All posts by Kalaya

โฆษณาเพื่อการเรียนรู้จากเถ้าแก่น้อย ที่ช่วยเพิ่มระดับความสุขของคนในครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

เถ้าแก่น้อย เปิดตัวแคมเปญใหม่ “ยืดความสุข สนุกกับความรู้”

ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กวัย 4-12 ปีและเพิ่มระดับความสุขในครอบครัว

ถึงจะมีความชอบมากเพียงใด แต่ผู้บริโภคที่เป็นเด็กก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นเมื่อแบรนด์สินค้าสำหรับเด็กทั้งหลายจะทำ Marketing สิ่งที่ต้องคำนึงถึงนั่นก็คือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อที่แท้จริงอย่างพ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเอง

และดูเหมือนว่าปัจจัยที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าความชอบของเด็ก นั่นก็คือ ‘ประโยชน์ที่ตัวเด็กจะได้รับ’

ซึ่งเมื่อรู้ Insight แบบนี้แบรนด์ผู้นำทางด้านสาหร่ายในไทยอย่างเถ้าแก่น้อยที่ได้ออกโปรดักท์อย่างสาหร่ายสไตล์ Big Roll ซึ่งมี Target หลักเป็นครอบครัว ก็เลยเลือกที่จะทำ Marketing ที่ถูกใจทั้งกลุ่มเป้าหมายทางตรงนั่นคือเด็ก ๆ และกลุ่มเป้าหมายทางอ้อมนั่นก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองไปในเวลาเดียวกัน

กับแคมเปญที่ใช้ชื่อว่า ‘ยืดความสุข สนุกกับความรู้’ ที่ได้เปลี่ยนโฆษณามาเป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษกับครอบครัว

เพราะจากผลวิจัยของหลายแหล่งได้บอกไว้ว่า เด็กๆวัย 4-12 ปี เป็นวัยที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในทุกวัน ทั้งทางด้านสมอง ร่างกาย ซึ่งการเรียนรู้ของพวกเขาก็เริ่มต้นมาจากคนในครอบครัวเป็นอันดับแรก ครอบครัวจึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของเด็กวัยนี้

โดยแคมเปญนี้ยังได้เป้ย ปานวาด และครอบครัวมาเป็นพรีเซนต์เตอร์เพื่อถ่ายทอดและสะท้อนให้เห็นว่า สื่อเสริมสร้างทักษะของเถ้าแก่น้อยนั้นเป็นตัวกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้มีกิจกรรมมีความสัมพันธ์ร่วมกันมากเพียงใด

และไม่ใช่แค่กับตัวคลิปเท่านั้นที่ช่วยทำให้ทุก ๆ คนในครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน แต่นี่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าโปรดักท์อย่างสาหร่าย Big Roll คือสิ่งที่สามารถกินกันได้ทั้งครอบครัวอีกด้วย

ซึ่งนอกจากนี่จะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เราได้เห็นพ่อป็อป นิธิในลุคที่อบอุ่นแบบนี้ ในแง่ของวิธีการเล่าเรื่องต้องยอมรับว่าเถ้าแก่น้อยทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการพูดประโยคซ้ำไปมาเพื่อหรือจังหวะการพูดที่ช้าและชัดเจน เพื่อเด็ก ๆ สามารถจดจำเนื้อหาและความรู้ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการยืดความสุขสนุกกับความรู้ ที่ทำให้เด็ก ๆ ได้ทั้งสาระและความสนุกไปในเวลาเดียวกัน

และถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนอยากจะเสริมสร้างทักษะให้กับลูกน้อยบางละก็ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ www.facebook.com/taokaenoibigsheet

เพราะนอกจากคลิป ยืดความสุขสนุกกับความรู้ นี้แล้ว เถ้าแก่น้อยยังมีกิจกรรมเสริมสร้างทักษะของเด็กน้อยและกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไว้รอคุณอยู่อีกมากมาย

คิ้วท์! เมื่อ IKEA เปลี่ยนกระดาษให้กลายมาเป็นที่ตวงส่วนผสมอาหาร

สมกับเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์แห่งความคิดสร้างสรรค์ สำหรับโฆษณาขายส่วนผสมอาหารจาก IKEA ที่ได้เปลี่ยนให้กระดาษแผ่นเดียวให้กลายเป็นที่ตวงสูตรอาหารได้อย่างฉลาด น่ารัก แถมยังสามารถใช้ได้จริง ๆ อีกด้วย

จากอินไซต์ของคนทำอาหาร การเก็บล้างที่เยอะที่สุดกลับไม่ใช่กระทะหรือจานชาม แต่กลับเป็นภาชนะต่าง ๆ ที่เอาไว้ตวงวัตถุดิบ อิเกียก็เลยลดทอนความยุ่งยากนี้ด้วยการเปลี่ยนกระดาษ 1 แผ่นให้กลายเป็นที่ตวงส่วนผสมของเมนูนั้น ๆ ทั้งหมด หรือถ้าเป็นเมนูที่ใช้วิธีการอบ ก็สามารถที่จะใช้กระดาษตวงนี้ Cook แล้วนำเข้าถาดได้ทันที

ซึ่งกระดาษที่ว่าก็ยังพิมพ์ขึ้นมาจากหมึกที่ปลอดภัยต่อร่างกายของคนอีกด้วย

และไม่ได้เป็นแคมเปญที่ทำขึ้นมา Mock-Up เท่านั้น แต่ Cook This Page ยังมีขายที่ IKEA ให้ลูกค้ามาซื้อกันจริง ๆ แล้วด้วย

แต่ก็ไม่แน่ใจนะ ว่า IKEA ที่ไทยมีขายหรือยัง 

โดยครีเอทีฟทั้งหลายยังคาดการณ์กันด้วยว่าแคมเปญนี้มีลุ้นที่จะได้รางวัลจากเวทีคานส์ไลอ้อน 2017 

คลิป 1 นาทีบีบหัวใจ ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนตกจากที่สูงยังไงอย่างงั้น

ปกติเราจะเห็นโฆษณาขายประกันมาในรูปแบบของเรื่องราวที่ซาบซึ้งใจ หรือไม่ก็มาในแนวของ Hard Sale ขายเบี้ยประกันและเสนอเงื่อนไขให้กันแบบตรง ๆ

แต่โฆษณาประกันชิ้นนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะภายในเวลาเพียงแค่ 1 นาทีกว่า ๆ กลับสามารถบีบหัวใจของคนดูอย่างเรา ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะคนเราไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ในตอนที่ยังมีแรงทำงานไม่เจ็บไม่ป่วยก็ยังไม่เห็นความสำคัญในการทำประกันเอาไว้ แต่พอถึงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อมาถึงวันนั้นก็ตั้งมือรับไม่ทันซะแล้ว

และเพื่อทำให้คนดูได้เข้าใจ ทางแบรนด์ก็เลยใช้วิธีในการ ‘เปรียบเทียบ’ มาถ่ายทอดความรู้สึกให้กับผู้คน ว่าการที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันมาถึงในวันที่เราไม่ได้เตรียมตั้งรับ มันก็เหมือนกับความรู้สึกเดียวกับการตกจากที่สูง ที่ทุกอย่างจะดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว จนคุณจะไม่สามารถคว้าอะไรไว้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ งานที่รัก สิ่งมีค่าที่สร้างมา หรือแม้แต่กระทั่งโอกาสในการที่จะดูแลคนที่รักก็ตาม

พูดไปก็คงจะไม่เข้าใจและเห็นภาพ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูคลิปที่ว่ากันเลยดีกว่า (แนะนำให้เปิดเสียงดัง ๆ เพราะมันจะทำให้คุณยิ่งรู้สึกบีบคั้นหัวใจมากขึ้นไปอีก)

นอกจากความรู้สึกหลังดูจบ ที่ทำให้หลายคนได้ขบคิดเรื่องการวางแผนสำรองเอาไว้แล้ว ในแง่ของ Production ต้องยอมรับว่านี่เป็นอีกหนึ่งคลิปที่สามารถวางลำดับเรื่องได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ตัวละครหลักอย่างผู้หญิงคนดังกล่าวจะดิ่งจากที่สูงลงมาสู่พื้นดินเร็วขนาดไหน แต่สุดท้ายเธอก็อุ่นใจที่มีเบาะมารองรับ เหมือนกับพอเจอจุดคลายแม็กซ์ในหนังแล้วมาจบแบบ Happy Ending ยังไงอย่างงั้น และเบาะที่ว่าก็เปรียบเหมือนประกันจากธนชาตนั่นเอง 

อีกทั้งยังเป็นชิ้นงานที่เรียกได้ว่าใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียดของเฟรมภาพ สะท้อนได้จากวินาทีที่ 0.19 ที่นอกจากจะทำภาพท้องฟ้า จนสามารถทำให้เรารู้สึกถึงความผิดหวังได้แล้ว มันยังเป็นท้องฟ้าที่ Tie-In สีของแบรนด์เข้าไปได้อย่างแนบเนียน

ซึ่งถ้าใครอยากจะหาแผนสำรอง ที่ทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันบ้างแล้วละก็ ‘คุณป่วย เราจ่าย Perfect saver 20/20 package’ ก็เป็นอีกหนึ่งประกันที่สามารถรองรับทั้งชีวิตและสุขภาพได้เป็นอย่างดี จ่ายเบี้ยเพียง 52 บาทต่อวัน คุ้มครองชีวิต 20 ปี อีกทั้งยังชดเชยค่ารักษาพยาบาลในเวลาที่ต้องแอดมิดอีกด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.thanachartbank.co.th

สนุก! เมื่อ Rabbit’s Tale ให้พนักงานกับผู้บริหารใส่เครื่องจับเท็จ แล้วมาพูดความจริงกันต่อหน้า

เพราะถ้าแค่จัดงานปาร์ตี้หรือเป่าเค้กครบรอบวันเกิดธรรมดา ๆ  ก็คงจะไม่สมกับการเป็น Creative Agency สักเท่าไหร่ Rabbit’s Tale ก็เลยเลือกที่จะฉลองครบรอบ 8 ปีของตัวเอง ผ่านการทำคลิปสนุก ๆ ที่ให้เจ้านายกับลูกน้อง มานั่งจับโกหกกัน

โดยการให้พนักงานซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นรุ่นบุกเบิกของ Rabbit’s Tale มาตอบคำถามแบบตรงไปตรงมากับผู้บริหาร ที่บอกว่ามันตรงไปตรงมานั่นก็เป็นเพราะถ้าหากพวกเขาโกหก เครื่องจับเท็จที่ติดอยู่กับตัวก็จะส่งสัญญาณออกมาเป็นสีแดง ในขณะเดียวกันถ้าหากพูดความจริงเครื่องก็จะส่งสัญญาณออกมาเป็นสีเขียว และทำให้พวกเขารอดตัวไป

 

ไม่ใช่แค่กับพนักงานเท่านั้น เพราะงานนี้ผู้บริหารก็ยังต้องถูกถามกลับ โดนจับโกหกคืนด้วยเหมือนกัน

แม้จะเป็นแคมเปญที่ทำให้ความลับบางอย่างที่อยากเก็บไว้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ความลับเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริหารและพนักงานมีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น จูนกันติดมากขึ้น และลดช่องว่างที่ทำให้พนักงาน ‘ให้ใจ’ กับบริษัทมากขึ้นด้วยเช่นกัน 

ซึ่งถ้าหากสังเกตกันดี ๆ คลิปนี้ไม่ได้โชว์ให้เห็นถึงแค่ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานและคนในองค์กรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนไปถึงเทคโนโลยีที่ทาง Agency มีบริการให้กับลูกค้า รวมถึงการบอกว่า Rabbit’s Tale ยังมียูนิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Moonshot Zero Code& Craft ที่ทาง Agency ต้องการผลักดันให้เป็นที่รู้จักด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าคลิปเดียวสามารถบอกเล่าเรื่องราวของความเป็น Rabbit’s Tale ออกมาได้หลากหลายด้านเลยทีเดียว

ฉลาดดีแฮะ !

 

 

เปิดตัวได้แค่ 3 วัน ก็มี Double Standard ออกมา ‘แซะ’ ต้นฉบับซะแล้ว

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า The Standard จะถูกตั้งคำถามจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งในแง่ของประเด็นระหว่างวงศ์ทนงกับ A day ที่หลาย ๆ คนยังมีข้อกังขาอยู่ในใจ

หรือ The Standard มีมาตรฐาน-มีความเป็นกลางมากขนาดไหน ถึงได้กล้าเรียกตัวเองว่า The Standard แบบนี้

และกระแสต่อต้านที่ว่าก็ไม่ได้มาในแค่รูปแบบของคอมเม้นท์ในโซเชี่ยลมีเดียเท่านั้น เพราะล่าสุดยังได้มีเพจที่ใช้ชื่อว่า Double Standard ออกมา ที่ไม่ว่าจะเป็นโลโก้หรือคอนเทนต์ข้างใน ดูยังไงก็รู้ว่านี่คือเพจที่ทำมาเพื่อ ‘แซะ’ The Standard โดยเฉพาะ

และเพื่อหาคำตอบให้กับข้อสงสัยนี้ Marketeer ก็ไม่รอช้า รีบติดต่อขอสัมภาษณ์ไปยังทีม Double Standard โดยทันที

ซึ่งทีมงานไม่ขอเปิดเผยชื่อกับเราว่าพวกเขาเป็นใคร เพียงแต่บอกว่าทีมงานของ Double Standard นั้นเป็นผู้มีประสบการณ์ในวงการสื่อ สิ่งพิมพ์ และงานทางวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่คนที่ทำงานประจำด้านสื่อ

ซึ่งถ้าดูจากคอนเทนต์ ลีลาการเขียน หรือสไตล์การวิเคราะห์ ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าแม้จะไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่มือใหม่อย่างแน่นอน

โดยทีมงาน Double Standard บอกกับเราว่า วัตถุประสงค์หลักในการทำเพจนี้ขึ้นมา เกิดมาจากความไม่เห็นด้วยที่ทาง The Standard ได้ชวนนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งมาเป็นคอลัมน์นิสต์ ทั้ง ๆ ที่ The Standard แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตัวเองคือสื่อที่มีความเป็นกลาง ประกอบกับนักการเมืองคนดังกล่าวยังมีความคลุมเคลือทางด้านคดีความที่ยังอยู่ระหว่างการรอให้กระบวนการทางยุติธรรมตัดสินอยู่อีกด้วย

และเมื่อถามว่าทำไมทีมงานถึงสามารถทำคอนเทนต์ยาว ๆ ได้รวดเร็วทันใจแบบนี้ สิ่งที่ Double Standard ตอบกลับมาก็คือ 

“คอนเทนต์ที่เร็วๆ เกือบทั้งหมดมาจากผู้อ่านส่งมาทั้งนั้นครับ ทีมงานของเราผลิตเองไม่กี่ชิ้น เพราะเราก็มีงานประจำหรืองานหลักของเรา ดังนั้นเครดิตจริง ๆ ของ Double Standard จึงต้องยกให้ผู้อ่านที่อุตส่าห์เขียนงานกันมาครับ”

นอกเหนือจากนั้นพวกเขาตั้งใจอยากจะทำ Double Standard ให้เป็นสื่อที่ ‘ล้อเลียนสื่ออื่นอย่างจริงจัง’ โดยพวกเขามองเห็นบทบาทของตัวเองในอนาคตว่าอาจจะเป็นหนังสือ เพี้ยน หรือ ผู้จัดกวน ในสมัยก่อน 

ส่วนเรื่องช่องทางรายได้ทีม Double Standard บอกกับเราว่ายังไม่มีแผนในการจะขายพื้นที่โฆษณาอย่างจริงจัง เพราะวัตถุประสงค์หลักในการทำเพจนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะพวกเขาอยากจะแสดงออกถึงความไม่พอใจ ผ่าน mood & tone ที่ดูแล้วขำขันสนุกสนาน

อีกทั้งตอนนี้ก็ยังเปิดรับสมัครคอลัมนิสต์อยู่ด้วยเหมือนกัน แต่มีข้อแม้ว่าคน ๆ นั้นต้องมีอันจะกินอยู่แล้ว เพราะพวกเขายังไม่มีค่าคอลัมน์ให้นั่นเอง

มันส์! เมื่อ Vogue ได้รับโจทย์ท้าทาย ที่ให้ใช้กล้องมือถือจาก Huawei ถ่าย Fashion Set ลงนิตยสาร 

มันเป็นอะไรที่คูลมาก ! เพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

‘Vogue ไม่เคยตีพิมพ์ภาพถ่ายจากมือถือลงนิตยสารมาก่อนเลย’

ต้องยอมรับว่าสื่อ อยู่ได้ด้วยโฆษณา และเช่นเดียวกันกับสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นอย่าง Vogue ซึ่งครั้งนี้ลูกค้าที่มาลงโฆษณากับพวกเขาคือแบรนด์ Huawei ที่ให้โจทย์มาสั้น ๆ แต่ทำให้ทีมงานต้องทำการบ้านกันยกใหญ่ 

ซึ่งโจทย์ที่ว่าก็คือ ‘ใช้มือถือรุ่น Huawei P10 Plus ถ่าย Fashion Set แทนกล้อง DSLR’ และ ‘ใช้ Huawei P10 เก็บภาพ Behind The Scene ‘

แน่นอนว่า Objective ของแบรนด์คือต้องการแสดงให้ผู้คนได้เห็นศักยภาพกล้องของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่น ซึ่งถือเป็นเรือธงที่สร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ก้าวเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดประเทศไทยมากขึ้นอย่างมากมาย และเมื่อได้รับโจทย์มา จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล สไตล์ไดเร็กเตอร์ของ Vogue จึงเลือกที่จะตีความ Fashion Set ออกมาเป็น Concept หลักที่ว่า “Iconic Performance Look”

ซึ่งเป็นการนำเอากลิ่นอายของศิลปินแต่ละยุคสมัย มาแต่งใหม่เป็นลุคที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นภาพที่มีทั้งความสวยงามและความหมายในเวลาเดียวกัน โดยได้ จีน่า วีรยา จากรายการ The Face Season 2 มาเป็นนางแบบที่ถ่ายทอดความ Iconic Performance Look นี้ให้

เมื่อถึงวันถ่ายทำ สุดเขต จิ้วพานิช ช่างภาพของ Vogue (Thailand) ผู้ที่รับหน้าที่ใช้กล้อง Huawei P10 Plus เป็นอาวุธในการถ่ายภาพแทนกล้อง DSLR ในครั้งนี้ ได้เลือการถ่ายภาพไปที่โหมด  Pro เพราะเขาบอกว่า “มันให้คุณภาพที่ใกล้เคียงกับกล้องตัวใหญ่ที่เขาเคยใช้มาก ๆ เลยทีเดียว”

  

โจทย์แรกผ่านไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงตาของโจทย์ที่สองบ้างกับการถ่ายภาพ Behind The Scence โดยอาวุธที่ใช้ในการสังหารครั้งนี้คือ Huawei P10 ที่ให้ผลลัพธ์จนกลายมาเป็นภาพซึ่งให้ความรู้สึกแบบ International สุด ๆ

ทั้ง compose ของภาพ และการดึงสีของตัวกล้อง จนเรายังแอบสงสัยว่านี่มันเป็นภาพถ่ายจากมือถือจริง ๆ หรอ 

 

สุดท้ายโปรเจ็คนี้ก็สามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น Mood & Tone ของภาพออกมาได้ตรงกับ Direction ที่วางไว้ในตอนแรก และที่สำคัญคือการทำงานได้ตรงกับ Timeline ที่วางเอาไว้ ไม่มีกระตุก ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถสะท้อน Performance ของเครื่องได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อีกหนึ่งความเจ๋ง คือ Fashion Set ที่ได้จากฝีมือของสุดเขตและเลนส์คู่ Leica ของ Huawei P10 Plus จะถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาพถ่ายจาก Smartphone มีคุณภาพจนได้รับอนุญาตให้นำไปลงในสื่อที่ทรงอิทธิพลทางด้านแฟชั่นขนาดนี้

โดยก็ถือเป็นช่วงเดียวกับที่ Huawei P10 และ Huawei P10 Plus ได้ Launch สีใหม่อย่าง Greenery ซึ่งเป็นสีที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากต้นฉบับอย่าง Pantone โดยเฉพาะ 

และในแคมเปญนี้ทางแบรนด์ก็จะมีการติดแฮชแท็ก #HuaweixVogue  #HuaweiP10 #HuaweiP10Plus #OO เพื่อการทำ Marketing แต่ที่แอดมินชอบมากก็คือแฮชแท็กหลังสุดอย่าง #OO ซึ่งเป็นตัวอักษรที่สามารถแปรออกมาเป็นรูปอย่างเลนส์คู่ไลก้าบน Huawei ได้อย่างครีเอทเลยทีเดียว

Huawei จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ Success ทั้งในแง่ของ Product และการทำ Advertorial อย่างสร้างสรรค์ได้ออกมาดีทีเดียว

 

Marketeer พาดูงานวิ่ง…ที่ได้มากกว่าวิ่ง : Blackmores RUN&MOVE อีกกลยุทธ์เด็ดจากแบลคมอร์สชูโรง Be a Well Being

จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดีคืออะไร ? หลายคนบอกว่ามันคือการที่ได้เลือกกินอาหารดี ๆ ออกกำลังกาย หรืออยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ปลอดสารพิษ

ซึ่งทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาเป็นเพียงวิธีการในการทำให้สุขภาพดีเท่านั้น แต่ต้นเหตุของการมีสุขภาพดี กลับอยู่ที่ ‘ใจ’ ของเราซะมากกว่า

และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ Blackmores แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำในบ้านเรา จัดกิจกรรมที่ใช้ชื่อว่า Blackmores RUN&MOVE : งานวิ่ง…ที่ได้มากกว่าวิ่งขึ้นมา และที่บอกว่ามันเป็นงานวิ่ง…ที่ได้มากกว่าวิ่ง นั่นก็เพราะภายในงานยังมีกิจกรรมเพื่อมุ่งตอบโจทย์ให้คนมีสุขภาพดีทั้งกายและใจอย่างวิ่งและปั่นจักรยานเพื่อความแข็งแรงของร่างกาย พร้อมทั้งโยคะและดนตรีในสวนเพื่อการสร้างเสริมจิตใจรวมเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิดของ Blackmores ทั่วโลกที่ว่า Be a Well Being

เพราะจุดมุ่งหมายหลักของแบรนด์คือการมุ่งหวังให้ผู้คนมีสุขภาพดี และด้วยความที่ยึดถือสุขภาพของผู้บริโภคเป็นหลักนี้เอง จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไม Blackmores ถึงเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำของไทยและของโลก

“สำหรับการจัดกิจกรรม Blackmores RUN&MOVE งานวิ่งที่ได้มากกว่าวิ่ง ภายใต้แนวคิด Be a Well Being  จัดได้ว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้เลือกที่จะมีสุขภาพดี โดยการออกกำลังกายควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน

และกิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการเปิดประสบการณ์การออกกำลังกายในแบบที่ไม่เหมือนใครด้วยวิถีธรรมชาติเติมความแข็งแรงให้ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดีไปด้วยกัน”

นำทีมสุขภาพกายสุขภาพใจดีครั้งนี้ โดย คุณผุสดี สุจิตจร บอสใหญ่ประจำแบลคมอร์สประเทศไทย พร้อมด้วย คุณอิทธิพล สมุทรทอง หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในนามของชายผู้วิ่งเคียงข้างตูน บอดี้แสลม ที่งานบางสะพาน, คุณพิตต้า ณ พัทลุง, คุณอัจฉริยา อังคสุวรรณศิริ พร้อมด้วยน้องแอลลี่ อชิรญา นิติพน

และสำหรับใครที่พลาดงานในครั้งนี้ไป ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะวันนี้ Marketeer ได้เก็บภาพบรรยากาศดี ๆ มาฝากทุกคนกัน

หลังจากที่ทุกคนสุขภาพดีกันไปแล้ว ทุกคนก็ยังได้อิ่มเอมสุขภาพใจแบ่งปันให้น้อง ๆ ได้มีหัวใจที่แข็งแรงพร้อมลุกขึ้นวิ่งได้อีกครั้ง โดย Blackmores นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายพร้อมเงินร่วมสมทบทุนจำนวน 200,000 บาท มอบให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ 

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า ถึงแม้ Blackmores จะเป็นแบรนด์ที่เน้นในการขายวิตามิน-ขายอาหารเสริม แต่ก็ยังหันมาจัดกิจกรรมที่เน้นให้ผู้คนมีสุขภาพดีด้วยวิถีธรรมชาติ มองเผิน ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว Marketeer กลับมองว่านี่เป็นสิ่งที่สามารถซื้อใจผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

 

โฟรโมสต์ โอเมก้า กับการใช้เทคโนโลยี ที่ทำให้แพ็กเกจจิ้ง เป็นแหล่งการเรียนรู้ได้

ต้องยอมรับว่าเด็ก ๆ ในยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับความเป็น Digital ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทแทบจะในทุก ๆ ด้านของชีวิตพวกเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือด้านของ ‘การเรียนรู้’

เพราะเทคโนโลยี ทำให้องค์ความรู้ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงเด็ก ๆ ได้ดีมากขึ้นในหลากหลายรูปแบบและสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำให้เด็กสนุกไปกับการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง แบรนด์ที่ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาการเด็กอย่าง โฟรโมสต์ ก็เลยทำแคมเปญสุดครีเอทขึ้นมา ที่ใช้ชื่อว่า ‘Smart Pack’ ที่นำเอาเทคโนโลยีมาผสมผสานกับแพ็กเกจจิ้งของแบรนด์ได้อย่างชาญฉลาด นอกจากจะได้ประโยชน์จากสารอาหารในนมแล้ว เด็ก ๆ ก็ยังจะได้ประโยชน์กับสมองที่อยู่ข้างกล่องนมอีกด้วย

โดยโฟร์โมสต์เชื่อว่าแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปกครองส่งเสริมการเรียนรู้เด็กอย่างถูกวิธี ให้สมองของเด็กได้พัฒนาและสามารถสร้างเครือข่ายใยประสาทได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการได้รับสารอาหารที่เหมาะสม

ผ่านวิธีการง่าย ๆ แต่สามารถสร้าง Engagement ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและตัวเด็กได้เป็นอย่างดี โดยสแกน QR Code ที่อยู่ด้านข้างของกล่องโฟรโมสต์โอเมก้า เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ได้พบกับ ‘โลกใต้ทะเลแบบ 360 องศา ให้เด็ก ๆ ได้เห็นโลกใต้ทะเลอย่างรอบด้าน เหมือนกับได้ดำน้ำไปด้วยตัวเองยังไงอย่างงั้น

ที่สำคัญโลกใต้น้ำที่ว่า ยังได้สอดแทรกความรู้ต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น ที่จะทำให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาทักษะในเรื่องของการสังเกต ความจำ ไหวพริบ ไปในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีคำถามเพื่อทดสอบความรู้ในโลกใต้น้ำที่เด็ก ๆ ได้ลงไปสำรวจมาด้วย

ว่าแล้วก็มาดูวิดีโอตัวอย่างในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ จากที่ด้านล่างนี้กันเถอะ

ในแง่ของโปรดักท์ไม่ต้องพูดถึงว่าโฟรโมสต์ โอเมก้าสามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้ดีแค่ไหน

ส่วนในแง่ของ Marketing นี่เป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทั้งทางตรง และ อ้อมซึ่งคือ เด็ก และพ่อแม่ ได้เป็นอย่างดี ดูได้จากยอดดูที่มีมากกว่า 2 ล้านวิวในปัจจุบัน

เด็ก ๆ ได้ความสนุกสนานที่สอดแทรกความรู้เอาไว้ได้อย่างกลมกลืน พ่อแม่ผู้ปกครองที่สามารถเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ได้

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความรู้เพิ่มเติมได้ที่ : www.facebook.com/ForemostMomTalk

 

มาดูผลงานการออกแบบ Packaging ถั่วแระแบรนด์คนไทย ที่ได้อยู่ในเว็บไซต์ออกแบบระดับโลก

ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจเล็ก ๆ เมื่อ Packaging Of The World เว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกที่รวบรวมผลงานการออกแบบบรรจุภัณฑ์เอาไว้มากมาย ได้โพสต์ภาพของ Minnamame ผลิตภัณฑ์ ถั่วแระญี่ปุ่นซึ่งเป็นแบรนด์ของคนไทย ลงในเว็บไซต์ ในฐานะของการเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีการออกแบบ Packaging ได้อย่างสร้างสรรค์ 

โดยนี่คือผลการดีไซน์ของเอเยนซี่อย่าง Yindee Design ที่ได้นำตัวสินค้าข้างในอย่างถั่วแระญี่ปุ่น มาจัดวาง Layout ให้มีลักษณะเหมือนกับปาก แล้วเติมตากับจมูกเข้าไป จนกลายมาเป็นแพ็กเกจจิ้งในสไตล์มินิมอล ที่ถึงจะเรียบง่ายแต่ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นภาพสินค้าภายในได้เป็นอย่างดี

แถมดีไซน์คลีน ๆ แบบนี้ก็ยังสะท้อนไปถึงยังตัวสินค้าอย่างถั่วแระญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมนูทานเล่นที่เป็นมิตรกับคนรักสุขภาพด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว Packaging ของ Minnamame ก็ยังสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ไม่เป็นอันตรายเมื่อโดนความร้อน ซึ่งจะทำให้สะดวกต่อผู้บริโภค ที่พอนำออกมาจากช่องฟรีซก็สามารถนำไปอุ่นร้อนแล้วทานได้ทันที ไม่ต้องเปลี่ยนภาชนะให้วุ่นวาย

และถึงชื่อของสินค้าจะคือคำว่า ‘ถั่วแระญี่ปุ่น’ แต่ความจริงแล้วถั่วแระของ Minnamame กลับถูกปลูกโดยเกษตรชาวไทย ซึ่งด้านหลังของซองก็จะมี QR Code ที่ทำให้คุณได้รู้จักกับคนที่ปลูกสิ่งที่คุณกำลังกินอยู่ในมือได้อีกด้วย

นอกจากจะเป็น Packaging ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคทั้งในแง่ของการใช้งานหรือการเลือกซื้อสินค้ามาใส่ตะกร้าแล้ว Minnamame ก็ยังเป็นมิตรกับเกษตรกรโดยการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ที่มากขึ้นอีกด้วย

ที่มา : Packaging Of The World

มันส์! เมื่อ Vogue ได้รับโจทย์ท้าทาย ที่ให้ใช้กล้องมือถือจาก Huawei ถ่าย Fashion Set ลงนิตยสาร 

มันเป็นอะไรที่คูลมาก ! เพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

‘Vogue ไม่เคยตีพิมพ์ภาพถ่ายจากมือถือลงนิตยสารมาก่อนเลย’

ต้องยอมรับว่าสื่อ อยู่ได้ด้วยโฆษณา และเช่นเดียวกันกับสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นอย่าง Vogue ซึ่งครั้งนี้ลูกค้าที่มาลงโฆษณากับพวกเขาคือแบรนด์ Huawei ที่ให้โจทย์มาสั้น ๆ แต่ทำให้ทีมงานต้องทำการบ้านกันยกใหญ่ 

ซึ่งโจทย์ที่ว่าก็คือ ‘ใช้มือถือรุ่น Huawei P10 Plus ถ่าย Fashion Set แทนกล้อง DSLR’ และ ‘ใช้ Huawei P10 เก็บภาพ Behind The Scene ‘

แน่นอนว่า Objective ของแบรนด์คือต้องการแสดงให้ผู้คนได้เห็นศักยภาพกล้องของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่น ซึ่งถือเป็นเรือธงที่สร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ก้าวเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดประเทศไทยมากขึ้นอย่างมากมาย และเมื่อได้รับโจทย์มา จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล สไตล์ไดเร็กเตอร์ของ Vogue จึงเลือกที่จะตีความ Fashion Set ออกมาเป็น Concept หลักที่ว่า “Iconic Performance Look”

ซึ่งเป็นการนำเอากลิ่นอายของศิลปินแต่ละยุคสมัย มาแต่งใหม่เป็นลุคที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นภาพที่มีทั้งความสวยงามและความหมายในเวลาเดียวกัน โดยได้ จีน่า วีรยา จากรายการ The Face Season 2 มาเป็นนางแบบที่ถ่ายทอดความ Iconic Performance Look นี้ให้

เมื่อถึงวันถ่ายทำ สุดเขต จิ้วพานิช ช่างภาพของ Vogue (Thailand) ผู้ที่รับหน้าที่ใช้กล้อง Huawei P10 Plus เป็นอาวุธในการถ่ายภาพแทนกล้อง DSLR ในครั้งนี้ ได้เลือการถ่ายภาพไปที่โหมด  Pro เพราะเขาบอกว่า “มันให้คุณภาพที่ใกล้เคียงกับกล้องตัวใหญ่ที่เขาเคยใช้มาก ๆ เลยทีเดียว”

  

โจทย์แรกผ่านไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงตาของโจทย์ที่สองบ้างกับการถ่ายภาพ Behind The Scence โดยอาวุธที่ใช้ในการสังหารครั้งนี้คือ Huawei P10 ที่ให้ผลลัพธ์จนกลายมาเป็นภาพซึ่งให้ความรู้สึกแบบ International สุด ๆ

ทั้ง compose ของภาพ และการดึงสีของตัวกล้อง จนเรายังแอบสงสัยว่านี่มันเป็นภาพถ่ายจากมือถือจริง ๆ หรอ 

 

สุดท้ายโปรเจ็คนี้ก็สามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น Mood & Tone ของภาพออกมาได้ตรงกับ Direction ที่วางไว้ในตอนแรก และที่สำคัญคือการทำงานได้ตรงกับ Timeline ที่วางเอาไว้ ไม่มีกระตุก ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถสะท้อน Performance ของเครื่องได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อีกหนึ่งความเจ๋ง คือ Fashion Set ที่ได้จากฝีมือของสุดเขตและเลนส์คู่ Leica ของ Huawei P10 Plus จะถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาพถ่ายจาก Smartphone มีคุณภาพจนได้รับอนุญาตให้นำไปลงในสื่อที่ทรงอิทธิพลทางด้านแฟชั่นขนาดนี้

โดยก็ถือเป็นช่วงเดียวกับที่ Huawei P10 และ Huawei P10 Plus ได้ Launch สีใหม่อย่าง Greenery ซึ่งเป็นสีที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากต้นฉบับอย่าง Pantone โดยเฉพาะ 

และในแคมเปญนี้ทางแบรนด์ก็จะมีการติดแฮชแท็ก #HuaweixVogue  #HuaweiP10 #HuaweiP10Plus #OO เพื่อการทำ Marketing แต่ที่แอดมินชอบมากก็คือแฮชแท็กหลังสุดอย่าง #OO ซึ่งเป็นตัวอักษรที่สามารถแปรออกมาเป็นรูปอย่างเลนส์คู่ไลก้าบน Huawei ได้อย่างครีเอทเลยทีเดียว

Huawei จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ Success ทั้งในแง่ของ Product และการทำ Advertorial อย่างสร้างสรรค์ได้ออกมาดีทีเดียว