All posts by Kalaya

เปิดตัว Stadium One สปอร์ตคอมมูนิตี้แห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ข้างสนามศุภชลาศัย


Stadium One โดย 4 ผู้บริหารรุ่นพี่รุ่นน้องจากในรั้วจามจุรีอย่าง สิทธิชัย ศรีสงวนสกุล, ถนอมเกียรติ สัมมาวุฒิชัย, ณัฐภัค รีกิตติศิริกุล และ พงศ์วรรธน์ ตินะพรไชย

จากที่เจ้าของพื้นที่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลพื้นที่ เพื่อทำประโยชน์ทางด้านกีฬา Stadium One สามารถเอาชนะผู้เข้าประมูลอีก 3 รายได้สำเร็จ ด้วยคอนเซปต์ของการเป็น The Sport Society นำกีฬามาผนวกรวมกับเรื่องของไลฟ์สไตล์

บนพื้นที่กว่า 5,000 ตรม. Stadium One มีทั้งหมด 5 ชั้น โดยมีร้านค้าสปอร์ตแบรนด์กว่า 129 ร้าน สตูดิโอออกกำลังกายอีกกว่า 50 ร้าน

ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ร้านกับอาคารดีไซน์โค้งมนที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ที่เกิดจากการทุบห้องแถวเดิมกว่า 40 ห้องทิ้งไป Stadium One

ซึ่งจะสร้างเสร็จและเปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า คาดในช่วงแรกที่เปิดให้บริการจะมี Traffic ของคนเข้ามา 2,000-4,000/ วัน

โดยจะใช้ Sport Event ต่าง ๆ มาเป็นตัวดึงให้คนรู้จักกับโครงการ

และมีระยะเวลาสัมปทานกับเจ้าของพื้นที่เป็นเวลา 7 ปี หากโครงการประสบความสำเร็จ ในอนาคตก็อาจทำสัญญากันต่อไป

Honestbee กับการตัดสินใจทำบริการขนส่งพัสดุ ท่ามกลางตลาดโลจิสติกที่มีคู่แข่งอยู่มากมาย

ด้วย Structure ต่าง ๆ ในประเทศไทยที่พัฒนาไปได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงข่าย Internet, พฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ Social Network เป็นเรื่องหนึ่งในชีวิตประจำวัน รวมถึงการคาดการณ์ของ สพธอ ที่ได้ออกมาบอกว่าธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยในปีนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.52 ล้านล้านบาท

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้โลจิสติก อีกหนึ่ง Process สำคัญในการทำ E-Commerce เติบโตไปด้วย

เราจึงเห็นผู้เล่นในตลาดโลจิสติกไทยเกิดขึ้นมากมาย เพื่อมาตอบสนองความต้องการของตลาด และปิดช่องว่างที่ผู้เล่นเดิมเคยทำมา ไม่ว่าจะเป็น Kerry Express, Line Man และล่าสุดก็คือผู้เล่นจากค่ายสีเหลืองอย่าง Honestbee บริษัทโลจิสติก สตาร์ทอัพที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ และได้เข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว

ในตอนแรก Honestbee เข้ามาในไทยด้วย Position ของการเป็นโลจิสติกที่ขนส่งสินค้าประเภท Grocery โดยเฉพาะ ให้บริการลูกค้าในรูปแบบของ On-Demand คือสามารถสั่งให้พนักงานจาก Honestbee เลือกซื้อสินค้าตามที่ต้องการและนำมาส่งที่บ้านได้

และด้วย Core หลักของการบริการแบบ On Demand ที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้กับลูกค้า กลุ่มเป้าหมายหลักของ Honestbeeจึงมักจะเป็นคนกลุ่ม Mid-High ที่ส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไปกับการทำงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีไม่มากในประเทศไทย อีกทั้งนี่ยังเป็นบริการที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในกทม.และปริมณฑล กลุ่มลูกค้าที่ว่าจึงถือเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเล็ก ที่มียอดซื้อต่อบิล 1 ครั้งประมาณ 2,000 บาท

แม้ บุญเท คำมณีวงษ์-ผูู้จัดการประจำประเทศไทย จะออกมาบอกว่า Honestbee เป็นที่ 1 ในตลาดโลจิสติกแบบ Online Grocery ของไทย แต่ตัวเลขของความเป็นที่ 1 ก็เป็นเพียงแค่ในแง่ของ Volume เท่านั้น

หรือถ้าจะให้อธิบายเพิ่มเติมก็คือ มูลค่าธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยในปีนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2.52 ล้านล้านบาท แต่สำหรับตลาด Online Grocery นั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 3% ซึ่งบุญเทบอกว่า Honestbee คือที่ 1 ใน 3% นั้น

และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา Honestbee ได้แตกไลน์ธุรกิจออกมาเป็นบริการที่ใช้ชื่อว่า Goodship ซึ่งการแตกไลน์ธุรกิจในครั้งนี้ ได้ ธีรีสา มัทวพันธุ์ ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจออนไลน์ไม่ว่าจะกับ aCommerce และ Central Online มาเป็นแม่ทัพในการดูแลฝั่งของ Goodship

ซึ่งธีรีสาเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตลาดนี้เต็มไปด้วยคู่แข่งรายใหญ่ที่มี Structure พร้อมกว่ามากมาย Goodship จึงเลือกที่จะแตกต่างด้วยการไปจับลูกค้ากลุ่ม B2B โดยให้บริการแบบ Customize อุดช่องว่างต่าง ๆ ที่ระบบในบริษัทใหญ่ ๆ ไม่สามารถทำได้ รวมถึงการเข้าไปเป็น Third Party ให้กับธุรกิจต่าง ๆ โดยในปัจจุบันมีลูกค้าอย่าง Nu Skin, SE-ED Books, aCommerce, Aramex, Siam Outlet, City-Link และ OfficeMate อยู่ในมือแล้ว

ชูจุดเด่นของการส่งสินค้าได้ภายใน 1 วันหรือน้อยกว่านั้น (เป็นสิ่งที่คู่แข่งรายอื่นก็สามารถทำได้) และในอนาคตเตรียมจะจัดส่งพัสดุในรูปแบบของ On Demand ที่แม้จะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพแต่ Honestbee ทั้ง Online Grocery และ Goodship ก็ยังไม่มีแพลนในการจะระดมทุนเพิ่มแต่อย่างใด

คงต้องมารอดูกันต่อไปว่า Honestbee จะสามารถอุดช่องว่างของโลจิสติกในไทยได้มากขนาดไหน

หรือถ้าในอนาคตโลจิสติกเจ้าใหญ่สามารถอุดรอยรั่วของตัวเองได้ ก็คงเป็นอะไรที่น่ากังวลเหมือนกัน

เพราะธุรกิจโลจิสติก ยิ่งมีกำลังเยอะมากเท่าไหร่ เท่ากับว่าการกระจายสินค้าก็สามารถทำได้เร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากเท่านั้น

On Demand เทรนด์ใหม่ของงานบริการ ตอบโจทย์คนมีเงิน แต่ไม่มีเวลา

ในช่วงปี-สองปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินเรื่องของการที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้งานแทนคน โดยเฉพาะกับธุรกิจบริการ ที่พนักงานเสิร์ฟจะเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ พนักงาน Call Center จะเปลี่ยนเป็นระบบรับแบบอัติโนมัติมากขึ้น

แต่ดูเหมือนว่าจะมีธุรกิจบริการอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจรันไปได้ นั่นก็คือการบริการที่เรียกว่า On Demand

นี่ไม่ใช่ชื่อของสถาบันกวดวิชาของมัธยมแต่อย่างใด แต่ On Demand ที่เรากล่าวถึงนี้คือการบริการที่เปรียบเสมือนว่าผู้ใช้บริการได้มีเลขาส่วนตัวไปทำธุระให้แทน ทำให้ผู้ใช้บริการได้ประหยัดเวลา และเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

ยกตัวอย่างก็เช่นการจ้าง Line Man ไปต่อคิวซื้ออาหารและนำมาส่ง หรือกับบริการ On Demand อื่น ๆ ที่มีในไทยก็อย่างเช่น Central On Demand ที่ทางเซ็นทรัลได้ให้ลูกค้าแอด Lind Official Account มา หากต้องการสินค้าอะไรในห้างก็ให้ไลน์บอก ทีมงานที่แสตนบายคอยตอบไลน์อยู่ก็จะส่งต่อสินค้าที่ลูกค้าต้องการไปยังช็อปต่าง ๆ และเมื่อมีสินค้าที่ต้องการก็จะทำการจัดส่งให้ถึงที่บ้านหรือจะทำการจองสินค้าแล้วค่อยมารับตัวเองก็ยังได้

เช่นเดียวกับ Honestbee บริการโลจิสติกที่ลูกค้าสามารถสั่งให้ Shopper (พนังานที่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์) เลือกซื้อของกิน-ของใช้ภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตตามที่ต้องการ รวมไปถึงเมนูตามร้านอาหารให้มาจัดส่งที่บ้านหรือออฟฟิศได้

หัวใจหลักสำคัญของการบริการแบบ On Demand จึงเป็นการที่เข้าไปช่วยลูกค้าในเรื่องของการประหยัดเวลา ซึ่งกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีเวลาก็มักจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในระดับ Middle-High ที่มองว่า ‘เวลาเป็นของมีค่า’ มักจะเอาเวลาไปทำงานหรือใช้ในเรื่องส่วนตัวมากกว่าจะเสียเวลาไปต่อคิว

โดยสินค้าที่ถูกซื้อผ่านบริการ On Demand ก็มักจะเป็นอะไรที่ลูกค้าคุ้นเคย ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน และเป็นการซื้อซ้ำมาใช้ เพราะเป็นอะไรที่คุ้นเคย ไม่ต้องอาศัยการหยิบจับด้วยตัวเองก็สามารถซื้อได้

และนี่ถือเป็นบริการที่เชื่อมโลกออฟไลน์ด้วยระบบแบบออนไลน์ ที่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลจนเข้ามาเติมเต็มแรงงานได้มากขนาดไหน

แต่ ‘คน’ ที่มี Service Mind ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจบริการอยู่ดี

On Demand เทรนด์ใหม่ของงานบริการ ตอบโจทย์คนมีเงิน แต่ไม่มีเวลา

ในช่วงปี-สองปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินเรื่องของการที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้งานแทนคน โดยเฉพาะกับธุรกิจบริการ ที่พนักงานเสิร์ฟจะเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ พนักงาน Call Center จะเปลี่ยนเป็นระบบรับแบบอัติโนมัติมากขึ้น

แต่ดูเหมือนว่าจะมีธุรกิจบริการอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ธุรกิจรันไปได้ นั่นก็คือการบริการที่เรียกว่า On Demand

นี่ไม่ใช่ชื่อของสถาบันกวดวิชาของมัธยมแต่อย่างใด แต่ On Demand ที่เรากล่าวถึงนี้คือการบริการที่เปรียบเสมือนว่าผู้ใช้บริการได้มีเลขาส่วนตัวไปทำธุระให้แทน ทำให้ผู้ใช้บริการได้ประหยัดเวลา และเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

ยกตัวอย่างก็เช่นการจ้าง Line Man ไปต่อคิวซื้ออาหารและนำมาส่ง หรือกับบริการ On Demand อื่น ๆ ที่มีในไทยก็อย่างเช่น Central On Demand ที่ทางเซ็นทรัลได้ให้ลูกค้าแอด Lind Official Account มา หากต้องการสินค้าอะไรในห้างก็ให้ไลน์บอก ทีมงานที่แสตนบายคอยตอบไลน์อยู่ก็จะส่งต่อสินค้าที่ลูกค้าต้องการไปยังช็อปต่าง ๆ และเมื่อมีสินค้าที่ต้องการก็จะทำการจัดส่งให้ถึงที่บ้านหรือจะทำการจองสินค้าแล้วค่อยมารับตัวเองก็ยังได้

เช่นเดียวกับ Honestbee บริการโลจิสติกที่ลูกค้าสามารถสั่งให้ Shopper (พนังานที่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์) เลือกซื้อของกิน-ของใช้ภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตตามที่ต้องการ รวมไปถึงเมนูตามร้านอาหารให้มาจัดส่งที่บ้านหรือออฟฟิศได้

หัวใจหลักสำคัญของการบริการแบบ On Demand จึงเป็นการที่เข้าไปช่วยลูกค้าในเรื่องของการประหยัดเวลา ซึ่งกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีเวลาก็มักจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในระดับ Middle-High ที่มองว่า ‘เวลาเป็นของมีค่า’ มักจะเอาเวลาไปทำงานหรือใช้ในเรื่องส่วนตัวมากกว่าจะเสียเวลาไปต่อคิว

โดยสินค้าที่ถูกซื้อผ่านบริการ On Demand ก็มักจะเป็นอะไรที่ลูกค้าคุ้นเคย ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน และเป็นการซื้อซ้ำมาใช้ เพราะเป็นอะไรที่คุ้นเคย ไม่ต้องอาศัยการหยิบจับด้วยตัวเองก็สามารถซื้อได้

และนี่ถือเป็นบริการที่เชื่อมโลกออฟไลน์ด้วยระบบแบบออนไลน์ ที่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลจนเข้ามาเติมเต็มแรงงานได้มากขนาดไหน

แต่ ‘คน’ ที่มี Service Mind ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจบริการอยู่ดี

เซ็นทรัลเปิด AVDM บริการใหม่ รวมห้างฯในเครือทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน

เซ็นทรัลเปิดตัว AVDM (Aux Villes Du Monde) แพลทฟอร์มบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมห้างฯ ระดับ Luxury ของเครือเซ็นทรัลทั้งในยุโรปและไทยกว่า 9 แห่งเข้าไว้ด้วยกัน

ซึ่งสำหรับในไทยเซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลเอ็มบาสซี และเซ็นทรัลภูเก็ต(ที่จะสร้างในปี2018) คือ 3 ห้าง Luxury ที่อยู่ใน AVDM

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ นี่คือเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกช็อปสินค้าจากห้างฯ ในเครือเซ็นทรัลทั้งในไทยและยุโรปได้ แต่นี่ไม่ใช่แพลทฟอร์มการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างที่เคยมีมา

โดย ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้อธิบายให้ฟังว่า AVDM คือการช็อปปิ้งแบบ On Demand ที่ให้ลูกค้าติดต่อกับหน้าร้านผ่านแอปพลิเคชั่น WhatsApp ซึ่งจะเป็นการเช็คได้แบบเรียลไทม์ว่าสาขานั้น ๆ มีสินค้าที่ต้องการหรือไม่ แตกต่างจากการช็อปปิ้งออนไลน์ด้วย ‘ประสบการณ์ในการช็อป’ และ AVDM จะเป็นแพลทฟอร์มที่มุ่งเน้นไปยังด้าน Fashion และ Life Style

ใช้เงินลงทุไปกับ AVDM กว่า 500,000 ยูโร ซึ่งเป็นงบประมาณที่ยังไม่รวมค่า Marketing ตั้งเป้าหมายให้มีจำนวนผู้ใช้งาน 10,000 คนภายในปีนี้

และการสั่งสินค้า 1 ชิ้นจะใช้เวลาในการจัดส่งประมาณ 3-5 วัน โดยภาษีในการจัดส่งจะคิดตามอัตราของประเทศปลายทาง และในอนาคตก็ยังยินดีจะเปิดรับห้าง Luxury อื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากเครือเซ็นทรัลอีกด้วย

นอกจากนั้นโมเดลของการช็อปปิ้งแบบ On Demand ก็ยังได้ถูกนำมาใช้กับเซ็นทรัลในประเทศไทย ผ่านการแอด Line Id ของเซ็นทรัลแต่ละสาขา ลูกค้าก็จะได้ช็อปปิ้งแบบแชทสดกับพนักงาน ซึ่งในห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งจะมีพนักงานให้บริการ On Demand อยู่ทั้งหมด 3 คน ใช้วิธีการให้พนักงานทั้ง 3 คนกระจายความต้องการช็อปของลูกค้าไปยังร้านต่าง ๆ อีกต่อหนึ่ง

หวังเพิ่มช่องทางในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้าเดิม และลูกค้าในจังหวัดที่ยังไม่มีห้างฯเซ็นทรัลเข้าไปถึง

ตั้งเป้าจะให้มีบริการ On Demand ครบในเซ็นทรัลทุกสาขา พร้อมกับจำนวนผู้ที่ Add Line Office Account จำนวน 100,000 Followe ภายในปีนี้

นี่คือนามบัตรที่ต้องเอาไฟส่อง ถึงจะเห็นข้อมูลที่อยู่ข้างใน

ผลงานจาก Dori ดีไซน์ชาวแคนาดา อายุ 26 ปี ที่ได้สร้างสรรค์นามบัตรในสไตล์มินิมอลที่สุด เท่าที่เราเคยเห็นมาก่อน

สำหรับนามบัตรที่ดูภายนอกเหมือนเป็นแค่กระดาษแข็งแผ่นเปล่า แต่ความจริงแล้วด้านในกลับระบุข้อความที่เอาไว้ติดต่อกับเจ้าของ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ต้องนำนามบัตรใบนั้นไปส่องกับแสง หรือถ้าง่าย ๆ เลยก็เปิดแฟลชจากมือถือของเราก็ได้ จากนั้นแล้วข้อความที่เกิดจากเทคนิคการนำกระดาษไปซ้อนกัน 3 ชั้นก็จะปรากฎออกมา

เป็นการ์ดเรียบ ๆ ง่าย ๆ ที่กลับมีความโดดเด่นมากยิ่งกว่านามบัตรที่เต็มไปด้วยสีสันซะอีก

ได้รับนามบัตรแบบนี้มา คงจะต้องเอาไปส่องหา Contact ติดต่อก่อนจะเก็บลงไปในกระเป๋า

ที่มา : Boredpanda

‘วัตถุดิบ’ หัวใจสำคัญที่ทำให้ Fuji คงความเป็นผู้นำ ท่ามกลางร้านอาหารญี่ปุ่นที่ผุดเป็นดอกเห็ด

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแบรนด์ร้านอาหารญีปุ่นอย่าง Fuji ที่ไม่ค่อยทำโปรโมชั่น ไม่ค่อยออกแคมเปญลดแลกแจกแถมเหมือนกับแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น ถึงยังคงได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมานานกว่า 35 ปี แบบนี้ ?

แม้ในปัจจุบันจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นให้ผู้บริโภคได้เลือกกันมากมาย แต่เมื่อถึงเวลาของมื้ออาหารทีไร เรากลับเห็นว่ามีคนอดทนรอหิวไปต่อคิวที่หน้าร้าน Fuji อยู่ตลอด

Marketeer ก็สงสัยเหมือนกับทุกคนเช่นกัน จนกระทั่งได้ไปพบคำตอบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่จะทำให้ร้านอาหารร้านหนึ่งสามารถครองใจของผู้บริโภคมาได้เป็นเวลาหลายสิบแบบที่ไม่ได้เน้นการทำตลาดหรืออัดโปรโมชั่นมากมาย นั่นคือการพัฒนาเมนูให้มีรสชาติถูกปากคนไทย และรสชาติของอาหารก็คงจะอร่อยไม่ได้เลย ถ้ามันไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการ มีวัตถุดิบที่ดี

ซึ่ง Fuji ก็ได้ถ่ายถอดการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีนี้ผ่านคลิปวิดีโออย่าง ไม่ดีที่สุด ไม่หยุดค้นหา ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวของการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ จากแหล่งวัตถุดิบชั้นดีที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่กับวัตถุดิบหลักอย่างปลาหรือข้าว แต่ยังรวมไปถึงวาซาบิ โชยุ และวิธีในการปรุงอาหารที่เหมือนกับยกต้นตำรับมาเสิร์ฟบนโต๊ะของคุณ

และการเดินทางของเขาคนนี้ จะทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลิน มีความสุข สบายแบบนุ่ม ๆ เหมือนกับบรรยากาศในร้าน Fuji ยังไงอย่างงั้น

เพราะความสำเร็จของร้านอาหารที่มีมานากว่า 35 ปีอย่าง Fuji คือการใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียด จนทำให้ภาพรวมของแบรนด์คือความสมบูรณ์แบบ

และในเมื่อหัวใจหลักของร้านอาหาร คืออาหารที่อร่อยซึ่งเกิดจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี แบบนี้แล้วผู้ที่ทำตลาดให้กับ Fuji ก็ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ แต่กลับเป็นลูกค้าที่ส่งต่อความสุขแบบ Word Of Mouth ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

#ไม่ดีที่สุดไม่หยุดค้นหา
#GoodTasteBestIngredient
#FujiRestaurant

ยาดมที่มาในธีม ‘คมนาคมไทย’ ขับไวขนาดนี้ต้องดมให้โล่งใจซึกซื้ดดดนึง

เป็นอีกหนึ่งผลงานการออกแบบแพ็กเกจจิ้งของคนไทย ที่เว็บไซต์แพ็กเกจจิ้งระดับโลกอย่าง Packagingoftheworld.com นำเอาไปแชร์ต่อ

สำหรับ Thai Transport ยาดมที่นำการคมนาคมของไทยไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตุ๊ก รถเมล์ รถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์มาเป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบ
เพราะระบบคมนาคมในประเทศไทย มันเป็นอะไรที่อเมซิ่งมาก ซิ่งไวขนาดที่ต้องเอายาดมไปดมระหว่างการโดยสาร และไม่ใช่แค่ในด้านของ Emotional เท่านั้น แต่ด้านของ Functional ยาดมนี้ยังจะช่วยลดประมาณการสูดดมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนที่คุณเดินทางได้อีกด้วย

แม้ไอเดียนี้จะเป็นเพียงแค่ Concept ยังไม่ได้ผลิตออกมาเพื่อ Commercial ก็ตาม แต่ถ้าหากได้นำมาขายจริง คาดว่านี่คงจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากต่างชาติในแง่ของ Souvenir

และได้รับความนิยมจากคนไทยในแง่ของการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เสียดสีสังคมได้สนุกสนานมากเลยทีเดียว

Creative Agency: Prompt Partners
Additional Credits: Nonpakorn Thiapairat, Chalayoot Komolnimi, Sopaporn Intarapasit

แม้แต่ตู้เย็น ก็ยังขายกลางทะเลได้ !

ถ้าไม่อยากโดนสปอยล์ ดูคลิปนี้ก่อน แล้วค่อยเลื่อนลงไปอ่านคอนเทนต์ข้างล่าง !

หัวใจของธุรกิจ E-Market คือการซื้อง่าย ขายไว Letgo แบรนด์ E-Market ก็เลยออกมาทำโฆษณาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญตรงนี้

ด้วยพล็อตเรื่องแบบขบขันของชาย 2 คนที่เรือกำลังจะจมน้ำ แต่ตัดใจทิ้งตู้เย็นซึ่งเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเรือไม่ได้ เลยถ่ายรูปตู้เย็นดังกล่าวแล้วโพสต์ขายใน Letgo

แม้จะอยู่กลางน้ำ แต่ก็ยังสามารถขายได้

และถึงจะดูเป็นเรื่องราวที่โอเวอร์เกินจริงไปหน่อย แต่มันก็เป็นโฆษณาที่สามารถสะท้อนหัวใจสำคัญของการทำ E-Market อย่างการซื้อง่ายขายไวได้เป็นอย่างดี

Advertising Agency: CP+B, London, England

ที่มา : Adsoftheworld

เมื่อแบรนด์รถยนต์ใช้บันจีจัมพ์ มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพของระบบกันชนหน้ารถ

การทำโฆษณาที่ดีคือการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ และเมื่อ SKODA แบรนด์รถยนต์ ต้องการจะทำโฆษณาเพื่อขายระบบกันชนหน้ารถ พวกเขาก็เลยใช้บันจีจัมพ์มาเป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้คนได้เข้าใจว่าการมีรถยนต์ที่มีระบบบกันชนอยู่ด้านหน้ามันมีประโยชน์ขนาดไหน

ด้วยการเข้าไปจัดบูธให้ผู้คนในเทศกาลดนตรีได้มาเล่นบันจี้จัมพ์กัน แต่ที่แตกต่างออกไปคือพื้นด้านล่างนั้นจะติดภาพของท้ายรถบรรทุกเอาไว้

และความรู้สึกที่เวลาโดดลงไปแต่มีสายสลิงดึงรั้งเอาไว้ไม่ให้คุณไปกระแทกกับภาพท้ายรถกระบะนั่นแหละ

คือความรู้สึกเดียวกับการมีระบบเบรคด้านหน้าของ SKODA ติดรถเอาไว้

Advertising Agency:Café Communications, Budapest, Hungary