All posts by Kalaya

Audi ออกมาทำโฆษณา ที่ชวนให้คน ‘เล่นมือถือระหว่างขับรถ’

ปกติแล้วแบรนด์รถยนต์มักจะออกมาทำโฆษณารณรงค์ไม่ให้คนเล่นมือถือระหว่างขับรถ แต่ Print-Ad ตัวล่าสุดของ Audi นอกจากจะออกมาบอกให้คนเล่นมือถือแล้ว ก็ยังสนับสนุนให้ผู้คนแต่งหน้ารวมถึงถ่ายรูป Selfie ระหว่างที่กำลังเคลื่อนที่ไปด้วย

ที่ทำแบบนี้ได้ ก็เพราะทาง Audi ต้องการจะบอกว่ารถยนต์ของพวกเขามีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบที่รถยนต์หลาย ๆ เริ่มจะออกมาโปรโมทกัน และถ้าเป็นค่ายอื่น อาจจะออกมาบอกในแง่ของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่สำหรับ Audi แล้ว กลับเอา Insight ในชีวิตจริงของผู้คนมาเล่นได้อย่างน่าสนใจ

audi-audi-piloted-driving-selfie-make-up-text-print-391546-adeevee audi-audi-piloted-driving-selfie-make-up-text-print-391547-adeevee

Advertising Agency:thjnk, Hamburg, Germany

ที่มา : Adeevee

สินค้าอย่างที่อุดหูยังทำโฆษณา แต่จะมาในรูปแบบไหน ต้องลองดู!

ใครจะไปคิดว่าสินค้าอย่างที่อุดหู จะออกมาทำโฆษณา แถมยังเป็นโฆษณาที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในนั้นอีกด้วย โดยนี่เป็นที่อุดหูของแบรนด์อย่าง Wurth จากประเทศเยอรมนี

โดยการทำ Print-Ad ผ่านคอนเซปต์ที่ว่า Hear the silence. หรือได้ยินแต่ความเงียบงัน พร้อมกับการนำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงที่ดัง ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา หรือสว่าน มาปิดด้วยที่อุดหูของ Wurth เพื่อแสดงให้เห็นว่าโปรดักท์ของพวกเขาสามารถปิดกั้นเสียงได้ดีขนาดไหน

wurth-wurth-earplugs-jackhammer-alarm-clock-airplane-bell-tower-print-391621-adeevee wurth-wurth-earplugs-jackhammer-alarm-clock-airplane-bell-tower-print-391624-adeevee

Advertising Agency:Scholz & Friends, Berlin, Germany

ที่มา : Adeevee

สื่อยิ่งกระจายตัว คอนเทนต์บนทีวีดิจิทัลยิ่งเติบโต

แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในวงการทีวีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการที่ช่อง One ให้กลุ่มปราสาททองโอสถเข้ามาถือหุ้นมากถึง 50% โดยผู้ถือหุ้นเดิมอย่าง GMM แกรมมี่ และบอย ถกลเกียรติ แบ่งกันถือคนละอีก 25%

หรือการที่ช่องอมรินทร์ ทีวี ให้กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 47.62%

ซึ่งทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักในธุรกิจทีวีดิจิทัล

แต่ทำไม Mindshare มีเดียเอเยนซี่ชื่อดังของไทยกลับออกมาคาดการณ์ว่าในปี 2017 นี้ เราอาจจะเห็นเม็ดเงินในทีวีดิจิทัลมากขึ้น

Fragmentation ที่ทำให้คอนเทนต์ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอทีวี

Fragmentation หรือการกระจายตัวของสื่อ ที่มีให้ผู้บริโภคได้เสพกันหลากหลายรูปแบบมากขึ้น

และเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าจอทีวีที่บ้าน เหล่า Content Provider อย่างทีวีดิจิทัลจึงต้องนำคอนเทนต์ของตัวเองไปใส่ใน Platform ที่หลากหลายมากขึ้น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัดเจนก็เช่นรายการปริศนาฟ้าแลบ ที่มีการออนแอร์รายการในทีวี และมาตอกย้ำผู้บริโภคด้วยการสร้างกระแสให้กับรายการในโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการต่อยอดไปเป็นเกมในแอพพลิเคชั่น

หรืออย่างตอนนี้ที่เริ่มเห็นกันมากขึ้น ก็คือการถ่ายทอด Facebook live ไปพร้อม ๆ กับการออกอากาศจริงในโทรทัศน์ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการทำให้เรตติ้งในทีวีลดลง กลับกันยิ่งจะทำให้คนเห็นรายการมากขึ้น เมื่อคนดูเข้าไปดูใน Facebook live แล้วติดใจ ก็จะเริ่มหันมาดูในทีวีที่มีจอใหญ่และดูได้อรรถรสมากกว่าเดิม

ทีวีดิจิทัล เริ่มมี Performance ที่ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น

Workpoint : ที่สร้างรายการ The Mask Singer ให้กลายเป็นกระแส Talk Of The Town จนใคร ๆ ก็อยากรู้ว่าใครคือเจ้าของหน้ากากทุเรียน, I Can See Your Voice ที่แม้จะเป็นรายการร้องเพลงเหมือนกัน แต่ด้วยความสนุกของรายการคนดูเลยไม่รู้สึกเอียน

Mono29 : ที่มีความชัดเจนในการนำเสนอคอนเทนต์ภาพยนตร์

GMM25 : ที่มักจะนำคำพูดต่าง ๆ ในละครที่ Insight ชีวิตของผู้คนมาทำเป็น Gold Quote ให้คนแชร์กัน

ซึ่งถ้าหากสามารถวัดเรทติ้งในทุก ๆ แพลทฟอร์มได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากทีวีหรือช่องทางออนไลน์ เราก็จะเห็นการเติบโตขึ้นของทีวีดิจิทัลอย่างแน่นอน

และทาง Mindshare คาดว่า ถ้าหากทีวีดิจิทัลยังคงมี Performance ที่ดีไปแบบนี้เรื่อย ๆ แล้วละก็ มูลค่าสื่อโฆษณาของทีวีดิจิทัลอาจเติบโตขึ้นถึง 10-20% เลยทีเดียว (ทั้งนี้เมื่อเรทโฆษณาสูงขึ้น ฐานคนดูก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน)

Prime time ไม่ได้เป็นคอนเทนต์แบบละครเสมอไป

“เพราะละครเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมดู การนำละครมาวางไว้ช่วงเวลา Prime time จึงเป็นสิ่งที่ช่วยดึงเรตติ้งให้กับทางช่องได้”

คำพูดเหล่านี้ใช้ได้เมื่อตอนที่ทีวียังมีแค่ 6 ช่อง แต่ทีวีดิจิทัลทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าเดิม คอนเทนต์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความน่าสนใจ จึงสามารถนำมาวางไว้ในช่วง Prime time ได้เช่นกัน

สะเทือนวงการสกินแคร์ OCEAN SKIN เสนอ content เด็ด!

สำหรับนักกการตลาดแล้วนั้นทุกคนต่างทราบดีว่า การทำ Content ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เพื่อให้ Key Message ของแบรนด์เข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้คน แบรนด์ OCEAN SKIN ถือว่ารู้ข้อดีและจุดเด่นของตัวเองอีกทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์เข้ากับ Content วีดีโอในยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

w1

พูดได้ว่าเป็นวีดีโอที่มีกระแสดีวีดีโอหนึ่งขณะนี้ กับวีดีโอ น้ำตบปลาวาฬ ตบแล้วจบ ครบทุกปัญหาผิว!”

เนื่องจากปัจจุบันมีโฆษณาถูกผลิตและออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมาก การทำ Content ให้โดดเด่นและแตกต่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่นักการตลาดและผู้ประกอบการควรคำนึงถึง แบรนด์ OCEAN SKIN เลือกใช้ความตลกขำขันในการสร้างผลงานโฆษณา บวกกับเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ถึงข้อดีผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากทะเลน้ำลึก

ซึ่งทางผู้บริโภคไม่ต้องไปไกลถึงฝรั่งเศสตามผู้หญิงวีดีโอ เพราะตอนนี้สามารถผิวสวยได้แล้วเพียงใช้ OCEAN SKIN

FR

ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เอาใจขาช้อปทุ่ม 30 ล้าน ฉลองงานตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ‘The Emperor Dragon’s Golden Spells’

ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท จัดงานเฉลิมฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “The Emporium and The EmQuartier Chinese New Year Grand Celebration The Emperor Dragon’s Golden Spells” เอาใจขาช้อปกับโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้

“Chinese New Year Grand C’wdelebration The Emperor Dragon's Golden Spells” (8)

ภัณฑลิกา ศิริวงศ์ไพรัช ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมการขายและลูกค้าสัมพันธ์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป กล่าวว่า “เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนครั้งยิ่งใหญ่ เบิกฤกษ์ปีระกามหามงคล ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ จัดแคมเปญ “The Emporium and The EmQuartier Chinese New Year Grand Celebration The Emperor Dragon’s Golden Spells” ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท จัดงานฉลองสุดยิ่งใหญ่พร้อมโปรโมชั่นเอาใจนักช้อป ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

“Chinese New Year Grand C’wdelebration The Emperor Dragon's Golden Spells” (3)

เมื่อช้อปครบทุก 8,888 บาท ลุ้นอั่งเปาช้อปฟรีสูงสุด 8,888 บาท และรับสิทธิ์แลกซื้อตั๋วเครื่องบินจากสายการบิน Emirates เริ่มต้นเพียง 3,850 บาท

สำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ 88,888 บาท รับฟรี จี้กังหันทองคำมงคลปลุกเสกจากวัดแชกงหมิว ประเทศฮ่องกง และ เมื่อช้อปครบ 888,888 บาท รับฟรี สร้อยพร้อมจี้เพชรอักษรมงคล พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสูงสุดตลอดรายการ 9 ท่านแรก รับแพ็คเก็จทริปไหว้พระเสริมบารมี พร้อมรับประทานอาหารมงคลระดับ มิชลินสตาร์ 3 วัน 2 คืน ณ ไทเป ประเทศไต้หวัน พร้อมเช็คดวงแบบเอ็กซ์คลูซีพกับ ซินแสหมอเอก เศวตฉัทร์ ล้อประเสริฐกุล

รวมของรางวัลมูลค่ากว่า 8.7 ล้านบาท ถือเป็นของขวัญตอบแทนลูกค้าที่ให้การสนับสนุน ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ อย่างดีเสมอมา”

“Chinese New Year Grand C’wdelebration The Emperor Dragon's Golden Spells” (6)(1)

สำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตกสิกรไทย ระหว่างวันที่ 26-29 มกราคม 2560 รับสิทธิพิเศษ ต่อที่ 1 เมื่อช้อปครบ10,000 บาท รับเครดิตเงินคืน 1,000 บาท สำหรับร้านค้าแฟชั่นทุกร้านในศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ จำนวนจำกัด 100 ท่าน ต่อวัน ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ 1,000 บาท รับบัตกำนัลศูนย์ทันที 100 บาท สำหรับร้านค้าแฟชั่นที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น จำกัด 100 ท่านต่อวัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ 02- 259-1837

มาดูความสำคัญของ Grid เครื่องมือที่กราฟิกดีไซน์เนอร์ขาดไม่ได้

เรียกว่าเป็น Tool คู่ใจของเหล่ากราฟิกดีไซน์เนอร์เลยก็ได้ สำหรับ Grid หรือเส้นตารางที่เอาไว้สำหรับดูขนาดของงาน พิกเซลของงาน หรือความโค้งมนของงาน เพราะถ้าหากดูด้วยตาเปล่า ๆ ภาพที่ออกมาก็อาจจะไม่เป๊ะ 100%

และเพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้ Grid จะเป็นเส้นสี่เหลี่ยม แต่ก็สามารถนำมา Adapt กับงานได้หลากหลายรูปแบบ ดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่นอย่าง Hiromi Maeo ก็เลยโชว์ผลงานการออกแบบกราฟิกของเขา ด้วยการใช้ Grid เข้ามาเป็นตัวช่วย ทั้งในส่วนของเส้นตรงและเส้นโค้ง

อย่างทรงกลมที่มีแต่เหลี่ยมโค้งมน ก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่ามันถูกสร้างมาจากเส้น Grid ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมมาก่อน

Web Web Web Web Web Web

ที่มา : Behance

 

มาดูวิธีการถ่ายแบบ Product ที่ทำให้เห็นฉลากรอบด้าน แม้จะถ่ายภาพจากแค่มุมเดียว

Air Code สเปรย์ปรับอากาศจากประเทศอียิปต์ ที่ออกมาทำแพ็กเกจที่ให้ความรู้สึกว่าเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขา จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น ซึ่งสิ่งที่ Marketeer จะนำมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของแพ็กเกจดีไซน์ แต่เป็นการจัด Artwork ที่ช่วยขับให้ตัวโปรดักท์โดดเด่นขึ้นมามากกว่า

ด้วยการใช้เลือกใช้สีของพื้นหลังใน Mood&Tone เดียวกับตัวโปรดักท์ บวกกับการใส่ภาพกราฟิกที่วาดต่อยอดออกมาจากขวดสเปรย์อีกที

Air Code (4)

ซึ่งลายที่วาดต่อออกมานี้ ก็เป็นลายเดียวกับที่อยู่ข้าง ๆ ขวด เพียงแต่ภาพถ่ายมุมแบน ๆ ไม่สามารถที่จะแสดงให้เห็นฉลากของทั้งขวดได้ก็เท่านั้นเอง

นอกจากจะเป็นการจัด Artwork ที่ทำให้เราได้เห็นลวดลายของทั้งขวดสเปรย์แล้ว นี่ยังทำให้การถ่ายแบบสินค้าธรรมดา ๆ ดูมีกิมมิก มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย

Air Code (3)Air Code (5)

ที่มา : Packagingoftheworld

แพ็กเกจไข่ไก่จากไต้หวัน สวยจนแทบไม่กล้าแกะมาใช้

เป็นแพ็กเกจที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา สำหรับ Happy Egg แบรนด์ขายไข่ไก่จากประเทศไต้หวัน โดยที่มาที่ไปของผลงานชิ้นนี้เกิดจากความคิดที่ว่า ‘การได้กินไข่ไก่สดที่มีคุณภาพดีในตอนเช้า มันก็เหมือนกับการที่ได้ตื่นมาเจออากาศที่สดชื่นยังไงอย่างงั้น’

ซึ่งแพ็กเกจแปลกตาที่เราเห็นกันนี้ ผลิตมาจาก PVC โปร่งใส่ ในแง่ของ Functional คือช่วยกันกระแทกทำให้ไข่แตกได้ยากกว่าการบรรจุลงในกระดาษลังที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนในแง่ของ Emotional แพ็กเกจนี้ยังช่วยเสริมใน Concept หลักของงานงานดีไซน์ที่ว่า “eating a good egg is like having a breath of fresh air.” อีกด้วย

Happy-Egg-1 Happy-Egg-4 โดยแพ็กเกจนี้ก็ยังเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ ที่เป็นเหล่าแม่บ้านบนห้าง ซึ่งก็อย่างที่รู้กันดีว่าแม่บ้านกลุ่มนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพมากกว่าราคา

ถ้าสวยขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเวลาเอามาทำอาหารจริง ๆ จะกล้าแกะใช้หรือเปล่า

Happy-Egg-7Happy-Egg-8

ที่มา : Packagingoftheworld

เมื่อแสงสาดส่องลงมาตอน 15.52 นี่คือช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ชัดเจนที่สุด

หลายคนเปลี่ยนความคิดถึงและความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กลายมาเป็นความดี หรือกลายเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ต่อสังคม เช่นเดียวกับ ดร.บุรินทร์ ธราวิจิตรกุล และทีมงานของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เพราะวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น. เป็นเวลาที่เจ็บปวดที่สุดของคนไทย  ดร.บุรินทร์และทีมงานจึงต้องการที่จะทำให้เวลานี้ กลายเป็นพลังด้านบวกให้กับชีวิตของผู้คน เพื่อก้าวไปข้างหน้ากันให้ได้

ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ระหว่าง 15.00-16.00 น. คือช่วงที่เราจะได้เห็นพระองค์กันอย่างชัดเจนที่สุด แสงจะสาดส่องให้พวกเราได้เห็นรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของพระองค์ท่าน เสมือนพระองค์ท่าน ทอดพระเนตรพวกเราอยู่จากฟากฟ้า’

16195004_10154221908396430_3099630067917233926_n

และกว่ากำแพงเปล่า ๆ จะกลายเป็นภาพ ที่เสมือนพระองค์ท่านเฝ้ามองพวกเราจากฟากฟ้าแบบนี้ได้ ทางทีมงานใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนีเป็นระยเวลา 100 วัน ซึ่งเท่ากับจำนวนวันในการบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ช่างเป็นรอยยิ้มอุ่น ๆ ที่ทำให้พวกเราคิดถึงพระองค์ท่านเหลือเกิน

ขอบคุณภาพ

Facebook :

Kom Teera
Burin Tharavichitkun

แนวโน้มสถาปัตย์ในไทย ที่ผู้คนเริ่มมองหาสิ่งที่เรียบง่าย แต่ตอบโจทย์เรื่องของ Functional มากขึ้น

เป็นธรรมดาของทุกช่วงต้นปีที่หลาย ๆ สำนักจะออกมาคาดเดาเรื่องเทรนด์ในวงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ในแง่ของการดีไซน์ที่ Pantone ออกมาบอกว่า Greenery จะเป็นสีแห่งปี 2017, เทรนด์ของวงการเทคโนโลยีที่บอกว่า AI จะเป็นสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของคนเรามากขึ้น หรือเทรนด์ของ Media ที่ผู้คนจะเข้าไปอยู่ใน Digital Media มากกว่าเดิม

แต่เท่าที่เคยได้ยินมา ยังไม่ค่อยมีใครออกมาพูดในเรื่องของเทรนด์ที่เกี่ยวกับ ‘สถาปัตยกรรม’ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ที่ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็ต้องพบเจอ

และด้วยความที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงนั่นแหละ วันนี้ Marketeer ก็เลยบุกไปสัมภาษณ์ ดร.กุลเดช สินธวณรงค์ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน Design Management รวมถึงการเป็น ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท JARKEN Group of company บริษัทที่รับออกแบบอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นออกแบบตึกอาคาร, ออกแบบภายในหรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Interior Design หรือออกแบบแม้กระทั่งแบรนด์และรูปแบบของธุรกิจต่าง ๆ

ยกตัวอย่างผลงานสร้างชื่อของ JARKEN ก็เห็นจะเป็นการออกแบบแบรนด์ให้กับสโมสรเชียงราย United นั่นเอง

IMG_0369

เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนทุกปี แต่เทรนด์สถาปัตยกรรมเปลี่ยนทุก 10 ปี

เพราะ Fashion เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย มันจึงเป็นอะไรที่มาเร็วไปเร็ว ซึ่งแม้จะเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็มี Life Cycle อยู่อย่างมากไม่เกิน 1 ปี

ต่างจากเทรนด์ของสถาปัตยกรรม เพราะกว่าจะสร้างตึก ๆ หนึ่ง หรืออาคาร ๆ หนึ่งขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาที่นานอยู่พอสมควร Life Cycle ในเทรนด์ของสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างจึงมีระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ปี

แต่ 10 ปีที่ว่านี้เป็นแค่ในส่วนของตึก หรืออาคารก่อสร้างที่มีสเกลค่อนข้างใหญ่เท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นในเรื่องของการออกแบบภายในหรือ Interior Design เทรนด์พวกนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ล้อไปกับแฟชั่นในช่วงนั้น ๆ อย่างที่ผ่านมาเราก็จะเห็นได้ว่าเทรนด์การตกแต่งแบบ Minimal เริ่มมาแรงมากขึ้น ไม่ว่าใคร ๆ ก็หันมาเป็นชาว Minimal กันทั้งนั้น

ผู้บริโภคเริ่มมองหาสิ่งที่เรียบง่าย แต่ตอบโจทย์ในเรื่องของ Functional มากขึ้น

เพราะการมาของแต่ละเทรนด์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและเศรษฐกิจ ซึ่งการตกแต่งภายในให้ดูมีความ Minimal ที่กำลังได้รับความนิยมจากคนส่วนใหญ่นี้ ไม่ใช่แค่เพราะมันสวยงามหรือดูแล้วสบายตาเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุมาจากการที่เศรษฐกิจหดตัว รวมไปถึงการที่สังคมไทยเริ่มกลายเป็นสังคมแบบครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น

ฉะนั้นแล้วผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาอะไรที่มีความง่ายมากขึ้น กระทัดรัดมากขึ้น ติดตั้งได้เร็ว ใช้งานได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Art Installation เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถติดตั้งได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง หรือเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA ถึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนี้

ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่เฟอร์นิเจอร์แบบ Built-In คือสิ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ของการดีไซน์สมัยก่อน มักจะออกไปในรูปแบบที่มีความฟุ้งเฟ้อหรืออลังการซะมากกว่า

IMG_0220

ทรัพยากร อีกหนึ่งปัจจัยในการกำหนดเทรนด์สถาปัตยกรรม

ในประเด็นนี้ ดร.กุลเดชได้ยกตัวอย่างให้เราได้เห็นภาพกันอย่างชัดเจน ผ่านคำพูดที่ว่า

“อย่างตอนที่ผมเรียนออกแบบ ก็จะเรียนออกแบบไม้ แต่พอมาถึงตอนนี้ก็แทบไม่มีการสอนออกแบบโดยใช้ไม้มาเป็น Material แล้ว เพราะในเมื่อตอนนี้ไม้เป็นสิ่งที่หายากและในชีวิตจริงคนก็เริ่มหาวัสดุมาใช้ในงานแทนมันมากขึ้น มหาวิทยาลัยก็เลยไม่รู้จะสอนการออกแบบโดยใช้ไม้มาเป็นวัสดุไปทำไม”

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดเทรนด์ในงานออกแบบนั่นก็คือเรื่องของทรัพยากรนั่นเอง

จนเมื่อถึงยุคนี้ ที่ทรัพยากรหร่อยหลอลงไปทุกวัน เทรนด์การออกแบบสถาปัตยกรรม จึงมักจะมาในแนวทางของ Eco ซึ่งเป็นการออกแบบ ที่เป็นมิตรกับทั้งคนและสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

งานออกแบบสถาปัตยกรรมในไทย ยังมี Speed ที่ช้ากว่าของต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่าสถาปนิกไทย มักจะบินไปดูงานสถาปัตยกรรมอยู่บ่อย ๆ ซึ่งนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้นที่สะท้อนให้เห็นว่า ภาพรวมงานสถาปัตยกรรมของไทย ยังตามหลังเมืองนอกอยู่

แต่สาเหตุจริง ๆ ดร.กุลเดช กลับมองว่ามันคือการที่คนไทยบางกลุ่ม ไม่ค่อยให้คุณค่าและความสำคัญในการออกแบบมากเท่าที่ควร ต่างประเทศจะมองว่างานออกแบบคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนได้

หรือการสร้างสถานที่ ๆ หนึ่งขึ้นมา ต่างประเทศจะมองว่ามันเป็น Landmark ที่สามารถทำให้มันกลายเป็น Magnet ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในตัวสถานที่นั้นเอง และบริเวณรอบ ๆ นั้นได้ ต่างจากบางสถานที่ในไทย ที่มักจะสร้างมาเพื่อให้อยู่แบบปัจเจกมากกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่างานออกแบบของไทยไม่ดีเสมอไป เพราะตอนนี้ในไทยตื่นตัวกับการออกแบบเพื่อคนพิการเป็นอย่างมาก เพียงแต่อาจจะต้องคิดเผื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคนพิการจะได้ใช้จริง ๆ ไหม เช่น ออกแบบลิฟท์เพื่อคนพิการ แต่คนพิการส่วนใหญ่ก็ยังมีคนเข็น Wheel Chair ให้อยู่ อะไรแบบนี้เป็นต้น

อีกหนึ่งประเด็นก็เห็นจะเป็นเรื่องของกฏหมาย ที่ยังไม่เอื้ออำนวยสำหรับการออกแบบที่มากพอ ซึ่งถ้าเป็นโครงการออกแบบสถาปัตยกรรมของรัฐบาล กฏหมายก็จะระบุไว้เลยว่าสามารถให้ค่าออกแบบได้เพียง 1% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น เช่นถ้าโปรเจ็คนี้มีมูลค่าทั้งหมด 100 บาท สถาปนิกจะได้ค่าออกแบบเพียงแค่ 1 บาท ไม่เหมือนกับต่างประเทศ อย่างเช่นอเมริกาที่จะได้ค่าออกแบบอยู่ที่ 7.5-8% เลยทีเดียว

ส่วนถ้าเป็นงานของเอกชน ก็จะมีกลไกลราคาของตลาดมาเป็นตัวควบคุมอยู่แล้ว และ Average ค่าออกแบบงานของเอกชน ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3-4% ไม่เกินมากไปกว่านี้สักเท่าไหร่

ซึ่งดร. บอกว่า อาจเป็นเพราะคนบางส่วน ยังมีทัศนคติในการ Spend เม็ดเงินไปกับการก่อสร้างมากกว่า จนอาจหลงลืมไปว่า 1% ที่สถาปนิกได้มา คือรากฐานของสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นทั้งหมด

IMG_0276

สถาปัตยกรรมของคนต่างจังหวัด เน้น “ใช้” มากกว่า “สวย”

เป็นอีกเรื่องที่น่าแปลกใจว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานกี่สิบปี แต่ที่ต่างจังหวัด (ไม่นับที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ภูเก็ต หรือเชียงใหม่) กลับมีรูปร่างของสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น ตึกรางบ้านช่อง หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่

ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วคนต่างจังหวัด กลับเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเป็นอย่างมาก แต่ก็อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของคนต่างจังหวัด ที่เน้นในเรื่องของ Functional หรือการใช้งานเป็นหลัก จนอาจจะไม่ได้โฟกัสเรื่องของ Emotional หรืองาน Design นั่นเอง