All posts by Editor

เคทีซีส่งมอบเครื่องไตเทียม

นางสาวสุรางค์ มงคลอารีย์พงษ์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมด้วยทีมงานจากเอาท์ซอร์ส เซลส์ แอนด์ เทเลเซลส์ (Outsource Sales & Telesales)เคทีซีหรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และกัลยาณมิตร ร่วมกันมอบเครื่องไตเทียม มูลค่า 580,000 บาท ภายใต้โครงการ “Love & Share มหัศจรรย์แห่งรักและแบ่งปันให้กับ “ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยมี รองศาสตร์จารย์ นายแพทย์จิตตินัดด์ หะวานนท์ (กลาง) ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ศุภชัย ฐิติอาชากุล (ที่ 2 จากซ้าย) หัวหน้าศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อเร็วๆ นี้

กสิกรไทยคว้า 2 รางวัลยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิเคราะห์ฯ

นางสาวขัตติยา  อินทรวิชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ  ดร. อดิศวร์  หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยม และรางวัลไออาร์ยอดเยี่ยมในกลุ่มธุรกิจการเงินจากงานประกาศรางวัล IAA Awards for Listed Companies 2014 ซึ่งสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

MICE United ผนึกพันธมิตรจัดโปรดึงนักเดินทาง

ทีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ    ทีเส็บ ขยายโครงการ Thailand’s MICE United ปี 2 ดึงภาครัฐและเอกชน 9 หน่วยงานเสริมทัพขับเคลื่อนธุรกิจไมซ์เดินหน้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเดิมงานแรกด้วยการผนึกกำลังกับ 2 หน่วยงานเอกชนยักษ์ใหญ่อย่าง ทรูมูฟ เอช และ บีทีเอส เปิดตัว Thailand CONNECT Welcome Package กระตุ้นตลาดสร้างแรงจูงใจนักเดินทางกลุ่มไมซ์เข้าสู่ประเทศ ผลักดันไทยสู่จุดหมายปลายทางการจัดงานไมซ์ระดับภูมิภาค

นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ  ทีเส็บ เปิดเผยว่า “กลยุทธ์การตลาดในปี พ.ศ. 2558 ของทีเส็บมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการดึงกลุ่มนักธุรกิจไมซ์คุณภาพ ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย พร้อมส่งเสริมให้ไทยเป็น TOP OF MIND ของอุตสาหกรรมไมซ์ในภูมิภาคเอเชียโดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ร้อยละ 5 เพิ่มจำนวนรายได้ร้อยละ 10 รวมทั้งยกระดับตำแหน่งทางการตลาดของประเทศไทย มุ่งสู่การเป็นตลาดไมซ์คุณภาพของภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานด้านการตลาดของทีเส็บสำหรับตลาดไมซ์ทั้งในและต่างประเทศนั้น จะเน้นการทำงานภายใต้กลยุทธ์ “4P” หรือ Public – Private – People – Partnership ซึ่งเป็นโครงสร้างการบริหารความร่วมมือในการส่งเสริมธุรกิจไมซ์ตามกลยุทธ์การตลาดร่วมกับพันธมิตรกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และความตระหนักรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ เอกชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ในปี 2557 ทีเส็บได้เปิดตัวโครงการ “Thailand’s MICE United : ฟื้นเศรษฐกิจไทย ร่วมใจธุรกิจไมซ์” โดยร่วมมือกับ 4 ภาคีอย่างกระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยผ่านการจัดกิจกรรมได้แก่ กิจกรรมพาสื่อมวลชนนานาชาติร่วมสัมผัสประสบการณ์ไมซ์ในประเทศไทย (International Media Familiarization Trip) และกิจกรรมไทยแลนด์ไมซ์โรดโชว์ (Thailand MICE Roadshow) ในกลุ่มประเทศเป้าหมายในภูมิภาคเอเชีย และยุโรป เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมายังประเทศไทย โดยได้รับผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

ในปี 2558 นี้ ทีเส็บเร่งเครื่องขยายโครงการ Thailand’s MICE United ปีที่ 2 ดึงภาคีทั้งในและนอกอุตสาหกรรมไมซ์เข้าร่วมโครงการภายใต้แนวคิด Thailand’s MICE United : เดินหน้าประเทศไทย ร่วมใจธุรกิจไมซ์รองรับ AEC” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางในการจัดงานไมซ์ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบในปลายปีนี้ โดยมีพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการในปีที่ 2 ทั้งสิ้น 9 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กลุ่มพันธมิตรการตลาดโรงแรมริมน้ำเจ้าพระยา สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

นายนพรัตน์ กล่าวต่อไปว่า “ทีเส็บเปิดตัวกิจกรรมแรกภายใต้โครงการ Thailand’s MICE United ปีที่ 2 ด้วยความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดทำ Thailand CONNECT Welcome Package เพื่อเป็นข้อเสนอในการจูงใจผู้จัดงานและนักเดินทางกลุ่มไมซ์ให้เข้ามาจัดงานและร่วมกิจกรรมไมซ์ในประเทศไทย เพิ่มจำนวนนักเดินทาง ตลอดจนเพิ่มรายจ่ายต่อหัวของนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากทั่วโลก โดยภายในแพ็กเกจประกอบด้วย บัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS Connect SmartPass ประเภทเติมเงิน สกรีนลาย Thailand CONNECT และ Free WiFi Trial by TrueMove H จำนวน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยสามารถเชื่อมต่อจุดให้บริการ True WiFi กว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ ตอกย้ำการเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของธุรกิจไมซ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยระยะเริ่มต้นทีเส็บได้จัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการตลาดเพื่อดึงดูดนักเดินทางกลุ่มไมซ์จำนวน 15,000 ชุด แบ่งเป็นเพื่อส่งเสริมการตลาดต่างประเทศของกลุ่มที่ผ่านการสนับสนุนโดยทีเส็บจำนวน 12,000 ชุด ครอบคลุมกลุ่มตลาดการประชุม ตลาดการประชุมนานาชาติ และตลาดการแสดงสินค้านานาชาติ และเพื่อการประชาสัมพันธ์แพ็กเกจการสนับสนุนของทีเส็บ ผ่านสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสื่อมวลชนทั้งภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รวมทั้งสิ้น 3,000 ชุด”

นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการด้านธุรกิจโมบายล์ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูมูฟ เอช มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการที่จะร่วมมือกับทีเส็บ ในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับการจัดกิจกรรมไมซ์ ภายใต้โครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ทีเส็บ และพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการจะนำเสนอบริการและสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไมซ์ในประเทศไทย โดยทุกฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการจัดกิจกรรมไมซ์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน ที่พัก สถานที่จัดงานประชุม การคมนาคมขนส่ง และในด้านบริการการสื่อสารที่มีมาตรฐานระดับโลก”

นายสุรเชษฐ์ แสงชโยสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เพื่อรองรับการเดินทางในกลุ่มไมซ์ บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญเช่นเดิม โดยในภาพรวมแล้วในระยะเวลาอันใกล้ การใช้ตั๋วร่วมในการเดินทางเข้าสู่ระบบอื่น ๆ จะทำให้สะดวกขึ้น โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนได้เข้าระบบต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น และทาง BTS ยังคงให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกับทีเส็บเช่นเดิม และหากมีโอกาสที่จะทำให้พันธมิตรระหว่างเราแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นบริษัทฯก็ยินดี”

“ทีเส็บยังมีกิจกรรมที่ต้องเร่งดำเนินงานภายใต้โครงการ Thailand’s MICE United ปีที่ 2 อีกหลากหลายกิจกรรมประกอบด้วย การจัด Thailand MICE Roadshow ไปยังตลาดเป้าหมาย 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เยอรมัน และจีน ระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน / การจัดกิจกรรม Media Familiarization Trip สำหรับสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ไมซ์ซิตี้ทั้ง 5 เมือง ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ / และการจัดงาน Thailand’s MICE Award Charity Dinner สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไมซ์ผ่านกิจกรรม CSR แก่ภาคประชาชนในปลายปีนี้ โดยคาดว่าจากการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการทั้งหมดจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนักเดินทางกลุ่มไมซ์ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน

ด้านเป้าหมายไมซ์ในภาพรวมนั้น ปีนี้ทีเส็บคาดว่าจะมีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ทั้งหมดรวม 1,036,300 คน    คิดเป็นรายได้ 106,780 ล้านบาท” นายนพรัตน์ กล่าวสรุป

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ต้อนรับแอร์บัสลำที่ 3 พร้อมเพิ่มเที่ยวบินโตเกียว,โอซาก้า

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ต้อนรับเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 ลำที่ 3 เข้าประจำการ พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินสู่โตเกียว และโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

 

Photo Caption TAX_0991 – สายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ สายการบินราคาประหยัดให้บริการเส้นทางการบินระยะไกลสายการบินแรกของประเทศไทย ต้อนรับเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ330-300 ลำที่ 3 ของสายการบิน พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีเจิมเครื่องบินและประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีนายนัดดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ นำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมในพิธี

 

เครื่องบินแบบแอร์บัส เอ330-300 ลำดังกล่าวของสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้รับการทำสีในลวดลายของ “ปาร์ค จี ซอง” นักฟุตบอลคนดังแห่งเอเชีย ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของทางสายการบินและตัวอย่างของนักกีฬาที่ดีและมีความสามารถ ที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งต่อความสำเร็จ ความมีวินัย  และความสุภาพอ่อนน้อมตามวิถีของคนเอเชียออกไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้ทั่วกันผ่านลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นด้านข้างเครื่องบิน

 

ทั้งนี้ เครื่องบินลำดังกล่าวได้รับการจัดที่นั่งจำนวน 377 ที่นั่ง ประกอบด้วยที่นั่งชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้จำนวน 12 ที่นั่ง และที่นั่งชั้นประหยัดอีก 365 ที่นั่ง โดยไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้รับมอบเครื่องบินลำที่สามเข้ามาเพื่อเพิ่มความถี่การให้บริการตามแผนธุรกิจที่วางเอาไว้ โดยตารางบินฤดูร้อนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2558 เป็นต้นไปด้วยเส้นทางบินจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังกรุงโตเกียว (นาริตะ) ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 เที่ยวบินต่อวัน เส้นทางบินจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังเมืองโอซาก้า (คันไซ) ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 เที่ยวบินต่อวัน และเส้นทางบินจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยัง กรุงโซล (อินชอน) ประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 1 เที่ยวบินต่อวัน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและการสำรองที่นั่ง สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.airasia.com

“เทสโต ฟิต” ดึง เวียร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ อวดซิกแพ็ค สุดฟิต กลางสีลม

เรียกเสียงฮือฮา กรี๊ดกร๊าดจากสาวออฟฟิศทั้งสาวเล็ก สาวใหญ่ สนั่นย่านสีลม เมื่อเมื่อ “เทสโต ฟิต”     พาแบรนด์แอมบาสเดอร์ หนุ่ม “เวียร์” ศุกลวัฒน์ คณารศ พระเอกเบอร์หนึ่งช่อง 7 กับหุ่นฟิตเปรี๊ยะ มาจัดกิจกรรมเปิดตัวและแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่แบบสุดแซ่บกลางสีลม คอมเพล็กซ์  แจกแหลกกับ “เทสโต ฟิต” ไซส์ L ขนาดใหญ่จุใจเท่ากระสอบทรายจำนวน 100 ชุด สำหรับผู้โชคดี 100 ท่านแรก พร้อมกิจกรรมโชว์ “ฟิต” มากมาย อาทิ “เทสโตฟิต แดนซ์” ประลองความฟิตกับเวียร์เพื่อชิงผลิตภัณฑ์เทสโตไซส์ XL ที่บรรจุเทสโตถึง 2 ลังเต็มๆ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

หนุ่มเวียร์ เปิดเผยว่า “วันนี้เป็นงานแรกกับการเปิดตัวในฐานะแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของเทสโต ฟิต ซึ่งเป็นมันฝรั่งแท้ทอดกรอบที่มีความแตกต่างและโดดเด่นทั้งในด้านกระบวนการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพ มีให้เลือกถึง 5 รสชาติ จึงอยากให้ทุกคนได้ลอง วันนี้ได้นำ “เทสโต ฟิต” มาแนะนำให้หนุ่มสาวชาวสีลมได้ลองกันพร้อมกิจกรรมโชว์ความฟิตมากมาย ยอมรับว่าตื่นเต้นมากครับ แต่ผมฟิตอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะทั้งออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดูแลรักษาตัวเองให้ดูดีและแข็งแรงเสมอเพื่อแฟนๆ ครับ และก็ขอฝาก “เทสโต ฟิต” ใหม่ที่เป็นมิตรกับสุขภาพและเตรียมพบกิจกรรมฟิต ๆ ของ “เทสโต ฟิต” อีกมากมายนะครับ ที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ฟิต เฟิร์ม ดูดี และเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนผมนะครับ”

นอกจากนั้น หนุ่มเวียร์ ยังกล่าวอย่างอารมณ์ดีถึงผลงานอื่นๆ ของตนว่า ตอนนี้กำลังถ่ายทำละครเรื่อง “เพื่อนแพง” ประกบกับนางเอก ยุ้ย จีรนันท์ และปุ๊กลุ๊ก ฝนทิพย์ และมีกิจการอื่นๆ ที่ดูแลอยู่ไม่ว่าจะเป็น ร้านมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์ไบค์ ฟิตเนส ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ รวมถึงกิจกรรมแจกเสื้อกันหนาวที่จัดทำขึ้นด้วยตัวเองกับแฟนคลับโดยได้นำเสื้อกันหนาวไปมอบให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนว่าประสบความสำเร็จและรู้สึกอิ่มใจอย่างมาก โดยหนุ่มเวียร์ยังฝากขอกำลังใจกับงานพรีเซ็นเตอร์ใหม่ เทสโต ฟิต พร้อมฝากภาพยนตร์โฆษณา “เทสโต ฟิต” ที่ออกอากาศอยู่ในขณะนี้อีกด้วย

ททท.-วีซ่ายืดเวลาโครงการ ไทยแลนด์ สแปลช แอนด์ สไปซ์ 2558

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และวีซ่าได้ร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับโลก ผ่านโครงการ ไทยแลนด์สแปลชแอนด์สไปซ์ 2558

 

โครงการนี้จัดขึ้นเป็นปีที่สี โดยในปีนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2558 ไปจนถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2558 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษจากโรงแรมชั้นนำในประเทศและร้านอาหารที่ร่วมรายการสำหรับผู้ถือบัตรวีซ่าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 80โรงแรมใน กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย และหัวหิน พร้อมใจกันมอบส่วนลดสุดพิเศษ ซึ่งผู้ถือบัตรวีซ่าสามารถสัมผัสรสชาติอาหารระดับโรงแรมได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 749++ สำหรับมื้อเที่ยง[1]

 

“โครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในประเทศไทย”นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว กล่าว

 

“ปีนี้พิเศษกว่าปีที่ผ่านมาเพราะเราคัดสรรแต่ ร้านอาหารระดับสี่ดาวขึ้นใป ที่มีเอกลักษณ์ และอาหารจานเด่นมาร่วมโครงการ พร้อมกับขยายเวลาโครงการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเดือน”นางวิไลวรรณ กล่าวเสริม

 

นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ ททท. อีกครั้งหนึ่งในการโปรโมท‘ไทยแลนด์ สแปลช แอนด์ สไปซ์ 2558’ ซึ่งโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อมอบสิทธิพิเศษและส่วนลดในโรงแรมชั้นนำ ร้านอาหาร และภัตตาคารในประเทศไทยให้แก่ผู้ถือบัตรวีซ่า วีซ่ามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับ ททท. และพันธมิตรที่สำคัญอย่าง สมาคมโรงแรมไทยสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) และ เมืองพัทยา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น”

 

โครงการดังกล่าวจะมอบประสบการณ์สุดพิศษไม่เหมือนใครและส่วนลดพิเศษให้แก่นักชิมชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งยังพร้อมใจกันกันมอบโปรโมชั่นสำหรับ Set Menu หรือบุฟเฟต์ มื้อกลางวันและมื้อเย็น ในราคาสุดพิเศษเพียง 749บาท++ สำหรับมื้อกลางวัน และ 1,499บาท++ สำหรับมื้อเย็น นอกจากนี้โรงแรมบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการยังมอบส่วนลดและแพคเกจที่พักให้ผู้ถือบัตรวีซ่าในราคาพิเศษอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆอีก อาทิ มหกรรมการช็อปอย่าง อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ เซลล์ (Amazing Thailand Grand Sale) ซึ่ง วีซ่า และ ททท. ได้ร่วมกันจัดงานมาอย่างยาวนานเพื่อโปรโมทให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของผู้ถือบัตรวีซ่าทั่ว

 

[1]เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด

ธุรกิจขนส่งทางถนนคึกคักรับ AEC

ธุรกิจขนส่งทางถนนของไทยในปี 2557 ที่ผ่านมา นับว่าไม่เติบโตนักสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไม่ขยายตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และแม้ว่าในช่วงครึ่งหลังของปีสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความชัดเจนขึ้น แต่การบริโภคภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร รวมทั้งการเติบโตของภาคการส่งออกไม่เป็นไปตามคาด จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอลง จึงส่งผลให้ธุรกิจขนส่งซึ่งเป็นกิจกรรมสนับสนุนภาคธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

สำหรับในปี 2558 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธุรกิจขนส่งทางถนนของไทยน่าจะมีความคึกคักขึ้นกว่าปี 2557 ที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงระยะข้างหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของภาครัฐ และโครงการลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนเริ่มทยอยฟื้นตัว นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลที่ลดต่ำลงมีส่วนช่วยลดภาระต้นทุนด้านพลังงานของภาคการขนส่ง รวมถึงทิศทางการลดลงของราคาพลังงานโดยรวมที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคลงไปได้บางส่วน ก็น่าจะเป็นผลดีต่อภาวะการบริโภค

แนวโน้มธุรกิจขนส่ง ปี 58 ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสจาก AEC ขยายการลงทุนไป CLMV

สำหรับทิศทางของผู้ประกอบการขนส่งทางถนนของไทยในปี 2558 นี้ นับว่าได้มีการปรับตัวและปรับ กลยุทธ์โดยการมุ่งการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต และบริการของไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศแถบอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทย หรือสามารถเดินทางผ่านแดนโดยการคมนาคมทางถนนได้ จึงเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจขนส่งสินค้า ทั้งนี้ การให้บริการของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศของผู้ประกอบการไทยไปยัง CLMV ในปัจจุบัน มีการดำเนินการแบ่งได้หลายรูปแบบ อาทิ

– บริการขนส่งระหว่างประเทศเพื่อการเชื่อมโยงการค้า และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนระหว่างประเทศ

– การเข้าไปลงทุนในประเทศ CLMV เพื่อประกอบกิจการขนส่งและการจัดการซัพพลายเชนในประเทศเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปให้บริการผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีการเตรียมตัวเพื่อรับโอกาสจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของประเทศ CLMV ซึ่งโอกาสทางการตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมากนี้ ทำให้ CLMV เป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ประกอบการไทย

โดยจะเห็นได้จากการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV ในปี 2557 มีมูลค่าถึง 151,063.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือเติบโตกว่า ร้อยละ 28.4 (Y-o-Y) และการลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV ใน 9 เดือนแรกของปี 2557 มีมูลค่ากว่า 4,629.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเติบโตกว่าร้อยละ 18.4 (Y-o-Y)

สำหรับทิศทางของการขยายการลงทุนของธุรกิจขนส่งไปยังประเทศ CLMV ในระยะข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามแดน ธุรกิจคลังสินค้า คลังสินค้าห้องเย็น และรถขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้บริการธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหาร เครื่องดื่มและเวชภัณฑ์ เป็นตลาดที่น่าจะขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นรายการสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าว จากความนิยมจากประชาชนในประเทศเหล่านั้นที่มีต่อเนื่องมายาวนาน นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าไปขยายการลงทุนของธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะเชนร้านอาหาร และเครื่องดื่ม ตลอดจนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในประเทศ CLMV อีกด้วย

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ CLMV มีโครงสร้างด้านเกษตรกรรมที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย จึงส่งผลให้เกิดการลงทุนด้านธุรกิจการเกษตรของไทยในกลุ่มประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในลักษณะ Contract farming เพื่อรับซื้อผลผลิตกลับมาแปรรูปยังประเทศไทย และการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร อาทิ การผลิตน้ำตาล การแปรรูปอาหารสัตว์ เป็นต้น ดังนั้น จึงส่งผลให้ธุรกิจขนส่งสินค้าเกษตร และศูนย์กระจายสินค้าเกษตร เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจับตามอง

 

      ปี 2558 ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนยังคงต้องเผชิญความท้าทาย หลากหลายด้าน

          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2558 แม้ว่าธุรกิจขนส่งน่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม และมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะได้รับโอกาสจากการเปิด AEC อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูง และการเข้ามาในตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศที่เล็งเห็นโอกาสที่สดใสใน AEC เช่นเดียวกัน

  • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลง แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูโดยต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 30 ของต้นทุนการขนส่งสินค้าในแต่ละเที่ยว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในปี 2558 ลดลงจากปี 2557 ประมาณร้อยละ 15 (ในขณะที่ปัจจัยต้นทุนด้านอื่นคงที่) จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อเที่ยวลดลงร้อยละ 4.4 (จากเที่ยวละ 34.15 บาท ต่อกิโลเมตร เหลือเที่ยวละ 32.66 บาท/กิโลเมตร) หรือราคาน้ำมันดีเซลที่เปลี่ยนแปลงไปทุกร้อยละ 10 จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งต่อเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 2.9             อย่างไรก็ดี แม้ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงจะส่งผลบวกต่อธุรกิจขนส่ง แต่คาดว่าในระยะข้างหน้าอัตราค่าขนส่งจะไม่ได้ปรับตัวลงมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มทรงตัว และนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของรัฐที่ลดการนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันและเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ ผู้ประกอบการก็ยังคงต้องเผชิญต้นทุนด้านอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนด้านค่าตอบแทนแรงงานซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 39 ของต้นทุนการขนส่งสินค้าทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 25 ของต้นทุนทั้งหมดอีกด้วย
  •             ทั้งนี้ แม้ว่ารถบรรทุกขนส่งสินค้าส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 76 จะใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงในการขนส่ง แต่บางส่วนก็ยังมีการใช้ก๊าซ NGV อยู่บ้าง ซึ่งรถบรรทุกที่ใช้ก๊าซ NGV จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากการที่ภาครัฐได้มีการปรับโครงสร้างราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซ NGV สำหรับรถยนต์ล่าสุดปรับขึ้นไปที่ 13.00 บาท /กิโลกรัม
  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในขณะนี้มีแนวโน้มทรงตัว หลังจากมีการปรับระดับราคาลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ควบคู่กับการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบัน (ณ 20 กุมภาพันธ์ 2558) อยู่ที่ 26.79 บาท/ลิตร
  • ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทายจากผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างชาติ          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่านอกจากผู้ประกอบการขนส่งชาวไทยจะเล็งเห็นโอกาสจากขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียนภายหลังการเปิด AEC แล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างชาติยังได้สนใจเข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจขนส่งในไทยและอาเซียนอีกด้วย ซึ่งนับเป็นประเด็นท้าทายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศหลากหลายกลุ่มซึ่งมีจุดแข็งและตลาดเป้าหมายที่แตกต่างกัน อาทิ

 

  •  
  • กลุ่มทุนจากประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของจีนให้ใช้เส้นทาง R3A ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ของจีนตอนใต้ สปป.ลาว และประเทศไทยเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจีนมีความได้เปรียบเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในเส้นทางดังกล่าว ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มทุนจากจีนได้เล็งเห็นโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงเตรียมลงทุนก่อสร้างโครงการศูนย์โลจิสติกส์ที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้ในการพัก ขนถ่าย และเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่จะส่งต่อไปยังกรุงเทพมหานครและตลาดอาเซียนต่อไป
  • กลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น และฮ่องกง โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาให้บริการจัดการโลจิสติกส์ของกลุ่มอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้
  • กลุ่มทุนจากกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์รายใหญ่ที่มีความชำนาญและมีระบบการจัดการที่ทันสมัย ซึ่งได้มีการลงทุนอยู่เดิมแล้วมีการเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยเล็งเห็นโอกาสในการให้บริการระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจร และขยายพื้นที่คลังสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามการขยายตัวของภาคธุรกิจที่ปัจจุบันมีการกระจายตัวไปตามต่างจังหวัดอย่างไรก็ดี สำหรับ ผู้ประกอบการไทย นั้นนับว่ามีจุดแข็งจากการเป็นเจ้าถิ่นที่มีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจในพื้นที่มานาน จึงมีความเชี่ยวชาญด้านเส้นทางและมีเครือข่ายพันธมิตรในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีสายสัมพันธ์อันดีในการเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งการมีความรู้ความชำนาญด้านกฎระเบียบ และพิธีการด้านการประกอบการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอีกด้วย          กล่าวโดยสรุป ในปี 2558 นี้ นับว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจขนส่งของไทยมีการเติบโตที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจภายในประเทศ และจากโอกาสที่ท้าทายจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีโอกาสเติบโตอีกมากโดยเฉพาะตลาดประเทศ CLMV ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย และสามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ทางถนน โดยเฉพาะโอกาสของธุรกิจการขนส่งผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารด้วยการควบคุมอุณหภูมิหรือ Food Cold Chain ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อีกมาก อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นท้าทายสำหรับธุรกิจอยู่อีกมาก เนื่องจากไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการไทยเท่านั้นที่มองเห็นโอกาสที่สดใสจาก AEC หากแต่ผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่จากต่างประเทศก็เล็งเห็นเช่นกัน ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการขนส่งไทยรายใหญ่ได้เข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป ในขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางก็ได้มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมในการขนถ่ายสินค้าระหว่างกัน อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น อาจจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยรายกลางและรายเล็กจำเป็นต้องเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อประสิทธิภาพในการบริการขนส่งที่ครบวงจรและเป็นมาตรฐานสากลขึ้น รวมถึงอาจต้องพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีทักษะความรู้ด้านการจัดการโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพอีกด้วย
  •             นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐควรให้การสนับสนุนภาคการขนส่ง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งการตั้งนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การตั้งจุดพักรถบรรทุก และศูนย์กระจายสินค้าในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบศุลกากรในกระบวนการขนส่งข้ามแดนและผ่านแดนให้มีความทันสมัยและรวดเร็วเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เป้าหมายที่จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งที่เชื่อมปัจจัยการผลิต ระบบการผลิต ห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าไปให้บริการอุตสาหกรรมนั้นๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน และท้ายที่สุดจะสามารถผลักดันให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคได้
  • โดยการเข้ามาแข่งขันดังกล่าวนั้นบริษัทคู่แข่งจากต่างชาติล้วนแล้วแต่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการบริการที่ครบวงจร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทโลจิสติกส์ของไทยได้ เนื่องจากหากผู้ประกอบการไทยยังไม่หาจุดแข็งในการประกอบธุรกิจแล้วก็อาจจะทำให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันได้

ไปกินชาเขียว กินขนมที่เซ็นทรัลเวิลด์

ทัสสินี วัชรเสถียร ร่วมกับ ศันสนา จิราธิวัฒน์ จัดงานแถลงข่าว The Real Taste of Matsueชาโฮะ (Chaho) ในฐานะผู้บุกเบิกตำนานชาเขียวคุณภาพดีจากญี่ปุ่น ได้นำสองรสชาติแท้ๆแห่งเมืองมัตสึเอะทั้งมัทฉะชั้นเลิศ และวากาชิ ศิลปะที่ลิ้มรสได้ มาให้คนไทยได้สัมผัส ครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ นามาวากาชิขนมวากาชิขั้นสูง ที่แสดงถึงฝีมืออันประณีตของผู้ปั้น มารวมตัวกันมากที่สุดถึง100 แบบ และเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ ระหว่าง วันที่ 6-8 มีนาคม 2558  ที่ร้าน Chaho ชั้น 4 โซน Atrium ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Advice” จุดพลุตลาดไอทีและสมาร์ทโฟนปี 2558

บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป จำกัด ประกาศเดินหน้ารุกตลาดสินค้าไอที สมาร์ทโฟน ตั้งเป้าผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยสาขาที่ครอบคลุมกว่า 350 สาขาทั่วประเทศ พร้อมขึ้นแท่นเบอร์ 1 สมาร์ทโฟนในกลุ่มผู้ค้าไอที ด้วยยอดขายในกลุ่มสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และแอนดรอยด์ที่เติบโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014

 

นายณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ปจำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันแอดไวซ์มีหน้าร้านกว่า 350 สาขาครอบคลุมทุกตำบล อำเภอ จังหวัดในประเทศไทย จำหน่ายสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไอที และระบบเน็ตเวิร์ก จากผู้ค้าและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2014 ที่ผ่านมามียอดขายรวมกว่า 12,000 ล้านบาท

 

“ด้วยความโดดเด่นในการบริหารหน้าร้านแบบให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่เป็นคนท้องถิ่นบริการร้านค้าด้วยตนเอง ซึ่งข้อดีของการบริหารงานแบบนี้จะทำให้แอดไวซ์มีความเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้า สามารถวางแผนการทำตลาด และจัดหาสินค้าและบริการเพื่อนำมาตอบสนองความต้องการลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้แอดไวซ์ยังได้เพิ่มทีมผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย การวางตำแหน่งสินค้า ฯลฯ ในระดับสากลเข้ามาร่วมงาน ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้ค้า และพันธมิตรมิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเปิดโอกาสทางธุรกิจอย่างกว้างขวาง”

 

นายจักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ ประธานบริหารสายงานผลิตภัณฑ์และการจัดการ กล่าวว่า ปัจจุบันแอดไวซ์ทำความร่วมมือกับผู้ค้าไอทีและสมาร์ทโฟนรายใหม่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพเข้ามาวางจำหน่ายในร้านค้าแอดไวซ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของเราที่มีในทุกกลุ่ม โดยฟีตแบคที่ได้จากร้านค้าในจังหวัด และภาคต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถคัดเลือกสินค้าที่จะนำเข้ามาจำหน่ายได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

 

ด้านนายพรเทพ วัชรอำนวย ประธานบริหารสายงานการขายและโลจิสติกส์ กล่าวว่า ด้วยจำนวนสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้นการประสานงานในแต่ละสาขาเพื่อหาสินค้ามาตอบสนองความต้องการลูกค้าให้ได้ทันเวลา จึงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป แอดไวซ์จึงพยายามเข้าใจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ มีการเลือกสินค้าที่จะมาวางจำหน่าย รวมถึงเลือกวิธีการทำกิจกรรมการตลาดให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยที่ลูกค้าของเราสามารถซื้อสินค้าจากร้านแอดไวซ์ได้ทั่วประเทศ รวมถึงการให้คำปรึกษาและบริการอื่นๆ จากเจ้าของกิจการโดยตรง

 

ปัจจุบันแอดไวซ์แบ่งกลุ่มผลิตออกเป็น 4 กลุ่มคือคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไอที และระบบเน็ตเวิร์ก ได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้ากว่า 350 รายในการจัดจำหน่ายสินค้ากว่า 6,000 รายการ และร่วมกับพันธมิตรชั้นนำในการเสนอบริการให้แก่ลูกค้าแอดไวซ์

อีเลคโทรลักซ์ เดินหน้าลุยตลาดพรีเมี่ยมชูแนวคิด“Hip ‘n Health”

อีเลคโทรลักซ์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเแบรนด์ตลาดพรีเมียม ด้วยคอนเซ็ปท์ใหม่     “Hip ‘n Health” โชว์ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในอัตราสองหลักติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แม้ภาพรวมของมูลค่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยปี 2557 ติดลบ 5 % แต่อีเลคโทรลักซ์เติบโตในทุกกลุ่มสินค้า ดันสินค้าเพิ่มมูลค่าด้วยคอนเซ็ปต์เสริมสุขภาพ

ปี 2557 ปีที่เหนื่อยแต่สำเร็จด้วยทีมเวิร์คเข้มแข็ง

ภาพรวมธุรกิจอีเลคโทรลักซ์ทั่วโลก สำหรับช่วงไตรมาสที่ 4/2557 กลุ่ม บริษัทแม่อีเลคโทรลักซ์ มีผลกำไรที่ดีขึ้น ในทุกกลุ่มธุรกิจในปีที่ผ่านมาอีเล็คโทรลักซ์ทั่วโลก จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ทั้งสิ้น 50 ล้านชิ้น ให้กับผู้บริโภคใน 150 ประเทศ เป็นยอดขายถึง 112,000 ล้านสวีดิชโครน

ในประเทศไทย จากผลการวิจัยตลาด GFK แสดงให้เห็นว่าอีเลคโทรลักซ์ประเทศไทย คือผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้า ในอัตรา 36.2 เปอร์เซ็นต์ และในกลุ่มเครื่องดูดฝุ่นคงความเป็นอันดับหนึ่งได้เช่นกัน ในอัตรา 28.4 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคม 2557)

จากผลประกอบการในปี 2557สุทธิ มโนกิจจรูญมั่น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจที่ซบเซาในปี 2557 นั้น ยอดขายอีเลคโทรลักซ์ยังเติบโตอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ต้องขอขอบคุณลูกค้าของเราที่ยังคงไว้ใจแบรนด์เราอย่างมั่นคงและผูกพันมาโดยตลอด เนื่องจากนวัตกรรมต่างๆ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ดีไซน์โดดเด่นในระดับพรีเมียม จึงได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากลูกค้า

อย่างไรก็ตาม การให้บริการหลังการขายก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของอีเลคโทรลักซ์ และปี 2557 เราได้ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มคนทำงานคนรุ่นใหม่ โดยผ่านสื่อการตลาดออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น

โดยกลุ่มสินค้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากในปีที่ผ่านมา คือ ตู้เย็น 2-3 ประตูรุ่นใหม่ และเครื่องปรับอากาศ Viva Grande”

 

มุ่งเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ในปี 2558

ในปี 2558 นี้ อีเลคโทรลักซ์ ต้องการโฟกัสกลุ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ตามแนวคิด “Hip ‘n Health” จึงจัดทัพปรับโฉมผลิตภัณฑ์ทั้งที่มีอยู่แล้วและผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมจุดเด่นที่โดนใจ เพื่อวิถีการดำเนินชีวิตทันสมัย เน้นความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตประจำวันที่บ้าน ควบคู่ไปกับความเอาใจใส่ดูแลสุขภาพเป็นสำคัญ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ดีไซน์โดดเด่นและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ สำหรับในปี 2558 ได้แก่

  • ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการซักผ้าอย่างประณีตพิถีพิถัน เครื่องซักผ้าฝาหน้า ปีนี้      มาครบครันเติมเต็มในทุกรุ่นทุกระดับ ด้วยฟังก์ชั่นขั้นเทพ อบไอน้ำ Vapour Action” ที่ช่วยขยายใยผ้าให้นุ่มฟู พร้อมขจัดสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 99% รวมทั้งฟังก์ชั่นพิเศษใหม่ล่าสุดในรุ่น     ท็อป คือ “UltraMiX” เทคโนโลยีผสมผงซักฟอกเข้ากับน้ำก่อนเข้าไปในถังซัก ช่วยเพิ่มพลังซักของน้ำผงซักฟอกให้เข้าถึงผ้าได้เร็วขึ้นกว่าปกติ อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อเนื้อผ้า ช่วยให้เสื้อผ้ามีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ใช้เวลาการซักน้อยลง ประหยัดทั้งน้ำและไฟฟ้า
  • ตู้เย็นNutriLight ระบบรักษาความสดของผักผลไม้ ช่วยคงส่วนประกอบของวิตามินได้นานยิ่งขึ้น
  • เตาอบไมโครเวฟแบบตั้งโต๊ะ ขนาดความจุ 34 ลิตร เด่นด้วยฟังก์ชั่นอบไอน้ำ 1,300 วัตต์ Microwave Steam ที่คงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารสูงสุด และเตาอบไมโครเวฟแบบผสมรุ่น iMPRESSO ดีไซน์หรูหรา พร้อมฟังก์ชั่นการปรุงอาหารที่หลากหลาย สรรสร้างสารพัดเมนูนานาชาติและเพื่อสุขภาพ
  • เครื่องฟอกอากาศให้คุณสูดอากาศได้อย่างเต็มปอดด้วยระบบการกรองเทคโนโลยีขั้นสูง5ขั้นตอนโดดเด่นด้วย PlasmaWave ® นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในครอบครัวอีกมากมาย อาทิ เครื่องปรับอากาศ ช่วยปกป้องจากสารก่อภูมิแพ้ ด้วยระบบฟอกอากาศแบบผสมผสาน รวมเทคโนโลยีที่หลากหลายของแผ่นกรองเข้าไว้ด้วยกัน เครื่องดูดฝุ่นทรงพลังที่ใช้เทคโนโลยีระบบกรองฝุ่น HEPA13 ชนิดเดียวกับที่ใช้ในเครื่องฟอกอากาศ ฯลฯ อีกทั้งผลิตภัณฑ์ของอีเลคโทรลักซ์ทุกชิ้น นับเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบ     ที่ผ่านการคิดคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ด้วยคุณภาพมาตรฐานยุโรป คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ช่วยในการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ และประหยัดเวลา  บริการหลังการขายที่เป็นเลิศ “Electrolux Service Excellence”
  • อีเลคโทรลักซ์ปรับโฉมโลโก้ใหม่
  • นายสุทธิ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ยิ่งความต้องการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเท่าใด เรายิ่งต้องเตรียมแผนรองรับในด้านบริการหลังการขายเพิ่มมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับศูนย์บริการลูกค้าอีเลคโทรลักซ์ โดยคาดหวังให้เป็น “Electrolux Service Excellence” สำหรับปี 2558 เราเพิ่มคุณภาพการให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และปรับโฉมศูนย์บริการที่สำนักงานใหญ่ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ อีเลคโทรลักซ์ บริษัทแม่ในประเทศสวีเดน ยังได้ประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญโดยเปิดตัวโลโก้ใหม่พร้อมกันทั่วโลกเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยเจตนารมณ์เพื่อกระตุ้นแบรนด์ให้สามารถสัมผัสผู้บริโภคได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น สร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม ความรู้สึกในเชิงบวก และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลเช่นนี้ที่คนรุ่นใหม่จะเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางของโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ต่างๆ โลโก้ใหม่นี้ออกแบบตัวอักษรใหม่พิเศษแบบเฉพาะของอีเลคโทรลักซ์ และเน้นการจดจำสัญลักษณ์อมตะของอีเลคโทรลักซ์ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2505 เพิ่มสีสันสดใสมากขึ้น สื่อถึงความทันสมัยและนวัตกรรม ในขณะเดียวกันยังคงรักษาไว้ซึ่งความรู้สึกถึงความไว้วางใจและคุณภาพที่ผู้บริโภคคาดหวังจากแบรนด์อีเลคโทรลักซ์ด้วย