All posts by Konkrai

มาเพื่อท้าชนไฮเอนด์คอนโดฯ.. “Artale” บ้านเดี่ยว3ชั้นแบรนด์ใหม่ตัวท็อปอนันดา กับสุดยอดทำเลใจกลางกรุง

ถือว่าเป็นอสังหาฯเจ้าที่มีความเคลื่อนไหวเข้มข้นมากๆตั้งแต่ช่วงต้นปี สำหรับอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (มหาชน) หรือ ANANDA หลังจากโชว์สำนักงาน Co-working space สุดล้ำในเอเชียแล้ว ล่าสุดเปิดเกมส์รุกแนวราบ ผุดบ้านเดี่ยว แบรนด์ใหม่ “ อาร์เทล” ขยายไปสู่ตลาดบ้านไฮเอนด์ ประเดิมโครงการแรกทำเลศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกย่าน “พัฒนาการ – ทองหล่อ” ภายใต้ชื่อโครงการ อาร์เทล พัฒนาการ – ทองหล่อ  (Artale Phatthanakan – Thonglor)

หรูแค่ไหน Marketeer ไปส่องมาแล้ว พร้อมพูดคุยกับ ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ความโดดเด่นอย่างแรก คือทำเลโครงการที่ตั้งอยู่ซอยพัฒนาการ 20 ซึ่งจากหน้าหมู่บ้าน ถึงถนนทองหล่อวัดมาแบบเป๊ะๆเพียง 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น 6 กิโลเมตรถึงรถไฟฟ้าเอกมัย ซึ่งบิ๊กบอสอนันดาฯ กระซิบว่า โชคดีเพราะได้มาถึง 13 ไร่ 73 ตารางวา เรียกได้ว่าทำเลทอง เพราะที่ดินผืนใหญ่มีน้อยมากๆในแถบนี้ ไม่ต้องแปลกใจที่โครงการนี้จะถูกวางเพื่อแบรนด์ใหม่ที่เป็นลักซ์ชัวรี่โดยเฉพาะ

ทำเลใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ทองหล่อ ตั้งอยู่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน เชื่อมต่อบีทีเอส หรือไปสนามบินสุวรรณภูมิก็สะดวกรวดเร็ว

คุ้มกว่า! ขยับอีกนิด ได้เป็นบ้านเดี่ยว

ประเด็นน่าสนใจ คือการวางโพสิชันนิง เพื่อแข่งขันกับกลุ่ม Penthouse Condo ที่ตั้งอยู่ใน CBD โดยเฉพาะ

ด้วยศักยภาพทำเลของ อาร์เทลที่อยู่ห่างจาก CBD อย่างสุขุมวิทไม่ไกลมาก แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือ ได้เป็นบ้านเดี่ยว มีผืนดินเหยียบได้ มีไลฟ์สไตล์ความเป็นบ้าน มีความเป็นส่วนตัว ซึ่งตรงนี้ที่เป็นทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์ในตลาด

“ในย่านซีบีดีตอนนี้คงยากจะพัฒนาโครงการเป็นบ้านเดี่ยวได้แล้ว จะมีแต่ Penthouse Condo เท่านั้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ อยากได้ทำเลใกล้ CBD แต่ไม่ชอบไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมก็มีมาก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของ Artale”

 

ARTALE = ART (Imagination) + TALE ( Life Stage)

ภายใต้แบรนด์ “ARTALE” ประกอบด้วยแนวคิด ART (Imagination) + TALE ( Life Stage) คือการออกแบบพื้นที่ที่ผสานกันระหว่างศิลปะและฟังก์ชั่นที่ลงตัว สัมผัสพื้นที่แห่งการผ่อนคลายด้วยสวนสวยกลางบ้าน (Private Courtyard) ให้คุณได้ใช้ร่มเงาจากแมกไม้แบบเป็นส่วนตัวรองรับความต้องการของแต่ละช่วงวัยเพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองโดยเฉพาะ  พร้อมยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดถึง 1 ไร่ อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนส่วนกลาง ตอบโจทย์ Urban Living Solutions  ของคนเมืองได้อย่างแท้จริง

 

ซ้าย-MEDIO บ้านเดี่ยว 3 ชั้น 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คันพื้นที่ใช้สอยขนาด 395 ตร.ม. ขนาด 56 ตร.ว. จำนวน 29 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 28 – 36 ล้านบาท ขวา- GRANDE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 4 คัน พื้นที่ใช้สอยถึง 450 ตร.ม. ขนาด 67 ตร.ว. จำนวน 20 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 39 – 48 ล้านบาท

มั่นใจตลาดบ้านไฮเอนด์เติบโตได้อีก

ชานนท์มองว่าแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐโดยภาพรวมและความเชื่อมั่นของผู้ที่ต้องการซื้อบ้านกลับมาคึกคักยิ่งขึ้นโดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยว ซึ่งมองว่ายังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวระดับบนที่มีระดับราคาอยู่ที่ 20 – 30  ล้านบาทที่มีเรียลดีมานด์จริงจากผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย และไม่ได้รับ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

“เราปรับกลยุทธ์โดยรุกตลาดแนวราบมากขึ้นเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มของตลาด และความต้องการของผู้บริโภค รวมไปถึงต้องการขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้น โดยการอยู่อาศัยในแนวราบยังคงตอบโจทย์กลุ่มคนที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัวหรือวางแผนการใช้ชีวิตเพื่อรองรับครอบครัวที่ขยายมากขึ้น ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงเป็นที่ต้องการ และยังคงมีดีมานด์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยจริง”

โดยในปีนี้อนันดาฯ เองมีแผนเตรียมเปิดโครงการแนวราบใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,431 ล้านบาท ตั้งเป้าการเติบโตของโครงการแนวราบไว้ที่ 10,000 ล้านบาท หรือ เกือบ 400% ภายใน 3 ปีต่อจากนี้

เตรียมเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 5 โครงการในปีนี้ มูลค่ากว่า 5,431 ล้านบาท

 

สำหรับกลยุทธ์โครงการแนวราบของอนันดาฯ มุ่งเน้นใน 4 เรื่องหลักที่สำคัญ ได้แก่

1.ด้านแนวคิดและการออกแบบ (Concept & Design) ที่ต้องมีความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ รวมถึงนวัตกรรมด้านการออกแบบเพื่อเป็น Solution สำหรับการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งถือว่าเป็น DNA ของอนันดาในการพัฒนาโครงการ

2.ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง (Facilities) และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน มีรูปแบบที่สอดคล้องกับแนวคิดโครงการ

3.ทำเลเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง (Location for Living) เราใส่ใจในความสะดวกของทุกไลฟ์สไตล์ และการเชื่อมต่อกับสังคมเมือง

4.สุดท้ายที่สำคัญคือการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญในการพัฒนาโครงการ (Customer Centric) เพื่อตอบสนองทุกความต้องการอย่างแท้จริง รวมถึงการออกแบบสินค้าให้สามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายช่วงชีวิต (Life Stage)

 

“เรายังคงมั่นใจในดีมานด์ของโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ดูคึกคักมากขึ้นหลังจากได้รับอานิสงส์จากโครงการคมนาคมที่จะพัฒนาขึ้นอีกหลายเส้นทางในอนาคต จึงส่งผลให้ตลาดบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดที่มีความต้องการบ้านเดี่ยวมากขึ้น ทั้งในส่วนของโครงการขนาดเล็กในใจกลางกรุง และเริ่มกระจายไปสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการ และแผนการขยายเส้นทางคมนาคม รวมถึงความเจริญที่จะขยายเติบโตขึ้นไปยังพื้นที่รอบนอกในอนาคต” ชานนท์ย้ำท้าย

สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเพียง คลิก

ถึงตอนนี้หลายคนคงอยากดูแล้วว่าบรรยากาศข้างในบ้าน ตลอดจนบรรยากาศภายในโครงการเป็นอย่างไร ลองมาดูกันเลย

 

ออกแบบให้ทิศทางลมสามารถถ่ายเทได้ตลอด เพื่อความเย็นสบายอย่างเป็นธรรมชาติ
มีสวนข้างบ้านสำหรับพักผ่อนในครอบครัว
บรรยากาศชั้นล่าง ดับเบิ้ลลิฟวิ่งรูม เพื่ออากาศที่ปลอดโปร่ง
ดีไซน์ทุกห้องนอนสามารถมองเห็นสวนข้างบ้านได้

“คุณคิดว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนึงต้องการมากที่สุดคืออะไร”

สำหรับผู้ชายคำถามนี้คงเป็นคำถามโลกแตก จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย สุดท้ายแล้วเราจะค้นหาคำตอบ และใช้คำตอบนี้สร้างความสุขได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นอีกวิดีโอหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่เชื่อว่า สาวๆหนุ่มๆหลายคน ต้องเจอปัญหานี้และต้องผ่านไปให้ได้

ตัวละครถูกพรีเซนต์ออกมาในรูปแบบไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงสมัยใหม่ ที่ทำงานเก่ง สวย เป็น Working woman เรียกได้ว่าเป็นที่สุดในด้านการทำงาน แต่อะไรล่ะ คือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ

ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ต้องการเป็นที่สุดของคนรัก ต้องการความใส่ใจ เทคแคร์กัน เพราะชีวิตคู่ต้องช่วยกันดูแลอย่างดีที่สุด เหมือนกับการถนอมเสื้อผ้าของเรา

ความเจ๋งของวิดีโอนี้ คือการสร้างคีย์เวิร์ดคือ “ซัก-ปรับ-รีด” ให้กลายเป็นทฤษฎีความรักแบบง่าย แต่ใช้ได้จริง เริ่มตั้งแต่ซักผ้าให้สะอาด ให้เหมือนซักสิ่งสกปรก สิ่งที่เป็นปัญหาออกจากชีวิตรัก ปรับผ้าให้นุ่ม เหมือนปรับความเข้าใจต่อกันให้ดีขึ้น ท้ายที่สุด รีบให้เรียบ เหมือนรีดชีวิตคู่ให้ไม่มีอุปสรรค

แบรนด์ ไฟน์ไลน์ ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผ้าแบบครบวงจร ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ที่สามารถขจัด 7 คราบหนักที่ฝังลึกถึงเส้นใยผ้า สามารถใช้ได้ทั้งผ้าขาวและผ้าสี ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม ที่มอบความนุ่มและกลิ่นหอมติดผ้ายาวนานถึง 6 เท่าและ ผลิตภัณฑ์รีดผ้าสำหรับเตารีดไอน้ำ หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่สามารถเติมลงในเตารีดไอน้ำได้ทันที ลดการเกิดตะกรันในเตารีดไอน้ำ ช่วยให้ผ้ารีดลื่น เรียบง่ายพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ

เพื่อเป็นการตอบย้ำ ความเป็น “ที่สุดของการดูแลผ้า” แบรนด์ไฟน์ไลน์ จึงได้ส่งหนังสั้นมาถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกในมุมมองของผู้หญิง ซึ่งหนังสั้นเรื่องนี้ตรงกับ insight ผู้หญิงสมัยนี้ ดูได้จากคอมเม้นต์

หนังสั้นนี้เป็นอีกเครื่องมือในการสื่อสารแบรนด์ ซึ่งนอกจากหนังสั้นแล้วยังมีกิจกรรมเป็น Online Application ที่จะให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกัน โดยสามารถแชร์ภาพและข้อความสุดซึ้งให้กับคนที่เป็นที่สุดในชีวิต พร้อมลุ้นรางวัลสุดพิเศษ ใครที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ Fineline Thailand

เจาะลึกฟีเจอร์สุดปัง บัตรเครดิตใหม่เอาใจขาช้อปจากเซ็นทรัลกรุ๊ป

เอาใจขาช้อปกันอีกครั้ง สำหรับความร่วมมือล่าสุดระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและกรุงศรีกรุ๊ป ผนึกกำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ‘บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน’ และ ‘บัตรเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์

สะสมคะแนนได้เร็วกว่าและมากกว่า

นับว่าเป็นจุดขายหลักของบัตรกับความพิเศษสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าในกลุ่มเซ็นทรัลไม่ว่าจะเป็นคะแนน The 1 Card สูงสุด 4 เท่า ส่วนลดสูงสุด 10% และเอกสิทธิ์เฉพาะบัตรอีกมากมาย ที่มีให้เลือกถึง 4 รูปแบบ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว

 

ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ สะสมคะแนนง่าย ใช้ได้ทั่วโลก

จะล่องเรือจิบไวน์ที่อิตาลี ดื่มเบียร์ทานไส้กรอกร้อนๆ ที่เยอรมนี หรือช้อปปิ้งเสื้อผ้าเก๋ๆ ที่เดนมาร์กก็สามารถสะสมคะแนน The 1 Card ได้ ซึ่งถือเป็นบัตรใบแรกที่สะสมคะแนน The 1 Card ได้ทั่วโลก ทั้งร้านค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศและต่างประเทศที่สะสมคะแนนได้สูงสุดถึง 4 เท่า และร้านค้าอื่นๆ ในประเทศและต่างประเทศที่ได้รับคะแนน The 1 Card 1 คะแนน เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรทุกๆ 25 บาท อีกด้วย

 

 

 

บัตรเก่าใช้ได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสิทธิประโยชน์ใหม่

ทั้งนี้ ผู้ใช้บัตรเซ็นทรัล เครดิตคาร์ด เดิมยังคงสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรได้โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ทันที ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโดยไม่ต้องรอเปลี่ยนเป็นบัตรใหม่

ซึ่งขณะนี้ธนาคารเริ่มทยอยจัดส่งบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวันเพื่อใช้ทดแทนเซ็นทรัล เครดิตคาร์ด แล้วตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2560 และสำหรับคะแนนสะสม Central Reward Points คงเหลือในเซ็นทรัล เครดิตคาร์ดเดิม ผู้ถือบัตรเดิมก็ยังคงสามารถเลือกโอนคะแนนสะสมคงเหลือมาเป็นคะแนนสะสม The 1 Card และใช้คะแนนสะสมคงเหลือแลกของรางวัลได้ตามช่องทางปกติของบัตรเครดิต ได้แก่ บัตรของขวัญเซ็นทรัล, บัตรของขวัญท็อปส์ หรือไมล์สะสมจากสายการบินต่างๆ จนกว่าคะแนนสะสมคงเหลือเดิมจะหมดลง

โดยคะแนนสะสมในส่วนนี้จะไม่มีวันหมดอายุตามเงื่อนไขทั่วไปในการแลกคะแนนสะสม Central Credit Card Reward Points ก็ได้เช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกหนึ่งความพิเศษที่สำคัญในครั้งนี้ คือ ‘บัตรเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์’ ที่กลุ่มเซ็นทรัลและกรุงศรีกรุ๊ปร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าในการผ่อนชำระสินค้าหรือบริการ 0% นาน 2 เดือน ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ ทั้งยังสามารถรับคะแนนสะสม The 1 Card ได้สูงสุดถึง 2 เท่า อีกด้วย

 

สำหรับการตรวจสอบคะแนนสะสม The 1 Card ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้จ่ายผ่านบัตร ลูกค้าสามารถตรวจสอบคะแนนได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นจากใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต, SMS, Call Center, Mobile Application, E-service บนเว็บไซต์ ของทั้ง The 1 Card และบัตรเครดิต รวมไปถึงแคชเชียร์และแผนกลูกค้าสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล

สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่เคาน์เตอร์ Central The 1 ที่เซ็นทรัล เซน และโรบินสันทุกสาขา ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถดูข้อมูลสิทธิประโยชน์ของผลิตภัณฑ์บัตรใหม่เพิ่มเติมได้ที่ www.centralthe1card.com  www.firstchoice.co.th และ http://www.the-1-card.com/

 

“สร้างโอกาส เปิดตลาดเมียนมา” งานสัมมนาที่ให้นักธุรกิจไทยเปิดมุมมองใหม่ในเมียนมา

เมียนมาในวันนี้ก็ยังคงเนื้อหอมอยู่เสมอในสายตานักลงทุน อย่างไรก็ตามในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คงจะพิสูจน์กันแล้วว่าถึงจะหอมแค่ไหน ก็ยัง “ไม่หมู” หลายคนที่เข้าไปแล้ว เจ็บออกมาก็มีเยอะ ไม่ใช่แค่มองเห็นโอกาส หรือมีเงินทุนเท่านั้น ที่สำคัญต้องมีความเข้าใจในสังคม ตัวบทกฎหมาย ตลอดจนคอนเน็กชันต่างๆ ที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจด้วย

กรุงศรีในฐานะธนาคารที่ให้ความสำคัญกับนักลงทุน นักธุรกิจไทย โดยเฉพาะภาคการลงทุนต่างประเทศ ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงิน ที่ครบวงจรในไทย กับความแข็งแกร่งของเครือข่าย MUFG หนึ่งในสถาบันการเงินที่มีเครือข่ายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ด้วยบริการการเงินที่หลากหลาย และโอกาสทางธุรกิจให้นักธุรกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การเป็นที่ปรึกษาในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และกิจกรรมสัมมนาเชิงความรู้ ที่จะช่วยนักลงทุนไทยให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในเวทีระดับสากล โดยเฉพาะการทำธุรกิจในเมียนมา ซึ่งวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนก็ยังต้องโฟกัสและจับทิศทางอยู่ตลอดเวลา

การที่กรุงศรีมีเครือข่ายกับ MUFG หนึ่งในสถาบันการเงินที่มีเครือข่าย 50 ประเทศทั่วโลก จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

 

เป็นที่มาของการจัดงานสัมมนา Krungsri Business Talk ในหัวข้อ “สร้างโอกาส เปิดตลาดเมียนมา” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่กรุงศรีจัดขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ความรู้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมียนมาในแง่มุมที่ไม่เคยรู้ เจาะลึกถึงโอกาสการค้าการลงทุน เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังประเทศนี้ ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนและตลาดแห่งใหม่ที่มีศักยภาพสูงในกลุ่มอาเซียน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมาร่วมบรรยายและเสวนาให้ความรู้

ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมนักธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยเป็นจำนวนมาก ที่เข้ามาร่วมฟังแน่นห้องสัมมนา โดย Marketeer ได้ยกเอาใจความสำคัญของสปีกเกอร์แต่ละท่านมาสรุปสั้นๆ ดังนี้

 

พรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

“กรุงศรี เห็นประตูที่เปิดกว้าง ให้ผู้ประกอบการไทยไปคว้าโอกาสทางธุรกิจที่มีอยู่มากมายในเมียนมา เราพร้อมสนับสนุนด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบวงจร อีกทั้งมีเครือข่ายการให้บริการ ที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในเมียนมาด้วย”

 

 

ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย (Krungsri Research) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

“เมียนมาเป็นตลาดเปิดสำหรับผู้เล่นระดับกลาง ด้วยประชากรกว่า 52 ล้านคนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเมียนมายังมีโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยอีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจบริการ นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมา ได้เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ลดระยะเวลาการจัดตั้งบริษัทเหลือแค่ 2 อาทิตย์ จากเดิม 2 เดือน ปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้นักธุรกิจไทยเข้าไปคว้าโอกาสในเมียนมา”

 

 

ผศ. ดร. ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“การเรียนรู้ว่าความต้องการและพฤติกรรมของคนเมียนมาคืออะไร และวัฒนธรรมอะไรที่มีผลต่อการใช้จ่าย คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในทำธุรกิจในประเทศนี้ เช่น สีส้ม เป็นสีที่ใช้ในศาสนา ดังนั้น รถกระบะสีส้ม ที่ขายดีในประเทศไทย จะขายยากในเมียนมา”

 

 

ดร. ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-Serve Group รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

“โอกาสในเมียนมามีอยู่มากมาย ความไม่พร้อมของเมียนมา คือโอกาส ผมประสบความสำเร็จในตลาดเมียนมา ธุรกิจของผมช่วยบริษัทโลจิสติกส์ต่างประเทศชั้นนำ ให้ก้าวข้ามผ่านระบบที่ไม่พร้อมของเมียนมาไปได้ นอกจากนี้ พันธมิตรท้องถิ่นมีความสำคัญ เป็นตัวกำหนดความล้มเหลวหรือความสำเร็จของธุรกิจ ดังนั้น ต้องเลือกให้ดี ผมแนะนำให้หาพันธมิตรผ่านทางธนาคาร เพราะความเสี่ยงของท่าน คือความเสี่ยงของธนาคาร”

 

 

สุรวัฒน์ ปิ่นสุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ Myanmar Alliance Venture

“เมียนมาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้อาเซียนเป็นผืนเดียวกัน สามารถกระจายสินค้าไปยังจีน อินเดีย และบังคลาเทศได้ และเมียนมาเองยังมีความต้องการอีกมาก ศักยภาพการเติบโตสูง มีกำลังจ่าย ธุรกิจโรงพยาบาลน่าสนใจ เพราะลูกค้าต่างชาติอันดับหนึ่งของโรงพยาบาลชั้นนำในไทย คือคนเมียนมาที่มีกำลังจ่าย แต่ไม่สามารถหาสิ่งเหล่านี้ในประเทศของเขาได้”

 

ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจอาหารแบรนด์ตำมั่ว

“โอกาสในเมียนมามี 2 อย่าง คือ หนึ่ง แรงงานราคาถูก แต่เราต้องช่วยฝึกสอนให้เขามีทักษะ สอง วัตถุดิบมีคุณภาพและราคาต่ำ หากเรามีแบรนด์ที่แข็งแกร่งในไทยจะได้เปรียบ เพราะคนเมียนมาเสพสื่อไทย หน้าที่ของเราคือ เข้าไปแนะนำให้เขารู้จัก เพราะเขาพร้อมจะทดลองสินค้าของเราอยู่แล้ว สำหรับธุรกิจร้านอาหาร คนเมียนมาทานอาหารรสชาติเดียวกับคนไทย เมนูที่ขายดีที่สุดในเมียนมาคือเมนูเดียวกับที่เมืองไทย ไม่ต้องปรับสูตร”

 

 

รมเกียรติ แก้วรัตนอัมพร ผู้จัดการสำนักผู้แทนธนาคารกรุงศรี ณ กรุงย่างกุ้ง

“กรุงศรี พร้อมสนับสนุนนักธุรกิจไทยมาค้าขายและลงทุนในเมียนมา ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบวงจร รวมไปถึงการให้ข้อมูลการค้าการลงทุนที่ถูกต้องอัพเดท ช่วยหาพันธมิตรธุรกิจที่ใช่ ช่วยแนะนำการเจรจาต่อรอง เช่น ค่าเช่าที่ในเมียนมาต้องจ่ายล่วงหน้าก่อน 1 ปี แต่สามารถเจรจาต่อรองให้เป็นรายเดือนหรือราย quarter ได้ รวมไปถึงช่วยสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ ให้รู้ทั้ง know who และ know how ”

 

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสร้างสรรค์งานความรู้และแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพื่อความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

ถ้าเป็นกีฬา ต้องไทยรัฐ ..เจาะยุทธศาสตร์ไทยรัฐทีวี สู่ช่องกีฬาที่ดีที่สุดของคนไทย

นับเป็นการ “เก็บแต้ม”สำคัญของไทยรัฐทีวี ช่อง 32 หลังจากคว้าสิทธิการจัดการแข่งขันและถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย ประจำปี 2560-2563 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ไปเมื่อล่าสุด ตอกย้ำแผนยุทธศาสตร์ของ “จูเนียร์” วัชร วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี สู่การเป็น”ช่องกีฬาที่ดีที่สุดของคนไทย” ที่เขาเคยประกาศไว้

น่าสนใจกับการเดินหมากของรุ่นที่ 3 ในครั้งนี้ ในฐานะขุนพลเบอร์หนึ่งของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ต้องสู้ศึกอย่างหนักหน่วงในสมรภูมิทีวีดิจิทัล ในขณะที่คู่แข่งก็อยากได้ก้อนเค้กกีฬาไม่แพ้กัน ทำอย่างไรที่จะชนะใจผู้ชมได้ โดยสิ่งที่เขามั่นใจและย้ำชัดเจนวันนี้กับเราคือ คอนเทนต์ที่โดนใจมหาชนคนไทย กับเทคโนโลยีการถ่ายทอดที่ดีระดับโลก ชนิดฝรั่งร้อง Wow ! จะเป็นหัวใจสำคัญที่ไทยรัฐ “เหนือกว่า” ที่จะสร้างการรับรู้และได้รับการยอมรับผู้ชมได้ เช่นเดียวกับที่ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดสดกีฬาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

จะมีอะไรดีไปกว่าเชียร์คนไทยด้วยกัน

“ผมเคยคิดว่าพรีเมียร์ลีกคือกีฬามหาชน แดงเดือดนี่คือที่สุดของเรตติ้งละ แต่จริงๆแล้วยังไม่ใช่”

“เราเคยถ่ายทีมชาติอังกฤษกับสเปน หรือศึกแดงเดือดเราก็เคยถ่ายทอดมาแล้ว ถามว่าเรทติ้งก็ยังดีสู้กับทีมชาติไทยเตะกับเมียนมายังไม่ได้เลย บอลไทยเตะแต่ละแมตช์นี่เรตติ้งไม่ต่ำกว่า 10 ที่สูงที่สุดตอนไทยกับเกาหลีใต้หรือเวียดนามนี่ไปที่ 14 -15 เลยนะครับ ซึ่งแมตช์เทพๆอย่างลิเวอร์พูล-แมนยูก็ยังไม่ได้ระดับนี้ นั่นหมายความว่าคอนเทนต์ที่เป็นมหาชนจริงๆก็คือฟุตบอลไทย กีฬาคนไทยเราเองนี่ล่ะ”

ไม่ใช่แค่ยุคนี้ที่กระแสฟุตบอล “กำลังมา” คนรุ่นก่อนคงจำกันได้ สมัย20 กว่าปีก่อน ถ้าเขาทราย กาแล็กซี่ต่อยวันไหน วันนั้นถนนเงียบเชียบ ถัดมาอีกยุคหนึ่งที่ภราดรจะตีลูกสักหลาดดึกแค่ไหน คนไทยก็พร้อมจะหาวอยู่หน้าจอเชียร์กันทั้งบ้านทั้งเมือง นั่นหมายความว่าคนไทยหรือชาติใดๆก็ล้วนให้ความสำคัญกับกีฬาที่มีนักกีฬาชาติตัวเองลงแข่งขัน ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องคอมมอนเซนส์ จะหมัดจะมวย จะเทนนิส วอลเล่ย์บอล แบดมินตัน กระทั่งยกน้ำหนักก็ตาม ถ้าเป็นกีฬาที่คนไทยลงแข่ง โดยเฉพาะถ้าแบบลุ้นแชมป์สู้เขาได้ คอนเทนต์นั้นไม่ต้องห่วง ไม่มีขาดทุนแน่นอน

แต่โจทย์ยาก คือถ้าจะเป็นช่องกีฬามหาชนจริงๆ ก็ต้องได้มาให้ครบชนิดกีฬา หรือก็ต้องให้ได้มากที่สุด

“เดิมทีไทยรัฐทีวี ก็มีรายการกีฬาคุณภาพอยู่ในมืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวอลเลย์บอลทีมชาติและสโมสรระดับเอเชีย ศึกสังเวียนเดือด ONE Championship และศึกยอดมวยไทยรัฐ ซึ่งการได้บอลไทย (สิทธิการจัดการแข่งขันและถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย) มาเสริมนี่จะเป็นสิ่งที่เราได้เติมเต็มยุทธศาสตร์ของเราชัดเจนมากขึ้น กีฬามหาชนจริงๆต้องเป็นกีฬาที่คนไทยทุกคนดูพร้อมกัน สุดท้ายคนไทยชอบดูคนไทย ชอบเชียร์คนไทย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม นั่นคือยุทธศาสตร์กีฬาที่เราจับทางได้”

โดยลิขสิทธิ์ที่ได้มาจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวคือได้ถ่ายทอดทุกแมตช์ที่อยู่ในการดูแลของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (เตะในประเทศไทยทั้งหมด) ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหญ่ทั้งชายและหญิง  U23 U19 U16 ตลอดจนฟุตซอล หรือฟุตบอลชายหาด ครอบคลุมทั้งหมด กระทั่งแมตช์อุ่นเครื่องหรือทัวร์นาเมนท์พิเศษอย่างคิงส์คัพ

“จูเนียร์” วัชร วัชรพลประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี

FIFA Day เตรียมรับศึกทีมชั้นนำระดับโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมทีมชาติไทยถึงมีอันดับรองจากฟิลิปปินส์หรือเวียดนาม ทั้งที่เราก็เห็นๆอยู่ว่าฟอร์มเราดีกว่าเยอะ (ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 127 เป็นอันดับ 2 อาเซียน รองจากฟิลิปปินส์อันดับที่ 124)

คำตอบอยู่ที่การลงเตะในแมตช์ FIFA Day ซึ่งก็คือแมตช์อุ่นเครื่องที่ฟีฟ่ากำหนดไว้ในแต่ละปี ในช่วงที่ไม่มีการลงเตะในทัวร์นาเมนต์สำคัญ ซึ่งปีหนึ่งก็อยู่ประมาณ 6 – 8 แมตช์ ซึ่งผลแพ้ชนะก็จะมีส่วนในการคิดคะแนนจัดอันดับ FIFA Ranking ด้วย

ยิ่งเตะกับทีมระดับสูง ก็จะยิ่งได้คะแนนมาก ซึ่งที่ผ่านมาไทยเราเลือกเตะกับทีมระดับใกล้เคียงกันมาตลอด ในขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์นี่เป็นขาประจำฟีฟ่าเดย์ เอาทีมชั้นนำมาเล่นเก็บแต้มไปเรื่อย นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไทยเราอันดับสู้ไม่ได้ทั้งๆที่ฟอร์มการเล่นกระทั่งถ้วยแชมป์อาเซียนล่าสุดนั้นเป็นของเราก็ตาม

“ตอนนี้นโยบายของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯอยากจะดึง FIFA Ranking ของทีมชาติให้สูงขึ้นระดับท็อป 100 ให้ได้ มั่นใจว่าปีนี้เราจะมีทีมชั้นนำมาเตะกับทีมชาติไทย ซึ่งถ้าเราทำผลงานดีๆก็จะมีโอกาสทำอันดับสูงขึ้นได้  ดังนั้นอารมณ์แมตช์อุ่นเครื่องก็จะเปลี่ยนไป มีความหมายมากขึ้น หลังจากนี้การอุ่นเครื่องสำหรับทีมชาติไทยจะสนุกเข้มข้นมากกว่าเดิมแน่นอน” ผู้บริหารอธิบาย ซึ่งแน่นอนว่าฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ด้วยก็เช่นกัน จะมีทีมระดับแนวหน้าของโลกมาร่วมฟาดแข้งด้วย

จะตบ-ต่อย มีครบ!

นอกเหนือจากฟุตบอล แน่นอนว่าอีกหนึ่งกีฬามหาชนในยุคนี้ หนีไม่พ้นวอลเล่ย์บอลหญิง ที่ทีมชาติไทยขึ้นระดับชั้นนำของโลกไปแล้ว ซึ่งไทยรัฐทีวีก็ได้ลิขสิทธิ์จากสมาพันธ์วอลเลย์บอลเอเชีย  หรือ เอวีซี ( AVC ) ที่จะถ่ายทอดสดทุกแมตช์ของทีมชาติไทยอย่างจุใจ

ส่วนอีกหนึ่งไฮไลต์เอาใจคนชอบหมัดมวย คือการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสม Mixed martial arts หรือ MMA ในศึกสังเวียนเดือด ONE Championship: Warrior Kingdom ที่เพิ่งจัดการแข่งขันในประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่อิมแพคอารีนา โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชื่นชอบความมันแบบ “ของจริง” ซึ่งต่อจากนี้ก็จะถ่ายทอดส่งตรงจาก 8 เมืองทั่วเอเชีย รวม 11 ครั้งตลอดทั้งปี 2017 ให้ได้รับชมกัน

“ก็มีหลายเจ้าที่ติดต่อเข้ามา แต่ผมคุยกับพี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์)แล้วเคมีตรงกัน ก็เลยเลือกเพราะว่าเป็นรายการที่มีนักกีฬาคนไทยลงแข่งขันด้วย ซึ่งก็ตรงกับคอนเซ็ปต์ของเราที่ต้องเป็นกีฬามหาชนของคนไทย ก็รับรองว่าสนุกแน่ๆ”

การันตีอรรถรส ถ่ายทอดสด ถ้าเป็นกีฬา ต้องไทยรัฐ

ถือเป็นจุดแข็งที่พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจนของไทยรัฐทีวี นั่นคือเรื่องของนวัตกรรมเทคโนโลยีการถ่ายทอดสด ที่ต้องบอกเลยว่า ถ้าไทยรัฐถ่ายทอดนี่ไว้ใจได้

อย่างที่เราได้เห็นการถ่ายทอดสดกีฬาฟุตบอลที่ผ่านมา อันดับแรกเรื่องกล้อง ซึ่งผู้บริหารเล่าว่ามาตรฐานระดับโลกใช้กล้องประมาณ 12 ตัว แต่ของไทยรัฐใช้ถึง18-20 ตัว ทำให้ได้รับภาพทุกมุม คมชัดระดับ HD ไม่ขาดตกบกพร่อง

อันต่อมาคือบทวิเคราะห์ทั้งก่อนเกม พักครึ่ง กระทั่งจบเกม ข้อมูลสถิติที่แน่นปึ๊ก เช่นเดียวกับต่างประเทศ และที่เจ๋งคือเรื่องกราฟิกประกอบการวิเคราะห์ ซึ่งไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ผ่านการคิดเป็นอย่างดี เพิ่มอรรถรสรับชมมากขึ้น ตรงนี้ที่เชื่อว่าผู้ชมหลายคนประทับใจ

ศึกยอดมวยไทยรัฐ

และที่ไม่พูดไม่ได้อีกอย่าง คือการ Tie in โฆษณาสปอนเซอร์ ที่ใช้เทคโนโลยีที่ผสมผสานกับความสร้างสรรค์  ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาไทยรัฐ ทำได้อย่างน่าประทับใจ คือดูแล้วรู้สึกไม่หงุดหงิดหรือเสียอรรถรส

“ตรงนี้เป็นส่วนที่เราต่อยอดมาจากความแข็งแกร่งของการเป็นช่องข่าว ในการสร้างสรรค์ข่าวที่คนดูส่วนใหญ่ให้ความสนใจและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ผสมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่เข้าใจและเข้าถึงคนดูมากที่สุด อาทิ เทคโนโลยีการทำ Immersive Graphic ที่เป็นที่ฮือฮาและได้รับการพูดถึงอย่างมากตั้งแต่เปิดตัว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่นำเทคโนโลยีกราฟิกมาใช้ในงานข่าวได้สมบูรณ์ที่สุดเทียบเท่าสถานีโทรทัศน์ชั้นนำของโลกนอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถในการรายงานสดครอบคลุมทุกพื้นที่แม้แต่ในพื้นที่ทุรกันดารด้วยอุปกรณ์ครบทุกขนาด ตั้งแต่รถดาวเทียม ไปจนถึงอุปกรณ์ Manpack เพื่อให้ทุกสนามข่าวเป็นเหมือนกับห้อง ออกอากาศกลางแจ้ง”

ที่สำคัญคือการที่ไทยรัฐมีสื่อที่ครอบคลุมทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นอนาล็อกหรือดิจิทัลออนไลน์ ที่จะช่วยกันอัพเดตความเคลื่อนไหวของวงการกีฬาไทย ผลักดันให้กีฬาของคนไทยครอบคลุมและเข้าถึงคนไทยทุกภาคส่วน

นี่จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของผู้บริหารหนุ่มไทยรัฐทีวี ที่ต้องการจะทำให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือการทำคอนเทนต์ที่ได้มาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ได้ทำเพียงแค่ฉาบฉวย แต่ต้องทำให้แบรนด์มีความแตกต่างสร้างการจดจำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่า ถ้าเป็นเรื่องกีฬาก็ต้องเป็นไทยรัฐ!

 โปรแกรมเด็ดห้ามพลาด

ฟุตบอลทีมชาติไทย 6 รายการสำคัญ

  1. ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 45
  2. FIFA DAY อุ่นเครื่องทีมชาติไทยชุดใหญ่
  3. FIFA DAYอุ่นเครื่องทีมชาติไทยชุด U-23, U19 และ U-16
  4. ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ชุด U-23 (19 – 23 กรกฎาคม 2560)
  5. ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ชุด U-19 (21 – 29 ตุลาคม 2560)

 

วอลเลย์บอลทั้งทีมชาติและสโมสร ถ่ายทอดสดเต็มอิ่ม 11 ทัวร์นาเมนต์

  1. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลชายหาดอายุตํ่ากว่า 21 ปี (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560)
  2. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลหญิงอายุตํ่ากว่า 18 ปี (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2560)
  3. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลชายอายุตํ่ากว่า 19 ปี (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2560)
  4. “เอสเอ็มเอ็ม” เอวีซี บีชทัวร์-เอสโคล่า ปากบารา มาสเตอร์ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560
  5. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลชาย ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย เอสโคล่า สมิหลา ครั้งที่ 18
  6. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลชายอายุตํ่ากว่า 23 ปี (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560)
  7. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์หญิงอายุตํ่ากว่า 23 ปี เอสโคล่า (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560)
  8. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลสโมสรหญิง (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ประจำปี 2560)
  9. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลสโมสรชาย (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ประจำปี 2560)
  10. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลชาย (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 19 ประจำปี 2560)
  11. “เอสเอ็มเอ็ม” วอลเลย์บอลหญิง (ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 19 ประจำปี 2560)

 

ฟุตซอลที่อัดแน่นไปด้วยความเร้าใจ 2 รายการที่พลาดไม่ได้

  1. เอไอเอส ฟุตซอล ไทยลีก 2017 ถ่ายทอดสด 26 แมตช์ ผ่านหน้าจอไทยรัฐทีวี ช่อง 32 (เริ่ม 19 มีนาคม 2560)
  2. ฟุตซอล ไทยแลนด์ไฟว์ 2017

 

ศึกสังเวียนเดือด “One Championship 2017” ส่งตรงจาก 11 เมีองทั่วเอเชีย

10 กุมภาพันธ์ ถ่ายทอดสดจากประเทศมาเลเซีย
11 มีนาคม ถ่ายทอดสดและจัดการแข่งในประเทศไทย
21 เมษายน ถ่ายทอดสดจากประเทศฟิลิปปินส์
26 พฤษภาคม ถ่ายทอดสดจากประเทศสิงคโปร์
30 มิถุนายน ถ่ายทอดสดจากประเทศจีน
14 กรกฎาคม ถ่ายทอดสดจากประเทศพม่า
18 สิงหาคม ถ่ายทอดสดจากประเทศมาเลเซีย
16 กันยายน ถ่ายทอดสดจากประเทศอินโดนีเซีย
27 ตุลาคม ถ่ายทอดสดจากประเทศเวียดนาม
24 พฤศจิกายน ถ่ายทอดสดจากประเทศสิงคโปร์
9 ธันวาคม ถ่ายทอดสดและจัดการแข่งในประเทศไทย

และ “ศึกยอดมวยไทยรัฐ” รายการมวยไทยชั้นนำของประเทศไทย ถ่ายทอดสดทุกวันเสาร์ 14.00 – 16.00 น.

 

 

ยิ่งใหญ่สมราคา! พานาฯ พาเย็นแบบธรรมชาติ ด้วย “Nature is the best technology” บิ๊กแคมเปญใหญ่ที่จะคลายซัมเมอร์นี้ให้เย็นฉ่ำ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางทีอยู่ในห้องแอร์ แอร์เย็นอยู่ก็จริง แต่ทำไมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว หรือบางทีเปิดแอร์ก็ไม่ได้แรงเท่าไหร่ แต่ตื่นมาเป็นหวัดเสียอย่างนั้น

พานาโซนิคได้ทำการวิจัยผู้บริโภค พบสาเหตุที่เรารู้สึกไม่ค่อยสบายนั่นเพราะว่า เครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่เป่าความเย็นจากตัวเครื่อง แล้วก็ปะทะตัวเราโดยตรง

หมายความว่าถ้าเราไม่นอนตรงจุดแอร์ตก เราก็จะร้อน แต่พอนอนจุดแอร์ตกสักพักเราก็จะหนาว ก็ต้องกลิ้งหนี ไม่ก็ดึงแย่งผ้าห่มอีกคนมาห่มเพิ่ม นี่คือปัญหาของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันเรายังหาความเย็นแบบดีที่สุดไม่ได้

พานาโซนิคสำรวจต่อ แล้วต้องเย็นแบบไหนถึงจะโดนใจเรามากที่สุด คำตอบคือ ผู้บริโภคชอบความเย็นแบบธรรมชาติ อารมณ์ประมาณ เย็นเหมือนอยู่บนภูเขา หรือเย็นเหมือนอยู่ในถ้ำ อย่างไรอย่างนั้น (โจทย์ยากนะเนี่ย)

นวัตกรรมเย็นระดับชาติมาช่วยดับร้อน

จากโจทย์ความต้องการผู้บริโภค สู่นวัตกรรมล่าสุดจากพานาโซนิค โดยนำเทคโนโลยีที่เรียนรู้จากธรรมชาติ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรุ่น Sky Series และ Aero Series ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง อยู่ตรงไหนของห้องก็เย็นสบายเท่ากันไปหมด

ผู้บริหาร พานาโซนิค เอ.พี. เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จากซ้าย รังสิยา สุพัตพณิชการ รองผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ มร.ทาเคชิ โนะโมโตะ กรรมการผู้จัดการ มร.ได นิชิ ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดเครื่องปรับอากาศ

 

ความโดดเด่นของเครื่องปรับอากาศพานาโซนิค รุ่น Sky Series ต้องบอกว่าถือเป็นที่สุดของเทคโนโลยีที่เลียนแบบการกระจายความเย็นของถ้ำมาไว้ในเครื่องปรับอากาศ โดยออกแบบให้มีช่องปล่อยกระแสลมเย็นอยู่ด้านบนตัวเครื่อง ทิศทางลมเคลื่อนที่ในลักษณะ Radiant Cooling คือ กระจายความเย็นจากเพดานสู่ผนังจรดพื้นห้อง โดยที่ความเย็นจะไม่สัมผัสตัว จึงให้ความรู้สึกเย็นสบายสม่ำเสมอ และยังช่วยลดความร้อนออกจากเพดานและผนัง และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ป้องกันไม่ให้ผิวแห้งอีกด้วย นี่คือเคล็ดและหลักการทำงานเบื้องต้น

นอกจากนี้ Sky Series ยังมีดีไซน์ที่สวยงาม เรียบง่าย และหรูหรา มาพร้อมกับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานด้วยระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการเครื่องปรับอากาศในที่พักอาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนเครื่องปรับอากาศพานาโซนิค รุ่น Aero Series ถือเป็นครั้งแรกของนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศที่เลียนแบบการกระจายความเย็นบนภูเขา โดยมีทิศทางการปล่อยกระแสลมเย็นในลักษณะ Shower Cooling ด้วยช่องลมที่มีการทำงานของบานสวิงคู่อิสระ     จึงปล่อยกระแสลมออกมาเป็นแนวพุ่งตรงไปที่เพดานและผนังห้อง แล้วกระจายความเย็นปกคลุมลงสู่ด้านล่าง เมื่อสัมผัสที่ตัวบุคคล จึงเป็นความเย็นที่นุ่มนวล ปกคลุมสบายยาวนาน

สำหรับการดีไซน์ยังคงเน้นคอนเซ็ปต์ “Elegant Minimalism” เรียบง่ายแต่มีระดับ มาพร้อมกับระบบอินเวอร์เตอร์ ตอบสนองความต้องการเครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นสบายยาวนานและการประหยัดพลังงานสูงสุด

“Nature is the best technology”

เรียกได้ว่านี่คือบิ๊กแคมเปญใหญ่ในรอบ 10 ปี ของค่ายพานาโซนิค ที่ขนเอานวัตกรรมแอร์มาตอบโจทย์หน้าร้อนระอุปีนี้ โดยเฉพาะการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สองคน แต้ว-นาย ที่บอกเลยว่ากำลังร้อนนนนแรงงงงสุดๆเพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค

กับแคมเปญ “Nature is the best technology” ณ ลานพารากอน งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้คน เข้ามาเล่นเกมถ่ายรูป และแน่นอนเหล่าแฟนคลับพรีเซ็นเตอร์ที่มาให้กำลังใจล้นหลามซึ่งหลายคนคงเห็นไปบ้างแล้ว ทั้งทีวีและออนไลน์

สองพรีเซ็นเตอร์สุดฮอต

Nature is the best technology เน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด ผ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้แก่ การทำไวรัล วิดีโอ ภายใต้ชื่อ WHATMOVESYOULIFE เสนอเรื่องราวของเซเลบริตี้ 5 คน ที่ได้รับภารกิจในการตามหาที่สุดแห่งความเย็นสบายจากธรรมชาติ จากนั้นจึงนำมาสู่บทสรุปของคำตอบในภาพยนตร์โฆษณาชุด Nature is the best Technology ซึ่งนำแสดงโดย 2 พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของพานาโซนิค      แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ และ นาย ณภัทร เสียงสมบุญ โดยเริ่มออกอากาศไปแล้วในวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา

บรรยากาศผู้คนให้ความสนใจ

นอกจากนี้ พานาโซนิค ยังได้เตรียมสื่อสนับสนุนการสื่อสารอีกมากมาย ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโฆษณาบิลบอร์ด สื่อบนรถไฟฟ้า และสื่อโฆษณา ณ จุดขาย รวมถึงการจัดกิจกรรมโรดโชว์ ‘Cooling Up Summer’ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินค้าของพานาโซนิค พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กระจายไปกว่า 30 จังหวัด ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2560

รุกหนักขนาดนี้ ในปีนี้พานาโซนิคจึงตั้งเป้าหมายยอดขายเครื่องปรับอากาศโดยรวม 350,000 เครื่อง คิดเป็นอัตราเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยแบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ 30 %

สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องปรับอากาศในประเทศไทย ในปี 2560 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10 % หรือประมาณ 1.5 ล้านเครื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 26,800 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ 25% และระบบนอนอินเวอร์เตอร์ 75%

 

 

 

Hamilton นาฬิกาข้อมือของนักบิน กับบทบาทผู้จับเวลาการแข่งขันการบินระดับโลก

ในปัจจุบันที่แม้ดูเหมือนว่าโลกของเราดูแคบลงไปทุกขณะ ทว่าการตอบสนองความต้องการเครื่องบอกเวลาความเที่ยงตรงสูงของเหล่านักเดินทางท่องโลกนั้นยังคงเป็นพันธกิจที่ท้าทายไม่เสื่อมคลาย

หากพูดถึงแบรนด์นาฬิการะดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ประสิทธิภาพระดับพรีเมียม ที่สำคัญคือการมีอัตลักษณ์ในความเป็นนาฬิกาของนักบินเต็มเปี่ยม นั่นคือคุณสมบัติของแบรนด์ “Hamilton” ที่แฟนพันธุ์แท้แบรนด์อเมริกันสัญชาติสวิสรู้จักกันดี

 

Hamilton เป็นแบรนด์มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ  ก่อตั้งกิจการเมื่อปี ค.ศ. 1892 ที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยจิตวิญญาณของอเมริกันชนกับความเที่ยงตรงสูงสุดของกลไกและเทคโนโลยีแห่งเรือนเวลาจากสวิตเซอร์แลนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 

ย้อนความไปในยุคบุกเบิกนาฬิกาข้อมือ ต้องบอกว่า นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกๆของโลกเป็นนาฬิกาที่พัฒนาขึ้นสำหรับนักบิน เนื่องจากนักบินต้องการบันทึกรายละเอียดของเครื่องบิน อาทิ ระยะเวลาบินรวม เวลานำเครื่องขึ้นและลง ที่สำคัญการบำรุงรักษาเครื่องบินนั้นไม่ได้วัดตามระยะทางหรือจำนวนปีในการใช้งาน หากแต่ว่าตามเวลาที่ใช้บิน แม้แต่นักบินในปัจจุบันก็ยังต้องบันทึกเวลาและกระบวนการต่างๆตลอดเส้นทางทุกเที่ยวบินนักบินจึงต้องสวมใส่นาฬิกา ถึงแม้ว่านาฬิกาอาจไม่ใช่อุปกรณ์หลักสำหรับนักบินเหมือนในอดีต แต่นักบินเกือบทุกคนก็ยังคงสวมนาฬิกาเป็นอุปกรณ์สำรองในกรณีที่อุปกรณ์หลักกดเครื่องเกิดการชำรุด

ดังนั้นการที่ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกานักบินจึงต้องผ่านการเคี่ยวกรำเรื่องเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรม ผ่านประวัติศาสตร์การยอมรับอย่างยาวนาน กว่าที่จะมาเป็น Hamilton ในวันนี้

จึงได้เป็นชื่อเสียงของ Hamilton เริ่มต้นด้วยการได้รับเลือกให้เป็นนาฬิกาประจำระบบการเดินรถไฟ ตั้งแต่สมัยที่ทางบริษัทยังผลิตนาฬิกาพกอยู่ จากนั้นเมื่อการเดินทางของผู้คนเปลี่ยนจากการใช้บริการรถไฟเป็นเครื่องบินแทน Hamilton จึงมีการผลิตนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับการบินและเป็นที่นิยมมากขึ้น

ปัจจุบัน แบรนด์ Hamilton เป็นบริษัทในเครือ Swatch Group ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายนาฬิการายใหญ่ที่สุดของโลก และบทบาทแห่งความเที่ยงตรงสูงของ Hamilton ช่วยเป็นหลักประกันในทุกเส้นทางการเดินอากาศต่างๆ ว่าจะถึงปลายทางอย่างตรงเวลา ทุกวันนี้ Hamilton ยังคงได้รับเลือกให้เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการในหลากหลายงานแสดงการบินระดับนานาชาติ เช่น EAA AirVenture งานแสดงอากาศยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดขึ้นที่เมืองออสคอช ประเทศสหรัฐอเมริกา

ล่าสุดในปี 2017 นี้นับเป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญต่อก้าวย่างของ Hamilton ยกระดับความเป็นผู้นำเรือนเวลาแห่งเวหา เมื่อทางแบรนด์ได้รับเลือกให้เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Red Bull Air Race World Championship ซีรี่ยส์การแข่งขันกีฬาทางอากาศซึ่งเป็นเหมือนดั่งมิติใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมล่าสุดของการยกระดับความเป็นผู้นำเรือนเวลาแห่งเวหาแท้จริง

ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Red Bull Air Race World Championship

Red Bull Air Race World Championship คือสุดยอดซีรี่ยส์การแข่งขันกีฬาทางอากาศซึ่งเป็นเหมือนดั่งมิติใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งต้องบอกว่าการแข่งขันทางอากาศนี้แตกต่างจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตอื่นๆ โดยสิ้นเชิง เมื่อทั้งทักษะ ความแม่นยำ และความเร็วต่างถูกผสานรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว อากาศยานที่ใช้แข่งต้องทั้งน้ำหนักเบา คล่องตัวสูง และทำความเร็วให้ได้สูงที่สุด นักแข่งจะต้องใช้เพดานบินต่ำลัดเลาะไปตามเส้นทางที่แนวไพลอน (หลักหรือเครื่องหมายบอกทางทางอากาศทรงกรวย) สูง 25 เมตรที่กำหนดไว้

รายการแข่งขันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รุ่นคือ Master Class  ซึ่งประกอบด้วยนักแข่งมืออาชีพทั้ง 14 คน หนึ่งในนั้นคือ Nicolas Ivanoff นักบินผาดแผลงระดับโลกชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Hamilton ตั้งแต่ปี 2005 ด้วย ซึ่งทั้งหมดได้ลงสนามแข่งทั่วโลก 8 สนามในนามของรายการ Red Bull Air Race World Champion อีกรุ่นหนึ่งคือ Challenger Cup ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังเพื่อมอบโอกาสให้นักแข่งมือสมัครเล่นได้มีสนามในการลับฝีมือการบินโดยมีจะนักบินเข้าเสริมทัพอีก 9 คน

การแข่งขันทัวร์นาเม้นในปี 2017 นี้จัดขึ้นทั้งหมดในแปดมหานครทั่วโลกโดยจะเริ่มต้นสนามแข่งแรกของปี ณ กรุง Abu Dhabi ในวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สนามแข่งแรกในปีนี้ยังนับว่าเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมเฉลิมฉลองการนับสู่สนามลำดับที่ 75 ของการแข่ง Red Bull Air Race อีกเช่นกัน

โลกแห่งการบิน ความชำนาญขั้นสูง และความเที่ยงตรงนั้นนับเป็นส่วนหนึ่งแห่งตัวตนของเรือนเวลา Hamilton ที่นำเสนอมาโดยตลอด นอกเหนือจากประวัติศาสตร์แห่งการบินที่มีมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือกับงานแอร์โชว์ระดับนานาชาติ และฝูงบินต่างๆ การร่วมเป็นผู้สนับสนุนและการมีบทบาทในการแข่งขันการบินระดับนานาชาตินี้ยิ่งตอกย้ำสายสัมพันธ์และตัวตนแห่งเรือนเวลาด้านการบินของ Hamilton ให้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้น

Nicolas Ivanoff ศิลปินแห่งเวหา

Nicolas Ivanoff เกิดวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 1967 ที่เมืองอาฌักซีโย (Ajaccio) บนเกาะคอร์ซิกา (Corsica) เขาเป็นทั้งนักบินและครูฝึกสอนการบิน เริ่มก้าวสู่วงการการบินผาดแผลงครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 และในปี 1997 ได้เข้าเป็นสมาชิกกับ French Aerobatics Team หลังจากนั้นก็สร้างผลงานทางการบินอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีครั้งไหนเลยที่ชื่อของเขาจะไม่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของรายการแข่งขันเครื่องบินผาดแผลง ไม่ว่าจะเป็นรายการในยุโรปหรือเวิร์ลแชมเปี้ยนชิพ นอกจากนี้ Ivanoff ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นนักบินชั้นแนวหน้าของฝรั่งเศส เจ้าของฉายา “เจ้าเวหาลมกรดชาวคอร์ซิกา” (Quick Corsican)

Nicolas ได้ร่วมเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์และบังคับเครื่องบินลวดลาย Hamilton ขึ้นหาญผจญบนท้องฟ้านับตั้งแต่ปี 2005 เขาไม่เพียงเข้าร่วมแสดงฝีมือในการรายการระดับนานาชาติทุกฤดูกาลแข่งขัน แต่ยังร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมผ่านงานแสดงอากาศยานต่างๆ เช่น Oshkosh รัฐวิสคอนซิน (ประเทศสหรัฐอเมริกา) งาน Free Flight Shows ที่ประเทศฝรั่งเศส หรือในงาน Red Bull Air Race ที่จัดขึ้นทั่วโลก เขาได้นำพาเครื่องบิน Hamilton คู่ใจโลดแล่นปล่อยไอควันผ่านท่วงท่าต่างๆ อาทิ ท่าวงกลมแนวตั้ง (loops) เลี้ยวโดยฉับพลัน (snap-roll) เวอร์ติเคิลอัพส์ (verticals up) ฯลฯ เขาบังคับเครื่องบินหมุนพลิกตัวไปพร้อมๆ กับทิ้งทางควันสีขาวทิ้งให้ผู้ชมบนพื้นได้เฝ้าฝันชื่นชมราวกับกับศิลปินแห่งเวหา

“ตอนเป็นเด็ก ผมเคยฝันอยากเป็นนักแข่งรถ แต่แม่ห้ามผมไว้เพราะท่านคิดว่ามันอันตรายเกินไป” Nicolas Ivanoff ค้นพบกีฬาประเภทนี้ด้วยความบังเอิญหลังจากที่เป็นครูฝึกสอนการบินมาหลายปี ณ วันแห่งจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 วันที่เขาได้ลองขับเครื่องบินผาดแผลงแบบ CAP 10 เป็นครั้งแรก “มันคือพระวจนะครับ” นักบินจากเกาะคอร์ซิการายนี้ยังจำช่วงเวลาขณะนั้นได้ดี “ผมโมโหตัวเองมากที่ไม่ได้สนใจกีฬาชนิดนี้ให้เร็วกว่านี้”

กว่า12 ปีแล้ว ที่แบรนด์ Hamilton และแบรนด์แอมบาสเดอร์ Nicolas Ivanoff ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความหลงใหลในเสน่ห์ของโลกแห่งการบินมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแม้แต่สถานที่ในการฉลองความสัมพันธ์ตลอด 12 ปี ของทั้งสองก็ยังเลือกที่จะจัดขึ้นในห้องนักบิน

Khaki Chrono Worldtimer

เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเรือนเวลาแห่งนักบิน Hamilton จึงหยิบยกนาฬิการุ่นเด่นอย่าง Khaki Chrono Worldtimer ที่ถูกออกแบบร่วมกับนักบินผาดแผลงชั้นนำอย่าง Nicolas Ivanoff  มาพร้อมความสามารถใช้งานฟังก์ชันโครโกราฟและฟังก์ชันบอกเวลารอบโลกได้ทั้ง 24 เขตเวลามาตรฐาน ขับเคลื่อนเวลาด้วยกลไกควอทซ์อัจฉริยะอย่าง H-41e เหนือล้ำด้วยฟังก์ชันการปรับเวลาออมแสง (Daylight saving time) ชดเชยให้แบบอัตโนมัติ Hamilton Khaki Chrono Worldtimer จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเหล่านักบิน นักเดินทางท่องโลก หรือกระทั่งผู้ที่รักความครบครันในการใช้งาน

สำหรับใครที่สนใจ อยากสัมผัสตัวจริง พบกับการจัดแสดงเครื่องบิน Hamilton VOTEC221 จำลองขนาดเท่าจริงครั้งแรกในประเทศไทย ได้ที่งาน The Ultimate Watch Fair 2017 ณ ศูนย์การค้า Fashion Island วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม พร้อมกองทัพนาฬิกานักบินรุ่นเด่น อาทิ Khaki Chrono Worldtimer, X-Wind และรุ่นพิเศษอื่นๆได้ที่บริเวณบูธแบรนด์ Hamilton

ติดตามรายละเอียดต่อได้ที่ เว็บไซต์

เฟซบุ๊ก

ทวิตเตอร์

อินสตราแกรม

พินเทอเรส

 

อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ เปลี่ยนชื่อเป็น “เวอร์ทีฟ” รุกไทยแลนด์ 4.0 เต็มกำลังรบ

เศรษฐกิจใหม่ ไทยแลนด์ 4.0 ใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ เราคงเคยได้ยินกันบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยได้ยินต้องบอกว่านี่คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”  โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม”มากขึ้น

นั่นคือความหมายของแนวคิดไทยแลนด์ 4.0  ซึ่งการจะทำให้เป็นจริงได้นั้น พื้นฐานสำคัญอย่างแรกคือ องค์กรเอกชนตลอดจนภาครัฐ ที่จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Data Center/IOT/Cloud Computing เพื่อที่จะสร้างสินค้าและบริการเชิงนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

 

พัฒนาทั้งองคาพยพเศรษฐกิจ

ในโอกาสที่อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ เปลี่ยนชื่อเป็น “เวอร์ทีฟ”อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เป็นโอกาสดีที่เราได้พูดคุยกับ มร.พอล เชอร์ชิล รองประธาน ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เวอร์ทีฟ เอเชีย ประเด็นน่าสนใจเขามองว่าไทยแลนด์ 4.0 จะสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น และเอื้อต่อการทำตลาดของเวอร์ทีฟ ที่จะใส่เกียร์รุกเต็มที่ในปีนี้ เพื่อร่วมสนับสนุนแนวคิด 4.0 ให้เป็นจริง

มร.พอล เชอร์ชิล รองประธาน ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เวอร์ทีฟ เอเชีย

“แน่นอนว่าไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นมิติใหม่ที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปทั้งระบบ ยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศ ตลอดจนสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเงิน ธนาคาร กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรม หรือกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นโครงสร้างของประเทศ จะต้องเรียนรู้สร้างนวัตกรรมช่วยธุรกิจคุณให้ลื่นไหลได้ ”

 

เกษตรกร SMEs ต้อง Smart

การเกษตรสมัยใหม่ ต้องเน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) เรียนรู้เป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) หรือผู้ประกอบการ SMEs ต้องเปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่และรัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises หรืออย่าง Startups บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services

“เรากำลังอยู่ในยุค Big Data ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในทุกธุรกิจก็ว่าได้ ถ้าสามารถบริหารจัดการได้ ก็จะได้เปรียบการแข่งขัน ง่ายๆเลย อย่างเช่นถ้าเกษตรกรเรียนรู้แอปพลิเคชันที่ช่วยดูราคาพืชผลการเกษตร คลิกทีเดียว ก็จะรู้ราคากลาง ก็จะไม่ถูกเอาเปรียบได้ หรือแอปพลิเคชันอื่นที่ช่วยเรื่องการตลาดก็มีมากขึ้น แต่ทำอย่างไรให้เกษตรกรส่วนใหญ่ ยอมรับเรียนรู้การใช้งาน อันนี้สำคัญ” ผู้บริหารอธิบาย

เวอร์ทีฟในโกลบอล

 

พร้อมสนับสนุนภาครัฐและเอกชนพัฒนา Solutions เต็มประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าในส่วนองค์กรเอกชน ต่างให้ความสำคัญและมีการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Data Center/IOT/Cloud Computing อยู่แล้ว โดยเฉพาะองค์กรภาคการสื่อสารโทรคมนาคม โอเปอร์เรเตอร์เจ้าต่างๆ ซึ่งเวอร์ทีฟมีส่วนสำคัญในการดูแลทั้งในส่วนของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการด้านพลังงาน(Power Solution) อุณหภูมิและความชื้น (Cooling Solution) ตลอดจนการควบคุม (Monitoring)เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลของลูกค้าสามารถดำเนินการอย่างมีเสถียรภาพ

นอกเหนือจากการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านระบบโซลูชันเพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงาน ความร้อน และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เวอร์ทีฟ ยังมีความชำนาญในการสร้างศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร ดูแลบริหารจัดการการใช้พลังงาน ความร้อน และระบบตรวจสอบสำหรับการบริหารและการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม

“ในฐานะที่เราเป็นองค์กรด้าน Energy-Efficient and Reliable Technology สิ่งสำคัญที่สุดคือการซัพพอร์ตให้องค์กรต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชนสามารถดำเนินการอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งยิ่งเทรนด์เรื่อง Big Data มีความสำคัญมากขึ้น เราเองก็ต้องยกระดับการซัพพอร์ต สร้างโซลูชันมากขึ้น เพื่อที่ลูกค้าจะสามารถรันธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

เวอร์ทีฟ ในประเทศไทย ทำตลาดผลิตภัณฑ์และบริการแบบหลากหลาย ทั้งด้านจัดการการใช้พลังงาน ความร้อน และการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีไอที เหมือนที่เคยดำเนินการภายใต้ชื่อ อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ธงที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม เช่น ASCO®, Chloride®, Liebert®, NetSure ™ และ Trellis ™ การเปลี่ยนชื่อบริษัทให้เป็น เวอร์ทีฟ และการบริหารบริษัทแบบสแตนด์อโลน เป็นไปหลังการขายหุ้นให้กับบริษัท แพลตินัม อีควิตี้ (Platinum Equity) เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ชี้ประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโตสูงสุด

พิเชฏฐ เกตุรวม ผู้จัดการภูมิภาคอินโดจีน เวอร์ทีฟ เล่าว่า ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดสำหรับเวอร์ทีฟในเอเชีย โดยช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีโครงการที่สำคัญๆ เกิดขึ้นทั้งในประเทศและในภูมิภาค ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันการแข่งขัน สร้างความทันสมัยและยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ที่เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เพิ่มความคล่องตัว และสร้างประสิทธิภาพมากขึ้น

“เวอร์ทีฟ เห็นศักยภาพการเติบโตของ Collocation ธุรกิจเทเลคอมและการธนาคาร เช่นเดียวกับโครงการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานภาครัฐ ที่มีปริมาณการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพื่อยกระดับการให้บริการ ภายใต้แบรนด์ใหม่ เวอร์ทีฟ ที่สร้างความตื่นเต้นในภาคธุรกิจ บริษัทยังคงเดินหน้าสานต่อการทำงานร่วมกับพันธมิตรในแต่ละท้องถิ่น ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอินโดจีน”

พิเชฏฐ เกตุรวม ผู้จัดการภูมิภาคอินโดจีน เวอร์ทีฟ

ซึ่งโครงการเด่นๆ เหล่านี้ รวมถึงการสร้างระบบโซลูชั่นศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจรในประเทศเมียนมาและกัมพูชา ตลอดจนโซลูชั่นส์สำหรับการบริหารจัดการศูนย์ Collocation สนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รองรับการเติบโตและการจัดการข้อมูลที่เพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

“บริษัทเราดำเนินกิจการในประเทศไทยมานานหลายปี และแม้จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เวอร์ทีฟ” บริษัทจะยังคงเดินหน้าสร้างผลงานดีเด่นอันเป็นที่ยอมรับและรากฐานที่มั่นคงสานต่อจากที่ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งกับวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าไทย ทั้งเอกชนและภาครัฐที่จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบรรลุเป้าหมายการแข่งขันได้อย่างประสบความสำเร็จ” มร.พอล เชอร์ชิล ย้ำท้าย

รู้จัก เวอร์ทีฟมากขึ้น คลิก

 

 

 

 

ปีเดียวมือถือเติบโต 20% ! ถอดกลยุทธ์ Customize Product ของเอซุสที่ไม่ธรรมดา ทำได้อย่างไร

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จของเอซุส ไม่ว่าจะในกลุ่มโน้ตบุ๊ก หรือกลุ่มสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะอย่างหลังที่เติบโตถึง 20%

น่าสนใจ เพราะท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง กระแส China wave เจ้าเก่าเจ้าใหม่ดันแคมเปญเข้าสู้ ซ้ำเหตุบ้านการเมืองไม่สู้ปกติ แค่ประคองตัวไม่ติดลบก็ลำบากแล้ว แต่การเติบโตที่เกิดขึ้นน่าจะบอกได้ว่ากลยุทธ์ “ความคุ้มค่า” ที่เอซุสงัดมานั้น ได้ผลตรงเป้าหมาย

ครบเครื่อง+คุ้มค่า

เจฟ โล ผู้จัดการเอซุสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าให้ Marketeer ฟังถึงตัวเลขและเบื้องหลังกลยุทธ์ความสำเร็จ

แม้ตลาดมือถือไฮเอนด์มีตัวเลขมหาศาล แถมยังมีการเติบโตที่ต่อเนื่อง และหลายเจ้าโดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ที่เรียงคิวเข้ามาทำตลาดเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม อย่างที่เราทราบกันว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ยึดเรื่องความภักดีแบรนด์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนย้ายขั้วความคิด ไม่ว่าจะเกาหลีที่พยายาม “ปั้น” แบรนด์มานาน หรือจีนที่วูบวาบอยู่ตอนนี้ ยังคงดูยากที่จะสั่นบัลลังก์ค่ายผลไม้ได้ ตลาดนี้จึงดูไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่

(กลาง) Jeff Lo ,Regional Head Southeast Asia Division ll

ในขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในราคาต่ำกว่า 10,000 บาท กลับมีความหวือหวา แข่งขันกันสนุก เพราะผู้บริโภคมองเรื่องความคุ้มค่า สามารถสวิชต์แบรนด์ได้ทันที ดังนั้นโจทย์สำคัญที่สุดคือเจ้าไหนที่จะสร้าง “ความคุ้มค่า” ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งดูเหมือนเกมนี้จะเข้าทางหมากกลยุทธ์ของเอซุส

2 ปีที่ผ่านมา เอซุสระดมเปิดตัวมือถือหลายรุ่น เป้าหมายคือยึดยุทธศาสตร์มือถือระดับ 10,000 ลงมา โดยแต่ละรุ่นจะมีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นเอซุส ASUS ZenFone Selfie ที่เอาใจกลุ่มเป้าหมายสาวๆที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ด้วยฟีเจอร์กล้องที่ออกแบบมาให้เซลฟี่โดยเฉพาะ กล้องชัดหน้า ชัดหลัง ในราคาสบายกระเป๋า ,Asus Zenfone Max กับจุดเด่นเรื่องแบตเตอรี่ยาวนาน เอาใจคนเล่นมือถือที่ใช้งานทั้งวันแบบไม่ต้องสะดุด  , หรือใครที่ชอบหน้าจอใหญ่ ต้อง Zenfone 2 Laser ที่ให้จอมาถึง 6 นิ้ว

 

ฉีกตลาด ต้องจับแยกให้ชัดเจน

“เราวิจัยพบว่าพฤติกรรมลูกค้าในกลุ่มระดับกลางจะมองเรื่องการใช้งานของตัวเองว่าแมตช์กับมือถือรุ่นไหน แล้วเจาะจงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตัวเอง ซึ่งเราแบ่งได้เป็น 3 เรื่อง คือถ่ายรูปดี จอใหญ่ แล้วก็แบตเตอรี่ ซึ่งเอซุสก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ตรงโจทย์ความต้องการ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเข้าแข่งขันได้เป็นอย่างแรก” ผู้บริหารเอซุสอธิบาย

การ Customize Product สำคัญอย่างไร ทำไมกลยุทธ์นี้จึงสำเร็จ นั่นเพราะพฤติกรรมการเลือกซื้อมือถือของกลุ่มเป้าหมาย ที่ “ยึดการใช้งานจริงเป็นหลัก” อธิบายให้ชัดขึ้น สมมติถ้าเราเลือกมือถือโดยการให้ค่าคะแนนแยกตามคุณสมบัติ เช่น กล้อง แบตเตอรี่ ความเร็ว เทคโนโลยีฟีเจอร์ต่าง ๆ ถ้าเป็นมือถือระดับไฮเอนด์ ก็คงจะเฉลี่ย 8-10 ทุกคุณสมบัติ แต่กลยุทธ์ของเอซุสคือ “จับแยก” ทำให้เด่น อย่าง ASUS ZenFone Selfie ชื่อก็เดาได้ไม่ยากว่าเน้นเรื่องกล้อง ค่าคะแนนส่วนอื่นอาจจะมาตรฐาน 5-6 คะแนน แต่เรื่องกล้องได้ 7-9 เป็นต้น ดังนั้นคนที่มองเรื่องกล้อง อยากได้ราคาคุ้ม แม้ส่วนอื่นด้อยลงหน่อย แต่ส่วนที่ใช้งานจริงโอเค เอซุสก็จะอยู่ในลิสเป้าหมาย

นี่คือการอ่านพฤติกรรมลูกค้าและสร้างกลยุทธ์ที่ฉีกตลาด ไม่แข่งกับไฮเอนด์

ความครบเครื่องถือเป็นจุดขายอันแรก แต่สปอร์ตไลต์ที่ส่องเชลฟ์เอซุสให้สว่างมากกว่าคู่แข่ง คือสเปกที่ล่อตาล่อใจ อย่างตัว Zenfone 2 ที่เปิดตัวปีก่อนในราคาประมาณ 9,000 บาท แต่ให้ RAM สูงถึง 4.0 GB  หรืออย่างชิพที่จัด Snapdragon 616 ซึ่งเทียบกับแอนดรอยด์เจ้าอื่น สเปกระดับนี้ก็ต้องเป็นตัวแฟล็กชิพราคาประมาณสองหมื่นบาทเลยทีเดียว

การรุกด้วยความครบเครื่อง และคุ้มค่าทำให้เอซุสมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 6.6 % ในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริหารเอซุสบอกพอใจ และจะใช้กลยุทธ์นี้รุกต่อในปีนี้ พร้อมขยายไลน์กลุ่มไฮเอนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ

 

ส่ง Asus Zenfone 3 Deluxe สร้างแบรนด์

เรียกว่ามาตามสูตร สำหรับการเปิดตัว Asus Zenfone 3 Deluxe ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเอซุส เพราะเป็นครั้งแรกที่ตัวแฟล็กชิพทำราคาเกิน 20,000 บาทขึ้นไป โดยเคาะค่าตัวที่ 22,990 บาท เทียบรัศมีกับตลาดบนชัดเจน

งานนี้เพื่อบอกว่า “ของเราก็ดีไม่แพ้ใคร” ส่วนยอดขายค่อยว่ากัน

ASUS Zenfone 3 Deluxe สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมโครงสร้างวัสดุอลูมิเนียมระดับพรีเมี่ยมไร้เส้นเสาอากาศภายนอก ทำให้ได้ทั้งความบางเบาและความแข็งแกร่ง ทั้งยังรวบรวมเทคโนโลยีชั้นยอด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD คิดเป็นกว่า 79% ของขนาดตัวเครื่อง นอกจากนี้มีหน่วยความจำแรม 6GB ให้ประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างลื่นไหล ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 820 และอุปกรณ์เก็บข้อมูลความจุ 64GB แบบ UFS 2.0 ความเร็วสูง

เพราะเอซุสรู้ดีว่าตลาดนี้ “หิน” เป้าหมายคงยังไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นแบรนด์ดิ้ง ซึ่งแน่นอนว่าการงัดนวัตกรรมมาโชว์ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับแบรนด์โดยรวมด้วย ซึ่งในปีนี้ก็จะมี Asus Zenfone 4 โดยนำนวัตกรรมที่ดีที่สุดมาเปิดตัวอีกครั้ง ซึ่งผู้บริหารคาดเป้าไว้ว่าปีนี้ส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มจาก 6.6% เป็น 8%

ท่ามกลางการแข่งขันที่มากขึ้น ต้องติดตามดูต่อว่าแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับว่ามาเธอร์บอร์ดระดับโลก จะสามารถต่อยอดมาในสนามสมาร์ทโฟนได้ดีต่อเนื่องแค่ไหน

อีทูดี้ เฮ้าส์ ประเทศไทย Flag Ship สาขาที่สอง ฉลองเปิดร้าน 3 วันโกยกว่า 1,500,000 บาท

หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากสาขาแรกอย่างดีเยี่ยม ‘อีทูดี้ เฮ้าส์’ (Etude House) เมคอัพแบรนด์อันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลี พร้อมรุกตลาดอย่างต่อเนื่องเปิดร้านสาขาที่สองในประเทศไทย ณ ชั้น 1 โซนพลาซา เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ในวันที่ 20 มกราคม 2560 เพื่อเป็นการขยายตลาดเสิร์ฟความหวานให้สาวไทยได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

สำหรับร้าน อีทูดี้ เฮ้าส์’ (Etude House) สาขาที่2 บริเวณชั้น 1 โซนพลาซา เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ยังคงเน้นคอนเซ็ปต์ร้านสวยหวานน่ารัก ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีชมพูภายใต้คอนเซ็ปต์ Sweet Dream House ที่จะทำให้สาวๆ เข้าไปอยู่ในโลกความฝันอันแสนหวานด้วยสตูดิโอเมคอัพและผลิตภัณฑ์ที่มีให้สาวไทยเลือกสรรมากมาย ทั้งเมคอัพและสกินแคร์ จากอีทูดี้

 

ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ขนมสายไหม , เหล่า Pretty boy มาร่วมสร้างสีสันภายในร้าน และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สำหรับท่านแรกที่     ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรี Ipad mini ,  สำหรับ 30 ท่านแรก เมื่อช้อปสินค้าใดๆภายในร้าน รับฟรี Sweet Special Gift Set และ สำหรับท่านที่ 31-100 ที่ช้อปสินค้าใดๆ ภายในร้าน รับฟรี! Big Ribbon Wash Hair Band + Pink Vital Water Trial Kit Set

 

ซึ่งบรรยากาศภายในร้านตลอด 3 วัน ( 20-22 มกราคม 2560 ) เต็มไปด้วยความคึกคักตลอดทั้งวันจากสาวๆเป็นจำนวนมาก ตอกย้ำความสำเร็จของอีทูดี้ เฮ้าส์ในประเทศ เพียงแค่ 3 วันนับจากเปิดร้าน (20-22 มกราคม 2560) กวาดยอดขายทะลุมากกว่า 1,500,000 บาท นับเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม