All posts by Konkrai

“ฮัลโหล เอ็มจี” เปิดตัวนวัตกรรม i-SMART ระบบอัจฉริยะสั่งงานด้วยภาษาไทยครั้งแรก!

ใครจะไปคิดว่าหนังไซไฟล้ำๆ อย่าง Minority Report (2002) จะใกล้ความจริงขึ้นไปทุกที ภาพทอม ครูส วาดมือสั่งงานเครื่องไฟฟ้าในบ้าน หรือภาพโทนี่ สตาร์ค สั่งจาวิสตั้งแต่ขับเครื่องบินยันถูบ้าน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ IOT (Internet of thing) กำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมาร์ทซิตี้

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสมาร์ทคาร์ นอกจากนวัตกรรม EV (Electric Vehicles) หรือรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแล้ว  นวัตกรรม AI เป็นอีกหนึ่งหัวใจ ที่ใครพัฒนาได้โดนใจผู้บริโภคมากกว่าก็จะครองผู้นำอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้

ล่าสุดบอกเลยว่าแฟน MG มีเฮ เพราะหลังจากที่ได้มีข่าวเป็นระยะๆ ในที่สุดค่าย MG ก็ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมระบบอัจฉริยะอย่างเป็นทางการ กับเทคโนโลยี i-SMART ที่พัฒนาเป็นระบบภาษาไทยครั้งแรก!

 

 

ชาญฉลาด ใช้งานง่าย และปลอดภัย

ต้องบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ที่อุตสาหกรรมรถยนต์บ้านเรา ได้เปิดตัวการควบคุมระบบ การสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) ด้วยภาษาไทย เพียงแค่พูด “ฮัลโหล เอ็มจี” (Hello MG) เพื่อเริ่มต้นใช้งานซึ่งสามารถสั่งการฟังค์ชั่นต่างๆในตัวรถ รวมถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และระบบช่วยนำทางทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมสั่งการผ่านหน้าจอภายในรถ และการสั่งการผ่านโมบายแอปพลิเคชันในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

ซึ่งการใช้งานระบบนี้นั้นรองรับตั้งแต่ก่อนเดินทาง ขณะเดินทาง และหลังเดินทาง เมื่อติดตั้งโมบายแอปพลิเคชันไว้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ก็เหมือนการแต่งตั้งผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยแจ้งข้อมูลและแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลานัดหมายต่างๆ ตลอดจนการค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด รายงานสภาพจราจร และสภาพอากาศเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการได้เร็วที่สุดอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ MG จะบรรจุนวัตกรรม i-SMART นี้เข้าไปในรถทุกรุ่นของ เรียกได้ว่างานนี้ MG กำลังจะทำให้ภาพที่เราเห็นในหนังต้นแบบ กลายเป็นเรื่องจริงแล้ว

 

i-SMART คือ ระบบอัจฉริยะของ เอ็มจี ซึ่งรถรุ่นใหม่ในอนาคตจากนี้ทุกรุ่นจะมีระบบ i-SMART ทำให้รถสามารถรู้พฤติกรรมผู้ขับรวมถึงให้คนกับรถเชื่อมต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้น และเป็นจุดขายตัวใหม่ของ เอ็มจีที่จะก้าวเข้าสู่ยุคสมาร์ทคาร์

 

 

i-SMART ทำให้ lifestyle ของคนยุค internet of thing สามารถใช้รถที่มีความเข้าใจผู้ขับมากขึ้น

 

ตอกย้ำความมุ่งมั่นของการพัฒนายานยนต์อัจฉริยะในอนาคตระยะยาว

ความโดดเด่นของ i-SMART นั้นถูกพัฒนาเพื่อให้เข้าใจผู้ขับขี่มากที่สุด เสมือนประสานรถกับผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนที่จะเข้าไปนั่งในรถยนต์ ผู้ขับขี่ สามารถสตาร์ทรถและเปิดการทำงานของระบบปรับอากาศในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปนั่งในรถ นอกเหนือจากนั้นแอปพลิเคชันจะแสดงจุดหมายของการเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าบนหน้าจอของตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่พร้อมออกเดินทางได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดจุดหมายอีกครั้ง

 

ในระหว่างการใช้รถไปสู่จุดหมายต่างๆ ระบบใหม่ล่าสุดของ เอ็มจี ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้แบบเรียลไทม์ อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก รวมถึงอุณหภูมิภายนอกรถยนต์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถอย่างผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

อีกหนึ่งความโดดเด่นของระบบใหม่ i-SMART คือการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เมื่อผู้ขับขี่เดินทางไปถึงจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งเป็นประจำทุกวัน ระบบนี้จะเรียนรู้เส้นทางที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ระบบเชื่อมต่อรุ่นใหม่นี้ ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ให้มีความทันสมัยได้ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ฟังก์ชั่นต่างๆ จึงไม่เพียงแค่พร้อมใช้งานตลอดเวลา แต่ยังมีคุณสมบัติใหม่ๆที่เกี่ยวกับความบันเทิงภายในรถยนต์ การใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆและระบบนำทางที่จะพาท่านไปสู่ที่หมายอย่างถูกต้อง ซึ่งฟังก์ชั่นต่างๆเหล่านี้ทาง MG จะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมายในอนาคต

 

4 กลยุทธ์ MG สู่ผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลก

โดยทาง เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ในประเทศไทย และยังเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้เล็งเห็นถึงทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก จึงได้ประเมินแนวคิดไว้ 4 ประการ ดังต่อไปนี้

(1)   การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ (New Energy) นอกเหนือจากเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน อาทิเช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ หรือกระแสไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิวัฒนาการในอนาคตเพื่อการตอบโจทย์ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความประหยัดให้แก่ลูกค้า

(2)   การพัฒนารถยนต์ ให้มีความเป็นอัจฉริยะ (Intelligent) ที่เพียบพร้อมพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิเช่น การสั่งงานรถยนต์ผ่านเสียง ระบบช่วยจอด รถยนต์ไร้คนขับ ฯลฯ

(3)   การพัฒนาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและระบบการเชื่อมต่อภายในรถยนต์ ได้ถูกออกแบบเพื่อให้รองรับความต้องการของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

(4)   ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังศึกษาระบบการแบ่งปันรถยนต์ในการใช้งาน หรือ Car Sharing ซึ่งเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ เช่น เยอรมัน สหรัฐอเมริกา หรือในทวีปเอเชีย เช่น สิงคโปร์

ระบบการเชื่อมต่อรุ่นใหม่นี้จะทยอยติดตั้งในรถยนต์ เอ็มจี รุ่นใหม่ที่จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยในอีกไม่ช้า

จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ MG น่าจะสร้างมาตรฐานการใช้งานเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะภายในรถยนต์ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้ผลิตรถยนต์เป็นแค่ยานพาหนะดั้งเดิมที่มีหน้าที่นำพาไปสู่จุดหมายเท่านั้น แต่คือผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย พร้อมกับทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mgcars.com หรือติดต่อสอบถามเกี่ยวกับรถยนต์ เอ็มจี ได้ที่ MG Call Centre โทร 1267 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ เป็นพื้นที่ช่วยชีวิต! AP Thailand เดินหน้าติดตั้งเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

“แม้พื้นที่ที่เล็กที่สุด ก็อาจสำคัญกับชีวิตมากที่สุด” นี่คือจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้ เอพี ไทยแลนด์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดสรรพื้นที่ เห็นความสำคัญของทุกพื้นที่ ปล่อยแคมเปญใหม่ที่มีชื่อว่า The Smallest Space To Save Lives #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ แคมเปญเพื่อสังคมที่เอพีเริ่มจากการจัดสรรพื้นที่เล็กๆ เพียง 0.1 ตร.ม. ให้เป็นพื้นที่ที่สำคัญต่อทุกชีวิต โดยติดตั้งเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) บนพื้นที่โครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ในเครือเอพี เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านเอพี ซึ่งมีแผนดำเนินการติดตั้งเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) กว่า 40 โครงการ

 

 

นอกจากเอพีจะเริ่มเดินหน้าติดตั้งเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ในพื้นที่โครงการแล้ว ยังเชิญชวนให้ทุกหน่วยงานมี “พื้นที่ช่วยชีวิต” จากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ด้วยการมีพื้นที่ 0.1 ตร.ม. เพื่อดูแลชุมชนและสังคมให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น เอพียังร่วมมือกับ Influencers ที่มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์อย่าง สาวสวยหุ่นดี เบเบ้ Bebe Fit Routine และ ดูมันดิ ก๊วนเพื่อนซี้วัยรุ่น เพื่อมาถ่ายทอดวิธีการกู้ชีพอย่างถูกต้อง ให้คนไทยตระหนักถึงภัยร้ายของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ถือเป็นต้นแบบของแคมเปญที่ดีอีกแคมเปญหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ

 

เพราะทุกพื้นที่มีความหมาย ไม่ว่าพื้นที่ขนาดไหนก็มีความสำคัญเสมอ แคมเปญ The Smallest Space To Save Lives #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ จาก เอพี ในครั้งนี้ทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วว่า “พื้นที่ที่สำคัญกับชีวิตมากที่สุด อาจมีขนาดแค่ 0.1 ตร.ม.” เพียงมีพื้นที่เล็กๆ ก็สามารถช่วยชีวิตคนไทยจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้อีกหลายล้านคน

เรียกได้ว่าแคมเปญนี้ได้ส่งแรงกระเพื่อมอย่างแพร่หลาย จนเพจต่างๆ หันมาให้ความสนใจ และแชร์เรื่องราวของแคมเปญออกไปอย่างต่อเนื่อง

 

วันนี้เอพีจึงนับเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ชวนให้คนไทยทุกคนลุกขึ้นมาตระหนักและใส่ใจกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกันมากขึ้น ด้วยการเดินหน้าจัดสรรพื้นที่ปลอดภัยเล็กๆ ขนาด 0.1 ตร.ม. ติดตั้งเครื่องช็อกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ในพื้นที่โครงการคอนโดมิเนียมของเครือเอพี และสนับสนุนให้ทุกๆ หน่วยงานมีพื้นที่ช่วยชีวิต เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมหัวใจคนไทยทุกดวง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยได้ที่นี่
www.smallestspacetosavelives.com

ร่วมรณรงค์ผลักดันให้มีการเรียนการสอนขั้นตอนการกู้ชีพในหลักสูตรการศึกษาได้ที่

https://goo.gl/TjrKGL

 

 

 

 

Europa Motor ส่งแคมเปญส่งท้ายปีเอาใจแฟน BMW มอบข้อเสนอพิเศษทั้งผู้ซื้อและผู้แนะนำ

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ายุโรปา มอเตอร์ (Europa Motor) เริ่มเข้ามาทำการตลาดออนไลน์ ความตั้งใจของการก้าวเท้าลงสนามออนไลน์ นอกจากจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว ยังต้องการเพิ่มช่องทางการเติบโต ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น หลังจากที่เป็นที่ไว้วางใจของแฟน BMW ย่านฝั่งธนบุรีมายาวนานมากกว่า 30 ปี

หลังจากลุยออนไลน์เต็มตัว เราเริ่มเห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวของยุโรปา มอเตอร์มากขึ้น รวมถึงมีแคมเปญต่างๆ เอาใจแฟน BMW อย่างต่อเนื่อง ทั้ง “The Secret Deal” ที่จัดขึ้นในช่วง Motor Show และ “34TH  Anniversary Europa Motor Giving The Ultimate Privilege”  แคมเปญเฉลิมฉลอง 34 ปีของยุโรปา มอเตอร์ ล่าสุด ยุโรปา มอเตอร์ จัดแคมเปญใหม่ มอบข้อเสนอสุดพิเศษส่งท้ายปีให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ที่แนะนำ

 

แนวคิดสำคัญของแคมเปญล่าสุด คือ “ทุกความไว้ใจ มีค่าที่ยุโรปา”  โดยหยิบเอา insight ของแฟน BMW ที่ถูกใจกับสมรรถนะ และนวัตกรรมที่โดดเด่น จนเกิดการบอกต่อประสบการณ์ดีๆ และความประทับใจการขับขี่รถยนต์ BMW ให้กับคนที่เขารัก บวกเข้ากับจุดแข็งของยุโรปา มอเตอร์ ที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเป็นที่สนใจจากลูกค้าเก่า โดยรายละเอียดของแคมเปญคือ จะมีข้อเสนอพิเศษให้กับผู้ซื้อรถยนต์ BMW ที่ยุโรปา มอเตอร์ ดังนี้

– ออกรถภายในระยะเวลาแคมเปญ เริ่มผ่อนปีหน้า

– ดาวน์เริ่มต้น 0%

– พิเศษสำหรับรุ่น 520d รับชุดแต่ง M Performance ฟรี

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่แนะนำให้เพื่อนมาซื้อรถยนต์ BMW ที่ยุโรปา มอเตอร์ ก็มีสิทธิ์เลือกรับข้อเสนอพิเศษ 1 อย่างจากที่ทางยุโรปา มอเตอร์เป็นผู้กำหนดให้ โดยข้อเสนอต่างๆ มีดังนี้

– บัตรเติมน้ำมันแทนเงินสด มูลค่า 10,000 บาท

– Spa Car Care ที่ Europa Motor ฟรี 2 ปี

– กล้องบันทึกภาพ BMW Advance Car Eyes

– BMW Lifestyle Motorsport Chrono ICE-Watch

– คูปองส่วนลด 15% สำหรับชุดอุปกรณ์แต่ง BMW

– ที่พักศรีพันวา จ.ภูเก็ต 1 คืน

 

แม้จะเป็นครั้งแรกของยุโรปา มอเตอร์ที่จัดแคมเปญในลักษณะนี้ขึ้น แต่ก็ถือเป็นแคมเปญที่ออกมาสร้างดึงดูดความสนใจจากแฟน BMW ได้ไม่น้อย และยังเป็นผลดีกับทางยุโรปา มอเตอร์ ที่ได้ทั้งตอบแทนลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่ไปพร้อมๆ กัน

ในส่วนของแฟน BMW แคมเปญนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่จะบอกต่อถึงประสิทธิภาพของรถยนต์ที่คุณรักให้กับคนที่คุณรัก พร้อมกับได้รับข้อเสนอพิเศษไปครอบครอง อย่างไรก็ตาม แคมเปญส่งท้ายปีจากยุโรปา มอเตอร์นี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 สำหรับผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก BMW Europa Motor หรือที่ยุโรปามอเตอร์ ทั้ง 2 สาขา (สาขาจรัญสนิทวงศ์ โทร.02-864-0077 , สาขาพระราม 2 โทร.02-848-1111 )

 

 

 

Welcome To The Good Life เปลี่ยนพื้นที่ Retail ให้กลายเป็นพื้นที่ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

“เอ็มโพเรียม” ชื่อนี้ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดี นอกเหนือจากการเป็นห้างหรูใจกลางกรุงเทพฯแล้ว ยังเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ เรียกว่าเป็น “Curator of Taste” หรือผู้นำเทรนด์เจ๋งๆ ผ่านแคมเปญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกับการเปิดตัวแคมเปญ “Welcome To The Good Life” เปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้กลายเป็นพื้นที่ ที่พร้อมจุดประกายให้คนทุกคนเริ่มต้นการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งเปิดตัวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน – 31 ตุลาคมนี้

 

เปลี่ยนพื้นที่ สร้างแรงบันดาลใจชีวิต

เชื่อว่าเราทุกคนคงเคยตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราเกิดมาทำไม ซึ่งคำถามนี้อาจกว้างและยากเกินไปจะตอบ

แต่ถ้าสโคปใกล้ขึ้นอีกนิดล่ะ เช่น ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร คราวนี้คงตอบง่ายหน่อย เพราะทุกคนมีสิ่งที่เชื่อ มีสิ่งที่ทำ ที่แสดงถึงตัวตนของตนเอง

งานนี้เอ็มโพเรียมได้รวบรวมเหล่า Influencer ต่างๆ ที่มาถอดนิยามความหมาย ของ “ชีวิตดีๆ” ของแต่ละคน มีความหมายอย่างไร โดยร่วมกับคุณหรั่ง – สุทธิศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ในการถ่ายทอดภาพสวยๆ พร้อมเรื่องราว แง่คิดของแต่ละคน ลองมาดูภาพรวมแคมเปญนี้กันผ่านคลิปวิดีโอนี้

 

Emporium Department Store Welcome To the good life

โพสต์โดย Emporium Department Store บน 7 กันยายน 2017

 

อย่างที่เห็นงานนี้มี Influencer ผู้นำความคิดมาแชร์ความเห็นกันว่า The Good Life ของตนเองนั้นนิยามความหมายอย่างไร

คุณชำนิ ทิพย์มณี ช่างภาพรุ่นใหญ่ระดับไอค่อนของประเทศไทย ผู้ให้คำจำกัดความ Good Life ว่าคือมิตรภาพและอิสระทางความคิด

คุณอิง ยลวารี ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Haus of Jewelry ที่มองว่า Good Life  คือ  Living in the Present การอยู่กับปัจจุบัน ได้ดื่มด่ำกับความงดงามง่ายๆ อย่างการนั่งมองใบไม้ผลิใบหรือแสงแดด

คุณประชาและคุณแดน เหตระกูล สองพ่อลูกตระกูลธุรกิจสื่อยักษ์ใหญ่ ผู้ใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจชีวิต การอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว และการทำอะไรสบายๆ รับมือกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ

คุณกานดา สายทุ้ม เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่และอินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามชื่อดัง ที่มองว่า Good Life คือ Peace of Mind หรือความสงบของจิตใจที่เกิดจากการได้อยู่กับตัวเอง หรือทำกิจกรรมที่ได้อยู่กับตัวเองอย่างการเล่นโยคะ

คุณมิ้ง – เสาวคนธ์ พรพัฒนารักษ์ สาวเปรี้ยวผู้บริหารธุรกิจความงามยักษ์ใหญ่ DO DAY DREAM PLC. ผู้หลงรักแฟชั่นและสุนัขตัวโปรดจนมองว่า “My Dog & Fashion”  นี่แหละ คือนิยาม Good Life ในแบบของเธอ

ส่วนศิลปินหนุ่มหล่อ กฤษดา ภควัตสุนทร คุณพ่อลูกสามที่ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการดูแลลูก ทำงานที่บริษัทผลิตสื่อสุดฮ็อตอย่าง James Dean BKK รวมไปถึงผลิตงานศิลปะนั้น เห็นว่า “Balanced Life” หรือการสร้างสมดุลย์ให้กับชีวิตทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องงานประจำ งานที่รัก และการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงนั้น คือความหมายที่แท้จริงของ Good Life

ซึ่งแต่ละคนก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ติดตามเรื่องราวโมเมนต์ Good Life ของ Good Life Inspirer ทั้ง 6 ได้ที่เฟซบุ้คและอินสตาแกรม  @EmporiumDepartmentStore

 

เปลี่ยนเทรนด์ทั้งห้างภายใต้คอนเซ็ปต์ “Good Life”

ประเด็นที่น่าสนใจ แคมเปญนี้ไม่ได้แค่ทำอีเวนท์แล้วจบไปเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทั้งห้างด้วยคอนเซ็ปต์ หรือเทรนด์เดียวกัน คือ “Good Life”  ซึ่งแคมเปญ Welcome To The Good Life  ก็เสมือนการเชื้อเชิญทุกคนให้มาร่วมสร้างชีวิตที่ดีด้วยกันนั่นเอง

โดยภายในพื้นที่รีเทลก็แบ่งโซนสินค้าตามคอนเซ็ปต์ “Good” ด้วย งานนี้ Marketeer ไปโฉบมาแล้ว เอาล่ะ ลองมาดูบรรยากาศภายในกัน

 

 

GOOD LIFE STUDIO บริเวณ E-space ชั้น G วันที่ 7-20 กันยายนนี้ พบกับไลฟ์สไตล์ป๊อปอัพสเปส ที่คัดสรรสินค้าสำหรับแฟชั่นนิสต้าผู้รักสุขภาพ พร้อมไอเท็มที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตดีๆ Good Life ได้ในที่เดียว ตั้งแต่การแต่งตัวไปจนถึงการออกกำลังกาย ที่พื้นที่ป๊อปอัพ E-Space ชั้น GF

Good Challenge by TRIBE ครั้งแรกกับป๊อปอัพ TRIBE Boutique Fitness Studio สตูดิโอสำหรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่รักการปั่นจักรยานรูปแบบใหม่พร้อมสนุกไปกับความมันส์ตามจังหวะเสียงเพลงฮิตติดชาร์ต พร้อมกิจกรรมสนุกๆ ชิงสิทธิเข้าคลาสฟรี 1 ครั้งทันที (มูลค่า750 บาท) ง่ายๆ เพียงปั่นจักรยาน ในเวลา 1 นาที ให้ได้ความเร็วอย่างน้อย 60 RPM
คอลเลกชั่นเสื้อผ้าออกกำลังกายสายแฟชั่นที่ให้คุณออกกำลังกายได้ด้วยความมั่นใจ ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ CK Performance, Jenim Sports, Kalis, Waking Bee, Unizep, Garmin, Manduka, Reebok, Transience เป็นต้น

 

Good Life In Style               

เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้ พบกับที่สุดของเหล่าแอคทีฟแวร์และไลฟ์สไตล์ไอเท็มเอาใจคนรักสุขภาพ นำโดยคอลเลกชั่นเสื้อผ้าออกกำลังกายสายแฟชั่นที่ให้คุณออกกำลังกายได้ด้วยความมั่นใจ ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ CK Performance, Jenim Sports, Kalis, Waking Bee, Unizep, Garmin, Manduka, Reebok, Transience เป็นต้น

  • Exclusive Collection Activewear by Emporium x Jenim Sports : เอาใจแฟชั่นนิสต้าสายสุขภาพ ด้วยคอลเลคชั่นที่ออกแบบพิเศษสำหรับลูกค้าเอ็มโพเรียม กับโททัลลุคพิมพ์ลายหินอ่อน ตั้งแต่ สปอร์ตบรา กางเกงออกกำลังกายขาสั้น ยาว และเสื้อฮู้ดดี้สุดเก๋ พร้อมข้อเสนอและโปรโมชั่นสุดพิเศษในวันที่ 7-20 กันยายนนี้เท่านั้น
  • Transience : แบรนด์กระเป๋าดีไซน์โมเดิร์นมัลติฟังก์ชั่นจากนิวยอร์ค จำหน่ายแบบเอ๊กซ์คลูซีฟที่เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์เท่านั้น
Transience : แบรนด์กระเป๋าดีไซน์โมเดิร์นมัลติฟังก์ชั่นจากนิวยอร์ค จำหน่ายแบบเอ๊กซ์คลูซีฟที่เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์เท่านั้น

GOOD FOOD @ GOURMET MARKET 4F

GOOD LIFE SALAD BAR & JUICE BAR พบกับซุ้มสลัดบาร์ผักออร์แกนิค และน้ำผลไม้คั้นสดเพื่อสุขภาพ ซิกเนเจอร์ของกูร์เมร์มาร์เก็ตที่ถูกคัดสรรมาเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ

อินทผลัมพันธุ์พิเศษที่เก็บเกี่ยวได้เพียงครั้งเดียวในสามปี และมีการค้นคว้าวิจัยถึงสรรพคุณมากว่า 18 ปี (8-20 กันยายน)

 

เพราะ Good Life ไม่ได้หมายถึงเป้าหมาย แต่เป็นเรื่องราวในแต่ละก้าวของชีวิต นี่เป็นการย้ำชัดเจนกับจุดยืนอีกครั้ง กับการสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับผู้คน ไม่ว่าเป็นเรื่องการรับประทานอาหารที่ดี การแต่่งตัวที่ดี เพื่อให้รู้สึกว่าเอ็มโพเรียมคือบ้านหลังที่สองที่ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป

ติดตามกันดูในครั้งต่อๆไปว่า Emporium Department Store จะสร้างปรากฏการณ์อะไรใหม่ๆมาให้กับลูกค้าอีกได้ที่

Facebook & Instagram : @EmporiumDepartmentStore

เว็บไซต์ Emporium

#WelcomeToTheGoodLife #EmporiumDepartmentStore #EMPLifeMoment

 

โจทย์สนุกของเคแบงก์ กับเรื่องฟินเว่อร์ #ยิงปิ๊บจ่ายปั๊บ” บนโลกออนไลน์

โลกออนไลน์เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ต่างๆ ที่จะสร้างความแปลกแหวกแนวให้ติดตาติดใจชาวโลกออนไลน์ที่อยู่ท่ามกลางข่าวสารข้อมูลมากมาย สายแบงก์ก็เช่นกัน เราจึงได้เห็นสีสันความสนุกอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น และไม่คิดว่าชาวแบงก์จะทำ

นี่คือ 4 คลิปที่เรียกยอดไลค์ ยอดแชร์ วนกันไปบนโลกออนไลน์ และเป็นฝีมือของธนาคารกสิกรไทย กับการโปรโมทฟีเจอร์ใหม่ K PLUS QR Code บนแอปพลิเคชั่นยอดฮิต K PLUS เอาการใช้งานในชีวิตจริงๆ มาทำให้เห็นว่า ง่าย สะดวกแค่ไหน ดาราที่มาเล่นก็เบอร์ดัง มีสตอรี่อิงชีวิตจริงดึงอินเนอร์ทรูๆ แถมเล่นใหญ่จัดหนัก เทมุกฮา มุกจิ้น สมกับคอนเซปต์ “ตัวเด็ดตัวแม่สายเปย์ทั้ง 7 กับภาษาใหม่ของการใช้จ่าย” เปิดตัวด้วยตัวแม่อย่างพี่เอ ศุภชัย, ปิงปองและเต๋อ, ต้าเหนิงและเจเจ, รัศมีแขและตั๊ก​ ศิริพร

 

กุญแจสำคัญของปรากฏการณ์ QR Code ที่เคแบงก์เล่นใหญ่รอบนี้ เริ่มจากการสร้างกระแสในหมู่แฟนคลับของดาราดัง 7 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่เคแบงก์หรือแบงก์อื่นๆ ไม่ค่อยทำกัน

เริ่มจากการเปิดตัวคลิปสั้นๆ ชวนชมของแต่ละคนกับ “ตัวเด็ดตัวแม่สายเปย์ทั้ง 7” จุดกระแสความสนใจด้วยการเชิญชวนให้แฟนคลับได้ติดตามสตอรี่แปลกแหวกแนวที่พวกเขากำลังทำให้ระเบิดปังวังเว่อร์ ใช้ภาษาชาวโซเชียล และใช้โซเชียลมีเดีย  อินสตราแกรม ซึ่งแอปฯที่คนไทยใช้ติดตามดาราที่ชื่นชอบ รวมถึงเฟซบุ๊ค มาเป็นเครื่องมือสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย

คลิปที่ปล่อยออกมาเล่นกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แถมสร้าง engagement ด้วยการดึงบรรดาแฟนคลับที่ติดตามดาราแต่ละคนมาร่วมแสดงได้อย่างเนียนๆ สร้างสตอรี่ได้ไหลลื่น บอกในสิ่งที่คนดูอยากเห็นจากคู่ปิ๊บปั๊บ เราจึงได้เห็นการใช้งานที่ง่าย สะดวกของ K PLUS QR Code โดยไม่รู้ตัว เช่น เรื่องของพี่เอ ศุภชัย เมื่อยานแม่ลงเดินปูพรมแดงที่จตุจักรด้วยชุดจัดเต็ม แต่เล่นสายเปย์จนเงินสดหมด แต่ก็ยังช็อปต่อได้ด้วย K PLUS QR Code

หรือเล่นกับกระแสของคู่จิ้นที่ลงเอยเป็นตัวจริงของกันและกันอย่างเจเจและต้าเหนิงที่มาเดทชวนชิมที่สยาม โดยมีแฟนคลับมาตามกรี๊ดจิกหมอน และแน่นอนว่า เมื่อคลิปปล่อยออกไป บรรดาแฟนคลับที่ติดตามเป็นขาประจำกันอยู่แล้วก็พร้อมใจกันดู แชร์กันต่อ เกิดเป็นไวรัลชวนดู

 

คลิปวิดีโอตัวเด็ดตัวแม่สายเปย์ทั้ง 7 ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่บนโลกออนไลน์อย่างเดียว แต่ยังเชื่อมผู้บริโภคไปสู่โลกออฟไลน์ด้วย โดย 3 โลเคชั่นที่ปรากฎในคลิปนั้น เป็น 3 จุดยุทธศาสตร์ของกสิกรไทยในการรุกตลาด QR Code ได้แก่ ตลาดนัดจตุจักร สยามสแควร์ และแพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังเห็นถึงประเภทร้านค้าที่รับชำระด้วย QR Code ด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านสินค้าแฟชั่น และการเดินทางในชีวิตประจำวันอย่างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งล้วนเป็นร้านค้าเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทย และเป็นร้านที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

 

นี่คือความสร้างสรรค์ที่ครีเอทีฟคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างให้ต่างจากคนอื่นมากที่สุด ทั้งกับตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ล้ำหน้าเกินใคร แต่ก็ใช้งานได้ง่าย ใช้ได้จริงในทุกไลฟ์สไตล์ เป็นความสนุกลื่นไหลของเคแบงก์ เจ้าตลาด   โมบายแบงกิ้ง ที่ทำตัว “อิน” กับชาวโลกออนไลน์ ด้วยการสร้างสตอรี่ที่ดีให้กับแบรนด์ รวมไปถึงการสร้างภาษาใหม่ของการใช้จ่ายจนทุกคนจดจำว่า K PLUS QR Code คือ“ภาษาใหม่ของการใช้จ่าย #ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ”

 

 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ K PLUS และ K PLUS SHOP ได้ที่ https://goo.gl/DTrRVf

#KBank #KPLUS #ยิงปิ๊บจ่ายปั๊บ

“เธอ เขา เรา เฮีย” หนังโฆษณาจาก KBank ที่ทำให้รู้ว่าต้องดูแลแค่ไหน ถึงจะได้รักแท้

เรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่สารพัดแบงก์แบ่งพื้นที่แย่งกันทำแคมเปญให้ได้ใจลูกค้า ทางฝั่งแบงก์เขียวเองก็มีอะไรสนุกๆมาให้เราดูกันอย่างต่อเนื่อง เดือนที่แล้วปล่อยหนังโฆษณา “สบายดีหรือเปล่า” โกยยอดวิวกว่า 34 ล้านวิวทั้ง Facebook และ Youtube คราวนี้ถึงคิวหนังโฆษณาเรื่อง “เธอ เขา เรา เฮีย” ที่น่าจะเรียกรอยยิ้มให้หลายคน และหลายๆคู่ได้อีกครั้ง ด้วยยอดวิวกว่า 7 ล้านวิวทั้ง Facebook และ Youtube ภายในเวลา 5 วัน

เรื่องราวของ “ยศ” พนักงานแบงก์ไฟแรง ขยันตั้งใจทำงาน ดูแลเอาใจใส่ลูกค้า จนลูกค้าผู้ประกอบการต่างเอ็นดูรักใคร่เหมือนเป็นคนในครอบครัว วันหนึ่งในงานเลี้ยงเชื่อมมิตรสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าของลูกค้าซึ่งพิเศษกว่าทุกครั้ง คือยศวางแผนเซอร์ไพรส์ขอแฟนสาวแต่งงานโดยมีลูกค้าร่วมเป็นทีมงานในการเซอร์ไพรส์ครั้งนี้ ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น…เป็นอย่างไร แล้วจะจบอย่างไร? ไปดูกัน

Brand Linkage บริการทุกระดับประทับใจ กับ “ความสัมพันธ์”

จะเห็นได้ว่าแคมเปญนี้ยังคงคอนเซ็ปต์คอร์ปอเรตแบรนด์ดิ้งจากความเชื่อของธนาคารกสิกรไทย ที่จะสร้าง “ความประทับใจ” ให้กับลูกค้าทุกคนเหมือนสโลแกนที่ว่า “บริการทุกระดับประทับใจ” โดยคราวนี้มีความเชื่อมโยงมาจากมุมมองของแบรนด์ มาสู่หลักการคิดในการทำงานของทางฝั่ง “พนักงาน” ซึ่งเป็นเหมือนภาพสะท้อนของแบรนด์ ความประทับใจที่แบรนด์อยากจะสร้างจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าลูกค้ามีประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจกับพนักงานที่ให้บริการ นี่จึงเป็นที่มาให้เกิดแคมเปญ “#ดูแลทุกความสัมพันธ์” โดยหยิบยกพนักงานในตำแหน่ง Relationship Manager หรือตำแหน่ง “ผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า” มาเป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่องและสร้างแรงบันดาลใจกับคนในองค์กร เรียกได้ว่าผูกโยงจากความเชื่อ สะท้อนได้มาจนถึงหน้าที่กันเลยทีเดียว

 

 

Brand Experience สะท้อนประสบการณ์ #ดูแลทุกความสัมพันธ์

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร สิ่งที่พิสูจน์ว่าทำไม KBank จึงเป็น Top of mind แบงก์เสมอ ไม่ใช่แค่การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ดี หรือมีการสร้างความแข็งแรงของเครือข่ายเพื่อโอกาสต่อยอดธุรกิจเท่านั้น แต่การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า เข้าใจในความต้องการ นั่นเป็นกุญแจสำคัญที่ลูกค้ารู้ดีว่า แบงก์ใดตอบโจทย์พวกเขา ภาพความสนิทสนมแน่นแฟ้นระหว่างยศหนุ่มแบงก์กับลูกค้า  เราเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดี ความผูกพันที่ไม่ใช่แค่ระดับพาร์ตเนอร์ธุรกิจ แต่ลึกซึ้งถึงขนาดเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ยิ่งอาเฮียอาซ้อช่วยอัดคลิปขอแต่งงานให้ ยิ่งย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่แบงก์รักลูกค้าเท่านั้น ลูกค้าเองก็รักแบงก์ด้วย และจุดนี้ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ KBank เติบโตเป็นผู้นำที่แตกต่าง และมีฐานลูกค้ายาวนานต่อเนื่องอย่างแท้จริง

 

 

คนกสิกรไทย ประทับใจทั้งลูกค้า ทั้งคนรัก

เส้นเรื่องหลักที่ทำให้คลิปนี้เป็นคลิปไวรัลที่ถูกพูดถึงกันมากๆ มาจากการ Balance insight คนทำงานกับปัญหาความรักได้อย่างลงตัว ปัญหาคลาสสิคที่คู่รักยุคนี้ต้องเจอะเจอ คือหลายคนสนใจแต่การทำงาน แต่ลืมให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัว ซึ่งตัวหนังบอกให้เรารู้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตที่ดีอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชีหรือหน้าที่การงานเท่านั้น แต่คุณต้องสามารถบาลานซ์ความสัมพันธ์ของคุณและคนสำคัญในชีวิตได้ด้วย เหมือนกับ ยศ และแฟนสาวที่สุดท้ายก็ประทับใจกับการดูแลอย่างดีที่สุด นอกจากเพื่อลูกค้าแล้ว เขาก็ทุ่มเทเพื่อความสัมพันธ์ และอนาคตของเขากับเธอด้วยนั่นเอง

 

 

เรื่องราวทั้งหมดแม้เป็นเหตุการณ์ที่เล่าผ่านพนักงานแบงก์คนหนึ่ง แต่มันคือความตั้งใจที่ธนาคารกสิกรไทย จะทำให้คนดูรับรู้ว่า “บริการทุกระดับประทับใจ” ไม่ได้เป็นแค่คำพูดที่สวยหรู แต่มันฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของการบริการของพนักงานกสิกรไทยทุกคนที่จะขอ “#ดูแลทุกความสัมพันธ์” ให้ดี..ให้ลูกค้าประทับใจไปตลอด

รู้แล้วใช่มั้ย ว่าต้องดูแลแค่ไหน ถึงจะได้รักแท้…

 

AIS Business Cloud 2017 หนุนประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

เมื่อการปรับตัวทางเศรษฐกิจของโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุค Internet of Things ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหลอมรวมของเทคโนโลยีกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค กำลังตกตะกอนจนเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมสู่บริบทที่กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะในด้านบริหารจัดการธุรกิจ คำว่า “Smart Business” ที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องเรียนรู้และประยุกต์นำมาใช้ เพื่อเสริมศักยภาพการบริหารจัดการ การลดต้นทุน ตลอดจนสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า

“เอไอเอส”นับเป็นผู้นำโอเปอเรเตอร์ ที่มีการพัฒนานวัตกรรม AIS Business Cloud อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำพาทุกธุรกิจสู่การเปลี่ยนผ่านแห่งยุค Digital Transformation  โดยมีการผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ Microsoft, VMware NSX, NetApp, Check Point ร่วมเปิดให้บริการ “คลาวด์เพื่อธุรกิจ (AIS Business Cloud) ซึ่งเปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

 

ล่าสุดเอไอเอส จัดงานสัมมนาใหญ่เพื่อองค์กรธุรกิจ เผยวิสัยทัศน์และนโยบาย AIS Business Cloud 2017 พร้อมให้บริการ Business Cloud แบบ End-to-End และประกาศพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ด้าน Cloud กับทุกธุรกิจที่ต้องการมีระบบ Cloudของตัวเองเริ่มตั้งแต่ให้คำปรึกษา วางแผน ปฏิบัติ ตลอดจนการให้บริการแบบ Managed Service ที่ครบวงจร ได้มาตรฐานและความปลอดภัยระดับโลก ด้วยทีมงานบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมช่วยดูแลและให้บริการตลอดการใช้งาน เพื่อให้ทุกธุรกิจแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค Thailand 4.0

งานนี้ Marketeer ร่วมไปฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหารเอไอเอส ที่พูดถึงกลยุทธ์รุกตลาดองค์กร  เรียกว่างานนี้ได้รับความสนใจจากพาร์ตเนอร์ธุรกิจองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมฟังแน่นขนัดห้องแกรนด์บอลลูน โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยเฉพาะหลายคนสนใจการนำเสนอนวัตกรรม AIS Business Cloud ที่เอไอเอสได้สาธิตแยกเป็น Solutions ต่างๆ ซึ่งเราเก็บภาพรวมบรรยากาศมาให้ผู้อ่านรับชมกัน

ต้องบอกว่าปัจจุบันเทคโนโลยี Cloud เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญขององค์กรทั้งขนาดใหญ่และ SME เพราะเป็นเสมือนศูนย์กลางที่ทำให้ระบบหลังบ้านมี Infrastructure ทันสมัย พร้อมก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา เทคโนโลยี Cloud จึงเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นส์ที่เอไอเอสมุ่งเน้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผสานเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ที่เอไอเอสมีอยู่ อาทิ Mobile, Internet of Things (IoT), Fixed Network ฯลฯ เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ ที่แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ

“เอไอเอสมีความภูมิใจและมีความพร้อมในการเป็น End-to-End service provider ที่ครบวงจรเพียงหนึ่งเดียว สำหรับธุรกิจในยุค Thailand 4.0 เพื่อช่วยองค์กรต่างๆเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น พร้อมวางใจได้เรื่องมาตรฐานความปลอดภัย อันจะเป็นการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนองค์กรของท่านสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Business Transformation) รวมถึง เป็น Open Cloud Platform ที่เปิดกว้างให้พาร์ทเนอร์ใน Ecosystem มาร่วมกันสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทำให้พร้อมรองรับอนาคตได้อย่างดี” ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส กล่าวบนเวที

ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส

 

“ขีดความสามารถของบุคลากรที่ได้พัฒนาความรู้ และความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีดิจิทัล ผสมผสานเข้ากับหัวใจบริการ และทัศนคติที่มุ่งช่วยเหลือลูกค้า ตลอดจนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาทุกธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 อย่างแข็งแกร่ง ลูกค้าองค์กรทุกกลุ่ม ทุกขนาด จึงมั่นใจได้ว่า ท่านจะได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงสุด โดยเราพร้อมอยู่เคียงข้าง สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ท่านเพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

 

 

ตอบครบทุกโจทย์ความต้องการ

ทั้งนี้บริการ End-to-End Cloud Services ประกอบด้วย

1. Network for Business จากการที่เอไอเอสมีความแข็งแกร่งด้าน Network เป็นอันดับ 1 โดยมีโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud Infrastructure และ DATA CENTER ของเอไอเอสเอง ทำให้สามารถให้บริการ Cloud ได้แบบ End-to-End Service Provider อย่างครบวงจร หนึ่งเดียวในไทย และพร้อมที่จะปรับรูปแบบให้ยืดหยุ่นได้ตามที่ต้องการ

เป็นครั้งแรกของเมืองไทย กับ บริการ Bandwidth on Demand ให้ลูกค้า AIS ที่ใช้บริการ Internet และ MPLS สามารถเข้ามาปรับเพิ่ม Bandwidth ได้ด้วยตัวเองผ่านหน้า portal โดยสามารถปรับเพิ่มเป็นรายวัน แบบชั่วคราวได้ ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน Cloud ของลูกค้าองค์กร ที่อาจจะต้องการเพิ่ม Bandwidth ในการใช้งาน

 

2. Infrastructure/ Platform as a service ที่เอไอเอสได้ร่วมกับพันธมิตรผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐานและเหนือชั้นยิ่งกว่า ล่าสุดกับบริการ Azure and Hybrid Cloud ร่วมกับ Microsoft โดย AIS ได้นำระบบ cloud ระดับโลก จาก Microsoft Azure มาให้บริการในระดับที่ Advance ขึ้น ให้กับลูกค้าเอไอเอส โดย AIS Business Cloud จะทำงานประสานอย่างไร้รอยต่อ กับ Microsoft Azure ด้วยการระบบ Hybrid Cloud platform สามารถบริหารจัดการ resource ถึงระดับ insight analytic ทั้งบน on-premise cloud และ Azure จาก console เดียวกัน

โดยนำความสามารถ platform Machine learning, Big data analytic, IoT suite, Web app platform, Data lake analytics และอีกมากมาย ตลอดจน บริการ Backup on cloud ร่วมกับ Veeam, Disaster recovery, Database Platform ร่วมกับ TMaxsoft และ Enterprise Cloud power by VMware เป็นต้น

 

3. Security Service โดยร่วมกับ Palo Altoให้ บริการ Centralized Firewall เพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตให้ปลอดภัย โดยเฉพาะบริษัทที่มีสาขาต่างๆ ทำให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ Firewall ไปติดตั้งแต่ละสาขาอีกต่อไป

 

4. Software as a service ได้แก่ บริการ AIS Unified Communication เพิ่มประสิทธิภาพของระบบโทรศัพท์สำนักงาน โดยองค์กรไม่ต้องลงทุนทรัพยากรในการติดตั้ง และดูแลรักษาระบบตู้ PBX ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโทรหากัน, AIS mForm สำหรับสร้างแบบฟอร์มการทำงานภายในองค์กร พร้อมใช้งานบน Cloud Platform ของ AIS โดยที่องค์กรไม่ต้องใช้เวลาไปกับการพัฒนาโปรแกรม software รวมถึงไม่ต้องดูแลรักษาระบบ hardware ที่รัน software โปรแกรมนั้นๆ ด้วย

 

5. Managed Cloud Services ที่พร้อมให้บริการ Cloud ได้แบบ End-to-End เริ่มตั้งแต่ให้คำปรึกษา, ติดตั้งระบบ, ย้ายระบบ, ดูแลรักษาระบบเครือข่าย รวมถึงความปลอดภัยของระบบ ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจไทย เจาะลึกการนำเทคโนโลยี Cloud มาใช้ประโยชน์ในองค์กร, ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Trend ของเทคโนโลยี Cloud จากทั่วโลก พร้อมกลยุทธ์การใช้ Cloud ในการพัฒนาให้องค์กรประสบความสำเร็จ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก รวมไปถึงจัดแสดงโซลูชั่นส์ใหม่ๆ ของ Cloud ให้ผู้ประกอบการที่มาร่วมงานได้สัมผัสและทดลองใช้บริการอีกด้วย

AIS Business Cloud 2017 We are ready!

 

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจใช้บริการ AIS Business Cloud สามารถติดต่อได้ที่ ทีมงานของ AIS ที่ดูแลลูกค้าองค์กร, AIS Business Call Center 1149 หรือที่ business.ais.co.th

ไล่เรียงโน้ตต่อโน้ต ถอดรหัสงานสุดล้ำประจำปีของ Noble ทำไมต้องเป็นเสียงดนตรี?

โนเบิลฯ บอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมผ่านเสียงเพลง

แบรนด์อสังหาฯ โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เขย่าวงการอีกครั้งด้วยการตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่เชื่อในความแตกต่าง มีมุมมองในการออกแบบที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตทุกๆ วันที่ไม่เหมือนใคร ตามปรัชญา “be different, be noble” ครั้งนี้ ผลงานถูกถ่ายทอดออกให้ติดตามอีกครั้ง ผ่านคอนเซ็ปต์ที่ก้าวข้ามความธรรมดาและเหนือความคาดหมายอีกครั้งด้วยแคมเปญ NOBLE, DEFINE THE DIFFERENCE | THE SOUND OF ARCHITECTURE กับครั้งแรกที่งานสถาปัตยกรรมจะถูกถ่ายทอดผ่าน “เสียง”

 

NOBLE, DEFINE THE DIFFERENCE | THE SOUND OF ARCHITECTURE คือ การนำงานสถาปัตยกรรมของโครงการโนเบิลฯ ทั้ง 5 โครงการ คือ Noble Ploenchit, Noble Around  Sukhumvit 33, Noble BE33, Noble BE19 และ Noble Gable Kanso Watcharapol มานำเสนอด้วยวิธีการใหม่ในรูปแบบ “เสียง”  ด้วยการถอดรหัสงานโครงสร้างสถาปัตย์ รายละเอียดงานออกแบบตกแต่ง ให้กลายเป็นภาพกราฟิก และถ่ายทอดออกมาเป็นท่วงทำนองเพลงที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแต่ละโครงการเพื่อให้รับรู้ถึงความแตกต่างที่โนเบิลฯ ตั้งใจใส่ไว้ในทุกๆ รายละเอียด  และงานคราฟต์ First -Ever Sound Machine คือเครื่องที่จะมาทำหน้าที่อ่านค่าเสียงเพื่อให้คุณสัมผัสและรับรู้ถึงงานสถาปัตยกรรมโนเบิลอย่างแท้จริง

ด้วยปรัชญาการออกแบบของโนเบิลฯ ที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผนวกกับใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการสรรสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด แตกต่าง และที่สำคัญสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตอันหลากหลาย ในครั้งนี้…ไม่เพียงแค่การมองเห็นความสวยงามของงานดีไซน์ของโนเบิลด้วยตา แต่จะต้องสัมผัสและรู้สึกถึงรายละเอียดของงานออกแบบได้ด้วย “การฟัง”  ที่พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมฟังเสียงของงานสถาปัตยกรรมของโนเบิลในแต่ละโครงการ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 21-24 กันยายนนี้ ที่สยามพารากอน ชั้น 1

 

เพราะรายละเอียดของงานดีไซน์ ต้องสัมผัสได้มากกว่าแค่ตามอง
กับครั้งแรกที่ความสวยงามของงานสถาปัตยกรรม ชีวิต และสิ่งแวดล้อม จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของ “เสียง”

ครั้งนี้โนเบิลอยากจะแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรม ที่นอกจากสัมผัสได้ด้วยตาเห็น ตอบโจทย์ในแง่ของการอยู่อาศัยแล้ว ยังสัมผัสและเข้าใจได้ด้วยการฟัง โดยการลองนำสถาปัตยกรรมมาสร้างเป็นสิ่งใหม่ในรูปแบบของ “เสียง” ด้วยการ Decode งานโครงสร้างสถาปัตย์รายละเอียดของงานออกแบบตกแต่งภายใน สิ่งแวดล้อมรอบข้างโครงการที่เกิดขึ้นเป็นวัฒนธรรมของย่านๆนั้น ถ่ายทอดออกมาให้กลายเป็นภาพกราฟิก

แคมเปญนี้เป็นอีกครั้งที่โนเบิล ได้ตอกย้ำว่า ‘Be different’ เป็นสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอและถ่ายทอดออกมา และใส่ลงไปในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือองค์ประกอบต่างๆ ที่เล่าผ่านงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่สร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ในแบบฉบับ ‘be different, be noble

 

NOBLE, DEFINE THE DIFFERENCE | THE SOUND OF ARCHITECTURE

ในแคมเปญนี้ทางโนเบิลฯ ได้คุณ “ตั้ม โมโนโทน” ผู้ที่หลงใหลและเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของเสียง ให้เกียรติเป็น Music Composer หรือผู้ที่มิกซ์เสียงสถาปัตยกรรมของโนเบิลฯ ทั้ง 5 โครงการให้ออกมาเป็นเพลง  โดยเล่าเป็นจังหวะเพลงที่แตกต่างกัน จะเห็นต้นกำเนิดของ “เสียง” หรือ เมโลดี้บางอย่างในเพลง ประกอบกับเห็นจังหวะในเพลงนั้นว่ามาจากสถาปัตยกรรมส่วนใดของโครงการ  ที่สื่อถึงเอกลักษณ์และความแตกต่างของแต่ละโครงการ

 

 

FROM PATTERN TO SOUND

การ decode สถาปัตยกรรมของ NOBLE เริ่มจากโครงสร้าง façades, patterns และ materials ให้กลายเป็นกราฟฟิก ง่ายๆ จากนั้นนำกราฟฟิกมาเรียงเป็น pattern ในรูปแบบที่เรียบง่าย (simple graphic)

 

กราฟิกจะถูกแปลงให้กลายเป็นเสียง โดยเสียงที่ได้จะอิงมาจากวัสดุต่าง ๆ ของสถาปัตยกรรม เช่น เสียงของเหล็ก กระจก หรือไม้ และความถี่หรือจังหวะในเพลงจะเกิดขึ้น จาก pattern หรือการเรียงตัวของ façade เมื่อได้เสียงของแต่ละกราฟิกแล้ว กราฟฟิกที่ถูกเรียงเป็น pattern จะถูกนำไป compose ให้กลายเป็นเพลง

อีกไฮไลท์ของแคมเปญนี้ คือ โนเบิลได้สร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ทำขึ้นมาเฉพาะ ซึ่งสามารถอ่านค่าของกราฟิกและแปลงเป็นเสียง แต่ละโครงการจะมีแผ่นเสียงที่มี Pattern แตกต่างกันไป เครื่องเล่นแผ่นเสียงนี้สามารถเปลี่ยนแผ่น และเล่นได้จริง โดยเครื่องเล่นนี้จะถูกนำไปแสดง ณ วันงานด้วย

 

The Sound of Noble Ploenchit “ท่วงทำนองของสถาปัตยกรรมแห่งชีวิตอนาคต”

ตัวอย่าง Mixed sound จากถูกถ่ายแรงบันดาลใจจากโครงการ Noble Ploenchit โดยหลายๆ ส่วนของเพลง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบของอาคารมีรูปแบบเรียบง่าย เส้นสายน้อยแต่มากในรายละเอียด แสดงถึงสัจจะตามปรัชญาการออกแบบโมเดิร์นนิสต์ จังหวะของเพลงถูกถอดออกมาจากเส้นสายที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาของสถาปัตยกรรม รายละเอียดที่แอบซ่อนอยู่ สัดส่วนที่ลงตัว สร้างแสงและเงาที่เพิ่มมิติให้กับอาคาร เช่นเดียวกับการเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้าง ที่ออกแบบให้ คอนกรีต เหล็กและกระจกในเพลงมีเสียงที่ให้ความรู้สึกถึงวัสดุต่างๆ แสดงออกถึงความต่างที่กลมกลืนกับบริบทโดยรอบ ความรู้สึกโอ่โถงของสถาปัตยกรรม และที่ตั้งของ โนเบิล เพลินจิตที่อยู่ ณ ใจกลางของทุกสิ่งที่ชีวิตปรารถนา

 

 

นี่จึงเป็นอีกครั้ง ในการสร้างสรรค์ผลงานของโนเบิล ที่น่าจะสร้างความตื่นตาให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ใช่แค่การเป็นแบรนด์ที่นำเสนอรูปแบบในการใช้ชีวิตผ่านที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองแล้ว แต่ยังสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ผ่านงานดีไซน์ ที่แตกต่าง ตามฉบับของโนเบิล และสำหรับผลงานที่เกิดขึ้นในแคมเปญนี้ คือ Mixed-Art ชั้นดีที่พร้อมจะสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ก้าวข้ามความธรรมดา ให้ทุกวันในการใช้ชีวิตแตกต่างและไม่เหมือนใคร

ติดตามทั้ง 5 ทำนองจาก 5 โครงการของโนเบิลและได้เลือกพื้นที่ชีวิตที่แตกต่างในงาน NOBLE, DEFINE THE DIFFERENCE | THE SOUND OF ARCHITECTURE วันที่ 21-24 กันยายนนี้ ชั้น 1 สยามพารากอน พร้อมลงทะเบียนรับ Wireless Headphones จาก BANG & OLUFSEN* ได้ที่ https://goo.gl/8bLxjf

 

 

 

รู้จัก “พรอส” และ5 เหตุผล ที่ทำไมใครๆก็เลือกบ้าน Precast

“อย่าไปซื้อบ้าน Precast เขาว่าไม่ดีนะ”

เคยได้ยินประโยคแบบนี้บ่อยเหลือเกิน หลายครั้งก็ถามกลับว่า “เขาน่ะใคร” ต้นเสียงก็ดูเหมือนไม่มีคำตอบ “ไม่รู้ล่ะ อย่าไปซื้อละกัน” อ้าว…

แต่ดูเหมือนว่าความจริง จะตรงข้ามกับความเชื่อแบบปากต่อปาก เพราะปัจจุบันโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากมาย มองทางไหนก็พบระบบการก่อสร้างแบบ Precast ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ๆ ก็ล้วนแต่พัฒนาระบบผนังสำเร็จรูปที่ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองการขยายตัวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

วันนี้ บริษัท พรอสเพอริตี้ คอนกรีต จำกัด หรือ Prosperity Concrete(พรอส) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป Precast ได้มาอธิบายเป็นความรู้ให้เราเข้าใจ Precast อย่างถูกต้อง ว่ามีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

จริงๆแล้ว ระบบ Precast เป็นนวัตกรรมโดยถูกพัฒนาจากยุโรปมากว่า100 ปี ซึ่งได้รับการพัฒนามากขึ้นในประเทศไทยในช่วง8-10ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์กับการก่อสร้างในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว และความคุ้มค่าของผู้ประกอบการ

 

“ระบบ Precast นี้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้สามารถหล่อสำเร็จรูปจากโรงงาน และนำชิ้นส่วนเหล่านั้นไปประกอบที่ไซต์งานได้อย่างสะดวก นอกเหนือจากความสะดวกแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิตได้ทุกกระบวนการ ทั้งด้านวัตถุดิบ แรงงาน คนงาน  มาตรฐานของสินค้า และที่สำคัญยังสามารถควบคุมตารางเวลางานได้ เพราะหากใช้แรงงานคน ในการทำงานหน้าไซต์จะยากต่อการควบคุมเวลา แต่หากใช้ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปจะสามารถจบงานได้ตรงตามเป้าหมาย ตามตารางเวลาที่กำหนด อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ข้อดีด้านความสะอาด เพราะเมื่อไม่ต้องใช้วัสดุในการหล่อการเท ทุกอย่างไปเป็นชิ้นสำเร็จรูป ทำให้ทุกอย่างสะอาด สะดวก สามารถเลือกใช้เป็นชิ้นๆตามที่ส่งไปหน้าไซต์”

ธีรยุทธ เลิศวัฒนารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพอริตี้ คอนกรีต จำกัด

แน่นอนว่าระบบ Precast ตอบโจทย์ในมุมฟังก์ชั่นของผู้ประกอบการอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนในแง่ของผู้อยู่อาศัยเองก็ได้บ้านที่แข็งแรงกว่า มีความสวยงามมากกว่าบ้านก่ออิฐ ฉาบปูน ที่ต้องมีเสาหรือคานบ้าน ทำให้ยากต่อการดีไซน์บ้าน

อย่างไรก็ตาม บ้าน Precast จะไม่ตอบโจทย์สำหรับการดัดแปลงบ้าน เนื่องจากมีตัวบ้านมีการคำนวณน้ำหนักโครงสร้างไว้แล้ว โดยผนัง Precast ทำหน้าที่รับน้ำหนักของตัวบ้านไว้แทนเสากับคาน ดังนั้นจึงไม่สามารถทุบเจาะได้ทุกส่วน ยกเว้นถ้าได้รับคำปรึกษาจากวิศวกรที่เป็นผู้ออกแบบ ก็จะทราบว่าบางส่วนสามารถแก้ไขดัดแปลงได้บ้าง แบบไม่กระทบโครงสร้าง (แต่ถ้าไม่แก้เลยดีที่สุด)

 

ส่วนอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนยังกังขากับบ้าน Precast คือปัญหารอยต่อผนัง หากช่างหน้างานทำไม่ดี ฝีมือไม่ละเอียดพอ ก็จะทำให้เกิดปัญหายอดฮิตอย่างน้ำซึม น้ำรั่วได้ ทำให้หลายคนเข็ดขยาด และบอกต่อกันไปกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีไป

ดังนั้นนวัตกรรมดีอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการเองก็ต้องใส่ใจกับรายละเอียดตั้งแต่การเลือกใช้โรงงาน Precast ที่ได้รับมาตรฐาน ตลอดจนขั้นตอนหน้างานก่อสร้างด้วย จึงจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้

เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคเองก็ต้องเลือกบ้านจากแบรนด์ที่มีการใช้โรงงาน Precast ที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะรับประกันว่าบ้านของคุณจะไม่มีปัญหาในอนาคต เพราะอย่าลืมว่าบ้านหลังหนึ่งอยู่กับเราทั้งชีวิต

 

พรอส ผู้นำ Precast ตัวจริง

สำหรับ“Prosperity Concrete” บริษัท พรอสเพอริตี้ คอนกรีต จำกัด เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้นำโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป(Precast)ประเทศไทย โดยเป็นผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่มีสินค้าครอบคลุมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพื้นสำเร็จรูปแบบกลวง / แผ่นพื้นสำเร็จรูปแบบตัน / ชิ้นส่วนรั้วสำเร็จรูป / เสา-คานสำเร็จรูป / สินค้าชนิดคอนกรีตอัดแรง / ผนังสำเร็จรูป ครบการใช้งาน

ด้วยความที่เป็นซัพพลายเออร์ ผู้บริโภคหลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ในแวดวงอุตสาหกรรม Precast เรียกว่าไม่มีใครไม่รู้จักพรอสโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของที่นี่ ด้วยเหตุผลความคุ้มค่า ซึ่งประกอบด้วย 2 ปัจจัย “นวัตกรรม”และ “ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ” ซึ่งทั้งสองปัจจัยเกิดจากการพัฒนาความรู้อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นดีเอ็นเอขององค์กร

“ถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ผมเชื่อว่าการทำงานของเราต้องละเอียดทุกขั้นตอน สินค้าทุกชิ้น ต้องผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมอย่างถูกต้อง เพื่อให้สินค้าอยู่ในมาตรฐานที่ดี และยังควบคุมมาตรฐานการผลิตตั้งแต่โรงงานจนถึงขนส่งหน้างาน ที่สำคัญต้องติดตามผลได้ อธิบายได้ หากมีข้อตำหนิหรือแนะนำ พรอสเองยินดีน้อมรับและพัฒนาปรับปรุง และมี Service mind ที่จริงใจต่อกลุ่มลูกค้าเสมอ สิ่งสำคัญในการทำงานของพรอส คือการรับฟังความเห็นของลูกค้าเพื่อพัฒนาหาสิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งๆขึ้นไปจากปัจจุบัน”

ทำด้วยความดี ด้วยความซื่อสัตย์

อย่างที่บอกว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องพัฒนาทั้งภายนอกและภายใน

“ความดีในที่นี้อาจหมายถึง ทำดีด้วยความรู้ ดีด้วยความตั้งใจ ดีด้วยความพัฒนาบุคลากร ดีด้วยความสนใจ ใส่ใจ และก็เข้าใจ ส่วนในความซื่อสัตย์ พรอสยึดถือสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในส่วนของกลไกที่สร้างคน สร้างประเทศนี้ขึ้นมา อย่างเช่นการซื่อสัตย์ของตัวพนักงาน ทุกคนต้องเป็นพนักงานที่มีความรับผิดชอบต่องาน ต่อครอบครัว และสิ่งที่เขาทำ หรือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆแล้วคืออะไร”

“ทุกวันนี้พรอสใช้มาตรฐานของ PCI ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นแนวทางในการทำงาน (The Precast/Prestressed Concrete Institute) เพราะเรามองว่าเป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ และเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับลูกค้าของเรา พรอสเองอาจไม่ทันสมัยที่สุด แต่ก็มีการพัฒนาเสมอ พัฒนาคน พัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาไปด้วยกัน”

พรอสเชื่อว่า.. “ทุกวันของความพยายามในทุกเรื่อง จะทำให้เราดีขึ้นไม่มากก็น้อย ในหนึ่งวันผ่านไป วันนี้ย่อมไม่ได้ดีที่สุด แต่ถ้าเราพยายามอีก พรุ่งนี้เราก็ย่อมเจอสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ดีกว่าทั้งด้านงานและด้านองค์กร” ความคิดแบบนี้ทำให้พรอสสามารถเดินหน้าต่อเนื่องไปได้ไม่มีสิ้นสุด

สิ่งเหล่านี้ทำให้พรอสกล้าที่จะบอกว่า “พรอสคือผู้เชี่ยวชาญด้าน Precast คอนกรีต”…ตัวจริง!

เปิดใจ“เฮียมิ้ง” ผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเซเว่นฯเจ้าแรกประเทศไทย ไขคำตอบที่หลายคนสงสัยธุรกิจเซเว่นฯ

ทำไมเซเว่นฯ ถึงต้องมีหลายสาขา.. บางสาขาใหม่นี่แทบจะติดกันเลย..หรือ CP All ตั้งใจมาแย่งลูกค้าจากผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเดิม (Store Partner)

นี่เป็นสารพัดคำถามที่หลายคนหัวร้อนต่อๆกันโดยที่ไม่ได้รับฟังคำชี้แจงจากคู่กรณีทั้งหมด

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นดี สามารถทำลายสิ่งที่เราทำมาทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ดังนั้นควรอย่างยิ่งที่จะเปิดใจหลายๆข้างก่อน อย่างกรณีนี้แอดมินเองก็เคยได้ยินคนพูดประมาณนี้เหมือนกัน และก็ฟังคำอธิบายจากผู้บริหารเองก็บ่อยครั้ง แต่ก็อย่างว่า ถ้าฟังจากผู้บริหารเซเว่นฯเอง ร้อยทั้งร้อยเราก็ไม่อยากจะเชื่อสนิทใจเท่าไร

วันนี้มีโอกาสได้ฟังจากปากของ บุญมี บุญยิ่งสถิต หรือ “เฮียมิ้ง” คู่ค้าธุรกิจคนหนึ่งของเซเว่นฯ ต้องบอกว่าแกเป็นผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเซเว่นฯเจ้าแรกในประเทศไทย เรียกว่าเป็นรุ่นเก๋าตั้งแต่ยุคเซเว่นฯบุกเบิกทำ Store Partner ก่อนที่เซเว่นฯจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดคอนวีเนียนสโตร์เมืองไทย

“ย้อนความไป 26 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นผมเริ่มจากการทำร้านโชห่วยอยู่แล้ว ย่านเพชรบุรีซอย 5 หลังจากนั้นจะมีร้านมินิมาร์ทมาเปิดใกล้ๆ บ้านเรา  คราวนี้ผมเห็นรูปแบบร้านเขาจัดเรียงสินค้าได้สวย เราก็ประทับใจ บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนหาทำเลเปิดร้านเซเว่นฯ เข้ามาติดต่อเรา ผมเลยคุยกับทางเจ้าหน้าที่ว่า เปิดโอกาสให้คนนอกเขามาร่วมทำหรือยัง เขาบอก ถ้าเฮียสนใจ เฮียจะได้เป็นคนแรกที่เข้ามาทำ”

 

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจร้านเซเว่นฯ อีเลฟเว่น ตอนเริ่มทำเฮียมิ้งช่วยกันทำกับภรรยาคู่ชีวิตกัน2 คน เฮียมิ้งยอมรับว่าเหนื่อย แต่เป็นความเหนื่อยที่สนุก สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่ในการแข่งขันบนโลกยุคใหม่ ซึ่งกว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้นั้นผ่านความอุตสาหะวิริยะมากมาย เรียกว่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วไม่ได้ ซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นบทเรียนเรื่องเล่าที่สอนคนรุ่นหลังในการทำธุรกิจให้เติบโตระยะยาว

“เอาจริงๆตอนนั้นผมไม่กล้าบอกใครเลยนะว่ามาทำเซเว่นฯ คือถ้าญาติหรือเพื่อนรู้นี่โดนด่าแน่ เอาเงินให้เค้าทำไมเป็นล้าน ขายของได้กำไรก็ต้องแบ่งให้เขา แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดดีแล้วว่า เราเป็นร้านโชห่วย วันนั้นห้างทันสมัยต่างๆก็เริ่มเข้ามามากขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว นำเทคโนโลยีการจัดการทันสมัยมาใช้ ซึ่งเซเว่นฯคือคำตอบ”

ก่อนเปิดสาขา เฮียมิ้งก็เหมือนได้กลับเป็นนักเรียนนักศึกษาอีกครั้ง ต้องไปเรียนหนังสือ ไปอบรมเป็นเดือน บนโต๊ะมีผู้บริหารเกือบสิบคนล้อมรอบ รุมสอนคนๆเดียว เรียกได้ว่าประคบประหงมเต็มที่

 

“สิ่งที่เห็นคือความตั้งใจของเซเว่นฯที่ตั้งใจช่วยผู้ร่วมทำธุรกิจร้านจริงๆ ตอนผมเปิดสาขาแรกผู้บริหารก็ผลัดกันมาแวะเวียน มาคุย มาติวเข้ม บางครั้งก็แอบมาส่องสาขาผมบ่อยมาก คือทุกคนก็ตั้งใจกับผม เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยกันพัฒนาให้เราสามารถเติบโตได้”

พอเปิดร้านสาขาแรก รหัสสาขา 0028  เฮียมิ้งยังไม่คิดที่จะขยายธุรกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเจ้าหน้าที่ของเซเว่นฯ ก็หาทำเลใกล้กับสาขาที่ 1 บอกว่าสามารถเปิดร้านเซเว่นฯได้อีกสาขาหนึ่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า จึงเกิดเป็นร้านเซเว่นฯ สาขาที่ 2 ขึ้นคือรหัสสาขา 0791 ซึ่งทำเลห่างจากสาขาเดิมแค่ 8 คูหา!

“เปิดร้านใหม่ๆ  ผลกระทบก็คือลูกค้าหายไป แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไป ด้วยชุมชนที่หนาแน่นขึ้น ทำให้สาขา 1 กับสาขา 2  มีลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยตัวของมันเอง หลังจากที่ร้านสาขาที่ 1  กับสาขาที่ 2 ลงตัวแล้ว ก็เลยเกิดสาขาที่ 3 ตามมาด้วยสาขาที่ 4 สาขาที่ 5”

 

หลังจากผ่านมา 26 ปี ทุกอย่างเริ่มลงตัว เฮียมิ้งจึงวางมือ และปล่อยให้ลูกชายบริหารงานร้านแทน งานหลักของเฮียคืออยู่กับแม่แล้วก็พาแฟนไปเที่ยว ไปรับหลานกลับจากโรงเรียน พาไปหัดว่ายน้ำบ้าง ขี่จักรยานบ้าง

“จริงๆ การทำร้านเซเว่นฯซึ่งอยู่ใกล้กัน ข้อดีก็คือผมไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้อยู่กับหลานมากขึ้น ผมมีความสุขครับที่ได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับแม่ได้ดูแลเขามากขึ้นใกล้ชิดขึ้น”

เพราะความสุขที่แท้จริง คือการได้ใช้ชีวิตให้เวลาอยู่กับครอบครัว นี่คือรางวัลแห่งความสำเร็จที่เฮียมิ้งบอกกับเรา

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของคนที่ทำธุรกิจเซเว่นฯที่ประสบความสำเร็จ และไม่ได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น จาก 26 ปีในวันนั้น มาจนถึงวันนี้ ยังมีอีกหลายคนจากธุรกิจเซเว่นฯที่สามารถส่งลูกหลานจบการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิด ได้สร้างผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยให้เกิดขึ้นมากมายได้เปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างเป็นนายจ้างที่มีความมั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ตามอย่างที่เฮียมิ้งเล่า ว่าความสำเร็จทุกวันนี้ไม่ใช่จ่ายเงินลงทุนแล้วได้มาเลย แต่ต้องมีการเรียนรู้ มีการพัฒนาต่อเนื่อง ดังเช่นตลอด26 ปีที่เฮียแกต้องพบปัญหา และหาทางแก้มาตลอด ซึ่งนั่นเป็นหนทางของนักธุรกิจไม่ว่าธุรกิจใดๆก็ตาม แต่ถ้าไม่ท้อก็ย่อมหาทางผ่านไปได้ ที่สำคัญคือการมีพาร์ตเนอร์อย่างเซเว่นฯที่พร้อมให้ความรู้ช่วยเหลือทั้งความรู้และด้านเทคนิค ที่ผู้บริหารเซเว่นฯบอกอยู่เสมอ “ร่วมหัวจมท้าย ไม่ทิ้งกัน”

 

3 ประเด็นยอดฮิตที่ผู้บริโภคถาม เซเว่นฯตอบ

  • ทำไมเซเว่นฯ ถึงต้องมีหลายสาขา และบางสาขาก็อยู่ใกล้กัน?
    เนื่องจากแต่ละสาขาจะมีการประมาณการจำนวนลูกค้าที่ร้านสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป  พื้นที่นั้นอาจจะมีความเจริญมากขึ้น ชุมชนเติบโตขึ้น จำนวนลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริการของสาขาเดิมไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า จึงจำเป็นต้องเปิดร้านใหม่เพื่อช่วยรองรับลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกสบายและรวดเร็ว
  • เปิดแข่งพาร์ตเนอร์หรือไม่?ก่อนจะเปิดสาขาใหม่ใกล้เคียงกับสาขาเดิม บริษัทฯ จะให้สิทธิ Store Partner เจ้าเดิมพิจารณาถึงความพร้อมในการขยายสาขาใหม่ ถ้าพร้อม Store Partner ก็สามารถใช้สิทธิบริหารร้านใหม่ได้เลย แต่ถ้ายังไม่พร้อม บริษัทฯจะเปิดร้านรอไว้ เพื่อรอให้ Store Partner มาโอนไปในอนาคตเมื่อพร้อม ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัทฯ ก็จะมีการประกันรายได้สาขาเดิมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ และยังเข้าใจผิดคิดว่า บริษัทไปเปิดสาขาแข่งกับ Store Partner
  • ยึดกิจการของ Store partner?
    มีบางคนสงสัยว่า เมื่อ Store Partner ทำธุรกิจร้านเซเว่นฯจนเติบโตดีแล้ว บริษัทกลับยึดกิจการของ Store Partner มาเป็นของบริษัทฯ ซึ่งเซเว่นฯตอบว่าไม่เป็นความจริง เพราะเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ คือต้องการทำให้ Store Partner สามารถขยายร้านได้ และเติบโตในทำเลของตนเอง นี่คือสิ่งที่บริษัทฯ มอบให้ Store Partner ทุกคน หลายคนสามารถส่งลูกหลานจบการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิด ได้สร้างผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยให้เกิดขึ้นมากมายได้เปลี่ยนชีวิตจากลูกจ้างเป็นนายจ้างที่มีความมั่นคงมากขึ้น

 

ประเด็นน่าสนใจและข้อเท็จจริงอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบคือ สัดส่วนของร้านเซเว่นฯ ในประเทศไทย แบ่งเป็นร้านของ Store Partner จำนวน 5,545 สาขา คิดเป็น 55%  ส่วนร้านบริษัทหรือบริษัทบริหารเองนั้นจำนวน 4,508 สาขา หรือคิดเป็น 45%

ซึ่งตัวเลขนี้คงบอกได้ว่าเซเว่นฯยังให้น้ำหนักกับ ผู้ร่วมลงทุนหรือ Store Partner เป็นสัดส่วนใหญ่ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี