All posts by Kalaya

เส้นบาง ๆ ระหว่างคนท้อง กับคนที่อาหารไม่ย่อย

เรามักจะหยอกล้อคนที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ว่านี่อ้วนหรือท้องกันแน่ Gelmax แบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยาลดกรดก็เลยเอาคำล้อเลียนฮา ๆ นี้มาเป็นคอนเซปต์หลักในการสร้างสรรค์ Print-Ad ที่ว่า “When digestion feels like a gestation” หรือแปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “เมื่อการไม่ย่อยอาหารให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการท้อง”

พร้อมใส่รูปอาหารที่เป็นสัตว์ต่าง ๆ อย่างหมูหรือไก่ เข้าไปในถุงน้ำคร่ำ แทนที่จะเป็นเด็กที่อยู่ในครรภ์แทน

ดูแล้วก็อดขำไม่ได้เลยทีเดียว

gelmax-gelmax-pig-chicken-cow-print-391190-adeevee gelmax-gelmax-pig-chicken-cow-print-391191-adeevee gelmax-gelmax-pig-chicken-cow-print-391192-adeevee

Advertising Agency:WE, São Paulo, Brazil

ที่มา : Adeevee

เปรี้ยวจนหน้าบี้! Print-Ad สุดเข็ดฟัน ที่ดูแวบแรกก็รู้ทันทีว่างานนี้ต้องการสื่ออะไร

Super Zuper Sour Candy แค่ฟังชื่อยี่ห้อก็รู้ทันทีว่าลูกอมยี่ห้อนี้มันเปรี้ยวขนาดไหน และเพื่อตอกย้ำความเปรี้ยวจี๊ดเข้าไปอีกขั้น ทางแบรนด์ก็เลยให้เอเยนซี่อย่าง Hakuhodo จากประเทศอินโดนีเซีย มาสร้างสรรค์ Print-Ad ให้
ซึ่งในเมื่อจุดเด่นของลูกอมยี่ห้อนี้มันคือความเปรี้ยว ทีมครีเอทีฟของ Hakuhodo ก็เลยนำเอา Insight ของคนที่เวลากินอะไรเปรี้ยว ๆ เข้าไปก็จะทำหน้าบูดเบี้ยวบู้บี้มาเป็นคอนเซปต์หลักของ Executution ในงาน
และเพื่อตอกย้ำว่าเอ่ออ…. นี่มันเปรี้ยวจริง ๆ นะ ทาง Hakudo ก็เลยใช้เทคนิคในการตัดต่อให้หน้าของคนใน Print-Ad บูดเบี้ยวกว่าความเป็นจริงมากขึ้นไปอีก
ช่างเป็นงาน Print ที่ดูแล้วสนุก แถมรู้สึกเข็ดฟันจริง ๆ !
super-zuper-sour-candy-sour-faces-print-391193-adeevee super-zuper-sour-candy-sour-faces-print-391194-adeevee
ที่มา : Adeevee

เจ๋ง! แค่ภาพเดียวแต่สามารถสื่อความได้ทั้งสองความหมาย คือทั้งดอกไม้ และพัดลมดูดอากาศ

ดูเผิน ๆ แล้ว นี่ก็คงจะเป็นเหมือนกับภาพวาดสีน้ำทั่วไป ที่มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา แต่ถ้าได้เปลี่ยนมุมมองลงมาดูที่ด้านขวาล่าง ก็จะพบกับข้อความว่า ‘For Fresh Air’

แน่นอนว่านี่เป็นงาน Print-Ad จาก Khaitan แบรนด์ขายพัดลมดูดอากาศ โดย Execution ของงานชิ้นนี้ ก็คือการนำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ชื่อว่ามีกลิ่นเหม็น ไม่ว่าจะเป็นปลา ถุงเท้า หรือบุหรี่ มาจัดวาง Layout ให้ดูเป็นกลีบดอกไม้และในขณะเดียวกันก็เป็นรูปใบพัดของพัดลมดูดอากาศ เพื่อสื่อให้เห็นว่า ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้มันจะส่งกลิ่นเหม็นขนาดไหน แต่ถึงยังไงพัดลมของ Khaitan ก็ช่วยกำจัดกลิ่นเหล่านั้นให้หมดไปได้อยู่ดี

fishes

butts_0  socks_0

Advertising Agency: JWT, Kolkata, India

ที่มา : Adsoftheworld

จากเด็กสุรินทร์ สู่คนไทยผู้อยู่เบื้องหลัง Tarzan และ Ice Age อนิเมชั่นที่ไม่มีใคร ไม่รู้จัก

“เราเป็นคนชอบดูการ์ตูนตั้งยังเป็นเด็ก เวลาอยู่ในโรงหนัง 2 ชั่วโมงรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ Magic มาก ถึงกับเคยทำข้อแลกเปลี่ยนกับแม่ว่าถ้าสอบได้ที่ 1 จะขอดูหนังเดือนละเรื่อง พอทำให้จริง ๆ เรามีความสุขมากกับการดูโปรแกรมหนังตามหนังสือพิมพ์ ยิ่งเป็นการ์ตูนเมื่อไหร่ยิ่งพลาดไม่ได้”

นี่คือจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่วงการ Animation ของ พี่ป้อน-สุภิญญ์ เข็มกำเนิด ซึ่งถือว่าแทบจะเป็นคนไทยคนเดียวเลยก็ว่าได้ ที่ Disney ให้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา

พี่ป้อนเป็นคนสุรินทร์โดยกำเนิด และด้วยความชอบดูหนังอย่างที่บอกไปในตอนแรก ทำให้พี่ป้อนเริ่มทำหนังของตัวเองตั้งแต่ยังอยู่ประถม โดยการเอาฟุทเทจฟิล์มที่คนอื่นทิ้ง มาบวกกับหลักวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ อย่างการใส่เลนส์และไฟฉายเข้าไป พอมาถึงช่วงมัธยม ก็เริ่มวาดการ์ตูนเป็นช่อง ๆ ใส่สมุดเวลาเบื่อตอนนั่งเรียน

ส่วนเส้นทางจากสุรินทร์ สู่อเมริกาแบบฉบับของเด็กที่บ้านไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ใช้ความสามารถเป็นใบเบิกทางจะเป็นยังไง ? หาคำตอบได้ จากด้านล่างนี้กันเลย

IMG_9421

ไอเดียเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งแต่ได้เรียนนิเทศศิลป์ฯ ที่ศิลปากร

สิ่งที่ทำให้มีโอกาสได้ฉายแววความเก่งออกมาจริง ๆ เห็นที่จะเป็นงานทีสิสตอนปี 4 พี่ป้อนเลือกทำหนัง Animation ผสมกับคน ซึ่งเพื่อนคนอื่น ๆ ใช้เวลาทำ 4 เดือน แต่พี่ป้อนใช้เวลานานถึง 8 เดือน เกือบไม่จบเพราะใช้เวลามากกว่าคนอื่นเท่าตัว

สุดท้าย….. ด้วยความทุ่มเท งานก็ออกมาดี คะแนนก็ดี แต่ที่พี่ป้อนภูมิใจก็คืออาจารย์เอางานทีสิสชิ้นนั้นไปให้เด็กรุ่นหลังดูเป็นสิบ ๆ ปี แถมยังได้ออกรายการที่วีช่อง 5 และนี่ก็เป็นใบเบิกทางในการเข้าไปสมัครงานครั้งแรกของเขากับ Studio Coperation ซึ่งถือเป็นบริษัทที่เอาคอมพิวเตอร์กราฟิกมาทำงานเจ้าแรกในไทย

ตอนไปสมัครงาน ที่บริษัทถามว่าใช้ Software อะไร? ได้ยินคำถามนี้พี่ป้อนก็งง เพราะสมัยนั้นที่บ้านเรายังไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟิกใช้เลย ได้แต่ตอบไปว่า ใช้ไม่เป็น และไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ฟังเผิน ๆ ถ้าเราเป็น HR ของบริษัท ก็คงจะหาพนักงานคนใหม่ไปแล้ว แต่ Studio Coperation กลับรับพี่ป้อนเข้าทำงาน แถมยังส่งให้ไปเทรนด์โปรแกรมที่สิงคโปร์

เพราะอะไรนะหรอ? ก็เพราะงานทีสิสที่พี่ป้อนใช้เวลาทำนานกว่าคนอื่นถึงเท่าตัวไง!

ไปเรียนต่ออเมริกา Statement ไม่มี แต่ที่มหาลัย’ ก็รับเอาไว้

พอทำงานได้ 3 ปี พี่ป้อนก็ได้มีโอกาสไปทำงานที่อเมริกา แล้วก็ทำให้เขาได้พบกับ Calfornia Institue of Arts (CAL) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการทำ Animation โดยตรงจาก Disney แน่นอนว่ามันเป็นเหมือนสวรรค์ของคนทำ Animation แต่ก็ติดตรงที่ค่าเรียนแพงมากถึง 9,000 เหรียญ

ทำไงละทีนี้?

ที่ Cal Arts รีไควร์คะแนน Statement, Tofels และ Portfolios แต่พี่ป้อนมีเพียงแค่สองอย่างหลังคือคะแนน Tofels และ Portfolios เขาจึงตัดสินใจส่งไปเท่าที่มี แต่ Cals Arts ก็ตัดสินใจรับพี่ป้อนเอาไว้ (ก็ด้วยงานทีสิสที่เคยทำไว้ตอนปี 4 นั่นแหละ)

ซึ่งสุดท้ายยังไงทางกฏหมายก็ต้องมีเอกสาร Statement ประกอบ คุณแม่ของพี่ป้อนเลยหาทางออกด้วยการไปยืมเงินของเพื่อนที่เพิ่งขายที่ดินมาได้

และแม้จะยืมมา แต่ก็มีเงินเรียนได้เพียงแค่ปีเดียว พี่ป้อนจึงตัดสินใจว่า….. ปีเดียวก็เอาวะ!  ที่เหลือค่อยไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน

ผลงานตอนปี 1 เข้าตากว่า 20 บริษัท และหนึ่งในนั้นคือ Disney!

ทาง Cal Arts จะให้นักศึกษาทำงาน Final มาส่งทุกปีที่เรียนจบ และจะคัดเลือก 20 งาน จาก 300 งานมาแสดงใน ‘Producer Show’ ซึ่งเป็นนิทรรศกาลที่เอา 20 งานที่ว่านี้ มาแสดงให้กับโปรดิวเซอร์จากบริษัทดัง ๆ ระดับโลกได้ดู แน่นอนว่าถ้างานใครเข้าตา ก็จะมีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทเหล่านั้น

กิมมิกของงานนี้คือ โปรดิวเซอร์ที่เข้าไปชมงานจะมีเมนูที่เป็นรายชื่อของนักศึกษาติดมือไว้ด้วย เมื่อหนังจบ ขึ้นเครดิตชื่อคนทำตอนท้าย ถ้าโปรดิวเซอร์ถูกใจงานของใคร ก็จะมีไฟฉายส่องไปที่ชื่อเจ้าของผลงานนั้น ๆ ในเมนู

และโปรดิวเซอร์จาก Disney ก็ส่องไฟฉายไปที่ชื่อของพี่ป้อน จนทำให้เขาปฏิเสธบริษัทอื่น ๆ ไป รวมถึง Blue Sky ที่เป็นผู้ผลิต Ice Age ในเวลาต่อมา

IMG_9457

ได้ทุนจาก Disney ที่ไม่เคยได้ยินว่ามีคนไทยคนไหนได้มาก่อน

Disney ต้องการให้พี่ป้อนเข้าไปช่วยในทีมเรื่องเฮอคิวลีส แต่ด้วยความเป็นคนต่างชาติ พอเข้าไปทำงานเดือนแรก Working Permit กลับมีปัญหา พี่ป้อนบอกกับเราว่าตอนนั้นมืดไปหมด ทำไงดีละทีนี้ เพราะก็ปฏิเสธอีกหลาย ๆ บริษัทไปแล้ว

ทาง Disney ก็เลยยื่นข้อเสนอมา ให้พี่ป้อนกลับไปเรียนต่ออีก 2 ปี ที่ Cal Arts เพราะถ้าจบออกมา มี Degree ก็จะหมดปัญหาเรื่อง Working Permit ไป สุดท้ายพี่ป้อนก็ได้ทุนเรียนต่อจาก Disney ซึ่งเท่าที่รู้ไม่มีคนไทยคนไหนเคยได้มาก่อน โดยมีสัญญาว่าต้องกลับมาทำงานให้กับ Disney อีก 3 ปี ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะถึงยังไงที่นี่ก็เป็นเหมือนสวรรค์ของคนทำ Animation อยู่แล้ว

แต่ที่ตลกคือ ทุกปีที่เรียน Cal Art งานของพี่ป้อนจะได้เข้า Producer Show ทุกปี และทีม Scout ของ Disney ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอคนจาก Disney เข้ามาดู ก็จะบอกให้จ้างคนนี้ ๆ อยู่ตลอด

หารู้ไม่ พี่ป้อนโดน Disney จ้างไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว!

โดนเด้งจาก Disney โดยไม่ทันได้ตั้งตัว

เมื่อเรียนจบและกลับเข้าไปทำงานที่ Disney ตามสัญญา พี่ป้อนได้รับหน้าที่ทำการ์ตูนเรื่องทาร์ซาน ซึ่งตัวพี่ป้อนเองอยู่ในทีม Kala ที่เป็นแม่ลิง แต่ก็เกิดเห็นการณ์ไม่คาดฝัน เพราะ Artist ที่พี่ป้อนเคยผูกติดอยู่ด้วยในฐานะผู้ช่วยดันได้ Lotto Green Card วีซ่าในการทำงานของพี่ป้อนเลยหมดอายุไปโดยปริยาย ทำให้พี่ป้อนต้องออกจาก Disney เพราะเหตุผลในเรื่องของกฏหมายในที่สุด

Tarzan-disneyscreencaps.com-4940

เมื่อออกจาก Disney พี่ป้อนเลยใช้เวลาช่วงนั้นไปเที่ยว New York กับอาจารย์ที่ Cal Arts และก็ทำให้พี่ป้อนตัดสินใจแวะไปที่ Blue Sky ทำให้ได้เจอกับ Producer ที่พี่ป้อนเคยปฏิเสธที่จะร่วมงานในครั้งก่อน

พอมาถึง Producer คนที่ว่าก็ทำหน้าแบบ กลับมาทำไม ครั้งนั้นเคยปฏิเสธ Blue Sky ไปไม่ใช่หรือ แต่ Producer คนนั้นก็ยังถามไถ่เรื่องงานของพี่ป้อนอยู่ และเมื่อพี่ป้อนโชว์งานให้ดูจนจบ สายตาของ Producer คนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที แถมยังชวนให้มาร่วม Join ในโปรเจ็ค Ice Age 1 และพี่ป้อนก็คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลัง ของการ์ตูนชื่อดังระดับโลกเรื่องนี้

95b714ad-69fe-4026-921b-89912aa8a227

กลับมาต่อ Passport ที่ไทย แต่ดันได้เป็นผู้กำกับก้านกล้วย

จนกระทั่งประมาณปี 42′ ที่พี่ป้อนต้องกลับมาไทยเพื่อต่อ Passport ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กันตนากำลังทำโปรเจ็คใหม่อย่างเรื่องก้านกล้วยอยู่พอดี ตอนนั้นพี่ป้อนมองว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก เพราะปกติแล้วตัวการ์ตูน Animation จะสื่อสารผ่านทางมือและตา แต่ในเมื่อช้างไม่มีมือจึงต้องสื่อสารผ่านทางงวงช้างแทน ซึ่งถ้างวงแกว่งมากเกินไปก็จะดูผิดธรรมชาติไปอีก

เท่านั้นยังไม่พอปากช้างก็ถูกงวงบังจนมองไม่เห็นเวลาพูด ตาช้างมันก็เล็กมากเกินกว่าที่จะสื่อสารอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน  ซึ่งตอนทำ Ice Age ที่ทำช้างแมมมอธ การทำช้างตัวนึงมันก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยากมากแล้ว แต่นี่คือช้างทั้งเรื่องเลย!

สุดท้ายพี่ป้อนและทีมก้านกล้วยที่มีทั้งคนไทยและฝรั่งอยู่ในนั้น ก็ใช้เวลาในการปั้น Animation เรื่องนี้ประมาณ 1 ปี ผลที่ได้คือ ………. ล่ม

ทางผู้ใหญ่มี Feed Back มาว่ามันดูไม่ค่อยเป็นไทยเท่าไหร่ ซึ่งในเมื่อปัญหามันคือดูไม่ค่อยเป็นไทย พี่ป้อนก็เลยแก้เกมด้วยการหาอะไรที่ดูเป็นไทยสุด ๆ มาใส่แทน

ซึ่งในเมื่อคนไทยเชื่อในเรื่องของปาฏิหารย์ พี่ป้อนก็เลยปรับเรื่องนี้เข้าไปใส่ สุดท้ายเรื่องก็กลม ผู้ใหญ่พอใจ ทีมพอใจ แม้จะกินเวลาในการทำออกมาเล็กน้อย แต่ก็ได้นำออกมาฉายในที่สุด

ในตอนนั้นเหล่าเกจิสายหนังก็ได้ออกมาคาดการณ์กันว่า ก้านกล้วยน่าจะทำรายได้อย่างมากไม่เกิน 40 ล้าน เพราะ Animation เรื่องก่อนหน้าก็คือ Nemo ทำเงินไปได้ 45 ล้าน ซึ่งก็ถือว่ามากพอควรแล้ว

แต่สุดท้าย ผลที่ออกมา ก้านกล้วยกลับทำสร้างรายได้ 100 ล้านบาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ กินพื้นที่โรงหนัง ทั้งหนังไทยและหนังเทศหลาย ๆ เรื่องจนตกโรงไปในที่สุด และจากความสำเร็จในภาคแรก ก็คงไม่ต้องเดาว่าผู้กำกับก้านกล้วยภาค 2 จะเป็นใคร แต่สุดท้ายพี่ป้อนก็เลือกที่จะปฏิเสธไป เพราะอยากเปลี่ยนแนวในการทำงานของตัวเองให้มีความหลากหลาย จนกลายมาเป็นผู้กำกับ Animation เรื่อง เอคโค่ จิ๋วก้องโลกแทน

IMG_9380

จนถึงตอนนี้พี่ป้อนมีบริษัททำ Animation เป็นของตัวเอง ที่ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ ๆ ระดับประเทศมากมาย และเมื่อถามถึงแพลนในอนาคตว่าพี่ป้อนอยากทำอะไรต่อไป สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็คือ

“อยากทำ Character ที่มีความยั่งยืน ต่อยอดได้ อยู่ไปนาน ๆ ของต่างประเทศมีโดเรม่อน เราอยากสร้างให้มีในแบบฉบับของคนไทยบ้าง”

 

ดีไซน์ซองแต๊ะเอีย ออกแบบมาให้ใส่ได้แค่แบงค์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในจีนเท่านั้น

ใกล้ตรุษจีนเข้ามาทุกที นอกจากของไหว้เจ้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ ‘แต๊ะเอีย’ ที่มักจะมาพร้อมกับสีแดงและลวดลายต่าง ๆ ที่ดูแล้วเป็นมงคล

แต่ล่าสุดที่ Marketeer ไปเจอมา เป็นซองแต๊ะเอียที่ดูแล้วฮาสุด ๆ กับการเจาะหน้าซองให้พอดิบพอดีกับหน้าของประธานธิบดีเหมา เจ๋อ ตุง และเป็นซองที่ดีไซน์มาเพื่อให้ใส่แบงค์ร้อยเท่านั้น ซึ่งแบงค์ร้อยถือเป็นแบงค์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในจีน พร้อมกับระบุข้อความภาษาจีนไว้หลังซอง ที่แปลเป็นไทยประมาณว่า ‘ซองนี้ใส่แบงค์ที่มีมูลค่าสูงสุดในจีนเอาไว้อยู่’

Red-Packet-Design-from-Hunan-2 Red-Packet-Design-from-Hunan-3

แน่นอนว่าถ้าขืนใส่แบงค์อื่นเข้าไป นอกจากจะไม่พอดีกับซองแล้ว คนรับก็ต้องมีมองหน้าบ้างแหละ!

ไม่ต้องมีรูปลายมังกร ไม่ต้องมีขอบสีทอง แต่เชื่อว่าเป็นซองแต๊ะเอียที่ผู้รับอยากจะได้มันมากที่สุด

นี่สเปรย์ดับกลิ่นหรือประตูโดเรม่อน โฆษณาตัวเว่อร์สุดจาก Glade ที่เห็นแว๊บแรกก็อดขำไม่ได้

จะเว่อร์ไปไหน! คือคำแรกที่แว๊บเข้ามาในสมองทันทีที่ได้เห็น Print-Ad ตัวล่าสุดจากแบรนด์สเปรย์ดับกลิ่นชื่อดังอย่าง Glade ที่นอกจากจะฮา at first sight แล้ว ก็ยังเข้าใจ at first sight ด้วยเช่นกัน

เมื่อวัตถุประสงค์ของแบรนด์คือการบอกกับลูกค้าว่าสเปรย์กลิ่นต่าง ๆ ของพวกเขานอกจากจะช่วยดับกลิ่นได้แล้วมันยังหอมมาก ๆ อีกต่างหาก แต่จะให้บอกแบบธรรมดา ๆ ก็คงจะไม่มีใครฟัง งานนี้ Glade ก็เลยให้เอเยนซี่อย่าง Lapizdebits, Bogotá จากประเทศคอลัมเบีย มาช่วยสร้างสรรค์ Print-Ad ที่นำเอา Object ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำที่ดูสกปรก ครัวที่มีแต่กลิ่นเหม็นขนาดใหญ่ หรือโซฟาที่เต็มไปด้วยกลื่นอับชื้น มาใส่กับ Background ได้อย่าง Contrast กันสุด ๆ  เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพว่า การฉีดสเปรย์ของพวกเขา ก็แทบไม่ต่างจากการอยู่กลางทุ่งดอกไม้ยังไงอย่างงั้น

เป็นความเว่อร์ที่ดูแล้วสนุก แถมยังเข้าใจได้อย่างง่าย  ๆ เลยทีเดียว

glade-air-freshener-outside-outdoor-print-391016-adeevee glade-air-freshener-outside-outdoor-print-391017-adeevee

ที่มา : Adeevee

‘Flowmotion’ ไอเดีย Gadget จากสตาร์ทอัพ ที่จะทำให้การถ่ายวิดีโอจากมือถือสมูธมากขึ้น

แม้กล้องจาก Smartphone หรือ Action Camera แบรนด์ต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้มีความคมชัดเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ความคมชัดเหล่านั้นถูกลดทอนไปนั่นก็คือความสั่นไหวของมือที่ถ่ายนั่นเอง

ที่พูดแบบนี้เพราะล่าสุด Marketeer ได้ไปพบกับอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า ‘Flowmotion’ โดยนี่เป็นผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพที่เห็นอุปกรณ์ดูใช้ง่าย ๆ แบบนี้ แต่เบื้องหลังคือทีมงานที่ช่วยกันพัฒนามากถึง 9 คนเลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่กับเหล่าช่างภาพมือโปรเท่านั้น แต่อุปกรณ์นี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อทุกคนที่มี Smartphone อยู่ในมือด้วย เพราะวิธีใช้ก็แสนจะง่ายดาย เพียงเสียบมือถือของคุณเข้าไปก็ใช้งานได้ทันที หรือถ้าจะเก็บก็สามารถย่อส่วนให้เล็กถึงขนาดที่เอาใส่ในกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ได้ ที่สำคัญเข้าอุปกรณ์นี้ยังมีน้ำหนักแค่เพียง 300 กรัมเท่านั้นเอง

Capture

ซึ่งในเมื่อคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้มี Smartphone อยู่ในมือ และเจ้าอุปกรณ์นี้ก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาภาพสั่นที่ใครหลาย ๆ คนก็ต่างพบเจอได้เป็นอย่างดี จนถึงตอนนี้ Flowmotion จึงสามารถระดมเงินไปได้ถึง 940,103 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ตั้งเป้าไว้เพียงแค่ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐเพียงเท่านั้น

หวังว่าไอเดียดี ๆ แบบนี้ จะไม่โดนพี่จีนก็อปไปเหมือนกับสิ่งประดิษฐ์ของสตาร์ทอัพคนอื่น ๆ อีกนะ เพราะกว่าจะกลายมาเป็นรูปเป็นร่างให้เราเห็นกันอย่างนี้ได้ พวกเขาทั้ง 9 คน ใช้เวลาร่วมปีเลยทีเดียว

0d4c06a133a3b719b3572c6ce73b2c95_original 040a02f2d9742f146d819fedc753a0e1_original

ที่มา : Kickstarter

 

คุยกับ ‘โฮม หัชพงษ์’ จากงานอดิเรกขายรูปออนไลน์ สู่รายได้หลักแสนบาท

หากพูดถึงงานอดิเรก คำนี้ lead ด้วยความรักความชอบ มากกว่าเงินและหน้าที่การงาน แต่ใครจะคิดว่าการทำงานอดิเรกแบบ ‘มีความพยายามและความตั้งใจ’ ก็สามารถทำให้พนักงานเงินเดือนคนหนึ่ง จับเงินหลักแสนได้เหมือนกัน

และนี่ก็คือเรื่องราวของ หัชพงษ์ พาเลิศชัยวงศ์ หรือคุณโฮม ซึ่งหลังจากที่เขาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองผ่านทาง Facebook ส่วนตัวจนกลายเป็นที่สนใจของผู้คนจำนวนหนึ่ง ทำให้เราต้องทักทายเพื่อไปพูดคุยในสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากรู้ว่า เขาสามารถเปลี่ยนงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ ให้กลายมาเป็นเงินหลักแสนได้ยังไง?

15781485_1690837644275161_1608145899683060542_n

เดิมทีคุณโฮมมีหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ ที่ก็เหมือนกับมนุษย์เงินเดือนทั่ว ๆ ไป ทำเช้า เลิกเย็น แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบและสนุกกับการถ่ายรูปตั้งแต่อยู่ม.ปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มเก็บเงินซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มากขึ้น รับงานถ่ายรูปรับปริญญาทั่วไปเหมือนกับช่างภาพคนอื่น ๆ เป็นอาชีพเสริม

ส่วนเส้นทางของการขายภาพออนไลน์ของเขาจะเป็นยังไง ? ต้องใช้ความพยามมากขนาดไหนถึงจะสามารถสร้างรายได้จากช่องทางนี้ได้ ?
ติดตามได้จากการพูดคุยระหว่าง Marketeer และคุณโฮม ที่ด้านล่างนี้กันเลย

12034398_1213287682030162_2046123115463336589_o

Marketeer : ก่อนอื่นขอถามถึงจุดเริ่มต้นก่อนเลย ว่าทำไมคุณโฮมถึงก้าวเข้ามาสู่วงการขายภาพออนไลน์ได้

Home : ผมชอบการถ่ายรูปมาตั้งแต่ม.ปลายเลยครับ สนุกกับการถ่ายรูป แล้วพอเข้ามหาลัยได้เก็บเงินซื้ออุปกรณ์ใหม่ ก็ไปเที่ยวไปถ่ายรูป แล้วก็รับงานถ่ายรูปรับปริญญาทั่วไปเหมือนช่างภาพคนอื่น ๆ เพื่อเป็นอาชีพเสริม

ผมเห็นโอกาสว่าอยากทำอะไรหลังเลิกงานในเวลาว่าง ๆ เลยนึกถึงการขายภาพออนไลน์ บวกกับได้ไปเจอหนังสือของอาจารย์สุระ นวลประดิษฐ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิกงานขายภาพออนไลน์ในไทย หลังจากนั้นก็ลองทำและพัฒนามาเรื่อย ๆ พูดคุยปรึกษากับรุ่นพี่ในวงการที่ทำกันมาก่อน ทำให้เห็นแนวทางว่าอาชีพนี้ยังไปต่อได้อีก

รวม ๆ เวลาที่ทำมาก็เกือบ 3 ปีแล้วครับ ซึ่งเวลา 3 ปี ช่างภาพคนอื่น ๆ ที่ผมเห็นก็สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นหลักล้านเหมือนกันครับ

Marketeer : แบบนี้ตอนเข้าไปใหม่ ๆ เราเริ่มกำหนดราคายังไงบ้าง เห็นเคยโพสต์ไว้ว่าเริ่มขายเพียงรูปละ 10 บาท

Home : เว็บส่วนใหญ่จะกำหนดราคาไว้แล้วตามแพ็คเกจของทางเว็บ เราได้เพียงส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นที่เขากำหนดให้ครับ ซึ่งราคาจะแตกต่างตามจำนวนการใช้งานของลูกค้า หรือตามแพ็คเกจที่ลูกค้าซื้อ เรามีหน้าที่ทำรูปให้ได้คุณภาพและรอรับเงิน

แต่จะมีแค่บางเว็บเท่านั้นที่เราสามารถกำหนดราคาได้เอง แล้วก็ได้ส่วนแบ่งตามที่เว็บนั้นกำหนดไว้

ส่วนที่เคยบอกว่าผมเริ่มต้นขายรูปที่ 10 บาท ใช่ครับ อ่านไม่ผิดเลย ทำให้ช่วงปีแรก ๆ ท้อพอควรครับ แต่พอมีเพื่อน มีพี่ ๆ ที่เขาทำ ช่วยกันเป็นแรงผลักดัน มันก็ช่วยให้เราตั้งใจทำมากขึ้น พอเราเห็นเงินอะครับ เขาทำมาได้ เราต้องทำได้บ้างสิ จาก 10 บาท ปีแรก ๆ ก็เข้าสู่หลักหมื่น และก็กลายเป็นหลักแสนจนถึงทุกวันนี้ครับ

Marketeer : ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าที่เข้ามาซื้อเป็นใคร

Home : ส่วนใหญ่ขายต่างชาติครับ ขายได้ทุกชาติเลยครับ เขาจะเอาภาพเราไปตัดต่อ ไปทำโฆษณาไม่ว่าจะออนไลน์ หรือหนังสือ ใบปลิว แต่ไม่ใช่ว่าคนไทยจะไม่ซื้อนะครับ เพราะตอนนี้ลิขสิทธิ์ภาพถ่ายถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ บริษัทในไทยหลาย ๆ บริษัทที่ต้องทำโฆษณาเขามี Account ของเว็บขายภาพอยู่แล้วด้วยครับ

10582796_1060900730602192_7568987193386072026_o

Marketeer : ต้องถ่ายภาพเก่งในระดับไหน ถึงจะสามารถเอาไปขายในออนไลน์ได้

Home : ต้องมีมาตรฐานที่ดีระดับหนึ่งเลย เพราะเรากำลังสู้กับตลาดโลก  ซึ่งทุกเว็บจะมี Inspector คือคนคอยคัดคุณภาพเราก่อนจะวางขายครับ ต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก่อนถึงจะสามารถวางขายได้ครับ

Marketeer : แบบนี้ถ้าลูกค้ารู้จักเราแล้ว จะไม่มีคนแอบไปติดต่อขายภาพกันนอกเว็บบ้างหรอ

Home : คนขายภาพ ไม่มีทางรู้ว่าใครซื้อภาพไปครับ และเราไม่มีรายชื่อคนที่จะซื้อภาพเราอยู่แล้วด้วย แถมไม่รู้ด้วยว่าเขาอยากจะซื้อภาพไหนของเรา ดังนั้นคนขายภาพไม่สามารถติดต่อขายเองได้แน่นอนครับ

ยกเว้นแต่คนซื้อจะติดต่อมาเองตามรายละเอียดหรืออีเมลที่เราลงไว้กับเว็บไซส์นั้น ๆ ครับ เพราะเขาอาจจะใช้ภาพจำนวนมากแล้วอยากได้ราคาที่ถูกลงกว่าทางเว็บไซต์ แต่เคสนั้นหายากครับ ต่างชาติเขาเสียเงินหลักพันบาท เพื่อแลกกับงานหลักแสนบาท เขาเลยอาจจะไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยในจุดนี้ ถือว่าเป็นข้อดีที่เราจะได้รับครับ

Marketeer : ขายผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศอย่างนี้ ภาษาอังกฤษสำคัญไหม

Home : ภาษาอังกฤษสำคัญไหม บอกเลยว่าสำคัญกับทุกงานนะครับ แล้วการขายภาพกับเว็บระดับโลกต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่มันไม่ยากเกินที่จะศึกษาครับ ไม่ทราบคำไหน Google คืออาจารย์ที่เก่งที่สุดครับ แรก ๆ ผมก็ใช้ Translate ซึ่งตอนนี้ก็ยังใช้อยู่ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย เหมือนค่อย ๆ พัฒนาด้านภาษานิด ๆ หน่อย ๆ ครับ

9

Marketeer : ภาพแบบไหนที่ขายดีและเป็นที่นิยม

Home : ตลาดนิยมแนวไหนต้องบอกเลยว่าเปลี่ยนไปทุกปีครับ ภาพถ่ายมันก็เหมือนกับแฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ที่เราต้องคอยติดตามเทรนด์อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะทำงานออกมาได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

หรืองานอีกแบบ คือภาพแนววัตถุดิบ ซึ่งลูกค้าซื้อไปตัดต่อใส่งานโฆษณา แบบนี้มันไม่ต้องตามตลาดมากเท่าไรครับ เพราะเขาจะเอาไปตัดต่อเพิ่มเติมเอง

ส่วนงานของผม มีทั้งแนววัตถุดิบ งานท่องเที่ยว งานไอเดีย ผสม ๆ กันไปครับ

Marketeer : หา Inspiration ในการถ่ายรูปแต่ละครั้งยังไง

Home : ผมหาไอเดียโดยการดูรูปให้เยอะ ๆ ครับ จากเว็บขายภาพที่เราขายอยู่ หรือไม่ก็สื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีคนที่เขาถ่ายภาพเก่ง ๆ เยอะ เราก็ดูเพื่อพัฒนาฝีมือเราแล้วก็ออกไปถ่ายรูปไปลองฝึกฝน หรือบางครั้งมีไอเดียที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ก็จัดไฟถ่ายที่บ้านเลยครับไม่ต้องเสียค่าเดินทาง

Marketeer : ถือว่าการขายภาพออนไลน์ มันสามารถกลายมาเป็นรายได้หลักของเราเลยไหม

Home : การขายภาพออนไลน์เป็นรายได้หลักได้ไหม ตอบเลยว่าได้ครับ และหลาย ๆ คนทำเป็นอาชีพหลักก็มีอยู่เยอะครับ แต่อย่างที่บอกจุดเริ่มต้นสำคัญเสมอ ถ้าเราให้แรง ให้เวลา ตั้งใจและอดทนทำ ไม่ว่างานไหน ๆ คุณก็สำเร็จได้ครับ โพสต์ของผมเป็นเพียงเพื่อกระตุ้นเพื่อน ๆ ที่อยากมีรายได้เสริม หรือคนที่เคยทำแล้วท้อกลับไปเหมือนผมช่วงแรก ๆ ให้กลับมาทำ แต่ก็ไม่คิดว่าจะกระจายรวดเร็วขนาดนี้เหมือนกันครับ 5555

HOME-HATCHAPONG---QUOTE

 

‘ก๋วยจั๊บหัวร้อน’ ด่าทั้งลูกค้า ด่าทั้งพนักงาน ทางเลือกใหม่ของคนที่ต้องการความอร่อยเพียงอย่างเดียว

เป็นร้านอาหารที่ฉีกทุกกฏเกณฑ์ของการบริการอย่างสิ้นเชิง สำหรับร้านก๋วยจั๊บนายอ้วน ซึ่งต้องเล่าให้ฟังก่อนว่ามื้อเที่ยงวันนี้ทีมงาน Marketeer บางส่วนอยากออกไปหาอะไรแปลกใหม่ทาน  จนได้ไปเจอกับร้านก๋วยจั๊บนายอ้วน ที่อยู่ห่างจากออฟฟิศไปไม่ถึง 1 กิโลเมตร ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะอย่างที่บอกไป ว่าเพียงแค่อยากหาอะไรใหม่ ๆ ทานเท่านั้น

เราไปด้วยกัน 5 คน ต่างคนต่างสั่ง คนนึงใส่ไข่บ้าง คนนึงไม่ใส่บ้าง อีกคนเอาเครื่องในบ้าง อีกคนไม่เอาบ้าง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติของลูกค้าทั่วไป แต่สิ่งที่เจ๋งคือพนักงานเพียงคนเดียว สามารถจำเมนูของเราทั้ง 5 คนได้หมดแบบที่ไม่ต้องมาถามซ้ำ ที่สำคัญ ตอนเอามาเสิร์ฟ ยังถูกต้องเหมือนที่สั่งเอาไว้ในตอนแรกด้วย

15909827_10210327468357631_2056954779_n

จากนั้นไม่นาน เจ้าของร้านก็ทำการโซโล่ ด่าทุกอย่างที่ขว้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องที่ทำงานช้าไม่ได้ดั่งใจ “สอนกี่ที่แล้วไม่จำต้องให้พูดซ้ำ ๆ ” หรือตอนลูกน้องถามว่า หมูกรอบมีเท่านี้อะเฮียเหลืออีกแค่ 2 ชิ้น “ถ้าหมดแล้วก็ปิด ๆ ร้านไปเลย” (ทั้ง ๆ ที่เครื่องอย่างอื่นก็ยังมีอยู่)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่รู้ว่าเพราะอากาศร้อนหรืออะไร เฮียแกก็ยังพาลมาด่าลูกค้าที่นั่งอยู่แบบรวม ๆ กันอีกด้วยว่า “ของ  ูดี ๆ ทำมาเลือกนั่นเลือกนี่ ถ้าไม่ดี ู ไม่เอามาขายหรอก” อะไรแบบนี้เป็นต้น  ทำเอาลูกค้าที่นั่งอยู่ รวมถึงพวกเรา 5 คนต่างก็สะดุ้งไปตาม ๆ กัน

และเพื่อตอกย้ำการฉีกกฏเกณฑ์ของร้านอาหารทั้งปวง ร้านนี้ยังร้อน และไม่มีที่จอดรถให้บริการอีกด้วย!

ตัดภาพกลับไปที่ชามก๋วยจั๊บ……… หื้มมมมม อร่อยอะ! น้ำข้นอร่อย เส้นเหนียวนุ่มไม่เละ เครื่องต่าง ๆ ที่ใส่มาก็กำลังพอดี จนแทบอยากจะสั่งชามที่สอง แต่ดันมีคนมาสั่งใส่ถุงกลับบ้านคนเดียว 11 ถุง

15941835_10154570120589130_370049170_n

จึงน่าแปลกว่าแม้จะไม่มีบริการที่ดีมาก เพราะพนักงานต่างก็ Moody จากการที่โดนเจ้าของร้านเหวี่ยงมา แต่ร้านกลับขายดี พนักงานทำมือเป็นระวิง เฮียเจ้าของร้านสับเครื่องก๋วยจั๊บไม่หยุด

สุดท้ายแอดมินก็ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนไปลองชิมนะ เพราะก็อาจจะมีบางคนที่่รับไม่ได้กับการที่จะต้องเสียเงินแล้วไปเจอกับการบริการแบบนี้ แต่สำหรับคนที่อยากกินอะไรที่รู้สึกท้าทายกระเพาะของคุณ ก็ลองดูแล้วกัน!