คนกรุงเทพและปริมณฑลนิยมได้แก่ ข่าว ละคร เกมโชว์ วาไรตี้โชว์ ซิทคอม สารคดี ทาเลนท์โชว์ คุกกิ้งโชว์ เรียลริตี้โชว์  และภาพยนตร์ตามลำดับ ส่วนหัวเมืองในต่างจังหวัดเหมือนกับคนกรุงเทพเกือบทั้งหมด แตกต่างกันอันดับสุดท้ายคือพวกเขานิยมชมรายการประเภทเอ็ดดูเคชั่น

ต่างจังหวัดในชนบท เป็นกลุ่มผู้ชมที่มีความนิยมแตกต่างจากกลุ่มอื่นใน 6 อันดับหลัง ได้แก่ ข่าว ละคร เกมโชว์ ซิทคอม วาไรตี้โชว์ ทาเลนท์โชว์ สารคดี คุกกิ้งโชว์ เรียลริตี้โชว์ และอื่นๆ ซึ่งนักการตลาดถ้าจะลงเล่นในตลาดต่างจังหวัดในชนบทอาจจะต้องมองหารายการประเทพซิทคอม วาไรตี้โชว์ ทาเลนท์โชว์ เป็นรายการอันดับต้นๆ ในการสื่อสาร

 

วิทยุอยู่ยั้งยืนยงในชนบท

ถึงแม้ว่าอัตราการรับฟังวิทยุของ Key Shopper ทั่วประเทศจะลดน้อยลงจาก 68% ในปี 2558 เหลือ67% ในปี2559 แต่วิทยุก็ยังคงมีความขลังเมื่อใช้สื่อถึงคนสูงอายุในชนบทต่างจังหวัด

กันตาร์ฯ ยืนยันด้วยผลสำรวจว่ากลุ่มผู้ฟังวิทยุในชนบทมีสัดส่วนมากถึง 72.5% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ฟังในหัวเมืองที่มีสัดส่วนน้อยสุดเพียง 57.5% และคนกรุงเทพ ปริมณฑล 62.7% ด้วยเหตุผลคือคนต่างจังหวัดยังคงนิยมเปิดวิทยุไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาในการทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนในอดีต โดยเฉพาะคนรุ่น 50-54ปี และ 60 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่ฟังวิทยุมากที่สุดด้วยสัดส่วนเท่ากันคือ 73% รองลงมาคือกลุ่ม อายุ 55-59 ปี สัดส่วน 68% และอายุ 40-44 ปี 67% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้สูงวัยในชนบทสื่อวิทยุยังคงได้ผลสำหรับคนกลุ่มนี้

 

หนังสือพิมพ์และนิตยสารยังคงทำหน้าที่ได้ดีในคนกรุง และหัวเมือง

ท่ามกลางการปิดตัวของสื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่หลายคนมองว่าไม่มีคนอ่าน แต่ความจริงแล้วสัดส่วน Key Shopper ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์มากถึง 62.7% ในกรุงเทพ ปริมณฑล 57.6% ในหัวเมือง และ47.1% ในชนบท โดยกลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 40-44 ปีในสัดส่วน 60% รองลงมาคือกลุ่ม 50-54 ปี 56% และ 54% ในกลุ่ม 30-34 ปี และ 55-59 ปี

ส่วนนิตยสารก็ยังคงได้รับความนิยมจากผู้อ่านหัวเมืองในสัดส่วน 37.3% ลองลงมาคือ กรุงเทพ ปริมณฑล 36.4% และชนบท 27.6% โดยกลุ่มที่นิยมอ่านนิตยสารนั้นอยู่ในกลุ่มอายุ 30-34 ปี 40% 18-24 ปี 35% และ40-44 ปี 34% ซึ่งนักการตลาดสามารถใช้เป็นสื่อที่ตอกย้ำ Key Shopper ในการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ได้ดีอีกสื่อหนึ่ง

 

สื่อตามรถมีก็เหมือนไม่มี

สื่อเอาท์ดอร์สื่อหนึ่งที่มีการเติบโตของยอดสเปนดิ้ง แต่สำหรับ Key Shopper พวกเขาอาจเห็นสื่อเอาท์ดอร์ที่อาจจะไม่เหมือนกับนักการตลาดคิด

เพราะสื่อเอาท์ดอร์ประเภทสื่อ Transport กลับเป็นสื่อที่ Key Shopper มองข้ามไป จากการสำรวจพบว่า Key Shopper เพียง 4% เท่านั้นที่สนใจดูสื่อ Transport 7% เห็นสื่อบิลบอร์ด และ 18% ในสื่ออินสโตร์ และสิ่งที่ทำให้สื่ออินสโตร์เห็นเด่นชัดในสายตานักช็อปมาจากพวกเขาต้องการกวาดสายตาดูโปรโมชั่นสินค้าที่จะซื้อก่อนหยิบสินค้าไปเคาน์เตอร์จ่ายเงิน

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเสพสื่อของ Key Shopper เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจเลือกซื้อให้ตรงกลุ่มผู้ซื้อ แต่การที่จะเรียกไลค์จาก Key Shopper เพื่อเปลี่ยนเป็นยอดขายได้นั้น คุณภาพของสินค้า ช่องทางจำหน่าย และ Content ในการสื่อสารก็เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดด้วยเช่นกัน

 

ที่มา : Research Media Profile 2016 กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล, ธันวาคม 2559

 

ใครว่ามินิฟิกเกอร์จะต้องอยู่แค่โลกของเล่น

ทำไมช่างภาพจะต้องเอาดีด้านการถ่ายแค่ภาพคน สัตว์ และวิวด้วยหละ Samsofy ชาวฝรั่งเศสผู้สนใจจับมินิฟิกเกอร์ของเลโก้เล่าเรื่องราวต่างๆ อ่างน่ารักน่าเอ็นดู จนผลงานของเขาได้ถูกรวมเล่มวางจำหน่ายกันเลยทีเดียว และ Marketeer เชื่อว่าถ้าคุณต้องแอบหลงรักมินิฟิกเกอร์มากขึ้นแน่นอนหลังได้เห็นผลงานชิ้นใหม่ของเขาที่บอกเล่าเรื่องราวอย่างสนใจ แต่ไอเดียนี้ในประเทศไทยก็มีช่างภาพอย่างคนตัวจิ๋วที่ใช้ตุ๊กตาตัวเล็กจัดฉากบอกเล่าเรื่องราวอย่างน่าสนใจเช่นกัน

1 2 3 5 6 7 8 9 10 11

สื่อสารอย่างไรให้ Content is King ในยุคผู้บริโภคใจร้อน

ในวันที่ Data ได้กลายเป็นช่องทางในการทำ Real-time Organization เปิดโอกาสให้นักการตลาดทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถ engagement เข้าใกล้ผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้

Content Marketing ผ่านช่องทางหลากหลาย

Content ในวันนี้ต้องเข้ากับ Land Scape ที่เปลี่ยนไปด้วย Data ที่เข้ามาซัพพอร์ตนักการตลาดเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Content ในโลกออนไลน์ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังช่วยให้นักการตลาดสร้างแบรนด์ สร้างความผูกพันกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ถ้านักการตลาดรู้จักหยิบ Content นำมาใช้ให้เป็น เพราะ Content เมื่อใช้ไม่ถูกที่ถูกทางจะกลายเป็น Negative Impact กับแบรนด์ได้เช่นกัน

การทำตลาดผ่าน Content Marketing ให้ประสบความสำเร็จจำต้องมีช่องทางที่หลากหลายในบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามา

หน้าที่ของนักการตลาดในวันที่ Data เกลื่อนเมืองอีกหน้าที่หนึ่งคือการศึกษา Data ที่มีอยู่ให้ละเอียดที่สุด และวิเคราะห์ เลือก Platform ที่สามารถนำ Content ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดบน Cost per Reach ที่ต่ำสุด

Story Telling อย่างมอง Data เป็นตัวเลข

การโฆษณาที่บอกตรงๆ คงไม่ได้ผลเท่าไรนักในวันนี้ ทิศทางในการทำ Content ไม่ใช้เพียง Content ที่โฆษณาสินค้า แต่ต้องทำ Information เป็น Story จะทำให้ Content ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

โฆษณาที่ประสบความสำเร็จต้องมาในรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่มีความน่าสนใจชวนติดตาม พร้อมสอดแทรก Identity ของแบรนด์ให้ชัดเจนในคอนเทนต์นั้นๆ หรือสอดแทรกแบรนด์ทิ้งท้ายโดยไม่เน้นการโฆษณาสินค้า เมื่อผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้า เขาก็จะคิดถึงแบรนด์นั้นเป็นแบรนด์แรก และเป็นการสร้าง Long Term Engagement ให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

Content TV ทำอะไรต้องเร็ว บน Cross Platform

ในยุคสื่อทีวีมีการแข่งขันกันสูง การสร้าง Content TV ดึงดูดผู้บริโภค ดึงดูดเรทติ้งได้กลายเป็นเกมที่ท้าทายอันสูงสุดของคนทีวี และในยุคที่ผู้บริโภคใจร้อน คนทำรายการทีวีต้องเปลี่ยนเร็วตามความสนใจที่เปลี่ยนไป  Content TV ก็ต้องแอบใจร้อนตาม เช่น ถ้าเป็นรายการร้องเพลง จะต้องมีเสียงเพลงทันทีในไม่กี่วินาที ละคร ซีรีย์ เจอกันจีบกันใน 7 วินาทีต้องเป็นแฟนกัน รวบรัดตัดตอนให้ละครจบไว โดยเฉพาะถ้าเป็น Content ที่ดูผ่านมือถือผู้บริโภคต้องการรีบดูรีบจบเพื่อไปทำอย่างอื่น

พฤติกรรมคนไทยเสพ Content ละคร ซีรีย์ยังคงชอบ Content รสจัด และในเวลานี้ Content สัตว์ประหลาดอย่าง นาคี พิษวาส ถ้ามาถูกที่ถูกเวลาจะได้รับการตอบรับอย่างน่าแปลกใจ

ในส่วนของทีวีดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาเรทติ้ง โจทย์ที่สำคัญคือการทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเปิดดูอยู่หน้าจอในช่วงออกอากาศ โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ reminder แนะนำรายการ ไฮไลท์ที่น่าสนใจของรายการที่กำลังใกล้จะออนแอร์กระตุ้นให้ผู้ชมอยากติดขอบจอเพื่อดูรายการที่สนใจแทนการดูย้อนหลังผ่านช่องทางอื่น

และปี60 ทั้ง Facebook Line และ Youtube จะมีลูกเล่นใหม่ๆ มา และเป็นทิศทางที่ช่องทีวีสามารถใช้เป็นสื่อถึงผู้ชมในรูปแบบ Cross Platform อย่างช่อง Workpoint ที่จะนำ Content มาใช้งานร่วมกันบนลูกเล่นต่างๆที่แต่ละแพลตฟอร์มมีให้บริการเป็นต้น

ที่มา : Marketing Day 2016

เยอะไหม คนไทยมีแอพติดมือถือ 32 แอพ

นับตั้งแต่มีแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นเกือบทุกส่วนของชีวิตในการอำนวยความสะดวกและเพิ่มความสนุกในชีวิตประจำวัน ในวันที่คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเกิน 70% ของผู้ใช้งานมือถือทั้งหมด Google อดสงสัยไม่ได้ว่าคนไทยนิยมแอพพลิเคชั่นแบบไหนกันและได้สำรวจการใช้งานแอพพลิเคชั่นจากผู้มีสมาร์ทโฟน 1,000 คนในประเทศไทย พบว่า

54% Mobile First

คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มากถึง 54% ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เดียวที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

32 แอพ โจทย์หินนักพัฒนา

ในสมาร์ทโฟนแต่และเครื่องเฉลี่ยมีแอพพลิเคชั่นติดตั้งทั้งหมด 32 แอพต่ำที่สุดในเอเชีย ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีแอพติดเครื่องมากที่สุดถึง 44 แอพ

โดย 32 แอพของคนไทยครึ่งหนึ่งเป็นแอพที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่อง มีเพียง 16 แอพเท่านั้นที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนโหลดจาก App Store และ Google Play ติดตั้งใช้งานเอง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันกันสูงในตลาดแอพพลิเคชั่นเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในสมาร์ทโฟน และนักพัฒนาเองต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ ความง่ายในการใช้งานเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนตัดสินใจดาวน์โหลดแอพลงเครื่องใช้งาน และไม่ลบแอพทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนยอมรับว่าก่อนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจะเลือกแอพจาก

  1. อ่านรีวิวผู้ที่เคยมีประสบการณ์การใช้
  2. Rating ของแอพว่ามีกี่ดาว
  3. ขนาดของแอพ กินพื้นที่ในสมาร์ทโฟนมากน้อยแค่ไหน เพราะสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่คนไทยใช้มีความจุเฉลี่ย 8 เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถติดตั้งแอพขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ได้

ดาวน์โหลด 4 ลบ 3

                คนไทยดาวน์โหลดแอพเฉลี่ย 4 แอพต่อเดือน ซึ่งดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ค่อยข้างสูง แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในแต่ละเดือนจะมีแอพคัดออกเฉลี่ย 3 แอพ เป็นอย่างต่ำ โดยเกมเป็นแอพยอดนิยมที่มีการดาวน์โหลดสูงสุดถึง 66% ของผู้ถูกสำรวจ โซเชียลเน็ตเวิร์ค 60% Messaging หรือ Chat App 59%

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่ Google สำรวจพบกว่า เกมเป็นแอพยอดนิยมอันดับหนึ่งในทุกๆ ประเทศ และเป็นแอพที่ผู้ใช้งาน Uninstall มากที่สุดด้วยเช่นกัน โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีการดาวน์โหลดแอพเกมสูงสุดถึง73% ตามด้วยเวียดนาม 69% และประเทศไทยเป็นอันดับที่สาม

เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนไทย Uninstall ลบแอพออกจากเครื่อง เพราะ 45% มองว่าเป็นแอพที่ไม่มีประโยชน์ในการใช้งาน 43% กินพื้นที่ในสมาร์ทโฟนมากเกินไป และ 38% มีแอพที่ดีกว่ามาทดแทน

68% ยอมซื้อแอพ

            แม้คนไทยจะชอบของฟรีบนโลกออนไลน์ แต่ก็มีคนไทยมากถึง 68% ที่เคยใช้จ่ายผ่านแอพ หรือซื้อแอพในรูปแบบต่างๆ และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งมาจากการขยายช่องทางการชำระเงินที่นอกเหนือจากบัตรเครดิต เช่นลูกค้าเอไอเอส และดีแทค สามารถจ่ายเงินพร้อมบิลค่าบริการรายเดือน, eWallet และอื่นๆ

เมื่อประเทศไทยมีคนนิยมเล่นเกมจึงไม่แปลกเลยที่ 3 อันดับแรกที่คนไทยยอมจ่ายเงินเป็นแอพเกมล้วนๆ ไม่ปนอย่างอื่น โดย  28% ซื้อไอเทมต่างๆ ในเกม 26% คาเรคเตอร์พิเศษ และ 23% ซื้อชีวิตในเกมเพิ่ม

30% Shopping Online

ซื้อของออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนไม่ใช่เรื่องใหม่ 30% ของผู้ถูกสำรวจยอมรับว่าเคยมีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ สูงกว่าเอเชียแปซิฟิกที่มีผู้ซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนเพียง 25% และคนไทย 78% พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนเมื่อมีสินค้าที่อยากซื้อ

แม้ว่าวันนี้คนไทยจะมีแอพทั้งหมดในเครื่อง 32 แอพ แต่แนวโน้มจำแอพประจำเครื่องจะลดน้อยลงไปเรื่องๆ จากข้อจำกัดของความจุสมาร์ทโฟน และสิ่งที่ช่วยแอพถูกเลือกใช้งานนอกจากจะมีขนาดแอพไม่ใหญ่มากแล้วยังต้องมีความเป็น Localize ทั้งในเรื่องของคอนเทนต์ ราคา และ User Interface ที่เหมาะกับคนไทยที่สุดด้วย

ผู้บริโภคเป็นมนุษย์ที่เปลี่ยนไปเพราะโซเชียล

ใครว่าคอนซูเมอร์เปลี่ยน แต่ความจริงแล้วคอนซูเมอร์ไม่เปลี่ยนเพราะยังคงเป็นมนุษย์ แต่ที่เปลี่ยนไปคือพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงในยุคที่โซเชียลและสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และทำให้ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow ที่มี 6 ขั้นได้เปลี่ยนไป จากไวไฟและอินเทอร์เน็ตกลายเป็น Basic Need ที่ขับเคลื่อนลำดับขั้น Maslow ให้เปลี่ยนแปลงเร็วจากการที่คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรหละ

ตัดสินใจเองไม่เป็น

ผู้บริโภคในวันนี้มีความเป็นโซเชียลมากขึ้น ที่จะสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องที่แปลกคือพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง ทำอะไรจะปรึกษาโซเชียลเน็ตเวิร์คก่อนตัดสินใจแม้กระทั้งเรื่องส่วนตัว

โซเชียลมีเดียไม่ใช่ช่องทางแต่เป็นพฤติกรรม
โซเชียลมีเดียเป็นพฤติกรรมไม่ใช่ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร จากการสำรวจพบว่า 66% ประชากรโซเชียลพูดถึงคือเรื่องของชาวบ้าน ทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องจริง และพฤติกรรมผู้บริโภคชอบเมาธ์ต่อๆ กันพูดเรื่องชาวบ้านต่อๆ เชื่อคนที่ไม่รู้จักมากกว่ากันก่อให้เกิด โมเดลคอมมูนิเคชั่นใหม่ เกิดไอดอลต่างๆ และการฝากร้านต่างๆ

รวมถึงการสนใจคนใกล้ตัว และมีวัฒนธรรมฝูงชนเห็นใจคนที่ด้อยกว่า และพร้อมที่จะแชร์เรื่องราวต่างๆ ในโลกโซเชียล และสิ่งนี้เองเมื่อพลาดแบรนด์จะโดนกระหน่ำได้เช่นกัน

ยอมรับ White Lie

Post -Truth ได้กลายเป็นคำศัพท์แห่งปี 2016 ที่พจนานุกรม Oxford Dictionary บันทึกไว้ จากการใช้คำนี้เพิ่มขึ้นถึง 2,000% ในปีนี้ โดย Post-Truth ในที่นี้หมายถึงเรื่องเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ความจริงไม่สำคัญหรือมีความหมายเท่าอารมณ์รับรู้และความเชื่อส่วนบุคคล และทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นว่าผู้บริโภค ยอมรับการโกหกสีขาว หรือ White Lie กันมากขึ้น คนจะเลือกช้อน กรอง และฟังข้อมูลที่อยากฟังเพื่อซัพพอร์ตความคิดตัวเองที่มีอยู่แล้ว

ยังคงความจำสั้นน้อยกว่าปลาทอง

ผู้บริโภคไม่มีความอดทน เพราะเลือกจะฟังในสิ่งที่อยากฟัง ในวันนี้ผู้บริโภคยังคงจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียง 8 วินาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นกว่าปลาทองที่จดจ่อได้มากถึง 9 วินาที จากโลกในวันนี้มี Information ต่างๆ รอบตัวรายล้อมเป็นจำนวนมาก และถ้า Information นั้นไม่สามารถดึงดูดความสนใจผู้บริโภคภายใน 3 วินาทีแรกพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปรับ Information อื่นๆ แทน

Psychology Marketing ยังคงใช้ได้ผล

เป็นเรื่องแปลกคือ ถ้าร้านล้างรถสองร้าน แจกคูปองประทับตราสะสมครั้งแลกล้างฟรีเหมือนๆ กัน ร้านแรกเป็นคูปอง 8 ช่อง ส่วนอีกร้านคูปอง 10 ช่อง แต่ 2 ช่องแรกร้านประทับตราให้แล้ว และเหลือเพียง 8 ช่องที่ต้องสะสมต่อ กลายเป็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกโปรโมชั่นจากร้านล้างรถร้านที่ 2 มากกว่า เพราะมองว่าทางร้านออฟเฟอร์มาให้แล้วถึง 2 ครั้ง และยังมีแนวโน้มกลับไปใช้บริการให้ครบ 8 ครั้งมากกว่าร้านแรกเพราะมองว่าเหลืออีก 8 ครั้งเอง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ต้องการ Afford อะไรมาก เพียงแค่มีแอดวานซ์โบนัสเริ่มให้เขาก่อนเท่านั้น

ที่มา : Marketing Day 2016

           

 

 

10 ปีผ่านมาท่องเที่ยวไทยมีอะไรเปลี่ยนแปลง

1.นักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น แต่วันท่องเที่ยวลดน้อยลง จากนักท่องเที่ยวเฉลี่ยลดลง จากนักท่องเที่ยวเอเชียที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

2.นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วน 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และเกิดอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการไทยมาก ทำให้เศรษฐกิจโตยาก และประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถ้านักท่องเที่ยวจีนหายไปจากตลาดไทย

3.นวัตกรรมเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงการเดินทางท่องเที่ยว Backpacker เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้เปลี่ยนการทำตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวที่จากเดิมเน้นขายแพคเก็จทัวร์เป็นหลัก

4.แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเดิมๆ ยังคงขยายตัว แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถชูแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้

 

แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่มาไทยต้องไปให้ได้

2549       นักท่องเที่ยวมาไทย 11.6 ล้านคน 44% มากับทัวร์

นักท่องเที่ยวหลัก

มาเลเซีย 12%

ญี่ปุ่น       10%

เกาหลีใต้ 7%

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม*

เชียงราย 1%

เชียงใหม่ 7%

กรุงเทพ  42%

ชลบุรี (พัทยา)        15%

ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)        2%

สุราษฎร์ธานี (สมุย/พงัน)      5%

พังงา       1%

กระบี่      3%

ภูเก็ต       10%

สงขลา    3%

 

2558       นักท่องเที่ยวมาไทย 29.9 ล้านคน 81% Backpacker

นักท่องเที่ยวหลัก

จีน           27%

มาเลเซีย 12%

เกาหลีใต้ 5%

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

เชียงราย 1%

เชียงใหม่ 5%

กรุงเทพ  37%

ชลบุรี (พัทยา)        13%

ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)        2%

สุราษฎร์ธานี (สมุย/พงัน)      6%

พังงา       1%

กระบี่      4%

ภูเก็ต       17%

สงขลา    4%

*% จากสัดส่วนนักท่องเที่ยวในไทย

 

 ที่มา : Economic Intelligence Center SCB, พฤศจิกายน 2559

FinTech ไม่ได้มาแทนแต่มาเติมเต็มธนาคาร

เป็นเรื่องจริงที่ FinTech เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นอย่างมาก แต่ใครจะรู้หรือไม่ว่า FinTech แรกในประเทศไทยก็คือการเปิดให้บริการ ATM เมื่อปี 2523 แต่ในวันนั้นเทคโนโลยียังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สามารถเข้ามาป่วนโลกเปลี่ยนแปลงโลกทางการเงินอย่างโดดเด่นเหมือน FinTech ในทุกวันนี้

โลก FinTech จะกลายเป็นกลไกสำคัญทางการเงิน

การเปลี่ยนแปลงโลกของ FinTech ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างกว้างขวางในด้านการเงินผ่านดิจิทัลที่ให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ บนความสะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุนได้เข้ามาสร้างความตระหนักและตื่นตัวให้กับสถาบันการเงินทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เพราะในอนาคต FinTech จะกลายเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนทางการเงินผ่านสังคมดิจิทัล และที่ผ่านมาเกิดการพัฒนานวัตกรรมบริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วและมากมาย

FinTech จะช่วยอะไร

1.ประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้สะดวกผ่านสมาร์ทโฟนที่มีการใช้งานเกินครึ่งของประชากรทั้งประเทศ

  1. ในภาคของธนาคารการบริหารจัดการความเสี่ยง วิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่จะเข้ามาขอเงินกู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราหนี้เสียให้น้อยลง
  2. เสริมความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านดิจิทัลจากประสิทธิภาพการให้บริการที่สูงขึ้น
  3. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการระบบหลังบ้านหรือ Back Office ของธนาคาร

ช่วยเติมเต็มช่องว่างธนาคาร

การมาของ FinTech ไม่ได้มาแทนที่ธนาคาร แต่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างบริการเดิมๆ ที่ธนาคารให้บริการอยู่ให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินง่ายยิ่งขึ้น เช่น Paypal มาเติมเต็มการโอนเงินระหว่างประเทศให้สะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รวมถึงการลงทุนอย่างหุ้น ที่ในอดีตการเล่นหุ้นจะจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนรวยที่มีกำลังซื้อหุ้นที่ละมากๆ ด้วยข้อจำกัดของวงเงินขั้นต่ำในการลงทุน แต่เมื่อ FinTech และการวิเคราะห์ซื้อขายหุ้นออนไลน์ได้เข้ามา สามารถวิเคราะห์ข้อมูลตรงสถานการณ์มากกว่าคนที่มีอารมณ์เข้ามาวิเคราะห์สามารถให้บริการด้านหุ้นแบบแม่นยำ และไม่จำกัด โดยไม่มีผลต่อการเพิ่มต้นทุนเหมือนการใช้คนให้บริการ สามารถลดวงเงินขั้นต่ำในการซื้อขายหุ้นได้ ทำให้คนรายได้ธรรมดาก็สามารถเข้ามาลงเล่นในตลาดหุ้นตลาดทุนได้โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนมากเหมือนแต่ก่อน

รวมมือกำจัดจุดอ่อน

ในต่างประเทศ FinTech เป็นเสี้ยวหนึ่งของการให้บริการในระบบธนาคาร ธนาคารและ FinTech ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันไป และถ้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกันได้จะสามารถพัฒนาขีดจำกัดการให้บริการได้อีกไกล

ในภาคของธนาคาร มีจุดแข็งคือความพร้อมด้านฐานลูกค้า ข้อมูล เครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้าและธุรกรรมทางการเงินต่างๆ แต่จุดอ่อนของ ธนาคารคือการเป็นองค์กรใหญ่ที่มีความอุ้ยอ่าย การลงทุนด้านไอทีที่เคยทุ่มเม็ดเงินมหาศาลลงไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจุดแข็งของ FinTech คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทันต่อการเปลี่ยนแปลง บนจุดอ่อนฐานข้อมูลและเครื่องมือในการให้บริการที่ไม่ครอบคลุมเท่าธนาคาร

 

ที่มา : เสวนา Fin Fin with Fin Tech โดย ธอส., พฤศจิกายน 2559

 

จากเอเยนซี่โฆษณา สู่ คนทำอีเวนต์ที่ต้องทำตัวเหมือนเป็ด

เบื้องหลังความสำเร็จในงานอีเวนต์ต่างๆ เบื้องหน้าอาจดูสวยงาม แต่ความสวยงามนี้ย่อมผ่านการกลั่นกรองทางความคิดมากหลายตลบ จนกว่าจะเป็นอีเวนต์ที่สมบูรณ์ในวันจัดงาน และยุทธศักดิ์ กฤดิพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพเอ็กซิบิชั่น จำกัด คือผู้บุกเบิก ธุรกิจอีเวนต์ให้กับ Workpoint ที่สร้างจากคนทำงานเพียงหนึ่งกลายเป็นทีมกรุงเทพเอ็กซิบิชั่น บริษัทย่อยของ Workpoint Group

 

เริ่มต้นจากเอเยนซี่ แตกใบอ่อนเป็นออกาไนซ์อีเวนต์

ยุทธศักดิ์เล่าว่า เขาไม่ได้ตั้งแต่จะทำอีเวนต์ตั้งแต่เรียนจบ แต่เพราะความเป็นเป็ดเลยทำให้อยากลอง

“เรียนนิเทศโฆษณาจบมาทำเอเยนซี่มาก่อน มาเรียนต่อโท กลับมาทำอาร์ทไดเร็คเตอร์ อยู่กับคอมพิวเตอร์ตลอด ทั้งวันก็จะว่างจนใกล้เลิกงาน 5-6 โมงเย็น มีงานลูกค้าให้แก้ ทำถึงตี1 นอน เช้ามา ตื่นมาทำงาน 11โมงถึงเที่ยง ชีวิตวนอยู่แบบนี้”

“ทำไมต้องอยู่ปลายทางของทุกคนด้วย อยากจะเป็นต้นทางบ้างเลยลองมาทำอีเวนต์ดู ทำออกาไนซ์ก็เหมือนบริหารงานบุคคล”

“ตัวเองก็เหมือนเป็ด ไม่เก่งโดดเด่น เช่นก๊อปปี้ ไรท์เตอร์ก็ต้องคิดคำคมๆ ทำอาร์ทก็ต้องพวกศิลปากร วางอาร์ทสวยๆ คนทำอีเวนต์ไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่แค่พอเป็น และดูภาพรวมให้เป็น หาคนเก่งในแต่ละด้านมาช่วยงาน”

 

ชวนลองมาทำงานที่ Workpoint

ยุทธศักดิ์ อยู่ในวงการออกาไนซ์มาเกือบ 10 ปี จนถึงระดับหัวโต๊ะและเกิดจุดอิ่มตัวจากที่เก่า หมดความท้าทาย คนทำออกาไนซ์ เขาเชื่อว่าทุกสาขาวิชาชีพจะมีแรงผลักที่อยู่ในใจ

“อยากทำอะไรที่ท้าทายขึ้น อยากจะทำอะไรสักอย่างที่ Wowww ทั้งประเทศ ที่พัฒนาต่อไปได้อีก ทำอีเวนต์บ่อยๆ ทำเป็น 10 ปี จะตัน ถ้าทำออกาไนซ์ทั่วไป ลูกค้าที่ใช้บริการประจำจะเป็นลูกค้าเดิมๆ โปรดักท์เดิมๆ วิธีคิดแบบเดิม ทำอะไรได้ไม่มาก สุดท้ายก็คิดไม่ออก จังหวะเดียวกับพี่ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี ชวนลองมาทำงานที่ Workpoint”

“ตอนนั้น Workpoint ยังเป็นแค่ผู้ผลิตรายการไม่มีอีเวนต์ คิดอยู่ว่าจะมาทำอะไร แต่ก็ลองมาคุยดู เพราะส่วนตัวชื่นชอบพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เป็นการส่วนตัว และอยากจะทำงานกับคนเก่ง ในชีวิตทำงานกับคนเก่งๆ มาค่อยข้างเยอะ ทั้งแกรมมี่ อาร์เอส ทรู แต่ยังไม่เคยได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ทาง Workpoint ลองดูสักหน่อย และหลังจากการพูดคุยพบว่า Workpoint ต้องการเป็นอีเวนต์ออกาไนซ์เซอร์แข่งกับรายใหญ่ๆ ในตลาด เช่น CM Organizer Index”

“ฟังแล้วก็ลองดู ถ้าไม่ได้ก็ไม่ซีเรียส ช่วงแรกๆ ยังไม่มีทีม ทำคนเดียวหมด ปีแรกค่อนข้างเหงาหน่อย ไม่มีอีเวนต์ สิ่งที่คิดก็ยังไม่โดดเด่นในเชิงอีเวนต์ จนพี่ปู วิชนี ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด รู้ว่ามาช่วยทำอีเวนต์เลยลองให้ทำนิดๆ หน่อยๆ จนรู้ว่า ทำได้”

IMG_7113

Thailand Got Talent จุดแจ้งเกิด

“ปีที่ 2 ได้มีโอกาสทำ Thailand Got Talent Season 1 งานแรกที่แจ้งเกิดธุรกิจอีเวนต์ Workpoint จากการไป Recruit ผู้สมัคร 4 ภาค ซึ่งการ Recruit ผู้สมัครมีความแตกต่างจากการทำทีวีที่ Workpoint ถนัด แต่สำหรับคนทำอีเวนต์มาก่อน ไม่ใช่งานที่ยากนัก ในการทำงานคนเดียว หลังจบงาน เริ่มลูกค้ารายอื่นๆ เริ่มรู้ว่า Workpoint มีออกาไนซ์เซอร์อีเวนต์ และเริ่มให้ Workpoint ทำออกาไนซ์เซอร์ให้ ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานราชการ

“4-5 ปีที่ผ่านมาทีมอีเวนต์จากคนคนเดียว การคิดคอนเซ็ปต์จะปรึกษาพี่ๆ พี่จิก ประภาส ใจดี เรียกครีเอทีฟ กรุ๊ปเฮดของรายการมาช่วยระดมความคิด เริ่มขยายตัวเป็นทีมใหญ่ที่มีพนักงานมากถึง 20-30 คน มีแผนกครีเอทีฟเป็นของตัวเอง และแยกธุรกิจออกมาเป็น กรุงเทพเอ็กซิบิชั่น ดูแลอีเวนต์ และกิจกรรมพิเศษ ของ Workpoint งานลูกค้าที่มาจ้าง และปีหน้าจะออกไปพิชชิ่งแข่งกับคู่แข่งมากขึ้น ไปจากที่เคยเป็นหน่วยงานหนึ่งใน Workpoint Group”

 

เรียนรู้อะไรจากประภาส

จากจุดเริ่มต้นการเรียนรู้จากคนเก่ง Workpoint โดยเฉพาะพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ผู้ก่อตั้ง Work Point ร่วมกับปัญญา นิรันดร์กุล

ยุทธศักดิ์ ยอมรับว่าวันนี้ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอยากจากคนเก่งของ Work Point โดยเฉพาะขุนพล ทั้ง 3 อย่างประภาส ปัญญา และ พาณิชย์

“พี่จิกมีความคิดต่าง และไม่มีวันหยุดนิ่ง หยุดคิด หยุดพัฒนา อะไรที่พี่จิกมองว่านิ่ง จะช่วยตบ ทำให้ทีมงานรู้สึกว่านิ่งไม่ได้ ต้องตื่นตัวตลอด ถ้านิ่งนายจะมาจี้ มาช่วยผลักตลอด พี่ตา ปัญญา อ่านเกมขาดมาก และลงมาลุยงานตลอด ส่วนพี่โอ๋ พาณิชย์ สดสี ก็เช่นกัน ทำให้ลูกน้องอย่างเรามองว่านายไม่หยุด นายยังลงมาลุยงาน นายยังโครตเหนื่อย แล้วลูกน้องอย่างเราจะสบายได้อย่างไร ในเมื่อนายยังเหนื่อยอยู่ และทำให้เรามีพลังงานบางอย่างที่จะทำให้พัฒนาและตื่นตัวเสมอ

“ไปอยู่ที่ไหนจะมองว่าตัวเองเป็นเด็กเสมอ มองทุกคนเป็นพี่ เป็นครูที่คอยสอน และพร้อมเปิดรับคำสอน และพร้อมช่วยเหลือคนอื่น ซึ่ง Workpoint มีคนเก่งๆ หลากหลายด้านเยอะมาก เมื่อทำงานกับคนเก่งจะได้อะไรกลับมาเยอะมาก ทั้งมุมมอง และอื่นๆ ซึ่งตอนที่ไปช่วยทำไม่ได้หวังผลอะไรที่จะนำไปใช้กับอีเวนต์ เอาเข้าจริงสุดท้ายกลับมาเป็นวิธีคิดที่ทำให้เราสตรองขึ้นกว่าเดิม มองภาพกว้างขึ้นกว่าเดิม จากข้อมูลที่ได้เรียนรู้จากการช่วยงานหลายๆ ฝ่าย และย้อนกลับมาที่อีเวนต์ทำให้อีเวนต์ดีขึ้น”

 

ไม่ใช่งานอีเวนต์ แต่ต้องเป็นเฟสติวัล

นโยบายของที่ Workpoint คือไม่ใช่ทำอีเวนต์วันเดียวแล้วเงียบ จัดเสร็จแล้วจบไป จัดครั้งเดียวแล้วเลิก อยากให้เป็นเฟสติวัลที่มีทุกปี และความเป็นเฟสติวัลเมื่อนานๆ ไปจะกลายเป็นประเพณีได้ และจะดีกับสถานที่นั้นๆ

ด้วยที่ Workpoint มีสื่อในมือ พี่ตา ปัญญา และพี่จิก ประภาสให้การสนับสนุนใช้สื่อในมือบิ้วให้คนอยากมาร่วมงาน การทำงานที่ Workpoint ไม่ได้มองที่อีเวนต์อย่างเดียว แต่ต้องคิดมากกว่าอีเวนต์มองรวมไปถึงการใช้สื่อในมือให้เกิดประโยชน์ คิดรูปแบบการจัดการ ไทม์ไลน์และการเลือกใช้สื่อในการโปรโมท พร้อมนำจุดอ่อนของงานมาพัฒนาในครั้งต่อไป และที่สำคัญคนมางานต้อง Happy เราอยู่ได้ ลูกค้า สถานที่อยู่ได้ และทุกคนวินๆ ทั้งหมดคือชาเลนจ์ให้กับตัวเองทั้งหมด

เช่น งานสงกรานต์ที่สยามสแควร์ ทำเป็นปีที่ 5 จากจุดเริ่มต้นที่สยามต้องการจัดงานสงกรานต์อุดจุดตายในช่วงสงกรานต์ที่ไม่มีใครมาเดิน ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ที่เป็นทรัพย์สินของจุฬาสงกรานต์ สงกรานต์ห้ามมีของมึนเมา ได้รับโจทย์และเบรนสตอมกับพี่จิก ประภาส พี่ชลากร เป็นคอนเซปต์สงกรานต์ผ้าขาวม้าเป็นคีย์หลักของงานจากความคิดของพี่จิก

และสิ่งที่ทำให้สงกรานต์ผ้าขาวม้าสตรองทุกวันนี้คือเป็นอีเวนต์สงกรานต์แรกที่ไม่โป้ ไม่เปลือย ห้ามสายเดี่ยว บิกินี่ ไม่แป้ง ไม่แอลกอฮอลและต้องปลอดภัย ล้อมรั้ว มีทางเข้าออกชัดเจน มีน้ำให้เล่นฟรี และถ้าใครแต่งตัวไม่เหมาะสมมา เชิญออกทันที จากที่พี่จิกมองว่าวันนี้ผู้ใหญ่ไม่เล่นสงกรานต์เพราะร้อน และคนเล่นสงกรานต์ยุคนี้ เล่นอะไรก็ไม่รู้ ต่อคิวสาดน้ำปะแป้ง

จนสงกรานต์ผ้าขาวม้าหลังๆ จากวัยรุ่นขยายเป็นสงกรานต์ครอบครัว พ่อแม่พาลูกมาเล่นเพราะปลอดภัยมีอุปกรณ์เล่นสงกรานต์ให้เด็กเล่น และมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเล่นเพิ่มขึ้น จนในวันนี้สงกรานต์สยามมีคาเรคเตอร์ชัดเจนจนมีคนเปรียบเทียบสงกรานต์กับดารา ว่าสงกรานต์สีลมคือชมพู่ อารยา สงกรานต์ข้าวสารคืออั้ม พัชราภา และสงกรานต์สยามคือแอฟ ทักษอร มีความใสๆ

หรือแม้แต่งาน Siam Street World Competition โชว์อีเวนต์ที่จัดทุกๆ สิ้นปีมานานกว่า 5 ปี นำนักแสดงจากทุกมุมโลกมาโชว์เปิดหมวกที่สยาม ปีนี้เลื่อนเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ปีหลังๆ เริ่มมีไฮไลท์ใหม่ๆ เข้ามาตอบโจทย์คนไทยที่ชอบอะไรใหม่ๆ และให้งานดูพัฒนาขึ้น อย่างปีที่ 4 โชว์จากสเปนเต้นบนยอดตึก และงานนี้แสดงต่างประเทศได้นำไปเป็น Reference ขายงานในประเทศอื่นๆ และมีนักแสดงทั่วมุมโลกสนใจสมัครเข้ามาหลังไมค์ จากเดิมที่ต้องจ้างมาเล่นเป็นเปิดโอกาสให้นักแสดงที่สนใจเข้ามาแสดงได้ จากเดิมที่ต้องจ้างให้นักแสดงมา

IMG_7114

คำว่า Workpoint คือความยากที่ท้าทาย

ยุทธศักดิ์ ยอมรับว่าความยากและท้าทายที่สุดของเขาคือ ความเป็น Workpoint

“3-4 ปีแรกที่ Workpoint ค่อยข้างเครียด ในอดีตอีเวนต์ไม่มีใครเป็นคนดู เวลาปั้นงานอีเวนต์สักงาน คนส่วนใหญ่จะมองว่าอีเวนต์ Workpoint ภาพพี่ตา ปัญญา พี่จิก ประภาส มาอยู่ในความคิด เวลาไปขายงานจะกดดัน รักษาระดับมาตรฐาน ทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เสียชื่อจากชื่อเสียงที่พี่ๆ Workpoint คนอื่นๆ ได้ทำไว้ เพราะทุกคนคาดหวังเพราะเป็น Workpoint

 

ไม่ต้องกำไรมากแต่อย่าขาดทุน

สิ่งที่ Workpoint เปิดกว้างคือ ต้องทำงานให้ใหญ่ ให้ดี ได้กำไรน้อยไม่ว่า แต่ไม่ควรขาดทุน และไม่โอนอ่อนตามลูกค้าถ้าเห็นไม่สมควร

ต้องคิดว่าลูกค้าอยากได้อะไร มองรวมๆ คุยกับลูกค้าที่อยากมีแนวคิดอยู่ในใจ มาตบให้เข้าที่เข้าทาง โดยไม่โอนอ่อนทำตามลูกค้าทั้งหมด แล้วให้ลูกน้องคิดต่อ ส่วนใหญ่น้องครีเอทีฟจะคิดมาก่อน ซึ่งบางครั้งจะฟุ้งไปบ้าง จากที่เคยมีประสบการณ์ในฝั่งครีเอทีฟมาก่อน รู้ด้านโปรดักชั่น และมองว่าสิ่งไหนทำได้ไม่ได้ และถ้าไอเดียดี จะมาตบอย่างไรให้งบประมาณอยู่ในงบที่ทำแล้วไม่ขาดทุน

 

ปีหน้าไป AEC กันดีกว่า

ถ้าจะแกร่งในธุรกิจอีเวนต์ ตลาดในประเทศอย่างเดียวคงไม่พอ ในปีหน้า ยุทธศักดิ์ ต้องการพา กรุงเทพเอ็กซิบิชั่น ตะลุย AEC ด้วยจุดแข็งนำความเป็น Workpoint ไปเสนอขายความเป็นครีเอทีฟคอนเซ็ปต์ ปีหน้าถ้าไม่ผิดพลาดอะไร Workpoint จะเข้าไปจัดอีเวนต์ใน AEC ในรูปแบบส่งเสริมอิมเมจให้กับสถานที่และประเทศ และถ้าประสบความสำเร็จจะต่อยอดเป็นเฟสติวัลที่จัดทุกๆ ปี

อีเวนต์ไม่ต้องการคนเก่ง แต่ต้องการคนขยันที่ลองทำเพื่อให้รู้ไปหมด และที่สำคัญการทำอีเวนต์ต้องประเมินภาพก่อนงาน หาวิธีอุดรอยรั่วที่อาจเกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหา ต้องใจเย็นถอยออกมามองรอบๆ ด้าน แก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อน และปัญหาอื่นๆ จะแก้ไขได้เป็นเปาะๆ ไป ปัญหาก็จะกลายเป็นทางออกที่ทำให้อีเวนต์เดินหน้าต่อไปได้

Thailand4.0 กว่าจะถึงต้องผ่านอะไรมา

อีกไม่นานประเทศไทยก็จะก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 แต่กว่าจะถึงยุค 4.0 ประเทศไทยได้ผ่านยุคอะไรมาบ้างหละ

ยุคขวัญเรียมของThailand1.0

ยุคที่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกๆ ประเทศไทยเติบโตด้วยทุนทรัพยากรในประเทศ จากภูมิศาสตร์ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ยุคฉันทนาที่รัก คือยุคแห่ง Thailand 2.0

จากนาข้าวสู่โรงงานพอผ้า ยุคของสาวโรงงานก่อร่างสร้างตัวจากประเทศให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเบา เช่นโรงงานทอผ้า โรงงานเครื่องนุ่มห่ม ที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แปรรูป ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และส่งออกนอกประเทศ และเป็นยุคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแรงงานราคาถูก

In point of Asia -Thailand 3.0

ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ เกิดอุตสาหกรรมหนัก เกิดอีสเทิร์นซีบอร์ด ผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมหนักในประเทศเพื่อการส่งออกสินค้าที่เหลือจากการผลิตในประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ และอิเลคทรอนิกส์ต่างๆ

Startup -Thailand 4.0

ยุคที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดว่าปี 2564 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบด้วยประชากรที่มีอายุมากกว่า 60ปี สัดส่วนถึง 20% ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดมองว่าเป็นโอกาส แต่สำหรับภาครัฐคือการจัดสรรงบประมาณมหาศาลในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกลุ่มนี้

และจาก 3 ยุคที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศสูงในระดับหนึ่ง แต่ความสามารถนี้กลับอยู่ในระดับคงที่มานานพอสมควร จนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เริ่มขยับไล่ตามประเทศไทยเข้ามาติดๆ

ทำอย่างไรให้ไทยสปริงบอร์ดสู่ Thailand 4.0 ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนในเมื่อประเทศไทยยังคงติดกับดักอยู่ 3 ประเทศได้แก่

  1. ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลาง นับตั้งแต่ปี2537-ปัจจุบัน ไทยมีการขยายตัวเพียง3-4% ต่อปี เป็นการเติบโตที่ถดถอยจากในอดีต และการหลุดพ้นจากรายได้ปานกลางได้ต้องใช้เวลาถึง20ปี
  2. ความเหลื่อมล้ำความมั่งคั่ง มีคนรวยเพียง10% ของประชาชนทั้งประเทศและในกลุ่มคนรวยมีที่ดินมากถึง20% ของประเทศด้วยกัน
  3. ความไม่สมดุลในการพัฒนา มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดัก 3 ประเทศสู่ Thailand 4.0 ได้ คือเทคโนโลยีและ Startup ผ่านแนวคิด

  1. ปรับเปลี่ยนภาคบริการแบบเดิมเป็นการสร้างมูลค่าสูงให้กับการบริการ
  2. สร้างคัสเตอร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่นอุตสาหรกรรมรถยนตร์ไฟฟ้า การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
  3. โตไปด้วยการสร้างเครือข่ายร่วมมือแบบประชารัฐ สร้างเศรษฐกิจชุมชน
  4. ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเชียว ธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่สุดท้าย Thailand จะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “คน” ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และความคิดสร้างสรรค์

ที่มา : Marketing Day 2016