All posts by Konkrai

หล่อจริงหญิงกรี๊ด “Rebel Republic” สังคมแห่งความเท่ของคนรักมอเตอร์ไซต์คัสตอม

ถ้าเป็นคนที่เล่นรถมอเตอร์ไซค์จะรู้ดี ว่าความสุนทรีบนหลังเบาะนี่มันสุดขนาดไหน

เพราะมอเตอร์ไซค์ไม่ได้เป็นแค่พาหนะ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เป็นเครื่องบอกตัวตนของเราไปแล้ว หลายคนชื่นชอบการท่องเที่ยว เลยเลือกสายทัวร์ริ่ง หลายคนเลือกสปอร์ตเพราะชอบความเร็ว หรือหลายคนชอบแบบเรโทร สายชิวๆกินลมชมแดด อะไรก็ว่ากันไป

และในบรรดามอเตอร์ไซต์ที่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนสุดๆ ในฐานะที่เป็นไบเกอร์คนหนึ่ง (ไม่แว๊นนะจ๊ะ) แอดมินเชื่อว่าสาย“Custom” เป็นอีกหนึ่งสายที่ใครๆก็ยอมรับว่าสายนี้สุดจริง และต้องระดับ “เก๋า”จริงๆถึงเล่นกัน เพราะแต่ละค่ายผลิตนี้ก็มาไกล ไม่ว่าจะเป็น Harley Davidson,Triumph, Ducati, Moto guzzi, Norton etc. ราคาบอดี้ว่าโหดแล้ว ของแต่งบางอย่างยิ่งโหดกว่า

 ด้วยราคาเกินจับต้องจึงทำให้ตลาดนี้ยังจำกัดแค่เฉพาะกลุ่ม ส่วนเจ้าตลาดค่ายใหญ่ค่ายญี่ปุ่นอย่างเอพีฮอนด้าที่เมื่อก่อนหลายสิบปีเคยมีแบรนด์ “Phantom” ที่เป็นทรงแบบช็อปเปอร์เข้ามาในราคาระดับแมส และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนกระแสรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิค อารมณ์วินเทจค่อยๆกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น การแข่งขันในกลุ่มรถประเภทนี้เริ่มมากขึ้น กระทั่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอพีฮอนด้ากลับเข้ามาในตลาดทำการปัดฝุ่น Phantom มาในโฉมใหม่ ส่งแบรนด์ “Rebel” ที่เป็นทรง “American Bobber” เร้าอารมณ์คนรักมอเตอร์ไซค์วินเทจให้ฮือฮาอีกครั้ง

หลายคนคงเห็นไปแล้วกับ“Rebel500” ตามด้วย“Rebel300”หมาดๆในปีนี้ เรียกว่าหล่อจริงหญิงกรี๊ด เปิดตัวในราคาเริ่มต้น 145000 บาท ซึ่งต้องบอกเลยว่า ทรงแบบนี้ ในราคานี้หาไม่ได้อีกแล้ว

จุดเด่นของ Rebel คือเป็นรถที่แต่งได้ตามแต่ละสไตล์ของแต่ละคน  Express Yourself ได้เต็มข้อล่อเต็มแข้ง จะแต่งแบบไหน ถอดเข้า ถอดออก ไม่มีกฎตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก

 แต่ที่เป็นทีเด็ดจริงๆ คือไม่ใช่แค่ราคาจับต้องได้เท่านั้น แต่ฮอนด้ารีเบลยังมาพร้อมกับกองทัพของแต่งที่บอกเลยว่าขนาดสายชิวๆสายลมแสงแดดแบบแอดมิน ยังอยากจะขยับซีซีเปลี่ยนมาหล่อแบบคลาสสิคบ้าง

งานนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นไปเลยว่า Rebel นั้นคัสตอมได้เจ๋งขนาดไหน เป็นที่มาของการประกวด Motorbike Idea Challenge ที่เพิ่งผ่านไป ให้บรรดาสุดยอดค่ายของแต่งรถ ได้งัดไอเดียประชันกันสุดฝีมือ เสก Rebel ให้เท่ในแบบของตนเอง จะเท่ขนาดไหน ลองดูลิงค์ได้เลย กับเจ้า Rebel Black Bison ที่ชนะเลิศการประกวดครั้งนี้ บอกเลยว่าโหด ดิบได้ใจจริงๆ

 

Rebel Republic

แต่แค่รถสวยอย่างเดียวจะพอหรือ สำหรับคนรักสองล้อ คอมมูนิตี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เอพีฮอนด้าจึงจัดให้กับอีกหนึ่งกิจกรรมคัสตอมอย่าง Rebel Republic เปิดสังคมแห่งการคัสตอม…ให้ทุกคนเข้ามาใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง

อันนี้น่าสนใจมาก ปกติเหล่าไบเกอร์ก็มักจะนัดพบปะสังสรรค์กันอยู่แล้ว ซึ่งงานนี้เอพีฮอนด้าได้มาช่วยสร้างกิจกรรมให้มีความสนุกและได้ความรู้มากขึ้น โดยรูปแบบงานเป็นการ Roadshow airsteam ไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งที่ชาวคัสตอมจะมารวมตัว สุมหัวกันเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพและต่างจังหวัด ตามหัวเมืองอย่างขอนแก่น หรือเชียงใหม่

ที่สำคัญคือการได้มาแลกเปลี่ยนศิลปะแห่งการคัสตอมรูปแบบต่างๆ เรียกได้ว่าเป็น “Customized Activity” จากเหล่าสตรีทอาร์ตหลากหลายแนวที่มีคาแร็คเตอร์โดดเด่นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พี่เอ๋อ 8080 Café น๊อต Zeus Custom ขอนแก่น หรือต้น Up Bike Custom เชียงใหม่ ที่เป็นกูรูการคัสตอมรถ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ “Customized Life Talk” เพื่อให้คุณบ่งบอกตัวตนความมีสไตล์ได้อย่างชัดเจน 

 

ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการคัสตอม ได้เข้ามาร่วมกิจกรรม “Customized Activity” ทั้งงานเพนท์ งานสติกเกอร์สุดคัสตอมจากเหล่าศิลปิน ไม่ว่าจะเป็น Customized Paint โดย ตั้ง MQQNEYES BKK & เสือ Mr. Pinman ,Customized D.I.Y โดย TOP Kustompaint Mania และ Customized Sticker โดย ตั๊ก 10 OSCustomized ซึ่งล้วนแล้วแต่ระดับกูรูทั้งนั้น

และอีกหนึ่งโซนสำหรับผู้ที่อยากทดลองขับขี่ Honda Rebel ก็มีมาให้ได้ทดลองขับขี่กันมากมายหลายคัน พร้อมคำแนะนำในการขับขี่จาก Honda Instructor ตลอดทั้งงาน อีกทั้งร่วมประมูลหมวกกันน๊อคคัสตอมจากศิลปินได้ทุกวัน

ลองดูบรรยากาศรวมๆ

 

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบรรยากาศแบบเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่มาร่วมงานแลกเปลี่ยนมุมมองและแฮงค์เอาท์กันตามประสาชาวสองล้อ ได้ทั้งความสนุกได้ทั้งความรู้ งานนี้เอพีฮอนด้าจัดให้เต็มที่ ได้ใจชาวคัสตอมกันทุกคน

ถ้าไม่ อยากพลาดกิจกรรมแบบนี้ อย่าลืมติดตามกิจกรรมดีดี พร้อมข่าวสารได้ที่

https://www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/

https://www.facebook.com/HondaBigBikeTH/

 

 

 

 

 

 

 

The Story of Father เพราะพ่อยังอยู่กับเราเสมอ

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ประเทศ วันที่ชาติไทยจารึกความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ วันที่อสนีบาตฟาดเข้ากลางดวงใจคนไทยทั้งประเทศ เมื่อ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างไม่มีวันกลับมา

ท่ามกลางหัวใจคนไทยที่แตกร้าวเป็นเสี่ยง แม้หลายคนจะล้มร่ำไห้ วันเดียวกันนั้นยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่แม้หัวใจจะแตกร้าวเพียงใด แต่พวกเขายังล้มไม่ได้ หากภารกิจสำคัญยังไม่เสร็จลุล่วง ภารกิจที่จะผสานหัวใจคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียว ภารกิจที่จะนำคำสอนของ “พ่อ” มาถ่ายทอด และชโลมหัวใจคนไทยทุกคน

“พ่อไม่ได้ไปไหน พ่อยังอยู่ เพียงเราทำตามสิ่งที่พ่อสอน” เตวิช จริยานุกูลพันธ์ Creative Director ย้ำกับเราถึงหัวใจสำคัญที่สุด และเป็นแนวคิดของแคมเปญที่สร้างปรากฏการณ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

“เสียง”ที่พูดถึงพ่อ

ย้อนไปตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. ปีที่ผ่านมา หากใครเปิดวิทยุทั้งวัน คงได้ฟังเรื่องราว “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผ่านสปอร์ตวิทยุ 30 วินาที ที่กินใจ ซาบซึ้ง จนใครหลายคนโทรไปสอบถาม สปอร์ตนี้มาจากไหน ใครเป็นคนทำ แล้วที่ฟังๆอยู่จะสามารถติดตามเพิ่มเติมได้อย่างไร

สปอร์ตวิทยุชุดนี้คือส่วนหนึ่งของแคมเปญ The Story of Father ที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยประกันชีวิตกับ Ogilvy & Mather เอเยนซี ขาประจำที่สร้างสรรค์เรื่องราวดีๆสู่สังคมไทยสม่ำเสมอ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงาน “เสียง”ระดับมาสเตอร์พีซที่นำเสนออีกครั้ง

“OM (Ogilvy & Mather) กับลูกค้า (ไทยประกันชีวิต)เราคิดกันมาก่อนแล้ว อยากจะรวบรวมเอาพระราชกรณียกิจสิ่งที่พระองค์ท่านได้ปฏิบัติให้เห็น รวบรวมและเผยแพร่ ทั้งในรูปแบบอนาล็อกและออนไลน์ ซึ่งในส่วนของพวกเราซึ่งเป็นทีม Copywriter สปอร์ตวิทยุ ก็ทำในรูปแบบสปอร์ตวิทยุอยากเห็นเหมือนเป็นคลังความรู้ที่เข้ามาดูแล้วไม่เครียดเหมือนสารคดี อยากให้ทุกคนเข้ามาและเห็นว่าท่านทรงเหนื่อยเพื่อคนไทยมากเท่าใด โดยที่เนื้อหาไม่หนักมาก มีหลากหลายอารมณ์ มีทั้งสนุกและซาบซึ้ง เป็นเรื่องที่เราสามารถฟังได้ทุกวันสบายๆ ยามที่เราคิดถึงพระองค์ท่านก็ฟังได้ตลอดเวลา ที่สำคัญเรื่องที่เป็นข้อคิดคำสอนแต่ละเรื่อง เราพยายามทำให้คนเห็นว่าสามารถนำไปปฏิบัติต่อได้จริง” เตวิชที่เป็นพี่ใหญ่ของทีมสปอร์ตวิทยุ เล่าที่มา

“การได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพของเรา มาทำดีเพื่อถวายในหลวงรัชกาล 9 มันคือที่สุดในชีวิตของการเป็น Copywriter” Ogilvy & Mather

ละเมียดละไม ฟังเท่าไรก็ซาบซึ้ง

แน่นอนว่าเราอาจเคยได้ยินคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนเรื่องราว พระราชกรณียกิจของพระองค์ผ่านรูปแบบต่างๆ คนดังๆเคยพูด หน้าสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือในสถานที่ต่างๆ

แต่การทำเป็นสปอร์ตวิทยุ นั้นมีเสน่ห์รายละเอียดที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ละเมียดละไมที่สื่อถึงอารมณ์ได้ดีกว่า นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้แคมเปญ The Story of Father โดดเด่นและมีความน่าสนใจมากเป็นพิเศษ

“มันอาจจะเป็นคอนเทนต์ที่เราเคยได้ยินมาแล้ว แต่พอเราตีความผ่านสปอร์ตวิทยุ ใส่อรรถรส ใส่ไอเดียลงไป เราก็จะได้ความรู้สึกใหม่ มีทั้งบางเรื่องที่เราอาจไม่เคยได้ยิน เราก็เชื่อว่าคนที่รักพระองค์ฟังแล้วก็จะมีความสุข ซึ่งสปอร์ตวิทยุ เป็นสื่อที่เข้าถึงและเข้าใจง่าย ที่สำคัญเข้าถึงคนไทยในทุกกลุ่ม นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เรามองว่าแคมเปญนี้น่าจะเข้าไปถึงหัวใจของคนไทยทุกคนได้” ธนรรณพ พูลคล้าย Creative Group Head

“เราทำทั้งหมด 70 สปอร์ต เพื่อสะท้อนถึงตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทย ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะมีทั้งที่เป็นแง่คิด คำสอนของพระองค์ พระราชกรณียกิจ เป็นเรื่องเล่าในมุมของพสกนิกร เป็นเรื่องของสมเด็จพระเทพฯ เราพยายามทำให้มีทุกรส เพื่อที่คนฟังจะสนุกและติดตามฟังได้เรื่อยๆและความรักพสกนิกรของพระองค์ ที่ถูกเรียบเรียงในรูปแบบของสปอร์ตวิทยุอย่างสละสลวย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ใครหลายคนฟังแล้วคงต้องกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่”

“รู้มั้ยว่าในหลวงรักเราแค่ไหน คำตอบคือเท่าไปดวงจันทร์  ปี พ.ศ.2512 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรเป็นระยะทาง  15,473 กิโลเมตร,ปี 2513  ระยะทาง 27,087,ปี 2517 ระยะทาง 30,687 ซึ่งเพียง17 ปี ก็เทียบระยะทางรวมเท่าไปดวงจันทร์แล้ว….”

แต่ละสปอร์ตมีความยาว 30 วินาที แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เลือกมาวันละ 25 สปอร์ต และด้วยความกินใจที่ทำให้ทุกคนเข้าไปฟังต่อในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญ ที่รวบรวมทั้ง 70 ชิ้นเอาไว้ใน www.thestoryoffather.com

 

ปรากฏการณ์  1 ต่อ 20 คน!

ซึ่งต้องบอกเลยว่างานนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับ Ogilvy & Mather และอาจจะรวมถึงเอเยนซีเจ้าอื่นๆด้วย กับแคมเปญสปอร์ตวิทยุหนึ่งโปรเจกต์ที่ต้องใช้ครีเอทีฟทั้งหมดกว่า 20 ชีวิต ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่จะเป็นสุดยอดงานคราฟต์ระดับมาสเตอร์พีซงานหนึ่งในประเทศไทย

“หลายคนคงเห็นแคมเปญ Follow the Father มาบ้างแล้ว ซึ่งแคมเปญ The Story of Father ก็เป็นการต่อยอด โดยหัวใจคือต้องการให้คนไทยเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือการที่เราทุกคนน้อมเอาคำที่พระองค์ทรงสอน มาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้”วัชรพงษ์ แดนดี  Copywriter ไม่เพียงอธิบายเสริม แต่เล่าบรรยากาศการทำงานด้วย

แน่นอนว่าท่ามกลางความเสียใจของคนนับล้าน คงไม่ผิดที่ณ เวลานั้นคนที่รักในหลวงจะยังคงโศกเศร้า หลายคนช็อกแบบทำอะไรไม่ถูกในตอนนั้น

“ก่อนวันที่ 13 ในช่วงที่เราสวดมนต์ภาวนาท่านทรงหายประชวร ก็อยู่ในช่วงคิกออฟโปรเจกต์นี้อยู่ ตอนแรกที่เราบรีฟงานกันมาก็เป็นอีกฟิวหนึ่งคือสรรเสริญพระองค์ท่าน แต่พอท่านสวรรคต ความรู้สึกตอนทำมันก็ยากขึ้นไปอีก คือเรารู้สึกว่าเราอยากทำให้ดียิ่งขึ้น ให้ทุกคนฟังแล้วรู้สึกลึกซึ้งมากขึ้น ให้มันโดนความรู้สึกของคนมากขึ้น” -วัชรพงษ์

“คุณเคยได้ยินว่า ในหลวงรัชกาลที่9ขอให้ประชาชนรักพระองค์ไหม… ไม่เคย เรารักพระองค์ด้วยงานที่ทรงทำหลายพันโครงการ ด้วยพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะกำจัดความยากจน ข้นแค้น ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงไปตลอดเหนือจรดใต้ และพระองค์ไม่เคยร้องขออะไรเป็นการตอบแทน นอกเสียจาก ขอให้ประชาชนรักสามัคคีกลมเกลียวกัน….”

พี่ทั้งสองคนพยักหน้า จริงอย่างที่น้องเล็กของทีมที่มาคุยกับเราวันนี้พูด หลังจากที่ตั้งสติได้จากความปวดร้าว วันที่ 14 ตุลาคม งานนี้ทุกคนใน OM จึงเข้าห้องประชุมเบรนสตอร์มกันเคร่งเครียด และไม่ต้องบอกแต่ทุกคนเข้าใจด้วยตัวเองดีว่างานนี้ต้องออกมาดีที่สุด มีเท่าไหร่ ใส่หมด

“จำได้เลยว่าเป็นครั้งแรกที่เราประชุมกันแล้วพูดอะไรกันไม่ออกเพราะแต่ละคนก็กำลังเศร้า ตอนนั้นก็ไม่มีใครมีจิตใจอยากทำอะไรต่อแล้ว คือทุกอย่างมันท้อแท้เศร้าไปหมด แต่เราคิดว่ายิ่งในช่วงที่ทุกคนทั้งประเทศกำลังเศร้า เรายิ่งต้องตั้งใจทำให้เต็มพลังมากขึ้น เพื่อที่สิ่งที่เราทำจะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยได้ ผมบอกน้องแบบนี้ พูดไปน้ำตาก็ไหลไปด้วย”-ธนรรณพ

“เพราะทุกคนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นคุณค่าของชีวิตเราที่เราจะได้เอาความรู้วิชาชีพที่เรามี ทำสิ่งเล็กๆที่เราทำได้ เพื่อถวายให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9 ใครมีฝีมือเท่าไหร่ ใส่กับงานนี้แบบสุด”-เตวิช

 

จากน้ำตาสู่น้ำคำที่เขียนจากหัวใจ

แม้ว่าเตวิชหรือธนรรณพที่ถือเป็น Copywriter สปอร์ตวิทยุระดับพระกาฬมีประสบการณ์ในสายงานยาวนาน แต่ทั้งคู่พูดเหมือนกันว่านี่เป็นสปอร์ตวิทยุที่ “ยากที่สุดในชีวิต”

“ยากตรงที่เราเองก็ตั้งเป้าไว้สูง คือเรารู้ว่างานนี้สำคัญมากสำหรับเรา ก็เลยเป็นความกดดันตอนแรก แต่ตอนที่ Study รวบรวมข้อมูล ยิ่งศึกษาเรื่องราวมากขึ้น ได้อ่าน ได้ฟังจากผู้รู้มากมายหลากหลาย เราก็ยิ่งอินมากขึ้น คือบางเรื่องเราไม่เคยรู้มาก่อน อย่างตอนที่พระองค์ประชวร พระองค์บอกว่าอยากเสด็จไปท่าน้ำ แพทย์ก็อนุญาตเพราะคิดว่าบรรยากาศริมน้ำดีๆจะทำให้พระองค์ผ่อนคลายพระราชหฤทัย แต่เมื่อพระองค์เสด็จไปถึง พระองค์ทรงดูระดับน้ำ และตรัสให้คำแนะนำกับผู้ติดตาม เพื่อที่จะแก้ไขเรื่องน้ำท่วม ไม่น่าเชื่อขนาดทรงประชวร แต่ยังคิดถึงคนไทยขนาดนี้”-ธนรรณพ

ถ้าจะเขียนให้คนเชื่อ ตัวเราต้องเชื่อก่อน และนั่นทำให้เขาเปลี่ยนความกดดันกลายเป็นแรงบันดาลใจ รังสรรค์ผลงานจนเสร็จ

“ผมคิดว่าที่เราประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าเพราะพระองค์ท่านทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย เราเพียงคัดเลือกและกลั่นกรองด้วยฝีมือและด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของการเป็น Copywriter ทำให้สละสลวย ผมเชื่อว่าคนฟังก็ประทับใจ และก็คาดหวังว่า เขาจะนำเรื่องราวของพระองค์ แง่คิดคำสอนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน” -วัชรพงษ์

(จากขวาไปซ้าย) เตวิช จริยานุกูลพันธ์, ธนรรณพ พูลคล้าย, วัชรพงษ์ แดนดี

“จริงๆไม่จำเป็นต้องสำเร็จยิ่งใหญ่ก็ได้นะ ไม่ต้องทำอะไรเกินตัว ขอเพียงตระหนักรู้ และคิดริเริ่มที่จะทำ เราคิดว่านี่คือความสำเร็จแล้ว เพราะเราเชื่อว่าพระองค์ท่านก็ทรงอยากให้คนไทยคิดถึงท่าน ตอบแทนท่านด้วยการทำความดี ทำในสิ่งที่พระองค์ดำริ และสอนคนไทยมานานกว่า 70 ปี” -ธนรรณพ

“เราเชื่อว่าถ้าคนไทยได้ปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ท่านสอน นอกจากเป็นมงคลชีวิตเราแล้ว เราเชื่อว่าก็เหมือนกับการทำให้พระองค์ท่านยังคงอยู่กับเรา” –เตวิช ย้ำท้ายด้วยคีเวิร์ดที่สำคัญที่สุด ที่เขาบอกไว้แล้วตั้งตอนแรก

 

เรื่องราวของพ่อจะอยู่กับเราตลอดไป ฟังเรื่องราวดีๆของพ่อได้ที่  thestoryoffather

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นใหม่ กับการปรับโฉมล่าสุด ที่ทำให้คุณ “เหนือกว่าทุกความเป็นไปได้”

เป็น City Sedan ที่ขึ้นชื่อว่าช่วงล่างเยี่ยม แถมประหยัดน้ำมันสุดๆ เทคโนโลยีมาเต็ม ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ สำหรับ “มิตซูบิชิ แอททราจ”เป็นอีกหนึ่งซีรีย์ที่ครองใจแฟนๆมานาน ล่าสุดกับโฉมใหม่ New Mitsubishi Attrage ที่เพิ่งเปิดตัวไป สาวกมิตซูฯอย่างแอดมินดูคลิปเปิดตัวด้านล่างนี้ บอกเลยแค่เห็นไฟท้ายก็ละลายแล้ว ไม่ใช่แค่ภายนอก แต่ภายในก็สวยขึ้น พร้อมระบบการเชื่อมต่อสุดอัจฉริยะ ที่สำคัญคือนวัตกรรมความปลอดภัยรับรองว่าโดนใจเพื่อนๆชาวซิตี้คาร์แน่ๆ

และคลิปเปิดตัวรถที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำ เผื่อหลายคนยังไม่ได้ดู คลิกเบาๆดูสักหน่อย

ถ้าใครชื่นชอบรถที่มีนวัตกรรมฟังก์ชันที่ดีในราคาที่เป็นเจ้าของได้ แน่นอนว่านี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์คุณแน่นอน จาก TVC เห็นเลยว่า New Mitsubishi Attrage ยังเป็นรถที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ Fist jobber หรืออายุประมาณ 25 เป็นต้นไป มีไลฟ์สไตล์แบบสมาร์ท ฉลาดเลือก มีการทำงานที่ต้องใช้รถในตัวเมือง ขณะเดียวกันก็พร้อมออกไปต่างจังหวัดเพื่อเติมเต็มชีวิต ดังนั้นการทำตลาดจึงสอดคล้องกับคุณสมบัติของรถ เป็นที่มาสโลแกน “เหนือกว่าทุกความเป็นไปได้ The Extraordinary City Sedan” ซึ่งก็เหมาะสมกับในคลิปวิดีโอสะท้อนความสนุกสนานตามสไตล์รถของคนรุ่นใหม่ การอธิบายฟีเจอร์และฟังก์ชันแต่ละอย่าง ดีดนิ้วดังเป๊าะแต่ละทีนี่เสมือนอธิบาย ความเหนือกว่าที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างเราๆอย่างไรบ้าง

ทีนี้ลองมาดูกันว่า New Mitsubishi Attrage มีอะไรเจ๋งๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง

 

เหนือกว่าทุกมุมมองรอบคัน

สาวกมิตซูฯ น่าจะถูกใจกับอารมณ์ความสปอร์ตที่ถูกถ่ายทอดมายัง New Mitsubishi Attrage มากขึ้น กับบั้นท้ายที่ปรับใหม่ ทั้งไฟท้ายใหม่ (New Design Tail Lights)ที่ให้ความสปอร์ตมากขึ้น เช่นเดียวกับกันชนหลังดีไซน์ใหม่ (New Design Rear Bumper) สวยงามตามท้องเรื่อง

 

เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวเฟี้ยวกว่าเดิม

 

ส่วนดีไซน์ภายในใหม่ก็แตกต่างจากรถยนต์ซิตี้คาร์อื่นๆชัดเจน  โดยเฉพาะรุ่น GLS-LTD นั้นสปอร์ตกว่ารุ่นที่ผ่านมา ด้วยเบาะหนังเดินด้ายแดง(Black Leather and synthetic leather seat with red stitch) พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง ทั้งยังเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆผ่าน ช่องต่ออุปกรณ์ USB ได้ง่ายขึ้น ด้วยการย้ายตำแหน่งมาติดตั้งที่คอลโซลเกียร์แทน ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารที่มากกว่าด้วย พนักพิงศีรษะหลัง 3 ตำแหน่ง ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

– เบาะหนัง และวัสดุหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมตกแต่งด้ายแดง (Black Leather and synthetic leather seat with red stitch)
– หัวเกียร์หุ้มหนัง (Leather wrapped shift knob) (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)
-พวงมาลัยหุ้มหนัง และตกแต่งวัสดุแบบเปียโนแบล็ค (Leather wrapped with piano black & chrome steering wheel) (เฉพาะรุ่น GLS-LTD , GLS)

เหนือกว่าทุกการเชื่อมต่อ

เพราะเสน่ห์ของรถยนต์ไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยงาม แต่ต้องมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ให้ความสะดวก ความปลอดภัยกับทุกชีวิตในรถมากที่สุด เป็นเหตุผลว่าทำไม มิตซูฯ “ให้ของ”แบบไม่กั๊กให้เสียอารมณ์

เริ่มตัวแรกที่ Proudly present มาก สำหรับสาวกแอปเปิ้ล กับฟีเจอร์ Apple CarPlay ที่ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น GLS-LTD โดยที่ผู้ขับขี่สามารถโทรออกพร้อมรับสายโทรศัพท์ ส่งข้อความ และฟังเพลง ไปพร้อมกับการตั้งสมาธิไปที่การขับขี่ CarPlay ยังสามารถใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส และคำสั่งเสียงผ่านระบบ Siri ได้อีกด้วย

ระบบ Apple CarPlay 1

ความอ่อนล้าของผู้ขับขี่จากการเดินทางไกลจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปด้วย ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ในรุ่น GLS-LTD  ถือเป็นรถยนต์ซิตี้คาร์ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งปกติฟีเจอร์นี้จะมีอยู่แต่ในรถหรูเท่านั้น

ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ลดความเมื่อยล้า เมื่อต้องขับขี่ทางไกล (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)

 

เหนือกว่ากับต้นแบบความแรงและประหยัดน้ำมันสูงสุด

ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องประหยัดน้ำมัน  มาพร้อมขุมพลังสุดประหยัดกับ เครื่องยนต์ MIVEC 1.2 ลิตร ให้อัตราเร่งทันใจด้วยพละกำลัง 78 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ที่ตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบ G-Sensor ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันได้อย่างแม่นยำ ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง จึงตอบสนองได้ดังใจพร้อมกับมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงต่ำเพียง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร 3

 

 

เหนือกว่ากับความปลอดภัยเต็มขั้น

เพราะความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องที่ประนีประนอมกันได้  New Mitsubishi Attrage จึงเป็นหนึ่งเดียวในรถยนต์ซิตี้คาร์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) โดยระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชนรถยนต์คันหน้า

 

New Mitsubishi Attrage ยังมีระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า ซึ่งจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชน หากระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้าในขณะที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

ส่วนผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังก็เป็นสิ่งที่มองข้ามความปลอดภัยไม่ได้ โดยให้มาทั้งเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน New Mitsubishi Attrage ทุกคัน

และที่สำคัญบริการหลังการขาย บอกเลยว่ามิตซูฯทำการบ้านมาดี ลูกค้าขับขี่ไปอย่างมั่นใจกับการรับประกันคุณภาพรถยนต์ พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน4 เหนือกว่าใครด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี มูลค่าสูงสุด 48,669 บาท5 นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับบริการช่วยเหลือเป็นเวลานาน 3 ปี

สำหรับราคา New Mitsubishi Attrage อย่างที่บอกว่านวัตกรรมระดับนี้ ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ ที่น่าจะเป็นตัวเลือกที่อยู่ในใจไม่ยาก

–               GLX เกียร์ธรรมดา                                  ราคา 472,000 บาท

–               GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT                       ราคา 506,000 บาท

–               GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT                        ราคา 561,000 บาท

–               GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT               ราคา 599,000 บาท

(สีขาวมุกเพิ่ม 7,000 บาท)

ร่วมค้นหานวัตกรรมยานยนต์ ซิตี้คาร์ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

และสำหรับลูกค้าที่สนใจชม หรือทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ   ทั่วประเทศ หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์  02-079-9500 ทุกวันจันทร์ – เสาร์ ระหว่างเวลา 8:30-17:00 น.

หมายเหตุ

Apple CarPlay เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ, ระบบ CarPlay สามารถใช้ได้กับ สมาร์ทโฟนที่มีระบบปฎิบัติการ iOS 8 หรือสูงกว่า ข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

Siri เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ รองรับการใช้งานสำหรับระบบ และอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่ระบุไว้ใน http://www.apple.com/ios/siri/

ในรุ่น GLX CVT

เงื่อนไขการรับประกันเป็นไปตามบริษัทกำหนด

5 คำนวณจากเบี้ยประกันภัยของรุ่น GLS-LTD

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่

Website   : http://www.mitsubishi-motors.co.th

Facebook  : https://www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

Instagram   : @MitsubishiMotors_Thailand

Youtube Channel  : Mitsubishi Motors Thailand

Line Official Account / ID   : Mitsubishi Motors Th / @MitsubishiMotorsTh

#TodayTogetherTomorrow #WECulture เพราะอนาคตกรุงเทพฯ อยู่ในมือพวกคุณแล้ว

ถ้าติดตามโซเชียลช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จะเห็นเหล่านักคิด นักเขียน  Influencer ทางความคิดคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่, ดีเจพี่อ้อย, นิ้วกลม, ครูลูกกอล์ฟ, เต๋อ นวพล, Dr.pop ฯลฯ ออกมาโพสต์จุดกระแสปัญหาในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความสะอาด มลพิษท้องถนนแม่น้ำลำคลอง ปัญหารถติด บรรยากาศมาคุบนท้องถนน การแข่งขันที่สุมความเครียดให้คับอกคับใจ อยู่อย่างไร้ความสุขไปวันๆ ซึ่งสร้างทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปพอสมควร

จริงๆแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เห็นอยู่ในทุกวัน ไม่ต้องให้คนชิคๆคูลๆออกมาพูด เราเองก็บ่นกันแทบทุกวันอยู่แล้ว บางทีก็สบถแบบลอยๆ ว่างหน่อยก็ระบายความหัวร้อนในเฟซบุ๊ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หัวร้อนหนักๆสะสมเข้าเรื่อยๆ ไมเกรนขึ้น ความดันขึ้น พาลอยากจะย้ายไปอยู่ดาวอังคาร หมดเรื่อง…ทว่าเรื่องจริงก็ต้องอยู่เผชิญกันต่อไป

From passion to Action

แล้ววันหนึ่งที่เปิดหน้าเฟซบุ๊กมาเจอหลายคนออกมาพูดเรื่องนี้ ออกมาแสดงความชัดเจนที่อยากเปลี่ยนกรุงเทพฯแบบจริงจัง ก็ชวนสงสัยว่าเป็นแคมเปญอะไรรึเปล่า เลยดูที่มาต้นสายปลายเหตุ จึงพบว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Today Together Tomorrow #WeCulture” ของอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ต้องการจะ “เปลี่ยน” เมืองหลวงของเราให้น่าอยู่ขึ้น ด้วยพลังเราทุกคน

ชานนท์ เรืองกฤตยา CEO อนันดาฯ

ที่สำคัญแคมเปญนี้  CEO อย่าง “โก้”ชานนท์ เรืองกฤตยา ออกมาประกาศกร้าวด้วยตนเองว่า นี่ไม่ได้มาสร้างแบรนดืเล่นๆ แต่ต้องการที่จะเปลี่ยนเมืองหลวงให้ดีขึ้น ทำให้คนมีความสุขมากขึ้น  ด้วยรูปแบบการคิดและทำของคนรุ่นใหม่ โดยมีบริษัทคนรุ่นใหม่อย่างอนันดาฯ ที่อาสาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง และตัวกลางเชื่อมทุกความคิด เชื่อมเพลเยอร์หลายๆคน ที่จะมาร่วมสร้างกรุงเทพให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ลองฟังวิสัยทัศน์ของบอสใหญ่อนันดาฯ

แน่นอนว่านี่เป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ต้องทำต่อยาวๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงเฟสแรก เริ่มจากสร้างการรับรู้ ตลอดจนความตระหนักรู้ ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆได้เห็นคุณค่าในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ผ่านการแสดงความคิด การแชร์ความคิดซึ่งกันและกัน เพื่อการเรียนรู้ ยอมรับในความเห็นต่างและนำมาปรับใช้

คีย์เวิร์ดที่สำคัญคือ ถ้าเราคนตัวเล็กๆ ต่างคนต่างคิด มันก็คงไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราหลายๆคนมาช่วยกันแชร์ ทั้งแชร์ไอเดีย และแชร์ความสามารถ ประสานการทำงานกัน สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็จะสามารถเป็นไปได้

เพื่อที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและตระหนักในความสำคัญนี้ ทางอนันดาฯจึงได้บรีฟโจทย์กับเหล่า Influencer  หรือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ อาจจะเป็นศิลปินนักร้อง ยูทูบเบอร์ นักเขียน พิธีกร ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะมองเห็นว่านี่เป็นแคมเปญที่ช่วยให้บ้านเมืองเราดีขึ้นจริง โดยการเริ่มออกมาเล่าปัญหาที่ตัวเองเจอ ตลอดจนภาพที่แต่ละคนอยากเห็นกรุงเทพฯในมุมที่เปลี่ยนไป

 

และอย่างที่บอก หัวใจสำคัญที่สุดของแคมเปญนี้คือการที่เราคนรุ่นใหม่ทุกคนได้มีส่วนร่วม การร่วมมือกัน ช่วยกันหาคำตอบสำหรับปัญหาต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีทักษะและความถนัดในด้านที่ต่างกัน เมื่อมาเบรนสตอมกันแล้ว ก็น่าจะมีอะไรใหม่ๆที่สร้างสรรค์ได้

No more me but #We culture

เชื่อมั่นว่าถ้าถามพวกเรา ร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะให้บ้านเมืองเราดีกว่านี้ อยากเห็นแม่น้ำลำคลองใสสะอาด อยากเห็นรถติด หมดปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธ อยากเห็นผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขึ้น…. เพียงแต่บางคนไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร หรือซ้ำร้ายบางคนคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเราปล่อยให้คนอื่นจัดการ

โปรดอย่าปล่อยให้ความคิดแบบนี้อยู่กับเราจนพอกพูนแก้ไม่ได้ นี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่เราทุกคนจะมีส่วนสนับสนุนให้เมืองหลวงของเราดีขึ้น ซึ่งอนันดาฯอาสาเป็นตัวเชื่อมให้ทุกคนได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมืองหลวงด้วยกัน เพียงคลิกเข้าไปที่ We culture แล้วแชร์ไอเดียของคุณ เพื่อที่อนันดาจะรวบรวมความเห็น ไอเดียเจ๋งๆของคุณ เอามาทำให้เป็นรูปธรรม

“จงเช็คก่อนแชร์ คิดก่อนเชื่อใช้มัน อย่าให้เราถูกมันใช้” Cutto
“เพียงแค่ทุกคน ออกมาจากพื้นที่ส่วนตัว ร่วมใจกันทำอะไรสักอย่าง เพื่อพื้นที่ส่วนรวม” วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ดังนั้นใครมีความรู้สึกอย่างไร มีไอเดียอย่างไร คนที่เห็นปัญหา คนที่อยากแก้ไข ใครที่มีไอเดียนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเสนอ ใครที่กลัวว่าพูดไปแล้วไม่มีใครรับฟัง….ที่นี่รับฟัง เปิดโอกาสให้คุณเต็มที่

และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของอนันดาฯ เพื่อทำให้กรุงเทพฯและคนเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และแน่นอนว่ากรุงเทพจะสวยงามได้ เราคนเมืองทุกคนจะมีความสุขร่วมกันได้ ไม่ใช่บทบาทของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ด้วยพลังแห่งความร่วมมือของเราทุกคน ที่จะสร้างสรรค์เมืองหลวงของเรา ในวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้

คลิกเลยที่ http://www.ananda.co.th/urbanlivingsolutions/weculture/#home

TODAY.TOGETHER.TOMORROW

#TodayTogetherTomorrow #WECulture

Ananda Development / URBAN LIVING SOLUTIONS

#We Culture มาร่วมเปลี่ยนอนาคตคนเมือง TODAY. TOGETHER. TOMORROW.

ภาพผู้คนแย่งกันขึ้นรถไฟฟ้า แท็กซี่ปฏิเสธไม่ไป ขับรถปาดหน้า แทรกแถว สังคมออนไลน์เต็มไปด้วย Hate speech หัวร้อนไม่มีใครยอมใคร และภาพอื่นๆอีกมากมายที่ชี้ว่ากรุงเทพฯแดนซิวิไลซ์ของเราสวยด้วยแสงสีสันภายนอกเท่านั้น แต่ภายในเราพร้อมจะบึ้งตึงใส่กัน ถ้าเสียผลประโยชน์ เพราะต่างคนต่างนึกถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น และที่แย่กว่าคือ ทุกคนคิดว่านี่คือเรื่องปกติ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องแย่งชิง เป็นวิถีปกติของคนกรุงเทพฯ..แต่ถามว่า มันใช่หรือ?

การทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น โดยไม่เคยนึกถึงหรือทำเพื่อคนอื่น นี่ถูกต้องหรือเปล่า?

ดังนั้น ‘อนาคตที่ดี’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการร่วมมือและช่วยกันสร้างอนาคตนั้นด้วยกัน นั่นคือเหตุผลที่วันนี้ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่มุ่งมั่นในการพัฒนา URBAN LIVING SOLUTIONS เพื่อนำคุณภาพชีวิต บวกกับความเป็นอยู่ที่ดีกลับสู่ชีวิตคนเมือง ได้ผุดบิ๊กแคมเปญ “Today Together Tomorrow #WeCulture” เพื่อจุดประกายให้คนกรุงเทพฯใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสังคมให้น่าอยู่ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

วัตถุประสงค์ของแคมเปญนี้คือต้องการสร้างความตระหนักรู้ ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆได้เห็นคุณค่าในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ผ่านการแสดงความคิด การแชร์ความคิดซึ่งกันและกัน เพื่อการเรียนรู้ ยอมรับในความเห็นต่างและนำมาปรับใช้

เพื่อที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและตระหนักในความสำคัญนี้ จึงได้รวบรวมเหล่า Influencer  หรือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ อาจจะเป็นศิลปินนักร้อง ยูทูบเบอร์ นักเขียน พิธีกร ซึ่งทั้งหมดออกมาเล่าปัญหาที่ตัวเองเจอ ตลอดจนภาพที่แต่ละคนอยากเห็นกรุงเทพฯในมุมที่เปลี่ยนไป

ซึ่งผู้นำ Influencer ที่เรายกมาในวันนี้มี 3 คน ได้แก่ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกร นักคิด นักเขียน ที่วัยรุ่นรู้จักกันดี , Cutto วงลิปตา และเสือร้องไห้ และ นท พนายางกูร ซึ่งบอกเลยว่าแนวคิดทั้งสามคน น่าสนใจมากๆ อย่างวรรณสิงห์ ที่เป็นนักเดินทาง ก็จะเห็นภาพเมืองหลวงประเทศต่างๆเขาเป็นอย่างไร หรือคัตโตะที่ถือเป็นศิลปินนักร้อง และเป็นกูรูสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลคนหนึ่ง ก็ออกมาแสดงมุมมองเรื่องการเสพข่าวของคนในปัจจุบัน  ซึ่งต้องบอกว่าแนวคิดแต่ละคนก็น่าสนใจมากๆ

 

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อย่างกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่, ดีเจพี่อ้อย,นิ้วกลม ,ครูลูกกอล์ฟ, เต๋อ นวพล, Dr.pop ฯลฯ ถือเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาพูดในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสร้างสรรค์ และอยากให้ภาพความสวยงามที่ยั่งยืนนี้เกิดขึ้นจริง ใครสนใจเพิ่มเติมเข้าไปอ่านเพิ่ม คลิก

 

 

 

 

นี่คือความเห็นเหล่า Influencers บางส่วน ที่อินกับแคมเปญนี้และออกมาโพสโซเชียล ถึงแม้ว่าจะต่างอาชีพ ต่างมุมมอง แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการให้เมืองหลวงของเรา ดีขึ้น

ไม่ใช่แค่ เหล่า Influencesg เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Designer ที่มาร่วมแชร์ความคิดกันอีกด้วย

และอย่างที่บอก หัวใจสำคัญที่สุดของแคมเปญนี้คือการที่เราคนรุ่นใหม่ทุกคนได้มีส่วนร่วม การร่วมมือกัน ช่วยกันหาคำตอบ
สำหรับปัญหาต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีทักษะและความถนัดในด้านที่ต่างกัน เมื่อมาเบรนสตอมกันแล้ว ก็น่าจะมีอะไรใหม่ๆที่สร้างสรรค์ได้

ดังนั้นใครมีความรู้สึกอย่างไร มีไอเดียอย่างไร คนที่เห็นปัญหา คนที่อยากแก้ไข ใครที่มีไอเดียนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเสนอ ใครที่กลัวว่าพูดไปแล้วไม่มีใครรับฟัง….โปรดอ่านบรรทัดนี้ นี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่เราทุกคนจะมีส่วนสนับสนุนให้เมืองหลวงของเราดีขึ้น ซึ่งอนันดาฯอาสาเป็นตัวเชื่อมให้ทุกคนได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมืองหลวงด้วยกัน เพียงคลิกเข้าไปที่ We culture แล้วแชร์ไอเดียของคุณ เพื่อที่อนันดาจะรวบรวมความเห็น ไอเดียเจ๋งๆของคุณ เอามาทำให้เป็นรูปธรรม

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของอนันดาฯ เพื่อทำให้กรุงเทพฯและคนเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และแน่นอนว่ากรุงเทพจะสวยงามได้ เราคนเมืองทุกคนจะมีความสุขร่วมกันได้ ไม่ใช่บทบาทของใครใครคนใดคนหนึ่ง แต่ด้วยพลังแห่งความร่วมมือของเราทุกคน ที่จะสร้างสรรค์เมืองหลวงของเรา ในวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้

TODAY.TOGETHER.TOMORROW

#TodayTogetherTomorrow #WECulture

Ananda Development / URBAN LIVING SOLUTIONS

 

สุดล้ำ “SCB Connect” รู้เลย เรื่องบัตรเครดิต ผ่าน LINE

ขึ้นชื่อว่าเป็น SCB ที่คิดและทำทุกอย่างเพื่อลูกค้าสะดวกและมีประสิทธิภาพที่สุด ล่าสุดเปิดตัว SCB Connect” ที่บอกเลยว่า ตรงโจทย์และช่วยให้ลูกค้าบัตรเครดิตใช้งาน “ง่าย” และ “ได้” สิทธิประโยชน์มากขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่าคนไทยนิยมใช้ LINE เป็นแอปฯหลักในการติดต่อรับข้อมูลข่าวสาร “SCB Connect” จึงถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ กับ LINE ประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างธนาคารกับลูกค้าได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

SCB Connect ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวคุณ ที่จะคอยแจ้งความเคลื่อนไหวการใช้จ่ายบัตรเครดิตของคุณ หาเครือข่าย SCB ใกล้ตัว ทั้งสาขา และตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งถ้ามีโปรโมชั่น ข้อเสนอหรือสิทธิพิเศษอะไรดีๆ ก็จะรีบฟีดข้อมูลส่งให้ในมือถือคุณทันที ผ่าน LINE นั่นเอง

 

แต่คุณสมบัติยังไม่หมดแค่นั้น SCB Connect จะขยายการให้บริการตรวจสอบคะแนนสะสม สามารถแลกของรางวัลจาก SCB REWARDS  ตลอดจนการขยายการให้บริการไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอื่นๆ ของธนาคารในอนาคตอีกด้วย เรียกได้ว่า สะดวกขึ้นและก็ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดสิทธิประโยชน์ดีๆเพราะมีอัพเดตแบบเรียลไทม์

 

4 ขั้นตอนง่ายๆ 

เอาล่ะ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา มาสมัคร “SCB Connect” กันดีกว่า กับขั้นตอนง่ายๆ

  1. ค้นหา “SCB Connect” ใน Line Official Account เพื่อทำการ “เพิ่มเพื่อน” 
หรือคลิกเบาๆตรงนี้


หรือจะสแกน QR Code ก็ได้

 

เข้ามาแล้วก็เจอหน้านี้ รอไรล่ะ Add เลย

 2. กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง ซึ่งข้อมูลนี้ธนาคารจะใช้ตรวจสอบว่าลูกค้าเป็นลูกค้าธนาคารหรือไม่ ในกรณีที่ไม่ใช่ลูกค้าธนาคาร ระบบจะแสดงหน้าจอบริการทั่วไป สามารถใช้งานได้ทันที

กรอกบัตรประชาชนเพื่อยืนยัน ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ปลอดภัยแน่นอน

3. ยืนยันตัวตนโดยใส่เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้กับธนาคาร จากนั้นธนาคารจะส่งรหัส OTP เพื่อให้ลูกค้ายืนยันตัวตนอีกครั้ง

กรอก One Time Password ที่ได้รับจากเบอร์มือถือที่คุณผูกกับธนาคาร

4. เลือกบัตรเครดิตที่ต้องการรับบริการพิเศษ ลูกค้าธนาคารเริ่มใช้งานได้ทันที

มีบัตรกี่ใบก็เลือกเลย ผูกได้หมด

ง่ายๆเท่านี้คุณก็จะไม่พลาดสิทธิพิเศษและข่าวสารดีๆจากบัตรเครดิต SCB แล้ว

 

นี่เป็นเพียงเฟสแรกของการพัฒนาฟังก์ชันเท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าเฟสต่อไปนั้นน่าสนใจมาก เพราะ SCB จะยกระดับขีดความสามารถของ SCB Connect  โดยนำนวัตกรรม Chatbot เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและโต้ตอบกับลูกค้าได้พร้อมกันหลายคน แบบเรียลไทม์

ใครสงสัยเรื่องใด อยากได้ข้อมูลแบงก์กิ้งเรื่องอะไร แค่พิมพ์ถามก็ได้คำตอบดังใจ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่มักหาข้อมูลและจัดการเรื่องต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าถ้าเปิดตัวเมื่อไหร่ ก็นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของธนาคารในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี Chatbot มาใช้ในการให้บริการลูกค้า

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม SCB ถึงได้รางวัล Best Customer Experience และ Best Product or Service Innovation จากงาน Customer Experience in Financial Services 2017 การันตีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แบงก์กิ้งของไทยพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี

ใครที่อ่านคอนเทนต์นี้แล้ว อย่ารอช้า เพียงเพิ่มเพื่อน “SCB Connect” ในLINE ผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ IOS และ Android ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  

 

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คลิก   http://www.scb.co.th/scbconnect/index.html

 

Never Stop Creating Never Stop Excellent

เนื่องด้วยธุรกิจอีเวนท์เป็นธุรกิจที่มีหลายปัจจัยหลักเป็นตัวกำหนด ทั้งเรื่องเหตุการณ์การเมือง 

หรือแม้แต่เหตุการณ์การสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของคนไทย ทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องปรับตัว
และในปีที่ผ่านมาอินเด็กซ์ฯ ได้มีการวางแผน ปรับตัวทั้งในเรื่องของธุรกิจ และกำลังคนอย่างต่อเนื่อง
ให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นอีกปีที่อินเด็กซ์ฯ
ผ่านมาได้อย่าง Excellent

จากอันดับหนึ่งอีเวนท์ไทย สู่ Creative Business Solutions ระดับเอเชีย

“ประเด็นสำคัญคือตัวเราที่ต้องตระหนักอยู่เสมอ ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับกับปัญหาเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อย่างก่อนหน้านี้ปัญหาเรื่องการเมืองก็ทำให้เศรษฐกิจแช่แข็งเอาไว้ เราก็เห็นบทเรียนมาหลายครั้ง และก็เตรียมรับมือตั้งแต่เกือบ 6 ปีก่อน” เกรียงไกร กาญจนะโภคิน “เมฆ” ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เริ่มเล่า

ซึ่งนั่นหมายความว่า วิสัยทัศน์ ที่ใช้เรื่องของ “Creativity” ในการดำเนินงานของเขาเดินมาถูกทาง เมื่อก่อนถ้าพูดถึงอินเด็กซ์ฯ ก็จะนึกถึงบริษัทอีเวนท์อันดับ 7 ของโลก แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่อีเวนท์อย่างเดียว อินเด็กซ์ฯ สามารถต่อยอดแตกธุรกิจออกมาอย่างหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกในปัจจุบัน

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน “เมฆ” ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)

 ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “ASEAN Wings” หรือปีกที่สยายไปต่างประเทศของเขาเมื่อหกปีก่อน ตลอดจนธุรกิจใหม่อย่าง Lifestyle Experience ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยามที่รายได้ส่วนหลักอย่าง Creative Solutions & Marketing Services ต้องเผชิญวิกฤตในประเทศ

การปรับตัวให้ตรงโจทย์ ของตลาดโลก คือความ Excellent ที่เห็นชัดเจนในวันนี้ของอินเด็กซ์ฯ

Value added ไม่พอ ต้อง Creativity added 

เมื่อถามถึงคีย์ซักเซสในระดับสากลนั้น เกรียงไกรบอกว่าเพราะ คิดและทำของแพงอยู่เสมอ

“ประเทศไทยมีปัญหาอย่างหนึ่ง คือคิดว่าทุกอย่างต้องขายถูก อย่างทัวร์ท่องเที่ยว ลดราคา โปรโมชัน ไม่เคยคิดที่จะทำของแพงเพราะว่ าอยากได้ตลาดแมส ในขณะที่ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าเราหลายเท่า อย่างอังกฤษเขาไม่เคยคิดทำราคาถูก ฝรั่งเศสนี่แมสสุดๆ ปีหนึ่งนักท่องเที่ยว 90 ล้านคน มากกว่าประชากรไทยเราอีก แต่กระเป๋าขายใบเป็นล้าน คนจีนต่อแถวซื้อ โรงแรมคืนละเป็นหมื่น ไม่เห็นต้องลดราคา เพราะฉะนั้นต้องปรับที่ความคิด คุณต้องใส่ครีเอทีฟเข้าไปในงานของคุณ ไม่ว่าคุณทำอะไร” 

หัวหน้าหมู่บ้านครีเอทีฟเล่าให้ฟังต่อ ทุกวันนี้ลูกค้าที่เดินเข้ามาในอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ มีกระทั่งโรงพยาบาลเข้ามาปรึกษา ไม่ได้คุยทำแคมเปญ แต่คุยว่าจะเพื่อหา Creativity ใหม่ๆ จะทำอย่างไรให้โรงพยาบาลแตกต่างออกไป 

“ผมอยากจะบอกว่าโลกธุรกิจวันนี้ Need Creativity added ไม่ใช่ Value added อีกต่อไป
วันนี้การแข่งขันทุกอย่างสูงไปหมด คุณต้องมีสิ่งที่สร้างสรรค์ใหม่ เข้าไปในธุรกิจ คุณไม่สามารถทำธุรกิจธรรมดาแบบเดิมได้อีกแล้ว ไม่ใช่แค่การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์”

เติมในสิ่งที่ขาด

สำหรับปีนี้เขายังมองว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอีเวนท์ยังคงทรงตัวต่อเนื่อง และจะเป็นอีกปีที่เบอร์หนึ่งอีเวนท์ไทย และบริษัทครีเอทีฟ อีเว้นท์อันดับ 7 ของโลก จะเดินหน้ารุกหนักต่างประเทศ เพื่อกระจายความมั่นคงทางรายได้ และเสริมความแกร่งของตลาดในประเทศไทย และต่างประเทศให้สอดคล้องกัน 

“การวางรากฐานโมเดลในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ในกัมพูชาเราบุกใช้แฟร์บุกก่อนปักธงก่อน เทรดโชว์โดยใช้ Build & Décor ปีที่แล้วเราจัดที่พนมเปญซึ่งก็ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ต้องเพิ่มพื้นที่150% จบงานก็ Booking 80% อย่างเมียนมา เราเข้าไป Joint Venture ก่อน ทำให้เรามองเห็นโอกาสในบ้านเขาที่ขาด เราก็เข้าไปเติม ตรงนี้สำคัญ ผมอยากจะให้นักธุรกิจไทยได้เข้าไปศึกษาตลาดต่างประเทศ เพราะจริงๆ ช่องว่างมีอยู่เยอะ”

“ในขณะที่ทิศทางการขยายเข้าไป อาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปตั้งสาขา ผมมองว่าปัจจุบันการเดินทางง่าย และไม่แพง ซึ่งสามารถบินไปทำงานแล้วกลับได้ อารมณ์เหมือนกรุงเทพไปต่างจั งหวัด อีกอย่างคือไม่จำเป็นต้อง Joint Venture ซึ่งแบบนี้จะทำให้ยืดหยุ่นกว่า รุกได้เร็วกว่า แต่จะมี Local Strategic Planner อยู่” ผู้บริหารฉายแผนกลยุทธ์ 

Never Stop Creating

ในขณะที่ฝั่งแฝดพี่เล่าถึงฟังก์ชันแผนการทำงาน เมื่อมาคุยกับ“หมอก” เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน CEO แฝดน้อง เน้นถ่ายทอดความกระหายในการค้นหานวัตกรรมที่จะสร้างความแตกต่างให้กับเนื้องานเพื่อสอดรับกับแผนกลยุทธ์รุกตลาด ตามสูตร “Never Stop Creating” ที่เป็น DNA องค์กร

“ปีหนึ่งผมจะต้องหาอะไรใหม่ๆ สนุกๆ มาเล่นหนึ่งถึงสองอย่าง” 

ความเป็นคนชอบศึกษา ชอบเดินทาง การสังเกต และตั้งคำถามสู่การสร้างนวัตกรรม และต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ อย่างโชว์บิซหรือละครเวที ที่เจ้าตัวบอกว่าถ้าอินเด็กซ์ฯ ต้องไม่ธรรมดา อย่างที่เห็นในโชว์ที่ผ่านๆ มามีการใส่แว่น 3D เพิ่มอรรถรสรับชมด้วย

“หมอก” เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)

ล่าสุดกับผลงานชิ้นโบว์แดงกับการจัดงาน “แสงเทียนแห่งสยาม” ที่ Central World ในวัน Countdown 2017 ที่ผ่านมา

“ปกติเราจัดที่นี่ทุกปี อีเวนท์ก็จะเป็นงานรื่นเริง แต่ปีนี้เปลี่ยนคอนเซ็ปต์เนื่องจากการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่9 แนวคิดของงานคือเพื่อแสดงความรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อคนไทยมายาวนาน ไฮไลต์อยู่ที่การแปรตัวอักษรเป็นข้อความถึงพ่อหลวงของเรา ถ้าเป็นปกติเราก็คงนึกถึงการเอาคนมาต่อแถวพลิกป้าย แล้วก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่อินเด็กซ์ฯ ขอแตกต่างออกไป ทุกปีที่ในหลวงท่านทรงพระราชทานส.ค.ส.ถึงคนไทย ปีนี้เราจึงอยากส่งข้อความไปถึงท่าน เพื่อแสดงความจงรักภักดีถึงพระองค์ คอนเซ็ปต์ของเราเป็นการทำ ส.ค.ส.ถึงพ่อ ที่อยู่บนสรวงสวรรค์”

ผมอยากทำให้เด็กเห็นว่าเวิลด์คลาสเป็นอย่างไร

ในส่วนปีนี้ไฮไลท์อีกงานหนึ่งคื อละครเวที สุดสาคร The New Adventure ซึ่งงานนี้พี่หมอกบอกว่าจัดเต็ม 

“ถ้าฝรั่งมีดิสนีย์ออนไอซ์ ผมว่าบ้านเราก็มีสุดสาคร ม้านิลมังกร นี่ล่ะที่คาแรกเตอร์ชัดเจน สุดสาคร The New Adventure จะเป็นละครเวทีมหัศจรรย์ ที่ไม่ใช่แค่แสงสีเสียง แต่มีนวัตกรรม เอามัลติมีเดียเข้าไปทำให้ดูอภินิหารตามเนื้อเรื่องมากที่สุด ไม่ใช่แค่ใส่ตัวการ์ตูนมาสคอตวิ่งไปวิ่งมา ผมอยากให้เด็กไทยไปดูแล้วรู้ว่าระดับเวิลด์คลาสเราก็ทำได้ ให้เขามีแรงบันดาลใจ ที่สำคัญต้องได้อะไรดีๆ กลับไป ไม่ว่าเรื่องคุณธรรมความกตัญญู หรือการรักษาป่าไม้ ความรู้ที่ซ่อนไว้อยู่ในเนื้อเรื่อง”

 เมื่อถามถึงต้นขั้วแห่งความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้อย่างไร ฝึกได้อย่างไร เกรียงกานต์ตอบง่ายๆ ว่า ต้องช่างสังเกต อย่ามองข้ามเห็นแล้วอย่าผ่านเลยไป ควรคิดต่อยอด

“ต้องใส่ใจรายละเอียด ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ดูหนังก็ต้องดูจนจบเครดิต ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เห็นไอเดียอะไรใหม่ๆ อย่างเรื่อง The Jungle Book ที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว แม้กระทั่งช่วง End Credit ที่คนดูอาจไม่สนใจ แต่ฝรั่งก็ใส่ใจรายละเอียดทำโปรดักชั่นอย่างดี ตรงนี้ล่ะที่เราต้องบอกคนไทยในทุกอาชีพทุกอุตสาหกรรม การทำงานที่ดีอย่าทำแค่พอไปได้ ต้องทำให้ละเอียด คุณค่าของเรามันอยู่ในงานนั้น”

“แตกต่างไม่พอต้องสร้างสรรค์ ที่สำคัญผมจะเน้นย้ำกับน้องๆ ทีมงาน คุณต้องมองเห็นทุกอย่างให้เป็นโอกาส หลายคนบอกว่าที่ผมคิดอะไรใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ เพราะมีโอกาสไปดูงานต่างประเทศบ่อย เห็นอะไรเยอะ ไม่จริงหรอก เมื่อวันก่อนไปงานแต่งงานรุ่นน้องเห็นลูกโป่งอยู่หน้างาน ผมก็ปิ๊งไอเดียแล้วว่านี่น่าจะทำอะไรกับโชว์ของเราได้ เดี๋ยวจะเอามาทำให้เห็นในไม่ช้า คือจริงๆ ไอเดียมันเกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา ขึ้นอยู่กับว่าคุณใส่ใจ และคิดต่อยอดมันหรือเปล่า” ผู้บริหารย้ำท้าย 

TrueMove H ย้ำความเป็นผู้นำ เปิดตัว “รักหมดใจ ใครๆก็ใช้”

เพราะผู้บริโภคทราบดีว่าคุณภาพสัญญาณ 4G ที่ดีที่สุด คือหัวใจสำคัญของการเลือกค่ายโอเปอร์เรเตอร์ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม ทรูมูฟ เอชจึงคว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 Marketeer No.1 Brand Thailand สองปีซ้อน ทั้งปี 2015-2016

ทรูมูฟ เอชได้รับการตัดสินจากประชาชนทั้งประเทศ ให้เป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย “Marketeer No.1 Brand Thailand” ซึ่งจัดโดยนิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ โดยอ้างอิงผลวิจัยจากบริษัท วีดีโอ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)จำกัด สำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับ มาร์เก็ตเธียร์ รีเสิร์ช เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ในแต่ละปี

ซึ่งไม่น่าแปลกใจ หลังจากที่ทีมงานทรูมูฟ เอชทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่การมีคลื่นที่ครบที่สุด การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดนิ่ง ตลอดจนการขยายเครือข่ายให้กว้างครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย ซึ่งผลสำรวจผู้บริโภคคือบทพิสูจน์ผลของความพยายามนั้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง

ไม่เพียงแค่การคว้ารางวัลจากนิตยสารเราเท่านั้น ล่าสุดยังได้รับรางวัล “เครือข่าย 4G ที่ดีที่สุดในประเทศไทย” จาก nPerf   ย้ำความเป็น No.1 ของทรูมูฟ เอชในประเทศไทย ทั้งนี้ nPerf ผู้ทดสอบความเร็วและประสิทธิภาพเครือข่ายมาตรฐานโลกจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 2003 โดยได้รับการยอมรับและใช้งานมากที่สุดในยุโรปและบราซิล

ซึ่งกว่าที่ ทรูมูฟ เอชจะได้การการันตีความเป็น No.1 ในประเทศไทย ตลอดจนการยอมรับในมาตรฐานระดับโลกนั้น บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบประกอบด้วยความเร็ว (Speed) และคุณภาพ (Quality of Service) ของอินเทอร์เน็ต ที่สามารถทดสอบได้ทั้งอินเทอร์เน็ตบ้าน (Fixed Broadband Internet) และโมบายอินเทอร์เน็ต (Mobile Broadband Internet)

นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำโพสิชันนิ่งของทรูมูฟ เอชในเรื่องคุณภาพสัญญาณที่ดีที่สุด โดยปีที่ผ่านมาทรูมูฟ เอชมียอดผู้ใช้บริการใหม่เติบโตมากที่สุดถึง 5.4 ล้านเลขหมาย การันตีให้เห็นว่าทรูมูฟ เอชเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่สุด ตรงกับแนวคิด “รักหมดใจ ใครๆก็ใช้” 

 

“รักหมดใจ ใครๆ ก็ใช้” 

ในส่วนของการสร้างแบรนด์ปีนี้ ต้องบอกว่าพิเศษกว่าเดิม ในฐานะที่ทรูมูฟ เอชเป็น ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 4G ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วประเทศ นอกจากมีพระเอก No.1 อย่างณเดชน์ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ทรูมูฟ เอชอยู่ก่อนแล้ว ปีนี้สมทบด้วยนางเอก No.1 ด้วย กับน้อง  “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” ที่มาเพิ่มความฟินให้แฟนคลับคู่ขวัญ NY ได้สดชื่นกัน

 

งานนี้ต้องบอกว่าพรีเซ็นเตอร์เหมาะสมลงตัวมากที่สุด เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคเชื่อประสบการณ์การใช้จริง และจากคนรอบข้าง หรือคนที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นตัวพรีเซ็นเตอร์มีชื่อเสียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเป็นผู้ใช้งานทรูมูฟ เอชจริงๆ ด้วย ซึ่งญาญ่า และณเดชน์ต่างเป็นทั้งผู้ที่ใช้จริงจากการใช้เครือข่ายทรูมูฟ เอช จึงเป็นที่มาของการเลือกพรีเซนเตอร์อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมาก ตลอดจนการทำหนังโฆษณานี้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความครอบคลุมของเครือข่าย กับสถานที่ที่ไปถ่ายทำจริง สัญญาณชัดจริง 

 งานนี้คู่พระ – นางจะน่ารักแค่ไหน ต้องดู

 

 

 

หนังโฆษณา “รักหมดใจ ใครๆ ก็ใช้” คือเรื่องราวการเดินทางของทั้งคู่ที่นัดกันไปเที่ยว แต่สถานการณ์พาให้ต้องแยกกันเที่ยว ฝ่ายณเดชน์เลือกไปเที่ยวอีสาน ขึ้นดอยสูงๆ ส่วนญาญ่า เลือกลงใต้พักผ่อนที่ทะเลชิวๆ แต่ไม่ว่าทั้งคู่จะต่างคนต่างเที่ยว ก็ไม่เหงา เพราะมีเครือข่าย 4G+ ของทรูมูฟ เอช เป็นเพื่อนไปตลอดทริป งานนี้คู่พระนางจะน่ารักแค่ไหนต้องลองไปดูกัน

และนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “รักหมดใจ ใครๆ ต่างก็เทใจให้ ทรูมูฟ เอช เครือข่าย 4G ยอดนิยมอันดับ 1” ที่คนไทยมั่นใจเลือกใช้ ด้วย 4G+ ที่ดีที่สุด เร็วแรงระดับ 4.5G ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทยจริงๆ

 

 

Money Cafe Pinkoo มากกว่าโรงรับจำนำ คือต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าให้ดีที่สุด

 

ท่ามกลางพลวัตที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับโรงรับจำนำ ปิ่นเกล้าคู่ขนานลอยฟ้า ซึ่งเป็นโรงรับจำนำที่ประกอบการมายาวนานกว่า 40 ปี ตั้งอยู่บนถนนบรมราชชนนีบริเวณทางเข้าห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ที่วันนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Money  Pinkoo พร้อมกับ Brand Identity หรืออัตลักษณ์แห่งแบรนด์ที่เชื่อว่าไม่เคยปรากฎมาก่อนในอุตสาหกรรมโรงรับจำนำ

“ในปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการโรงรับจำนำของเราเป็นกลุ่มคนที่มี Lifestyle แบบคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น กลุ่มนักธุรกิจที่ประกอบกิจการ SME รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นที่มีความต้องการทางการเงินที่รวดเร็ว และยังมีกลุ่มพนักงานบริษัทในระดับผู้จัดการบริษัทขึ้นไปโดยส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเข้ามาเลือกชมและซื้อสินค้าที่หลุดจำนำมากขึ้นตามลำดับ” คุณชูศักดิ์ ตั้งเลิศสัมพันธ์ ผู้บริหาร Money Cafe Pinkoo นั่งพูดคุยกับเรา
สร้าง Identity ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์

นอกจากเขาแล้ว ยังมี คุณวาสินี ตั้งเลิศสัมพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องผู้บริหารคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Brand เพื่อที่จะรองรับกับ Lifestyle ของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ให้มากขึ้น จึงได้มีการ Re-Brand เริ่มต้นด้วยการใช้ชื่อใหม่เป็น โรงรับจำนำ มันนี่คาเฟ่ ปิ่นคู่พร้อมกับดีไซน์ โลโก้ ใหม่ โดยใช้สี Identity
ดำ ชมพู ทองเป็นสีของ Brand โรงรับจำนำ Money Cafe Pinkoo เพื่อให้มีความทันสมัยและง่ายแก่การจดจำ โดยมีคำว่า “Life Style PawnShop” เป็นสโลแกนการสร้างแบรนด์

“ยุคสมัยเปลี่ยน ความต้องการของลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น การที่หยุดอยู่กับความสำเร็จที่เป็นอยู่ผมว่ามันไม่ได้ ถามว่าทำไมถึงมาทำแบรนด์รีโนเวตร้านใหม่ให้สวยขึ้น ตัวผมเป็นคนชอบเดินทาง สิ่งหนึ่งที่เห็นคือทุกธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์มาก ไม่ว่าจะแบรนด์ดังหรือกระทั่งร้านอาหารข้างทาง มันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำอะไรกับธุรกิจที่รุ่นคุณปู่สร้างมากว่ า 40 ปีเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ดีขึ้น”เขาอธิบาย

การรีโนเวทตัวอาคารใหม่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลง ด้วยการออกแบบที่เรียบหรูทันสมัย แปลกตาไปจากเดิม เพื่อสร้างความรู้สึกเป็น Lifestyle มากขึ้นและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน 

DNA คือมอบความสุขให้กับทุกคน

“ผมจะบอกกับน้องๆทีมงานว่าอย่าคิดว่าเราเป็นโรงรับจำนำ แต่ให้คิดว่าเราเป็นเพื่อนที่จริงใจ ที่พร้อมมอบความสุขให้กับกัลยาณมิตร ดังนั้นเราก็จะยังคงใช้ DNA ตรงนี้เป็น Key Message คือการมอบความสุขให้กับทุกคน”

เพื่อที่จะสื่อสารความตั้งใจที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค จึงได้จัดทำแคมเปญโฆษณา เริ่มด้วยการปล่อยภาพยนตร์ โฆษณาในแบบ Corporate เพื่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าหลักโดยตรงอาทิเช่น SME, First Jobber, Manager และกลุ่ม Family 

“นอกจากการสื่อสารกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นย้ำ ความเฟรนด์ลี่ตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้าน ก็จะเจอพนักงานที่ต้อนรับสวัสดี สร้างความอบอุ่นเป็นกันเอง นอกจากนี้ ยังมีการแจกของ Premium สำหรับผู้ที่เข้ามาใช้บริการกับทางโรงรับจำนำ มันนี่คาเฟ่ ปิ่นคู่ ทุกท่าน” ผู้บริหารเน้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลงของ Money Café Pinkoo โดยในอนาคตคุณชูศักดิ์มี แผนงานที่จะสร้าง Content หรือ Business Campaign ในรูปแบบ Online มากขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนองและรองรับ Lifestyle ของคนในยุคใหม่ โดยเน้นหลักอยู่ 3 ข้อ

“1. Smart เราเป็นผู้สร้างโอกาสทางการเงินที่รวดเร็ว 2.Trendy เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการทางการเงิน 3.Stability มั่นคงทางด้านการเงินจากประสบการณ์ที่ยาวนานด้วยหลักการ 3 ข้อที่กล่าวมาก็เพื่อมุ่งหวังที่จะให้ลูกค้าของเราดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น และทำให้ทุกความฝันของคุณเป็นจริงได้อย่างรวดเร็ว เพราะเราเชื่อว่าการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างชาญฉลาดจะช่วยลดปัญหาทางการเงิน และทำให้คุณใช้ชีวิตในทุกวันได้ อย่างมีความสุข”
Money Cafe Shop

นอกจากนี้ โรงรับจำนำ มันนี่คาเฟ่ ปิ่นคู่ ยังมี Lifestyle ในส่วนของความต้องการซื้อสินค้าหลุดจำนำที่มากขึ้นทุกวันเพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีคุณภาพดี และราคาไม่สูงเกินไป เช่น จิลเวลลี่ หรือ นาฬิกาแบรนด์ต่าง ๆ ก็เห็นการขยายตัวอย่างชัดเจนในกลุ่มลูกค้า จึงเป็นที่มาการคิด Shopping Content ใหม่ในรูปแบบร้านขายสินค้าหลุดจำนำโดยโรงรับจำนำ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในชื่อ Money Cafe Shop ที่ Siam Square Soi 3 เพื่อตอบสนอง Lifestyle ในการซื้อสินค้าและเป็นการสร้างความสะดวกให้ลูกค้าในด้านการเดินทางโดยตรง 

“สินค้าทุกชิ้นในร้าน Money Cafe Shop จะเป็นสินค้าที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่ามี Style อีกทั้งยังผ่านการการันตี โดยโรงรับจำนำว่าเป็นสินค้าคุณภาพเยี่ยมและยังมีในส่วนของสินค้า Brandname เกรดระดับ Pre-owned พร้อมกับบริการ Coffee bar และเครื่องดื่มทุกเมนู ระหว่างเลือกชมสินค้าภายในบรรยากาศสุดหรูของร้าน เป็นการมอบประสบการณ์สุดพิเศษ สร้าง Lifestyle รูปแบบใหม่ให้กับทุกคนที่มาช็อปปิ้งนั่นเอง”

สิ่งที่ผู้บริหารเน้นย้ำคือ Branding  จะถูกถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุด ต้องเอาจิตวิญญาณ เอาตัวตน ใส่เข้าไปในเนื้องาน และการเข้ามาทำตลาดสร้างแบรนด์ ครั้งนี้ ก็มาจาก Passion ของเขาที่ต้องการสร้าง Identity ที่แปลกใหม่อย่างสร้างสรรค์ เป็นบริบทสำคัญในการ “ขับเคลื่อน” อุตสาหกรรมโรงรับจำนำให้ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่ เปลี่ยนไปในปัจจุบัน 
ประวัติผู้บริหาร Money Cafe Pinkoo

คุณชูศักดิ์ ตั้งเลิศสัมพันธ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโทจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณวาสินี ตั้งเลิศสัมพันธ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโทจากคณะพาณิ ชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เป็นพี่น้องที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านไฟแนนซ์ ตลอดจนความเข้าใจทางด้านการตลาด โดยมีประสบการณ์บริหารธุรกิจโรงรับจำนำของครอบครัวที่มีมากว่า 40 ปี ปัจจุบันเป็นผู้บริหาร Money Cafe Pinkoo ที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ให้กับอุตสาหกรรมโรงรับจำนำ

ไขความสำเร็จแมนซั่ม ต้องหวานแบบกำลังดี ขวดนี้ “ใช่เลย”

อากาศร้อนนนนนน แบบนี้ ร้านสะดวกซื้อนี่คือสวรรค์ริมทางย่อมๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นเหมือนแอดมินบ้าง วันหนึ่งเดินปรี่ไปยังโซนตู้แช่ ไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบ กินไม่ต่ำกว่า 3-4 ขวดต่อวัน ไม่ว่าน้ำอัดลม ชาเขียว สลับหมุนเวียนกันไป

อย่างไรก็ตามยิ่งดื่มเยอะคลายร้อนได้ก็จริง แต่น้ำตาลกลับเริ่มสะสมมากขึ้น ถึงตอนนี้การสอดสายตาหาเครื่องดื่มก็ต้องละเอียดมากขึ้น แค่รสชาติสดชื่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาที่มันมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

นอกจากน้ำอัดลมกับชาเขียว แล้วมีอะไรสดชื่นๆอีกบ้าง เรดาห์จับไปที่กลุ่ม “ฟังก์ชันนัลดริงก์” ที่ดูจะตอบโจทย์มากที่สุด ทว่ามองไปที่เชลฟ์วางเหมือนว่าบางแบรนด์เริ่มหายไป ที่ยังคงอยู่แถมมีจำนวนขวดมากกว่าเดิมคือเจ้าตลาดอย่าง “แมนซั่ม” มีทั้งขวดสีน้ำเงิน สีส้ม สีแดง หรือจะเป็นแบบกระป๋อง 

อย่างไรก็ตาม เชื่อเลยว่าหลายคนตั้งคำถามกับเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์มานาน ว่าไอ้น้ำผลไม้ใสๆหวานๆ รสชาติอร่อยๆนี่มันมีคุณสมบัติช่วยนั่นนี่โน่นตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ ในฐานะคอนซูเมอร์ที่บริโภคน้ำพวกนี้อยู่แล้ว เราจึงไปคุยกับผู้บริหาร “แมนซั่ม” ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ซึ่งนอกจากข้อมูลที่เราอยากรู้แล้ว ผู้บริหารยังได้อัพเดตความเคลื่อนไหวทางการตลาดของผู้นำเบอร์หนึ่งตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่างแมนซั่มด้วย

ตลาดตก แต่แมนซั่มโต 40%

ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนขนาดนี้ แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่ม(Ready to drink) ปี 2559 หดตัวในเชิงมูลค่าในช่วง ร้อยละ 3.2 -5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 237,500 ล้านบาท เหลือมูลค่าอยู่ที่ 225,000 – 230,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 8,500 – 8,600 ล้านลิตร (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

ซึ่งนั่นก็รวมถึงตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ด้วย ที่ปัจจุบันหดตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 1900 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแมนซั่มกลับมีการเติบโตที่สวนทาง โดยโตถึง 40% และรักษาผู้นำเบอร์หนึ่งในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

เขาแยกเหตุผลการเติบโตไว้เป็น 3 ปัจจัยใหญ่ ประกอบด้วย 1. เรื่องรสชาติที่แมนซั่มตอบโจทย์นักดื่ม สร้างความสดชื่นทันทีตั้งแต่แรกดื่ม 2.การเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ตรงโจทย์ตลาด โดยเฉพาะการใส่สารที่แมนซั่มวิจัยมาแล้วว่าผู้บริโภคต้องการ และ 3. การทำการตลาดทั้ง Above & Below the line อย่างต่อเนื่อง

“คือต้องบอกว่าแมนซั่มเราเกิดมาพร้อมกับความแตกต่างจากคู่แข่งชัดเจน เราเป็นเจ้าแรกในตลาดที่เป็นเครื่องดื่มที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย ซึ่งตลาดในตอนนั้นใครๆก็คงสงสัยว่าจะไหวมั๊ย เพราะใครๆก็เน้นไปที่ผู้หญิง แต่เราเชื่อว่าจริงๆตลาดผู้ชายมันมีความต้องการอยู่ เพียงแต่คุณต้องรู้จักผู้บริโภค คุณต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไรจริง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เราทำรีเสิร์ชเยอะมาก ค้นหาความต้องการของผู้บริโภค เราพบว่าผู้ชายต้องการอันดับแรกคือรสชาติ เราก็ทำจนได้รสชาติที่ใช่จริงๆ อันดับสองคือเบเนฟิต ซึ่งเราก็วิจัยแล้วว่าสารที่เราใส่เพิ่มได้เบเนฟิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ”

แมนซั่มเกิดมาหลายปีแล้ว แต่มีแค่ SKU เดียว กระทั่งปีที่แล้วล๊อนซ์ตัว Mansome block and burn (ขวดสีส้ม) ที่โดดเด่นด้วย   แอลคาร์นิทีน (L-Carnitine)ช่วยเรื่องเบิร์น กับ Mansome man bright (ขวดสีแดง) ผสม แอลกลูตาไธโอน ( L-Glutathione) ช่วยเรื่องหน้าใส หน้าขาว ซึ่งทั้งสองตัวมีส่วนสำคัญช่วยให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

ฟังก์ชันนัลดริงก์เกิดไม่ง่าย หัวใจคือคุณสมบัติต้องทำให้ได้จริง

ต้องบอกว่าเป็นความยากของตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์คือการที่ต้องใส่ Active Ingredient ลงไป ไม่ว่าจะเป็นแอลคาร์นิทีน (L-Carnitine) หรือแอลกลูตาไธโอน ( L-Glutathione)อย่างที่ทราบว่าเป็นสารที่ให้คุณสมบัติเรื่องความสวยงามร่างกาย ผิวพรรณและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก จึงทำให้ราคาค่อนข้างแพง ซึ่งในขณะที่ตลาดบ้านเราราคาขายได้อยู่ที่ 20 บาท เพราะถ้าเกินนี้ คนไทยก็จะไม่โอเค (เมื่อเทียบกับราคาโดยเฉลี่ยของ RTD ขวด Casual Drinks ที่อยู่ประมาณ 20 บาท) ทำให้บางแบรนด์ต้องม้วนเสื่อกลับไป เพราะ “ไม่คุ้ม”

แต่สำหรับแมนซั่มผู้บริหารหนุ่มมองว่าเป็นความท้าทายที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่เสียไป

 “ต้นทุนสูงก็ใช่ คนถอนตัวไปก็มี แต่ด้วยความที่แมนซั่มอยู่ภายใต้บริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง มันเป็น Passion ที่ถ้าเราจะทำเครื่องดื่มอะไรออกมา เราต้องมั่นใจได้ว่าทำได้ตามที่เราเคลมเอาไว้จริงๆ อย่างแมนซั่มที่เราเคลมเรื่องสารที่เราใส่เข้ามาหลายตัวก็นำเข้ามาจากยุโรป ต้นทุนเราก็สูงพอสมควร แต่เราก็สามารถบริหารจัดการได้กับราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ” ผู้บริหารเน้นย้ำ

“เทรนด์ปัจจุบันคนใส่ใจเรื่องสุขภาพ ที่สำคัญคือถ้าเขาทดลองแล้วว่าอะไรที่ดีจริงเขาก็จะซื้อซ้ำ อะไรที่เขาเห็นว่าไม่เวิร์ก เขาก็ไม่ซื้อ อันนี้เป็นตรรกะที่เห็นชัดว่าสินค้าเราตอบโจทย์”

ถามต่อถ้ามีคุณสมบัติที่ดีแบบนี้ กินซ้ำๆวันละหลายขวด จะมีปัญหาเรื่องน้ำตาลหรือไม่ เขายิ้มตอบว่า จริงๆมันก็มีน้ำตาลอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าต้องการดื่มเยอะแนะนำไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ที่ลดปริมาณน้ำตาลลงถึง 75%

แมนซั่มฝาสีเทา ลดน้ำตาล 75% ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ

จากโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ของแมนซั่มที่ล๊อนซ์ออกมาล่าสุดในปีนี้ กับแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้าตาลน้อย ที่ลดปริมาณน้ำตาลลง 75% โดยมี 2สูตร ให้เลือก

• สูตร 1 เครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา น้าตาลน้อย ขวดสีฟ้า มีคอลลาเจน วิตามินซีสูง ซิงค์สูง อร่อย สดชื่น ดูดี น้ำตาลน้อย

• สูตร 2 เครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา น้าตาลน้อย ขวดสีส้ม มีแอลคาร์นิทีน สารสกัดจากถั่วขาว และผงกระบองเพชร อร่อย สดชื่น หุ่นเฟิร์ม น้ำตาลน้อย

นี่เป็นสองตัวทีเด็ดที่เขามั่นใจว่าจะมาสร้างตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ให้กลับมาคึกคัก

“มีลูกค้าจำนวนมากที่คอมเมนต์ว่าชอบรสชาติ แต่อยากได้แบบที่น้ำตาลน้อยลงเพื่อที่จะดื่มได้มากขึ้นได้บ่อยขึ้น ก็เป็นที่มาที่เราทำแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้ำตาลน้อย ซึ่งเป็นทางเลือกมากขึ้น เราได้รับการรับรองให้ใช้เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข แสดงว่าได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมกับภาวะโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย และสามารถดูเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพได้บนฉลากเครื่องดื่มแมนซั่ม ฝาเทา สูตรน้ำตาลน้อย”

 

หวานกำลังดี ถูกใจ ใช่เลย

มาถึงไฮไลท์กับหนังโฆษณาที่กำลังทอล์กออฟเดอะทาวน์ “หวานกำลังดี ถูกใจ ใช่เลย” ที่ทำออกมาเป็นมิวสิควิดีโอ แต่ไม่ใช่แค่ MV ธรรมดา งานนี้หัวเรือใหญ่สั่งกับทีมงานที่ปรึกษาเอเยนซี OM เลยว่า ถ้าจะทำต้องทำแบบพิเศษ ไม่ธรรมดาแน่นอน

“ขึ้นชื่อว่าแมนซั่ม ทำอะไรต้องพิเศษ ถ้าธรรมดาไปมันไม่ใช่เรา ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเปิดตัวมาแล้ว เราเป็นแบรนด์แรกที่ออกมาประกาศว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย หรืออย่างปีที่แล้วที่คนอื่นแข่งออกแคมเปญลุ้นชิงโชค แต่เราก็แหวกแนวมาเลย ไม่ต้องลุ้นโชค ดื่มแมนซั่มก็ได้เลยทันที”

งานนี้เอ็มวี ‘ใช่เลย’ เวอร์ชั่นของแมนซั่ม จึงเป็นเอ็มวีตัวแรกของประเทศไทยที่สามารถเลือกปรับลดและเพิ่มความหวานได้ตามใจผู้ชม ผ่านทาง www.mansomemv.com โดยขณะที่ MV กำลังเล่นนั้น ผู้ชมสามารถกดปุ่มบวก(+) เพื่อเพิ่มระดับความหวานของพระเอกเอ็มวี และปุ่มลบ(-) เพื่อลดระดับความหวานของพระเอกเอ็มวีที่มีทั้งหมด 3 คน 3 สไตล์ คือโรแมนติกสุด กากสุด และพอดีสุด ซึ่งเมื่อปรับลดระดับ หรือเพิ่มระดับ ภาพก็จะเปลี่ยนไป ทั้งเนื้อร้องและเนื้อเรื่องก็เปลี่ยนตามไปด้วย ตรงนี้ที่เป็นความเจ๋ง คือตัว MV ต้องทำถึง 3 เวอร์ชัน แล้วมาประกบกัน

“เราไม่ได้บอกว่าของเราไม่ได้หวานเลย แต่เราต้องการบอกว่าความหวานที่กำลังพอดีนั้นดีที่สุด ซึ่งเอ็มวีนี้ก็ยิงเมสเซสได้ตรงกับสินค้า”

ความโดดเด่นคือของตัว MV คือสามารถ Interactive กับคนผู้ชมได้ ตรงนี้ที่ศุภชัยให้ความสำคัญ ไม่ว่าการรับรู้จะมากแค่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับคอมเมนต์ของผู้ชมผู้บริโภค ว่าฟีดแบกกลับมาอย่างไร คนเข้าใจเมสเซสมากแค่ไหน ตลอดจนต่อยอดภาพลักษณ์แบรนด์ในเรื่องของสินค้าอินโนเวทีฟได้อย่างไร ซึ่งเขาบอกว่างานนี้ ได้ “บวก”เกินเป้าที่คาดไว้ 

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปีนี้ ซึ่งตลอดทั้งปีศุภชัยบอกว่าจะมีของเด็ดมาให้ดูอีก แต่ตอนนี้ต้องอุบไว้ก่อน

ใครที่ยังไม่เคยดู ห้ามพลาด ต้องคลิก บอกเลยว่าสนุกมาก