All posts by Marketeer Content 2

“รักษ์น้ำ” สานต่อเพื่อพ่อ งานนี้ไม่มีวันจบ – รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

 

“ น้ำคือ ชีวิต”  คือพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่นๆ

เป็นเวลาเกือบศตวรรษ ที่เอสซีจี ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  ภายใต้โครงการ “SCG รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต” เพื่อแก้ปัญหาน้ำขาด น้ำเกิน น้ำเสีย ช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ บรรเทาภาวะโลกร้อน คืนคุณภาพชีวิตที่ดี และความสุขสู่สังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมกับชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำ มาตั้งแต่ปี 2550  และมีเป้าหมายที่จะสร้างฝายชะลอน้ำให้ครบ 70,000 ฝายในปี 2559

 

สืบสานพระราชปณิธาน 70,000 ฝาย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559  ที่ผ่านมา เอสซีจีได้สืบสานพระราชปณิธาน 70,000 ฝาย รวมพลัง เครือข่ายเอสซีจี รักษ์น้ำ เพื่ออนาคตทั่วประเทศ  โดยมีพื้นที่หลักของการจัดงาน ณ ชุมชนบ้านโฮมพุเตย อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี  พร้อมๆกับอีก5 จังหวัดที่โรงงานของเอสซีจีตั้งอยู่ คือจังหวัด ลำปาง ขอนแก่น  นครศรีธรรมราช สระบุรี และระยอง

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการเอสซีจี กล่าวว่าโครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 10ปีก่อนโดยได้นำชุมชนรอบโรงงานปูนซิเมนต์ลำปางไปศึกษาการฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ   และกลับมาร่วมกับชุมชนในการสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุ ธรรมชาติที่หาได้ในพื้นที่ อาทิ ไม้ไผ่ ดิน หิน และทราย เพื่อกั้นชะลอการไหลของน้ำ และทำให้น้ำสามารถซึมลงสู่พื้นดินมากขึ้น กลายเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นของป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชุมชนต้นแบบในจังหวัดลำปางนับเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเอสซีจี ที่ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และทำหน้าที่ของตนเองในการดูแลรักษาน้ำในแต่ละพื้นที่ให้ดีที่สุด

“SCG รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต”  จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการที่นับได้ว่าประสบความสำเร็จจากการสร้างฝายชะลอน้ำได้เกินเป้าหมายในแต่ละปี  แต่ยังสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่าให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชน สร้างจิตสำนึกให้เกิดกับผู้มีจิตอาสาที่เข้าไปร่วมสร้างฝายซึ่งมีตั้งแต่พนักงาน คู่ค้า นักเรียนนักศึกษา สื่อมวลชน รวมไปถึงอาสาสมัครอื่น ๆ กว่า 35,000 คน อีกด้วย

 

งานยังไม่เสร็จ ไม่ได้จบแค่  70,000 ฝาย

70,000 ฝายเป็นเป้าหมายของปีนี้  แต่เรื่องของ “ฝาย” และการ”รักษ์น้ำ”ยังไม่จบ  เอสซีจียังคงมุ่งมั่นในเรื่องการบริหารจัดการน้ำต่อไปอย่างต่อเนื่อง

“ ตอนนี้เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลขว่าปีหน้าจะทำอีกกี่ฝาย  เพราะอยู่ในระหว่างการสำรวจเพื่อหาข้อมูลว่าพื้นที่ไหนมีปัญหา และจะระดมเครือข่ายของเราลงไปช่วยได้อย่างไร    ที่สำคัญต้องให้ทุกคนลงมาช่วยกันทำ  เอสซีจีมาจากภาคธุรกิจ เราก็หวังว่าการที่พนักงานของเราเข้ามามีส่วนร่วมจะทำให้มีความเข้าใจสภาพชีวิตของคนในชุมชนมากขึ้น และน้ำสำคัญกับพวกเขาอย่างไร งานเรายังไม่จบ เหมือนกับที่ในหลวงท่านตรัสกับ ดร.สุเมธ (ตันติเวชกุล)   นั่นล่ะครับ”

รุ่งโรจน์ย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจอย่างมากคือการดึงชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดเพราะฝายจะอยู่ได้นาน คนที่ดูแลต้องมีความสามัคคี มีความรัก มีความหวงแหน   และมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ได้ร่วมกัน

ก่อนหน้านี้มีการสร้างฝายชะลอน้ำไปแล้ว 68,000  ฝาย แต่ละฝายอายุใช้งานจะประมาณ 2-3ปี   โดยมีชาวบ้านเป็นกำลังหลักในการดูแล  และการที่เอสซีจีเริ่มต้นทำฝายในจังหวัดที่มีโรงงานตั้งอยู่    เพราะต้องการให้คนของบริษัทคอยเข้าไปดูแลและมีส่วนร่วมในการปรับปรุงด้วย

“ ยอมรับว่าบางจุดทำไป 3 ปีไม่มีใครเข้าไปดูแล เราก็ต้องเข้าไปเริ่มใหม่ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร เมื่อไหร่ที่ชุมชนมีความรัก มีความหวงแหนในสิ่ง พวกนี้เขาจะกลับมาทำเอง เคยมีนะครับบางฝายในจังหวัดกาญจนบุรีนี่ล่ะทำมาเป็น 10 ปี ไม่ดูแลตอนหลังน้ำแล้ง ก็มาเสียดายว่าเคยทำฝายไว้ ก็ใช้ไม่ได้แล้ว ตอนหลังกลับมาทำใหม่ ก็เป็นบทเรียนที่ดี”

 

เดินหน้าต่อ ฝาย สระพวง แก้มลิง 

สระพวงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำฝน เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งได้ในระยะยาว  เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้โครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ…เพื่ออนาคต

วิธีการของสระพวง คือแบ่งเป็นการขุดสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำ เรียกว่า “สระแม่” ส่งน้ำต่อไปยังสระเล็กๆ ที่เรียกว่า “สระลูก สระหลาน” ใกล้ๆ หมู่บ้าน เชื่อมต่อกันเป็นระบบ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรได้ทั้งหมู่บ้าน

“เป็นโครงการที่คล้ายๆกับแนวความคิดเรื่องแก้มลิงของพระองค์ท่าน แต่แก้มลิงส่วนใหญ่จะใช้กับระบบรับน้ำเมื่อน้ำเยอะเช่นเมื่อช่วงฝนตกมาก เกิดน้ำท่วม ก็กักน้ำไว้ใช้ ทำการเกษตรในหน้าแล้ง แต่ สระพวง ต้องทำในหน้าแล้ง โดยการขุดสระไว้ก่อนเพื่อรอน้ำ ”

ปัจจุบันเรื่องของสระพวงกำลังทำการสำรวจร่วมกับกับมูลนิธิอุทกพัฒน์  เพราะเป็นหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลที่ดีทั่วทั้งประเทศ  รู้ว่าชุมชนไหนต้องการและมีความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วม คาดว่าอีกไม่นานแผนงานเรื่องสระพวง คงมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น

ส่วนเรื่องแก้มลิง ปัญหาคือต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เอสซีจี มีคน มีเครือข่ายและมีองค์ความรู้ระดับหนึ่ง  แต่ไม่มีที่ดินดังนั้นจำเป็นต้องหาแนวร่วมจากภาครัฐในการทำงาน

“ฝาย สระพวง แก้มลิง เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญและจะทำไปพร้อมๆกัน   ฝาย เป็นการชะลอน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ป่า  สระพวงเก็บกักน้ำเพื่อเอาไว้ใช้งาน และแก้มลิง เป็นการป้องกันน้ำท่วมเก็บน้ำที่เหลือไว้ใช้ในยามน้ำขาดแคลนรับผิดชอบชัดเจน”

ทั้ง 3 เรื่องเป็นสิ่งที่เอสซีจีจะทำไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะร่วมกับชุมชนและเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ และเชื่อว่าความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกัน จะนำไปสู่การบริการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

“ ผมเชื่อว่าทุกคนทุกองค์กรรักในหลวงรัชกาลที่ 9  อยากจะสานต่อโครงการที่พ่อทำเหมือนที่เราทำ ผมจึงต้องการเชิญชวนทุกองค์กร มาร่วมกันทำฝายชะลอน้ำ  ซึ่งเป็นโครงการเพื่อคนไทยทุก ๆคน  และเอสซีจีได้ทำต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี จึงมั่นใจว่ามีองค์ความรู้ระดับหนึ่งที่จะแบ่งปันกันได้”

 

 เอสซีจี องค์กรแสนล้าน “พอเพียง”อย่างไร     

สุดท้าย  เมื่อ Marketeer ถามว่า ได้น้อมนำพระราโชวาท มาเป็นแนวคิดในเรื่องส่วนตัวและชีวิตการทำงานอย่างไร   ผู้บริหารสูงสุดของเอสซีจีตอบว่า

“  คิดว่าในเรื่องความพอเพียงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผม เพราะบางครั้งเราก็ไปเน้นในเรื่องของการทำมาหากิน หารายได้อะไรต่างๆ เมื่อได้เงินมาก็อาจจะใช้แบบไม่ระวัง  แต่คำสอนของท่านทำให้เรา รู้จักใช้ของที่ได้มาอย่างมีคุณค่า ใช้อย่างมีเหตุมีผล และคิดก่อนใช้”

นอกจากนั้นรุ่งโรจน์ยังกล่าวว่าได้นำเอาเรื่องความพอเพียงนี้เป็นแนวทางสำคัญในการทำธุรกิจด้วย

หลายคนอาจจะมองว่า เอสซีจี กับการดำเนินธุรกิจตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่อง ยาก เพราะองค์กธุรกิจต้อง มุ่งหวังกำไรสูงสุดเป็นหลัก

“ น้องๆหลายคนอาจจะยังเข้าใจผิด คิดว่าความพอเพียง คือการเอากำไรนิดหน่อยก็พอแล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่เลย  แต่เป็นเรื่องที่ต้องหาจุดสมดุลในการทำงาน  เป้าหมายของการทำธุรกิจคือต้องทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ทำประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนร่วม  ซึ่งเรื่องนี้เราต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดความโลภขึ้น หรือทำเกินตัว  จนไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เราเอง หรือหลายๆบริษัทเคยผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มาแล้ว ดังนั้นการที่ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในมิติที่หลากหลาย จะทำให้องค์กร แข็งแรงมั่นคงขึ้น”

“ความพอเพียง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ เอสซีจีกำลังให้ความสำคัญและหาแนวทางปลูกฝังเรื่องนี้ในใจของพนักงานรุ่นใหม่ๆทุกคน”   ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร 101 ปี กล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

 

ช็อปอะไรถึงลดภาษีได้

มาตรการลดหย่อนภาษี 15,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจไทยสิ้นปี มาแล้วจ้า แล้วช็อปอะไรระหว่าง 14-31 ธ.ค. 59 ลดหย่อนภาษีได้บ้างหละ และบางอย่างไม่ได้เพราะอะไร อ่านแล้วหายข้องใจ

ช็อปอะไรได้ลดหย่อน

สินค้าจากร้านสะดวกซื้อ / ห้างสรรพสินค้า (ไม่รวม สุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่)

สินค้าที่เสีย VAT ใน Duty Free (ไม่รวม สุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่)

ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร / ในโรงแรม (ไม่รวม สุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่)

ตกแต่ง รถ อะไหล่รถ / ค่าซ่อมรถ (ชำระค่าบริการในช่วง 14-31 ธ.ค. 59 ซ่อมแล้วเสร็จก่อน 31 ธ.ค. 59๗

นวดหน้า สปา

ทองรูปพรรณ (ได้เฉพาะค่ากำเหน็จที่เสีย VAT)

บัตรเพื่อแลกรับบริการ (นำไปใช้บริการระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 59)

 

 

ช็อปแล้วลดหย่อนไม่ได้

ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม จากการให้บริการของสถานพยาบาลได้รับยกเว้น VAT

ซื้อทองคำแท่ง เพราะได้รับยกเว้น VAT

ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เนื่องจากเป็นการชำระค่าสินค้าและบริการของเดือนก่อน

ค่าน้ำมันรถ / ก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ

ค่าที่พักโรงแรมในประเทศ (ไม่สามารถหักลดหย่อนได้ตามมาตรการนี้แต่สามารถนำไปหัก

ลดหย่อนได้ตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว)

ซื้อแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวในประเทศ (ไม่สามารถหักลดหย่อนได้ตามมาตรการนี้แต่สามารถนำไปหัก

ลดหย่อนได้ตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว)

แพคเกจทัวร์ไปต่างประเทศ

ตั๋วเครื่องบินในประเทศ (ได้รับการยกเว้น VAT นอกจากผู้ประกอบการที่จด VAT สามารถนำมาลดหย่อนได้)

าตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ

ประกันชีวิต ประกันรถยนต์ (เป็นการให้บริการที่คุ้มครองนอกเหนือจากวันที่ 14-31 ธ.ค.59)

เนื้อหมู ไก่ ปลา (สินค้าที่ได้รับการยกเว้น VAT)

ซื้อหนังสือ นิตยสาร ต าราเรียน (สินค้าที่ได้รับการยกเว้น VAT)

 

ที่มา : กรมสรรพากร

 

 

เมื่อ Content อาจจะไม่ใช่ King

ก่อนจะครบรอบ 3 ปี ของการประมูลทีวีดิจิทัลในเดือนธันวาคม 2559  ปรากฎการณ์ ผ่องถ่าย เปลี่ยนมือของช่องทีวีดิจิทัลก็เห็นชัดขึ้น

ทั้งค่ายอัมรินทร์ และ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่   คือ King of Content  ที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัญหา  ดังนั้นจึงคาดการณ์กันว่า ในขณะที่หลายค่ายยังสะสมตัวเลขติดลบ และเม็ดเงินโฆษณา ช่วง 3เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมายังดิ่งลงสุด ๆ ก่อนครบกำหนดจ่ายเงินงวดที่ 4 ในเดือนพฤษภาคม 2560 คงมีภาพการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ แน่นอน

ถ้า  Content ไม่ใช่  king  อีกต่อไป แล้ว  Business  Model ใหม่ ของทีวีดิจิทัล  จะเป็นอย่างไร

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิทัลและสื่อใหม่ ให้สัมภาษณ์  marketeer  ในประเด็นต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ

 

ทำไม? ทีวีดิจิทัล อาการหนัก   

อุปสรรคสำคัญของการทำทีวีดิจิทัล ทุกคนพุ่งเป้าไปยังเรื่องของ พฤติกรรมของคนดูทีวีน้อยลง คนมีช่องทางใหม่ๆในการเสพคอนเท้นต์     ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้เม็ดเงินโฆษณาเข้ามาน้อยลง และไหลไปในช่องทางอื่นๆมากขึ้น

ดร. สิขเรศ กล่าวว่า  ถ้าย้อนกลับไปดูสาเหตุของปัญหาสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ  ไม่มีการออกแบบความคิดที่มีองค์ความรู้พอ

“วันนั้นผมและนักวิชาการหลายท่านเคยมีการทักท้วงว่าทำไมเราถึงต้องมีการประมูลในรูปแบบนี้ ต้องขีดเส้นใต้ว่าเราเห็นด้วยในรูปแบบการประมูล แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมต้องมีทีวี 24 ช่อง  ทำไมต้องมีการแบ่งประเภทช่องรายการแบบนี้ และเรามีองค์ความรู้เพียงพอหรือไม่ที่จะบริหารจัดการให้อุตสาหกรรมนี้มีความอยู่รอด

“วันนั้นเป็นโอเวอร์ ดีมานด์  วันนี้ คือโอเวอร์ ซัพพลาย  ตอนนั้นใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้การบริหารจัดการเลยอาจจะไม่รอบคอบพอ เพราะตอนนี้สินค้าล้นตลาดทุกสินค้าที่เข้ามา เหมือนๆกัน มีเนื้อหาคล้ายๆกันหมด

“ทำไมต้องมีช่องข่าวถึง 7 ช่อง ทั้งๆที่ทุกช่องสามารถทำรายการข่าวได้ วันนี้ช่องวาไรตี้อย่างไทยรัฐทีวี ทำข่าวได้น่าดูกว่าช่องข่าวโดยตรง มันสะท้อนว่าเราไม่ได้เข้าใจถึงหลักคิด หรือธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงๆ”

ที่สำคัญคือ ทุกคนอยากจะลงมาเป็น Platform Owner แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับช่องที่เป็นเจ้าคอนเท้นต์ที่มีเรตติ้งที่ดี  ได้ตอกย้ำให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจนั้น คือ Market Drive  ไม่ใช่  Supplier Drive

 

 เมื่อ  King of Content  ยังต้องถอย

ช่อง ONE ของแกรมมี่  เรตติ้งคนดูกำลังเพิ่มขึ้น แรงกิ้ง อยู่ใน top 5 top 6   ได้ขายหุ้นในสัดส่วนถึง 50% ให้กับธุรกิจในตระกูลปราสาททองโอสถ อมรินทร์ ทีวี ได้ขายหุ้น  47.62% ให้กับกลุ่มไทยเบพ ทั้ง 2 ค่ายคือเจ้าแห่งคอนเท้นต์ แกรมมี่ มีประสบการณ์ในเรื่องหนัง ละคร และเพลง มากว่า 3 ทศวรรษ  เช่นเดียวกับ อัมรินทร์ที่เป็นเจ้าของค่ายสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศมานานเกือบ 4 ทศวรรษ

“ทั้ง 2ค่าย มีจุดแข็งมี Positioning ชัดเจน  เป็นคอนเท้นต์เมกเกอร์ เป็นคอนเท้นต์แฟกตอรี่ ที่เก่งมาก  แต่วันนั้นทุกคนอยากเป็น Platform Owner ลืมไปว่าเจ้าของแพลตฟอร์มที่เก่งจริง ๆ ในวงการเใช้เวลาตั้งหลายปี เช่นช่อง 3 ช่อง 7  ถึงแม้จะเป็นระบบสัมปทานมาก่อนแต่ใช้เวลากว่า 40 ปีถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง”

อัมรินทร์ ไม่สามารถบริหารคอนเท้นต์ให้โดนใจคนดู จนเรตติ้ง ไม่ติด Top 10  ส่วนช่องวัน นั้นเรตติ้ง ดีมาโดยตลอด แต่ทำไมต้องถอย

ดร. สิขเรศอธิบายว่า เพราะต้องเติมเงินเพื่อรักษาเรตติ้งกับแรงกิ้งที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ในวันที่รับผิดชอบการผลิตละครอย่างเดียว เรื่องไหนดังเรตติ้งดีก็นับเม็ดเงินกำไรได้  แต่ตอนนี้ต้องเตรียมเงินค่าใบอนุญาต ต้องซื้อหรือผลิตรายการต่าง ๆ เพื่อสร้างเรตติ้งทั้งช่อง ต้องหาบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ เข้ามา ต้องบริหารจัดการในหลายเรื่อง ไม่อย่างนั้นรักษาแพลตฟอร์มไว้ไม่ได้

“ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อให้เศรษฐีเท่าไหร่ก็หนาว อย่าลืมกว่าแกรมมมี่รีสตัคเจอร์องค์กรบ่อยมากตั้งแต่ยุคจุดเปลี่ยนของธุรกิจเพลงดิจิทัล  ต้องขายธุรกิจหนังสือ ธุรกิจดาวเทียม  ครั้งนี้ก็เป็นวิธีการ Cut Loss อย่างหนึ่งของเขาเหมือนกัน”

แม้แต่ช่อง CTH ซึ่งมีเงินซื้อคอนเท้นต์  แบบ เอบวก ๆ  อย่างเช่น ฟุตบอลพรีเมียร์เป็นตัวดึง แต่เขายังไปต่อไม่ได้เลย

“Content is  King  อย่าลืมว่า Platform is Queen  และ  Management  is  The Emperor  ทีวีอะนาล็อคช่องเดิมๆ อาจจะมีปัญหา แต่เขามีประสบการณ์ ในเรื่องบริหารจัดการมาก่อน ในขณะที่พวกรายใหม่ อาจจะเก่ง เรื่องคอนเท้นต์  แต่การก้าวมาเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

Control  C  Journalist”  จุดบอดช่องข่าว

ประเด็นที่ต้องลุ้นกันอีกระลอก คือ เดือนพฤษภาคม 2560 ที่จะครบกำหนดจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอลงวดที่ 4 ในขณะที่สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT)  ประเมินตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2559 จากเดิมคาดว่าทรงตัวหรือติดลบ 5% ข้อมูลล่าสุดลดลง 10%   โดยสื่อโฆษณาทีวีลดลง 14.4%

ดังนั้น โมเดลการซื้อช่องทีวีดิจิทัลยังมีให้เห็นอีกแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกช่องจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หลายช่องถึงเป็นตัวแดงแต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่นช่องวันที่มี ดารา นักร้อง ผู้กำกับ เป็นทรัพย์สินที่ดีสามารถนำไปต่อยอดได้ ส่วนค่าย อมรินทร์ ในส่วนของอีเว้นท์ ในส่วนของสิ่งพิมพ์เขาก็ยังได้กำไรอยู่

ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือช่องข่าวซึ่งหลายช่องเรตติ้งต่ำมาก ข่าวเป็นสินค้าซ้ำ ๆ กับช่องอื่น ๆ สร้างจุดขายที่แตกต่างได้ยาก นอกจากนั้นเทคโนโลยี่ยังเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ

“เราเห็นแล้วว่าข่าวทางโซเชียลมีเดียเร็วกว่าข่าวทางทีวี  ข่าวที่อยู่กระแสบางครั้งคนไม่จำเป็นต้องรอข่าวในทีวี  ปัญหาก็คือการเกิด  control  c journalist   บางช่องข่าวก็อบข่าวจากแอดมินแฟนเพจดัง มาเล่าต่อ  ไม่มีความลึกใดๆเลย ยิ่งทำให้น่าเบื่อ ในขณะะที่ช่องวาไรตี้ สามารถปรับตัว ได้คล่องตัวกว่า”

 

Business  Model ใหม่ที่จะเกิดขึ้น  รู้แล้วหนาว !

ดังนั้นสิ่งที่เกิดจากนี้ไปคือ

  1. การบริหารจัดการทางด้านการเงินจะนำเรื่องการบริหารจัดการเรื่องคอนเท้นต์   วิธีคิดในเชิงการเงินจะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น  อะไรที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะถูกตัดออกไป
  2. จะมีแพลตฟอร์มใหม่ๆเพื่อยอดธุรกิจของคนที่เข้ามาถือหุ้นใหม่  อย่างเช่นละคร ในไลน์
  3. จะเห็นสิ่งที่มากกว่าการ tie-in สินค้า แต่จะมีลักษณะของแบรนด์เด็ด คอนเทนต์ เยอะขึ้น
  4. รายการดีๆบางรายการที่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องถูกตัดออก หรือไปออกในช่วงที่ไม่มีคนดู
  5. จะเป็นส่วนผสมทางด้านการตลาดกับสินค้าของคนที่เข้ามาเป็นนายทุนมากขึ้น เมนสปอนเซอร์รายการใหญ่ ๆ ต่อไป คนที่ไม่มีช่องก็มีโอกาสน้อยลง

“สิ่งที่เขาจะได้คือการบริหารทางการเงินที่ชาญฉลาด 1 ไม่ต้องเสียเงินให้เจ้าอื่น ทางบัญชีส่วนนี้คือค่าใช้จ่าย  แล้ววนกลับมาเป็นรายรับอีกบริษัท 2.  สามารถบริหารจัดการแพลตฟอร์มตัวเองได้ ทุกค่ายมีวิธีการวัดกลุ่มเป้าหมายที่ตัวเองเข้าถึงได้ ดังนั้นแทนที่จะเล่นเกมของคนอื่น โดยยังมั่นใจว่าจะใช้เรตติ้งของใครเป็นคนวัด  ก็มาเล่นเกมของตัวเองดีกว่าเจ้าของสินค้า หรือเจ้าของทุนใหม่ อาจจะสบายใจมากกว่าด้วย”

6. มีการร่วมมือกับสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อได้คอนเทนต์มาในราคาที่ถูกกว่าทำเอง

ดร.สิขเรศ กล่าวย้ำว่า  อุตสาหกรรมนี้ถ้าไม่มีปรับโครงสร้างการชำระหนี้  หรือทบทวนการจ่ายเงิน จะไปต่อลำบากมาก และกระทบถึงผู้คนที่อยู่ในธุรกิจนี้จำนวนมาก

“ การไม่จ่ายเงินเป็นเรื่องต้องห้ามไม่มีนักวิชาการคนไหน จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้  แต่ถ้าทีวีจอดำขึ้นมา ขั้นตอนของการคุ้มครองผู้บริโภคจะทำอย่างไร อำนาจเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กสทช แต่อยู่ที่รัฐบาล ถ้าทีวิดิจิทัลล้ม มีการเบี้ยวจ่ายเกิดขึ้น เงินส่วนหนึ่งที่จะเข้ารัฐ เพิ่อไปผลักดันโครงการอื่นๆทางด้านดิจิทัล เช่นอินเตอร์เน็ตหมุ่บ้านก็ไม่เกิดขึ้น ไทยแลนด์ 4.0 ก็เกิดยากเช่นกัน ”

 

 

 

 

หมดใบไม้ร่วงซะทีต้องมีงานอาร์ทซะหน่อย

ใบไม้ร่วง ร่วงแล้วกวาดทิ้งซะ ก็คงจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจ แต่ชาวญี่ปุ่นกลับนำใบไม้ร่วงมาจัดเรียงเป็นงานศิลปะจากใบไม้ที่สวยงาม ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “Ochiba Art” ตามสวนสาธารณะ วัด และอื่นๆ ให้ถ่ายรูปสวยๆ กันไป และกลายเป็นเทรนด์ฮิตนำมาโพสต์ลง IG เสียด้วย เป็นการบอกลาฤดูใบไม้ร่วงสู่ฤดูหนาวเหน็บของญี่ปุ่นที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ไอเดียแบบนี้น่ารักดีนะ และ Marketeer เชื่อว่าถ้าสวนสาธารณะ หรืออุทยานแห่งชาตินำใบไอเดียนี้ไปใช้ สร้างแลนด์มาร์คแบบชั่วคราวโปรโมทสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่….ต้องดูแรงลมหน่อยนะ

1 2 3 4 5 6 7 8 10 11 12 13 14 15 16 17 19

พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน – บุษบา จิราธิวัฒน์

 

ปี 2560 กลุ่มเซ็นทรัลจะมีอายุครบ 70 ปี   โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2563 รายได้จะต้อง ทะลุ 1.8 แสนล้านบาท

เป็นบริษัททางด้านรีเทลยักษ์ใหญ่ของไทยที่เข้าไปบุกสร้างแบรนด์ในตลาดเออีซี และยุโรปอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ได้น้อมนำกระแสพระราชดำริ มาเป็นแนวคิดในการทำโครงการเพื่อสังคม

บุษบา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า

“สิ่งที่พระองค์ท่านสอนคือสิ่งดีๆ ในการดำเนินชีวิตที่ได้ครอบคลุมในหลายๆเรื่อง  แต่ที่ตรงกับการทำธุรกิจของเซ็นทรัลตลอดเวลาที่ผ่านมาอย่างมากคือในเรื่องของความขยัน อดทน   การมุมานะ ในการทำงาน รวมทั้งความซื่อสัตย์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานในการดำรงชีวิต และเป็นการสร้างความเป็นตัวตนที่แท้จริงขององค์กร  สร้างความมั่นใจและน่าเชื่อถือให้กับคนของเรา รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าเราต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา”

Core Value  เน้นความพอเพียง

นอกจากนั้นเรื่องดังกล่าวยังเป็น Core Value ที่พนักงานของเซ็นทรัล กรุ๊ปต้องเข้าใจ ต้องปฎิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ  ที่ทรงพระราชทานมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517) เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของ ทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจน การใช้ความรู้ และคุณธรรมจริยธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “ความซื่อสัตย์,สติปัญญา, การแบ่งปัน และความพากเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งพาตนเอง และ ความยั่งยืน ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัล ได้ยึดหลักปฏิบัตินี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว  และได้เอาไปถ่ายทอดให้กับชาวบ้านผ่าน โครงการต่างๆ เช่นโครงการสินค้าชุมชน

โดยทางเซ็นทรัล กรุ๊ป ได้เสาะหาชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี และที่สำคัญที่มีผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นมาเข้าร่วมโครงการ เช่น ปลาแดดเดียว บ้านตราชู จ.สิงห์บุรี, หมี่กรอบ บ้านมะขามทอง จ.กาญจนบุรี, และ พรมเช็ดเท้า บ้านสบสาย จ.แพร่ โดยเราจะให้ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และ ถูกหลักอนามัย รวมถึงกระบวนการผลิต และ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่จะสามารถถนอมและยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้ยืนยาวขึ้น

“ เรายังให้พนักงานของเราที่มีความชำนาญเข้าให้ความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนะนำการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  อันจะเป็นภูมิคุ้มกันด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

โครงการสินค้าชุมชน ยังกำหนดเงื่อนไขให้ชุมชนที่เข้าโครงการเมื่อสามารถพัฒนายอดขายและสร้างรายได้ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้ว ต้องส่งต่อองค์ความรู้ให้กับชุมชนใกล้เคียง เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ ดังแนวคิดของหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งเน้นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชุมชน และ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

“ให้”  Million Gift Million Smile

บุษบา ยังกล่าวต่อว่า นอกจากหลักปรัชญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มเซ็นทรัลยัง น้อมนำหลักคำสอนของพระองค์ในเรื่อง “การให้” มาสร้างสรรค์โครงการดีๆมากมาย เช่น โครงการ Million Gift Million Smile ที่เชิญชวนคนไทยมาร่วมแบ่งปันอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และหนังสือความรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้, โครงการบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, โครงการ Pink Park ระดมทุนจากการจัดแคมเปญทางการตลาดในช่วงเทศกาลวันแม่ของห้างร้านในเครือกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงการร่วมสมทบทุนจากภาคีคู่ค้า และกล่องรับบริจาค สร้างศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม เป็นที่พึ่งพิงให้กับผู้ป่วยด้อยโอกาส และกิจกรรมเซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน เพื่อระดมเงินช่วยเหลือทหารและผู้ที่ได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น  โดยจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี  

ในเรื่องของการให้นั้น  บุษบายังบอกว่า ได้นำมาเป็นหลักปฏิบัติ และเตือนตนเองว่า การที่เราจะเป็นคนดี นั้น ไม่ได้หมายถึงทำตนเองให้เป็นคนดีฝ่ายเดียว แต่หมายถึงการทำดีต่อผู้อื่นด้วย รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ และสร้างประโยชน์ให้กับทั้งครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบข้าง โดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน จึงจะถือเป็นการทำดีเพื่อพ่อหลวงของเราอย่างแท้จริง

 

 

CSR Core Value ของกลุ่ม 4 ด้าน ซึ่งทั้ง 4 ด้านสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวง
CSR Core Value ของกลุ่ม 4 ด้าน ซึ่งทั้ง 4 ด้านสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวง 1. ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม โครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบูรณะพระอุโบสถและจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดปทุมวนารามวรวิหาร ดำเนินงานโดยกลุ่มเซ็นทรัล, การบูรณะโบราณสถานในวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ 2. สังคม และ การศึกษา ประกอบด้วยโครงการเซ็นทรัลกรุ๊ป มิินิมาราธอน หารายได้ช่วยเหลือเหล่าทหารและผู้ได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้, โครงการ Women Cancer และโครงการ Pink Park ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในสตรีที่ด้อยโอกาส, โครงการมิลเลี่ยนกิฟท์ มิลเลี่ยนสมายล์ เพื่อระดมของขวัญให้กับน้องๆใน 3 จังหวัดชายแดนใต้, โครงการเซ็นทรัลมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษา ด้วยการปรับปรุงห้องสมุด ฯลฯ 3. เศรษฐกิจ โครงการสินค้าชุมชนของเรา ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าชุมชน มอบความรู้ด้นาค้าปลีก บัญชี สนับสนุนสิ่งปลูกสร้าง เช่น โรงแพ็ค ฯลฯ เพือเพิ่มศักยภาพของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมอบช่องทางการขายภายในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัล 4. สิ่งแวดล้อม โครงการลดการใช้ถุุงและโครงการประหยัดพลังงาน เช่น การออกแบบอาคารประหยัดไฟ ให้แสงส่องสว่างถึง หรือการรีไซเคิลน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำได้ในห้องน้ำภายในศูนย์การค้า

 

ใครว่าเรื่องกล้วยๆ จะออกมามากกว่ากล้วย

เมื่อไอเดีย ผสมกับกล้วย งานศิลปะจากเปลือกกล้วยจึงเกิดขึ้น ผลงานศิลปะกล้วยๆ ของ Stephan Brusche ชาวเนเธอร์แลนด์ที่เธอให้คำจำกัดความตัวเองว่า banana art/fruitdoodles และนอกจากกล้วยแล้วเธอยังขยายไอเดียสู่งานศิลปะจากผลไม้อื่นๆ อีกด้วย

ไม่หมดเพียงเท่านี้ ผลงานกล้วยๆ ของเธอยังต่ำยอดเป็นเสื้อยืด เคสมือถือ กระเป๋า หมอน แก้ว ผ้าห่มผืนโต และอื่นๆ อีกเพียบ งานนี้ได้รายได้อย่างกล้วยๆ เลยทีเดียว

1 2 4 5 7 8 11 12 13 14 16 17 18 21 22 23 24 25 26 272819201563109

ดินสอสีตาบอด

จินตนาอยู่เหนือกว่าทุกสิ่ง ผลงานศิลปะจากดินสอสี รังสรรค์เป็นใบหน้าคนขนาดเท่าของจริง ผลงานเก๋ๆ จาก Molly Gambardella นักออกแบบชาวอเมริกา ที่มีแรงบันดา่ลใจจากการนำสิ่งของรอบๆ ตัวมาประดิษบ์ใส่ความคิดเป็นงานศิลปะ และเธอให้ชื่อมันว่า สีตาบอด (Color blind) เหมือนแค่ไหน บอดแค่ไหน ลองใช้ใจมอง

color blind facing right color blind facing right1

ตามรอยพระราชา จากภูผา สู่มหานที – ไพโรจน์ กวียานันท์

ตลอดระยะเวลา 54 ปี ในประเทศไทยเชฟรอน มีนโยบายดำเนินธุรกิจควบคู่ไปพร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนและสังคมมาโดยตลอด ภายใต้กรอบด้านสังคม 4E ได้แก่ การสนับสนุนด้านการศึกษา (Education) การส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต (Economic development) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน (Environment and energy conservation) การส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Employee engagement)

ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดกล่าวว่าโครงการที่เชฟรอนได้จัดทำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่๙นั้น มีครบในทุกมิติ   เช่นโครงการในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน  “โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”   ซึ่งทำมาตั้งแต่พ.ศ. 2556 ถึงปัจจุบัน

“เรามีลุ่มน้ำป่าสักเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฯ เนื่องจากเป็นลุ่มน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยมากที่สุด และหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น “ต้นแบบ” การจัดการลุ่มน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วประเทศ ”

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปในการช่วยฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น สานต่อเป้าหมาย หยุดท่วม หยุดแล้ง ลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน   โดยได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ลงสู่การปฏิบัติ ทั้งในเรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” ตามลักษณะภูมิสังคม

 

โคก หนอง นา โมเดล  เพื่อ “ ดิน น้ำ ป่า คน”

หลักการสำคัญ คือพื้นที่ต้นน้ำต้องอนุรักษ์ฟื้นฟู  พื้นที่กลางน้ำจัดการกักเก็บน้ำ พื้นที่ปลายน้ำต้องบำบัดป้องกัน ซึ่งโครงการได้มุ่งเน้นฟื้นฟูทั้งทรัพยากร “ดิน น้ำ ป่า คน” ในลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางการขับเคลื่อน คือการสร้างคน-สร้างเครือข่าย-สู่การสร้างศูนย์เรียนรู้ จนบรรลุผลขยาย “คน” และ“เครือข่าย” ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักเกิดสัมฤทธิ์ผล   และยังสามารถขยายไปสู่พื้นที่ในลุ่มน้ำอื่นๆ อีก 24 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

ในปีแรก มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ 9 วัน จากปลายน้ำสู่กลางน้ำ โดยเริ่มเส้นทางจากโรงพยาบาลศิริราช จนถึงวัดชูจิตธรรมาราม อ.วังน้อย จ.อยุธยา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ และชี้ให้เห็นว่าทุกคนมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตน้ำ ในขณะเดียวกันทุกคนก็สามารถมีส่วนช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ สร้าง-ซ่อมแซมฝาย ปลูกป่าเปียก และจัดทำ โคก หนอง นา โมเดล

ในปีที่ 2 ได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ หนึ่งในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำป่าสัก ตั้งแต่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ถึงโรงเรียนบ้านหินโง่น จ.เพชรบูรณ์ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการอบรมวิทยากร เกษตรกร เครือข่าย และการสร้างความเข้มแข็งให้พื้นที่ตัวอย่างจนประสบความสำเร็จในการสร้างต้นแบบวิธีการจัดการน้ำ ที่เรียกว่า “หลุมขนมครก”

ในปีที่ 3 ได้ต่อยอดแนวคิด “หลุมขนมครก” ในพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาด ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ออกแบบและลงมือทำได้ด้วยตัวเองตามหลักภูมิสังคม (Geosocial)  โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในภาคีเครือข่าย มาช่วยให้คำแนะนำและสอนวิธีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องตามขนาดของพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพของดิน  รวมไปถึงความต้องการ กำลังทุนทรัพย์และกำลังกายของเจ้าของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ กลายเป็น “หลุมขนมครกในแบบของคุณ” ซึ่งเป็นวิธีการดูแล รักษาและแก้ปัญหาที่เรียบง่าย โดยมีเส้นทางรณรงค์จากโรงเรียนสงครามพิเศษ ถึงป่าซับลังกา จ.ลพบุรี

 

  ‘คนต้องมีใจ’ และ ‘เครือข่าย’ ต้องเข้มแข็ง

ล่าสุด สำหรับกิจกรรมในปีนี้   ยังคงต่อยอดแนวทางขับเคลื่อนของโครงการฯ จากการสร้างคน สร้างเครือข่ายสู่การสร้างศูนย์เรียนรู้  โดยสิ่งที่แตกต่างจากปีก่อนๆ คือ การปักหลักของ ‘คนมีใจ’ และ ‘เครือข่าย’ ที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมสร้างศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการจัดการน้ำตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ  ‘ป่าสักโมเดล’ บนพื้นที่ “ห้วยกระแทก” ขนาด 600 ไร่ ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษค่ายเอราวัณ จังหวัดลพบุรี

“ศูนย์เรียนรู้นี้จะจำลองการทำเกษตรในสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน มารวมกันเสมือนเป็นนิทรรศการมีชีวิต อาทิ ตัวอย่างการจัดการน้ำในพื้นที่สูงและพื้นที่ราบ การแก้ปัญหาเขาหัวโล้น การสร้างแท็งก์น้ำยักษ์จากวัสดุจากธรรมชาติ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งด้วยวิถีชุมชนตามภูมิสังคมอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น ยังได้เรียนรู้หลักกสิกรรมธรรมชาติในฐานต่างๆ  ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคน สร้างเครือข่าย และเกิดการขยายผลต่อๆ ไปตามเป้าหมายของโครงการฯ”

ไพโรจน์ มั่นใจว่า  ‘ป่าสักโมเดล’ แห่งนี้จะเป็นแหล่งบ่มเพาะสร้าง ‘คนมีใจ’ และ ‘เครือข่าย’ ที่เข้มแข็งต่อไป

สำหรับโครงการอื่นๆที่ตามรอยโครงการพระราชดำริเช่น  โครงการ “เชฟรอนรวมใจไทยเพื่อพระดาบส”   ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ปี 2549   เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนบริจาคเงินเพื่อเป็นหาทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนพระดาบส ซึ่งเป็นโครงการตามกระแสพระราชดำริของในหลวงใรรัชกาลที่ 9  เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง

ปี พ.ศ. 2550 ได้จัดโครงการเชฟรอนรวมพลัง สร้างโรงเรียนถวายพ่อ”  เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา เชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงิน 60 ล้านบาท เพื่อให้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมนำไปจัดซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม มุ่งขยายโอกาสต่อยอดทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลอีกกว่า 1,000 โรงเรียนทั่วประเทศ  โดยบริษัทเชฟรอนได้สนับสนุนมอบทุนให้ในเบื้องต้น 20 ล้าน รวม 80 ล้าน

 

ตามรอยพ่อ ต่อเนื่อง  

วันที่ 5 ธันวาคม 2559 เวลา 9.09 น.  ที่ช่อง 5  จัดให้มี ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง “ตามรอยพระราชา จากภูผาสู่มหานที” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโครงการฯ มาถ่ายทอดเรื่องราวของการตามรอยศาสตร์พระราชาผ่านตัวละคร เคยออกอากาศมาแล้วและจะมีการเพิ่มเติมบางส่วน  ซึ่งจะออกกากาศทางช่อง 5

6 ธันวาคม 2559 ณ ลาน Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอนจะจัดให้มี งานสรุปผลโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 4

ส่วนในปี  พ.ศ. 2559-2561ได้วางแผนจัดทำโครงการ “วิจัย การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม”  ต่อยอดจากโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”

โดย เชฟรอนได้ให้การสนับสนุนการทำงานของศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ITOKmitl) ในการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเป็นมาตราฐานในทางวิชาการ เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมา ทางศูนย์ฯได้ประสบปัญหาในการติดตามเก็บข้อมูลและประเมินผลงานการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้มีการออกแบบและปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ไปแล้ว แต่ขาดระบบการจัดเก็บข้อมูล จึงไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงเชิงวิชาการได้

โดยทางศูนย์ฯ มีแผนจะนำเสนองานวิจัยนี้ในเวทีระดับชาติ ที่จะเป็นงานวิชาการที่ยืนยันในอีกทางหนึ่งถึงทฤษฎีของในหลวงรัชกาลที่  ๙  อันเป็นทฤษฎีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก

ผู้บริหารของเชฟรอนย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่ทางองค์กรให้ความสำคัญอย่างมากคือทุกๆกิจกรรรมที่ทำต้องกระตุ้นให้พนักงานออกไปมีส่วนร่วมด้วย   อย่างปีนี้มีพนักงานไปเข้าร่วมในโครงการ โคกหนองนา แล้วประมาณ 500 คน

พนักงานบริจาค บริษัทจ่ายเพิ่มอีกสองเท่า      

โครงการ “เชฟรอนรวมพลัง ทำดีคูณสอง   เป็นกิจกรรมที่เชฟรอนสนับสนุนโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทำกิจกรรมผ่านเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนช่วยเหลือสังคม โดยการร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ ที่ตนเองเลือก ซึ่งบริษัท ฯ จะบริจาคเงินสมทบเป็นจำนวนเท่าตัวของเงินบริจาคพนักงานให้แก่องค์กรนั้นๆ โดยมีหน่วยงานในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ โรงเรียนพระดาบส  โรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้  มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯและศิริราชมูลนิธิ

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม หลักเกณฑ์ ก็เปลี่ยนแปลงไป โดยทุกยอดบริจาคของพนักงานที่บริจาคให้กับมูลนิธิเหล่านี้บริษัทจะสบทบเงิน เพิ่มให้เป็น3 เท่า

เช่นถ้าพนักงานบริจาค 1 พันบาท เราก็จะเพิ่มให้อีก 2 พันบาท เป็น 3 พันบาท  และคาดว่าบริษัทจะสมทบให้ในเงื่อนไขนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2559

“สิ่งที่ผมตั้งใจจะยึดพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการทำงานคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ท่านเน้นให้มองในภาพใหญ่ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ค่อยๆสร้างให้เกิดการเรียนรู้  สร้างแรงระเบิดจากข้างใน  ให้ทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกัน ช่วยกันดูแล ช่วยกันต่อยอด  และการที่ภาครัฐและเอกชนเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลือก็จะยิ่งทำให้โครงการเหล่านี้ เสร็จและเป็นจริงเร็วขึ้น”   ไพโรจน์ กล่าวสรุป

 

 

 

 

คนซื้อรถต้องการอะไรในโลกออนไลน์

เมื่อโลกโซเชียลเข้ามาเติมเต็มผู้บริโภคสู่ยุคแห่งข้อมูล ไม่เว้นแต่เรื่องรถ และคนซื้อรถต้องการอะไรในโลกออนไลน์ Google ได้สำรวจชาวไทยอายุ 25 ปีขึ้นไปจำนวน 600 คนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถใหม่พบความน่าสนใจของไทยเมื่อคิดซื้อรถดังนี้

ใครๆ ก็ค้นหาด้วยสมาร์ทโฟน

                สมาร์ทโฟนเข้ามาเปลี่ยนผู้บริโภคให้เกิด Micro Moment ได้ตลอดเวลา ซึ่งแบรนด์ต้องมีข้อมูลพร้อมทุกช่องทางรองรับผู้บริโภคค้นหาทุกเมื่อ

ผู้บริโภค 99% เมื่อคิดจะซื้อรถใหม่นิยม Search ข้อมูลด้วย Key Word รถที่ดีที่สุด โดย 60% เป็นการค้นหาผ่านสมาร์ทโฟน

22% ใช้สมาร์ทโฟนค้นหารถระหว่างดูทีวี

33% ใช้สมาร์ทโฟนหาข้อมูลทันทีเมื่อเห็นรถรุ่นที่สนใจ

46% หาข้อมูลโชว์รูมผ่านสมาร์ทโฟนก่อนตัดสินใจเลือกโชว์รูมซื้อรถ

2 เดือนข้อมูลพร้อมตัดสินใจซื้อเลย

            การเดินทางในการหาข้อมูลของผู้บริโภคจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคลแต่คล้ายกันคือ Online Search และ Online VDO ที่เป็น Key Point หลัก

ผู้บริโภค 46% หาข้อมูลจากหลายแหล่ง โดย 32% ค้นหาจาก Search Engine เป็นแหล่งข้อมูลแรกในการเริ่มต้นเพื่อไปต่อ และ 91% ต้องการชมรถทันทีที่ถูกใจ

59% ใช้เวลา 2 เดือนหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ 15% ในเวลา 3 เดือน และ 25% ใช้เวลามากกว่า 3 เดือน มีเพียง 1% เท่านั้นที่ตัดสินใจซื้อรถในระยะเวลาอันสั้นก่อน 1 เดือน

ดูวิดีโอแล้วเปลี่ยนใจ

            86% ยอมรับว่าวิดีโอเป็นเครื่องมือเปิดประสบการณ์ให้พบรถรุ่นใหม่ๆ และแบรนด์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน และมีถึง 91% ที่ดูวีดีโอออนไลน์แล้วเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่น

65% การชมวิดีโอช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น และ 31% มั่นใจว่าจะเลือกรถรุ่นไหนดีจากการชมวิดีโอโดยไม่ต้องไปทดลองขับจริง

หาโปรโมชั่นก่อนไปโชว์รูมแต่มีโชว์รูมออนไลน์ก็ดี

            ผู้บริโภคมีข้อมูลก่อนเดินเข้าโชว์รูม ซึ่งแบรนด์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านโลกออนไลน์

86% เมื่อได้รถที่ต้องการจะหาโปรโมชั่นที่ดีก่อนเดินทางไปโชว์รูม โดยคนไทยส่วนใหญ่มองหาโปรโมชั่นอย่างจริงจัง เช็คข้อมูลกับหลายๆ แหล่งว่าได้ดีลที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง 92% ยอมรับว่าแหล่งข้อมูลด้านโปรโมชั่นที่ดีที่สุดคือจากค่ายรถยนต์แบรนด์ต่างๆ

และ79% ให้ความสนใจซื้อรถออนไลน์เมื่อคิดจะซื้อรถในอนาคตเพราะสะดวกรวดเร็ว

ที่มา : Google The Drive to Decide สำรวจผู้บริโภคออนไลน์ 600 คน อายุ 25 ปีขึ้นไปในช่วงเดือน กรกฎาคม 2559