All posts by Konkrai

5 ปัจจัยต้องรู้! ทำไมการจดทะเบียนประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคลจึง”ดี” ทั้งภาษีและสินเชื่อ

หลังจาก “มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล” ได้ผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559

สาระสำคัญของมาตรการนี้ คือปรับอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมให้หักได้ 60-85% เหลือ 60% เท่านั้น! จุดนี้เสมือนเป็นการจูงใจให้บุคคลธรรมดาเปลี่ยนมาจัดตั้งนิติบุคคลประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ยังให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่า จูงใจอีกต่อหนึ่งด้วย

อย่างที่เห็นในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจซึ่งโดยเกือบทั้งหมดไม่มีการเก็บภาษีอย่างถูกต้อง พูดง่ายๆคือไม่มีใครอยากจะเข้าระบบ ซึ่งนั่นทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการจัดการภาษีทั้งในระยะต้นตลอดจนระยะยาวในอนาคต

จึงนับเป็นความพยายามของภาครัฐที่จะจัดการระบบการจัดเก็บภาษีให้เป็นระบบและมีความยุติธรรม ที่สำคัญคือเพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้ประกอบการ เพื่อที่จะพัฒนาทั้งนโยบายการช่วยเหลือ ตลอดจนนโยบายส่งเสริมอย่างละเอียดในอนาคตอีกด้วย นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการตีกรอบ “คนที่ต้องเสียภาษี” ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีที่ถูกต้องมากขึ้น เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม SME ไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับมาตรการและสิทธิประโยชน์ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน

ที่มา: กรมสรรพากร

1.ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใดๆ ที่บุคคลธรรมดาโอนให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง ตั้งแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในมาตรการฯ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นทุนในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล

2.หักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี โดยกำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง ตั้งแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบมาตรการฯ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่ายอันเกิดจากการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล รายจ่ายค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี

  1. ปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ลดลงเหลือร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
  2. ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับธุรกรรมการโอนอสังหาริมทรัพย์และธุรกรรมการโอนห้องชุดของผู้ถือหุ้นเพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่นิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่ตามมาตรการนี้จากร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์เหลือ ร้อยละ 0.01 โดยมีผลตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
  3. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกในการพิจารณาให้บุคคลธรรมดาสามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการให้นิติบุคคลตั้งใหม่ได้

จะเห็นว่ามาตรการนี้พุ่งเป้าดึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษี เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็จะมีข้อมูลในมือสำหรับจัดทำนโยบายและมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือได้ตรงเป้านั่นเอง

 

KTB SMEs บัญชีเดียว

นอกจากภาษีที่ลดหย่อนลงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สินเชื่อ” คือปัจจัยสำคัญของการหล่อเลี้ยงธุรกิจและการต่อยอด  ซึ่งในส่วนของภาคการเงินก็มีธนาคารกรุงไทย ที่สนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ด้วยเช่นกัน

โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อ  KTB SMEs บัญชีเดียว ดอกเบี้ยต่ำสุด 5% ด้วยวงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ซึ่งมีเงื่อนไขต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนภายใน 31 ธันวาคม 2560 นี้ หรือ นิติบุคคลที่มีการจดแจ้งบัญชีชุดเดียวต่อกรมสรรพากร เมื่อ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึง 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา

 

นี่จึงเป็นอีกการผลักดันธุรกิจ SMEs ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยสินเชื่อที่พิเศษกว่า สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน สามารถติดต่อและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/TSdRkZ  หรือโทร 02-111-1111

 

 

 

 

แรง ครอบคลุม คุ้มค่า! เน็ตบ้านเจ้าใดเจ๋งสุด จนได้รางวัลระดับโลก

หากพูดถึงผู้นำธุรกิจเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนอันดับหนึ่ง เป็นใครไม่ได้นอกจาก ทรูออนไลน์ที่แข็งแกร่งและมีแต้มต่อมานาน กุมความได้เปรียบทั้งนวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุด และด้วยโครงสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งตลอดจนเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมที่สุด ทำให้ครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง

ล่าสุดสำหรับการรับรางวัล Brand of The Year ในหมวด Broadband / Internet Service Provider จาก World Branding Forum (WBF) การันตีความสำเร็จของการเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคคนไทยอีกครั้ง

บอกเลยว่ารางวัลนี้เป็นที่ยอมรับของวงการ นักการตลาดระดับโลก และที่สำคัญเป็นเจ้าเดียวในกลุ่มโอเปอร์เรเตอร์ที่ได้ไป พระราชวังเคนซิงตัน กรุงลอนดอน เพื่อรับรางวัลในครั้งนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

วันนี้เรามาพูดคุยกับ คุณเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ถึงกุญแจความสำเร็จในวันนี้

เจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น

เร็ว เสถียร ครอบคลุมด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

ตั้งแต่ประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้ที่ครัวเรือน เราจะเห็นทรูเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มการเปลี่ยนรูปแบบ Dial Up เป็น ADSL จนตอนนี้เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี Fiber optic และกำลังขยายสัญญาณครอบคลุมให้ได้ทุกพื้นที่การใช้งานในประเทศในเร็ววันนี้ ซึ่งนวัตกรรม เทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์นั่นเอง เป็นพื้นฐานความสำเร็จแรกของทรูออนไลน์

“เราให้ความสำคัญเรื่องของความเร็วและความเสถียร เรื่องเทคโนโลยีนี่เราเป็นคนแรกที่นำเสนอสิ่งใหม่ๆในตลาด มีการปรับสปีดความเร็วเพิ่มขึ้นในแพ็คเกจ ตั้งแต่ตอนยุคความเร็วยังไม่ถึง 1 Mpbs. จนตอนนี้ไปถึง 1,000 Mpbs. โดยโครงข่าย ถูกวางไว้ให้รองรับการใช้งานในอนาคตได้ถึง 10 Gbps

และเราไม่ได้หยุดที่การมีสปีดที่มากกว่าเท่านั้น เราเน้นว่าต้องครอบคลุม และต้องเสถียรที่สุดด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันเราจึงเป็นผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายไฟเบอร์ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ”

การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดย่อมครองใจผู้บริโภคในระยะยาว เพราะลูกค้าย่อมเชื่อมั่นไม่ว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด นี่เป็นอีกจุดที่ลูกค้าพร้อมใจโหวตให้เรื่องเทคโนโลยีของทรูออนไลน์ดีที่สุด โดยปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวน 22 ล้านครัวเรือน ในปีที่ผ่านมา ทรูออนไลน์ มีโครงข่ายไฟเบอร์ครอบคลุมกว่า 10 ล้านครัวเรือน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย

คุณเจริญเล่าว่าแต่ละปี จำนวนครัวเรือนใช้ทรูออนไลน์เพิ่มขึ้นปีละ 13-15 % ตัวเลขนี้น่าสนใจ ท่ามกลางการเติบโตของสมาร์ทโฟน ผู้คนติดหน้าจอมือถือมากกว่าพีซี อย่างไรก็ตามอินเทอร์เน็ตบ้านก็มีคนใช้มากขึ้น หมายความว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็แยกส่วนระหว่างอินเทอร์เน็ตแพ็กเกจสมาร์ทโฟน กับอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ตัวเลขการเติบโตจึงไปได้ดีทั้งคู่

ที่สำคัญเมื่อไฟเบอร์ออพติค “ไปถึง”ที่บ้านไหน บ้านนั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนทันที แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตอบรับกับความเร็วที่มากขึ้น

 

Seamless Experience เพราะโซลูชั่นสำคัญกว่าราคา

แน่นอนว่าราคาค่าบริการคือปัจจัยสำคัญ ใครๆก็อยากได้ของถูก อย่างไรก็ตาม ถ้าแข่งที่ราคาอย่างเดียวคงไม่ใช่หลักการเติบโตที่ยั่งยืน ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่า ทำอย่างไรที่จะมอบข้อเสนอให้ลูกค้ามองเห็นว่าจ่ายเพิ่มอีกนิด แต่ได้บริการที่ครบถ้วน และตรงความต้องการมากกว่า

นี่คือหัวใจของความสำเร็จประการต่อมา ซึ่งก็มาจากยุทธศาสตร์ Convergence ของกลุ่มที่พูดกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลายคนตอนนั้นไม่เข้าใจ แปลว่าอะไร แต่ในวันนี้ทรูได้ทำให้เห็นแล้วมันคือการ Bundle Solution หรือ  “แพ็กเกจแบบรวมบริการ”ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งนี่คือแต้มต่อของทรูที่ “เหนือกว่า”

ย้อนกลับไปปี 2013 ทรูคือเจ้าแรกที่ออกแคมเปญ “สุขคูณสอง” ที่รวมบริการทรูวิชั่นส์กับทรูออนไลน์ไว้รวมกัน แค่เพิ่มเงินอีกนิด ก็ได้บริการสองอย่างในบิลเดียว ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนเกิดสุขคูณสาม ในปีต่อมาจนปัจจุบัน

“การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าราคาต้องถูกสุดเสมอไป สิ่งที่เราเน้นมาตลอดกว่าสิบปีคือทำอย่างไรให้ลูกค้าคุ้มค่ามากที่สุด เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ที่ดี ครบเครื่องทุกบริการ คำถามคือทำอย่างไรที่นำสิ่งที่เรามีให้ลูกค้าได้ใช้มากที่สุด  เราได้ประโยชน์ ลูกค้าก็ได้ส่วนลด และด้วยความที่เราทำมานาน มันเลยกลายเป็น Seamless Experience ระหว่าง Platform ต่างๆ ทั้ง ทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ เพื่อสร้างประสบการณ์ผ่าน Platform ที่ลูกค้าต้องการ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต่อยอดได้” คุณเจริญให้มุมมอง

 

Internet broadband provider อันดับหนึ่งที่คนไทยเลือก

ในฐานะที่แอดมินเองก็เป็นคนใช้อินเทอร์เน็ตเหมือนกัน “ขาดน้ำขาดไฟสักชั่วโมงยังพอทนไหว แต่ขาดไวไฟหนึ่งชั่วโมงใครเลยจะใช้ชีวิตอยู่ได้” เชื่อว่าทุกคนก็คงคิดแบบเดียวกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่นอกจากความแรง โปรโมชั่นแล้ว เรื่องความเสถียร ตลอดจนบริการหลังการขายนี่เป็นอะไรที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

“เป็นอีกสิ่งที่เราเน้นย้ำกับทีมวิศวกรของเรา ที่จะต้องให้คำปรึกษาตลอดจนเดินทางไปหน้างานเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าทันที ซึ่งด้วยความที่เราทำมานาน ความเชี่ยวชาญเราก็มีมากกว่า ผมคิดว่าเราไม่แพ้ใครเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งผลการสำรวจความพึงพอใจลูกค้า ก็เป็นที่น่าพอใจมาตลอด และเราก็ยังคงพัฒนาเรื่องนี้ต่อเนื่อง หยุดไม่ได้”

ความผิดพลาดเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อผิดแล้วรีบแก้ไข รีบช่วยเหลือประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกับลูกค้า ตรงนี้คือสิ่งที่จะได้ใจจากลูกค้า นี่คือการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนแท้จริง

นอกจากผลิตภัณฑ์และการบริการ การให้ความสำคัญกับลูกค้าของทรู ยังรวมไปถึงการพัฒนาแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งขยายช่องทางการชำระเงิน ตลอดจนการทำ Royalty Program ต่างๆ ทั้ง ทรูยู, ทรูมันนี่วอลเล็ท, ทรูไอดีเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษมากขึ้น ยึดใจลูกค้าให้ได้

แพ็กเกจ ซูเปอร์ ไฟเบอร์ พลัส เน็ตแรงไม่อั้น ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แรงกว่า ครบกว่า คุ้มกว่า ในราคาเพียงเดือนละ 799 บาท โดยมีความคุ้มค่าตั้งแต่

1) ทรู ซูเปอร์สปีดไฟเบอร์  (TBC) ความเร็ว สูงสุด 50/20 Mbps

2) เน็ตมือถือทรูมูฟ เอช 4G และ 3G แรงไม่อั้น ไม่ลดสปีด ความเร็วสูงสุด 4 Mbps

3) ใช้งาน WiFi by TrueMove H ได้ฟรี  กว่า 100,000 จุด ทั่วประเทศ

4) ได้สิทธิดูทรูวิชั่นส์ เอ็นจอยแพ็กเกจ  พิเศษ สมัครภายใน 31 ธ.ค. นี้ อัพเกรดเป็น Smart Family HD Package ฟรี 3 เดือน

5) ชมความบันเทิงทุกที่ทุกเวลา ผ่านแอป  TrueID ฟรี 12 เดือน

6) โทรศัพท์บ้านทรู โทรหาเบอร์มือถือฟรีทุกเครือข่าย 50 นาที/เดือน นาน 12 เดือน

7) สิทธิพิเศษมากมายจากบัตรทรูเรดการ์ด

ทั้งหมดคือหัวใจที่ทำให้ทรูออนไลน์ได้รับรางวัลการันตีเป็นอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคอีกครั้ง แต่อย่างที่ผู้บริหารบอก ดีใจแค่หนึ่งวันเท่านั้น เพราะท่ามกลางการแข่งขันที่ขับเคี่ยว ต่อจากนี้ยังต้องพัฒนาเพื่อให้ผู้บริโภคมีความสุขมากที่สุด

 

เปิดตัว 4 โครงการสไตล์ยุโรปที่อยู่ในเมืองไทย สวยจนไม่อยากไปเที่ยวไกลบ้าน

หากถามว่า “รางวัลของชีวิตคุณ”คืออะไร

บางคนตอบว่าคือการได้ท่องเที่ยวไปทั่วทุกมุมโลก แต่สำหรับบางคน รางวัลชีวิตคือการได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายใน “พื้นที่ส่วนตัว”ท่ามกลางบรรยากาศที่ดีที่สุด ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และที่สำคัญสะท้อนรสนิยมที่เป็นอัตลักษณ์ นั่นอาจจะเป็นรางวัลสุดท้ายที่เขาจะมอบให้กับตนเองและครอบครัว

แต่จะดีแค่ไหนถ้าทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน จะดีแค่ไหนถ้าได้พักผ่อนในบ้านของเรา ที่มีพื้นที่และบรรยากาศไม่ต่างจากหมู่บ้านต่างประเทศ ดีแค่ไหนถ้าได้วิ่งออกกำลังกายในหมู่บ้านอารยธรรมแบบนอร์ดิก (Nordic) หรือขี่จักรยานเลาะเล่นในหมู่บ้านริมธาร คล้าย ย่าน Bourton on the Water เมืองเล็กๆ ของประเทศอังกฤษ ที่มีธารน้ำรอบเมือง

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “Staycation Homes” ที่เป็นศัพท์ใหม่เกิดจากการรวมกันของคำว่า Stay + Vacation หมายถึงการพักผ่อนอยู่บ้าน ที่รวบรวมเอาแรงบันดาลใจจากเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก เสมือนยกบรรยากาศจากเมืองนอกมาอยู่ที่เมืองไทย

แคมเปญนี้สร้างสรรค์โดย SC Asset กับแบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้ว 4 โครงการ และล่าสุดกำลังจะเปิดอีก 4 โครงการด้วยกัน บอกเลยว่าตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการเดินทางต่างประเทศ และมีรสนิยมสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโดยเฉพาะ

ปรัชญาการออกแบบบ้านซีรีส์ใหม่ที่เก็บแรงบันดาลใจจากเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกมาเป็นแนวคิดการออกแบบบ้าน ภายใต้ชื่อแคมเปญ #StaycationHomes ที่ทำให้ผู้อาศัยได้สัมผัสการพักผ่อนจนไม่อยากออกไปไหนอีก

4 โครงการที่ว่าประกอบด้วย 4 ทำเล ได้แก่

บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ 2

บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2

บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) สาทร-ราชพฤกษ์

บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) ราชพฤกษ์

 

เริ่มจาก 2 โครงการแรก สำหรับคนที่ชื่นชอบแนว Luxury Nordic 

การแต่งบ้านนอร์ดิกสไตล์(Nordic Style) หรือบางครั้งเรียกว่าสไตล์สแกนดิเนเวียน (Scandinavian Style)  เป็นคำที่ใช้เรียกการแต่งบ้านของคนในแถบยุโรปเหนือที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาว การตกแต่งบ้านจึงเน้นให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ไม่ซับซ้อน เน้นความปลอดโปร่ง โดยมักใช้เพดานสูงและโชว์โครงสร้างของหลังคา ในขณะเดียวกันก็เป็นการออกแบบที่เน้นรูปลักษณ์ธรรมชาติ ผ่านวัสดุอุปกรณ์อย่างการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ บุหนัง รวมไปถึงการใช้โทนสีอ่อนไปจนถึงขาวเป็นหลักเพื่อให้บรรยากาศดูสว่างและอบอุ่นมากขึ้น
  1. บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ 2 – Forest is Everywhere

เริ่มจากบรรยากาศในโครงการ ที่ดึงจุดเด่นของความเป็น นอร์ดิก นั่นคือ ต้นสน มี Shape Form มุมแหลมตั้งแต่หน้าโครงการ คลับเฮ้าส์ จนกระทั่งหลังคาของทุกบ้าน ก็มีทรงจั่วสูงมุมแหลมสอดคล้องกับบรรยากาศแบบนอร์ดิกด้วย ผสมผสานกับความโมเดิร์น ทั้งหมดทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านแถบยุโรปเหนืออย่างเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดนก็ไม่ผิด

สวนฤดูใบไม้ร่วง “relaxing moment”
สวนฤดูร้อน “exploring moment”
สวนฤดูหนาว “gathering moment”

โดยสวนส่วนกลางมี 3 สวน กระจายทั่วโครงการรองรับลูกบ้าน โดยมี Design Concept คือ Sense of the Season ซึ่งหมายถึงพันธุ์ไม้ของแต่ละสวน ก็จะเป็นไปตามฤดูนั้นๆ สร้างความสดชื่นในทุกช่วงเวลา

ที่น่าสนใจคือตัวโครงการมี Bike lane รอบโครงการ สามารถปั่นจักรยานวนไปสวนทั้ง 3ได้ พร้อมคลับเฮ้าส์ที่บอกเลยว่าสวยสุดๆ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำขนาดใหญ่  21 เมตร และ ฟิตเนสที่ให้ลูกบ้านได้ใช้บริการได้เต็มอิ่ม

คลับเฮาส์หรู

 

2. บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2 The Nordic by The River

เชื่อว่าการมีบ้านริมน้ำคือความฝันของใครหลายๆคน และนี่น่าจะเป็นอีกโครงการหรูที่จัดสรรธรรมชาติผสมผสานกับความทันสมัยได้มาเป็นความผ่อนคลายในการพักผ่อนอย่างที่สุด

เป็นที่มาของโครงการบางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2 ซึ่งมีความพิเศษเนื่องจากโครงการนี้ ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ จึงดึงเส้นสายของแม่น้า เข้ามาประกอบกับการออกแบบ ภายใต้ดีไซน์แบบนอร์ดิก มีส่วนของเหลี่ยมมุม แปลกตา แต่มีเอกลักษณ์ น่าจดจำ

ความลงตัวของอาคาร โทนสีเทา น้าตาล ประกอบกับ สีเขียวจาก ต้นไม้ สนามหญ้า ผสมผสานความร่มรื่นในทุกช่วงเวลา

 

Main Gate แปลกไปจากทางเข้าโครงการแบบ ปกติ โดยการดึงเอา Symbolic ของความเป็นนอร์ดิกออกมา
ตัวอาคาร Clubhouse มีรูปร่าง เป็นเหลี่ยมมุม แปลกน่าจดจำ โดยตัวอาคารติดคลองมหาสวัสดิ์ มี Pool Terrace ชมบรรยากาศคลองมหาสวัสดิ์ พร้อม Walk way ริมน้ำ และลานกิจกรรม หน้าสระว่ายน้าขนาดใหญ่ (6.5×21ม.)

 

ทั้ง 2 โครงการมีแบบบ้านให้เลือก 4 แบบได้แก่ 1.HOST  2. VAREN 3. VINTEREN และ4. SOMMEREN

โดยไฮไลต์คือแบบ SOMMEREN บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 5 ห้องนอน 5 ห้องน้า พร้อมดีไซน์หลังคาทรงจั่วสูง ซึ่งทำให้ Master Bedroom มีเพดานสูงถึง 4.4 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียง ขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งนอกจากนี้ยังมี Widely Walk-in Closet กว้างถึง 4.6 เมตร ภายในตัวบ้านมีฟังก์ชั่น Robi พื้นที่ถอดรองเท้าภายในบ้าน ที่ช่วยให้บ้านเป็นระเบียบ และปลอดภัยจากสัตว์เลื้อยคลาน รวมถึงไม่ให้รองเท้าตากแดด และเปียกฝนอีกด้วยโดดเด่นด้วย Skylight Living Room ห้องนั่งเล่นที่มีบานหน้าต่างสูง เป็นช่องแสง ให้ห้องนั่งเล่นดูสว่าง โปร่งโล่ง เหมาะสำหรับการพักผ่อน

SOMMEREN บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ

 

 

 LUXURY ENGLISH

ถ้าใครเคยไปหมู่บ้านชนบทเล็กๆที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเมืองคอทส์โวลส์ (The Cotswolds) หรือเมือง Bourton on the Water ความน่ารักของรูปทรงบ้านที่ทำจากอิฐโบราณ และหินสีน้ำผึ้ง ที่เก่าแก่คลาสสิค ผสานกับบรรยากาศธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน บอกเลยว่าอยากจะนอนอยู่ในบ้านไม่อยากไปไหนแล้ว ซึ่งอีก 2 โครงการของ บางกอก บูเลอวาร์ด ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก เมืองตากอากาศของประเทศอังกฤษ

 

3. บางกอก บูเลอวาร์ด(ซิกเนเจอร์) สาทร-ราชพฤกษ์ Bourton on the Water

จุดเด่นของโครงการอย่างที่บอกคือการนำเอากลิ่นอายแบบฉบับของบ้านอังกฤษ มาใช้ออกแบบไม่ว่าจะเป็นธารน้ำรอบเมือง, สะพานหินโค้ง, หญ้า, ต้นไม้ ประกอบกับบ้านรูปทรงยุโรปที่เพิ่มมูลค่าความหรูหรา และความสุขอย่างลงตัว

สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ 4 ไร่ อยู่บริเวณกลางโครงการทำให้บ้านได้ Paranomic View ทั้งสนามหญ้าขนาดใหญ่,ธารน้ำและสะพานหินที่ให้อารมณ์เสมือนพักผ่อนอยู่ ที่เมือง Bourton ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังมี Tea House ชมสวนสวย สไตล์อังกฤษ Jogging Track รอบสวนอีกด้วย

ขณะที่บรรยากาศที่เป็นอัตลักษณ์แล้ว สิ่งที่เสริมเติมความสุขคือส่วนกลางของโครงการที่จัดเต็มไม่ว่าจะเป็น สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอลร่วมกัน ในส่วน Clubhouse ก็แบ่งเป็นอาคารต่างๆ ทั้งฟิตเนส และส่วนสระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ ที่เป็น Infinite Edge  ออกกำลังกายไปด้วยท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่ร่มรื่นที่สุด

 

ไฮไลต์ของโครงการนี้ คือแบบบ้าน WESTMINSTER ที่เป็นบ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 4 ห้องนอน ดีไซน์หลังคาทรงจั่วสูง ทำให้ Master Bedroom มีเพดานสูง 5 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียงขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เหมาะสาหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ยังมี Walk-in Closet ขนาดใหญ่รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ กับ Double Living Room ต่อเนื่องไปกับส่วนทานอาหาร และ Pantry ห้องครัวขนาดใหญ่ พร้อม Maid Plaza ห้องซักรีด และห้องแม่บ้านชั้นบน มีห้องนั่งเล่นส่วนกลาง สามารถจัดเป็นห้องโฮมเทียเตอร์ และพื้นที่จัดเตรียมเป็นห้องพระจอดรถ 4 คัน

 

 

4. บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) ราชพฤกษ์ Private Luxury English Village

แรงบันดาลใจหลักของโครงการ คือ เมืองตากอากาศของประเทศอังกฤษ ผสมผสานกับความหรูหรา แต่คงกลิ่นอาย ไว้ด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น อิฐ ไม้ และรูปร่างอาคาร ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับบรรยากาศของต้นไม้ ที่ให้ความร่มรื่น เหมาะสาหรับทุกๆวันที่เป็นวันพักผ่อน

 

อีกตัวเลือกหนึ่งของการพักผ่อนแบบมีรสนิยม ด้วยคลับเฮ้าส์ที่เชื่อมต่อสวนส่วนกลาง สามารถออกกำลังกาย ชมวิวสวน สระว่ายน้ำ บริเวณสวน มีพื้นที่นั่งพักผ่อน ใต้ร่มเงา ของต้นไม้ใหญ่

ความพิเศษของโครงการนี้คือสังคมที่ส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตเพียง 15 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 18-24 ล้านบาท โดยมีแบบบ้านที่เป็นไฮไลต์คือ Bibury คฤหาสน์หรูกลิ่นอาย Luxury English Village ที่มี Master Bedroom เพดานสูงถึง 4.4 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียง ขนาดใหญ่ รับวิวภายนอกได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมี Widely Walk-in Closet ห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำในตัว

BIBURY บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 4 ห้องนอน 4 ห้องน้า

ด้วยแนวคิดและจุดเด่นของโครงการบ้านทั้ง 4 โครงการ ทำให้แคมเปญ #StaycationHomes การอยู่บ้านที่เปรียบเสมือนการพักผ่อนชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญทำให้ ‘บ้าน’ มีความหมายมากกว่าคำว่าที่พักอาศัย

นี่คือหัวใจความสำเร็จของบ้านจาก SC Asset และเป็นคำตอบสุดท้ายของคนที่อยากค้นพบการพักผ่อนที่แท้จริง

11-12 พ.ย.นี้ เปิดจองโครงการใหม่ครั้งแรก ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ www.scasset.com/staycation

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1749

#StaycationHomes #BangkokBoulevard #BangkokBoulevardSignature #SCASSET

 

Technology Disruption 9 แนวทางปฎิรูปความคิด เพื่อโลกธุรกิจในอนาคต

“คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีที่สุด” (Chales Darwin) เป็นคำที่อธิบายถึงบริบทที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
ที่ผ่านมา หลายธุรกิจเผชิญความท้าทายของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโลก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีทำให้บางธุรกิจล้มหายตายจาก แต่ก็สร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นมากมายเช่นกัน ดังนั้นธุรกิจไทยจะปรับตัวและใช้เทคโนโลยีในการสร้างโอกาสได้อย่างไร นั่นคือคำถามสำคัญที่เราต้องตกผลึกออกมาเป็นแนวทางรูปธรรมให้ได้ของตนเอง

Marketeer ร่วมบรรยากาศงาน Krungsri Business Forum 2017 CEO 4.0 : Thinking Transformation ปฎิรูปความคิด พลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญ ที่อัดแน่นด้วยความรู้จากผู้บริหาร บุคคลสำคัญและ CEO ชื่อดังหลายท่าน ที่มาร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในโลกธุรกิจอนาคต

โดยเราได้สรุปเนื้อหาใจความสำคัญแต่ละท่านที่ได้แชร์ ซึ่งมีทั้งหมด 9 ท่าน  เป็นที่มาของ Technology Disruption 9 แนวทางปฎิรูปความคิด เพื่อโลกธุรกิจในอนาคต และเชื่อว่าน่าจะเป็นความรู้และสร้างบันดาลใจนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ประกอบการไทยได้ดีทีเดียว

 

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ดร.พิชิต อัคราทิตย์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ในอีก 5 ปีข้างหน้า โครงการ Eastern Economic Corridor
ผนวกกับระบบ Fintech และ ระบบ logistic ที่สมบูรณ์
มากขึ้น จะทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าและบริการ
ต่ำลง ประหยัดเวลาในการขนส่งมากขึ้น และส่งผลให้ความ
สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะสูงขึ้น

 

คุณโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

คุณโนริอากิ โกโตะ
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
การปฏิรูปความคิด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
ที่ช่วยให้ผู้นำในองค์กรเห็นโอกาสจากการ
เปลี่ยนแปลงนี้ และนำองค์กรสู่ความสำเร็จได้
นวัตกรรมคือกุญแจสำคัญที่ใช้มอบประสบการณ์
น่าประทับใจให้ลูกค้า กรุงศรีจึงนำเทคโนโลยี
มาใช้ในทุกการทำงาน เพื่อสร้างประสบการณ์
ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา

 

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
องค์กรต้องหา platform ให้เจอ อะไรที่เป็น
value ใหม่จากสินค้าและบริการพื้นฐาน
ของเรา ถ้าหาเจอ เราจะเป็นผู้ชนะ เพราะ
platform นี้มีต้นทุนต่ำและจะขยายได้อย่าง
มากมายมหาศาล

 

คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด

คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ
รองประธานกรรมการ
บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด
แนวโน้มการใช้รถไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีที่
นำไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับทำให้หลายธุรกิจ
ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะผล
กระทบไม่ได้เกิดแค่ในวงการอุตสาหกรรม
ยานยนต์เท่านั้น

 

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และ กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์
ประธาน บี.กริม และ
กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์
เรามีทัศนคติที่ดีในการทำธุรกิจ ทำสิ่งใหม่ๆ
อยู่ตลอด พร้อมเปิดรับนวัตกรรม ปรับตัว
ให้ทันสมัยเข้ากับสิ่งแวดล้อม และใช้หลักการ
ทำธุรกิจแบบพรหมวิหาร 4 ที่สำคัญต้องให้
พนักงานมีความสุขในที่ทำงาน สิ่งนี้ทำให้
บี.กริม อยู่มาได้ยาวนานถึง 140 ปี

 

คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร

คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร
เทคโนโลยีมาพร้อมกับต้นทุน ผู้บริหารต้อง
คิดทบทวนตลอดเวลาว่าองค์กรยืนอยู่ด้วย
จุดประสงค์อะไร สร้าง environment การ
เปลี่ยนแปลงในองค์กร ผลักดันคนในองค์กร
ให้ทำ project ที่แปลกใหม่กว่าเดิม

 

คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท LINE (ประเทศไทย)

คุณอริยะ พนมยงค์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท LINE (ประเทศไทย)
สิ่งที่ทำให้ LINE เติบโต คือการ break business
model แบบเดิม ด้วยการสร้าง platform
ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก สร้าง service ที่
ช่วยตอบโจทย์ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ดีขึ้น
สำคัญคือต้องเข้าใจจุดแข็ง รู้จุดอ่อน และหา
partner มาช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราไม่มีเช่น
LINE MAN ตอบโจทย์เรื่องร้านอาหาร street food
จับมือวงในที่มีข้อมูลร้านอาหารจำนวนมากในมือ

 

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
ในอนาคต trend ของอสังหาริมทรัพย์ยุค 4.0
คือ บ้านที่ผลิตไฟใช้เองได้ หรือบ้านติดโซล่าร์
เพราะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานฟรี
และเป็นหนึ่งใน Disruptive Technology
ที่ราคาถูกลงจากเมื่อก่อน ติดตั้งง่าย และ
เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคน

 

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
ผู้บริหารสายงานวิจัย
โลกในบริบทใหม่ที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ
ทางเศรษฐกิจโลก การเป็นสังคมเมืองที่มี
ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
รวมถึงการเกิดขึ้นของ Technology Disruption
“กุญแจสู่ความสำเร็จ” ของการทำธุรกิจในโลก
ยุคใหม่คือการใช้ “เทคโนโลยี” และ “นวัตกรรม”

 

 

ท่ามกลางการเข้าร่วมฟังและบรรยากาศที่คราคร่ำไปด้วยผู้บริหาร นักการตลาด และผู้ประกอบการมากมายที่ให้ความสนใจ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นอีกความสำเร็จ ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนผู้ประกอบการไทยปฏิรูปความคิด เพื่อสร้างโอกาสธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เมื่อภาคธุรกิจขานรับวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ด้วยแนวคิดเกื้อกูลสังคม

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” คือวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศก้าวสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” ด้วยความมุ่งมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยยึดหลักตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่ว่าคนไทยจะมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม

ซึ่งหากต้องการให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกำลังในการผลักดันสูง ไม่ว่าจะในแง่ของเงินทุน ทรัพยากร บุคลากร และเครือข่ายต่างๆ

และเป็นเรื่องน่ายินดีว่า ภาคธุรกิจหลายฝ่ายก็เริ่มหันมาทำธุรกิจแบบที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) โดยเน้นสร้างผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนมากกว่าจะสร้างภาพลักษณ์และผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนแต่ก่อน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองต่อไปได้โดยไม่ต้องคอยพึ่งพาความช่วยเหลือหรือเงินสนับสนุน

แอดมินชอบตัวอย่างแนวคิดหนึ่ง ในเรื่อง Inclusive Business ที่สร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้แก่คนในชุมชน

ก็คือ ชุมชนต้นแบบท่ามะนาว เริ่มต้นเกิดจากความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์กับกลิ่นเหม็นจากฟาร์มหมู ทาง ปตท. และชาวบ้านจึงร่วมกันวางท่อส่งก๊าซชีวภาพ จากฟาร์มหมูไปสู่ชุมชน ทั้งนี้การเลี้ยงหมู 700-800 ตัวต่อ 1 ฟาร์ม สามารถผลิตเชื้อเพลิงให้ชาวบ้านใช้ได้ประมาณ 40 ครัวเรือน ช่วยชุมชนประหยัดเงินค่าใช้ไฟฟ้าได้ราว 6,990 บาท/ปี ลดค่าใช้จ่ายด้านก๊าซหุงต้ม (LPG) ได้ประมาณ 65,230 บาท/ปี และประหยัดค่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในฟาร์มถึง 67,500 บาท/ปี รวมถึงยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 196.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี อีกด้วย

 

อีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นโซล่าเซลล์ลอยน้ำ พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ก็เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบ Inclusive Business ระบบโซล่าเซลล์แบบติดตั้งลอยน้ำ หรือ Floating PV ในชุมชน ต.คำแคน จ.ขอนแก่น เป็น 1 ใน 4 แห่งที่ ปตท. ทำการศึกษาและขยายผลไปสู่ศูนย์การเรียนรู้พลังงานชุมชนทั่วประเทศ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำให้ชุมชนได้ถึง 22,000 บาท/ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.56 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน 22 ครัวเรือน

นอกจากนี้ บางธุรกิจก็ทำธุรกิจเพื่อช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำภายในสังคม สร้างงานและอาชีพที่มั่นคงให้แก่คนในชุมชน อันเป็นรากฐานความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์

อย่างเช่น ธุรกิจ Once Again Hostel โฮสเทลที่ร่วมมือกับคนชุมชนย่านเก่าแก่ในกรุงเทพมหานครที่กำลังจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยความคึกคักของนักท่องเที่ยว ด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชน ที่ให้แขกที่มาพักในโฮสเทลได้ลงไปสัมผัสวิถีชีวิตในย่านเก่าแก่ การว่าจ้างงานคนในชุมชนให้มาทำงานในโฮสเทล รวมไปถึงการสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กๆ ในวันหยุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน เป็นวงจรธุรกิจที่ยั่งยืน

ขอบคุณรูปจาก www.onceagainhostel.com

หรือกิจการการท่องเที่ยวชุมชนไอเดียดีอย่าง Local Alike ก็สร้างธุรกิจขึ้นมาภายใต้แนวคิดที่ว่า การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนคือ การที่ชาวบ้านหรือชุมชนต้องเป็นเจ้าของทรัพยากร สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นๆ ได้ โดยมี Local Alike เป็นพาร์ทเนอร์เชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชนเข้าด้วยกัน

Local Alike จะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อค้นหาว่าอะไรคือจุดแข็งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัวของชุมชน เช่น วิถีชีวิตชาวประมงที่เกาะยาวน้อย จ.ภูเก็ต บริการโฮมสเตย์ หรือจุดชมวิวที่สวยงามแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ซึ่งธุรกิจนี้ นอกจากจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับทั้งชุมชนและ Local Alike เองแล้ว ยังช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชนไปพร้อมกันด้วย เช่น เมื่อหมู่บ้านหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเยอะขึ้น ก็เกิดการจัดการขยะที่ดีขึ้น หรือเกิดการอนุรักษ์หวงแหนทรัพยากรให้สวยงามคงเดิมหรือดียิ่งๆ ขึ้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเอาไว้นั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก www.creativemove.com และ Local Alike

เพราะว่าการสร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ของประเทศไทย 4.0 นั้น ทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือชุมชน ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นแต่การสร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และพลวัตของวิถีชุมชนในสังคมที่จะต้องไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และยังคงดำเนินอยู่ไปพร้อมกัน อย่าง “เกื้อกูล”นั่นเอง

 

อ้างอิง

http://www.thaigov.go.th/uploads/document/22/2016/09/pdf/p1.pdf

http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=182784&filename=index5

http://www.creativemove.com/interview/local-alike/

http://www.jobthai.com/REACH/inspiration/ทำความรู้จักตัวอย่างธุรกิจ-social-enterprise-ที่น่าสนใจในเมืองไทย.html

 

ผ่าอาณาจักรคลังห้องเย็น “JWD Group”และโอกาสในการเติบโตควบคุมอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ

อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ และมีศักยภาพการส่งออกในระดับสูง ปัจจุบันการส่งออกอาหารของไทยมีมูลค่าสูงติดอันดับ Top 5 ของโลก มีการส่งออกอาหารหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และอาหารทะเล จากความอุดมสมบูรณ์และทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน โดยภาครัฐคาดการณ์ว่า ปีนี้การส่งออกอาหารของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 26,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงกว่า 8%

เมื่ออุตสาหกรรมอาหารเติบโตขึ้น แน่นอนว่าธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ย่อมมีแนวโน้มที่ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจคลังห้องเย็นที่มีความสำคัญต่อการรักษาคุณภาพอาหารให้สดใหม่ โดยความต้องการใช้พื้นที่ห้องเย็นเพิ่มขึ้นจากความนิยมของผู้บริโภค ซึ่งต้องการอาหารที่สดใหม่และคงคุณค่าทางโภชนาการ การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำจึงต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพอาหารที่ดีจนถึงมือผู้บริโภค

ธุรกิจคลังห้องเย็นจึงเป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะคลังห้องเย็นที่ตั้งอยู่ในทำเลใกล้แหล่งกระจายสินค้าอาหารสดและอาหารทะเลหรือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งต่างๆ เช่น ท่าเรือหรือสนามบิน ซึ่งจะสามารถรองรับการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศได้ โดยจังหวัดสมุทรสาครและฉะเชิงเทราถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจดังกล่าว จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม อยู่ใกล้ระบบคมนาคมขนส่งหลักของประเทศ

 

บมจ. เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ กลุ่ม JWD Group ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรถือเป็นผู้นำตลาดของธุรกิจคลังห้องเย็นระดับประเทศ โดยกลุ่ม JWD Group มีคลังห้องเย็นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และยังเป็นผู้ให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็งรายแรกในประเทศไทย ที่มีคลังห้องเย็นในพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารที่มีปริมาณการนำเข้าและส่งออกสูง ทำให้ลูกค้าสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรได้หลายรูปแบบ   นอกจากนี้ กลุ่ม JWD Group ยังเป็นผู้ให้บริการคลังห้องเย็นรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบรับรอง MSC (Marine Stewardship Council) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในด้านการทำประมงอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้เสียในทุกกระบวนการ

ความแข็งแกร่งของธุรกิจคลังห้องเย็นภายใต้กลุ่ม JWD ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น ซึ่งยังคงเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเติบโต ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ …

บริหารอย่างไรให้ได้ใจพนักงาน? ถอดกลยุทธ์จากเจ้าของรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย 2017

ถึงแม้จะได้รับรางวัล Best Employers Thailand หรือรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยมาหมาดๆ แถมยัง ติดต่อกันเป็นปีที่สอง แต่นพ.สุรพล โล่สิริวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลพญาไท 3 ยังออกตัวตั้งแต่ประโยคแรก ว่าความสำเร็จวันนี้ไม่ใช่เพราะเขาหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสำเร็จของพนักงานทุกคนที่ร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรต้นแบบเกิดขึ้น

วัฒนธรรมต้นแบบในความหมายของเขา คือการที่พนักงานทุกคนที่เปรียบเสมือนฟันเฟืององค์กร ร่วมกันทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยทีมเวิร์ค ด้วยความสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ  ตลอดจนการบริการให้คนไข้ได้รับประโยชน์และได้รับความปลอดภัยสูงสุด ประการหลังคือเป้าหมายสำคัญที่สุด

และการรับรางวัลระดับสากลดังข้างต้น ยิ่งสะท้อนว่าไม่ใช่แค่คำพูด แต่ทำได้จริง

วันนี้มีโอกาสมาพูดคุยกับหัวเรือใหญ่ของโรงพยาบาลที่แอดมินเชื่อว่าเป็นที่พึ่งยามเจ็บไข้ของใครหลายคน รวมทั้งตัวแอดมินเอง เรียกว่าถ้าเป็นย่านโรงพยาบาลเอกชนฝั่งตะวันตก นี่คือเบอร์หนึ่งฝั่งธนที่ทุกคนเชื่อมั่น และแนวคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ในแวดวงโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ปรับใช้ได้ทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม

Best Employers Thailand สุดยอดนายจ้างดีเด่น

Best Employers Thailand หรือโครงการสุดยอดนายจ้างดีเด่น เป็นการสำรวจโดยบริษัท เอออน ฮิววิท ซึ่งผ่านการสำรวจด้วยเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบ่งชี้จุดที่องค์กรสามารถพัฒนาต่อไปในด้านความผูกพันของพนักงาน, การสร้างภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ, การสร้างองค์กรเป็นที่จดจำ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อมุ่งสู่ประสิทธิภาพของการทำงานที่ยอดเยี่ยม

“ต้องบอกว่าเราไม่เคยมีแผนที่จะคว้ารางวัลนี้ ไม่มีนโยบายที่จะคว้ารางวัลหรือการประกวดใดๆ สิ่งที่เราทำคือการมุ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเบอร์หนึ่งของฝั่งตะวันตก ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการรักษา และบริการ สิ่งที่เห็น คือสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด ต้องขอบคุณทางคณะกรรมที่มองเห็นความสำคัญ และมอบรางวัลให้กับเราตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะได้รางวัลทั้งเครือโรงพยาบาลพญาไท” ผู้บริหารอธิบาย

โดยการสำรวจครั้งนี้ผ่านการประเมินโดยผู้ตอบแบบสอบถามจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ และทั้งนี้เพื่อให้การประเมินการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยมีความสอดคล้อง และมุ่งเน้นต่อการพัฒนาบุคลากร และองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เอออน ฮิววิท จึงร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยวิเคราะห์ และประเมินผลร่วมกัน

จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลกว่า 80 องค์กร ผ่านการตอบแบบสอบถามจากพนักงานถึง 184,033 คน เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2016 ปรากฏว่ามี 7 องค์กรได้รับรางวัล โดยมีบริษัท โรงพยาบาลพญาไท 3 จำกัดเป็นหนึ่งในนั้น

 

ความสุขของพนักงาน คือความสำเร็จขององค์กร

ด้วยเวลาที่จำกัดเราจึงขอให้ผู้บริหาร ถอดกลยุทธ์สำคัญๆ สู่ความสำเร็จของโรงพยาบาล

“มีคนถามตลอดว่าทำอย่างไรให้องค์กรเดินหน้า คำตอบสั้นๆของผมคือคุณทำอย่างไรก็ได้ให้พนักงานมีความสุข ให้เขามีความภาคภูมิใจในองค์กร และเห็นคุณค่าในงานของเขา เรื่องของจิตใจนี่สำคัญมาก หน้าที่ของผมคือการให้ทุกคนทำงานด้วยความสุข ที่เหลือเมื่อพวกเขามีความสุข เมื่อพวกเขาเห็นคุณค่า พวกเขาก็จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้องค์กรได้”

เขาเน้นย้ำว่างานที่ดี หรือที่ทำงานที่ดี ต้องให้คุณมีความสุขสองอย่าง หนึ่งสุขกาย สองสุขใจ ทั้งสองปัจจัยนั้นเกื้อหนุนกัน ถ้างานรายได้ดีแต่เสียสุขภาพ ระยะยาวก็คงไม่ดี

ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาล ดังนั้นเรื่องสุขกายนี่จึงไม่ต้องห่วง ที่นี่ดูแลดีอยู่แล้ว สวัสดิการสุขภาพของพนักงานดูแลเต็มที่ตามมาตรฐานสากล มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ซึ่งอาจารย์สุรพลเล่าว่าบังคับตรวจ วัคซีนก็บังคับฉีดสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีสุขภาพกายที่ดีที่เอื้อต่อสุขภาพจิตใจ และที่สำคัญแน่นอน ค่าจ้าง ที่ต้องให้ตามเหมาะสม ไม่น้อยกว่ามาตรฐาน

 “คุณต้องใส่ใจรายละเอียดของพนักงาน ไม่ใช่แค่วางนโยบาย หรือพูดในที่ประชุมเท่านั้นนะ แบบนั้นใครๆก็พูดได้ ทำจริงมันต้องใส่ใจรายละเอียด ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงาน ที่สำคัญคือต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี”

นพ.สุรพล โล่สิริวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลพญาไท 3

Bad day แค่ไหน ทีมเวิร์คต้องมาก่อน

ใครๆก็อยากได้บรรยากาศที่ทำงานดีๆ ว่าแต่เรื่องพวกนี้ผู้บริหารสามารถสร้างได้หรือไม่ และถ้าสร้างได้ต้องสร้างอย่างไร

 “ผมเน้นย้ำเรื่องความสามัคคีหรือทีมเวิร์คอันนี้เป็นบรรยากาศที่ทุกคนต้อง Keep ให้ได้ ผมเชื่อว่าถ้า Good day เราก็คงไม่มีปัญหากัน ทีนี้มันจะวัดกันตอน Bad day นี่ล่ะ หลายครั้งที่ความผิดพลาดทำให้ความสามัคคีนั้นเริ่มสั่นคลอน เริ่มที่จะหาข้อผิดพลาด เริ่มที่จะเกี่ยงโทษกัน หาจำเลย ซึ่งจุดนี้ที่ผมยอมไม่ได้”

“ทุกคนตั้งใจทำงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ผมโอเคหากเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่ที่นี่เราจะพยายามไม่โทษความผิดกัน หมายความว่า ทุกคนต้องยอมรับความผิดพลาด และก็หาทางแก้ไขพร้อมๆกัน”

“องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะดูว่าวันที่ Bad day แล้ว ยังสามัคคีกันหรือเปล่า อย่างที่บอกคือทุกคนเท่าเทียมกันหมด ถ้ามีเคสผิดพลาด ผู้บริหารหรือผู้จัดการต้องเรียกมาคุยก่อน ไม่ใช่ว่าอะไรโยนให้ลูกน้องผิดตลอด เพราะคุณต้องคอยถามลูกน้องมีอะไรให้ช่วย ขาดเหลืออะไร ซึ่งวิธีนี้ทำให้ระดับหัวหน้าเองก็ทำงานละเอียดขึ้น ส่วนผู้ปฏิบัติการเองก็จะเห็นว่าเราเข้าใจเขา ให้ความสำคัญกับเขา มันจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันได้”

 

3 N สร้างบรรยากาศแห่งความสุข

เพื่อให้ผู้บริหาร พนักงานเข้าใจชัดเจนขึ้น ผู้บริหารให้หลักการมา 3 N ประกอบด้วย

No Harm   การทำงานต้องเน้นไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียผลประโยชน์ หรือไม่ปลอดภัย ต้องรัดกุมในคุณภาพการรักษาและการบริการ

NO Shame หากเกิดข้อผิดพลาด ต้องไม่อายที่จะบอกความจริง ห้ามหมกเม็ด ซ่อนปัญหาไว้ นี่เป็นหลักการสำคัญ ทุกคนต้องซื่อสัตย์ต่อทั้งองค์กร เพื่อนร่วมงาน และคนไข้ เมื่อทำสิ่งที่ผิดพลาดต้องกล้าที่จะยอมรับ การเป็นองค์กรที่ซื่อสัตย์จะได้รับความเชื่อมั่นเชื่อใจในระยะยาว และที่สำคัญการยอมรับความผิดพลาดเป็นประตูสำคัญของการแก้ไข

NO Blame สามัคคี ไม่โทษความผิดกันและกัน ร่วมรับผิดชอบและแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งหมดเป็นหลักการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน อย่างไรก็ตามกรอบหรือหลักการอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่จะหลอมรวมความสามัคคีจริงๆ คือความรักความผูกพันกันในเพื่อนร่วมงาน ซึ่งนอกจากบรรยากาศในการทำงานแล้ว ควรเสริมด้วยกิจกรรมภายนอกที่ให้พนักงานทำร่วมกัน ซึ่งที่โรงพยาบาลพญาไท 3 มีกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง เสริมความสามัคคีและสร้างคุณค่าในการทำงาน

โครงการ ทุ่มเทที่ได้ให้ สุขใจที่ได้รับ โดยจัดให้มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี ให้สำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาสุขภาพที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นโดยมิได้คิดค่าใช้จ่าย

“คนทุกคนต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ผมพยายามทำให้พนักงานทุกคนเห็นคุณค่าในตนเอง ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมให้พวกเขาได้ช่วยเหลือชุมชนและสังคม”

สิ่งที่สะท้อนตลอดการพูดคุย คือการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับโดยเฉพาะพนักงานตัวเล็กๆ เขาบอกว่าองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ด้วยฟันเฟืองตัวเล็กๆ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติงานจึงมองเห็นจุดแข็ง และจุดอ่อนได้มากกว่า

“บางเรื่องพนักงานตัวเล็กๆนี่ล่ะ ที่รู้สถานการณ์มากกว่า เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเรียนรู้ตามเขา ไม่ควรบล็อกความคิดเห็นเวลาเขานำเสนอ ผมเปิดโอกาสให้ทุกคนผิดพลาดได้ เพราะการผิดพลาดคือการเรียนรู้ แต่อย่าผิดบ่อยละกัน”เขายิ้ม

 

 

 

 

ของดีต้องดู! CAN The Series ดราม่าไซไฟเรื่องแรกฝีมือคนไทย กับบทสัมภาษณ์เบื้องหลังความสำเร็จ

“เพียงแค่เปิดกระป๋อง คุณจะลองไปที่ไหนก็ได้ แล้วจะเลือกใช้ชีวิตเป็นใครก็ได้ ตามที่คุณต้องการ”

โควตคำพูดเรียกแขกของ “CAN The Series” แค่ประโยคนี้ก็น่าจะพอปลุกอะดรินาลีนแฟนหนังไซไฟให้ตื่นขึ้น และเชื่อว่าถ้าใครได้ดู เอาแค่ตอนแรกก็พอ ต้องมี “ว้าว” ในลำคอเบาๆเหมือนเราแน่ๆ

CAN The Series ผลงานชิ้นโบว์แดงของ บัตรเครดิต KTC ที่สร้างสรรค์โดยทีม Ogilvy ซึ่งบอกเลยว่านี่คืองานโฆษณาที่แหวกที่สุด สนุกตื่นเต้นครบทุกรส เต็มไปด้วยไอเดีย แบบชนิดที่เรียกว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับการทำแบรนด์คอนเทนต์ผ่านซีรีย์

แบ็คกราวด์เรื่อง เล่าถึงโลกอนาคตที่มีนวัตกรรม “EVE” (Eve Instant Experiences) หรือ “ประสบการณ์อัดประป๋อง” คือการอัพโหลดความทรงจำบรรจุกระป๋อง โดยทุกคนสามารถนำความทรงจำของตนเอง อัพโหลดใส่กระป๋องแบบเดียวกับน้ำอัดลม ขณะเดียวกันใครก็ตามเพียงเปิดกระป๋องแล้วสูดลมหายใจลึกๆคุณก็สามารถรับชมความทรงจำ เรียกว่ามาทั้งภาพ กลิ่น เสียง ที่ผู้อัพโหลดกระป๋องนั้นๆได้สัมผัสเลยทีเดียว

ว่ากันง่ายๆ คือถ้าคุณอยากรู้ว่ายอดเขาหิมาลัยเป็นอย่างไร หรือความรู้สึกของโซระ อาโออิเป็นอย่างไร คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ที่คุณสนใจได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง หรืออยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น เพียงแค่คุณมีกระป๋องและเปิดมันเท่านั้น!

CAN The Series เล่าเรื่องราวของ “ม่อน” หญิงสาวผู้ที่เริ่มลองใช้กระป๋อง ออกไปท่องโลกของคนอื่นแบบมากมายนับไม่ถ้วนจนผันตัวเองจากผู้ใช้กลายเป็นนักรีวิวประสบการณ์อัดกระป๋องมืออาชีพ และ “Pairry Vol.9” คือ กระป๋องที่เธอเลือกรีวิวกระป๋องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านอกเวลางาน

เพราะมีบางสิ่่งในกระป๋องที่เธอชอบและคอยเฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลาบางสิ่งที่ทำให้เธอเชื่อมโยงถึง “เขียน”อดีตคนรักของเธอ ผู้ที่ต่อต้านการใช้ประสบการณ์อัดกระป๋อง จนเป็นเหตุที่ทำให้เขากับเธอเลิกกัน จนวันหนึ่งที่เขียนตัดสินใจลองก้าวเข้าไปในโลกของ EVE เพื่ออยากเข้าใจโลกของม่อนมากขึ้น ก็กลับทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของทุกคนในเรื่องไปพร้อมกับคุณ

แค่พล็อตเรื่องก็ว้าวแล้ว ใครยังไม่ได้ดู รับประกันว่า 1 ชั่วโมงหลังจากบรรทัดนี้ จะไม่ทำให้คุณเสียดายค่าเน็ต ค่าไฟแม้แต่นาทีเดียว (ลิงก์อยู่ด้านล่าง)

โดยวันนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร KTC และทีม Ogilvy

ที่อยู่เบื้องหลังงานเจ๋งๆชิ้นนี้ มาเล่าที่มาพร้อมถอดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์รูปแบบใหม่ครั้งนี้

 

ขึ้นชื่อว่า KTC ต้องแตกต่าง

ท่ามกลางการสื่อสารกับผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีความหลากหลายมากขึ้น การสร้างคอนเทนต์ (Content) ที่น่าสนใจให้เกิดการสื่อสารต่อในวงกว้าง ถือเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต่างโฟกัส แต่คำถามคือจะทำอะไร และจะทำอย่างไร ในเมื่อทุกคนอยากที่จะแตกต่าง นี่เป็นโจทย์ที่ยากของงานชิ้นนี้

“ถ้าเป็นบัตรเครดิตแบงก์อื่นก็อาจจะเน้นเรื่องโปรโมชั่น แบรนด์ KTC  เราเองก็เคยพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้เรากำลังคุยกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่มีใครชอบการยัดเยียดขายของ ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจึงมีการคุยเรื่องแบรนด์คอนเทนต์เยอะขึ้น ทำอย่างไรที่จะตอกย้ำภาพลักษณ์ของบัตรเครดิตเคทีซีคือ คนรุ่นใหม่ ที่มีความทันสมัย และใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด รู้จักสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ซึ่งการออกมาทำแคมเปญล่าสุดด้วยภาพยนตร์ซีรีย์ ถือเป็นการตอกย้ำ Positioning สร้างความหวือหวาให้กับวงการบัตรเครดิตอีกครั้ง

พลภัทร เวโรจนวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เริ่มต้นเล่าที่มา

และการเลือกใช้แพลทฟอร์มใหม่ในการนำเสนอ อย่าง LINE TV และ iflix ไม่เพียงสร้างการบอกต่อหรือ earn media ได้อย่างดีแล้ว ยังตรงอินไซท์ของกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งได้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่ อันเป็นเป้าหมายหลักของ KTC นั่นเอง

ผู้บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี และทีม Ogilvy ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ CAN The Series

ทุ่ม 20 ล้าน สร้างซีรีย์ระดับมาสเตอร์พีซ

กลยุทธ์หลักของแคมเปญสร้างแบรนด์นี้ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมที่จะแชร์คอนเทนต์ที่สนุกและมีความเชื่อมโยงกับตนเอง หรือเคยมีประสบการณ์ร่วม เราจึงนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบของหนังซีรีย์ ที่ไม่เพียงให้ความบันเทิงแก่ผู้บริโภคเท่านั้น หากยังสามารถนำเสนอแก่นสำคัญของการสื่อสาร (Key messages) ที่สะท้อนอารมณ์และทัศนคติของแบรนด์ควบคู่ไปกับแนวคิดใหม่ของการใช้ชีวิตให้กับสมาชิกบัตรเคทีซีได้อีกด้วย

นี่คือคีย์เวิร์ดที่บอสใหญ่ ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วางไว้ ที่สำคัญแคมเปญนี้บิ๊กบอส “ไฟเขียว” ต้องมาสเตอร์พีซเท่านั้น

งานนี้ใช้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร พร้อมงานโปรดักชั่นที่เนียนละเอียดทุกจุด เพราะใช้งบเทไปทางโปรดักชั่นถึง 14 ล้าน ขณะที่มีเดีย 6 ล้าน เพราะต้องการให้งานออกมาเป็นมาสเตอร์พีซที่สุด

 

คอนเทนต์ดีก็ตรึงคนดูอยู่

 

ขึ้นชื่อว่าหนังโฆษณาออนไลน์ แค่สะกดคนดูไม่ให้ Skip ข้าม หรือเลื่อนเมาส์ข้ามฟีดไปก็ยากแล้ว เรามักรู้สึกว่าหนังโฆษณาไม่ควรเกิน4-5 นาที เพราะคนดูจะรู้สึกถูกยัดเยียดและเป็นผลลบกับแบรนด์ แต่นี่อย่าว่าแค่ 4-5 นาที มาเป็นซีรีย์ แถมมี 4 ตอน คำถามที่ทุกคนคิดในใจเหมือนกันคือจะไหวหรือ?

(ซ้าย)พลภัทร เวโรจนวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี (ขวา)สลิล ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี

“ต้องบอกว่างานชิ้นนี้เป็นแนวคิดใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร ทั้งในฝั่งของลูกค้าและเอเยนซี ซึ่งค่อนข้างท้าทาย ถามว่าทำไมต้องเป็นซีรีย์ จริงๆก็คิดกันว่ามันจะเสี่ยงไหม การทำหนังสั้นมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าถ้าเราทำคอนเทนต์ให้ดี คนดูก็น่าจะตอบรับ ซึ่งอีกอย่างมันก็ตรงกับดีเอ็นเอของ KTC ที่เราเลือกในความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่มีบัตรเครดิตไหนทำซีรีย์ เพราะฉะนั้นถ้าเคทีซีกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ซีรีย์ก็น่าจะเป็นคำตอบที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุด”

 

ถามว่าเสี่ยงไหม พลภัทรมองว่าเสี่ยง ถ้าทำได้ไม่ดี แต่งานนี้มั่นใจต้องเป็นงานคราฟต์ ความเสี่ยงสำหรับเขาคือ ศูนย์

แล้วคำตอบก็ชัดเจน เพียงไม่ถึงเดือนนับตั้งแต่ล๊อนซ์เปิดตัว มีผู้ชมทั้งยูทูบ ไลน์ทีวี iflix และช่องทางอื่นๆ รวมผู้ชมมากกว่าล้านวิว แถมคอนเมนต์ในทางบวกเหมือนกัน หลายคนบอกให้ทำต่ออีกเรื่อง หรือกระทั่งผู้บริหารเล่าว่ามีคนโทรไปสอบถามว่าคอลเซ็นเตอร์ว่าตอนจบเป็นอย่างไร

“ตอนแรกคนเห็นหนังยาว 20 นาที ความคิดแรกต้องมีละ ยาวไปหรือไป เป็นความท้าทายของเรา ทำอย่างไรให้หนังสนุก และชวนให้คนติดตามดูตอนต่อไป ซึ่งหลังจากเราล๊อนซ์ไป คนดูกระแสฟีดแบกดีมาก บางคนถามตอนต่อไปเป็นอย่างไร บอกสั้นไปอยากทำให้เพิ่มอีก  ซึ่งทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราคิดตั้งแต่แรกนั้นผิด จริงๆแล้ว มันอยู่ที่คอนเทนต์ ถ้าของดีจริง ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาเลย แต่นั่นแหละ คือต้องดีจริงๆ ซึ่งมันยากตรงนี้ เราก็ดีใจว่าเรามาถูกทางแล้ว” พลภัทรให้มุมมอง

 

การทำการบ้านอย่างหนัก ระหว่างครีเอทีฟและผู้กำกับ ทำให้ CAN เนี๊ยบตั้งแต่พล็อต โปรดักชั่น ภาพ

 

ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต

การทำซีรีย์ครั้งแรก KTC เลือกเอา Positioning ของตนเองทำการสื่อสาร “ประสบการณ์” คือคีย์เวิร์ดที่ KTC หยิบมาเป็น Core Idea ของแคมเปญนี้

“เราไม่ได้บอกว่าให้คุณเดินทางออกไปข้างนอก แต่ให้คุณออกไปพบกับประสบการณ์จริง ซึ่งเราจะสนับสนุนให้คุณออกไปพบประสบการณ์การนั้นง่ายที่สุด” สลิล ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี ให้ความเห็น

เธออธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาของ Copy “ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต” เพื่อกระตุ้นในตอนจบของทุกตอน

“ความมุ่งหวังของเราคือให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของประสบการณ์ โดยมองว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าความหมาย เมื่อผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมและสามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองได้นั้น ย่อมส่งให้ KTC เป็นแบรนด์ในใจของผู้บริโภคในระยะยาว”

“เราเชื่อว่าอีกเหตุผลหนึ่งของความสำเร็จคือความจริงใจของเรา งานชิ้นนี้คือไม่มีการแทรกโฆษณาผลิตภัณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียง Sponsored by KTC ‘ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต’ เท่านั้น เพื่อให้รู้สึกว่านี่คือซีรีย์จริงๆ ไม่อยากให้รู้สึกว่าโดนยัดเยียดขายของ เราถามตัวเองว่าถ้าเราเป็นคนดู เราจะแอนตี้ไหม เพราะเราอยากจะทำหนังที่ไม่ใช่หนังป๊อปคอร์น เราอยากให้คนได้อะไรมากกว่าความสนุกอย่างเดียว”

โดยสรุป ความโดดเด่นของงานนี้น่าจะเป็นความ “ชัดเจน”

ชัดเจนตั้งแต่การตีโจทย์ของทีม Ogilvy กระทั่งผู้กำกับ ที่หยิบจับคำว่า “ประสบการณ์” มาตีความได้อย่างคมกริบ สื่อสารอย่างมีลูกเล่นชั้นเชิง

ซึ่งแน่นอนที่สุด ต้องยกเครดิตไปที่ต้นน้ำอย่าง KTC ที่มีแบรนด์ Positioning เรื่องประสบการณ์ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ของดี” เอามาทำให้ “งานดี” มันก็ง่าย

นี่เป็นความเคลื่อนไหวสนุกๆของ KTC ในปีนี้ สำหรับอนาคต แม้พลภัทรยังไม่บอกว่าจะทำอะไร แต่คาดว่าผู้ใหญ่จะยกไฟเขียวให้ลุยเต็มที่ รับประกันว่ามีความท้าทายและความสนุกเพิ่มเติมแน่นอน ตามแบบฉบับ KTC ที่จะต้องสร้างความแตกต่างและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค

 

 

 

 

Value of Life , Value of Love เมื่อคุณค่าของชีวิตและความรัก สร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิตได้ ไม่รู้จบ

เมื่อ “Philip Kotler” ยกโฆษณา “Unsung Hero” ของไทยประกันชีวิต เป็นกรณีศึกษา “SADVERTISING” ในหนังสือ Marketing for Competitiveness : Asia to the World in the Age of Digital Consumers ซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่เขาเขียน นี่เป็นการยกตัวอย่ างจากปรมาจารย์การตลาดระดับโลก และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของงานโฆษณาไทยที่มีอิมแพ็คระดับโลกอีกครั้ง

จริงๆ แล้วหากพูดถึงภาพยนตร์โฆษณา Emotional บาดหัวใจ นี่คือสไตล์ของ “ไทยประกันชีวิต” ที่ทำมานานกว่า 15 ปี ทุกเรื่องดูแล้วซาบซึ้ง สะเทือนใจ มีความพิเศษคือดูแล้วรู้สึกทันทีว่าเรากำลังได้รับข้อความบางอย่าง เป็นข้อความที่ส่งให้เรามองกว้างขึ้น คิดละเอียดขึ้น ให้เราเห็นคุณค่าสิ่งต่างๆรอบตัว ให้ความสำคัญกับครอบครัว ตลอดจนสังคม

และปฏิเสธไม่ได้ว่างานทุกชิ้นมีอัตลักษณ์วิธีการเล่าเรื่องแตกต่างจากโฆษณาทั่วไป รับประกันว่าดูแค่ 10 วินาทีแรกก็รู้ทันที..งานนี้ ไทยประกันชีวิตแน่ๆ

ท่ามกลางความสำเร็จ ทั้งรางวัล ทั้งการยอมรับระดับโลก ทว่าความสำเร็จทั้งหมดไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นมาในปีสองปี แต่มาจากต้นน้ำแห่งความคิดของ ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หัวเรือใหญ่ที่วางแนวทางการสร้างแบรนด์
ไทยประกันชีวิตไว้นานกว่า 2 ทศวรรษ และวันนี้พิเศษมากๆ กับการนั่งพูดคุยกับเขา เปิดเบื้องลึกแนวคิดกลยุทธ์ SADVERTISING ในการสร้างแบรนด์ที่สร้ างความสำเร็จอย่าง Classic

 

 

ชีวิตคนไทย ต้องคนไทยดูแล

ธุรกิจประกันชีวิตในบ้านเรานั้นมีมานานกว่า100 ปี นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเริ่มแรกเป็นบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจ กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากภาวะสงคราม หลายบริษัทจึงขนสินทรัพย์หนีกลับประเทศไป

กระทั่งกลุ่มคนไทยได้รวบรวมกำลังก่อตั้งบริษัทประกันชีวิตนับตั้งแต่ปี 2485 ใช้ชื่อ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด นับเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ไทยประกันชีวิตมีการเติบโตที่ดี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของธุรกิจประกันชีวิตยังไม่ดีในสายตาผู้ บริโภค นั่นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เรื่องสินค้าประกันชีวิตหรือประกันภัยดีนัก มองตัวแทนขายประกันเหมือนเซลส์ ขายรถมือสอง ที่ขายไปแล้วก็ไม่เจอหน้ากันอีกเลย หรือเจอปีละหนเพื่อเก็บเบี้ยประกัน

นับเป็นความท้าทายของไชยนับตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ที่จะต้องนำไทยประกันชีวิตครองใจในตลาดแมสให้ได้ สิ่งที่เขาทำคือการปฏิรูปภาพลักษณ์ใหม่ สร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิตให้ แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับของคนไทย

“ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทคนไทย มั่นคงหรือไม่ สู้ของต่างชาติได้หรือเปล่า คำถามพวกนี้เราเจอมาตลอด ผมมองว่าเป็นความท้าทายที่ต้องปลดล็อคโจทย์ทั้งหมด เริ่มจากการตอบคำถามว่าเราเป็นใคร และมาตรฐานของเราไม่แพ้ใครทั้งนั้น ที่สำคัญเราเป็นบริษัทของคนไทย เพื่อคนไทยและไม่มีใครดู แลคนไทยได้ดีกว่าคนไทยด้วยกันเอง”

ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นั่นเป็นที่มาของสโลแกน “บริษัทคนไทย เพื่อคนไทย” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ในการสร้างแบรนด์ยุคแรกของไทยประกันชีวิต และเป็นพื้นฐานของการต่อยอดทำหนังโฆษณาต่อมา

“หัวใจของการสร้างแบรนด์ของผม จะไม่ใช่แค่การพูดว่าเราเป็นใคร แต่จะทำให้เห็นว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร เราเป็นบริษัทของคนไทย 
เราเข้าใจพวกคุณมากกว่า เรารู้ว่าคุณจะรู้สึกดีแค่ ไหนในยามที่เจอปัญหาและมีเราอยู่ด้วย ตัวแทนเราไม่ได้เจอแค่ตอนเก็บเบี้ยปีละครั้งเท่านั้น แต่จะสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลูกค้า พบเจอในทุกวาระโอกาสสำคัญของชีวิต อวยพรวันเกิด งานแต่งงาน ทำบุญปีใหม่ ผมจะย้ำกับตัวแทนเสมอคุณไม่ใช่ แค่คนมอบเงินในยามที่ลูกค้าลำบาก โอเคนั่นเป็นส่วนสำคัญแต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ คือคุณต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณดูแลเขาและครอบครั วเขาตลอดเวลา” ไชยย้ำความแตกต่าง

 

ความรัก ความเข้าใจ การดูแล The Biggest Idea for Value of Life

เพราะเป็นคนไทย จึงดูแลคนไทยด้วยความเข้าใจที่มากกว่า และจากความแตกต่างนี้เองที่ค่อยๆ ฉายภาพคำว่า “ดูแล” ของไทยประกันชีวิตชัดขึ้นๆ จนกลายเป็นกุญแจไขความสำเร็ จของการสร้างแบรนด์ถึงปัจจุบัน

ถึงแม้คนจะรู้จักแบรนด์แล้ว แต่ก็ยังไม่ซื้อประกัน ดังนั้นโจทย์ข้อต่อมา ทำอย่างไรให้คนมองเห็นคุณค่าความสำคัญของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมากขึ้น ทำอย่างไรที่จะชี้ให้เห็นว่าประกันชีวิตจำเป็นต่อชีวิตเราทุกคนอย่างไร คำตอบของไชยคือการค้นหาอินไซต์ ของลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจและสะท้อนออกมาผ่านการสร้างแบรนด์

“ธรรมชาติของคนที่ซื้อประกันชีวิตไม่มีใครอยากใช้ประกันหรอก คนได้ใช้ประกันคือ หนึ่งเสียชีวิต สองเข้าโรงพยาบาล ดังนั้นถามว่าซื้อทำไม คำตอบคือซื้อเพราะเขามีความรัก ซื้อเพราะเขาต้องการดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลังในวันที่เขาไม่อยู่”

ดังนั้น “ความรัก ความเข้าใจ การดูแล” สามคำนี้เองที่ประกอบเป็นนิยาม “คุณค่าของชีวิตและความรัก Value of Life Value of Love” กลายเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ ไทยประกันชีวิต นับตั้งแต่ปี 2546 กับหนัง “Peace of Mind” (ภรรยาผ่าคลอดก่อนกำหนดเพื่อพาลูกไปให้สามีกอดก่อนที่ จะหมดลมหายใจ) หนังโฆษณาเรื่องแรก โดยทิ้งโจทย์ให้ผู้ชมได้ขบคิดว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร และคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่ไหน

นับเป็นหนังโฆษณาตัวแรกที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการโฆษณาสมัยนั้น และเป็น The Biggest Idea โฆษณาของไทยประกันชีวิตเรื่องต่อๆมา โดยวางเรื่องความรัก ความเข้าใจ การดูแล เข้าไปในเส้นเรื่องของหนังทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Everlasting Love (2547)”
(ปู่ชิว ผู้ชายที่รักษาคำสัญญาและดู แลคนรักตลอดไป) หรือ “Forget Me Not (2555)” (ชายผู้ที่ดูแลคนรักตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ แม้ว่าฝ่ายหญิงจะลืมไปแล้วก็ตาม) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ชัดเจนมากๆ ในคีย์เวิร์ดคำว่า “ดูแล” ที่อบอวลจนอบอุ่นตลอดทั้งเรื่อง

ส่วนเรื่องที่พูดเรื่องครอบครั วได้ประทับใจอีกเรื่อง “My Girl (2549)” เรื่องของลูกสาวที่ท้องก่อนแต่ง ที่สะท้อนความรักของพ่อแม่ที่มี ต่อลูกอย่างไม่เสื่อมคลาย เรื่องนี้ดูแล้วชอบเป็นพิเศษ เพราะการให้อภัยในความผิดที่ อาจเกิดขึ้น ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่าครอบครัว

ด้วย Message ชัดเจน ถ่ายทอดผ่าน Emotional ที่ซาบซึ้งกินใจ ค่อยๆ บ่มเพาะตกตะกอนมากว่า 15 ปี ผลลัพธ์คือวันนี้ ถ้านึกถึงไทยประกันชีวิต เชื่อว่าทุกคนนึกถึงเรื่องราวของความรัก ความห่วงใย ความเข้าใจของคนในครอบครัว ซึ่งไชยบอกว่านี่คือความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิต

 

ทำไมหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตต้องเรียกน้ำตา?

เป็นคำถามที่สงสัยมานาน เชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนกัน เมื่อ CEO มานั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว มีหรือเราจะไม่ถาม

“คุณคิดว่ายี่สิบกว่าปีก่อน ถ้าผมทำหนังขายกรมธรรม์ใครจะดู (หัวเราะ) ไม่มีใครดูหรอก เพราะฉะนั้นเราสู้ทำหนังโฆษณาที่ อย่างน้อยทำให้คนดูรู้สึกว่าดู แล้วโดนใจเขา สร้างแรงบันดาลใจให้เขา และที่สำคัญคือหนังต้องสดใหม่ หมายความว่าไม่เหมือนใครในตลาด เพื่อที่จะเป็นที่จดจำได้”

Philip Kotler นิยามงานทั้งมวลของไทยประกันชีวิตว่า “SADVERTISING” แปลตามความเข้าใจ งานโฆษณาเศร้าๆ น้ำตาไหล ทว่าไชยขยายความว่า SADVERTISING ไม่ได้จำกัดความแค่เศร้าเท่านั้ น แต่เป็นงานโฆษณา ที่ส่งอารมณ์กระทบความรู้สึกผู้ชม ทั้งเศร้า ทั้งสุข
ทั้งซาบซึ้ง เป็น SADVERTISING ได้เหมือนกัน

“หัวใจของ Branding คือการสร้างประสบการณ์หรือการจดจำในแบรนด์ เราต้องทำให้มัน Touch จิตใจคนดู ผมมองว่ากลยุทธ์ SADVERTISING 
คือเครื่องมือที่สื่อสารที่ Touch ผู้บริโภคมากที่สุด” 

“ผมว่านักการตลาดทุกคนเข้าใจเรื่ อง Functional เหมือนกันหมด แต่ใครที่จะนำ message เหล่านั้นไปถึงหัวใจผู้บริ โภคได้ นั่นคือคำตอบความสำเร็จ” ไชยเน้นประโยคนี้

 

ผู้นำต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ถามต่อว่าทำหนัง SADVERTISING มาตลอด 15 ปี เบื่อหรือยัง

“ผมว่าทุกวันนี้นักการตลาดสร้ างแบรนด์ผ่าน Emotional Marketing กันหมดแล้วนะ หลายคนกำลังทำในสิ่งที่ เราทำมานานแล้ว ซึ่งนี่ก็พิสูจน์ว่า Emotional มันเป็นเรื่อง Classic นานแค่ไหนก็ใช้ได้เสมอ ซึ่งเราทำสำเร็จมาก่อนใคร ถามว่าเบื่อไหม ผมคิดว่าผม Base ไปที่ผู้ชมหรือผู้บริโภคมากกว่า ว่าเขาเบื่อหรือยัง อันนี้คือสิ่งที่เราแคร์มากกว่า โฆษณาถึงดีจริงแต่ถ้ ามากไปเขาจะรู้สึกถูกยัดเยี ยดหรือไม่ เราก็ต้องมองให้กว้างขึ้น ทำเรื่องให้ไม่น่าเบื่อ”

 “อย่างเรื่อง Unsung Hero (2557) ที่ Philip Kotler ยกมาเป็นกรณีศึกษาในหนังสือของเขา งานนี้ก็ไม่ได้เรียกน้ำตาอะไร เน้น Feel Good มากกว่า เป็นงานอีกชิ้นที่คนทั้งโลกรู้จักเรา” ไชยยกตัวอย่างงานโฆษณาที่ได้รับการแชร์สูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ได้รับการแชร์จาก Ashton Kutcher ดารา Hollywood ชื่อดังรวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศร่วมแชร์ โดยมียอดวิวในปัจจุบันกว่า 30 ล้านวิว

“เดี๋ยวนี้เห็นหนังโฆษณา Emotional มากขึ้น มีคนทำหนังโฆษณาดราม่าเยอะขึ้น เราเองก็ต้องฉีกกรอบจากตัวเราอีกที เพื่อนำหน้าไม่ให้ใครมาซ้ำได้ ผมคิดว่าผู้นำจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ สนุกอย่างเดียว ผู้บริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีด้วย”

 

“จิตปัญญา” ใช้สมองน้อยๆ ใช้หัวใจมากๆ

ถามอีกว่า ถ้าจะทำหนังโฆษณาให้ “Masterpiece” แบบไทยประกันชีวิต หัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์คืออะไร ไชยยิ้มและตอบสั้นๆ “ใช้สมองน้อยๆ แต่ใช้หัวใจมากๆ”

“งานที่เราทำมาทุกชิ้น มีเรื่อง Value of Life Value of Love เป็นโครงสร้างชัดเจนอยู่แล้ว ที่เหลือก็ต่อยอดต่อไป อย่างงานช่วงหลังๆเห็นชัดว่าเราเริ่มฉีกกว้างขึ้น คือไม่ได้เล่าแค่ในบริบทครอบครัวอย่างเดียว แต่ขยายไปในมุมอื่น โดยยังอยู่ในกรอบ Big Idea เรื่องคุณค่าของชีวิต คุณค่าความรัก ไว้เหมือนเดิม อย่างเรื่องโอกาส Opportunity (2559-2560) ก็ชัดเจนว่าพูดถึงจิตวิญญาณของการเป็นตัวแทนประกันชีวิต ที่มากกว่าการได้ค่าคอมมิชชั่น คือการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์”

ตรงนี้ที่ไชยบอกว่ามันคือการใช้ จิตปัญญา หรือ Spiritual ในการสร้างสรรค์งาน ซึ่งฟังผิวเผินอาจเข้าใจยาก แต่เชื่อว่าใครที่ดูโฆษณาทุกเรื่องของไทยประกันชีวิตก็จะจับจุดได้ว่าจิตปัญญาที่เขาว่าเป็นอย่างไร

 

ไม่มีเธอ ก็ไม่มีฉัน

จะเห็นได้ว่าความสำเร็จในการสร้ างแบรนด์ตลอดสองทศวรรษของไชยเกิดขึ้นจากการตอบคำถามทีละ Step ตั้งแต่ค้นหาว่าตัวตนเป็นใคร จะเข้าสู่หัวใจกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ทั้งหมดไชยสรุปความสำคัญคือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย

ที่สำคัญไม่ใช่หน้าที่ใครคนหนึ่ง แต่ต้องซึมซับทั้งองคาพยพ ไม่ว่าผู้บริหาร พนักงาน กระทั่งทีมงานโปรดักชั่น ครีเอทีฟ ทุกคนต้องเข้าใจใน message เดียวกัน จึงจะสามารถวางแผนการสร้างแบรนด์ได้อย่างแม่นยำและยืนระยะได้นานขนาดนี้

“ความสำเร็จทั้งหมดเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ต้องขอบคุณทาง Ogilvy & Mather พาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกับเรามาตลอด ถ่ายทอดตัวตนของไทยประกันชีวิตได้ชัดเจน และที่สำคัญ ตัวตนของเรานั้นจะไม่มีทางชัดเจนได้เลย ถ้าคนของเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนตัวแทน ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น” 

“ต้องขอบคุณตัวแทน ผมถือว่าพวกเขาคือ Brand Ambassador ขององค์กร ผมจะเน้นย้ำกับพวกเขาเสมอ คุณต้องตกตะกอนคำว่าจิตปัญญาให้ลึกซึ้ง คุณไม่ใช่แค่คนขายสินค้าแต่คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของลูกค้า เมื่อคุณช่วยลูกค้าให้พ้นความทุกข์ เมื่อตอนที่ลูกค้ายิ้มให้คุณ ผมเชื่อว่านั่นคือคุณค่าของชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะสัมผัส”  ผู้บริหารย้ำท้าย

ออมอย่างไรเพื่อให้เหลือใช้ในวัยเกษียณ

กลายเป็นกระแสของสังคมในวงกว้างไปแล้ว  เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ออกมาประกาศว่า  ผลการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า การจะดำรงชีวิตแค่พอเพียงในวัยเกษียณต่อไปอีก 20 ปีจะต้องมีเงินเกือบ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น  คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเงินออมหลังเกษียณที่สำคัญของเหล่ามนุษย์เงินเดือน   สมาชิกเกือบ 50% มีเงินก้อนในวันเกษียณไม่ถึง 1 ล้านบาท!!!

จึงเป็นที่มาที่ทำให้ ก.ล.ต. ริเริ่มจัดงาน SEC Retirement Savings Symposium 2017 เพื่อกระตุ้นให้นายจ้างและลูกจ้างตระหนักถึงปัญหาเรื่องเงินที่จะต้องเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ และเห็นความสำคัญของการออมและการลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะการเกษียณนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรคิดตั้งแต่สมัยเริ่มต้นทำงานมากกว่าจะมาคิดเมื่อใกล้เกษียณ ซึ่งจะช้าเกินไป

โดยทีม Marketeer เราได้เข้าไปเก็บเกี่ยวความรู้ในงานครั้งนี้   และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านของเรา โดยเฉพาะทั้งผู้ประกอบการเจ้าของบริษัท ตลอดจนลูกจ้างพนักงานทุกคน

 

นายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญกับการออมมากกว่านี้

เรื่องนี้นับเป็นปัญหาระดับมหภาค เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งก็คือปี 2568 ที่  20% ของแรงงานในระบบภาคเอกชนจะมีอายุมากกว่า 60 ปี   จากข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการออมเพื่อวัยเกษียณของคนไทยดูยังน่าเป็นห่วง  ซึ่งปัญหาหลัก ได้แก่

  1. ปัญหานายจ้างภาคเอกชนในปัจจุบัน มีจำนวนบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ราว 17,000 บริษัท ซึ่งคิดเป็นจำนวนเพียง 3% ของนายจ้างภาคเอกชนทั้งหมด โดยในจำนวนนายจ้างดังกล่าว มีจำนวนลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่เพียง 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของลูกจ้างในระบบเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ
  2. การที่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใส่เงินไม่พอเพื่อที่จะใช้จ่ายยามเกษียณ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าอัตราการส่งเงินสะสมเข้ากองทุนผ่านทั้งลูกจ้างและนายจ้าง มีค่าเฉลี่ยอยู่เพียง 4-5% เท่านั้น ซึ่งระดับดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ จากระดับที่เพียงพอควรจะอยู่ที่ 15-20%
  3. เงินออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ หรือมากกว่า 80% ไปลงทุนอยู่กับตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ในขณะที่การลงทุนในหุ้น ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า มีอยู่เพียง 16% เท่านั้น
รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.
บรรยากาศในงานสัมมนา

จากปัญหาหลักทั้ง 3 ข้อข้างต้น สรุปได้ว่าคนไทยออมเงินน้อย และขาดความรู้เรื่องการลงทุน ซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงที่คนไทยส่วนใหญ่จะมีเงินไม่พอใช้ในวัยเกษียณ

ดังนั้นหนึ่งในจุดเริ่มต้นทางออกที่สำคัญ  คือ นายจ้างควรจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น  พร้อมเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายให้กับลูกจ้างด้วย โดยไม่จำกัดเพียงการลงทุนความเสี่ยงต่ำ หรือ ตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว  ส่วนสมาชิกที่เป็นลูกจ้างก็ต้องทำความเข้าใจว่า เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณ  ซึ่งจะต้องรู้จักบริหารจัดการเงินให้เป็น  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง รู้จักการคำนวณว่าควรต้องมีเงินเท่าไหร่หลังเกษียณ

 

 

 

และสาระสำคัญที่บริษัทควรจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ เป็นสิ่งแสดงน้ำใจต่อพนักงาน สร้างความเชื่อมั่นเรื่องความมั่นคง และเป็นการดูแลให้รู้จักอดออม และพอเพียงนั่นเอง

ลดภาษีด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อดีของการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีโอกาสได้รับการเอื้อประโยชน์เรื่องภาษีถึง 3 ต่อ ต่อแรกคือ นายจ้างสามารถนำเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายให้ลูกจ้างไปคำนวณรวมเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้  ในขณะที่ลูกจ้างสามารถนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน   ต่อที่สอง ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะไม่ถูกเก็บภาษี และต่อที่สาม เมื่อลูกจ้างอายุครบ 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่นำเงินออกจากกองทุน   ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงเท่าไหร่นักในช่วงที่เป็นวัยทำงาน

การวางแผนการเงินสำหรับคนทำงาน

การใช้เงินในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากรายรับที่ได้มาแล้วจ่ายออกไปนั้น เราควรเก็บออม และมีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินขั้นต่ำ 6 เดือน นอกจากนี้ ยังต้องวางแผนเกษียณรวย ในการออมเงินโดยวิธีอื่นๆ เพื่อให้ได้เงินออมที่มากขึ้น อาทิ การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ เป็นต้น หรือถ้าอยากเกษียณเร็วขึ้น จะต้องลงทุนเพิ่ม เช่น อสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกิจ หุ้น ฯลฯ โดยต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อที่การลงทุนเหล่านั้นจะเป็นแหล่งสร้างรายได้หลังเกษียณได้ในอีกทางหนึ่ง

จักรพงษ์  เมษพันธ์  The Money Coach นักเขียน นักพูดคนดัง ได้ให้แนวคิด Money Fitnessที่น่าสนใจ 1.มีสภาพคล่องในการใช้เงิน คือ ต้องบริหารเงินในแต่ละเดือนให้พอจ่าย มีกิน มีใช้ และมีเหลือเก็บได้อย่างน้อย 10% ทุกเดือน 2.ปลอดหนี้จน คือ ต้องไม่มีหนี้บริโภค เช่น หนี้บัตรเครดิต ค้างชำระ หรือ ไม่ต้องจ่ายขั้นต่ำ และมีหนี้บ้าน และรถยนต์ในระดับที่บริหารจัดการได้ 3.พร้อมชนความเสี่ยง คือ ต้องทราบความจำเป็นของตัวเองต้องมีประกันชีวิตหรือไม่ มีทุนประกันชีวิตครอบคลุมความเสี่ยงหากเกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือป้องกันความเสี่ยงการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุไว้อย่างเพียงพอ และมีการจัดการความเสี่ยงกับทรัพย์สินต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี 4.สอดคล้องเกณฑ์ภาษี คือ การวางแผนภาษีของตัวเองได้ และใช้สิทธิค่าใช้จ่าย และลดหย่อนได้อย่างถูกต้อง 5.บั้นปลายชีวิตมีทุนเกษียณ คือ ต้องมีการวางแผนชีวิตในการเตรียมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ และต้องวางแผนการออมและการลงทุนสำหรับการเกษียณไว้ให้พร้อม

 

ทั้งหมดคือความรู้เบื้องต้นจากการสัมมนา สำหรับรากฐานที่ดี คือการมีวินัยทางการเงิน และมีความรู้ทางด้านการเงิน รวมถึงมีความรับผิดชอบ เป็นคุณสมบัติของผู้ประสบควมสำเร็จทางการเงิน

นอกจากนั้นยังต้องรู้จักวิธีการบริหารความเสี่ยง สามารถจัดการความเสี่ยงทางการเงิน วางแผนเกษียณรวย และวางแผนเกษียณเร็ว ด้วยหลักคิด และแนวทางบริหารเงินส่วนบุคคล

อย่าลืมว่ารากฐานของความมั่งคั่ง คือการวางแผนอนาคตให้รัดกุมที่สุด และนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้…