All posts by Konkrai

บวมเป็นปลาทองขนาดนี้! เพราะ “ก่อกรรมทำเค็ม” ไว้เยอะ อีกหนึ่ง idea สุดเจ๋งจากนอติลุส ไลท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยชอบรับประทานอาหารแบบเน้นตามใจปาก ไม่ก็ดูแค่ราคา มากกว่าจะเลือกสรรวัตถุดิบแบบคลีนๆ ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ที่จะเจออาหาร ที่มีส่วนผสมของโซเดียมเยอะมาก ซึ่งก็เป็นที่มาของอาการตัวบวม หน้าบวม และการเกิดโรคต่างๆ

เพื่อเป็นการให้ความรู้กับผู้บริโภคมากขึ้น แบรนด์ นอติลุส ไลท์ ได้ทำหนังโฆษณาออกมาเรื่องหนึ่งกับผลงานชื่อ “ก่อกรรมทำเค็ม”  แค่ชื่อ ก็เรียกแขกใช่เล่น ใครยังไม่ดู เชิญคลิกเบาๆ

หนังโฆษณานี้ ทำขึ้นมาเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าการกินอาหารที่มีโซเดียมสูงหรือมีรสเค็มมากๆ นั้นสามารถทำให้เราตื่นมาหน้าบวมเป็นปลาทองได้ โดยสื่อสารผ่าน IDEA ที่ว่า “ก่อกรรมทำเค็ม ระวังผลเค็มจะตามทัน”

 

เนื้อหาเป็นเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่ตื่นมาแล้วหน้าบวมเป็นปลาทองจึงทำให้จำกันไม่ได้จนเกิดเป็นปัญหาทะเลาะกันใหญ่โต ซึ่งสาเหตุก็มาจากการก่อกรรมทำเค็มของทั้งคู่ นั่นคือการชอบกินอาหารที่มีรสเค็มจัด สุดท้ายผลเค็มเลยตามทันทำให้ตื่นมาหน้าบวม และทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือการเปลี่ยนมากินอาหารที่มีโซเดียมต่ำเค็มน้อย อย่างเช่น นอติลุส ไลท์ ที่มีโซเดียมน้อยกว่าสูตรปกติ 30% นั่นเอง

 

ความโดดเด่นก็อย่างที่เห็น นั้นคือ หนังเรื่องนี้เล่นกับพฤติกรรม “กินเค็มจนหน้าบวม” ได้ชัดเจน เริ่มเรื่องมาก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เอาปลาทองมาเต็มๆ 2 ตัว ไม่สิ รวมหมาน้อยด้วย 3 ตัว ให้เห็นไปเลย ไม่ว่าใครก็ตามจะคนจะหมา ถ้ากินเค็มเยอะเกินไป หรือ กินโซเดียมเยอะเกินไป คุณจะรับ “ผลกรรม“ แบบนี้ คือ หน้าจะ “บวมเป็นปลาทอง”

อันนี้ล่ะที่แอดมินชอบ จริงๆ มู้ดแอนด์โทนความสนุกแต่คมแบบนี้เป็นงานสไตล์ที่นักโฆษณาไทยถนัด แต่ช่วงหลังเราไม่ค่อยได้เห็นงาน Idea คมๆ แบบนี้เท่าไร ซึ่งคลิปนี้ประสบความสำเร็จมาก วัดจากเอนเกจเมนต์ทันทีที่ปล่อยคลิป ไม่นานยอดวิวก็แตะล้านอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีคนคลิกเข้าชมแล้วเกินกว่า 2.5 ล้านวิว พร้อมกับคอมเมนต์แอนด์แชร์ในทางบวกทั้งตัวหนังและการรับรู้ผลิตภัณฑ์ตลอดจนแบรนด์

“นอติลุส ไลท์ สูตร โซเดียมน้อยกว่า 30%” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจ ของ กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด ที่จะช่วยส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มต้นง่ายๆ แค่ “กิน” ให้เป็น

กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจอาหารชั้นนำระดับประเทศที่เติบโตอย่างมั่นคงมากว่า 38 ปี มีความมุ่งหวังที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตและพร้อมเติมเต็มสิ่งที่ดีให้แก่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยการสร้างสรรค์ทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารทุกมื้อ ซึ่งความมั่นคงทางอาหารนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอันจะนำไปสู่การมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

5 ความจริงที่สร้างปรากฏการณ์ “โลกเปลี่ยนไป #ประทับใจเหมือนเดิม” จาก KBANK

นี่น่าจะเป็น Corporate Campaign ที่แอดมินดูแล้วชอบที่สุด ชอบจริงจัง นี่ก่อนเขียนคอนเทนต์ก็เปิดดูย้อนไปย้อนมาหลายรอบ เส้นเรื่องที่ชวนให้นึกถึงหนังโปรดในดวงใจอย่างเรื่องแฟนฉัน องค์ประกอบบรรยากาศต่างๆชวนให้นึกถึงยุค 80-90 จนถึงปัจจุบัน  เทคโนโลยีกับพฤติกรรมวัยรุ่นยุคนั้น เฮ้ย มันใช่ว่ะ และที่สำคัญเลือกเพลงประกอบมานี่โดนสุดๆ ดูเพลินจนจบ

แค่ดูรอบแรกก็คิดในใจละว่า “มาแน่ๆ” แล้วก็อย่างที่คิด ไม่ทันไรแค่ 5 วันยอดวิวขึ้นไปกว่า 11 ล้านวิว แล้วก็มาจากออแกนิควิวเยอะมาก ทั้งคนไลค์ คนแชร์ คนคอมเมนต์ success มาขนาดนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว ใครยังไม่เคยดู คลิกเบาๆ รับประกัน 5 นาทีนี้ คุ้มค่าเน็ต ค่าไฟแน่นอน

Less is more

ตัวหนังได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ และความรู้สึกประทับใจของคนสองคนที่มีให้กันผ่านยุคผ่านสมัยต่างๆ ซึ่งหลายสิ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่ความรู้สึกดีๆ ก็ยังคงอยู่ โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์บนวิถีชีวิตที่ทุกคนล้วนต้องเคยผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้วในแต่ละยุคสมัย ที่ความรู้สึกของมนุษย์ก็ยังคงเดิมอยู่ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ก็ตาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ message ของตัวหนัง  โดยปกติถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นหนังโฆษณาของแบงก์ ส่วนใหญ่ก็ฮาร์ดเซลล์ โปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบต่างๆ แต่งานนี้กสิกรไทยบอกไม่ขายอะไรทั้งนั้น ขอแค่ให้คำว่า “บริการทุกระดับประทับใจ” เข้าไปตราตรึงในใจผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งคำนี้เป็นสโลแกนธนาคารสีเขียวมาเกือบครึ่งศตวรรษ จึงออกมาเป็นผลงานหนังโฆษณา“สบายดีหรือเปล่า?” ที่กำลังสร้างทอล์คออฟเดอะทาวน์ในโซเชียล ณ ตอนนี้

 

ประทับใจ

อย่างที่เรารู้กันว่าจุดแข็งของกสิกรไทยนับตั้งแต่อดีตคือ “การบริการ” สมัยก่อนอาม่า อาซิ่ม พ่อค้าแม่ค้า ไปจนเอสเอ็มอีพันหมื่นล้าน เดินเข้ามาเจอแอร์เย็นๆ มีเก้าอี้ให้นั่ง พนักงานพูดไพเราะ ช่วยจัดการธุรกรรมการเงินให้เป็นเรื่องง่าย ตรงนี้ที่ทำให้แบงก์สีเขียวประสบความสำเร็จ ใครๆ ก็รัก เพราะความประทับใจที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากบริการประทับใจแล้ว อีกมิติหนึ่งคือ การเป็นผู้นำนวัตกรรมด้วย ถ้าย้อนดูจะเห็นว่ากสิกรไทยเป็นแบงก์ที่มีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ หรือมีนวัตกรรมของอุตสาหกรรมให้ลูกค้าสะดวกขึ้นอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต, Mobile Banking, Blockchain เป็นรายต้นๆ เป็นต้น

จนกระทั่งมาสู่ยุคดิจิทัลในปัจจุบัน เทคโนโลยีของผู้นำสีเขียว ก็ยังคงทำให้เราประทับใจไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าแม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ความสัมพันธ์ และเรื่องราวดีๆยังคงอยู่เสมอ ธนาคารกสิกรไทยจึงมุ่งมั่น และใส่ใจในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกคน ดั่งปณิธาน “บริการทุกระดับประทับใจ” อันนำไปสู่การเป็นธนาคารในใจลูกค้าตลอดไป

 

 

 

 

 

เมื่ออารียาให้มากกว่าบ้าน แคมเปญล่าสุดที่ตอบโจทย์มากกว่า

จากสภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นการระบายสต็อกคงค้างให้หมดไปแทนการเปิดตัวโครงการใหม่ ที่ทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องงัดกลยุทธ์ทุกเม็ดมาแข่งขัน

ซึ่งช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการตลาดที่เข้มข้นขึ้น  ทั้งราคาโปรโมชั่นของแถมดึงดูดลูกค้า ดังนั้นถ้าจะบอกว่าช่วงไหนที่ควรเลือกซื้อบ้านที่สุด  Marketeer ขอฟันธง ก็ต้องช่วงนี้ล่ะ

และที่เขย่าวงการอสังหาฯ ล่าสุด น่าจะเป็นอารียาฯ แบรนด์บ้านคุณภาพอีกหนึ่งแบรนด์  ที่ส่งแคมเปญ “ให้ครบ…จบเลย” ลุยตลาดปลายปีนี้ ซึ่งต้องบอกว่าแนวคิดของแคมเปญนี้น่าสนใจใช่ย่อย

 

ที่ผ่านมาถ้าเราซื้อบ้าน นอกจากเรื่องทำเลที่ตั้ง ฟังก์ชัน ราคากับคุณภาพบ้านแล้ว ตัวกระตุ้นชั้นดีอีกอย่างก็คือ การตกแต่งบ้านตัวอย่าง รับประกันเลยว่า ทุกที่แค่เราเดินเข้าไปก็อยากจะล้มตัวลงที่โซฟา จินตนาการตัวเองกำลังนั่งกินข้าว เล่นเกมส์ที่มุมนั้น นั่งอ่านหนังสือที่มุมนี้ …ตัดภาพความเป็นจริง อ้าว..เหลือแค่บ้านเปล่าๆเท่านั้น ที่เหลือไปเติมเอง (ซี่งออกมาสวยหรือเปล่า นั่นอีกเรื่อง)

งานนี้อารียาเข้าใจความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่กำลังสร้างเนื้อตัว สร้างชีวิต คุณคิดแค่เรื่องงานหรือจัดการเรื่องอื่นๆไป ส่วนเรื่องบ้านปล่อยเป็นหน้าที่ของอารียา

เลือกแค่อย่างเดียวพอ เพราะที่เหลืออารียาจัดให้ครบ

ด้วยการจัดเต็ม ทุกอย่าง ตั้งแต่การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์คุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง SB Furniture อาทิ ชุดโซฟา ชั้นวางทีวี เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหาร  ผ้าม่านและยังมอบชุดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีก จำนวน 5 ชิ้น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ขนาด 12,000 BTU  โทรทัศน์จอ LED ขนาด 40 นิ้ว เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ และตู้เย็น ซึ่งไม่มีบริษัทใดทำมาก่อน ซื้อปุ๊บแถมให้ปั๊บ

ไม่หมดแค่นั่น นี่รวมถึงชุด Complete Life set ของใช้ในบ้าน อาทิ จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ด้วยนะ เชื่อแล้วว่า “ให้ครบ จบเลย”จริงๆ

งานนี้ชัดเจนว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ที่กำลังสร้างชีวิต สร้างครอบครัว ข้อดีคือคุณไม่ต้องเสียเวลาไปสรรหาด้วยตัวเอง มาแต่ตัวก็สามารถจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่โครงการของอารียาได้เลยทันที ซึ่งนอกจากฟังก์ชันครบแล้ว แน่นอนว่าดีไซน์ก็จะออกมาสอดคล้องกับแบรนด์บ้านหรือคอนโดฯนั้นๆด้วย  ภายใต้แบรนด์ The Colors ,The Village , AREEYA Como และa space ME

เชื่อว่านี่เป็นอีกการสร้างสรรค์แคมเปญดีๆ ที่น่าจะตอบโจทย์ลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/areeyahome/

“สู้ดิสู้ EVERYONE CAN DO IT” Supersports ครบรอบ 20 ปี จัดแคมเปญใหญ่สนับสนุนให้คนไทยออกกาลังกาย

เพราะหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซูเปอร์สปอร์ตในฐานะบริษัทขายอุปกรณ์กีฬาอันดับหนึ่ง นอกจากการเติบโตผลกำไรแล้ว พันธกิจขององค์กรอีกอย่างนั่นคือการสนับสนุนให้คนไทยสุขภาพดีทุกคน

ซึ่งปีนี้เป็นปีครบรอบ 20 ปี ของซูเปอร์สปอร์ต เป็นที่มาการจัดแคมเปญใหญ่ “Supersports 20th Anniversary”  เฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ ด้วยกิจกรรมที่จะเสริมให้คนไทยออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น

 

 

“สู้ดิสู้ EVERYONE CAN DO IT”

“สู้ดิสู้ ๆๆๆๆๆ” เสียงร้องปลุกใจของชินวุฒิ ดังหลายครั้ง จากหน้าฟีดที่หลายคนแชร์ จนทำให้เราสงสัยว่านี่เป็นเพลงใหม่ของเขาหรือเปล่า

นี่คือ Viral Clip  ทางออนไลน์ ที่ออกมาสร้างการรับรู้แคมเปญ ซี่งประสบความสำเร็จใช้ได้เลยทีเดียว ใครยังไม่ดู เชิญคลิกเบาๆด้านบน

เห็นได้ว่าความพิเศษของงานชิ้นนี้คือวิธีการคิด อย่างที่บอกงานนี้ซูเปอร์สปอร์ตต้องการปลุกใจให้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น แต่อย่างที่รู้กันว่าปัญหาของคนไม่ออกกำลังกาย เพราะไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าออกกำลังกายแล้วดีอย่างไร แต่เป็นเพราะไม่ยอมเริ่มต้น เริ่มไปแล้วก็เบื่อ พูดง่ายๆขี้เกียจ และก็หาข้ออ้างไปเรื่อย

หัวใจสำคัญ คือการให้ทุกคนออกกำลังกาย

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาบอกว่าออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างไร แต่ใช้วิธีการกระตุ้น ปลุกใจ เร่งเร้า สู้ดิ เอาหน่อย(สิวะ)  ให้พวกเขาฮึดที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับจิตใจ (อันขี้เกียจ)ของตนเอง

และชิน ชินวุฒิก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของซูเปอร์สปอร์ต ที่คอยยืนเคียงข้าง ตะโกนกระตุ้นให้เราไม่ยอมแพ้ ร่วมต่อสู้ เสมือนเพื่อนเสมือนโค้ช ไม่ว่าจะต่อยมวยไปกับเรา ปั่นจักรยานกับเรา วิ่งไปข้างหน้า เพื่อเข้าสู่เส้นชัยไปพร้อมๆเราทุกคน

ซึ่งคลิปวิดีโอนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี จากแฟนเพจที่มาแสดงความเห็น แสดงว่าเมซเซสที่ส่งไปนั้นสัมฤทธิ์ผล ตรงกับความตั้งใจของแคมเปญนี้นั่นคือการกระตุ้นให้คนออกกำลังกายให้มากขึ้น

ดูจบถ้าชอบอย่าลืมแชร์นะ นอกจากเพื่อเก็บไว้กระตุ้น ตนเองแล้วยังได้ช่วยเหลือสังคมอีกด้วย เพราะซูเปอร์สปอร์ตจะบริจาคอุปกรณ์กีฬามูลค่ารวม 1 ล้านบาทให้กับน้องๆ นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนจำนวน 20 โรงเรียนทีเดียว เอ้า แชร์สิ รอไร

 

คืนกำไรด้วยแคมเปญครบรอบ 20 ปี

อย่างที่บอกว่างานนี้ ซูเปอร์สปอร์ตใจป๋า ให้เด็กๆต่างจังหวัดแล้ว มีหรือจะลืมลูกค้าผู้คุณูปการมายายนานกว่า 20 ปี

งานนี้มาพร้อมบิ๊กแคมเปญ EVERYONE CAN DO IT คืนกำไรให้ลูกค้าด้วยสุดยอดรางวัล ช้อปทุก 2,000 บาท รับคูปองชิงโชค 1 ใบลุ้นรับรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส ใหม่ รุ่น S CVTและของรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท*  พร้อมสิทธิส่วนลดพิเศษอีกมากมายผ่านบัตรเครดิตชั้นนำ

ศึกษาโปรโมชั่นต่อได้ที่  http://www.supersports.co.th/20th-anniversary/

 

เปิดตัวน้องแชมป์ สติ๊กเกอร์ดุ๊กดิ๊ก

ซึ่งงานนี้ได้เปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการไปแล้ว ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในงานนอกจากมีการเปิดตัว Viral Clip  “สู้ดิสู้” เพื่อปลุกกระแสรณรงค์ให้คนไทยหันมารักการออกกำลังกายแล้ว ยังมีกองทัพดาราผู้รักการออกกำลังกาย นำโดย ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน, เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ, ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์  และ โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร มาร่วมพูดคุย กระตุ้นให้ออกกำลังกายกันเยอะๆ

และอีกหนึ่งไฮไลท์คือการเปิดตัว LINE Sticker Nong Champ Version Animate ชุดใหม่ ในเวอร์ชั่น ดุ๊กดิ๊ก พร้อมให้โหลดในวันที่ 25 ก.ค. 60 เป็นต้นไป (ระยะเวลา 30 วัน) พร้อมกิจกรรมลุ้นรับรางวัลพิเศษเฉพาะแฟน LINE Supersports Official Account เท่านั้น

 

 

 

 

มากกว่าธุรกิจ คือพันธมิตร “ช่วยเพื่อน” ให้เพื่อน “ช่วยชีวิตคนไทย”

“มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านหนึ่งมาคุยกับผม บอกว่าอยากยกบำรุงราษฎร์เป็นต้นแบบโรงพยาบาลในจังหวัดของท่าน ผมตอบทันทีว่าผมจะสนับสนุนทุกอย่างที่ทำให้ปณิธานของท่านผอ.เป็นจริง… ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วันนี้โรงพยาบาลไม่ควรต่างคนต่างพัฒนา และความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้วงการแพทย์ประเทศไทยพัฒนาขึ้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ดียิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมพูดตลอดมา และจะพูดต่อไป”

รศ.นพ.สมศักดิ์ เชาว์วิศิษฐ์เสรี ผู้อำนวยการด้านบริหารร่วมและผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นั่งพูดคุยกับเราแบบ Exclusive และประโยคข้างต้นบอกถึงหัวใจสำคัญของการลงนาม MOU พันธมิตรโรงพยาบาลในครั้งนี้

MOU สู่ความร่วมมือบริบาลทางการแพทย์แบบไร้รอยต่อ

Marketeer เดินทางมาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อเป็นหนึ่งในสักขีพยานความร่วมมือครั้งสำคัญในวงการโรงพยาบาลประเทศไทย ในการจัดตั้ง MOU เพื่อผนึกพันมิตรโรงพยาบาลทั่วประเทศ ขยายตลาดบริการทางการแพทย์ ร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ร่วมกันในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

“เมื่อก่อนการส่งตัวรักษาเป็นเรื่องลำบาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างจังหวัดซึ่งเครื่องมือบางที่ยังไม่พร้อม การเคลื่อนย้ายที่ล่าช้าก็กระทบกับคนไข้ และก็เรื่องของความรู้เทคโนโลยีรวมทั้งประสบการณ์ของทีมแพทย์ ซึ่งการลงนามความร่วมมือเสมือนกุญแจปลดล็อก ทำให้เครือโรงพยาบาลสามารถทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อมากที่สุด” หมอสมศักดิ์เริ่มเล่าที่มา

ปีที่ผ่านมานับเป็นก้าวที่สำคัญในวงการสาธารณสุขเมืองไทย เมื่อบำรุงราษฎร์รับบทบาทเป็นโต้โผในการประสานความร่วมมือระหว่างพันธมิตรโรงพยาบาลชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมในทุกๆ ด้าน โดยปีที่แล้วมีพันธมิตรถึง 35 โรงพยาบาล

ความร่วมมือนั้นประกอบไปด้วยการจัดตั้งทีมประสานงานอันประกอบไปด้วยแพทย์ พยาบาล เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย นี่คือหัวใจของความร่วมมืออันดับแรก ทำให้มีการส่งต่อข้อมูลและวางแผนการรักษาร่วมกัน เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีสภาวะโรคที่ซับซ้อน มีความรุนแรง รับช่วงต่อโดยโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อมโดยไม่สะดุด จนคนไข้มีอาการคงที่ ปลอดภัย ก็จะมีการส่งกลับไปยังโรงพยาบาลพันธมิตรเพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง

 

สานต่อความสำเร็จ จาก 35 สู่ 51 โรงพยาบาล        

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา หมอสมศักดิ์เล่าให้ฟังว่า ประสบความสำเร็จมากเป็น หลายโรงพยาบาลได้ทั้งความรู้ และการประสานความช่วยเหลือคนไข้ จากความสำเร็จนำมาสู่การต่อยอดความร่วมมือครั้งที่สองในปีนี้ กับพันธมิตรที่เพิ่มอีก 16 โรงพยาบาลทั่วภูมิภาคประเทศไทย

 

“เราลุกขึ้นยืนเป็นกระบอกเสียงคนเดียวไม่ได้ซึ่งต้องขอบคุณพันธมิตรที่มาด้วยความจริงใจ ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นเรื่องดีที่ทุกคนได้ประโยชน์ เรามาแบ่งปันความชำนาญซึ่งกันและกัน ทุกคนอาจมองว่าบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลใหญ่มีเทคโนโลยี เครื่องมือดีอยู่แล้ว คำถามคือทำไมต้องพัฒนาร่วมกับคนอื่นด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว วิชาชีพแพทย์ต้องอัพเดตตลอดเวลา มีงานวิจัยอะไรบ้างที่น่าสนใจศึกษาพัฒนาต่อซึ่งเปลี่ยนไปตลอดเวลา เราเองก็ต้องศึกษาทุกเคสที่น่าสนใจของภูมิภาค ต่างพื้นที่
นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้ร่วมกัน โดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือช่วยคนไข้ให้ดีที่สุด”

 

เสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี

อย่างที่ทราบว่ารพ.บำรุงราษฎร์ ได้ให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านต่างๆเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษามะเร็ง ที่มีการใช้รังสีรักษา (Radiotherapy) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ได้นำระบบ Artificial Intelligence (AI) มาร่วมใช้งานทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัย และวางแผนการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็ง

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเกื้อหนุนการให้บริการทางการแพทย์ร่วมกันแล้ว สิ่งที่เขาคาดหวังคือจะสามารถพัฒนาต่อยอดงานวิจัยอื่นๆที่ช่วยพัฒนาการรักษามะเร็ง รวมทั้งโรคยอดฮิตอื่นๆ ในอนาคตได้

“อย่างเรื่อง AI ที่ทั่วโลกพูดกัน ตอนนี้เรากำลังพัฒนาให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมทางการแพทย์ตลอดทุกขั้นตอน เช่น การดูแลรักษาเฉพาะบุคคล (Personalised Medicine) และการตรวจวินิจฉัย และการวิเคราะห์ ไปจนถึงกระบวนการวางแผนเพื่อรักษาผู้ป่วย ครั้งนี้เรามีพันธมิตร 3 ภาคีที่เป็นโรงเรียนการแพทย์ ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งตรงนี้เราก็จะแลกเปลี่ยนงานวิจัย ประสานความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและสร้างความเจริญเติบโตทางด้านการแพทย์อย่างยั่งยืนร่วมกัน”

 

“ช่วยเพื่อน” ให้เพื่อน “ช่วยชีวิตคนไทย”

หมอสมศักดิ์เน้นเสียงแน่นว่าปรากฏการณ์ความร่วมมือที่เกิดขึ้นคือ “นวัตกรรมทางการแพทย์” และจะเป็นแนวทางการขยายธุรกิจของบำรุงราษฎร์ต่อไป

 

“วันนี้เราเป็นเพื่อนโดยมีศักดิ์เท่ากัน ไม่ใช่ว่าใครโรงพยาบาลใหญ่ต้องเป็นพี่ใหญ่ ไม่ใช่แบบนั้น แต่เราเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อกัน และเมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือในสิ่งที่เราช่วยได้ ผมก็พร้อมเต็มที่ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของคนไข้ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ห่างไกล”

 

ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจโรงพยาบาลขับเคลื่อนไปอย่างเข้มข้น คีย์เวิร์ดของผู้ให้บริการทางการแพทย์คือการพัฒนาเทคโนโลยี ลงทุนเครื่องมือใหม่ๆ รวมทั้งยกระดับมาตรฐานการบริการ
ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงค่ารักษาสูงขึ้นตามไปด้วย

 แม้ว่านี่คือบริบทตามที่ทุกองค์กรธุรกิจควรจะต้องเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หมอสมศักดิ์มองลึกกว่านั้น บริบทของธุรกิจโรงพยาบาลต้องเป็นอะไรที่มากกว่า “การทำกำไร” หรืออาจจะพูดได้ว่า ถ้าธุรกิจโรงพยาบาลจะยั่งยืน ต้องพัฒนาทั้งระบบการแพทย์ ซึ่ง MOU ในวันนี้ คือคำตอบของความยั่งยืนในวันพรุ่งนี้…

มันช่างนุ่มลิ้น..วินนามิลค์ โยเกิร์ตระดับโลกขายในไทยแล้ว

ทันทีที่เหลือบเห็น Vinamilk วางอยู่บนเชลฟ์โยเกิร์ตในซูเปอร์มาร์เก็ต ฮอร์โมนความตื่นเต้นก็ไปกระจุกรวมที่ดวงตาแลเป็นประกายวับๆ ต้องจับมาดู คิดในใจเบาๆ “เฮ้ย ใช่จริงด้วย”

ไม่รู้ว่าผู้อ่านคนไหนชอบกินโยเกิร์ตแบบแอดมินบ้าง แต่ถ้าใครที่เดินทางไปต่างประเทศพักโรงแรม 5 ดาว ก็อาจจะคุ้นตากับ แบรนด์ วินนามิลค์แน่นอน โดยเฉพาะใครที่ไปเวียดนาม อันนี้นี่ถือเป็นไอเท็มที่พลาดไม่ได้ถ้าไปเยือนแดนเฝอ คิดในใจเบาๆอีกครั้ง ว่างานนี้ต้องไปสืบว่าใครเอาเข้ามาขาย

 

ทีม Marketeer เราเดินทางไปงามวงศ์วาน 57 แหงนหน้ามองชื่ออาคาร “ชาญนคร” ทำให้ลังเลว่ามาถูกที่หรือเปล่า เพราะนี่คือสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ชาญนครวิศวกรรม จำกัด ที่เป็นธุรกิจก่อสร้างทำโรงงานเบอร์ต้นๆประเทศ (ไฉนฉีกมาไกลขนาดนี้?) ไม่นานเลขาก็เชิญเราให้เข้าไปพบผู้บริหาร โอเค เรามาถูกที่แล้ว

 

จากแฟมิลี่ทริปสู่นิวบิสซิเนส

ศิริ์วัศ ธรรมรัตโนทัย กับ ศศิพัชร์ ธรรมรัตโนทัย สองผู้บริหารของ ชาญนครวิศวกรรม นั่งพูดคุยกับเรา นอกจากการดูแลธุรกิจก่อสร้างที่ศิริ์วัศ เป็นผู้บริหารทายาทรุ่นที่สอง ต่อจาก ชาญชัย ธรรมรัตโนทัยผู้ก่อตั้งแล้วนั้น ทั้งสองคนยังเป็นผู้บริหารบริษัท ท็อปโมส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย วินนามิลค์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทยด้วย

“ปีที่แล้ว พี่กับคุณโก๋(ศิริ์วัศ)เดินทางไปฮานอย ไปแบบแฟมิลี่ทริป ก็กินอาหารเช้าที่โรงแรม เราก็สะดุดใจว่าโยเกิร์ตอร่อยดีนะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่ได้เห็นเป็นแพ็กเกจจิ้งตั้งแต่ตอนแรก พอตอนไปเที่ยวนั่งรถผ่านร้านค้าได้ยินพี่สาวร้องเสียงตื่นเต้น วินนามิลค์ ๆๆๆ จอดๆๆ เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ ที่เรากินเมื่อเช้าอร่อยๆก็คือแบรนด์นี้ และก็มีแฟนคลับคนไทยด้วย ก็เลยคุยกันเล่นๆกับคุณโก๋ว่าเราเอาเข้ามาขายบ้านเราดีไหม”

“ซึ่งผมก็บ้าจี้ เอาสิลุยเลย” ศิริ์วัศ ยิ้มอารมณ์ดี

 

ตลาดไม่โตก็ต้องช่วยทำให้มันโต

เขาไม่ได้พูดเล่น หลังจากกลับมาถึงประเทศไทย ศิริ์วัศ ก็ทำการบ้านค้นหาข้อมูลตลาดโยเกิร์ตประเทศไทยเพิ่มเติม โดยพบว่าปัจจุบันตลาดโยเกิร์ตแบบถ้วยประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 4,700 ล้านบาท โดยตกลงจากปีที่แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมองว่าตลาดตกแบบนี้ ทำไมต้องเข้ามาแข่งขันด้วย แต่สำหรับคนคิดต่างอย่างเขากลับมองว่า “ตลาดไม่โตก็ต้องช่วยทำให้มันโต”

“ผมเป็นคนชอบนม ชอบขนมอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าโยเกิร์ตมีประโยชน์แต่เราไม่ค่อยกินเพราะรสชาติยังไม่ถูกใจ วันนี้เรารู้จักตัวนี้แล้ว เราชอบ เออของเขาดีนะ เราก็อยากให้คนไทยได้ลองของดีๆ และมันจะสำเร็จที่สุดถ้าเราสามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้กินโยเกิร์ตกันมากขึ้น โดยเฉพาะโยเกิร์ตที่ไม่มีน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อยที่จะได้เรื่องสุขภาพจริงๆ”

ทั้งๆที่เป็นของมีประโยชน์ แต่ปัจจุบันอัตราการบริโภคโยเกิร์ตของคนไทยยังน้อยมาก หรืออยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลกรัม/คน/ปี ห่างจากประเทศญี่ปุ่น 1.5 เท่า อยู่ที่ 90 กิโลกรัม/คน/ปี หรือในส่วนโซนยุโรปที่จะได้บริโภคเข้ามามากถึง 200 กิโลกรัม/คน/ปี

“ฝรั่งเขากินแบบออริจินัลโยเกิร์ต คือเป็นโยเกิร์ตที่ไม่ใส่น้ำตาลเลยวันละ 2 ถ้วย ส่วนคนไทยกินโยเกิร์ตตามกระแส เราอยากเปลี่ยนให้คนไทยกินโยเกิร์ตเป็นประจำเพื่อสุขภาพ ซึ่งในท้องตลาดทั่วไปโยเกิร์ตก็ออกรสหวาน ของวินนามิลค์จะเน้นแบบสุขภาพ โดยแบบออริจินัลโยเกิร์ตที่เป็นตัวชูโรง แต่ก็มีรสหวานน้อย เพื่อคนไทยจะได้กินง่ายหน่อย แล้วก็มีรสผลไม้เพิ่มความอร่อยสำหรับเด็กๆ” เขาอธิบาย

 

มีดีที่คุณภาพ มาตรฐานยูโรเปี้ยนสตาร์ (European Fermentation Technology) หนึ่งเดียวในประเทศไทย

ด้วยเนื้อละเอียดนุ่มสุดๆ แบบที่ไม่เหมือนเจ้าไหนในบ้านเรา ที่สำคัญคือคุณภาพผ่านมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรองรับจากยูโรเปี้ยนสตาร์ (European Fermentation Technology) ซึ่งเป็นมาตรฐานในยุโรป จึงทำให้ถูกเลือกวางบนเชลฟ์อาหารในโรงแรม 5 ดาวอย่าง Park Hyatt, Marriot, Inter Continental,  Sheraton, Novotel เป็นต้น และเป็นโกลบอลแบรนด์ที่ส่งออกไปยัง 43 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยล่าสุด

“อาจจะเป็นความโชคดีของเราก็ได้ เพราะตอนแรกไม่ได้รู้จักแบรนด์นี้เลย แต่พอชิมแล้วชอบ มาศึกษาเพิ่มเติมถึงได้รู้ว่าแบรนด์VINAMILK แข็งแรงมาก นอกจากจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามแล้ว วินนามิลค์ยังครองตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าคุณภาพอันดับ 1 ของเวียดนามมาโดยตลอด รวมทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของเอเชียที่มีผลกำไรสูงสุดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เลยตัดสินใจส่งอีเมล แล้วก็เดินทางไปพูดคุยกัน จนในที่สุดเราก็ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย”ศิริ์วัศ เล่า โดยบริษัท ท็อปโมสต์ เอ็นเตอร์ไพรส์ได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนาม แดรี โปรดักต์ (Vietnam Dairy Products JSC) ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย (เอ็กซ์คลูซีฟ ดิสทริบิวเตอร์) ผลิตภัณฑ์ โยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นม “วินนามิลค์” ในไทยแต่เพียงผู้เดียว

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ( Plain Yogurt ) ตัวชูโรงของแบรนด์วินามิลค์ เป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ด้วยวิธีการหมักโดยวิธีธรรมชาติ  ไม่มีวัตถุกันเสีย และไม่มีส่วนผสมของสารกันบูด ใด ๆ จึงได้รสชาติที่มาจาก นม และ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล และ ทานอาหารมังสวิรัติ

 

โยเกิร์ตหวานน้อย (Less Sugar Yogurt ) อันนี้กินง่ายสุดละ สำหรับแอดมิน สำหรับคนที่ยังรู้สึกว่าถ้าไม่มีน้ำตาลเลยมันปะแล่มๆไปหน่อย ตัวนี้ใส่น้ำตาลนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ทำให้รสชาติกินง่ายขึ้น

 

โยเกิร์ตผสมว่านหางจระเข้ (Aloe Vera Yogurt ) ถือเป็นตัวชูโรงของวินนามิคล์   ซึ่งตัวนี้มีกิมมิคเพิ่มมาคือ ว่านหางจรเข้ เพิ่มเท็กเจอร์ให้เนื้อโยเกิร์ตอร่อยขึ้น ที่สำคัญเนื้อมาเต็ม ได้ประโยชน์เหมาะสำหรับสาวๆ

 

โยเกิร์ต ซูซู รส แอปเปิ้ลผสมกล้วย (Susu Apple and Banana Yogurt ) เป็นหนึ่งในสองรสที่เอาใจเด็กๆและวัยรุ่น โดยผสมรสชาติจากผลไม้ ทำให้มีความเปรี้ยวหวานในระดับที่พอดี

 

โยเกิร์ต ซูซู รสสตอร์เบอรรี่ผสมกล้วย (Susu Strawberry and Banana Yogurt) กล้วย+สตอเบอรี่ ทำเป็นอะไรก็อร่อย และนี่น่าจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่คุณจะต้องมีไว้ติดตู้เย็น

 

 

เมื่อโยเกิร์ตระดับโลก มาถึงมือคุณ

จากการชิมครบทุกรส บอกได้เลยว่าโยเกิร์ตแบรนด์นี้ มีดีที่คุณภาพและความอร่อยจริงๆ เนื้อละเอียดมาก เปิดฝามาก็เจอเนื้อเลย ไม่มีน้ำนองด้านบน ตรงนี้ที่รู้สึกว่าทำออกมาได้ดี

รสชาติที่ให้เลือกหลากหลาย แบ่งชัดเจนมีทั้งของผู้ใหญ่เน้นสุขภาพ และของเด็ก(แต่ผู้ใหญ่ก็กินได้)รวมกันถึง 5 รส

และที่สำคัญคือราคา ที่ 15 – 17 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดถือว่าสู้ได้อยู่

ความท้าทายคือเรื่อง “แบรนด์ดิ้ง” ถึงแม้ว่าจะเป็นโกลบอลแบรนด์ระดับโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นน้องใหม่ในตลาดบ้านเรา ที่คู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่างบัลแกเรีย โยเกิร์ต(ซีพี)นำโด่งทั้งยอดขายและแบรนด์เพอร์เซ็ปท์ชันเป็นโยเกิร์ตจากบัลแกเรีย พอมาถึงบ้านเราด้วยคำว่า “โยเกิร์ตเวียดนาม” คนไทยจะตั้งคำถามทันที  ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารทั้งสองต้องแก้เกมให้ได้

“ผมว่าตรงนี้ก็เป็นปกติเพราะค่านิยมคนไทยอะไรก็ตามที่ไม่ใช่สินค้าญี่ปุ่นหรือยุโรปเรามักจะมองข้ามสินค้านั้นไป แต่เราก็เชื่อมั่นด้วยคุณภาพที่พิสูจน์มาแล้วด้วยการขายไปทั่วโลก เรื่องแบรนด์ตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลา แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว คุณภาพจะเป็นตัวตัดสิน ซึ่งแค่คุณลองชิมก็รู้แล้วว่าของเราแตกต่าง”

ปัจจุบัน VINAMILK มียอดขายมากถึงราวปีละ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดขายของผู้เล่นรายใหญ่ 3 อันดับแรกในไทย (ดัชมิลค์ โฟร์โมสต์ และเมจิ) รวมกัน อีกทั้งยังมีอัตราการเติบโตที่สูงถึงปีละ 20% อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งช่วยให้ VINAMILK กลายเป็นผู้นำในตลาดนมเวียดนาม และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศได้มากถึงราว 75%

นั่นคือตัวเลขความสำเร็จ และเป็นความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก ที่ผู้บริหารทั้งสองมองว่า วินนามิลค์น่าจะมาทำตลาดที่ประเทศไทยได้ โดยเฉพาะการเป็นโยเกิร์ตที่รสชาติดี มีคุณภาพสูงที่น่าจะตอบโจทย์ทั้งคนที่ชอบโยเกิร์ตอยู่แล้ว ที่สำคัญคือคนที่ไม่ชอบโยเกิร์ตเลย เมื่อลองวินนามิลค์แล้วอาจจะเปลี่ยนใจ

 

รุกตลาดครบวงจร

ตอนนี้ใครที่สนใจสามารถซื้อได้แล้ว โดยวางตามโมเดิร์นเทรดช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลอว์สัน ฟู้ดแลนด์ โฮมเฟรชมาร์ท โลตัส บิ๊กซี แฟมิลี่มาร์ท แม็กซ์แวลู โดยอยู่ระหว่างกระจายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทางทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และไตรมาส4 นี้จะได้เข้าไปจำหน่ายที่คอนวีเนียนสโตร์อันดับหนึ่งอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น

“แบรนด์ดิ้งเป็นสิ่งที่เราจะโฟกัสเข้มข้นในช่วงนี้ ซึ่งมองการสื่อสารผ่านออนไลน์ เน้นสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะทดลองในสิ่งใหม่ๆ เน้นให้ความรู้ผู้บริโภคผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก  การทำหนังโฆษณาซึ่งเดี๋ยวจะได้เห็นในไม่นาน รวมทั้งกิจกรรมสนับสนุนการตลาดอื่นๆ ด้วยการโรดโชว์ ณ จุดขาย หรือตามแหล่งที่มีคนหนาแน่น และให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียและจัดโปรโมชั่น”

เมื่อถามถึงการตั้งเป้าผู้บริหารทั้งคู่ ตอบแบบถ่อมตนขอ 5-7% ก่อน ยังไม่เน้นยอดขาย เน้นให้ผู้บริโภคได้รู้จักและลองชิมดูก่อน และก็มีนมออแกนิคยูเอชทีที่ตอนนี้มีเพียงเจ้าเดียวในตลาดซึ่งราคาสูง แต่ของวินนามิลค์ราคาจับต้องได้มากกว่า ซึ่งจะค่อยๆทำตลาดสินค้าตัวนี้ต่อไป ตอนนี้ขอดันโยเกิร์ตให้เกิดก่อน

“การที่เราเข้ามาในตลาด เราไม่ได้คิดแค่เรื่องตัวเลขเท่านั้น สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้ควบคู่ไปกับการสื่อสารแบรนด์คือความรู้เรื่องประโยชน์ของโยเกิร์ตให้ผู้บริโภคได้รับรู้ เราพยายามบอกผู้บริโภคคือเราอยากให้คนกินโยเกิร์ตเยอะๆ เพราะตอนนี้คนกินโยเกิร์ตน้อยมาก บางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องกินของเราก็ได้ ซึ่งถ้าคุณชอบและอยากดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น วินนามิลค์คือตัวเลือกที่ดีมากๆสำหรับคุณ”ผู้บริหารทั้งคู่เน้นย้ำ

จากธุรกิจก่อสร้าง วันนี้ทายาทรุ่นที่สองริเริ่มบุกเบิกขยายธุรกิจใหม่ ฉีกไปด้านอาหารที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับตัวเอง แต่ด้วยความตั้งใจงานนี้ขอบู๊เต็มที่ ที่สำคัญด้วยคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจว่าจะเป็นกุญแจความสำเร็จ มั่นใจถึงขนาดที่เจ้าตัวกล้ารับประกัน ขอแค่ได้ลองชิมก็จะเห็นความแตกต่าง

ช่างภาพเรา ปกติสายแอลกอฮอล์ ไม่ชอบขนม แต่ระหว่างพูดคุยก็ซัดไปแล้ว 3 ถ้วย ของเขาดีจริง!

 

 

 

 

เบอร์หนึ่งตัวจริงต้องทำให้ลูกค้าคุ้มค่าที่สุด

จากงานแสดงสินค้า InterPlas Thailand 2017 ที่ผ่านมาล่าสุด เห็นชัดว่าอุตสาหกรรมพลาสติกของไทย ยังเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุ นในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ตลอดจนยานยนต์ ทั้งนี้มูลค่าการแปรรูปพลาสติ กในปี 2558 สูงถึง 646,320 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 19.24% หรือคิดเป็น 4.78% เมื่อเทียบกับ GDP แต่หากคิดรวมถึงมูลค่าของเม็ดพลาสติกจะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติกสูงถึง 924,517 ล้านบาท คิดเป็น 6.83%ของ GDP เลยทีเดียว

“แน่นอนว่าการเติบโตของทั้งอุตสาหกรรมพลาสติก มีผลให้ตลาดเครื่องฉีดพลาสติกเติบโตตามไปด้วย ตอนนี้มีคู่แข่งแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาทั้งแบบผ่านตัวแทนจำหน่ายและก็แบบบริษัทแม่ เข้ามาดูแลโดยตรง ซึ่งก็เป็นอีกดัชนียืนยันว่าแม้ เศรษฐกิจยังคงชะลอตัว แต่ตลาดเครื่องฉีดพลาสติกนั้นแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น” ชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการ บริษัท เอสพี อินเตอร์แมค จำกัด(SPI) เล่าภาพรวมให้เราฟัง

 

ฉีดเร็ว กินไฟน้อย และมีอายุการใช้ งานยาวนาน

หนึ่งในบู๊ตที่น่าสนใจที่สุด และเราได้เข้าไปนั่งพูดคุยกับผู้ บริหาร คือแบรนด์ไห่เทียน ซึ่งต้องบอกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเรียกได้ว่า “ได้น้ำได้เนื้อ” มากที่สุด ทั้งการเข้ามาของบริษัทแม่ที่ช่วยสนับสนุนด้านการลงทุนหรือทางเลือกการลงทุนให้กับลูกค้า ตลอดจนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น

 ท่ามกลางการแข่งขันมากขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี คนย่อมเลือกลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่ามากที่สุด จากประสบการณ์ในฐานะที่คลุกคลี กับวงการพลาสติกกว่า 25 ปี และนำแบรนด์ไห่เทียนมาทำตลาดประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ เขามองว่าความคุ้มค่าไม่ได้ หมายถึงเครื่องต้องราคาถูกหรือราคาแพง แต่ต้องลงรายละเอียดว่าเม็ดเงินที่ลงไปนั้นได้ผลผลิต มากน้อยแค่ไหน ค่าซ่อมดูแลอุปกรณ์เท่าไร บวกลบคูณหารแล้วได้เท่าไร นั่นจึงตอบได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่ 

“ลูกค้าไม่ได้มองว่าไห่เทียนเป็นแบรนด์เครื่องฉีดที่ดีที่สุด แต่มองว่าเป็นแบรนด์ที่มอบโซลูชั่นเพื่อความคุ้มค่าของลูกค้ามากที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลก เครื่องฉีดของเราทำให้คุณประหยัดต้นทุนโดยได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่แพ้กัน ทั้งฉีดเร็ว กินไฟน้อย และมีอายุการใช้งานยาวนาน ตรงนี้ที่เป็นจุดแข็งและทำให้ แบรนด์ไห่เทียนชนะใจผู้ประกอบการ” ชัชชวีฉายภาพความสำเร็จ

อย่างที่เราเข้าใจกันเมื่อก่อนแค่บอกว่าเป็นสินค้าจีน ลูกค้าก็อาจจะส่ายหน้าตั้งแต่แรก แต่10 ปีที่ผ่านมา ชัชชวีและทีม SPI สามารถทำตลาดเครื่องฉีดพลาสติกสู้กับแบรนด์ญี่ปุ่นและตะวันตกจนมีส่วนแบ่งการตลาดถึง23% จากมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่ม Hydraulic ที่ไห่เทียนมีส่วนแบ่งเกิน 50% จนเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเดินมานั้นถูกทางแล้ว

 

รุกขยายฐานผู้ประกอบการรายย่อย

ไฮไลท์ในงาน InterPlas Thailand 2017 ครั้งนี้ ไห่เทียนได้เปิดตัวเครื่องฉีดพลาสติก 3 รุ่น เพื่อสนับสนุน SME พร้อมรองรับงานฉีดพลาสติกทุกประเภท ได้แก่1. MA1600/540G;MARS Series ซึ่งเป็นเครื่องฉีดพลาสติ กระบบเซอร์โวไฮโดรลิคประหยัดพลังงาน 2. VE1200II/210;VENUS Series เครื่องฉีดพลาสติกระบบไฟฟ้า ความแม่นยำสูง และ 3. JU4500II/2950;JUPITER Series เครื่องฉีดพลาสติกระบบเซอร์โวไฮดรอลิคประหยัดพื้นที่

จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ ดูจะเน้นไซส์เครื่องขนาดเล็ก สอดคล้องกับแผนการรุกตลาดโดยปี นี้หัวเรือใหญ่จะเน้นรุก SME เป็นหลัก โดยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดี กับกลุ่มแบรนด์ลูกค้าระดับโลก

“ปีที่แล้วเห็นว่าเครื่องใหญ่ค่อนข้างขายยากยอดลด ในขณะที่เครื่องเล็กเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในปีนี้เรายังคงเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากตลาดบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์, กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ (กิจการผลิตรถไฟฟ้าและชิ้นส่วนของรถยนต์)และเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามลำดับ ที่มีการเติบโตสูงสุดในช่วงปีที่ ผ่านมา และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล First S- Curve และ New S- Curve ที่ให้สิทธิ์ประโยชน์ด้านภาษีกับผู้ลงทุนรายย่อยไปจนถึงระดับยักษ์ใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มตลาดยานยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าน่าจะดีขึ้นภายใน 2-3 ปีนี้”

 

ให้มากกว่าราคา คือความคุ้มค่าที่ลูกค้าได้รับ

ปีที่ผ่านมา บริษัท เอสพี อินเตอร์แมค จำกัด ร่วมกับไห่เทียนบริษัทแม่ ในการเปิด บริษัท ไห่เทียน แมชชีนเนอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโชว์รูมเครื่องฉีดพลาสติกของไห่เทียนแห่งแรกในประเทศไทย มีสินค้าสต็อกไว้พร้อมขาย อีกทั้งยังมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากประเทศจีน ที่เข้ามาเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ลูกค้าจับจองเป็นเจ้าของเครื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกคีย์ซักเซสสำคัญในการเติบโตของปีที่แล้ว

จากความร่วมมือของบริษัท เอสพี อินเตอร์แมค จำกัด กับไห่เทียนบริษัทแม่ ในการเปิด บริษัท ไห่เทียน แมชชีนเนอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นคีย์ซักเซสที่จะไปถึงเป้าหมาย

 “ SPI เราไม่ได้เป็นผู้นำสินค้ามาขายเท่านั้น แต่เป็นผู้ให้คำปรึกษา การวางแผนเพื่อศักยภาพการผลิตที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละเจ้ามากที่สุด เรามีโปรแกรมบำรุงรักษาเครื่องฉีดพลาสติก โดยเราเข้าตรวจสอบการใช้งานเครื่องฉีดพลาสติกทุกๆ 3 เดือนฟรีเป็นเวลา 1 ปีตลอดระยะเวลารับประกัน อีกทั้งเรายังมีทีมบริการที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องฉีดพลาสติกและอะไหล่สำรองมาตรฐานจำนวนมาก ในปีนี้เราจัดทำสต๊อกเครื่องฉีดพลาสติกที่โชว์รูมของเราเอง เมื่อลูกค้าได้เครื่องฉีดพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าได้เร็วขึ้นลูกค้าก็สามารถคืนทุนและทำกำไรให้ กับบริษัทลูกค้าได้รวดเร็วมากขึ้น”

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของความตั้ งใจจริงที่นึกถึงผลประโยชน์ ของลูกค้าเป็นหลัก เมื่อลูกค้ามาที่ไห่เทียน ต้องทำให้ลูกค้าคุ้มค่าที่สุด จึงจะยึดหัวใจลูกค้าไว้ได้ 
 
 

ENERGY 4.0 ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังงานฐานนวัตกรรม

รู้หรือไม่ ปีหน้าเราจะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี … ภายใน 5 ปีนี้ รถตุ๊กตุ๊กกว่า 20,000 คัน ทั่วประเทศจะเปลี่ยนเป็นใช้รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และปี 2579 เราจะมีรถ EV วิ่งบนถนนประเทศไทย 1.2 ล้านคัน นี่คือ หนึ่งในเป้าหมายของนโยบาย Energy 4.0 ที่กระทรวงพลังงานได้วางแผนไว้แล้ว

 

เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องรับลูกต่อในการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ให้เกิดขึ้นจริง

ในส่วนของกระทรวงพลังงานเองต้องบอกว่าเป็นหัวแรงหลัก ในการผลักดันแผน “Energy 4.0” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ผสานกับการใช้พลังงานสะอาดสอดรับกับกระแสเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

จริงๆ เนื้อหามีเยอะ ถ้าอ่านแบบละเอียดก็คงยาก งานนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้กับประชาชน ล่าสุดทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้จัดทำ คลิปวิดีโอ “Energy 4.0” เพื่อเล่ารายละเอียดอย่างง่ายๆ สั้นๆ เรียกว่าใครๆ ก็ดูเข้าใจ โดยนำ “ฮีโร่พลังคิด” ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ของ สนพ. มาเป็นตัวเอกเดินเรื่อง จัดทำในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันความยาวประมาณ 3 นาที เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงานของไทยในอนาคตว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรบ้าง 


ความน่าสนใจนอกจากเนื้อหาที่เข้าใจง่ายแล้ว เรื่องการถ่ายทำก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การถ่ายทำแบบ Stop Motion คือ การสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง

ซึ่งคลิป Energy 4.0 ใช้เทคนิคปั้นดินน้ำมัน โดยขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบต่างๆ ทีละนิดๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ จากนั้นนำภาพที่ได้ทั้งหมดมาตัดต่อลงในโปรแกรมตัดต่อภาพ และวิดีโอ ทำให้คลิปวิดีโอนี้มีความน่าสนใจ และน่าติดตามชมมากๆ

 

Create The Future Energy

ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดพลังงานฐานนวัตกรรมใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก

1 กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายประกอบด้วย
      • ภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมียายนยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) 690 สถานี
      • ภายในปี 2560 จะสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี
      • สนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) ซึ่งจะเปลี่ยน รถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศ ที่มีอยู่ประมาณ 20,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปี

2. เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ โดยกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้ทุนวิจัยมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรอบแรก 32 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำกรอบวิจัยเพื่อเปิดรับข้อเสนอระยะที่ 2 ต่อไป 

3. SPP Hybrid Firm เปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ประเภททั้งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม กับพลังงานชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ตลอดเวลา เพื่อลดความผันผวนของพลังงานทดแทน สร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั่วประเทศ 300 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 10 – 50 เมกะวัตต์

4.  โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้มีการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอื่นๆ กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดย สนพ. ได้สนับสนุนคัดเลือกแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 แห่ง เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน  2. มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด 3. เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ 4. ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5. วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน 6. ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง 7. เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โดยขั้นตอนต่อไปผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้

ทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตามนโยบาย Energy 4.0 ที่จะสร้างสรรค์ ก้าวที่มั่นคง เพื่อพลังงานไทยยั่งยืน
ติดตามความเคลื่อนไหว รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กเพจ  
EPPO Thailand

 

 

 

 

 

สนมั้ย…แค่ Snap ความซ่า ไลก้าก็รอคุณอยู่ #โมเมนต์ซ่ากับโซดาสิงห์

เพราะความซ่าาาาาา ของจริง มันต้องซ่าอย่างต่อเนื่อง ซ่าประเดี๋ยวประด๋าว ซ่าวับๆแวมๆ ไฉนเลยจะได้ใจนักดื่ม จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม “โซดาสิงห์” จึงเป็น“เบอร์หนึ่ง” ทั้งยอดขายและการรับรู้แบรนด์ต่อเนื่อง

นอกจากคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว ปัจจัยที่เติมความซ่าให้โซดาสิงห์อีกหนึ่งเรื่อง คือแอคติวิตี้หรือมีกิจกรรมมันๆ ให้คอนซูเมอร์อย่างเราๆสนุกกันตลอด

ปีที่ผ่านมาหลายคนคงได้เห็นฉลากโซดาโฉมใหม่ เรียกว่าฉีกกรอบจากลายเส้นขาวแดงที่เราคุ้นเคย กลายเป็นฉลากแบบลายเส้นแนวๆเท่ๆ หรือสีเปรี้ยวๆ ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของความความสำเร็จกับกิจกรรม “แตกฟองไอเดีย ระบายความซ่า” ที่ให้เหล่าศิลปินมาประชันความติสต์ ออกแบบฉลากโซดากันสุดฤทธิ์

โฉมเหล่าผู้ชนะกิจกรรมแตกฟองไอเดีย ระบายความซ่า กับโซดาสิงห์ปีที่ผ่านมา

งานนี้นอกจากทำให้ได้เห็นมิติใหม่บนฉลากโซดาสิงห์แล้ว ยังช่วยให้แบรนด์สิงห์ดูสดชื่น ซาบซ่าขึ้นแล้ว ที่สำคัญ ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์(Engagement)ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับนักดื่มมากขึ้น  

จากความสำเร็จในปีที่แล้วทำให้เห็นเลยว่าคนรุ่นใหม่เจ๋งแค่ไหน มาปีนี้ความซ่ายังคอมโบต่อเนื่อง กับกิจกรรมมากมายที่โซดาสิงห์เดินหน้า แจกความซ่าให้ทุกคน

การสร้าง Engagement ผ่านเหล่า Influencer
การสร้าง Engagement ผ่านเหล่า Influencer

ล่าสุดกับกิจกรรมใหม่ เพื่อที่จะค้นหาความซ่าของเหล่าวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ เป็นที่มาของกิจกรรมSnap “โมเมนต์ซ่ากับ โซดาสิงห์” ซึ่งคราวนี้ง่ายกว่าปีที่แล้ว ไม่ต้องออกแบบให้ยาก แค่คุณถ่ายรูป“โมเมนต์ซ่าของคุณ” กับขวดโซดาสิงห์ขนาดใดก็ได้ ย้ำว่าขอแบบซ่าๆ เจ๋งๆ เท่ๆ คูลๆ แล้วแชร์รูปถ่ายพร้อม #ZaaMoment #โซดาสิงห์ #ซ่าตัวจริง โดยแชร์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของคุณเอง ทั้ง Facebook หรือ Instagram หรือทั้งสองช่องทางโดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ (Public) เพียงเท่านี้ก็มาลุ้นกันว่า ความซ่าของใครจะเข้าตากรรมการชนะได้รางวัลไป

ร่วมสนุกง่ายๆ เพียง Snap&Share เท่านั้น ที่สำคัญบอกเลยว่าของรางวัลถูกใจวัยซ่าแน่ๆ เพราะเป็นกิจกรรมถ่ายรูป ของรางวัลก็ต้องเป็นกล้อง แต่งานนี้ไม่ใช่กล้องธรรมดาโซดาสิงห์จัดชุดใหญ่มอบ “LEICA” ยกชุดให้กับผู้ชนะ ทั้งบอดี้ ทั้งเลนส์ ส่วนอันดับสอง-สามก็ได้LEICA ไปกอดเล่นเช่นกัน ของรางวัลมีอะไรบ้าง ดูเลย

รางวัลชนะเลิศ จะได้รับกล้องถ่ายรูป LEICA SL พร้อมชุดเลนส์ ราคาประมาณ 440,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จะได้รับกล้องถ่ายรูป LEICA Q ราคาประมาณ 165,000 บาท จำนวนท่านละ 1 รางวัล,  รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จะได้รับกล้องถ่ายรูป LEICA D-Lux ราคาประมาณ 38,000 บาท จำนวนท่านละ  1 รางวัล ,รางวัล POPULAR VOTE ประจำสัปดาห์ จะได้รับกล้องถ่ายรูป LEICA SOFORT ราคาประมาณ 11,000 บาท จำนวนท่านละ 1 รางวัล

ทั้งหมดมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท นี่เป็นการตอกย้ำความซ่าของโซดาสิงห์ ที่มั่นใจเลยว่าได้ทั้งการรับรู้และได้ทั้งใจคอนซูเมอร์อีกครั้ง



นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “ซ่าDay” คอนเสิร์ตซ่าๆที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเพื่อตอกย้ำความเป็นซ่าตัวจริงหนึ่งเดียวในตลาด

สำหรับใครที่สนใจ อย่ามัวรอช้า ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://singha.com/singhasoda/snapmoment/

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม facebook.com/SodaSingha/photos

 

อย่าลืม!สามารถส่งรูปถ่ายเข้ามาได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2560 – วันที่ 15 ก.ค. 2560 เวลา 00.00 น.เท่านั้น!

 

 

 

 

 

เลือกบ้านที่ใช่กับสังคมคุณภาพที่มัณฑนา

ซื้อบ้านทั้งที เราต้องเลือกบ้านที่จะอยู่กับเราไปหลายสิบปี หรืออยู่ไปตลอดชีวิต บ้านที่ดีจึงต้องพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้ง การวางแบบแปลนบ้านที่คำนึงถึงอนาคตตลอดจนวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรงทนทานในระยะยาว เพื่อรองรับทุกก้าวสำคัญในทุกช่วงเวลาของชีวิตสำหรับทุกๆ คนในครอบครัว

และถ้าพูดถึงแบรนด์บ้านระดับคุณภาพ มั่นใจว่า “มัณฑนา” คือตัวเลือกแรกๆที่ทุกคนนึกถึง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าทำไม ใครอยู่บ้านมัณฑนาล้วนแต่ภาคภูมิใจ เพราะบ้านมัณฑนาไม่ใช่แค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่สร้างพื้นที่แห่งความสุข ที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะยิ้มหัวเราะ และเติบโตไปพร้อมๆกัน

ยิ่งในปัจจุบัน “มัณฑนา” ยิ่งตั้งโจทย์การพัฒนามากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรที่จะการสร้างความสุขที่เติบโตไปพร้อมกับคุณได้อย่างแท้จริง บ้านมัณฑนาในปัจจุบันจึงเน้นตอบโจทย์การสร้าง ‘สังคมที่พร้อมเพื่ออนาคต’ โดยเฉพาะเด็กๆที่เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ เราย่อมจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ มัณฑนาทุกโครงการเข้าใจจุดนี้ดี การออกแบบทุกโครงการจึงเน้นให้ความสำคัญทุก Touch Point ในพื้นที่ใช้สอยในบ้าน ตลอดจนพื้นที่ส่วนกลาง ที่จะทำให้เด็กน้อยเติบโตอย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด

ลองดูวิดีโอนี้ แล้วจะเห็นว่า บ้านที่ทำให้เจ้าตัวเล็กของเรามีความสุขนั้นเป็นอย่างไร

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมมัณฑนาจึงดี และแตกต่าง

 

สภาพแวดล้อมที่ดีจากวันนี้เพื่ออนาคต

ถ้าหากการมีชีวิตที่ดีมีจุดเริ่มต้นมาจากพื้นฐานของที่อยู่อาศัย ‘มัณฑนา’ ก็พร้อมมอบสิ่งดีๆ ให้คุณได้ดำเนินชีวิตท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ดีในสังคมคุณภาพสูง ที่มีพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกไว้คอยให้บริการอย่างครบครันเพื่อตอบรับกับผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ให้คุณเลือกบ่มเพาะความอบอุ่น และความสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันนี้เพื่อการเติบโตที่สวยงามยิ่งกว่าในอนาคต

 

สูดอากาศสดชื่น

 

ที่มัณฑนามีนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่าง Airplus บ้านหายใจได้ที่จะช่วยหมุนเวียนเอาอากาศเก่าในบ้านออกไป และนำอากาศใหม่เข้ามาแทนที่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งบริเวณโดยรอบโครงการยังร่มรื่น และแวดล้อมไปด้วยสีเขียวขจีจากต้นไม้น้อยใหญ่ ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอากาศสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

 

มาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่า

ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน ที่มัณฑนาคุณจะวางใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดกับระบบการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบสัญญาณความปลอดภัยในตัวบ้านทุกหลัง เพื่อความสบายใจ และมั่นใจได้ว่าจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขทุกวัน

ทำเลศักยภาพต่อยอดถึงอนาคต

ด้วยที่ตั้งทั้ง6ทำเลของมัณฑนาจะทำให้คุณเดินทางสะดวกเสมือนอาศัยอยู่ในตัวเมืองแต่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า อีกทั้งบางทำเลยังใกล้กับห้างสรรพสินค้า โครงการรถไฟฟ้า และสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง เพื่อเป็นการเตรียมวางแผนอนาคตให้ลูกๆ และรอรับการขยับขยายความรุ่งเรืองบนพื้นที่แห่งความสำเร็จในอนาคต

นี่คือหัวใจของความสำเร็จของบ้านมัณฑนา เป็นเหตุผลว่าทำไม มัณฑนาจึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด สำหรับคนที่มองหาพื้นที่แห่งความสุขอย่างยั่งยืน

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://goo.gl/6AlD1V