All posts by Kalaya

เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นทุนการศึกษา ครั้งแรกกับทุนที่พักอาศัยในคอนโดให้กับเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ

เด็กไทยหลายคนเก่ง

และเด็กไทยหลายคนที่เก่งก็อยู่ในต่างจังหวัด

ซึ่งมีเด็กจำนวนมาก สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพได้ หรือแม้กระทั่งได้รับทุนมาเรียน แต่กลับเจอปัญหาเรื่องค่าครองชีพในเมือง โดยเฉพาะค่าที่พักอาศัยที่เกินความคาดหมายไปมาก

ซึ่งทาง AP ก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงเลือกที่จะมอบการศึกษาในแนวทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือทุนที่มาในรูปแบบของที่พักอาศัย ให้น้อง ๆ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในกรุงเทพ

อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า AP คือแบรนด์ที่มักจะตีโจทย์การทำ CSR ในแนวทางที่แตกต่างจากแบรนด์อสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในตลาด เพราะนอกเหนือไปจากการพัฒนาสินค้าเพื่อลูกบ้านแล้ว AP ยังตั้งใจนำเอาความเชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่มาทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ซึ่งทั้งหมดได้ตอบโจทย์แบรนด์คอนเซปต์ “พื้นที่ชีวิต เราคิดเพื่อคุณ” เป็นอย่างดี

สะท้อนได้จากผลงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น ‘AP Unusual Football Field’ ที่เปลี่ยนพื้นที่สูญเปล่าในชุมชนแออัดให้เป็นสนามฟุตบอล จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 25 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2016 และเป็นผลงานแรกของคนไทยที่ไปคว้ารางวัล Grand Prix ในเวที Cannes Lions ปี 2017

รวมถึง The Smallest Space to Save Lives : ขอพื้นที่เล็กๆ ให้หัวใจได้เต้นต่อ ด้วยการติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED บนพื้นที่ 0.1 ตารางเมตรภายในคอนโดมิเนียมของเอพีและพื้นที่ในชุมชนที่มีคนหนาแน่น เพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

และกับแคมเปญล่าสุดอย่าง ‘Space Scholarship’ ที่ทาง AP ได้มอบทุนการศึกษาเป็น “ที่พักอาศัย” แก่นักเรียนต่างจังหวัด ที่ย้ายเข้ามาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 1 ปีโดยมีนักศึกษาที่ได้รับทุนทั้งหมด 7 คน ซึ่งเป็นน้องๆที่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

เบนซ์และซุปเป็น 2 ตัวแทนนักศึกษาในโครงการ ที่มาบอกความรู้สึกให้เราฟัง

ไม่ใช่เพียงแค่ให้ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ AP ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะช่วยอำนวยต่อการศึกษาของน้องเบนซ์และน้องซุปด้วยเช่นกัน ด้วยการที่ AP Design Lab ไปจับมือร่วมกับ Fabrica ดีไซน์สตูดิโอระดับโลกจากประเทศอิตาลี มาร่วมกันออกแบบพื้นที่ชีวิตแห่งการศึกษานี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในทุกตารางเมตรของ Aspire สาทร-ตากสิน (คอปเปอร์โซน) และ Aspire รัตนาธิเบศร์ 2  

ซึ่งตรงนี้ก็ยังช่วยตัดปัญหาในเรื่องของการเดินทางไปเรียน และความไม่ปลอดภัยของน้อง ๆ ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตามลำพังอีกด้วย

คงมีไม่กี่แบรนด์ ที่ทำ CSR ได้สร้างสรรค์ และสื่อสารตัวตนของแบรนด์ออกมาได้ชัดเจนและแตกต่างแบบนี้ สำหรับแคมเปญนี้ เอพียังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “พื้นที่”อีกครั้งหนึ่ง เพราะพื้นที่นี้ เป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ทำให้น้องๆ ได้สานฝันของตัวเอง ได้ก่อกำเนิดมิตรภาพใหม่ๆ และได้รับรู้ความสำคัญของการให้อีกด้วย

ฉลาด! คงน่าจะเป็นคำนิยามของอสังหาฯ แบรนด์นี้ได้ดีที่สุด

และคุณก็สามารถสัมผัสความฉลาดแห่งการออกแบบของ AP และ Fabrica ได้ที่นิทรรศการ SPACES WITHIN SPACE – A VISION OF CO-LIVING GENERATION ให้คุณได้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในห้องพักจริง เพราะในห้องยังมีรายละเอียดอีกมาก ที่ผ่านการคิดอย่างฉีกกรอบเสมือนเป็นวิสัยทัศน์แห่งการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตเลยทีเดียว

โดยนิทรรศการจะจัดแสดงวันที่ 22-26 พฤศจิกายนนี้ ที่ WOOF PACK BANGKOK ศาลาแดง ซอย 1 ที่จะเปิดให้ทุกคนได้เข้าชมกันแบบฟรี ๆ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/CxxdvQ

 

Case Study ผู้นำตลาด : ซีพีเอ็นกับการนำ CRM มาใส่ใน The 1 Card ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้รอบด้าน

เทคโนโลยีส่งผลต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคส่งผลต่อภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการรองรับพฤติกรรมของลูกค้า ในช่วงปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นรีเทลเจ้าใหญ่หลายรายในประเทศไทยนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ ‘ซีพีเอ็น’ ที่ถ้าใครใช้บริการรีเทลในเครือเซ็นทรัลบ่อย ๆ ก็จะรู้จักบัตร ‘The 1 Card’ เป็นอย่างดี

‘The 1 Card’ คือบัตรคอยมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้กับลูกค้าที่ใช้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 11 ปี และมีฐานลูกค้าที่ถือบัตรในปัจจุบันอยู่ 12 ล้านคน

11 ปี กับ 12 ล้านคนผู้ถือบัตร นี่ถือเป็นฐานข้อมูลชั้นดีในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อทำตลาดให้เหมาะสม ตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

และเพื่อตอบรับกับเทรนด์การใช้เทคโนโลยีของผู้บริโภคนี้ ล่าสุดทางซีพีเอ็นจึงได้ออกมาทำ 3 แคมเปญใหม่ที่ใช้ชื่อว่า

The 1 Card Everyday ให้ทุกวัน ได้ทุกวัน

The 1 Card Gifts ดีที่สุดในวันพิเศษ

และ The 1 Card Experience สู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่า

ไม่เพียงแต่เก็บสะสมคะแนนเพื่อรับของรางวัลได้เหมือนเดิม แต่การหันมาเพิ่มงบลงทุนกว่า 50 ล้านบาทของซีพีเอ็นในครั้งนี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ในการช็อปปิ้งแก่ลูกค้าได้มากขึ้น Personalized มากขึ้น 

เพราะ The 1 Card จะนำ Data ในการใช้จ่ายของคุณมาวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมต่าง ๆ ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคุณจะได้รับโปรโมชั่นและข้อมูลข่าวสารจากแบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบหรือสนใจเท่านั้น

ถ้ายังไม่เห็นภาพคงต้องขอยกตัวอย่างมาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้น

หากคุณชอบซื้อเสื้อผ้าจากร้านในเครือ Jaspal ทาง The 1 Card ก็จะมอบสิทธิพิเศษส่งตรงถึงลูกค้าที่ซื้อสินค้าอยู่แล้วและกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่มี Lifestyle ที่ตรงกับแบรนด์

หรือแคมเปญ The 1 Card Everyday x Groove ข้อมูลบอกว่ากลุ่ม First Jobber ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเป็นสมาชิก The 1 Card มากเท่าไหร่นัก The 1 Card ก็เลยชวนร้านอาหารในโซนกรู๊ฟ เช่น Hobs, Wine I Love You, Peek-a-Boo ฯลฯ มาจัดโปรโมชั่น มื้อเที่ยงเริ่มต้นที่ 99 บาทกัน เพราะว่าตรงนั้นมีอาคาร The Offices at CentralWorld อยู่

ผลคือได้รับความสนใจมาก ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 50% ที่สำคัญเพียงแค่เป็นสมาชิกบัตรเดอะวันคาร์ด ก็สามารถสแกนรับสิทธิ์ได้เลย 

เรียกได้ว่าเป็น Win-Win Situation ทางเซ็นทรัลแฮปปี้-ร้านค้าแฮปปี้-สุดท้ายลูกค้าก็แฮปปี้ตามไปด้วย

นอกจากแคมเปญต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้จะตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันและเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำรีเทลในประเทศไทย นี่ยังจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ภาพใหญ่ของทางเซ็นทรัลที่หวังจะให้เป็น Center of Life หรือศูนย์กลางของการใช้ชีวิต เป็น One Stop Service ที่มาแล้วตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถมาได้ทุกวัน แม้จะไม่มีโอกาสพิเศษ 

จะแวะมาซื้อของหรือทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ แต่คำว่าเล็กๆ น้อยๆ นี้ ถ้าคุณมีบัตรเดอะวันคาร์ด คุณจะต้องยิ่งพิเศษกว่าใคร 

Xiaomi รุกหนัก! ส่งสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ หวังสร้างฐานลูกค้าในไทยมากขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศต้นกำเนิดของตัวเอง และกลายเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับสองในประเทศอินเดีย วันนี้ Xiaomi (เสี่ยวมี่) ก็ได้เริ่มก้าวเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัว ที่ขอแตกต่างด้วยการวาง Position ให้ตัวเองเป็นมากกว่าแบรนด์สมาร์ทโฟน นั่นคือการเป็นแบรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในราคาที่สามารถจับต้องได้

สะท้อนได้จากการเปิดตัวช้อปในรูปแบบของ Authorized Mi Store ในกรุงเทพ 2 สาขาที่ซีคอนบางแค และ อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ซึ่งนอกจากสมาร์ทโฟนก็ยังจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง นาฬิกาออกกำลังกาย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หม้อหุงข้าว หรือแม้กระทั่งเครื่องชั่งน้ำหนัก

และล่าสุดก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Mi Mix2 โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว(วันที่ 14/11/2017) สตีเวน หวัง ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาการตลาด เสี่ยวมี่ โกลบอล ได้ออกมาพูดถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของ Mi Mix2 ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาด 5.99″ ที่มาในรูปแบบของดีไซน์โค้งมน, กล้องหลังความละเอียด 12MP ที่ร่วมพัฒนากับทาง SONY รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่กล้านำภาพของ iPhone และ Samsung มาเทียบบนพรีเซนต์เทชั่นให้เห็นความแตกต่างแบบจะ ๆ

สุดท้ายก็ปิดด้วยราคา 17,900 บาท ตามสูตรของแบรนด์จีนที่มีจุดเด่นในเรื่องของราคา และจะวางขายครั้งแรกในไทยพรุ่งนี้ทาง Lazada เป็นที่แรก ตามด้วยร้านค้าต่าง ๆ อย่าง Jaymart, IT CITY และ Authorized Mi Store

ถือเป็นงานแถลงข่าวที่กล้าพูดถึงแบรนด์คู่แข่งอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรามักจะไม่ค่อยเห็นการแถลงข่าวในรูปแบบนี้ในประเทศไทยสักเท่าไหร่

สำหรับภาพรวมในไทย สตีเวน หวัง บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยนั้นยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก และทางแบรนด์จะนำ Business Model ที่เคยประสบความสำเร็จในประเทศอื่น ๆ มาทำตลาดในไทย นั่นคือการพัฒนา 3 สิ่งไปพร้อม ๆ กันนั่นคือ Hardware, Internet Platform และ New Retail

หวังจับคนระดับ Mid-High ซึ่งมีอยู่มากในประเทศไทย สะท้อนได้จากการทำสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยี ในราคาที่จับต้องได้ และวางจำหน่ายในช่องทางที่ใครก็สามารถเข้าถึง

โดยความคาดหวังของ สตีเวน หวัง ต่อตลาดในประเทศไทย ยังไม่ได้อยู่ที่ Market Share แต่กลับเป็นการสร้างฐานลูกค้าให้คนไทยรู้จัก Xiaomi มากขึ้นซะก่อน

เป็นสิ่งที่ต้องมาดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว Business Model ที่เคยประสบความสำเร็จในประเทศอื่น ๆ จนทำให้ Xiaomi ก้าวขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 5 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลก จะช่วยลบ Perception ของคนไทยบางกลุ่มที่มีต่อแบรนด์จีน และทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนหรือไม่

 

เอลลิโอ เดล เนสท์ คอนโดใกล้ BTS อุดมสุข ที่ชูจุดเด่นส่วนกลางพรีเมี่ยมขนาดใหญ่

ปกติเราจะเห็นคอนโดชูจุดเด่นตัวเองด้วยทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้คนอยากจะเข้ามาจับจองได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าหากมาวิเคราะห์กันดี ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเน้นความสะดวกสบายที่อยู่ภายนอกคอนโด

ซึ่งในยุคที่มีคอนโดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเจ้าแห่งคอนโดแนวรถไฟฟ้าอย่างอนันดา จึงเลือกที่จะทำ Marketing ในรูปแบบใหม่ด้วยการชูจุดเด่นในเรื่องของส่วนกลาง

และคอนโดที่เรากำลังพูดถึงนี้คือโครงการ เอลลิโอ เดล เนสท์ บนพื้นที่ส่วนกลางใหญ่มากอีกแล้ว ที่อยู่ห่างจาก BTS สถานีอุดมสุขเพียง 750 เมตร โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2.29 ล้านบาท

แม้จะเป็นโลเคชั่นที่อยู่ค่อนข้างใกล้กับตัวเมือง แต่นี่เป็นคอนโดที่จะทำให้คุณได้มีความเป็นส่วนตัวด้วย Unit ในแต่ละอาคารที่มีเพียงแค่ 200 Unit เท่านั้น นั่นเท่ากับว่าคุณจะได้มีเพื่อนบ้านในปริมาณที่เหมาะสม ไม่น้อยจนเงียบเหงา และไม่เยอะจนรบกวนความเป็นส่วนตัวมากไป

พื้นที่ส่วนกลางใหญ่มาก! 

เพราะนี่เป็นคอนโดที่มีสระน้ำถึง 2 โซน แบ่งเป็นโซน On ground และ High Scene ให้คุณได้ว่ายน้ำท่ามกลางบรรยากาศคอนโด ที่ตกแต่งไปด้วยต้นไม้สุดร่มรื่น หรือจะว่ายน้ำในวิว On Top กับสระน้ำที่สร้างอยู่บนตึกจอดรถก็ได้ทั้งนั้น

หรือจะนั่งดูวิวริมสระน้ำ พักผ่อนหย่อนใจใน Shelter Lobby ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบไม้สีอ่อน บวกกับเก้าอี้นั่งชิลล์ที่คล้ายกับรังนก เสมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็ได้เช่นกัน

ทั้งยังรายล้อมไปด้วยสวนและต้นไม้รอบโครงการ สมกับคอนเซปต์ Blending the Urban Life with Nature ผสมผสานธรรมชาติและชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว

นอกจากนั้นยังมีร้านค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากถึง 11 ร้านด้วยกัน ทั้งยังมี Co-Working Space เอาไว้รองรับการทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถมานั่ง Brainstrom กันในบรรยากาศสุดชิลล์ได้ ทั้งยังมีบริการรับส่งผู้อยู่อาศัยระหว่างตัวโครงการกับ BTS สถานีอุดมสุข

อีกไฮไลท์หนึ่งของตัวโครงการนั่นคือ Fitness ที่มาในรูปแบบของ 360 Scenic Tubular ให้คุณได้ออกกำลังกาย ฟิตแอนด์เฟิร์มพร้อมวิวธรรมชาติแบบรอบด้าน ที่มีสวนหย่อมขนาดเล็กคอยสร้างบรรยากาศอยู่ในนั้นด้วย

-เพราะไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย

แต่การมีไลฟ์สไตล์แบบพรีเมี่ยมคืออีกหนึ่งเหตุผล

ที่ทำให้หลายคนเลือกอยู่คอนโดด้วยเช่นกัน-

โดย เอลลิโอ เดล เนสท์ อุดมสุข มีห้องให้คุณได้เลือกอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ

1.แบบสตูดิโอ พื้นที่ใช้สอย 26-27 ตรม.

2.แบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 31-41.5 ตรม.

3.แบบ 2 ห้องนอน 52-52.5 ตรม.

และเอลลิโอ เดล เนสท์ อุดมสุขก็ยังไม่ทิ้งหัวใจสำคัญของการเป็นคอนโด เพราะนอกจากความสะดวกสบายภายในแล้ว ภายนอกโครงการหากเพียงเดินข้ามถนนไปก็จะพบกับ Makro Food Center ให้คุณเลือกซื้ออาหารและของสดกันได้อย่างสะดวกสบาย

-อยู่ห่างจาก Central Plaza บางนา เพียง 3.3 กิโลเมตร

-อยู่ห่างจากตลาดรถไฟศรีนครินทร์ 6 กิโลเมตร

-อยู่ห่างจากเดอะมอลล์ บางกะปิ 1.3 กิโลเมตร

คาดว่าแล้วเสร็จทั้งโครงการปี 2563 และได้เปิดให้จองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับใครที่อยากจะใช้ชีวิตที่ผสมผสานความเป็นธรรมชาติกับตัวเมือง และส่วนกลางขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัวแบบนี้แล้วล่ะก็ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://goo.gl/z2cNtt

 

โรงเรียนนานาชาติ ‘โชรส์เบอรี’ ทุ่ม 2,600 ล้าน เปิดแคมปัสใหม่รองรับความต้องการศึกษามากขึ้น

ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับมากี่ปี ‘โชรส์เบอรี’ ก็มักจะมีชื่อติดในโผโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวน 640,000 บาท / ปี (1 ปีมี 3 เทอม เท่ากับว่าเทอมละประมาณ 213,000 บาท)

แม้โรงเรียนนานาชาติจะดูเป็นการศึกษาราคาแพงในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้โชรส์เบอรี อีกหนึ่งโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของเมืองไทยกลับไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ที่เข้ามาสมัครเรียนได้เพียงพอ นั่นทำให้โชรส์เบอรีจำเป็นต้องปฎิเสธเด็กที่เข้ามาสมัครกว่า 640 คน

เมื่อ Demand มากเกินกว่า Supply โชรส์เบอรีจึงตัดสินใจที่จะเปิดแคมปัสใหม่ที่ใช้ชื่อว่า โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 ด้วยงบลงทุนกว่า 2,600 ล้านบาทของชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี กรุงเทพ หนึ่งในทายาทตระกูลโสภณพนิชหรือที่เรารู้จักกันดีในนามเจ้าของธนาคารกรุงเทพ

โดยโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส จะรองรับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษากว่า 640 คน

เมื่อเทียบสัดส่วน ขนาดของพื้นที่อาจจะดูมากกว่าจำนวนของนักเรียน และถ้ามองในทางธุรกิจโชรส์เบอรี ยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มได้อีกจำนวนมาก

แต่ชาลีกลับมองไปถึงเรื่องคุณภาพของการศึกษา เพื่อให้การศึกษาระดับอนุบาลและประถมในประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น ด้วยสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติให้เด็กได้ใช้สอย

ซึ่งสภาพแวดล้อมเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ แตกต่างจากการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ที่ถูกสอนด้วยตำราและคำบอกของครูในห้องสี่เหลี่ยม ๆ เท่านั้น

“การมีสถาบันการศึกษาชั้นเลิศในประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อระดับความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายของการลุงทนจากต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงชาวต่างชาติจะคำนึงถึงเรื่องการศึกษาของบุตรหลานเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆในการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะเข้าไปอยู่อาศัยและทำธุรกิจ “-ชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี กรุงเทพ 

แม้ในปัจจุบันจะมีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในบ้านเรามากมาย แต่สิ่งทีี่ทำให้โชรส์เบอรียังคงเป็น Top Of Mind ในความรู้สึกของผู้ปกครองหลาย ๆ คนนั่นคือเรื่องของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นจากประสบการณ์กว่า 15 ปีของโชรส์เบอรีจนกลายเป็น Branding ที่ผู้ปกครองต่างไว้วางใจ หรือบุคลากรและคุณครูส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์สอนทั้งในไทยและประเทศอังกฤษ

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความต่อเนื่องของบุคลากร ซึ่งกว่า 85-90% ยังคงทำงานอยู่ที่โชรส์เบอรี และนั่นก็ทำให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

โดยตอนนี้โชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคมปี 2018 ซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบเสร็จสมบูรณ์ ไม่มีการต่อเติมหรือสร้างเพิ่มในขณะเปิดการเรียนการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

และแม้จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่กลับมีผู้ปกครองเข้ามาจองสิทธิ์การศึกษาให้กับบุตรหลานของตัวเองแล้วมากถึง 40 ที่ ซึ่งการเรียนชั้นอนุบาล-ประถมที่โชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส ยังสามารถการันตีได้ด้วยว่า นักเรียนจะได้รับสิทธิ์ในการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมที่โชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส อย่างแน่นอน

 

Grab กับความท้าทายใหม่ บุกตลาดสมุย-หาดใหญ่ ที่คู่แข่งเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

วันนี้ (11/8/2560) ยี วี แตง ผู้อำนวยการแกร็บ ประเทศไทย และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร แกร็บ ประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่าตั้งแต่ Application เปิดตัวมาในปี 2556 มีจำนวนคนขับที่เข้ามา Join ในระบบเพิ่มขึ้น 150% ในทุกปี

ทาง GrabTaxi ก็เลยออกมาเอาใจคนขับด้วยการออกบริการใหม่ ที่ให้คนขับสามารถถอนเงินสดที่อยู่ในบัญชีเวลาผู้โดยสารจ่ายผ่านบัตรออกมาใช้ได้ทุกชั่วโมง ต่างจากเดิมที่ต้องรอถึงกำหนดวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานจนเกินไป เพราะคนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่มักจำเป็นต้องใช้เงินสดแบบวันต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อค่าเช่ารถ หรือค่าแก๊สก็ตาม

นี่คือใจความสำคัญหลัก ๆ ใน Press Release

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคำตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์หลังงานแถลงข่าว ที่ Marketeer ได้รวบรวมเป็นประเด็นเอาไว้ในด้านล่างนี้

GrabTaxi ครองสัดส่วน 95% ในตลาด Application เรียก Taxi ในไทย

จากตัวเลข 95% นี้ในภูมิภาค South East Asia ประเทศไทยจึงถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่มีการใช้บริการ Grab สูงสุด เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ด้วยเหตุผลในเรื่องของประชากรเท่านั้น

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้คนในบ้านเรานิยมใช้บริการ Grab ก็คือ 1)ความปลอดภัย 2)ความสะดวกสบาย 3)คุณภาพของตัว Application โดย Grab, GrabTaxi และ GrabBike คือ 3 บริการที่สร้างรายได้หลักใหกับทาง Grab ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

GrabPay ในไทยยังมีไว้รองรับแค่การจ่ายค่าโดยสารเท่านั้น

หากใครใช้ Grab จะเห็นว่ามักจะมี Notification หรือโปรโมชั่นล่อตาล่อใจขึ้นมาเพื่อให้เราผูกบัตรเครดิตเข้ากับตัว GrabPay อยู่บ่อย ๆ

ซึ่งในไทย GrabPay ยังเป็นเพียงแค่บริการที่เอาไว้จ่ายเงินค่าโดยสารเพื่อรองรับเทรนด์ Cashless Society เท่านั้น แต่ในประเทศสิงคโปร์ GrabPay ได้พัฒนาไปเป็น E-Wallet ที่สามารถใช้จ่ายเงินผ่าน QR Code นอกระบบได้

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า “GrabPay ในไทยจะยังคงเป็นบริการที่เอาไว้ชำระค่าโดยสารเท่านั้น เพราะเรายังคงยึดโมเดลของการเป็น On Demand Transportation อยู่ ยังมีตลาดในต่างจังหวัดให้ขยายอยู่อีกมาก เลยอยากไปโฟกัสกับตรงนั้นให้มากกว่า”

บุกตลาดใหม่ในสมุย-หาดใหญ่ ที่คู่แข่งเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

จากประเด็นที่แล้วในเรื่องของการขยาย Grab ไปยังต่างตลาดต่างจังหวัด สุราษฎร์ธานี-สมุย และ สงขลา-หาดใหญ่ จึงเป็น 2 เมืองใหม่ที่ Grab เข้าไป ที่เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อวันจันทร์ที่ 6/11/2560 นี้เอง

แม้การเข้ามาในช่วงแรก ๆ ของ Grab จะต้องต่อสู้กับกฎหมายและปัญหามากมาย แต่ต้องยอมรับว่าตลาดในกรุงเทพฯ นั้นแตกต่างจากสมุยและหาดใหญ่เป็นอย่างมาก

เพราะสองเมืองนี้ล้วนแต่เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีผู้ให้บริการเดิมครองตลาดมาเป็นเวลานานแล้ว การเข้าไปของ Grab จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้จะดีกับผู้บริโภคที่ได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรม แต่คงไม่ดีกับคนขับราคาเหมาสักเท่าไหร่

นี่จึงเป็นความท้าทายของ Grab ที่ พิธา และ ยี วี แตง กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทำ Marketing ไปยังสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำ Marketing แบบเฉพาะทางเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนสมุยและหาดใหญ่ มุ่งเน้นไปยัง Objective ว่า “Grab มาให้บริการทุกคนแล้วนะ”

ที่สำคัญคือการพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นหน่วยงานต่าง ๆ

โดยพิธา และ ยี วี แตง คาดหวังว่าจะให้ Grab มีการเติบโตใน 2 เมืองนี้เป็น 200-300% ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

โฆษณาที่ขายของเต็ม ๆ 2.41 นาที แต่กลับทำให้เราดูจนจบได้

2.41 นาที ถืือเป็นระยะเวลาในการทำโฆษณาที่ไม่สั้นเลย ยิ่งกับโฆษณาที่พูดขายของกว่า 90% ของชิ้นงานยิ่งยากเข้าไปใหญ่

แต่น่าแปลกว่าเรากลับดูโฆษณาดังกล่าวจนจบ

โฆษณาที่ว่าก็คืองานจากสายการบิน Air New Zeland

ถ้าพูดเยอะไปเดี๋ยวจะหาว่าสปอยล์แล้วจะดูกันไม่สนุกซะเปล่า ๆ เอาเป็นว่าเราไปดูโฆษณาตัวที่พูดถึงกันนี้ดีกว่า แล้วค่อยมาหาคำตอบว่าทำไมมันถึงเป็นโฆษณา Hard Sale ที่ดึงให้เราดูจนจบได้

ปกติโฆษณาที่ทำมาเพื่อขายของโดยเฉพาะหรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า Hard Sale มักจะทำมาในระยะเวลาสั้น ๆ ด้วยเหตุผลที่ต้องการจะสร้าง Awareness ให้กับผู้คน และรู้ดีว่าถ้าทำมายาวเกินไป ขายของนานเกินไป คนดูปิดทิ้งแน่

ส่วนโฆษณาที่เราเคยเห็นกันแบบนาน ๆ 5 นาที 10 นาทีขึ้นไปก็มักจะเป็นโฆษณาที่เน้นไปยังแนวคิดของแบรนด์ หลีกเลี่ยงการขายของแบบตรง ๆ และจะให้ผู้คนย้อนคิดกลับมาที่แบรนด์กับสินค้าด้วยเรื่องราวในตัวโฆษณาเอง

แต่โฆษณาของ Air New Zeland ชิ้นนี้กลับเป็น Hard Sale ที่มีความยาวกว่า 2.41 นาที และดึงให้เราดูจนจบได้

นั่นไม่ใช่แค่เหตุผลของการที่นกกีวีมีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ หรือ Mood & Tone ของตัวโฆษณาที่ทำให้เหมือนกับภาพยนตร์เท่านั้น

แต่เป็นเพราะการใช้สัตว์อย่างนกกีวีมาเป็นตัวเล่าเรื่อง ทำให้การพูดถึงบริการต่าง ๆ ของ Air New Zeland นั้นดูน่ารัก น่าติดตาม และน่าฟังกว่าการที่เอาคนมาพูดเป็นไหน ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าแค่เปลี่ยนให้สัตว์มาพูดแทนคน กลับทำให้คนดูอย่างเรา ๆ ฟังนกกีวีขายของจนจบได้

Agency: True, Auckland, New Zealand

ที่มา : Adsoftheworld

 

Collection ใหม่ของ Greyhound ที่ ‘เด็กออทิสติก’ มาออกแบบลายเสื้อให้

ถ้า Louis Vuitton x Supreme คือ Collaboration ที่เป็นกระแสมากที่สุดในปี 2017

Greyhound x Vejdusit Foundation น่าจะเป็น Collaboration ที่เราชอบที่สุดในปี 2017 เหมือนกัน

หลายคนรู้จักว่า Greyhound คือแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย แต่หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า Vejdusit Foundation คืออะไร

ถ้าให้พูดอย่างเป็นทางการเลย Vejdusit Foundation หรือมูลนิธิเวชดุสิต ก็คือมูลนิธิฯ ที่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ก่อตั้งมาเพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขกับผู้ป่วยยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงน้อง ๆ ผู้พิการ

ที่ครั้งนี้ได้ออกมาทำโปรเจ็คกับ Greyhound ผ่าน Collection : Unlimited Dreams โดยการให้เด็กออทิสติก มาออกแบบลายบนเสื้อของ Greyhound ให้

ลวดลายน่ารัก ๆ บนเสื้อไม่ได้แค่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดภายใต้จิตสำนึกของผู้ออกแบบด้วยว่าโลกในความคิดของพวกเขา ที่ึคนธรรมดาอย่างเราเข้าไม่ถึงนั้นสดใสเพียงใด

และด้วยลวดลายบวกกับดีไซน์ที่น่ารักของมัน ทำให้เราเชื่อว่านี่จะเป็นผลิตภัณฑ์ทางความคิดของเด็กออทิสติกที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลของความสวยงาม ไม่ใช่เพราะความสงสารแต่อย่างใด

ซึ่งการที่ผู้คนตัดสินใจซื้อเพราะด้วยเหตุผลของความสวยงามนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำ Social Enterprise

ยังไงนะหรอ ?

เพราะการซื้อด้วยเหตุผลของความสงสาร นอกจากจะทำให้เจ้าของผลงานไม่แฮปปี้ที่ถูกลดสถานะบางอย่างทางสังคมไป มันก็อาจจะทำให้ Social Enterprise อยู่ได้แค่ในระยะสั้น ๆ

ไม่เชื่อก็ลองคิดถึงตัวคุณเองก็ได้ว่าจะสงสารและช่วยเหลือคนอื่นแบบสุดกำลังกับปัญหาเดิม ๆ ได้สักกี่ครั้ง

เราคาดว่าไม่เกิน 2-3 ครั้ง

แต่ถ้าผู้คนซื้อสินค้านั้น ๆ ด้วยเหตุผลของความสวยงาม ที่จะนำไปใช้จริง ๆ มันก็คงจะเป็นการบริโภคที่ไม่จบสิ้น

และนั่นก็คงจะส่งผลให้ความช่วยเหลือไม่จบสิ้นด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพ : Greyhound Original

ผ่ากลยุทธ์ ADB ผู้นำผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ระดับสากล

ผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวถือเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูงและตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีทั้งในและต่างประเทศ จากความต้องการใช้ในภาคครัวเรือนเพื่อก่อสร้างซ่อมแซม อุดรอยรั่วซึม ตลอดจนการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม ความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงมาจากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง ด้วยศักยภาพการเติบโตตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม

บมจ. แอ็พพลาย ดีบี หรือ ADB เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมกาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์มายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจระหว่าง บจก. ดีบี เคมีคอล อินดัสเตรียล บริษัทชั้นนำในธุรกิจผลิตกาว และ บจก. แอ็พพลาย เคมิคอล อินดัสตรี้ ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซีระดับมาตรฐานสากล และมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวและผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทที่โลดแล่นอยู่ในธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทำให้ ADB เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับความไว้วางใจและสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ADB มีการลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้าและมุ่งเน้นการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ นับเป็นความโดดเด่นของธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีทีม R&D ที่ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย และยังได้ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากประเทศไต้หวันที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ตลอดจนมีความพร้อมด้านฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานในระดับสากล

โอกาสทางธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่ง … ADB จึงเป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ดาวรุ่งในธุรกิจกาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ที่น่าจับตามองและกำลังเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เร็วๆ นี้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ adb-ipo.com

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

เปิดแล้ว! แฟมิลี่มาร์ทในสไตล์มินิมอลสาขาที่ 2 ที่ให้ลูกค้าเข้าไปนั่งชิลล์ได้

หลังจากประสบความสำเร็จกับการทำแฟมิลี่มาร์ทในสไตล์มินิมอล ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามานั่งได้ ที่สาขาโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลมไป

วันนี้ (3 ต.ค. 60) จิรนันท์ ผู้พัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ได้เปิดตัวแฟมิลี่มาร์ทที่ให้ลูกค้าเข้ามานั่งได้เพิ่มอีกหนึ่งสาขา นั่นคือ ‘แฟมิลี่มาร์ทสาขาสุขุมวิท 33’ โดยเป็นร้านที่มาภายใต้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นสไตล์มินิมอล บนพื้นที่กว่า 200 ตรม.

โดยบริเวณชั้น 1 ของร้านจะถูกแบ่งออกเป็น 9 โซนหลัก ๆ ให้ลูกค้าได้มาเลือกสรรกัน ตั้งแต่โซนผลไม้และดอกไม้สด, โซนของที่ระลึก, โซนอาหารพร้อมทานแบบพร้อมเสิร์ฟตลอด 24 ชั่วโมง, โซนเครื่องดื่ม, โซนเบเกอรี่และกาแฟสด, โซนสุขภาพและความงาม, โซนสินค้านำเข้า อาทิ ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม และสุดท้ายคือโซนหนังสือ

ส่วนชั้น 2 จะเปิดให้เป็น Open Space ให้ลูกค้าได้มานั่งชิลล์กัน และยังมีห้องน้ำคอยให้บริการด้วย

อีกทั้งยังชูจุดเด่นที่ให้ลูกค้าสามารถส่งพัสดุด้วย Kerry Express ผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของแฟมิลี่มาร์ทได้

โดย จิรนันท์ ผู้พัฒน์ ได้กล่าวว่า “ภาพรวมการแข่งขันของร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน นอกจากเน้นปริมาณของสาขาแล้ว ยังจะต้องเน้นประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับกลับไปด้วย

สำหรับสาขาของแฟมิลี่มาร์ทในปัจจุบันอยู่ที่ 1,136 สาขา และอัตราการเปิดของสาขาก็จะอยู่ที่ประมาณ 50-100 สาขาต่อปี ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เป็นไปตามนโยบายของที่ทางบริษัทตั้งเป้าหมายเอาไว้อยู่แล้ว และการขยายสาขานี้ก็ยังตอบสนองกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีเวลาน้อยลง และเน้นความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น

ส่วนการเปิดสาขาในรูปแบบเดียวกับ ‘แฟมิลี่มาร์ทสาขาสุขุมวิท 33’ นั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะขยายต่อไป เพียงแต่จะต้องหาทำเลที่เหมาะสม และโดยส่วนใหญ่ก็ยังเน้นทำเลที่อยู่กลางใจเมืองเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน