All posts by Editor

COTTON USA ผนึก CMG รุกตลาดยีนส์ไตรมาสสุดท้าย

ปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศกำลังอยู่ในภาวะฟื้นฟูอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ถึงกระนั้นเสื้อผ้ายังเป็นสิ่งที่คนไทยจับจ่ายมากที่สุด โดยในปีที่ผ่านมาตลาดเสื้อผ้าในประเทศมีมูลค่ามากถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผนึกกำลังลุยไตรมาสสุดท้าย

ไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ในกลุ่มประเทศอาเซียน กล่าวว่า “ฝ้ายจากสหรัฐอเมริกาถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในบ้านหลากประเภท โดย“ผลิตภัณฑ์ยีนส์” เป็นหนึ่งในสินค้าที่ผลิตจากฝ้าย 100% ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของผลสำรวจ Global Lifestyle Monitor ในปี2559 ระบุว่าผู้บริโภคคนไทยกว่า 79% มองว่า ยีนส์เหมาะสมที่จะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น และกว่า 41% ชื่นชอบกางเกงยีนส์ และเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้ายีนส์มากกว่าเสื้อผ้าแบบอื่น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคคนไทยมีไอเท็มยีนส์เฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า 10 ตัว และมีการสวมใส่บ่อยถึง 98% ซึ่งจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแฟชั่นยีนส์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคคนไทย”

และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพของเส้นใยฝ้ายจากสหรัฐอเมริกา และตอบรับกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ยีนส์ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทย คอตตอน ยูเอสเอจึงได้ร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมากว่า 10 ปี ที่ประกอบไปด้วยสามแบรนด์  ไลเซนซีในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยีนส์ ได้แก่ Lee, Lee Cooper และ Wrangler เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “CMG x Cotton Incorporated x COTTON USA™” โดยมีการนำเทคโนโลยีบนผ้าฝ้ายจากคอตตอน อินคอร์ปอเรท องค์กรที่เป็นผู้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมบนผ้าฝ้าย มาประยุกต์เข้ากับคอลเลคชั่นดังกล่าว เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ยีนส์ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ทุ่ม 60 ลบ กระตุ้นตลาดด้วย New Collection

สำหรับงบการตลาดในการเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้ คอตตอน ยูเอสเอ และซีเอ็มจีใช้งบประมาณรวมกว่า 60 ล้านบาท เพื่อทำการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะการโปรโมทผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศที่มีกว่า 200 แห่ง รวมถึงสื่อออนไลน์ และช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ โดยมั่นใจว่ายอดขายคอลเลคชั่นใหม่นี้จะเติบโตขึ้น 5% เมื่อเทียบกับ คอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ ในขณะที่ภาพรวมตลาดสินค้ายีนส์ในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท เนื่องจากปริมาณความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการสวมใส่กางเกงยีนส์ จึงทำให้มีแบรนด์เกิดขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นแบรนด์ไทยและจากต่างประเทศ ในส่วนของแบรนด์ “ลี” “ลี คูเปอร์” และ “แรงเลอร์” นับเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่มุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีส้ำสมัยไปสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ปีนี้ตลาดยีนส์ยังทรงตัว

ในปี 2559 ตลาดยีนส์มีมูลค่าตลาดรวมที่ 10,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 นี้ทางซีเอ็มจีประเมินว่าตลาดรวมยังคงทรงตัวที่ 10,000 ล้านบาท โดยถ้าสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้จะส่งผลให้ไตรมาสสุดท้ายนี้เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับครึ่งปีหลังนี้โดยคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตที่ 5-6% ซึ่งเป็นผลมาจากคอลเลคชั่นใหม่และนวัตกรรมใหม่ที่เข้ามาเสริมความแตกต่างให้แก่ตลาดยีนส์ รวมถึงอัตราการใช้จ่ายในช่วยสิ้นปีของผู้บริโภคซึ่งเป็นช่วยที่ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนเสื้อผ้ามากที่สุด โดยการช็อปเสื้อผ้าจำพวกยีนส์จะอยู่ที่ 1,800-2,300 ต่อ 1 ใบเสร็จ

สำรับแบรนด์ Lee ในปี 2559 มีมูลค่าที่ 2,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 ตั้งเป้าเติบโต 7% หรือคิดเป็นมูลค่าที่ 2,300 ล้านบาท ส่วน Wrangler และ Lee Cooper ตั้งเป้าเติบโตที่ 5-6% หรือจะมีมูลค่าของทั้งสองแบรนด์รวมกันที่ 2,000 ล้านบาทในปีนี้

“ฟิลิปส์” พลิกเกมตลาด หันมาเน้น “ถนอมสายตา”

“ฟิลิปส์” พลิกเกมตลาด  ส่ง TVC ในรอบ 2 ปี เปลี่ยนมาเน้น “ถนอมสายตา” พร้อมส่งแพ็คพิเศษบริจาคให้ยูนิเซฟ
เฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟิลิปส์ ส่งหลอด LED เข้ามาในตลาดได้ 5 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมาคู่แข่งมักจะเน้นการสื่อสารไปที่การประหยัดพลังงาน และการใช้ได้ยาวนาน โดยมองข้ามเรื่องถนอมสายตาไป
ในปีนี้ ฟิลิปส์ จึงสร้างความแตกต่างด้วยการสื่อสารในเรื่องการประหยัดพลังงาน ผ่านการทำแคมเปญ “ฟิลิปส์แอลอีดี …ถนอมสายตา ดูแลครอบครัวคุณ”  เพื่อกระตุ้นความเชื่อมโยงระหว่างความกังวลเรื่องพัฒนาการเด็กของพ่อแม่กับผลิตภัณฑ์ถนอมสายตา บุกตลาดคนรักสุขภาพ โดยมีการทำการสื่อสาร 360 องศา พร้อมกลับมาทำ TVC ในรอบ 2 ปีคู่กับการทำสื่อ ณ จุดขายด้วย
“หลอด LED เริ่มได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เนื่องจากได้เรียนรู้แล้วว่า สินค้ามีคุณสมบัติที่ดีกว่าหลอดแบบเดิม อีกทั้งมีราคาที่ไม่ได้แพงมาก 500-600 บาทในช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ซึ่งฟิลิปส์มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 79-169 บาท โดยปีนี้ถือเป็นปีแรกที่หลอด LED มีสัดส่วนที่มากกว่าหลอดทั่วไป”
นอกจากแคมเปญที่เน้นสื่อสารเรื่องถนอมสายตาแล้ว ฟิลิปส์ ยังจัดตั้งโครงการ “แสงแห่งโอกาสและความห่วงใย (Light for the Bright Future)” ขึ้น เพื่อร่วมกับองค์กรยูนิเซฟ เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับเยาวชนที่ขาดแคลน พร้อมเชิญชวนผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ผ่านการจัดจำหน่ายแพ็คเกจพิเศษ “แพ็คเพื่อน้อง” ตั้งแต่เดือนกันยายน – ธันวาคม ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ในราคา 269 – 595 บาท
ต้องเสริมฟังก์ชั่นให้หลอดไฟ
เฉลิมพงษ์ กล่าวต่อว่า การแข่งขันต่อจากนี้จะเป็นเรื่องการเพิ่มฟังก์ชั่นให้กับหลอดไฟ ซึ่งฟิลิปส์เองก็เตรียมที่จะเปิดตัวหลอดไฟในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน รวมถึงการดันโคมไฟแบบดาวไลท์ที่เริ่มเป็นเทรนด์ใหม่ของหลอดไฟ โดยคาดว่าปีหน้าภาพรวมของตลาดจะมีทศทางที่ดีกว่าปีนี้
สำหรับปี 2017 คาดว่าภาพรวมของตลาดส่องสว่างจะเติบโต 2% มีมูลค่าอยู่ที่ 25,500 ล้านบาท แบ่งเป็น หลอดไฟ 5,800 ล้านบาท ในจำนวนนี้52% เป็นหลอด LED อีก 48% เป็นหลอดทั่วไป,โคมไฟ 16,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอุปกรณ์ที่กี่ยวข้อง

ช่อง 9 อสมท : วันนี้ขาดทุน พรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ?

ในยุคที่เรตติ้งเป็นเหมือนลมหายใจของทีวีดิจิทัล การขึ้นมาติดอันดับ Top 10 ครั้งแรกของ ช่อง 9 MCOT HD (หมายเลข 30) จึงมีความหมายอย่างมากๆ

ทำอย่างไรให้ตัวเลขแข็งแรง ทิ้งห่างคู่แข่งและก้าวสู่อันดับที่ดีกว่านี้  เป็นสิ่งที่ท้าทาย เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท คนล่าสุดที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมาอย่างมาก เพราะวันนี้เป็นยุคที่อสมท. รายได้ลดลง มีตัวเลขขาดทุนสะสมต่อเนื่อง มีการแข่งขันสูง และเป็นการบริหารจัดการองค์กรท่ามกลาง resource ที่มีอยู่จำกัด

เขมทัตต์ เป็นอดีตลูกหม้อของ อสมท เคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บมจ.อสมท เมื่อปี 2548-2555 จากนั้นปี 2556 ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทสปา-ฮาคูโฮโด จำกัด และดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี ในปี 2557

 

แบรนด์ลอยัลตี้ยังมี แต่น้อยลงทุกที

ช่อง 9 เป็น “สื่อ” ที่เคย “ใหญ่” แต่ทำไมแบรนด์ลอยัลตี้ที่มีถึงได้น้อยลง เขมทัตต์ อธิบายให้เห็นภาพในเรื่องนี้ว่า

“ผมว่าช่อง 9 ไม่ได้แย่มากนะครับ เพราะถ้าแย่จริงๆเราคงทำให้ขึ้น Top 10 ไม่ได้ แต่การที่คนดูน้อยลง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาการเมืองเข้ามายุ่งมากจนเกินไปทำให้นโยบายและทิศทางไม่ชัดเจนไม่สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2557 อสมท ยังได้เข้าไปประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ที่ถึงแม้ว่าเป็นช่องทีวีที่รัฐบาลถือหุ้นเกินครึ่งแต่ไม่ได้มีแต้มต่ออะไรเลย ทุกอย่างทำภายใต้กฎเกณฑ์ของทีวีเอกชนที่มีเม็ดเงินมากกว่า และตลอด2-3 ปี ที่ผ่านมาต้องใช้เงินมากขึ้นเช่นค่าใบอนุญาตอุปกรณ์   ค่าบริการโครงข่าย  และค่าผลิตคอนเทนท์ที่จะมาทดแทนผู้ผลิตบางรายที่ถอนตัวออกไป

เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีการลงทุนในเรื่องเทคโนโลยี ไม่สามารถลงทุนให้คอนเทนท์ มีความโดดเด่น แตกต่างจากช่องอื่นๆ ส่งผลให้ยอดรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายปี 2559  อสมท มีตัวเลขขาดทุนถึง 734 ล้านบาท

“คนถามผมเยอะมากว่าทำไมกลับมา การเมืองหรือเปล่า องค์กรขาดทุนอยู่นะครับ จะมาเอาอะไรไปได้ ก็หวังแค่ว่าความรู้ความสามารถที่เรามีอยู่จะช่วยประคับประคองให้ช่องนี้อยู่ต่อไปให้ได้ ก็เป็นความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งก่อนที่ชีวิตของผมจะเกษียณ”

 

สำคัญกว่าปรับ “คอนเทนท์” คือ  “ปรับคน”

สิ่งที่เขมทัตต์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือการปรับโครงสร้างการทำงานของคนจากเดิมที่จะมีลักษณะการทำงานค่อนข้างแยกออกจากกัน   ให้มีลักษณะเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ภายใต้นโยบายบริหารที่กำหนดว่าจากนี้ไปจะเป็น One Team, One Company และ One Direction   `

ปัจจุบันอสมท มีคนทั้งหมดประมาณ 1,200 คน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เป็นค่าบุคลากร และเป็นเงินที่ใช้กับการทำคอนเทนท์ในทีวีน้อยมาก  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักเพราะปกติต้นทุนของคอนเทนท์ควรจะอยู่ที่ 50-60 %   เป็นค่าใช้จ่ายเรื่องคน 20-30 %

“เราเลยมองถึงการปรับลดคนไม่ได้หมายถึงให้คนออก แต่เอาคนที่มีอยู่ไปทำงานในที่ๆถูกต้อง ตรงกับความรู้ความสามารถจริงๆเพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุด  หรือตอนนี้บางตำแหน่งที่มีการเกษียณ คนที่เหลืออยู่ก็อาจจะควบรวมตำแหน่งรับผิดชอบมากขึ้นไม่มีการรับคนเพิ่ม เป็นการลดขนาดองค์กรลง”

การจัดการเรื่องคนอาจจะไม่ง่ายนัก แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าต้องการให้รายได้ของทีวีมีเพิ่มขึ้น ต้องบริหารจัดต้นทุน  ต้องมีเงินใส่ลงไปทำให้รายการแข็งแรงขึ้น

พร้อมๆกับเข้าไปบริหารจัดการในส่วนของโครงสร้างรายได้ที่มีอยู่ 2 ทางหลักคือ ธุรกิจบรอดแคสต์ ที่มี ทีวีและวิทยุ เป็นรายได้หลัก และธุรกิจนอน-บรอดแคสต์ ซึ่งรายได้หลักต่อไปคือ ที่ดิน

 

ปรับผังทีวีใหม่  ปั้นรายได้วิทยุเพิ่มขึ้น  

เริ่มจากการยกเครื่องผังรายการช่อง 9 MCOT HD ใหม่ขยายจาก “สังคมอุดมปัญญา” เป็น “Wisdom TV เติมความรู้ ดูสนุก” มีการตัดบางรายการออกไป ปรับปรุงรายการในช่วงข่าว  เพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงมากขึ้นเพื่อขยายกลุ่มไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่  มีการซื้อซีรีส์จีนและซีรีส์เกาหลี ที่เป็นเรื่องพงศาวดารที่น่าสนใจเข้ามาฉายในช่วง “ซีรีส์ดัง หนังฮิต”

ส่วนละครแผนที่วางไว้ถ้าจะลงทุนทำเองก็ต้องเป็นฟอร์มใหญ่อย่างเรื่อง  “4 แผ่นดิน” หรือถ้าเป็นฟอร์มเล็กก็ต้องสร้างกระแสในสังคมให้ได้ เพื่อที่จะสามารถนำเอาไปใส่ในแพลตฟอร์มอื่นๆของโซเชียลมีเดียให้ได้  เกมโชว์ อาจจะไม่ถนัด ส่วนสารคดีก็ต้องคิดหนักกว่าเดิม เพราะตลาดเมืองไทยไม่ค่อยชอบ

สำหรับ MCOT Family ช่อง 14 ก็ได้วางแผนไว้ว่าจะเป็นสถานีของเอสเอ็มอี ,สตาร์ทอัพ และประชารัฐ  เน้นรายการที่สร้างอาชีพพัฒนาผลิตภัณฑ์และหาตลาดให้วิสาหกิจชุมชนและคนรุ่นใหม่

ช่องทางหารายได้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “คลื่นวิทยุ” ปัจจุบันวิทยุในเครือข่ายของอสมท ทั้งหมดมีถึง 62 แห่งมากที่สุดในประเทศ โดยวิทยุภูมิภาค อสมท ที่มีอยู่ 53แห่งนั้นได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ Content Cluster คือการนำคอนเทนท์ของสถานีไปออกอากาศคู่ขนานผ่านสถานีวิทยุภูมิภาคในกลุ่มจังหวัดที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตรายการ  สร้างเรทติ้งผู้ฟังวิทยุภูมิภาคทั่วประเทศให้สูงขึ้น และมีรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น

“ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้ของวิทยุทั้งส่วนกลางและภูมิภาคไว้ถึง 900 ล้านบาท สูงเท่ากับการตั้งเป้ารายได้ของทีวีบางช่องเลย  และรายได้ตรงนี้จะมาซัพพอร์ตคนของเราให้แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะดีเจ 200 คนที่ประจำคลื่น ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญ เพราะถ้ามีประมูล เรดิโอดิจิทัลเข้ามา ก็จะเกิดสงครามแย่งคนอีกครั้งหนึ่ง เราต้องหาทางไม่ให้เขาไปไหน”

เพื่อตอบโจทย์การสื่อสารของสินค้าและแบรนด์ที่ต้องการ“สื่อครบวงจร” ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เสพคอนเทนท์หลากหลายช่องทาง  อสมทเองก็มีความพร้อมในทุกแพลตฟอร์มสื่อ ทั้งฟรีทีวี 2 ช่อง, วิทยุทั่วประเทศ,สื่อออนไลน์ ,ดิจิทัล เซอร์วิส แพลตฟอร์มต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานผลิตคอนเทนท์ทั้งสำนักข่าวไทย,ไนน์เอ็นเตอร์เทน เป็นต้น

 

เปิดโฉมที่ดิน 3 แปลงยักษ์ แหล่งรายได้ใหม่

ที่ดินเป็นทรัพย์สิน ที่ซ่อนอยู่ในอสมท และได้เวลาที่จะต้องเอามาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำเงินรายได้ไปสร้างช่องทีวีให้เข้มแข็งขึ้น และสร้างรายได้หลักกลับไปยังองค์กร

แปลงแรกจำนวน 50ไร่ หลังศูนย์วัฒนธรรม ซื้อมาเมื่อปี 2548  ราคาประมาณ  1 พันล้านบาท แต่ตอนนี้ราคาเพิ่มขึ้นมาก ที่สำคัญยังเป็นจุดที่มีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้มผ่านด้วย

ที่ดินแปลงนี้จะถูกนำมาพัฒนาก่อนแปลงอื่น ปัจจุบันกำลังศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะวางแผนการพัฒนาในรูปแบบไหนปล่อยให้เช่าระยะยาวไปเลยหรือจะร่วมลงทุนกับภาคเอกชน

แปลงที่สอง ที่ดินย่านบางไผ่  59 ไร่ เหมาะสำหรับทำที่อยู่อาศัย

แปลงที่สาม ที่ดินตรงหนองแขม ประมาณ 40 ไร่ ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ที่ มีกำหนดคืนอีก 2 ปีข้างหน้า

“คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และถ้าเป็นไปตามแผนเราน่าจะมีรายได้เข้ามาประมาณปีละ 500-600 ล้านบาท  จะเป็นเม็ดเงินที่จะมาช่วยซัพพอร์ต ตัวสถานีอีกทางหนึ่ง ทำให้องค์กรก็จะได้อยู่ได้อย่างมั่นคงขึ้น”

เขมทัตต์กล่าวว่า เวลาทำงานตามวาระประมาณ 3-4 ปีน้อยมากเพราะการที่จะพลิกฟื้นองค์กรใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลา แต่พยายามจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด อย่างน้อยต้องทำให้ในปีนี้ขาดทุนน้อยที่สุด  และต้องเป็นทีวีดิจิทัลที่อยู่อันดับ 8 ให้ได้

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

ภาพ : เมธี ชูเชิด

ธรรมศาสตร์-แบงก์กรุงเทพจับมือหนุน Startup

มธ. ผนึกธ.กรุงเทพ ติดปีกสตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมสร้าง “อีโคซิสเต็ม สมบูรณ์แบบ
นำร่องส่งเสริม 
กลุ่มสตาร์ทอัพรับยุทธศาสตร์ชาติ 

ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะพัฒนาและก้าวไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” อย่างเต็มรูปแบบได้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างบริบทของประเทศ และการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งระบบนิเวศดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีของประเทศไทย ให้สามารถเติบโตและพัฒนาต่อได้อย่างมีศักยภาพ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน ภาครัฐ ภาคเอกชน ฯลฯ ผ่านการใช้ความชำนาญเฉพาะทางของแต่ละส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีให้สมบูรณ์ และเอื้อต่อการเกิดธุรกิจที่มีนวัตกรรมเป็นหัวใจหลัก

ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศที่มุ่งพัฒนาสังคมไทยผ่านการให้บริการวิชาการอันเข้มแข็งโดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เล็งเห็นถึงช่องทางการเติบโตของธุรกิจและผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสู่การเป็น “มหานครแห่งสตาร์ทอัพ” หรือ “สตาร์ทอัพดิสทริก” (Startup District) และการก้าวสู่มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ (Entrepreneurial University) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันการต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมการจากวิจัย อาทิ การจัดตั้งสำนักทรัพย์สินทางปัญญาและบ่มเพาะวิสาหกิจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUIPI) รวมไปถึงการจับมือร่วมกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ธนาคารต่างๆ ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมเต็มระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ

รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CONC) ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ พัฒนานวัตกรรมจากการร่วมมือแลกเปลี่ยนในรูปแบบพี่ช่วยน้อง โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเป็นผู้ช่วยให้การสนับสนุนและคอยให้คำแนะนำในการวางแผนและต่อยอดธุรกิจ ด้วยการมีส่วนช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้มีนวัตกรรมเข้ามาผสมผสาน และยังมีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ เข้ากับบริษัทต่างๆ ในห่วงโซ่มูลค่าเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันธนาคารกรุงเทพ จะเป็น “พี่เลี้ยง” คอยช่วยให้การสนับสนุนและให้ข้อแนะนำที่ควรนำมาปรับใช้กับธุรกิจ รวมทั้งสร้างและประสานความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายของธนาคาร

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพในการต่อยอดธุรกิจ และรอการสนับสนุนอยู่อีกมากกว่า 100 ราย ประกอบกับในแต่ละปี งานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อยอดธุรกิจนับเป็นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของงานวิจัยที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยภายในสิ้นปี 2560 นี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพนวัตกรรมเทคโนโลยีกว่า 50 ราย โดยเน้น6 กลุ่มธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ดังต่อไปนี้ 1) กลุ่มเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) กลุ่มหุ่นยนต์ 4) กลุ่มบริการ 5) กลุ่มดิจิทัล และ 6) กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ กล่าวเสริม

ด้าน นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาธุรกิจ Startup กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้ธุรกิจ Startup ของไทย พัฒนาขีดความสามารถและสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการธุรกิจ Startup ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ด้วยเล็งเห็นว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพจะทวีความสำคัญมากขึ้นและส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2559 จีดีพีของเอสเอ็มอี ขยายตัว 4.8% และคิดเป็นสัดส่วนถึง 42.1% ของจีดีพีประเทศ (ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)) โดยกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากต่อการเติบโตดังกล่าวและมั่นใจว่าจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจประเทศในอนาคต ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการสนับสนุนและการพัฒนาของธุรกิจ Startup ในประเทศได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ความรู้ทางวิชาการและความสามารถพัฒนาธุรกิจด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทางธุรกิจ และร่วมสนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอี จนประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเกษตรที่พัฒนาเครื่องมือเพื่อแก้ไขข้อจำกัดและลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น เครื่องมือวัดสภาพน้ำและอากาศที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงได้มากขึ้นและมีความแม่นยำสูง ขณะเดียวกันธนาคารยังมีศักยภาพด้านเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดเป้าหมายได้ง่ายขึ้นและกว้างขวางขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ดังเช่นกลุ่มลูกค้าในโครงการเกษตรก้าวหน้าของธนาคารที่ได้ดำเนินโครงการมากว่า 18 ปี ซึ่งการเชื่อมโยงเหล่านี้ จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ ด้านการเกษตรสามารถก้าวหน้าไปได้เร็วยิ่งขึ้น

นายศิริเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน กรณีที่ธุรกิจสตาร์ทอัพ มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ธนาคารก็สามารถให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยจัดหาแหล่งเงินทุนประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมได้ เช่น Venture Capital เงินกู้รูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ ธนาคารยังมี บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส จำกัด (Bualuang Ventures) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ที่จะสามารถเข้าไปร่วมลงทุน หรือให้คำแนะนำ การสนับสนุนสตาร์ทอัพได้อีกทางหนึ่งด้วย

สินเชื่อบ้านกรุงศรีโตสวนตลาด 4.3% 

รุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)เผยผลการดำเนินงานของธุรกิจสินเชื่อบ้านครึ่งปีแรกของปี 2560 ยอดสินเชื่อคงค้างเติบโต 4.3% คาดสิ้นปี 2560 ยอดสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ 217,000 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 10.5% จากปี 2559 สวนกระแสภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังปรับตัวสู่ภาวะ New Normal เติบโตช้าลง ด้วยกลยุทธ์บริการด้วยใจสไตล์ญี่ปุ่น ที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อบ้าน  

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศั ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ยอดสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 25,000 ล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่204,804 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปี 2560 ยอดสินเชื่อคงค้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 217,000 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับที่ 2.4%”

 

“ครึ่งหลังของปี 2560 แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังปรับตัวสู่ภาวะ New Normal กรุงศรียังคงมุ่งสร้างความแตกต่างในตลาด โดยไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา แต่มุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านการบริการที่เป็นเลิศ (Service Excellence) โดยนำรูปแบบการบริการในสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘Omotenashi’ มาประยุกต์ใช้ และเน้นการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อ (Homeowner Solutions) อย่างแท้จริง”

 

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตลาดสินเชื่อบ้านในครึ่งหลังของปี 2560 นับเป็นโอกาสสำหรับผู้บริโภคทั้งในเรื่องของตัวเลือกและราคาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีการขยายตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดอสังหาฯ กำลังปรับตัวสู่ภาวะ New Normal ด้วยอัตราการเติบโตที่ช้าลง อุปทานการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ จะขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และการซื้อเพื่อการเก็งกำไรจะลดลงด้วย ทำให้การเติบโตของตลาดอสังหาฯ จะสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค”    

ซัมซุงเปิดตัวเป็นทางการ “กาแลคซี่ โน้ต 8”

“ซัมซุง” เผยเทรนด์สมาร์ทโฟนใหญ่ยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ส่ง “กาแลคซี่ โน้ต8” จอใหญ่ 6.3 นิ้ว เข้าจับเทรนด์

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เป็นประจำอยู่แล้วที่ซัมซุงจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟลกชิพปีละ 2 ครั้ง โดยเปิดรุ่น กาแลคซี่ เอส ในช่วงต้นปี และ กาแลคซี่ โน้ต ในช่วงปลายปี

ล่าสุดได้มีการเปิดตัว “กาแลคซี่ โน้ต 8” มีจุดเด่นที่จอ 6.3 นิ้ว จอภาพไร้กรอบในสไตล์“อินฟินิตี้ ดิสเพลย์” (Infinity Display) S Pen ที่มีฟีเจอร์ใหม่ฉลาดล้ำมากขึ้นกว่าเดิม กล้องที่มาพร้อม 4 คุณสมบัติ ความละเอียด 12 MP โดยจำหน่ายในราคา 33,900 บาท มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำมิดไนท์ (Midnight Black), สีเทาออร์คิด (Orchid Gray) และสีทองเมเปิล(Maple Gold)  เริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป

โดยผลสำรวจของซัมซุงใน‘โน้ต คอมมูนิตี้’พบว่า 85% ของผู้ใช้โน้ตกล่าวว่าพวกเขามีความภูมิใจที่จะแสดงตัวตนว่าเป็นเจ้าของกาแลคซี่ โน้ต และยินดีแนะนำกาแลคซี่ โน้ต ให้แก่เพื่อนๆ และราว 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานจริง

“จากกรณีโน้ต 7 สิ่งที่ซัมซุงได้เรียนรู้คือ การยกระดับคุณภาพขอสินค้าขึ้นในทุกๆด้าน โดยเฉพาะแบตเตอร์รี่ ซึ่งโน๊ต 8 ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในเกาหลีใต้ช่วง 7 วันแรกที่เปิดจองได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนมียอดจองกว่า 850,000 เครื่อง ในเมืองไทยก็ถือว่ามีผลตอบรับดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมียอดจองสูงกว่า เอส 8 กว่า 50% และสูงกว่าโน้ต 7กว่า 100%”

จอใหญ่ยังมาแรง รับพฤติกรรมดูจอนานขึ้น

วิชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไทยมีอัตราการเปลี่ยนเครื่องเฉลี่ย 18-24 เดือน โดยมีการสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 230 นาทีต่อวัน แบ่งเป็น คอมมิวนิเคชั่น 75 นาที, แอฟพลิเคชั่น 67 นาทีโดยนอกจากโชเชียวมีเดียแล้ว อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งถือเป็นอีกแอพที่ได้รับความนิยม, เอ็นเตอร์เทนเมนต์ 45 นาที โดยคนไทยดูสดผ่านออนไลน์เพียง 20% ที่เหลือ 80% ดูย้อนหลัง,ค้นหาข้อมูล 24% และจัดการเครื่อง 18 นาที

“การแข่งขันในสมาร์ทโฟนต่อจากนี้จะไม่ได้อยู่เรื่องไอทีเท่านั้น แต่ยังต้องค้นหานวัตกรรมใหม่ๆออกมาตอบโจทย์ผู้บริโภค และรวมถึงการเพิ่มคุณค่าอีกด้วย

ปัจจุบันเทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ผลวิจัยจากStrategy Analytics คาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนที่มีขนาดจอภาพ 6.0 ถึง 6.99 นิ้ว จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดในเอเชียแปซิฟิกถึง 42.5 ล้านเครื่องในสิ้นปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 98.8 ล้านเครื่องในปี 2565 หรือจะเติบโตขึ้นกว่า 126.11%

โดยตลาดสมาร์ทโฟนโลลกในไตรมาส 2 ปี 2017 มียอดขาย360.4 ล้านเครื่อง เติบโต 6%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 ราคา 33,900 บาท มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำมิดไนท์ (Midnight Black), สีเทาออร์คิด (Orchid Gray) และสีทองเมเปิล (Maple Gold)  เริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป

เอชพี พลิกโฉมตลาดการพิมพ์ระบบดิจิตอล

เอชพี พลิกโฉมตลาดการพิมพ์ระบบดิจิตอลในไทยเสริมพลังให้แบรนด์ ลูกค้า และหุ้นส่วนไทย ให้แข็งแกร่งพร้อมขยายและสร้างความเติบโตให้ธุรกิจ 

งาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 – เอชพี ผู้นำการพิมพ์ดิจิตอลระดับโลก ประกาศในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล ว่าพร้อมนำโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ของเอชพีเข้ามาพลิกโฉมวงการการพิมพ์ไทย

 

แบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย เริ่มหันมาใช้โซลูชั่นที่ล้ำที่สุดในวงการของเอชพีในการทำแคมเปญสินค้า โดยในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2560 เอชพีได้ประกาศการติดตั้งเครื่อง HP Indigo Digital Press 20000 ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย บริษัท ไทยนำ โพลีแพค จำกัด และ บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการพิมพ์แบบดิจิตอลเต็มรูปแบบในตลาด flexible packaging ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุดยั้ง

 

การเติบโตของระบบการพิมพ์ดิจิตอลยังได้รับการตอกย้ำด้วยการต้อนรับอย่างกว้างขวางในตลาดบรรจุภัณฑ์ และจากลูกค้าในประเทศไทย โดยลูกค้าอีกสองรายได้ติดตั้ง HP Indigo 12000 คือบริษัท ไอ.เจ.สยาม จำกัด และบริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด ติดตั้งเครื่องพิมพ์ HP Indigo 5900

 

โซลูชั่นของ HP Latex ได้จุดประกายต่อยอดให้ธุรกิจป้ายประชาสัมพันธ์ ดิสเพลย์ และสิ่งตกแต่งในประเทศไทย เห็นได้จากการที่บริษัท เซเบอร์ บีม จำกัด ได้ให้การตอบรับและสนับสนุน HP Latex WS3600 เป็นอย่างดี รวมถึงบริษัท แดงสติ๊กเกอร์ ที่นำนวัตกรรมในรุ่น HP Latex 330 เข้ามาใช้กับลูกค้าเช่นกัน

 

 

ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “นวัตกรรมที่เราค้นคิดตอบโจทย์เอื้อให้ความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งและไม่ซ้ำแบบใครเป็นจริงขึ้นมาได้  เทคโนโลยีการพิมพ์ขนาดใหญ่ของเอชพีจะสร้างจุดเปลี่ยนในอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์สร้างความแตกต่างที่ลูกค้าทึ่งและประทับใจในที่สุด

 

ในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 20-23 กันยายนนี้ เอชพีจะ    ทำให้เห็นว่าโซลูชั่นที่ค้นคิดขึ้นจะช่วยแบรนด์ต่างๆ รวมทั้งผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ในประเทศสามารถสร้างโอกาสของชัยชนะในธุรกิจ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ เปิดแนวทางใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีคำตอบสำหรับธุรกิจที่ยืนยาว

 

โดยในงานนี้ เอชพีพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่สุดในอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย

  • HP Indigo WS6800 Digital Press – เครื่องพิมพ์ดิจิตอลที่เป็นผู้นำด้านการพิมพ์ฉลากหน้าแคบในปริมาณมากรวมถึงแพคเกจจิ้ง โดยหลายแบรนด์ชั้นนำของโลกเลือกใช้ เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญที่ล้ำสมัยและทรงพลัง
  • HP Indigo 5900 Digital Press – เครื่องพิมพ์ดิจิตอลที่ขยายความสามารถของการพิมพ์ลงบนวัสดุพื้นผิวหนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตลอดสายการผลิต พร้อมหมึกพิมพ์พิเศษและเทคโนโลยีใหม่ๆในการลงสีพื้น
  • HP Latex 315 Print & Cut solution – เครื่องพิมพ์และตัดด้วยระบบการทำงานสองโซลูชั่นเพื่องานพิมพ์ที่ต่อเนื่องพร้อมตัดชิ้นงานในครั้งเดียวและสามารถลดเวลาการทำงานลงครึ่งหนึ่ง
  • HP Latex 3600 เครื่องพิมพ์ดิจิตอลสำหรับรองรับการพิมพ์ในปริมาณที่มากกว่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้รอบงานในแต่ละเดือน
  • HP DesignJet Z5600 และ HP DesignJet D5800  สร้างสรรค์งานภาพถ่ายคุณภาพสูง ป้าย POP โรลอัพแบนเนอร์ และป้ายสัญลักษณ์ในร่มสีสันสดใส

 

ภายในบูธของเอชพี ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดสร้างสรรค์และการได้ลองแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย

  • HP Indigo ElectroInks สีสะท้อนแสงเหลือง เขียว ส้ม และชมพู ซึ่งหมึกสามารถเรืองแสงได้ภายใต้แสงยูวี  นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง HP Indigo ElectroInk Premium White  ซึ่งเพิ่งเปิดตัวใหม่  สามารถส่งมอบงานพิมพ์ที่มีความทึบต่างๆกันจนถึงระดับมาตรฐานซิลค์สกรีนได้ภายในการพิมพ์ครั้งเดียว  เทคโนโลยี HP Indigo เพิ่มความสามารถให้ผู้แปรรูปบรรจุภัณฑ์สามารถส่งมอบงานที่ผ่านมาตรฐานที่เข้มงวดของแบรนด์ได้ ด้วยผลงานการเทียบสีที่สมบูรณ์แบบ และความแตกต่างในการแข่งขันที่สำคัญ
  • เอชพีจะสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าชมงานด้วยการจัดแสดงแอพพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ ซึ่งรวมถึงงานสั่งทำต่างๆ ตั้งแต่ผนังไปจนถึงงานเคลือบกระจกในกลุ่มตลาดตกแต่งภายในด้วย HP Latex อีกทั้งยังเผยให้เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการประยุกต์แอพพลิเคชั่นอันหลากหลายจากงานพิมพ์แบคลิทบนวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ ฟิล์ม โพลีโพรพีลีน และสิ่งทอ สู่งานพิมพ์ป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิตอลโดยความร่วมมือจากแผ่นสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง 3M
  • เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนทำงานของโซลูชั่นต่างๆ เช่น cloud-based HP PrintOS ในการเพิ่มความสามารถในการทำธุรกิจ และ HP SmartStream Mosaic 3.0 หรือเทคโนโลยีข้อมูลตัวแปร
  • งานอินเตอร์แอคทีฟและตัวอย่างงานจากลูกค้าซึ่งเป็นแคมเปญต่างๆ ในประเทศไทย

 

เครื่องพิมพ์ดิจิตอล HP Indigo ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การพิมพ์ดิจิตอลเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดการสูญเสีย และการใช้พลังงานในการพิมพ์ต่อหน้า ส่วนเครื่องพิมพ์ HP Latex ทุกรุ่นใช้ส่วนผสมที่เป็นน้ำ 100ลดคาร์บอนฟุตปรินท์ และมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก

สูตรปรุง ‘ชูกำลัง’ ให้ได้ใจ White Collar

M 150, กระทิงแดง,คาราบาวแดง,ลิโพวิตันดี เชื่อว่าทุกคนต่างคุ้นเคยกับเครื่องดื่มชูกำลังเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะนี้คือกลุ่มแบรนด์หลักที่ขับเคลื่อนให้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเมืองไทยมีมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท

ช่องว่างตลาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

โดยแบรนด์เหล่านี้ต่างมีฐานลูกค้าหลักใหญ่สุดคือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทำให้เมื่อ 10 ปีที่แล้วกลุ่มธุรกิจ TCP เจ้าของแบรนด์“กระทิงแดง” เองเลือกที่จะคิด “ต่าง” ด้วยการผลิตอีกหนึ่งเครื่องดื่มชูกำลังชื่อว่า “Ready” จับกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศและกลุ่มวัยรุ่นนักศึกษา

แต่โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือจะทำอย่างไรให้เครื่องดื่มชูกำลังที่ถูกตีตรา Image สินค้าว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนมีรายได้น้อย ในมุมมองของหนุ่มสาวออฟฟิศและวัยรุ่นให้กล้าหยิบดื่มแล้วรู้สึกภูมิใจไม่รู้สึกเคอะเขิน

ทางออกของ “Ready” คือต้องสลาย “ความเชื่อ” ดังกล่าวนี้ ด้วยการดีไซน์ขวดให้ทันสมัยพร้อมกับใช้ Presenter หลายคนอย่าง “ชาคริต แย้มนาม” แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Ready เลือกใช้ Presenter ผู้หญิงหลายคนทั้ง พลอย เฌอมาลย์, ชมพู่,อารยา เอ ฮาร์เก็ต จนมาถึงล่าสุดเลือกใช้ “มาร์กี้ – ราศรี” เป็น Presenter คู่กับ “กันต์ กันตถาวร” ในการเปิด 2 รสชาติใหม่ Ready Pink และ Ready Black

เมื่อบวกกับคุณประโยชน์เรื่องช่วยบำรุงผิวพรรณและดวงตาทำให้ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 700 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนฐานลูกค้าคือกลุ่มผู้หญิง 70% และผู้ชาย 30%

“Ready เป็นแบรนด์เดียวที่ทำตลาดนี้อย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มต้น และพอตลาดเริ่มได้รับการยอมรับก็เริ่มมีคู่แข่งมากขึ้นโดยปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับ Premium ราคาขาย 15 บาทอัพมีมากกว่า 10 แบรนด์แต่ก็ไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนทำการตลาดเชิงรุกเหมือนเรา” สุรชัย จงเลิศวราวงศ์ ผู้อำนวยการสายการตลาด กลุ่มธุรกิจ TCP บอกถึงสถานการณ์ของเครื่องดื่มชูกำลัง Premium

วัดความคุ้มค่าการลงทุนของ Ready

          การค่อยๆ สร้างแบรนด์และค้นหา New Segment ของ Ready ที่กินเวลานานมาถึง 10 ปีจนมียอดขายปีล่าสุดอยู่ที่ 700 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 50%จากตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง Premium มูลค่า 1,400 ล้านบาท

คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น ในมุมมองของ สุรชัย มองว่าหากดูที่ยอดขายของ Ready เองก็เติบโตต่อเนื่องอีกทั้งในภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่า 23,000 ล้านบาทเติบโตแค่ปีละ 1% กลับกันแต่ในกลุ่ม Premium กลับเติบโตถึงปีละ 7 %

สรุปง่ายๆคือ “คุ้มและมาถูกทาง” เพราะแม้จะมียอดขายแต่ละปีไม่มากแต่ก็เติบโตต่อเนื่องอีกทั้ง Segment นี้ยังเติบโตกว่าภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

“ตลาดเติบโตก็เลยทำให้มีทั้งแบรนด์หน้าเก่าๆออกไป และมีแบรนด์หน้าใหม่ๆ เข้ามาเพื่อแย่งชิงยอดขายโดยแต่ละแบรนด์เองก็สร้างจุดขายที่แตกต่างกันออกไป”

“และปีนี้เรามองว่า Premium จะมีมูลค่า 1,400 ล้านบาทและอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่า 2,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน”

แม้ Ready จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังแต่ก็มีคุณประโยชน์ที่ไปชนกับ functional drink ที่สื่อสารว่าดื่มแล้วสวย ดูอ่อนกว่าวัย ชะลอริ้วรอย มีสารต้านอนุมูลอิสระ (ในกลุ่มรสชาติผู้หญิง) ซึ่ง ณ เวลานี้ ตลาด functional drink เองได้เสื่อมมนต์ขลังตลาดติดลบต่อเนื่องทุกปี

ซึ่งนั่นหมายความว่าในอนาคต Ready ก็มีโอกาสที่จะประสบปัญหาชะตากรรมเดียวกับเหล่าบรรดาเครื่องดื่ม functional drink หากวันใดวันหนึ่งผู้บริโภครู้สึกว่าดื่มแล้วไม่เห็นผลอย่างที่คิดหรือคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องดื่ม

                                                                                                              

ช่องทางการขาย “สลับขั้ว” ของเครื่องดื่มชูกำลัง     

          โดยปกติเครื่องดื่มชูกำลังราคา 10 บาทในกลุ่ม Mass นั้นสัดส่วนการขายจะอยู่ที่ Traditional trade หรือตามร้านโชห่วยต่างๆ 70% และตาม Modern Trade คือ 30%

แต่สำหรับ Ready นั้นด้วยการเจาะกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงานและวัยรุ่นทำให้ Traditional trade อยู่ที่ 60% และ  Modern Trade คือ 40%

                                                                                                                   

ใครบ้างที่เสิร์ฟเครื่องดื่มชูกำลัง Premium

ปัจจุบันมีมากกว่า 10 แบรนด์ โดยมีกลุ่มแบรนด์นำเข้าด้วย แต่ในที่นี้ Marketeer ขอนับเฉพาะแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาในตลาดนี้

เลอโนโวเปิดตัวนวัตกรรมจอมอนิเตอร์ เน้นคนทำงาน นักออกแบบ

เลอโนโว  เปิดตัวนวัตกรรมจอมอนิเตอร์ซีรีส์ล่าสุดที่สวยโดดเด่นมีสไตล์ในงาน Lenovo Visuals Symposium 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่ นายเลิศ เฮอริเทจ โฮม กรุงเทพฯ งานนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเลอโนโว ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่คนวัยทำงานไปจนถึงนักออกแบบและผู้เล่นเกม จอมอนิเตอร์ใหม่ของเลอโนโวประกอบด้วย P-, X- และ Y-series ที่ออกแบบมาเพื่อให้ภาพที่คมชัดเหนือระดับ การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และประสิทธิภาพที่ไม่เป็นรองใคร

Lenovo Visual Symposium 2017 เป็นงานแสดงผลงานการพัฒนาจอแสดงผลอัจฉริยะล่าสุดของเลอโนโวที่รองรับทุกการเชื่อมต่อ ภายใต้แนวคิด “Different Envisions Better” โดยมี คุณเรย์ โจว กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล เลอโนโว และ คุณเจคัส ลอง ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เลอโนโว  ให้เกียรติร่วมเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ความน่าสนใจและจุดเด่นของงาน Lenovo Visual Symposium 2017 คือ ผู้เข้าร่วมงานได้ชมการกล่าวปาฐกถาผ่านจอมอนิเตอร์รุ่นล่าสุดของเลอโนโว ซึ่งได้แก่ P27u, T24m, X24 2nd Generation และ Y25f ซึ่งแต่ละรุ่นให้ภาพที่สวยคมชัดสะดุดตาและช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชมของผู้ใช้

เลอโนโวเชื่อมั่นในแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยยังคงผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของรูปลักษณ์และขีดความสามารถ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ สำหรับจอมอนิเตอร์รุ่นใหม่นี้ เลอโนโวให้ความสำคัญกับหลากหลายคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ของกลุ่มผู้ใช้ ทั้งกลุ่มที่เน้นดีไซน์ กลุ่มที่เน้นความบันเทิง กลุ่มผู้ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ และผู้เล่นเกม

“งานเปิดตัวจอมอนิเตอร์ของเราในครั้งนี้มาพร้อมกับประสบการณ์ในการรับชมคุณภาพสูงสำหรับผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่ว่าจะใช้ในเรื่องงานหรือการพักผ่อน ความนิยมในการเล่นเกมออนไลน์ ปริมาณคอนเท็นท์ผ่าน Over-the-Top (OTT) และปริมาณเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเองที่เพิ่มขึ้น                 ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้จอมอนิเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งบัดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญของการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบที่ต้องการความสมบูรณ์ของสีและความคมชัดของภาพ หรือเหล่านักเล่นเกมที่ไม่สามารถทนรอความหน่วงในการแสดงผลใดๆ ได้” คุณเรย์ โจว กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไปของ Lenovo Visuals Business กล่าว

 

เขากล่าวอีกว่า “ผู้บริโภคต่างคาดหวังว่าอุปกรณ์ของตนจะได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของพวกเขา ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน smart connected devices เรายังคงมุ่งมั่นในการจัดหานวัตกรรมที่มอบประสบการณ์การใช้คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน การเปิดตัวจอมอนิเตอร์ P-, X- และ Y-series ล่าสุดของเราตอกย้ำว่าเราเข้าใจถึงความสำคัญขององค์ประกอบด้านการแสดงผลภาพในเทคโนโลยีนี้ได้ลึกซึ้งเพียงใด”

“เราคาดว่าตลาดเกมและแอนิเมชั่นที่กำลังเฟื่องฟูในประเทศไทย จะสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 12 เป็น 400,000 เหรียญสหรัฐในปีนี้[1] จอมอนิเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางและเรามั่นใจว่าจอมอนิเตอร์ซีรีส์ใหม่นี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดนี้” คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไปของ เลอโนโว ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าว

สมาร์ทโฟนใหม่โซนี่ ชูจุดเด่น 3 มิติ

“โซนี่” เปิดตัวสมาร์ทโฟนมีเดียวพร้อมกัน 3 รุ่น Xperia XZ1, Xperia XZ1 Compact และXperia XA1 Plus ส่งท้ายปี 2017 พร้อมปักเป้าส่วนแบ่ง 3%

ซาโตชิ เมกาตะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์โซนี่โมบายล์ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัดกล่าวว่า กลยุทธ์ของโซนี่จะเน้นบุกตลาดสมาร์ทโฟนพรี่เมี่ยม ที่มีราคา 20,000 บาทขึ้นไปเนื่องจากเห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนในอดีตก็ตาม

ล่าสุดได้เปิดตัวรุ่นแฟลกชิพ “Xperia XZ1” ชูจุดเด่นเทคโนโลยี 3D Creator ที่สามารถสแกนภาพคนหรือวัสดุเป็นภาพ 3 มิติ รวมถึงกล้อง Motion Eye และฟังชั่นถ่ายวิดิโอ Super Slow Motion จอ 5.2 นิ้ว มีให้เลือกสี่สีในราคา 22,900 บาท โดยรุ่นนี้ผลิตในไทยเหมือนกับXperia XS และ Xperia XZ1 Compact

การเปิดตัวแฟลกชิพรุ่นใหม่นี้ โซนี่เชื่อว่าจะเข้ามาดันส่วนแบ่งตลาดจาก 5% เป็น 10% เมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณ 2017 (เดือนมีนาคม 2018 ตามแบบญี่ปุ่น)

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนอีก 2 รุ่นได้แก่ Xperia XZ1 Compact ชูจุดเด่นกล้องหน้ามุมกว้าง 120 องศา จอ 4.6 นิ้ว มี 3D Creator และ Xperia XA1 Plus เด่นด้วยกล้อง 23 MPจอสดในขนาด Full HD 5.5 นิ้ว โดยทั้ง 2 รุ่นยังไม่ได้เปิดเผยราคา

“สำหรับ 3 รุ่นที่เพิ่งเปิดตัว ถือเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มสุดท้ายที่จะเปิดตัวในปี 2017 โดยปีนี้ได้เปิดรุ่นใหม่ไปทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกัน”

นอกเน้นเจาะกลุ่มพรีเมี่ยมแล้ว โซนี่ยังวางแผนที่จะบุกในกลุ่มตลาดมิดเรนจ์ ราคา 8,000 – 15,000 บาท ซึ่งตลาดนี้ถือเป็นตลาดที่แข่งกันค่อนข้างสูง เพราะมีผู้เล่นจำนวนมาก โดยให้สมาร์ทโฟนในซีรีส์ XA เป็นผู้ทำตลาด ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งเป็น 10% จากเดิมที่มี 5%

ด้านภาพรวมของโซนี่นั้น ได้ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 3% จากเดิม 2% ก่อนหน้านี้ได้ตั้งฌอน-จินดาโชติ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น จากเดิมที่เป็นกลุ่มผู้ชาย อายุ 20-40 ปีเป็นส่วนมาก

ทั้งนี้โซนี่คาดตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้มีจำนวน 15-16 ล้านเครื่อง สำหรับกลุ่มพรีเมี่ยมมีสัดส่วน5% ในแง่ของจำนวน ส่วนในแง่มูลค่านั้นอยู่ที่ 20-25%