All posts by Kalaya

รู้จักบุรินทร์ กับมุมของการเป็นเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ใช้ทุนสร้างกว่า 300 ล้านบาท

คนส่วนใหญ่รู้จักบุรินทร์ในแง่ของการเป็นนักร้อง

คนส่วนหนึ่งรู้จักบุรินทร์ในแง่ของการเป็นนักธุรกิจกับการเป็นดีลเลอร์ของรถยนต์ค่ายดังไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, Honda และ Toyota (ในอดีต)

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าในตอนนี้บุรินทร์ได้เริ่มทำธุรกิจใหม่ด้วยการทำคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใช้เงินทุน (เฉพาะแค่ค่าก่อสร้าง) กว่า 300 ล้านบาท ในนามของ The Grove (เดอะโกรฟ) ที่อยากให้เป็นสวนหลังบ้าน ของคนในย่านสายไหม-หทัยราษฎร์

ที่บุรินทร์บอกกับ Marketeer ว่าตั้งแต่เกิดมา 40 กว่าปี ถึงจะเคยทำงานเยอะแค่ไหน แต่ไม่มีงานไหนหนักเท่ากับการทำ The Grove มาก่อน

จุดเริ่มต้นของการหันมาทำคอมมูนิตี้มอลล์

จากการที่โชว์รูมรถยนต์ตั้งอยู่บริเวณสายไหม-หทัยราษฎร์ บุรินทร์จึงมีความคุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนี้ และเล็งเห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้มีการเติบโตเป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากการที่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ทุก 1-2 กิโลเมตรที่ขับรถผ่าน

ด้วยโอกาสตรงนี้ บุรินทร์จึงเกิดไอเดียที่อยากจะพัฒนาที่ดิน 15 ไร่ซึ่งในอดีตเคยเป็น vehicle control หรือพื้นที่ ๆ เคยเอาไว้สต็อกรถยนต์ให้มีมูลค่ามากขึ้น

ประกอบกับพื้นที่บริเวณสายไหม-หทัยราษฎร์เป็นพื้นที่ ๆ มี Demand แต่ยังมี Supply น้อย บวกกับไม่มีพื้นที่ไหนเอาไว้รองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองทั้ง ๆ ที่มีหมู่บ้านเกิดขึ้นมากมาย

แถมถนนเส้นดังกล่าวยังมีรถสัญจรต่อวันไม่ต่ำกว่า 10,000 คันต่อวัน ยิ่งเป็นช่วง Rush Hour นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ บุรินทร์จึงตัดสินใจเพิ่มมูลค่าที่ดิน ด้วยการเปลี่ยน vehicle control ให้มาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ในที่สุด

จากคอนเซปต์ของความเรียบง่าย สู่ไอเดียสวนหลังบ้าน

บุรินทร์เล่าให้เราฟังว่า ในตอนแรกมันคือคอมมูนิตี้มอลล์ที่มาในคอนเซปต์เรียบ ๆ ง่าย ๆ หรือเอาจริง ๆ เหมือนเป็นเพียงแค่พื้นที่ ๆ เปิดให้ร้านค้าต่าง ๆ มาเช่าก็เท่านั้นเอง

ถ้าทำทั้งที่แล้วไม่ดีก็อย่าทำเลย เพราะไม่อยากจะเสียเงินและแรงที่ลงไปแบบฟรี ๆ

สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจรื้อไอเดียเรียบ ๆ ง่าย ๆ นี้ออกไป แม้จะต้องลงมือสร้างให้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม แล้วหันมาทำคอมมูนิตี้มอลล์ภายใต้คอนเซปต์ของสวนหลังบ้านที่หวังให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกับต้นไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่า

“ผมว่าตอนนี้ผู้คนเริ่มมองหาเรื่องของธรรมชาติกัน ไอเดียสวนหลังบ้านจึงกลายเป็นคอนเซปต์หลักของคอมมูนิตี้มอลล์นี้ แล้วอีกอย่างคือผมคิดว่า ถ้าทำแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ อย่างที่คิดไว้ในตอนแรก The Grove ก็คงจะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น ๆ

คอมมูนิตี้ Outdoor ที่เปิดให้คนเข้าในช่วงหน้าฝน

สร้างเสร็จแล้วไม่ใช่ว่าอุปสรรคจะหมดไป เพราะส่วนใหญ่แล้วคอมมูนิตี้มอลล์ที่เปิดใหม่มักจะดึงให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการด้วยการทำอีเวนท์ แต่ The Grove กลับเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แบบ Outdoor ที่เปิดในช่วงหน้าฝนพอดี

คราวนี้ทำไงให้คนเข้ามาเดินดีล่ะ ?

บุรินทร์จึงแก้โจทย์นี้โดยการใช้ ‘ความเป็นบุรินทร์ Groove Rider’ ด้วยการจัดมินิคอนเสิร์ตในร้านอาหารของตัวเองที่อยู่ใน The Grove เพื่อดึงให้คนเข้ามาในร้านอาหารและเข้ามาในคอมมูนิตี้โดยปริยาย

และผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากร้านอาหารเวลาจ้างศิลปินมาเล่นในร้าน จนทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามา

เพียงแต่ในเคสนี้เขาไม่ต้องเสียค่าศิลปินเท่านั้นเอง

 

สร้างร้านอาหารเป็นของตัวเองไว้ข้างหน้า เพื่อสร้างคาแร็กเตอร์ของคอมมูนิตี้มอลล์

ดูแลคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ยังจะต้องมาดูแล Shab Shab Shabu และ Lambic  สองร้านอาหารที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าของ

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้อง Operate ทุกอย่างให้ออกมาดีได้ เพราะก็อย่างที่รู้ว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นอะไรที่มีรายละเอียดมาก และเหตุผลที่ทำให้บุรินทร์ทำร้านอาหารก็ไม่ได้มีเพียงแค่ความชอบ แต่ยังรวมไปถึงการทำที่นี่ให้เป็นแหล่งรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้คน

“ผมอยากดึงความเป็นตัวเมืองเข้ามาอยู่ในย่านสายไหม-หทัยราษฎร์ อยากสร้างคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนให้กับคอมมูนิตี้มอลล์ และคงไม่มีใครทำได้ถูกใจมากไปกว่าที่ผมจะทำเอง

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ กับการดึงความเป็นตัวเมืองมาอยู่ในพื้นที่ชานเมืองแบบนี้ ตอนแรกก็แอบลังเลเหมือนกันว่ามันจะถูกจริตกับคนย่านนี้ไหม แต่พอมาเซอร์เวย์จึงได้รู้อินไซต์บางอย่างว่าจริง ๆ แล้วคนแถวนี้เวลาต้องการอะไรที่เป็นไลฟ์สไตล์ก็มักจะขับรถไปไกลถึงเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

ผมเลยคิดว่าจริง ๆ แล้วมันมี Demand ของคนอยู่นะ แต่ขาด Supply ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการ ก็เลยมั่นใจจะทำคอนเซปต์นี้ขึ้นมา และคิดว่าก็คงจะมีหลาย ๆ คนเหมือนกันที่ชอบแบบเดียวกับเรา”

ทำหลายอย่างให้สำเร็จทุกอย่างได้ยังไง

นอกจากการเป็นนักร้อง ดีลเลอร์รถยนต์ หรือเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว บุรินทร์ยังมีธุรกิจทำอีเวนท์คอนเสิร์ต ตึกออฟฟิศให้เช่า และอื่น ๆ อีกมากมายที่พูดไปก็คงจะไม่หมด

แต่ทั้งหมดนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ขัดกับสิ่งที่กูรูหลาย ๆ คนออกมาบอกว่าถ้าอยากทำอะไรต้องทำแค่อย่างเดียวแล้วโฟกัสไปกับมันให้มากที่สุดถึงจะสำเร็จ

เมื่อถามว่าเขาบริหารเวลายังไง แล้วทำไมถึงทำทุก ๆ อย่างให้ดีไปพร้อม ๆ กันได้ สิ่งที่บุรินทร์ตอบเรากลับมาก็คือ

“ทุกอย่างที่ผมทำต้องเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมชอบร้องเพลงก็ทำงานร้องเพลง ผมชอบรถก็ขายรถ ผมชอบร้านอาหารก็เปิดร้านอาหาร ผมชอบเรื่องไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ก็เปิดคอมมูนิตี้ที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนขึ้นมา

แต่ไม่ใช่ว่าชอบแล้วจะทำทันที เพราะมันยังต้องมีปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างกว่าจะทำให้สิ่งที่ชอบประสบความสำเร็จได้

แล้วปัจจัยที่ว่ามีอะไรบ้าง ?

อย่างแรกเลยคือมันต้องเริ่มจากความชอบก่อน เพราะความชอบมันจะกลายเป็น Passion ที่ทำให้เราอยู่กับสิ่ง ๆ นั้นได้

แต่พอชอบแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะลงมือทำได้ทันที เพราะก็ต้องมาดูอีกว่ามันจะสามารถพัฒนาไปเป็นธุรกิจได้ไหม ซึ่งการทำ Business Plan นี่แหละถือเป็น Checklist ที่ดีเลยว่าสิ่งที่เราจะทำมันจะไปรอดรึเปล่า

และด้วยความที่ทำหลาย ๆ อย่าง ผมเลยต้องตั้งเป้าของเวลาเอาไว้ ว่างานนี้ต้องคืนทุนภายในกี่ปี งานนี้ต้องเสร็จเมื่อไหร่ เพราะถ้าไม่ตั้งเป้า มันก็จะเป็นการผลัดสิ่งที่ต้องทำออกไปเรื่อย ๆ จนอาจจะทำให้งานไม่เสร็จ

และขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ลงมือทำและไม่หยุดพัฒนา

ทำคอมมูนิตี้มอลล์มันเหมือนกับการร้องเพลงยังไง

บุรินทร์เปรียบเทียบให้เราฟังว่า ความเหมือนของการร้องเพลงกับการทำคอมมูนิตี้มอลล์คือการที่ทั้งสองสิ่ง ‘เป็นงานบริการเหมือนกัน’ ซึ่งหมายถึงการใช้กำลังของเขาทำให้คนมีความสุข

“เวลาร้องเพลงผมก็อยากทำโชว์ให้ออกมาดีที่สุดเพื่อให้คนดูชอบแล้วกลับไปบอกกับเพื่อน ๆ ของเขาว่าคอนเสิร์ตพี่บุรินทร์สนุกมาก มันส์มาก แล้วเขาก็อยากจะกลับมาดูคอนเสิร์ตของผมอีก

เช่นเดียวกันกับ The Grove ผมอยากให้คนเข้ามาแล้วมีความสุข มาแล้วเข้ามาถ่ายรูปกับสวนของเรา เมื่อเขาแฮปปี้ มันก็ทำให้เขาอยากจะกลับมาที่คอมมูนิตี้มอลล์ของเราอีกครั้ง

และแน่นอนว่าทั้งการร้องเพลงและการทำคอมมูนิตี้มอลล์แบบไลฟ์สไตล์มันคือสิ่งที่ผมชอบทั้งคู่”

ลงทุน 300 ล้าน คาดจะคืนทุนภายใน 6 ปี

แม้จะเพิ่งเปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการได้เพียงเดือนกว่า ๆ แต่บุรินทร์ได้บอกกับ Marketeer ว่าในปัจจุบันมีรถยนต์ที่เข้ามาจำนวน 1,000 กว่าคัน มอเตอร์ไซค์ประมาณ 400 คัน และคนที่ walk-in เข้ามารวมแล้วน่าจะประมาณเกือบ 3,000 คนต่อวันแม้จะยังไม่ Grand Opening เลยก็ตาม

นั่นอาจเป็นเพราะมี Magnet ที่แข็งแรงอย่าง Max Value ขนาด 2,000 ตรม. มาเป็นตัวดึงดูดผู้คน

โดยในเดือน 11 ที่จะถึงนี้บุรินทร์มีแพลนที่จะเปิดตัวเฟสที่ 2 เพิ่มอีก 7.5 ไร่ ซึ่งถ้ารวมกับเฟสแรก The Grove จะมีพื้นที่รวมทั้งหมด 15 ไร่

ภายใต้งบในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ไม่รวมค่า Marketing และ Operation ต่าง ๆ

และคาดว่าจะคืนทุนภายในระยะเวลา 6 ปี

สุดท้ายแล้วเป้าหมายที่อยากจะทำให้ The Grove กลายเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรของคนย่านสายไหม-หทัยราษฎร์

และสามารถ Break Even Point ภายในเวลา 6 ปี จะเป็นอย่างที่บุรินทร์ตั้งเป้าไว้หรือไม่ คงเป็นสิ่งที่ต้องมาดูกันต่อไป

แต่ประโยคหนึ่งที่บุรินทร์พูดกับเราในระหว่างที่สัมภาษณ์ นั่นคือ

“ถ้าทำอะไรต้องใส่ใจค้นคว้าพัฒนา เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

 

ทีเอ็มบีรุกเอสเอ็มอี รับ – จ่ายผ่าน QR Code

ทีเอ็มบีเดินหน้ากระตุ้นการรับ-จ่ายผ่าน QR Code ที่สะดวก ใช้ง่าย รองรับสังคมไร้เงินสด พร้อมต่อยอดโมบาลย์แอปฯ “TMB Business TOUCH” สร้าง QR Code เพิ่มช่องทางรับเงิน อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บุกย่านค้าขายสำคัญกลางกรุงสำเพ็ง – เยาวราช เชิญชวนร้านค้าร้านอาหารทดลองประสบการณ์รับเงินผ่าน QR Code ผ่านโมบาลย์แอปพลิเคชัน ซึ่งจะพร้อมใช้บริการทุกพื้นที่ได้ตามกำหนดในปลายปีนี้

นางสาวเทียนทิพย์  นาราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีเอ็มบีมีจุดยืนชัดเจนในการนำเสนอเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า (Need Based) ได้ เพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวก (Simple & Easy) ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ ซึ่งทีเอ็มบีได้พัฒนาระบบการชำระเงินด้วย QR Code ให้เป็น Total Solution ที่ออกแบบให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าบุคคล

สำหรับเอสเอ็มอี QR Code คือเครื่องมือดิจิทัลที่เป็นมาตรฐานที่ยอมรับระดับสากล ที่ช่วยให้ร้านค้า “รับง่าย จ่ายคล่อง” โดยสามารถใช้ผ่านโมบายล์แอปพลิเคชัน TMB Business TOUCH เพื่อสร้าง QR Code สำหรับรับเงินเข้าบัญชีเจ้าของได้โดยทันที ลดภาระการจัดเก็บเงินสด ไม่ต้องแลกเหรียญ ไม่ต้องเตรียมเงินทอน หมดปัญหาการต้องนำเอาเงินสดไปเข้าธนาคารทุกๆ วัน ลดความเสี่ยงการรับธนบัตรปลอม หมดกังวลเรื่องการควบคุมการรั่วไหล และสำคัญคือไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและยังช่วยเพิ่มช่องทางรับชำระเงิน เพื่อลูกค้ามีทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่สำเพ็ง – เยาวราช สนใจทดลองใช้ QR Code มากขึ้น ทีเอ็มบี ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ โดยลูกค้าจะได้รับเงินคืนมูลค่า 100 บาท เพียงรับเงินผ่าน TMB QR Code ทุก 1,000 บาท สูงสุด 500 บาทต่อร้านค้า สำหรับยอดรับเงินภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560

ในปัจจุบันมีลูกค้าเอสเอ็มอีที่ใช้งานโมบายล์แอปพลิเคชัน TMB Business TOUCH เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและภายในปี 2564 จะมีลูกค้ารายใหม่มาใช้บริการเพิ่มขึ้น ประมาณ 100,000 ราย หรืออัตราการเติบโตอยู่ที่ 10-15% ต่อปี

ร้านค้าที่สนใจบริการใช้โมบาลย์แอปพลิเคชัน TMB Business TOUCH เพื่อสร้าง QR Code รับเงิน สามารถติดต่อเปิดบัญชีเพื่อธุรกิจ TMB SME One Bank ได้ที่สาขาของทีเอ็มบีทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ TMB SME โทร. 02-828-2828 ทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร

รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 299 1953/ 02 242 3260/ 089 967 1411

รู้จักอาชีพ ‘นักร้องไกด์’ ก่อนนักร้องจริงจะลงเสียงได้ ต้องมีคนไกด์ให้ก่อน

เรารู้จัก เพลง ต้องตา จิตดี ในฐานะนักร้องนำวง Plastic Plastic ที่เพิ่งจะมามีโอกาสได้พูดคุยกันจากการเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนปริญญาโท

และบทสนทนาของเรากับเพลงระหว่างที่แอบอาจารย์คุยตอนสอน ก็นำพาให้เรารู้จักอีกอาชีพหนึ่งของเพลงที่ไม่ได้เป็นแค่นักร้องนำ แต่ยังรวมถึงการเป็น ‘นักร้องไกด์’ ซึ่งถืออาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการดนตรีอย่างเรา

สุดท้ายความน่าสนใจนี้ ก็พัฒนาจากการพูดคุยทั่วไปจนกลายมาเป็นบทสัมภาษณ์

และทำให้เราได้รู้ว่ากว่าเพลงประกอบโฆษณาเพลงนึงจะสามารถ Launch ออกมาสู่สื่อต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคอย่างเราฟังบ้าง-ไม่ฟังบ้างได้ ล้วนแต่ต้องผ่าน ‘ความตั้งใจ’ ของคนเบื้องหลังหลายขั้นตอนมากเลยทีเดียว

ทำไมต้องมีคนร้องไกด์ ร้องเลยไม่ได้หรอ? 

เพลงเริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า นักร้องที่มาร้องไกด์ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในวงการมาก่อนหน้า โปรดิวเซอร์จะดึงคนที่ตัวเองรู้จักมาช่วยร้องให้ ด้วยเหตุผลของความง่ายและรู้เอกลักษณ์ของคน ๆ นั้นอยู่แล้วว่ามีเนื้อเสียงเป็นยังไง

ส่วนคำถามที่ว่านักร้องไกด์มีความสำคัญยังไง ในเมื่อสุดท้ายแล้วโปรดิวเซอร์ก็ต้องมาบรีฟนักร้องที่จริงทีหลังอยู่ดี แบบนี้แล้วให้คนที่จะลงเสียงจริงมาร้องไปเลยจะไม่ง่ายกว่าหรอ?

เพลงยกตัวอย่างการร้องไกด์ให้กับงานโฆษณา มาพูดให้เราเห็นภาพมากขึ้น แล้วอธิบายต่อไปว่า

“ความสำคัญหลัก ๆ ของการร้องไกด์ คือการทำให้ลูกค้าได้เห็นภาพว่าเพลงประกอบโฆษณาที่ออกมามันจะมี Mood & Tone เป็นยังไง แล้วการร้องไกด์ก็ยังแบ่งออกเป็นอีก 2 แบบนะ คือร้องไกด์ที่อาจจะได้ลงเสียงในงานจริง ๆ เลย กับแบบที่สองคือการร้องไกด์ที่เรารู้ว่ายังไงก็ไม่ได้ลงเสียงในงานจริง ๆ แน่ ๆ

แบบแรกคือเมื่อได้โจทย์มาโปรดิวเซอร์ก็จะเรียกนักร้องไกด์ไปแคสงานประมาณ 3 คน แล้วส่งต่อให้เอเยนซี่ จากนั้นเอเยนซี่ก็จะส่งให้ลูกค้าไปเลือกอีกต่อนึงว่าชอบเสียงใครมากที่สุด แล้วคนนั้นก็จะได้ร้องจริง

ส่วนแบบที่สองคือการร้องไกด์ที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ได้ลงเสียงจริงแแน่ ๆ แต่จะเอาไปให้นักร้องระดับแมสที่มีคนรู้จักเยอะ ๆ มาร้องต่อ เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้ากำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากจะได้ใครมาร้อง”

(ผลงานการร้องไกด์ของเพลง ที่สุดท้ายได้ร้องลงเสียงจริง)

การร้องไกด์ คือต้องทิ้งความเป็นตัวเองทุกอย่าง แล้วทำตาม Brief ที่ได้รับมา

หากเคยฟังเพลงของ Plastic Plastic จะรู้ดีว่านี่คือผลลัพธ์ทางความคิดที่เพลงใส่ความเป็นตัวเองลงไปแบบเต็มที่

แต่พอมาเป็นงานร้องไกด์เพลงกลับต้องทิ้งความเป็นตัวเองไปทุกอย่างแล้วทำตาม Brief ให้ได้มากที่สุด

“บางทีการไม่ได้เป็นตัวเองมันก็สนุกดีนะ เหมือนได้ท้าทายความสามารถตัวเองไปเรื่อย ๆ มีอยู่งานนึงที่ต้องไปร้องเพลงฝรั่งเศส แต่เราพูดฝรั่งเศสไม่ได้เลย คิดไว้แล้วว่ายังไงก็คงไม่ได้งานนี้แน่ ๆ แต่ก็ลองไปดู แล้วสุดท้ายก็ได้งานนี้มา

พูดไม่ได้แล้วแบบนี้ร้องได้ไงล่ะ? ตอนนั้นเขาให้คนที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสมาร้องให้เราฟังก่อนทีนึง ว่าสำเนียงมันต้องเป็นยังไง ออกเสียงแบบไหน แล้วเราค่อยเอาเสียงของเราไปลงเสียงจริง

อย่างมีอีกงานที่ต้องร้องเพลงญี่ปุ่น แม้จะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ก็ยังโชคดีว่าที่ผ่านมาเคยฟังเพลงญี่ปุ่นมาบ้าง ก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี”

(วินาทีที่ 8.26 คือเสียงร้องของเพลงในภาษาฝรั่งเศส)

ยิ่งร้องให้คนจำเสียงไม่ได้เท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสได้งานมากเท่านั้น

การมีเอกลักษณ์ในเสียงตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เพลงกลับบอกว่าคนที่จะได้งานร้องไกด์เยอะ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนที่ ‘ร้องแล้วไม่มีใครจำได้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร’ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการร้องได้หลากหลายแนว รับงานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเด็ก เสียงผู้ใหญ่ หรือเสียงแบบทรงพลังก็ตาม

ส่วนสำหรับตัวเพลงเอง มักจะถนัดแนวเสียงใส ๆ และนั่นก็ทำให้งานที่ได้รับมักจะเป็นในแนวนั้นซะส่วนใหญ่ด้วย

การแข่งขันในวงการร้องไกด์ มันเหมือนการ Casting งานของดาราไหม

เมื่อเราลองเปรียบเทียบแล้วถามเพลงว่า การเข้าไปแคสงานร้องไกด์แต่ละที มันมีการแข่งขันกันเพื่อที่จะได้งานนั้น ๆ มาเหมือนกับการแคสดาราไหม ?

สิ่งที่เพลงตอบเรากลับมาก็คือ “สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ว่าเขาคิดว่านั่นคือการแข่งขันไหม แต่สำหรับเรา เวลาร้องไกด์เราไม่ได้แคร์คนอื่นมากไปกว่า Brief ที่ได้รับมาจากลูกค้า

คิดว่ามันอยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละคนมากกว่า ว่าจะเหมาะกับงานนั้นไหม และด้วยความที่เนื้อเสียงของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้ว่าจะแข่งกันยังไงด้วยแหละมั้ง”

นักร้องไกด์ทุกคนจะมี Rate Card เป็นของตัวเอง

เป็นปกติที่ลูกค้าจะต้องถามเรทราคาก่อนจะเรียกมาร้อง ว่านักร้องคนนั้นคิดราคาเท่าไหร่ และสำหรับตัวเพลงเองก็มี Rate Cardเป็นของตัวเองอยู่เหมือนกัน

โดยเพลง ‘ใช้ราคาตลาดเป็นตัวกำหนด’ ว่านักร้องไกด์ส่วนใหญ่คิดกันเท่าไหร่ แล้วนำเกณฑ์นั้นมาปรับให้เป็นราคาของตัวเอง

ซึ่งจะใช้หน่วยวัดของ ‘ความยาวในการร้อง’ เช่นร้องครึ่งนาทีก็จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท แต่ถ้าเป็นนักร้องระดับ Mass ที่มีคนรู้จักก็จะมีราคาแพงกว่านั้นเป็นหลายเท่าตัว

แต่ถึงอย่างนั้นหากนักร้องไกด์คนไหนเข้ามาแคสงานแล้วไม่ได้ร้องจริง ก็จะมีค่าเสียเวลาเพิ่มให้ด้วย, ในทางเดียวกันหากนักร้องคนไหนได้ร้องไกด์ ก็จะได้ทั้งค่าเสียเวลาที่มาแคสและค่าที่มาลงเสียงจริงเป็นสองต่อ

เพลงโฆษณาความยาวไม่กี่นาที แต่ใช้เงินทีเกือบแสนบาท

เพลงประกอบโฆษณาที่เราฟังกันสั้น ๆ ไม่กี่นาที แต่เชื่อไหมว่าต้นทุนในการทำแต่ละครั้งนั้นมีราคาแพงถึงเกือบแสนบาท เพราะมันไม่ใช่แค่ค่านักร้องไกด์ แต่ยังรวมไปถึงค่านักร้องที่ลงเสียงจริง ค่าโปรดิวเซอร์ที่ต้องใช้ทั้งต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์รวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำเพลงที่เครื่องนึงก็มีราคาหลายหมื่นบาท

ยิ่งถ้าหากเพลงประกอบโฆษณานั้น ๆ ถูกนำไปปล่อยในสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ ก็จะมีค่า Process ต่าง ๆ ที่แพงกว่าสื่อออนไลน์

และแม้จะต้องเสียเงินและเวลาจำนวนมากในการทำ แต่ถึงอย่างนั้นการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายกว่าที่ถูกกว่าการซื้อเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้วมาใช้ในงานโฆษณาอยู่ดี

ถ้าจะให้ Wrap-Up ในบทสัมภาษณ์ให้เข้าใจง่าย ๆ สรุปแล้วการร้องไกด์ก็คือการร้อง ‘เพื่อเป็นแนวทาง’ ก่อนที่จะลงเสียงจริงเพื่อให้เห็นภาพว่างานที่ออกมามันจะเป็นยังไง

และตัวนักร้องไกด์เองก็มีสิทธิที่จะได้ลงเสียงจริงในงานนั้น ๆ เมื่อลูกค้าชอบ Mood & Tone ที่ออกมา เว้นแต่ในกรณีที่ว่าตัวลูกค้าวางนักร้องหลักไว้แล้วว่าอยากให้เป็นใคร

นอกจากนั้นแล้วการร้องไกด์ก็ไม่ได้มีแค่กับในงานโฆษณา เพราะกับงานเพลงทั่วไปก็มีการร้องไกด์ด้วยเหมือนกัน

และสุดท้ายแม้อาชีพ ‘นักร้องไกด์’ จะถือเป็นอาชีพเล็ก ๆ ของคนเบื้องหลัง ที่แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าของเสียงร้องในงานนั้นเป็นใคร

แต่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้ภาพรวมของเพลงประกอบโฆษณาหรือที่ในภาษาทางการตลาดเรียกว่า ‘Music Marketing’ ออกมาสมบูรณ์แบบ

และนั่นก็อาจจะนำไปสู่การจดจำแบรนด์ของผู้บริโภคในที่สุด

 

-iSM ลัทธิใหม่ที่กล้าสร้างความแตกต่างให้กับโฆษณาไทย

จากการดูโฆษณาความยาวกว่า 10 นาทีของสเปรย์ไล่จิ้งจกแบรนด์หนึ่ง นำพาให้เราเกิดความรู้สึกสงสัยว่าใครกันคือคนทำโฆษณาที่กล้านำเอาความกลัวมาบวกรวมกับแบรนด์ได้อย่างสนุกสนาน แถมดึงให้เราดูได้จนจบได้แบบนี้

และนั่นก็ทำให้เราได้พบคำตอบว่าเจ้าของไอเดียโฆษณาที่ได้รับ Feedback จากผู้คนอย่างถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นยอดวิวกว่า 1 ล้านวิว ภายใน 1 วัน ยอดไลค์ 20,000 กว่าไลค์ และยอดแชร์ 7,000 กว่าแชร์ กลับเป็นเอเยนซี่น้องใหม่ที่เพิ่งตั้งมาแค่ 1 เดือนเท่านั้น

และเอเยนซี่ที่ว่าก็คือ -iSM ที่เมื่อพอได้ติดต่อไปพูดคุย จึงทำให้เราได้รู้ว่า แม้ชื่อของ -iSM จะเป็นอะไรที่ใหม่ในวงการโฆษณาไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับเป็นการรวมตัวของ 3 Founder มือฉมังที่คลุกคลีกับงานโฆษณาและฝากผลงานชื่อดังเอาไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ อดีต Creative Director จาก Ogilvy Branded Entertainment ผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณา Focus เบลอว่ารักแถบ, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงและ Countdown จากค่าย GDH 559
และคนสุดท้ายคือ พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี ผู้กำกับจาก Hello Filmmaker เจ้าของผลงาน MV เพลงขอ ของวง Lomosonic

#ตัวท็อปทั้งนั้น

จากความเชื่อที่คล้ายกัน นำพามาสู่การสร้างลัทธิ

-iSM เกิดจากความชอบและความเชื่อที่เหมือนกันของ อู๊ด บาส และพงศ์ สะท้อนได้จากผลงานของทั้ง 3 คน ที่จะมีกลิ่นอายบางอย่างคล้ายคลึงกันอยู่ พวกเขาจึงตัดสินใจลงขันร่วมกัน เพื่อมาสร้างลัทธิการทำโฆษณาที่แตกต่างออกไปจากสิ่งเดิม ๆ ที่มีอยู่ในตลาด

โดยพวกเขานิยามว่า -iSM คือ Branded Entertainment Agency ที่มีจุดเด่นของการส่งเสริมแบรนด์ในรูปแบบ Entertainment

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือมันจะไม่ใช่แค่โฆษณาที่แค่เอาไว้ขายของ แต่ต้องเป็นโฆษณาที่ให้อะไรบางอย่างกลับไปเพื่อตอบแทนคนดูที่อุตส่าห์เสียเวลามาดูโฆษณา

และค่าตอบแทนนั้นก็คือความสุข-ความสนุกที่ได้ดูเนื้อเรื่อง ไม่ต่างจากการดู Short Film หรือ MV ยังไงอย่างงั้น

เพียงแต่ความเป็น Branded Entertainment มันจะมีเรื่องของแบรนด์เข้าแทรกในการรับรู้เท่านั้นเอง

เปลี่ยนสิ่งที่แบรนด์ต้องการบอกกับคน ให้กลายมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนาน

ถ้าจะให้อธิบายว่าทำไมงานของ -iSM ถึงสามารถทำออกมาได้อย่างสนุก, ผู้คนเข้าใจ Message ที่แบรนด์ต้องการจะบอกได้ แม้ไม่ได้พูดแบบ Hard Sale เลยก็ตาม

ก็คงจะต้องขอยกตัวอย่างโฆษณาของแบรนด์สเปรย์ไล่จิ้งจก NoGecko ซึ่งถือเป็นงานชิ้นแรกของ -iSM มาอธิบายให้ทุกคนได้เห็นภาพกันมากขึ้น

“จากโจทย์ของลูกค้าที่ต้องการเล่นกับความกลัวของผู้คน ซึ่งหมายถึงการกลัวจิ้งจกแล้วให้สเปรย์มาช่วยจัดการความกลัวออกไปได้

พวกเราเลยตีความเรื่องออกมาใหม่ โดยใช้ความกลัวเป็น Base ในการเล่าเรื่อง พร้อมกับใส่เรื่องของความรักเข้าไปเพื่อดึงคนเข้ามาดู แต่ไม่ใช่รักใส ๆ เพราะสุดท้ายมันมาหักมุมด้วยเรื่องของการคุกคามทางเพศ

แล้วถ้าได้ดูกัน จะเห็นว่าภายในหนังมีช็อตที่เห็นตัวโปรดักท์แค่ตอนท้ายเท่านั้น ที่ทำแบบนี้ก็เพราะเราไม่ได้อยากให้คนดูรู้สึกอึดอัดจนเกินไป

แต่สุดท้ายคนก็ยังสามารถรีเลทกลับไปที่แบรนด์ได้ เพราะเราใส่รายละเอียดต่าง ๆ ของแบรนด์ ลงไปเนื้อเรื่อง อย่างช็อตที่พูดถึงจิ้งจกในลิฟท์ ก็เหมือนกับสถานการณ์จริงที่เราคุยกับเพื่อนเรื่องกลัวจิ้งจก

หรือยังตอนสุดท้ายที่ตัวละครผู้หญิงเอาตัวรอดจากความกลัวมาได้ด้วยตัวโปรดักท์ ก็เพราะต้องการบอกว่าสเปรย์นี้คือสิ่งที่ทำให้หลุดพ้นจากความกลัวได้” – พงศ์ / อู๊ด

ทำงาน Mass ในรูปแบบใหม่ ๆ

แม้ผลงานของทั้ง 3 จะออกมาเป็นงานใหม่ ๆ ที่เรายังไม่ค่อยเห็นโฆษณาสไตล์นี้ในประเทศไทย แต่พวกเขากลับบอกว่า สิ่งที่ -iSM กำลังทำอยู่ หรือผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาคืองาน Mass ทั้งนั้น

“ผมว่าเรากำลังเข้าใจความหมายของคำว่า Mass ผิดไป จริง ๆ แล้ว Mass มันหมายถึงหมู่มาก และงานของ -iSM ก็เป็นอะไรที่เข้าถึงคนหมู่มากได้เช่นกัน ยกตัวอย่างงานสเปรย์ไล่จิ้งจก ก็เป็นงานที่เอาเรื่องความรัก เรื่องการคุกคามทางเพศ เรื่องความกลัวมาเล่า ซึ่งมันเป็นประเด็นที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้

สังเกตดูดี ๆ ว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่อะไรที่เข้าใจยากเลยนะ

เพียงแต่ความ Mass ของเราคือความ Mass ของการเล่าเรื่องแบบใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครทำมาก่อนเท่านั้นเอง เราชอบทำอะไรใหม่ ๆ เพราะรู้สึกว่า ถ้ายังคงทำตามในสิ่งที่เคยสำเร็จมาก่อน สุดท้ายคนก็จะเบื่อ และความสนุกมันก็จะถูกลดทอนไปเรื่อย ๆ ความน่าสนใจก็จะมีน้อยลง” -พงศ์

เปรียบทุกโปรเจ็คที่ทำ เหมือนการเลี้ยงลูกคนนึง

เรามีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเอเยนซี่โฆษณา แล้วตัดสินใจลาออกมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่รู้จะเหนื่อยหามรุ่งหามค่ำเพื่อทำงานที่สุดท้ายแล้วก็เป็นงานของคนอื่นไปเพื่ออะไร”

ในฐานะที่ทั้ง 3 คลุกคลีอยู่กับวงการโฆษณา แถมยังมีไฟแรงที่ออกมาเปิด -iSM ใหม่ เราจึงถามไปว่าพวกเขาคิดยังไงกับคำพูดที่ว่านี้ และบาสก็รับหน้าที่ในการตอบคำถามนี้ว่า

“ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อยนะ เพราะหนึ่งในเครื่องมือของการทำงานโฆษณาก็คือสมองที่เราต้องพกไปทุกที่ แต่มันเหนื่อยแบบมีความสุขไง

พวกเราเปรียบเทียบการทำแต่ละโปรเจ็คให้ลูกค้าเหมือนกับการเลี้ยงเด็ก เพราะผมเคยเลี้ยงเด็กมาก่อนเลยรู้ว่ามันใช้พลังเยอะมาก แต่ไม่ใช่ลูกตัวเองนะ ยังโสดอยู่ (หัวเราะ)

ซึ่งลูกค้าก็เปรียบเหมือนแม่เด็ก ที่การที่เขาจะมอบหมายให้เราดูแลลูกได้ นั่นหมายถึงความไว้ใจที่เขามีต่อตัวเรา พอเราเห็นลูกเราเติบโต เห็นงานเติบโต เราก็ภูมิใจที่เราส่งลูกกลับไปให้แม่เด็กได้อย่างมีความสุข”

ดึกแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่มันสนุก !

อย่างที่หลายคนรู้กัน ว่าการทำงานในเอเยนซี่โฆษณาเป็นสิ่งที่ต้องใช้การทุ่มเทแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก เมื่อถามว่าแล้วแบบนี้ทั้ง 3 คนทำงานกันวันละกี่ชั่วโมง คำตอบที่ได้กลับมาคือ “ทำงานอยู่แทบจะตลอดเวลา”

ฟังแวบแรกอาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่น้ำเสียงของคำว่า “ทำงานอยู่แทบจะตลอดเวลา” ของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสุข ที่ยังขยายข้อความข้างต้นต่ออีกว่า

“ต่อให้พวกผม 3 คนไม่เจอหน้ากัน กลับบ้านไปก็ยังต้องคิดงานกันอยู่ดี มันเป็นความเหนื่อยที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุข เป็นเหมือน Work & Travel

ที่สำคัญคงต้องยกเครดิตให้ลูกค้า ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้พูดในสิ่งที่อยากพูดอาจจะเป็นเพราะ Position พวกเราชัดเจนด้วยแหละมั้ง เขาเลยเข้าใจว่างานของ -iSM มันจะออกมาเป็นยังไง

ย้อนกลับไปในคำถามเมื่อกี๊ว่าสุดท้ายแล้วเราเหนื่อยไปเพื่องานคนอื่นเพื่ออะไร ผมคิดว่ามันเป็น win-win situation มากกว่า ลูกค้าได้ฟีดแบคในด้านของแบรนด์

ส่วนพวกผมก็มีความสุข ที่ได้ทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ ได้ท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

และแม้จะเป็นเอเยนซี่ที่เปิดตัวมาได้เพียงแค่เดือนกว่า ๆ แต่ทั้ง 3 ก็ยังแอบแย้มให้เราฟังว่า ยังมีอีก 4 โปรเจ็คของลูกค้าที่รอให้พวกเขาสร้างสรรค์งานโฆษณาให้อยู่

แถมยังมีคิวจองไปถึงต้นปีหน้า

ที่ล้วนแต่เป็นลูกค้า ที่มีความเชื่อในแบบเดียวกับลัทธิ -iSM ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อของการเห็นคุณค่าในตัวแบรนด์ ที่ไม่ได้ยัดเยียดการขายของให้ผู้บริโภครู้สึกอึดอัดกันจนเกินไปแต่เพียงอย่างเดียว

ขอบคุณสถานที่ : ONE DAY

ครีเอทีฟออกมาขอโทษที่ทำโฆษณาจนสร้างค่านิยมความสวยแบบผิดๆ ให้กับผู้หญิง

กี่ยุคกี่สมัยแล้วที่โฆษณาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง มักจะออกมาสร้างค่านิยม ‘ความสวยในแบบผิดๆ ‘ จนทำให้ตรรกะความสวยในความคิดของพวกเธอผิดเพี้ยนไป

ไม่ว่าจะเป็นผมยาวสลวยที่ความจริงแล้วเกิดจากการรีทัชในโปรแกรม photoshop

ผิวเนียนขาวที่เกิดจากการเอาบรัชออนมาเฉดที่ตัว

เอว S คอดที่เกิดจากทั้งการปรับแต่งด้วยแปรงแต่งหน้าและโปรแกรมในคอมพิวเตอร์

และมันก็ทำให้ผู้หญิงหลายคน อยากจะสวยเหมือนกับนางแบบบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่า มันก็เป็นแค่เพียงภาพลวงตา ที่เธอสร้างขึ้นมาให้ฉัน ตายใจ! 

ซึ่งผลลัพธ์ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของการกินยาลดความอ้วน กินกลูต้าเถื่อนเพิ่มความขาว จนกลายเป็นข่าวคราวที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ และนำมาสู่ปัญหาที่ฝังรากลึกลงไปในใจยากจะแก้ไข นั่นคือปัญหาของความไม่มั่นใจในตัวเอง 

แต่ Creative ของโฆษณา Wacoal ตัวล่าสุด กลับกล้าออกมาพูดความจริงกับผู้คน ออกมาขอโทษที่เคยสร้างค่านิยมผิด ๆ ให้กับผู้หญิงไทย พร้อมสร้างค่านิยมใหม่ให้ผู้หญิงมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าสวยในแบบที่ตัวเองเป็น

ด้วยการกล้าเลือกผู้หญิงที่ไม่ได้หุ่นดีมาก ผิวขาวมาก หรือเพอร์เฟ็กต์มาก แต่กลับเลือกผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริงมาเป็นนางแบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการโฆษณาไทย ที่กล้าจะพูดแบบตรงไปตรงมากับผู้บริโภค

ส่วนการเลือกผู้หญิงธรรมดา ๆ มาเป็นนางแบบโฆษณาจะทำให้สินค้าขายได้ไหม ? แล้วภาพลักษณ์ของแบรนด์จะออกมาเป็นอย่างไร

ลองหาคำตอบได้จากคลิปด้านล่างนี้

สวยที่สุดจากข้างใน (Beauty Inside) คือแนวคิดหลักในการทำโฆษณาของทางวาโก้ ที่ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญไหน ๆ แนวคิดนี้ก็จะถูกนำมาเป็น Core หลักของชิ้นงาน

จากประสบการณ์ 40 กว่าปีในการทำบรา วาโก้จึงมีความเชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ พร้อมข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับความแตกต่างของรูปร่างของผู้หญิงแต่ละคัพ และพบว่าแม้พวกเธอมีสรีระ ทรวดทรง น้ำหนัก ส่วนสูงที่แตกต่างกันออกไป แต่กลับมีปัญหาเดียวกันนั่นคือความคับอกคับใจที่ไม่มั่นใจในหน้าอกของตัวเอง

และ Insight ตรงนี้ก็กลายมาเป็น  SMOOTH BRA FIXERS บราที่ออกแบบฟองน้ำให้แตกต่างกันทุก Cup Size เพื่อให้ผู้หญิงสวย…สบายในแบบที่ตัวเองเป็น เหมาะสำหรับสาวทุก ๆ คัพ ไม่ว่าจะเป็น

A-B Cup Size คัพยอดนิยมของสาว ๆ ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสาวไทยอย่างเรา ด้วยขนาดเต้าทรงที่เล็ก เนื้ออกน้อย ทำให้ปัญหาที่มักจะพบบ่อยในสาวคัพ A-B คือใส่บราได้ไม่เต็มเต้า หน้าอกไม่มีความพุ่งชัน เนินอกแบนราบ ถ้าเลือกใส่บราที่ไม่มีฟังก์ชั่นช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็จะทำให้หมดความมั่นใจเวลาใส่ชุดที่ต้องโชว์เนินอก

Smooth Bra Fixers A-B cup size จึงเป็นบราที่จะช่วยแก้ปัญหาหนักใจให้กับสาวคัพเล็ก ด้วยนวัตกรรมฟองน้ำแบบพิเศษที่ออกแบบมาให้สอดรับกับฐานเต้าทรงได้อย่างพอดี ฟองน้ำจะช่วยดันทรวงอกให้อวบอิ่มเต็มคัพ เนินอกพุ่งชันเป็นธรรมชาติ สวยตามคัพไซซ์ โครงบราช่วยกระชับฐานเต้าให้ชิดสวย หน้าอกดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น ใส่ชุดคอกว้างอวดเนินอกได้อย่างมั่นใจ

 

C-D Cup Size สาวคัพนี้จะมีขนาดเต้าทรงที่พอเหมาะพอดี ทรงสวย ใส่ชุดชั้นในได้เต็มเต้า แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะโอกาสที่หน้าอกของสาวคัพ C-D จะหย่อนคล้อยไปตามแรงโน้มถ่วงโลกก็มีเหมือนกัน ด้วยขนาดเต้าทรงที่ใหญ่ เนื้ออกเริ่มเผละออกข้าง ฐานอกกว้าง หากเลือกบราที่ไม่พอดีคัพและไม่ช่วยประคองเต้าทรง ก็อาจจะทำให้หน้าอกเสียทรงได้

Smooth Bra Fixers C-D Cup Size จึงมาพร้อมนวัตกรรมฟองน้ำ 2 ตำแหน่ง บริเวณฐานเต้าเป็นฟองน้ำขนาดใหญ่ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักของเต้าทรงได้อย่างพอดี กระชับฐานเต้าให้ชิดสวย ไม่เลื่อนหลุดจนผิดรูป ด้านบนเป็นฟองน้ำขนาดเล็กที่ช่วยเติมเต็มเนื้อเนินอก ทำให้เนินอกพุ่งสวย เนื้ออกเต็มคัพ ร่องอกชิด ด้านข้างลำตัวออกแบบให้มีขนาดกว้างเพื่อโอบกระชับเนื้อให้เนียนเรียบ ไม่ปลิ้น ไม่เผละออกข้าง สวยมั่นใจทุกชุด

E-F Cup Size คัพใหญ่ใครว่าฟิน? เพราะสาวคัพ E-F จะมีเนื้อหน้าอกมาก ฐานเต้าทรงกว้าง หน้าอกพุ่งชัน แต่ปัญหาที่มักจะตามมาก็คือความหย่อนคล้อยก่อนวัยอันควร ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก และเนื้อเผละออกข้าง หากสวมบราที่ไม่รองรับ ประคับประคองเต้าอย่างพอดี ก็อาจจะทำให้หน้าอกที่คิดว่าน่าอิจกลายเป็นน่าอี๋เพราะเสียรูปเสียทรงได้

Smooth Bra Fixers E-F Cup Size จึงถูกออกแบบมาเพื่อขจัดทุกปัญหาของสาวคัพใหญ่ ด้วยนวัตกรรมฟองน้ำ 3 ตำแหน่งที่รองรับเต้าทรงที่มีน้ำหนักมากของสาว E-F ได้อย่างพอดี ทั้งยังช่วยประคองเต้าให้เป็นทรงสวย เติมเนื้อหน้าอกให้เต็ม และเก็บเนื้อส่วนเกิน ทำให้ไม่เทอะทะและไม่อึดอัด ด้านข้างลำตัวออกแบบให้มีขนาดกว้างพิเศษเพื่อโอบกระชับเนียนเรียบตลอดลำตัว พร้อมตะขอ 3 แถวปรับระดับความกระชับได้ตามต้องการ

และที่บอกว่ามันเหมาะกับสาวทุก ๆ คัพไซส์ ก็เพราะ SMOOTH BRA FIXERS  ทุกตัวนั้นเกิดมาจากการวิเคราะห์รูปร่าง โครงสร้างและขนาดของเต้าทรง ที่ครอบคลุมทุกความหลากหลายของหน้าอกสาว ๆ

ไม่จำเป็นจะต้องไปเปลี่ยนตัวเองให้สวยเหมือนใคร แค่หาสิ่งที่ใช่และเหมาะสมกับตัวเองก็เป็นพอ

 

‘ให้ไปเกิด’ ร้านของเล่นแบกะดิน ที่กำลังจะกลายเป็นอาณาจักรโมเดลบนพื้นที่กว่า 1,200 ตรม.

ร้านของเล่นแบกะดิน ที่พัฒนาไปสู่อาณาจักรโมเดลบนพื้นที่กว่า 1,200 ตรม.

จากบทสนทนาระหว่างเราและน้าบิ๊กคิกคาปู้ รุ่นพี่ในออฟฟิศที่ไม่ได้มีความเก่งแค่เรื่องของงานเขียน แต่ยังรวมไปถึงความรู้ในการขายโมเดลญี่ปุ่นและเซนเซย่า นำพาให้เรารู้จักกับเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่น้าบิ๊กเล่าให้เราฟังว่าเขาคือเจ้าของร้านขายโมเดลหลายพันตัว ที่เริ่มทำธุรกิจด้วยการปูเสื่อขายแบกะดินมาก่อน

จนถึงปัจจุบันร้านขายโมเดลที่ว่าก็กำลังมีดีลธุรกิจกับบริษัทผู้พัฒนาทางด้านอสังหารายใหญ่ของไทยอย่าง ทีซีซี แลนด์ อีกหนึ่งธุรกิจของเจ้าสัวเจริญ หรือ ‘เจ้าของไทยเบฟฯ’

ด้วยการที่ทีซีซี แลนด์ จะมอบพื้นที่กว่า 1,200 ตรม. หรือเกือบ 1 ชั้นของพันธุ์ทิพย์บางกะปิ ให้ร้านโมเดลแห่งนี้ไปบริหารจัดการ โดยการสร้างเป็นอาณาจักรโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

และด้วย Story ที่น่าสนใจขนาดนี้ Marketeer ไม่รอช้ารีบติดต่อไปพูดคุยกับเจ้าของร้านโมเดลที่ว่า จนทำให้เราได้รู้จักกับคุณ ปู เศรษฐกร เกษสม ที่กล้าตั้งชื่อร้าน แบบที่ใครฟังในแวบแรกก็ต้องสงสัยอย่าง ให้ไปเกิด

แล้วชื่อร้านนี้มันเกี่ยวข้องกับการขายโมเดลได้ยังไง ?

อะไรคือจุดพลิกผันที่ทำให้ร้านขายของเล่นแบกะดินกลายเป็นธุรกิจ ที่มีดีลกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ ?

วันนี้เราได้ไปหาคำตอบมาให้กับทุกคน ส่งตรงจากร้านให้ไปเกิดสาขาศรีนครินทร์ ที่อยู่บทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้แล้ว

จากข้าราชการลูกจ้าง ที่หาโอกาสออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะมาทำธุรกิจขายของเล่น เดิมทีคุณปูเคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวในหน่วยงานราชการอย่างกรมส่งเสริมการส่งออก ที่พอมีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการที่เข้ามาติดต่อหลายราย

จนกระทั่งวันหนึ่งมีเจ้าของธุรกิจชักชวนคุณปูให้ออกมาช่วยงานในตำแหน่งของผู้จัดการฝ่ายการตลาด ซึ่งการลาออกมาครั้งนี้ทำให้เขาได้รู้จักกับเจ้าของโรงงานขายของเล่นจากจีนและนำเงิน 3,000-4,000 พันบาทไปซื้อของเล่นแล้วรับมาขายแบบแบกะดินต่อที่สวนหลวงร.9

เอาตระกร้าที่แบกของมาตั้งเป็นโต๊ะแล้ววางขาย ตั้งแต่ของเล่นใส่ถ่านก๊อกแก๊กทั่วไป หรือแม้กระทั่งไก่ไขลานราคาถูก ๆ ก็มี

เก็บเงินจากการขายแบกะดิน จนไปเปิดหน้าร้านบนห้างฯ ได้

ด้วยความที่ของเล่นจากจีนเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย คู่แข่งที่อยู่บริเวณเดียวกันจึงมีมากถึง 3-4 ร้าน คุณปูมองว่าหากยังอยู่ตรงนี้ต่อไปคงจะต้องเจอกับปัญหาอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเป็นแน่ จึงตัดสินใจนำเงินที่เก็บได้จากการขายของ ไปเปิดเป็นหน้าร้านบนห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์

“ด้วยการโฆษณาต่าง ๆ ที่น่าสนใจของทางห้างฯ ทำให้ผมคิดว่ายังไงคงต้องมีคนมาเดินเยอะแล้วทำให้เราขายดีแน่ ๆ ผมเลยตัดสินใจทำสัญญาเช่า แม้จะรู้ว่าการทำร้านบนห้างฯ จะมีค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขที่มากขนาดไหนก็ตาม

แต่พอเอาเขาจริงเขาไม่สามารถดึงคนให้มาเดินได้ ห้างฯเงียบ…..ร้านเราก็เลยพลอยขายไม่ได้ตามไปด้วย แต่สัญญามันเซ็นไปแล้ว ต้องจ่ายค่าเช่า 20,000 ทุกเดือน ค่าใช้จ่ายมันก็มี รายได้ไม่พอกับเงินที่ต้องจ่าย ทำไงละทีนี้ ?

ผมก็เลยตัดสินใจกลับไปขายที่สวนหลวงร.9 เหมือนเดิมในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอตอนเช้าตีสี่ก็ขับรถมาที่ห้างฯแล้วมาจัดของใหม่

จากที่เคยลงทุนค่าเช่า ค่าตกแต่งไปร่วมแสนเพื่อหวังทำให้เป็นหน้าร้านดึงคนเข้ามา คราวนี้มันก็เป็นได้แค่ที่สต็อกของที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในทุกเดือน

สำเพ็ง…..แค่เปลี่ยนเวลาราคาก็ถูกลงกว่าเกือบครึ่ง

“นอกจากโรงงาน สำเพ็งก็ยังเป็นอีกแหล่งที่ผมใช้รับของมาขาย ตอนนั้นต้องไปแทบทุกวัน ไปทีก็ทั้งวันเลย เพราะมันมีร้านขายเยอะมาก แล้วแต่ละร้านก็ราคาไม่เท่ากัน ผมต้องเดินเทียบราคาแล้วจดบันทึกเอาไว้ ดูว่าร้านไหนราคาเท่าไหร่ ต้องซื้อยังไงถึงจะได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด”

ทำอย่างนี้ได้เพียงสองเดือน คุณปูก็เริ่มรู้สึกว่าต้นทุนที่รับมามันน่าจะสามารถทำราคาได้ถูกกว่านี้อีก จึงได้เริ่มลอง Search ใน Google เพื่อหาแหล่งใหม่

และก็ทำให้เขาพบกับตลาดสำเพ็งตอนกลางคืน ,โลเคชั่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเวลาที่เปลี่ยนไป

จากนั้นคุณปูก็ใช้วิธีซื่อ ๆ ด้วยการโทรหาร้านที่รับของมาในตอนกลางวันแล้วถามถึงรายละเอียดในตลาดตอนกลางคืนว่าเป็นยังไง

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมบอก

แต่ถึงอย่างนั้นคุณปูก็ยังไม่ย่อท้อ พยามค้นหาข้อมูลต่อไป จนได้ข้อมูลจากลูกจ้างของร้านค้าตอนกลางวัน ว่าถ้าจะมารับของตอนกลางต้องทำแบบนี้ ๆ และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจขับรถมา จนได้พบกับความจริงว่า ตัวเองโง่มาตั้งนาน

เพราะราคาของตลาดสำเพ็งตอนกลางคืน ถูกกว่าตอนกลางวัน 10-30% และร้านค้าตอนกลางคืนก็ขายส่งให้กับร้านตอนกลางวันเนี่ยแหละ !

และแม้จะได้ของถูกกว่าเดิมแล้ว แต่ด้วยนิสัยของพ่อค้าทำให้เขาคิดว่าจริง ๆ มันน่าจะมีถูกกว่านี้ได้อีกสิ ! คุณปูเลยอาศัยทักษะส่วนตัวอย่างการ ‘กล้าพูดกล้าถาม’ เข้าไปถามพ่อค้าขายส่งในตลาดสำเพ็งตอนกลางคืนว่า

“พี่ถ้าผมซื้อเยอะกว่านี้ จะลดราคาได้อีกไหม” และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับแหล่งรับของแห่งใหม่ นั่นก็คือสินค้าที่ขึ้นมาจากท่าเรือ

ซึ่งของที่ขึ้นจากท่าเรือที่ว่าก็ไม่ได้มีแค่ของเล่นจีน แต่ยังรวมไปถึงของหลุด QC และของเล่นจากญี่ปุ่นอีกด้วย

เริ่มมองหาตลาดใหม่ เพราะตลาดเดิมที่มีอยู่ สู้กันด้วยราคาที่มีแต่ตายกับตาย

ด้วยความกว้างขวางของพ่อค้าขายส่งที่รับของมาจากท่าเรือ จึงทำให้มีพ่อค้าหน้าใหม่เข้ามาในวงการมากขึ้น และนั่นก็ทำให้คู่แข่งของคุณปูมีมากขึ้นตามไปด้วย

ในเมื่อรับมาจากแหล่งเดียวกัน ราคาต้นทุนที่เท่ากัน การแข่งขันจึงอยู่ที่การ ‘ตัดราคา’ ใครขายถูกกว่าก็มีลูกค้ารายปลีกเข้ามาซื้อ ใครขายแพงกว่าลูกค้าก็จะถามว่า “ทำไมร้านข้าง ๆ ถูกกว่าร้อยนึงล่ะ”

คุณปูรู้ดีว่า ถ้าหากยังเล่นอยู่ในตลาดที่ใช้กลยุทธ์ของสงครามราคา ก็คงมีแต่ตายกับตายเป็นแน่ แต่ในเมื่อพอมีฐานลูกค้าและคอนเน็คชั่นของการขายของเล่นอยู่ เขาจึงไม่อยากจะเลิกทำธุรกิจนี้ไป

และเลือกที่จะมองหาทางออกใหม่ นั่นคือการขายของเล่นแบบ ‘ลิขสิทธิ์’ นั่นเอง

แม้จะเป็นสินค้าราคาแพง แต่อย่าลืมของเล่นนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย นั่นเท่ากับว่าคนที่จะซื้อได้นั้นต้องมีกำลังซื้อ และถึงจะแพง แต่หากเทียบในเรื่องคุณภาพของงาน คนกลุ่มนี้ก็ยังยอมที่จะจ่ายอยู่ดี

เจอแหล่งรับของแห่งใหม่ ที่ทำให้ความเป็นพ่อค้าลงลึกไปกว่าเดิม

เมื่อเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เน้นขายงานญี่ปุ่น แหล่งในการรับสินค้าจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เรียกว่านับศูนย์ใหม่ก็คงจะไม่ผิด เพราะคุณปูเริ่มใหม่ด้วยวิธีการไป Search ใน Google เหมือนเดิม จนทำให้เขาได้พบกับแหล่งขายมดแดงอย่างคาเมนไรเดอร์ที่เป็นคนญี่ปุ่นมาขายเอง

และกับแหล่งที่สองก็จากการที่คนญี่ปุ่นมาขายส่งด้วยตัวเองเช่นกัน ซึ่งคุณปูก็ไม่รอช้ารีบขับรถไปรับของจากแหล่งที่สองที่ว่านี้ทันที

แต่พอเมื่อไปถึงกลับไม่พบว่ามีคนอยู่ที่ร้าน แถมโทรไปเบอร์เลขหมายปลายทางก็ยังปิดเครื่องไม่มีใครรับสาย

ด้วยความที่อยากได้งานญี่ปุ่นราคาถูกคุณปูก็ยังไม่ย่อท้อ เดินทางไปยังแหล่งที่ว่าต่ออีก 7 วัน และผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือยังไม่พบใครที่ร้านเลยสักคน จนทำให้คุณปูแอบคิดขึ้นมาในหัวว่า “หรือร้านมันเจ๊งไปแล้ววะ”

แต่ความจริงแล้วเขากลับมาพบข้อมูลทีหลังว่า ด้วยความที่เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่นเขาจึงลงมาไทยแค่ 5 วันต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นถึงจะไป 7 วันติดกัน แต่ถ้า 7 วันนั้นอยู่ใน 25 วัน ที่เขาไม่ได้ลงมา ยังไงก็ไม่เจออยู่ดี

เมื่อรู้แบบนี้ ครั้งที่ 8 คุณปูจึงไม่พลาด ไปปุ๊ปก็เจอกับแม่ค้าชาวไทยที่มีครอบครัวอยู่ญี่ปุ่นอย่างที่ตั้งใจไว้ ที่ไม่ได้พบแค่ของเล่นงานลิขสิทธิ์ญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาถูกกว่าของที่ขายบนห้างฯมากกว่าครึ่ง

อย่างเข็มขัดแปลงร่างที่บนห้างฯขายกัน 3,500 แต่คุณปูรับมาแค่ 1,200 บาท และสามารถทำไปขายต่อได้ในราคาที่มากถึง 2,500 บาทเลยทีเดียว

ใช้ความสนิท เข้าไปตัดสินค้าจากแหล่งก่อนพ่อค้าคนอื่น 

ด้วยความเป็นลูกค้าชั้นดี ที่มาซื้อของจากแหล่งแม่ค้าญี่ปุ่นบ่อยในปริมาณที่เยอะ คุณปูจึงกลายเป็นลูกค้าคนสนิท ที่ใช้ความสนิทหาต้นทุนในการรับสินค้าที่ถูกและดีกว่าเดิม

“ป้าพอจะขายได้ถูกกว่านี้ หรือพอจะลดให้ผมบ้างได้ไหม” เป็นประโยคคำถามที่ทำให้แม่ค้าญี่ปุ่นที่ว่ายอมพาคุณปูไปรับสินค้า

จากที่เคยต้องมาตัดของรวมกับพ่อค้าคนอื่นที่ตลาด ก็กลายเป็นคอนโดของแม่ค้าญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่พักของหลังจากที่เรือส่งสินค้ามาถึงไทยแล้วนำของเล่นมากองไว้ที่นี่ คราวนี้เขาจึงกลายเป็นพ่อค้าที่ได้ของเล่นดีกว่าพ่อค้าคนอื่น ๆ

ดูของมาเยอะแค่ไหน แต่ก็ยังโดนย้อมแมวยกลังจนเกือบเจ๊ง

สี่เท้ายังรู้พลาด คุณปูยังรู้พลั้ง แม้จะมีประสบการณ์ในวงการของเล่นมาเกือบ 4 ปี แต่เขาก็ยังถูกย้อมแมวขายแบบยกลัง คนขายบอกว่าทั้งลังเป็นของหายาก เป็นงานละเอียด และตัดใจขายให้คุณปูแบบเท่าทุนสุด ๆ ที่ 50,000 บาท

แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะตอนแกะลังมานั่งตีราคาปลีกแต่ละชิ้นราคากลับไม่คุ้มทุน พ่อค้าคนนั้นบอกว่าอยู่ที่ 50,000 บาท แต่เอาเข้าจริงมันแทบจะไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ

“วิกฤต” คือคำที่คุณปูพูดกับเราหลังเล่าเรื่องนี้จบ แม้จะ 50,000 จะดูไม่ใช่เงินจำนวนมากเท่าไหร่ แต่มันเกือบจะทำให้ธุรกิจของคุณปูพังครืดไม่เป็นท่า

เพราะธุรกิจของคุณปู คือการขายของเล่นที่ใช้เงินสดหมุนทั้งนั้น ไม่มีการจ่ายแบบเครดิต ไม่เคยมีการกู้หนี้ยืมสิน แต่พอเจอปัญหาถ้าจะไปยื่นกู้แบงค์ก็ไม่ได้แล้ว เพราะตอนนั้นเขาไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีหลักฐานมายืนยันการกู้ยืมหรือขอสินเชื่อต่าง ๆ ได้

แต่ตอนนั้นยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ให้กับทางห้างฯ ซึ่งติดสัญญากับที่ห้างฯไว้ ไหนจะค่าเช่าในตลาดนัดเศรษฐีย่านตึกเนชั่นที่เป็นหน้าร้านอีกแห่ง รวมไปถึงโลเคชั่นแรกในการขายของอย่างสวนหลวงร.9 อีก

ทางออกของคุณปูในตอนนั้นจึงเป็นการตัดสินใจขายทุกอย่างที่มีอยู่ทิ้งไปทั้งหมด ไม่ใช่แค่ของเล่นสะสมที่เขาเคยเก็บมา แต่ยังรวมไปถึงรถยนต์ที่ใช้ทำมาหากิน แม้แต่เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่อะไรขายได้ ก็จะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินทั้งหมด

ถามว่าทำไมต้องขายขนาดนั้น? “ตอนนั้นมันไม่มีเงินแล้วจริง ๆ รายจ่ายก็เยอะ ไม่ใช่แค่รายจ่ายในธุรกิจ แต่ยังรวมถึงรายจ่ายในครอบครัวที่ผมต้องเลี้ยงดูแม่และน้องหลังจากที่พ่อเสียไป

ตอนนั้นอารมณ์สะสมมันไม่มีเหลือแล้ว มีแต่ความคิดที่ว่าทำยังไงถึงจะอยู่รอดก็เท่านั้นเอง”

ตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง แล้วเอาเงินที่มีทั้งหมดขึ้นไปญี่ปุ่น!

หลังจากมีเงินก้อนที่ได้จากการขายของที่มีอยู่ คุณปูบอกว่าทุกอย่างก็เริ่มโอเคขึ้น ระบบในธุรกิจเริ่ม Flow ไปได้เหมือนเดิม ประจวบเหมาะกับลูกชายของแม่ค้าญี่ปุ่นที่กล่าวไปในตอนแรกจะขึ้นไปญี่ปุ่นอีกรอบ

ด้วยความที่สนิทกันและเป็นลูกค้ากันมานานพอสมควร คุณปูเลยเอ่ยปากถามอยากจะขอตามขึ้นไปด้วย

นี่จึงถือเป็น win-win situation ที่นอกจากคุณปูแล้ว แม่ค้าญี่ปุ่นก็ยังได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าส่งของเยอะ ตู้ส่งสินค้าก็จะปิดไวขึ้น ของก็จะมาถึงไทยเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ยอดไลค์เพจจาก 500 เป็น 4,000 ใน 5 วันตอนอยู่ญี่ปุ่น

ในขณะที่พ่อค้าคนอื่น ๆ รวมถึงแม่ค้าคนญี่ปุ่นที่พาขึ้นไปเลือกของเล่นแล้วรีบแพ็กใส่ลังเพื่อส่งกลับไทยแล้วเดินไปหาของในร้านต่อไป

แต่คุณปูกลับยอมเสียเวลาไม่ถึง 5 นาทีเพื่อถ่ายรูปและอัพลงเพจให้ไปเกิด (ชื่อนี้มีความหมายว่าคุณปูจะขายส่งแล้วให้พ่อค้าคนอื่นได้แจ้งเกิดกันต่อไป) พร้อมกับแคปชั่นในทำนองว่า “ของส่งตรงจากญี่ปุ่น”

แค่ง่าย ๆ เท่านี้ ไม่ต้องอาศัยการถ่ายรูปที่สวยอะไรมากมาย ยอดไลค์เพจให้ไปเกิดก็เพิ่มขึ้นจาก 500 เป็น 4,000 ในเวลาแค่ 5 วัน

และไม่ใช่แค่กระแสในเพจเท่านั้น เพราะเมื่อกลับมาถึงไทยก็มีผู้คนกว่า 50 มารอต่อคิวเพื่อซื้อของเล่นญี่ปุ่น ที่คุณปูไปหิ้วกลับมา จนสามารถสร้างยอดขายต่อครั้งได้มากถึง 50,000 บาท

โลเคชั่นปัจจุบันที่แต่ก่อนเป็นที่ร้าง ๆ ไม่มีร้านมาเปิดแม้แต่ร้านเดียว

เมื่อได้รับฟีดแบคที่ดีจากการที่หิ้วของมาขาย และสามารถดึงคนให้เข้ามาที่ร้านได้ทุกครั้งที่ของเล่นถึงไทยจนบางครั้งห้างฯ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาเดินยังตกใจว่าทำไมถึงมีคนมารอต่อคิวได้ขนาดนี้

แต่ถึงอย่างนั้นคุณปูก็ยังถูกทางห้างฯ ยกเลิกสัญญาเช่า ด้วยเหตุผลที่ว่าปิดร้านบ่อยเพราะต้องบินไปดูของที่ญี่ปุ่น

นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คุณปูต้องมองหาทำเลในการทำหน้าร้านใหม่ ซึ่งบริเวณเดียวกับห้างฯที่ว่าคือตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ แหล่งรวมของเล่นมือสองมากมาย แต่คุณปูกลับไม่เลือกตรงนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า

“คนขายเยอะนั่นก็หมายถึงคู่แข่งที่เยอะขึ้นไปด้วย แล้วถ้าหากผมจะขยายร้าน มันก็คงจะไม่พื้นที่มากพอให้ขยับขยายไปไหน ก็เลยขับรถเซอร์เวย์แถวนั้นต่อไป จนมาเจอกับที่ปัจจุบัน ที่แต่ก่อนไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นนะ ข้างหน้าเป็นโพรงหญ้าเลย ข้าง ๆ ก็ไม่มีร้านอะไรมาเช่าเลยสักร้าน การเดินทางก็ไม่ได้สะดวกมากมาย

แต่ที่ตัดสินใจเลือกตรงนี้ เพราะมันมีที่ให้เราได้ขยับขยาย และที่สำคัญคือถึงจะไกลยังไง แต่ผมเชื่อว่าฐานลูกค้าในแฟนเพจก็ยังตามมาอยู่ดี”

กำลังจะขยาย แต่ต้องหยุดไว้ก่อนเพราะทีซีซีแลนด์มาขอเจรจา

หลังจากเปิดร้านสาขาไปได้สักพัก ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ธุรกิจมีรายได้จากการขายของเล่นที่คุณปูหิ้วมาเอง 5% ส่วนอีก 95% คือการให้ผู้ขายคนอื่นมาเช่าตู้วางโมเดล

ที่ต้องเปิดให้คนอื่นมาเช่าตู้ เพราะโมเดลแต่ละชิ้นล้วนมีราคาที่ค่อนข้างสูง ลำพังหากจะให้คุณปูลงทุนซื้อโมเดลเองทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เอาแค่ตู้เล็ก ๆ ในรูปด้านล่างนี้ก็ปาไป 50,000 บาทแล้ว

และด้วยความเป็นพ่อค้าที่อยู่ในวงการมานาน รวมถึงแบรนด์ให้ไปเกิดที่ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าก็อยากจะมาเช่าตู้ขายโมเดล หรือกับลูกค้าทั่วไปที่อยากจะมาเดินซื้อ คุณปูเลยมีแพลนที่จะขยายพื้นที่เปิดให้เช่าตู้ไปอีกล็อค แต่แพลนนี้ก็กลับต้องมาหยุดไป

เพราะมีโปรเจ็คใหญ่ที่ไม่คาดฝันมาติดต่อ

ซึ่งโปรเจ็คที่ว่าก็คือการที่ทาง ทีซีซี แลนด์ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาของเจ้าสัวเจริญ อยากจะให้คุณปูมาช่วยพัฒนาอสังหาฯ ในเครือของบริษัท ซึ่งนั่นก็คือพันธุ์ทิพย์บางกะปิ

เพราะพันธุ์ทิพย์สาขาบางกะปิในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยจะมีคนเข้ามาเดินสักเท่าไหร่ ทางผู้บริหารจึงอยากจะให้คุณปูมาเป็น Magnet ดึงคนเข้าห้าง ด้วยการตั้งเป้าหมายว่าจะให้สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งรวมโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และอนุญาติให้คุณปูตั้งชื่อให้กับมันว่า “ให้ไปเกิดแลนด์”

ด้วยวิธีที่ให้คุณปูเป็นคนจัดสรรพื้นที่ทั้ง 1,200 ตรม. หรือเกือบหนึ่งชั้นด้วยตัวเอง และจะเก็บค่าเช่าในราคาที่ถูกกว่าคนทั่วไป พร้อมกับเงื่อนไขที่คุณปูบอกว่ามัน Flexible กับเขามาก ๆ ไม่วุ่นวายเหมือนกับนโยบายของห้างฯ ทั่วไป

และคุณปูจะแบ่งพื้นที่ทั้ง 1,200 ตรม. เป็น 2 ส่วน

60% แรกคือเอามาเปิดให้ไปเกิดแลนด์ที่เป็นสินค้าของคุณปูเอง โดยมีการติดต่อกับดีลเลอร์จากประเทศญี่ปุ่นโดยตรง

และส่วนที่สองอีก 40% จะเป็นร้านพันธมิตรต่างๆ เข้ามาเช่าพื้นที่ โดยจะมีสินค้าที่หลากหลาย ในวงการโมเดล-ฟิกเกอร์ มากยิ่งขึ้น

ซึ่งคุณปูได้คำนวณแล้วว่า แม้ร้านให้ไปเกิดแลนด์จะให้พื้นที่มากถึง 60% แต่ตัวเขาเองนั้นแทบไม่ต้องเสียค่าที่เลย

เพราะค่าเช่าของอีก 40% นั้นพอดีกับค่าเช่าอีก 60% ที่ต้องจ่ายให้ทางห้างฯพอดี

ส่วนกำไรก็มาจากการขายของเล่นของตัวเองและการเปิดให้เช่าตู้ ทีแอบแย้มกับ Marketeer ว่าโปรเจ็คนี้จะเปิดในช่วงต้นปีหน้า

และก็อย่างที่บอก ว่าใครจะไปคิดล่ะว่าร้านขายของเล่นก๊อกแก๊กแบกะดิน จะกลายมาเป็นอาณาจักรโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่ใช้เวลาในการเดินทางฟันฝ่าอุปสรรคมาเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น

Craft on U CAN : ศิลปะอัดกระป๋องชิ้นใหม่ของ ‘รักกิจ ควรหาเวช’

ไม่ใช่แค่พื้นที่สีเหลืองบนกระป๋องที่มีความชัดเจนจนทำให้แพ็กเกจจิ้งของ U beer เด่นตระหง่ากว่าแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่บนเชล์ฟเดียวกันแต่การทำตลาดของ U beer ก็ยังมีความโดดเด่นในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่

สะท้อนได้จากหลาย ๆ แคมเปญที่ผ่านมา ที่ถ้าหากให้ท้าวความเรื่องความโดดเด่น ก็คงจะต้องย้อนไปตั้งแต่การเปิดตัวของแบรนด์ที่กล้าจะแตกต่างด้วยการสร้างกระแสปล่อยแค่โลโก้ตัว U แต่ผู้คนกลับออกมาตามหา รูปทรงของกระป๋องที่ทำเป็นทรงยาวเหมือนกับเบียร์ที่วางขายในต่างประเทศ หรือกับล่าสุด U Motel” รถบ้านสีเหลืองสไตล์ฮิป ที่ดริฟท์ตรงส่งความแปลกใหม่ให้วัยรุ่นได้สนุกกัน

และด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย-การตลาด-รวมถึงแพ็กเกจจิ้งของแบรนด์ตอบโจทย์ความต้องการ จึงทำให้ U beer กลายเป็นแบรนด์ Top Of Mind ของวัยรุ่นหลาย ๆ คน แต่ U beer ก็ยังไม่หยุดเท่านั้น เพราะรู้ดีว่ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นนั้นมีพฤติกรรมที่ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ เปลี่ยนใจง่าย และชินกับอะไรที่ซ้ำซากจำเจ

ล่าสุด U beer จึงได้ออกมาตอกย้ำความเป็นแบรนด์อีกครั้ง ด้วยการชวน Street Art ซึ่งมีฐานแฟนที่เป็นวัยรุ่นไทยอยู่มากมายอย่าง ‘รักกิจ ควรหาเวช’ มาร่วมสร้างสรรค์ลวดลายบนกระป๋อง U CAN เป็นศิลปะอัดกระป๋องแบบ Limited Edition ที่หลอมรวมเอกลักษณ์ของทั้ง U beer และรักกิจเอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

เพราะทุก “พื้นที่” สามารถ “สร้างสรรค์” ได้ไม่สิ้นสุด หากคำจำกัดความที่ว่าถูกบรรจุลงในคำนิยามของงาน Street Arts นั้นคงเหมาะสมเป็นที่สุด… แต่ในมุมของ คอมเมอร์เชียล คาแรคเตอร์ ดีไซน์ ของเขายังคงชัดเจน และยังดึงเอาเอกลักณ์ของแต่ละแบรนด์ออกมาพรีเซ็นต์ได้อย่างน่าสนใจ

เราจะได้เห็นผลงานอันโดดเด่นของ Rukkit ที่ได้มีโอกาสไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชั้นนำต่างไม่ว่าจะเป็น Nike X Rukkit , CHAINAT HORNBILL X Rukkit , EPSON X RUKKIT , IDEO X RUKKIT

“พลังของคาแรคเตอร์ดีไซน์ ที่ถูกขมวดเข้ากับแบรนด์ได้อย่างลงตัว  : Rukkit จึงเลือกใช้ “เสือโคร่ง” กับงาน U Can Limited Edition ในครั้งนี้ เพื่อสื่อถึงความท้าทาย กล้าที่จะทลายกรอบความเชื่อเดิมทิ้ง ที่สำคัญ “สีเหลือง-ดำ” ของเสือโคร่ง ยังเชื่อมโยงไปสู่สีของสินค้าอย่าง U beer ได้เป็นอย่างดี บวกกับโครงสร้างของเสือโคร่งที่เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง แข็งแรง ดุดัน ตรงกับ “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของทาง U beer

 

เอกลักษณ์ของ U beer คือคู่สีเหลือง-ดำที่อยู่บนกระป๋อง
เอกลักษณ์ของ Rukkit คือลายเส้นรูปสัตว์ที่ดูมีชีวิตชีวา
และสิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือ “ความมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในตัวตน ไม่ตามใคร”

 

ผลงานที่ออกมาจึงกลายเป็นกระป๋องเบียร์ลวดลายเสือที่ยังคงยึดสีเหลืองเป็นหลักและบวกกับเทคนิค block stencil ที่รักกิจถนัดเข้าไป กลายมาเป็นกระป๋อง U CAN ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า “U Are Culture” ซึ่งหมายถึง คนรุ่นใหม่ที่แต่ละคน มีวัฒนธรรม มีความกล้าที่จะเป็นตัวเอง และอยากจะพูดมันออกมาในแบบที่เป็นตัวเอง การไม่เดินตามใครและก้าวออกมาจากกรอบความคิดเดิมๆ

สุดท้ายแล้วก็คงต้องมาดูกันต่อไปว่าการออกมาทำอะไรใหม่ ๆ (อีกครั้ง) ของ U beer ทั้งแพ็กเกจจิ้งใหม่ และการตลาดใหม่ที่กระป๋อง U Are Culture ซึ่งเป็น Limited Edition ที่ผลิตเพียง 1 ล้านกระป๋อง และจะวางจำหน่ายแบบ single can ใน 7-11 เท่านั้น จะมีฟีดแบคอย่างไร

และในอนาคต U Beer จะออกมาทำอะไรคัลท์ ๆ แบบนอกกรอบอีก

ต้องติดตาม…


ยุคนี้ Facebook Live ธรรมดาไม่พอ แต่ยังต้อง Live แบบ 360 องศา เพื่อสร้างความว้าวให้กับคนดู

จากเทรนด์การทำคอนเทนต์แบบดราม่าสู่การทำคอนเทนต์แบบวิดีโอ และอีกไม่นาน Facebook Live ก็จะกลายเป็น Tools สำคัญในการทำคอนเทนต์ของผู้คนกัน

ซึ่งคนไทยมักจะมีความเข้าใจว่า Facebook Live เป็นเพียงแค่การกด Post > Live Video แล้วก็กด > Go Live เท่านั้น  แต่ในอนาคตที่พฤติกรรมจะหันมาใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น บวกกับ DATA ของ Operator ที่ทำมาเพื่อรองรับการใช้งานมากกว่าเดิม ผู้คนก็มักจะมองหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ซึ่งการไลฟ์ผ่านมือถือธรรมดา ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

แต่ต้องเป็นการ Live ที่มีโปรดักท์ชั่นมาซัพพอร์ท ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากโปรดักท์ชั่นที่ฉายบนทีวี ทั้ง CG, Interlude หรือการตัดสลับภาพ เพียงแต่ช่องทางในการออนแอร์เป็นทาง Facebook ซึ่งมีความง่ายและสะดวกกว่า

ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง จนรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ธรรมดาไปแล้ว

วันนี้ Marketeer ก็เลยอยากจะพาทุกมารู้จักกับการทำ Facebook Live แบบ 360 ํ ที่ให้ความรู้สึกเรียล เสมือนกับได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริง ๆ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเลื่อนไปรอบ ๆ ก็จะทำให้เห็นบรรยากาศอย่างรอบด้าน และถ้ายังไม่เห็นภาพว่า Live แบบ 360 มันจะออกมาเป็นยังไง ตามมาดูได้ที่ลิงค์นี้กัน Thai Livestream 360 ํ

เพราะเสน่ห์ของงานอีเวนท์คือความสดใหม่ของบรรยากาศภายในงาน Live 360 ํ จึงสามารถตอบโจทย์คอนเทนต์ในรูปแบบอีเวนท์ได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่แค่ดู แต่กับตัว Live เองก็ยังมีความ Interactive ที่สามารถกดคลิกเข้าไปดูรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ด้วย เหมือนกับตัวอย่างข้างบนที่ทาง Thai Livestream ได้ทำให้กับ Bangkok International Fashion Week 2017 ที่ทำให้คุณสามารถรับชมปรากฎการณ์รันเวย์แฟชั่นวีคครั้งสำคัญของเอเชียได้แบบรอบทิศ ทั้งด้านภาพ เสียง และข้อมูล

และไม่ใช่แค่กับงานอีเวนท์ แต่การทำ Facebook Live 360 ํ ยังเหมาะกับการทำ Virtual Tour หรือการจำลองสถานที่จริงให้เข้ามาอยู่ในหน้าจอเดียว แต่ยังคงสามารถมองเห็นบรรยากาศต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน ที่สามารถพัฒนาต่อไปยังการทำสื่อโฆษณา อย่างที่เราเริ่มเห็นกันก็จะเป็นโฆษณาในวงการอสังหาริมทรัพย์ พูดไปก็คงจะไม่เห็นภาพ ถ้าอย่างนั้นเราขอยกอีกหนึ่งผลงานจาก Thai Livestream มาให้ทุกคนได้ดูกัน กับการทำ Live 360 ํ ให้งาน bangkok-motorshow ที่สามารถย่อพื้นที่ขนาด 170,960 ตร.ม. และนวัตกรรมยานยนตร์ของทุกค่ายมาไว้ในหน้าจอเดียว

ไม่ใช่แค่กับอีเวนท์ งานโฆษณา หรือ Exhibition เท่านั้น แต่เทคโนโลยี Live 360 ํ ยังสามารถนำเอาไปปรับใช้กับคอนเทนต์ได้อีกหลาย ๆ รูปแบบที่อยากจะให้คนดูสัมผัสได้ถึง “ประสบการณ์” ที่มากกว่าแค่ดู ฟัง หรืออ่าน และประสบการณ์เหล่านี้ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกซึ่งเป็นสิ่งที่จะจดจำไปได้อีกนาน

อย่างงานดนตรีอย่าง THE WAR IS OVER งานคอนเสิร์ตขวัญใจวัยรุ่น Thai Livestream ก็ยังถ่ายทำแบบ 360 มาให้ได้รับชมกันเสมือนอยู่ใคอนเสิร์ตเลยทีเดียว

เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานกับงาน Elle Fashion Week Fall/Winter 2017 ที่สร้างความตื่นตาให้กับแฟชันนิสตาทั้งชาวไทยและจากทั่วโลกกับงานแฟชั่นวีคแห่งปี จาก 21 แบรนด์ดัง ตลอดระยะเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ครั้งแรกกับรับชม Live พร้อมกันทั่วโลก สะกดทุกสายตาติดขอบรันเวย์ครั้งยิ่งใหญ่ นอกจากนั้นทีม Thai Livestream ยังมีการเก็บภาพในรูปแบบ 360° ทุกโชว์ที่เกิดขึ้นบนรันเวย์แห่งนี้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอให้สัมผัสถึงแฟชั่นเสมือนจริงกันอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

ประกอบกับข้อมูลของ Forbes ที่พบว่าผู้ชมให้ความสนใจกับการรับชมภาพเสมือนจริงในรูปแบบของ 360° มากกว่ารูปภาพแบบธรรมดาถึงสองเท่า เนื่องจากเป็นรูปแบบที่น่าดึงดูดและสร้างความตื่นเต้นได้มากกว่าจากการถ่ายภาพเพียงครั้งเดียว

360 Thai Livestream Showreel

Live 360 ํ จึงน่าจะเป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ผลสำรวจต่าง ๆ และเทรนด์ที่กำลังมาในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี

เพราะแค่วิดีโอแบน ๆ นั้นช่วยเพิ่มอรรถรสและสร้างภาพในหัวให้ผู้คนได้ แต่การทำ Live 360 ํ จะทำให้ผู้คนรู้สึกได้อย่างรอบด้าน เหมือนได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศนั้น ๆ และไม่ใช่เทคนิคที่ใครก็สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุปกรณ์และการกำกับมุมภาพ ซึ่งหลาย ๆ งานของ Thailivestream ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นกันแล้วว่า

ผลงานของพวกเขาสามารถทำให้ผู้คนสัมผัสกับประสบการณ์รอบด้านได้อย่างแท้จริง

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 360.thailivestream.com

แล้วมาทำคอนเทนต์ของคุณให้น่าจดจำผ่าน Live 360 ํ  ไปพร้อม ๆกัน

ตาสว่างยิ่งกว่าดื่มกาแฟ เพราะล้านแรกในแคมเปญ ‘เนสกาแฟแจกโชคทอง 10 ล้านบาท’ แตกแล้ว

เล่นเอานายอนันต์ชัย มาไพศาลสิน ชาวจังหวัดกาญจนบุรี นอนไม่หลับเลยทีเดียว ไม่ใช่เพราะกินกาแฟเยอะ แต่เพราะตื่นเต้นที่จู่ ๆ ซองเปล่าเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์  บรู 5 ซองที่ส่งไปชิงโชคในแคมเปญ ‘เนสกาแฟแจกโชคทอง 10 ล้านบาท’ ให้โชคเป็นทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาท ที่นายอนันต์ชัยถือเป็นผู้โชคดีคนแรกในกิจกรรมนี้

ซื้อลอตเตอรี่ 80 บาทถ้าไม่ถูกก็กลายเป็นแค่กระดาษหนึ่งใบ

แต่ซื้อเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์  บรู ถึงจะลุ้นโชคแล้วไม่ได้รางวัล ก็ยังได้สัมผัสรสชาติกาแฟ อร่อยเต็มรส หอมเต็มกลิ่น เป็นรางวัลปลอบใจอยู่ เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น

และเป็นผู้โชคดีของแคมเปญคนแรกทั้งทีก็ต้องมีพิธีมอบรางวัลที่จัดหนักกันสักหน่อย โดยในงานนี้ นางออดรีย์ เลียวประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เป็นผู้มอบรางวัลทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาทแรกให้ผู้โชคดี พร้อมด้วย มีน พีชญา วัฒนามนตรี ร่วมแสดงความยินดีที่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด สำนักงานใหญ่

โดยครั้งนี้มีนยังได้กล่าวแสดงความยินดีเพิ่มเติมว่า “โชคทองล้านแรกจากเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู แตกแล้ว รู้สึกดีใจและตื่นเต้นกับผู้ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้มากๆ ที่นอกจากจะได้ดื่มกาแฟคุณภาพอร่อยเต็มรส หอมเต็มกลิ่น ยังได้ทองกลับบ้านไปอีก

สำหรับคอกาแฟคนอื่นที่พลาดโอกาสครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจนะคะ เพียงแค่ดื่มเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู แล้วส่ง 5 ซองเปล่ามาลุ้นรับทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาททุกเดือนๆ ละ 1 รางวัล รวม 3 รางวัล

และลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ทุกสัปดาห์ๆ ละ 30 รางวัลและสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม 36 รางวัล รวมมูลค่า 10 ล้านบาทกว่า 300 รางวัล ทุกสัปดาห์และทุกเดือน ขอบอกว่ายิ่งส่งมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก ล้านต่อไปอาจเป็นของคุณก็ได้ค่ะ”

และถ้าอยากเป็นผู้โชคดีคนต่อไป ก็เพียงแค่สะสม 5 ซองเปล่า รสใดก็ได้เย็บติดกัน (คิดเป็น 1 สิทธิ์ในการลุ้นโชค)

และเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ด้วยลายมือลงบนกระดาษแล้วใส่ซองเปล่าส่งมาที่

ตู้ปณ. 22 ปณจ. ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160

ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2560

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมด้วยเงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรม เนสกาแฟแจกโชคทอง 10 ล้านบาท ได้ที่ www.nestle.co.th และ www.facebook.com/Nescafe.TH

ประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่www.facebook.com/Nescafe.TH

 

STADIUM ONE คือใคร? ทำไมถึงได้สัมปทาน 10 ไร่จากจุฬาฯ

พื้นที่ทองคำ ที่มีแค่เงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ สำหรับพื้นที่ของทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ล่าสุดได้เปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อนำพื้นที่ไปทำประโยชน์ต่อไป

ซึ่งพื้นที่ ๆ ว่าก็คือบริเวณข้าง ๆ สนามศุภชลาศัยย่านบรรทัดทอง ห่างจากบีทีเอสสถานีกีฬาแห่งชาติเพียง 200 เมตร โดยมีข้อแม้ว่าเอกชนจะต้องนำพื้นที่นั้นไปทำประโยชน์ในด้านกีฬา เพื่อให้สอดคล้องกับย่านประวัติศาสตร์ด้านกีฬาของไทยหรือที่ใคร ๆ ก็เรียกติดปากว่า ‘หลังสนามกีฬา’

โดยโครงการนั้น ๆ จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ตรงกับที่ทางจุฬากำหนดเอาไว้ นั่นคือ 1.ต้องเป็นมี Concept เกี่ยวกับเรื่องของกีฬา 2.โครงการนั้น ๆ ต้องช่วยพัฒนาภูมิสถาปัตย์รายรอบให้ดีขึ้น 3.โครงการต้องมีความเป็นไปได้ และ 4.คือเรื่องของผลตอบแทนที่ทางจุฬาจะได้รับ

และในการประมูลครั้งนี้ก็มีผู้ร่วมเข้าประมูลทั้งหมด 4 ราย ซึ่ง STADIUM ONE คือผู้ที่ได้พื้นที่ดังกล่าวมาทำประโยชน์เป็นเวลา 7 ปี

โดย STADIUM ONE นิยามว่าตัวเองคือ ‘First Lifestyle Sport Community’ แลนด์มาร์คสำหรับคนรักกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาคารที่เกิดจากการทุบห้องแถว 40 กว่าห้องที่เคยมีอยู่ทิ้งไป แล้วสร้างเป็นตึกใหม่ที่มีดีไซน์โค้งมนซึ่งเปรียบเสมือนกับท่วงท่าต่าง ๆ เวลาออกกำลังกาย

ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ภายในพื้นที่ 10 กว่าไร่ที่ได้สัมปทานมาจากจุฬา STADIUM ONE ถูกแบ่งออกเป็น 5 ชั้นพร้อมพื้นที่ใช้สอยอีกกว่า 5,000 ตรม.

โดยผู้บริหารโครงการอย่าง สิทธิชัย ศรีสงวนสกุล, ถนอมเกียรติ สัมมาวุฒิชัย, ณัฐภัค รีกิตติศิริกุล และ พงศ์วรรธน์ ตินะพรไชย ได้แบ่งงบประมาณออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

1.ค่าก่อสร้าง

2.งบประมาณในการทำการตลาด

3.Operation Cost ต่าง ๆ

และ 4.ค่าประมูลสัมปทานที่ต้องจ่ายให้กับทางจุฬา

ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะต้องจ่ายค่าประมูลไปในตอนแรกหลังจากที่ได้สัมปทาน เมื่อทำผลกำไรได้ทาง STADIUM ONE ก็ยังจะต้องนำมาแบ่งให้กับทางจุฬาอีกด้วย

มีระยะเวลาสัญญาของสัมปทานนาน 7 ปี หลังจากนั้นหาก STADIUM ONE สามารถทำผลประกอบการได้อย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ ก็อาจจะมีต่อสัญญากับทางจุฬาต่อไปในอนาคต

เน้นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่

และแม้จะบอกว่าตัวเองเป็น First Lifestyle Sport Community ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายของ STADIUM ONE เลย เพราะอย่าลืมว่าพื้นที่บริเวณข้าง ๆ คือสนามศุภชลาศัยที่เปิดให้ผู้คนภายนอกมาสมัครสมาชิกเล่นกีฬาได้ในราคาถูกแสนถูก

หรือกับอุปกรณ์กีฬาเองก็ตามที่ร้านขายอุปกรณ์กีฬาเก่าแก่ในย่านบรรทัดทองก็ยังสามารถครองใจผู้บริโภค ที่มีพฤติกรรมการซื้ออุปกรณ์ ‘อย่างเชี่ยวชาญ’ ไม่ได้ซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

STADIUM ONE จึงเลือกที่จะชูจุดเด่นด้วยการรวบรวมสปอร์ตแบรนด์กว่า 129 เอาไว้ที่จะเน้นแบรนด์กีฬาแบบ Professional โดยมี Flagship Store ของแบรนด์ Warrix และ Mizuno มาเปิดที่นี่

เน้นความเชี่ยวชาญของร้านค้าต่าง ๆ ที่สามารถแนะนำอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับรูปแบบการเล่นกีฬาของลูกค้าได้ รวมถึงการสร้างสังคมแบบ Community ที่มีทั้งร้านอาหาร ลานกิจกรรม และสตูดิโอออกกำลังอีกกว่า 50 แบรนด์

โดยรายได้กว่า 90% ของ STADIUM ONE จะมาจากการเปิดให้เช่าพื้นที่ ที่จะดึงให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับ STADIUM ONE ด้วยการทำ Sport Event ต่าง ๆ

ตั้งเป้าหมายหลังจากที่เปิดตัวในช่วงแรกจะมี Traffic ของผู้คนประมาณ 2,000-4,000 ต่อวัน

คงต้องมาดูกันต่อไปว่าอีก 7 ปีข้างหน้าเรายังจะคงเห็น STADIUM ONE ตั้งอยู่บนทำเลทองคำแห่งนี้อยู่หรือไม่