All posts by Editor

‘นมถั่วเหลือง’ ตลาดนี้จะมีแบรนด์ที่ 3 ไหม ?

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสินค้าอย่าง “นมถั่วเหลือง” เป็นสินค้าที่ให้ผลตอบแทนกำไรงามๆ เพราะจากตัวเลขยอดขายของผู้นำตลาดอย่างแลคตาซอยในปี 2016 ที่ผ่านมาคือ 10,214 ล้านบาท มีกำไร 2,064 ล้านบาท

คิดเป็นกำไร 20% เลยทีเดียวในขณะที่เบอร์สองอย่าง “ไวตามิลค์” มีรายได้ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือตลาดนมถั่วเหลืองมีมูลค่าสูง 15,000 ล้านบาทและยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องปีละ 2 -3%

น้ำนมถั่วเหลืองเกมนี้วัดกันที่ความ คุ้มค่า

“จุดขาย” หลักที่ 2 แบรนด์นี้ใช้แข่งขันแย่งชิงยอดขายกันนั้นคือ “ราคาและความคุ้มค่า” เพราะเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินสโลแกนคุ้นหูของ 2 แบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็น “แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร ปริมาณคับกล่องเต็มที่” หรือจะเป็น “ไวตามิลค์ ให้โปรตีน อิ่มสบายท้อง”

ถือเป็น “ไม้ตาย การตลาด” ที่จับถูกจุดความต้องการของผู้บริโภคจนทำให้ตลาดน้ำนมถั่วเหลืองในบ้านเราถูก 2 แบรนด์นี้คอนโทรลตลาดแบบเบ็ดเสร็จ

เพราะฉะนั้นหากใครที่คิดจะเดินเข้าสู่ตลาดนี้ต้องสร้าง “จุดต่าง” เพื่อความอยู่รอดเพราะหากเดินเครื่องไปสู่เกมราคานั้น ย่อมแพ้ยักษ์ใหญ่ที่มีความได้เปรียบในทุกๆ เรื่องโดยเฉพาะการมี Volume การผลิตมหาศาลสามารถยืดหยุ่นเกมราคาได้ดีกว่าแบรนด์ใหม่ที่มีกำลังการผลิตน้อยนิด

จากพนักงาน 3 คน

ถึงวันนี้ขอผลิต 300,000 แสนขวด/วัน

“โทฟุซัง” แบรนด์น้ำนมถั่วเหลืองที่มีรากฐานมาจาก SME ก็รู้ดีและทำธุรกิจ Play Safe ค่อยๆ เติบโตพร้อมวาง Positioning แตกต่างเป็น นมถั่วเหลืองรสชาติดั้งเดิมแบบน้ำเต้าหู้รถเข็นด้วยกรรมวิธีคั้นสดพาสเจอไรซ์พร้อมกับตั้งราคาขายที่แพงกว่า

ถือเป็นอะไรที่มาถูกทางเพราะจากจุดเริ่มต้นวันแรกที่มีพนักงาน 3 คนเวลานี้ “โทฟุซัง” มีพนักงาน 100 คนพร้อมกับยอดขายเกิน 300 ล้านบาท พร้อมกับแก้ไขปัญหาสินค้าไม่เพียงพอต่อการขาย ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านบาทขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าจากแต่เดิมนั้นสามารถผลิตได้ 100,000 ขวด/วัน

“ถึงกำลังผลิตจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าแต่ใช่ว่าเมื่อโรงงานเสร็จเราจะใช้กำลังการผลิตเต็มกำลัง มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร”สรุนาม พานิชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด บอกถึงความท้าทายเมื่อโรงงานใหม่สร้างเสร็จ

จุดอ่อนที่ต้องให้ DKSH กำจัด

ซึ่งหากต้องการใช้กำลังการผลิตแบบเต็มกำลังนั้น หลักการง่ายๆ ที่ “โทฟุซัง” จะต้องทำคือต้องขายให้มากขึ้นกว่าเดิม

และนี้ถือเป็น “จุดอ่อน” ของบริษัทนับตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจเพราะมีทีมขายแค่ 4 คนที่ค่อยทำหน้าที่กระจายสินค้าซึ่งก็ทำได้แค่เฉพาะช่องทาง Modern trade เท่านั้น แต่ช่องทางจัดจำหน่ายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดน้ำนมถั่วเหลืองนั้นคือ Traditional trade ทั้งร้านโชว์ห่วยและร้านค้าในโรงเรียนต่างๆ

นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ “โทฟุซัง” ตัดสินใจครั้งสำคัญในการว่าจ้าง DKSH ให้ทำหน้าที่กระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งช่องทาง Modern trade และ Traditional trade และเมื่อมีช่องทางขายเพิ่มมากขึ้น วิธีการขายของ “โทฟุซัง” ก็หลากหลายขึ้น จากแต่เดิมทุกขนาดทุกราคาไม่ว่าจะ 12,15,25,30 และ 50 บาทจะอยู่ที่ช่องทาง  Modern trade

“เรามีถึง 20 SKU แต่ถ้ามา Traditional trade ขนาดบรรจุ 225 มล. ราคา 12 บาทจะเป็นไซส์ที่ขับเคลื่อนช่องทางนี้เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นร้านค้าริมถนนในซอยและร้านค้าในโรงเรียนต่างๆ ส่วนขนาดที่ใหญ่กว่าก็จะไปอยู่ที่ Modern trade”

ราคา 12 บาทคือ Price ที่ท้าชนสองเจ้าตลาด

ถึงจะยืนยันว่าตัวเองเป็น “นมถั่วเหลือง” จับกลุ่ม Premium ไม่ได้ต้องการไปแย่งชิงยอดขายจาก 2 ยักษ์ใหญ่ในตลาดน้ำนมถั่วเหลือง แต่การใช้ขวด PET ราคา 12 บาททำตลาดในช่องทาง Traditional trade

แม้จะมีปริมาณที่น้อยกว่าหากเทียบกับ “ไวตามิลค์” และ “แลคตาซอย” ในราคาที่เท่ากัน แต่เกมการตลาดครั้งนี้ของ “โทฟุซัง” คือชัดเจนแล้วว่าต่อไปนี้ขอแย่งชิงยอดขายตลาดหลักจากทั้ง 2 แบรนด์ใหญ่

พูดง่ายๆ เป็นเกมที่ “โทฟุซัง” ตั้งใจให้ผู้บริโภคในช่องทาง Traditional trade ชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกน้ำนมถั่วเหลืองประเภทไหนใน Price Point 10 – 12 บาทที่เป็นช่วงราคาที่ขายดีที่สุดระหว่าง นมถั่วเหลืองเกรด Premium แต่ปริมาณน้อยกว่าน้ำนมถั่วเหลืองเกรด Mass

“คือในอดีต โทฟุซัง อาจจะคลุมพื้นที่การขายได้แค่ 3-4% แต่ยักษ์ใหญ่เขาคลุมพื้นที่การขายได้ 100% ตรงนี้ทำให้ลูกค้าหาซื้อสินค้าและเชื่อมโยงกับแบรนด์เราไม่ได้ แต่ตอนนี้เราได้ DKSH ซึ่งจะทำให้เราครอบคลุมพื้นที่ขายได้มากขึ้น และตรงนี้เองที่จะทำให้ในปีหน้าเราจะมีน้ำนมถั่วเหลืองแบบถุงเพื่อรุกช่องทาง Traditional trade”

เพราะเป้าหมาย “โทฟุซัง” ต่อจากนี้ประกาศชัดเจนว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสทดลองสินค้าตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าจะทำได้ ส่วนผู้บริโภคคนไหนจะดื่มต่อหรือไม่ดื่มค่อยว่ากันอีกที เพราะถึงอย่างไรก็ต้องมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคที่จำกัดตัวเองแค่ใน Modern trade

ถึงแม้ตอนนี้ “โทฟุซัง” จะเป็นแบรนด์เล็กๆ มียอดขายแค่หลักร้อยล้านบาทต่อปี แต่เชื่อได้เลยเวลานี้ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง “แลคตาซอย” และ “ไวตามิลค์” ที่ในแต่ละปีมียอดขาย 5 -8 พันล้านบาท กำลังจับตามอง “โทฟุซัง” อย่างตาไม่กระพริบ

เพราะแบรนด์เล็กๆ นี้แหละ! ที่สร้างปัญหาให้แก่ยักษ์ใหญ่มานักต่อนัก ถึงขนาดที่บางอุตสาหกรรมแบรนด์เล็กๆ เหล่านี้เมื่อเติบโตก็สามารถมียอดขายเทียบเท่าหรือแซงหน้า Big Brand ก็มีให้เห็นมานักต่อนัก

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

มาสด้าโตไม่หยุด ยอดขายเกือบ 37,000 คัน

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินตลาดรถยนต์ของประเทศไทยหลังปิดไตรมาสที่ 3 เตรียมแผนกลยุทธ์การแข่งขันในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดของตลาดรถยนต์ รวมทั้งสัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะตัวเลขยอดขายรถยนต์ที่ยังคงดีดตัวร้อนแรง แม้ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่เมื่อมาดูตัวเลขยอดขายกลับไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงเฉลี่ยประมาณ 69,000 คันต่อเดือน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์มาสด้าตลอด 9 เดือนที่ผ่านมาถือว่าร้อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ปิดตัวเลขในไตรมาสที่ 3 กระโดดไปถึง 36,600 คัน เพิ่มสูงขึ้นถึง 15% สร้างความคึกคักให้กับตลาดเก๋งเล็กอีกครั้ง โดยเฉพาะมาสด้า2 ปีนี้ร้อนแรงอย่างมาก เพิ่มขึ้นถึง 30% เตรียมส่งรถอเนกประสงค์เอสยูวีใหม่ลงตลาดในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ควบคู่ไปกับการปรับปรุงภาพลักษณ์ของโชว์รูมเพื่อยกระดับคุณภาพของการบริการให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าที่ซื้อรถเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งอะไหล่ภายใน 1 วัน การกำหนดราคาอะไหล่ให้ใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาด การเปิดช่องซ่อมพิเศษที่สามารถให้บริการอย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที ผนวกกับการไมเนอเช้นจ์เข้ามาสร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้กระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในปีนี้มั่นใจอย่างยิ่งว่ายอดขายจะทะลุเกิน 51,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 20% คาดว่ายอดขายของตลาดรถยนต์จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา เราจะได้เห็นยอดขายรวมมากกว่า 820,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10%

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้รถยนต์มาสด้าได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น คือเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่เกิดจากความพึงพอใจจากการใช้งานจริงของลูกค้าจนเกิดการบอกเล่าต่อปากต่อปาก รวมทั้งรูปลักษณ์ความสวยงามและความปราณีตใส่ใจในรายละเอียดในกระบวนการผลิตจนลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น รวมทั้งสมรรถนะความแรงและการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีการขับขี่ที่จัดเต็มเข้ามาในรถทุกรุ่นที่ทางมาสด้าได้ปรับเสริมเติมแต่งที่เกิดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมาตลอดทุกเดือน โดยไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 6% แต่ในช่วงไตรมาสที่ 2 กลับร้อนแรงทะลุถึง 20% และไตรมาสที่ 3 ทะยานเพิ่มสูงขึ้นอีก 20% ส่วนไตรมาสสุดท้ายยังมีรถยนต์รุ่นใหม่เตรียมเข้ามาเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่ง

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า สภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกมาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไฮท์ซีซั่น ควบคู่กับการส่งออกที่พบว่ามีสัญญาณการเติบโตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายของภาครัฐด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณคงค้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แล้ว ยังเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ประเมินว่าภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังเป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี และเมื่อรวมกับการลงทุนของภาครัฐทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ EEC ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างโมเมนตั้มที่ดี ต่อเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ปลายปีถึงต้นปีซึ่งเป้นช่วงฤดูหนาวประชาชนส่วนใหญ่จะออกมาท่องเที่ยวมากขึ้นส่งผลทำให้เงินหนุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น

สำหรับตัวเลขยอดขายรถยนต์มาสด้าล่าสุดเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา มียอดขายสูงถึง 4,430 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559 โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดยังคงเป็นสปอร์ตตัวจี๊ด มาสด้า2 มียอดขายสูงถึง 2,918 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 40% ส่วนรถอเนกประสงค์เอสยูวี มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ได้กำลังรับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมากอยู่ในเวลานี้ หลังจากที่มาสด้าประกาศโปรโมชั่นสุดพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และผ่อนนานถึง 6 ปี อีกทั้งยังมอบฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance และฟรีค่าบำรุงรักษา หรือ Mazda Care โดนใจลูกค้าที่ชื่นชอบรถสไตล์ครอสโอเวอร์ ส่งผลให้ยอดขายพุ่งทะลุถึง 534 คัน เติบโตสูงสุดถึง 121%

ด้านรถยนต์นั่งมาสด้า3 หลังจากมีการปรับโฉมใหม่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่สกายแอคทีฟ วีฮิเคิล-ไดนามิกส์ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ จี-เวคเตอริ่ง คอนโทรล รวมทั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยระดับโลก ส่งผลให้มาสด้า3 ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดขายสูงถึง 346 คัน ส่วนฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกันมียอดขายสูงถึง 249 คัน รวมทั้งรถสปอร์ตโรสดเตอร์มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มียอดขายจำนวน 12 คัน  ในส่วนของตลาดรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายอยู่ที่ 371 คัน

สำหรับยอดขายรถยนต์มาสด้าเมื่อปิดไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ยังคงเติบโตร้องแรงต่อเนื่อง ด้วยยอดขายทะลุถึง 36,621 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังคงเป็นฮีโร่ที่สร้างยอดขายมากที่สุดถึง 22,516 คัน เพิ่มขึ้น 30% รั้งอันดับ 2 ในเซ็กเม้นต์ (โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทำเซอร์ไพรส์ขยับขึ้นครองแชมป์ในเซ็กเม้นต์นี้มาแล้ว) ส่วนมาสด้า3 ยังคงร้อนแรงไม่แพ้กันกวาดยอดขายไปได้ทั้งสิ้น 3,798 คัน เพิ่มขึ้น 22% และที่กำลังมาแรงแบบสุดๆ นั่นคือ รถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ทำยอดขายไปได้สูงถึง 2,895 คัน เพิ่มขึ้น 22% ส่วนครอสโอเวอร์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 2,971 และรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร ทำยอดขายไปได้ถึง 4,413 คัน นอกจากนี้ในส่วนของรถสปอร์ตโรดสเตอร์ เอ็มเอ็กซ์-5 ก็มีแฟนพันธุ์แท้เข้ามาจับจองเป็นเจ้าของมากถึง 28 คัน

ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดของมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ที่จะทำให้มาสด้าโกยยอดได้ตามเป้าหมาย โดยมาสด้าเตรียมส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาด ซึ่งจะมาเติมความร้อนแรงให้กับตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี นอกจากนี้มาสด้ายังให้ความสำคัญกับโลกของการสื่อสารในปัจจุบัน คำกล่าวที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดคือคำกล่าวจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจากการใช้งาน มาสด้าจึงใช้ช่องทางสื่อสารต่างๆ ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกของผู้ใช้รถมาสด้าในชีวิตประจำวันจริงๆ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณา เพื่อถ่ายทอดความประทับใจต่างๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นต่อแบรนด์ด้วยความจริงใจ ถ่ายทอดความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ของลูกค้าไปกลับสู่ลูกค้า การดูแลลูกค้าไม่ได้จบเพียงแค่ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ แต่ยังต่อเนื่องไปถึงการบริการหลังการขาย ความชื่นชอบหลังจากใช้งาน หรือแม้แต่ความสะดวกที่ได้รับจากการนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการรูปแบบใหม่ที่มาสด้าบรรจงพัฒนาขึ้น มีลูกค้าแชร์ประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆ เข้ามามากมาย เปรียบเสมือนกล่องแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาธุรกิจได้อีก

อีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น คือ การเสนอแคมเปญหรือโปรโมชั่น กับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และผ่อนนานถึง 6 ปี ในรุ่น ซีเอ็กซ์-5 ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก

ยอดขายฟอร์ด 3 ไตรมาส เพิ่มทะลุ 37%

ฟอร์ด ประเทศไทยประกาศยอดขายไตรมาสที่สามของปี 2560 ที่เติบโตขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ 13,995 คัน สืบเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถเอสยูวีขนาดกลาง ฟอร์ด เอเวอเรสต์

 

ยอดขายที่โดดเด่นของไตรมาสนี้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดโดยรวมของฟอร์ดในช่วงไตรมาสสามเพิ่มขึ้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

 

“ความนิยมของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนผลประกอบการของเราในปีนี้” นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ช่วงฤดูฝนช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะ และการใช้งานได้จริงของรถยนต์ทั้งสองรุ่น”

 

ในไตรมาสที่สาม ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะ ’เกิดมาแกร่ง’ มียอดขายสูงขึ้นถึง 38 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 10,884 คัน โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ฟอร์ด เรนเจอร์มีส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้เพิ่มสูงขึ้น โดยเติบโตขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว 1.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ครองตำแหน่งรถกระบะที่ขายดีที่สุดอันดับสามในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะตลาดรถกระบะที่มีการแข่งขันสูงมาก ด้วยยอดขายตั้งแต่ต้นปีที่สูงขึ้น 46 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวมทั้งสิ้น 31,114 คัน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 2.9 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 11.9 เปอร์เซ็นต์

 

ในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ มีจำหน่ายทั้งหมด 24 รุ่น ตั้งแต่ รุ่นไฮซีรี่ยส์ อย่าง ไวลด์แทรค และรุ่นพรีเมียม อย่างFX4 ไปจนถึงรุ่น XL และ XLS ที่เน้นการใช้งาน

 

นอกจากนี้ ในไตรมาสที่สาม ยอดขายฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขาย 2,154 คัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของฟอร์ดในเซ็กเมนต์รถเอสยูวีขนาดกลางเพิ่มขึ้น 1.7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 17.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายนของฟอร์ด เอเวอเรสต์เติบโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวม 5,801 คัน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้สูงขึ้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 14.1เปอร์เซ็นต์

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ชาญฉลาดที่สุดในตลาดรถเอสยูวีขนาดกลาง ด้วยดีไซน์ภายนอกที่บึกบึนและภายในที่หรูหรา ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)ระบบช่วยควบคุมรถให้ขับขี่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

 

ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต รถคอมแพคเอสยูวี มียอดขายเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว คิดเป็นยอดขายรวม 752 คัน ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12.4 เปอร์เซ็นต์ โดยมียอดขายรวมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขายที่ 2,117 คัน

 

ผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสที่สามของฟอร์ด ส่งผลให้ยอดขายรวมตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงเดือนกันยายนของฟอร์ด เพิ่มสูงขึ้นถึง 37 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวมที่ 39,508 คัน

 

ในไตรมาสที่สามนี้ ฟอร์ด ประเทศไทยยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายตัวแทนผู้จำหน่ายและศูนย์บริการในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดตัวโชว์รูมใหม่อีก 11 แห่ง เร็วๆ นี้

 

“เรามุ่งมั่นพัฒนางานบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งรวมไปถึงการขยายเครือข่ายโชว์รูมเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงฟอร์ดได้ง่ายขึ้น การยกระดับบริการหลังการขายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาโปรแกรมอบรมที่ปรึกษาการขายและช่างเทคนิคที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเราให้เข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย นายณรงค์กล่าว

KTC เผยโฉมแอพ TapKTC สุดล้ำ ล็อคอินด้วยสแกนม่านตา

เคทีซีส่งอาวุธหลักลงสนามการเงิน โมบายแอพฯ “TapKTC” ที่มาพร้อมลุคใหม่ เน้นตอบโจทย์ผู้ใช้และสมาชิกกว่า 3 ล้านบัญชี ให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี (Customer Experience) ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย สบายตากับฟีเจอร์จำเป็นที่เลือกได้เอง และระบบการล็อคอินเข้าใช้งานที่ปลอดภัยครบถ้วนเหนือใคร ด้วยการใช้ลายนิ้วมือและสแกนม่านตาตามมาตรฐานซัมซุง พาส (Samsung Pass) ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ 3 ของโลก  

 

นายธศพงษ์  รังควร  ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีได้ปรับโฉมโมบาย แอพพลิเคชัน “TapKTC” ใหม่ เพื่อรองรับกับเทรนด์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับไว ชู 3 เรื่องหลัก คือ ใช้ง่าย เสถียร และปลอดภัย ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันใช้งานที่ตอบโจทย์สมาชิกทั่วประเทศให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี (Customer Experience) ซึ่งนอกจากจะมีการดีไซน์ที่ทันสมัยแล้ว ยังเน้นการ     ใช้งานที่สะดวกและสบายตากับฟีเจอร์จำเป็นที่สมาชิกเลือกได้เอง”

 

“เคทีซียังเพิ่มความปลอดภัยระดับสูงสุดให้สมาชิกมั่นใจมากยิ่งขึ้น ด้วยทางเลือกในการยืนยันตัวตนหรือ   อัตลักษณ์ (Biometrics) นอกเหนือจากการใช้รหัส (Pin) ที่เพิ่มความปลอดภัยด้วยแป้นพิมพ์ไดนามิค(Dynamic Keyboard) ในการล็อคอินเข้าใช้บริการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำรายการธุรกรรมการเงินผ่านโมบาย แอพฯ “TapKTC” ทั้งการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) และใหม่ล่าสุดกับเทคโนโลยีการสแกนม่านตา (Iris) กับบริการซัมซุง พาส (Samsung Pass) ซึ่งเคทีซีนับเป็นสถาบันการเงิน รายแรกและรายเดียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ 3 ของโลกที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ โดยความร่วมมือกับซัมซุง ซึ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนซัมซุง แกแล็คซี่ (Samsung Galaxy) ที่มีอินฟราเรด สแกนม่านตา เช่น S8 / S8+ และ Note 8สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยที่ข้อมูลทางชีวภาพของสมาชิกจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยที่คลาวด์ (Cloud) ในชื่อ FIDO (Fast Identity Online) ไม่เก็บที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Devices) ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการ Log in เข้าใช้บริการ TapKTC ด้วย การสแกนม่านตา (Iris) กับบริการซัมซุง พาส (Samsung Pass) นั้น ปัจจุบันได้อยู่ในการทดลองให้บริการ Regulatory Sandbox ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และนับจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ต่อเนื่องถึงปี 2561 “TapKTC” จะเป็นช่องทางสำคัญในการทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุกเข้าถึงสมาชิกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเราเชื่อว่า “TapKTC” เป็นโมบายแอพพลิเคชันที่ดีที่สุดของวงการบัตรเครดิตในขณะนี้”

 

นายปริญญา อรรถพรมงคล  ผู้จัดการอาวุโส – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวถึงจุดเด่นของฟังก์ชันการใช้งานใน “TapKTC” ว่า “เคทีซีได้เพิ่มฟีเจอร์สำคัญและจำเป็นที่สมาชิกสามารถทราบข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับบัญชีส่วนตัวได้กับลุคใหม่ที่ใช้งานง่ายและสะดวกใน My Account สามารถดูข้อมูลได้ในที่เดียว ไม่ว่าจะมีบัตรเคทีซีกี่ใบ ทั้งบัญชีบัตรหรือเช็คคะแนนสะสม การแสดงยอดเงินรวมของบัตรทุกใบที่ใช้ และวงเงินรวมคงเหลือของบัตรทุกใบ การบริหารจัดการข้อมูลที่เลือกได้เอง อาทิ การตั้งค่าแจ้งเตือนรายการเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรโดยสามารถกำหนดยอดเงินให้ระบบแจ้งเตือน / การตั้งค่าแจ้งเตือนกำหนดชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า / การอายัติบัตรชั่วคราวเมื่อสูญหาย / การกำหนดยอดการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงยังสามารถสมัครหรือปรับเปลี่ยนวิธีการรับใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง”

 

“นอกจากนี้ ยังสามารถใช้คะแนนสะสมแลกสินค้าและบริการได้เอง ไม่ว่าจะเป็นไมล์สะสมรอยัล ออร์คิด พลัส / แอร์ เอเชีย / ฟลายเออร์ โบนัส ของบางกอก แอร์เวยส์ / การแลกรับเงินคืน (Cash back) หรือการบริจาค / การโอนคะแนนสะสมระหว่างบัตรได้ง่ายๆ โดยไม่จำกัดคะแนนขั้นต่ำในการโอน / การบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้คล่องตัวขึ้นด้วย KTC FLEXI บริการแบ่งชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเคทีซี โดยเลือกทำรายการเองได้ทันใจผ่านบริการออนไลน์ / การเบิกถอนเงินสดออนไลน์ทันทีได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบัตรเครดิตเคทีซี หรือบัตรสินเชื่อพร้อมใช้   “เคทีซี พราว” โดยเงินจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่มีกับธนาคารกรุงไทย”

 

นางสาวเรือนแก้ว เกษมสวัสดิ์ศรี  ผู้จัดการอาวุโส – บริหารจัดการข้อมูลลูกค้า “เคทีซี” กล่าวถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิกผ่าน TapKTC ว่า “เคทีซีได้พัฒนาแอพพลิเคชันที่ตอบโจทย์และมีคุณค่ากับสมาชิกอย่างแท้จริง เน้นให้ทุกฟังก์ชันมีประโยชน์ สะดวก และไม่เป็นภาระกับผู้ใช้งาน ตามแนวคิดใหม่ของแบรนด์ เคทีซี “ทำให้ง่ายและเข้าใจง่าย” (Smart Simplicity) โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิก(CX-Customer Experience) ผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1. Smart Design ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ทันสมัย เรียบง่ายและสบายตา เมนูการใช้งานอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม สมาชิกสามารถพบข้อมูลและฟังค์ชันที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย 2. Smart Process เน้นให้สมาชิกใช้เวลาทุกขั้นตอนบนแอพพลิเคชันให้น้อยที่สุด ตัดกระบวนการที่ยุ่งยาก (Customer Pain Points) และไม่จำเป็นออก เช่น การลงทะเบียน ที่ปรับให้เหลือแค่การกรอกข้อมูลเพียง 2 ฟิลด์ หรือหน้า My account ที่สมาชิกไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลบัญชี ข้อมูลทุกผลิตภัณฑ์ของเคทีซีจะแสดงอัตโนมัติหลังลงทะเบียนเสร็จ โดยในทุกฟังค์ชันบนแอพพลิเคชัน สมาชิกจะสามารถทำสำเร็จโดยการกด (Tap) เพียงไม่กี่ครั้ง  3. Smart Move ใช้หลักการ Business Agility คือ ปรับเปลี่ยนและอัพเดทแอพพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ รวดเร็ว และต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานใหม่ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้สมาชิกได้รับประสบการณ์ที่ดี และเกิดความประทับใจในระยะยาว”

 

“เราหวังว่าโมบาย แอพพลิเคชัน “TapKTC” โฉมใหม่นี้ จะเป็นเสมือนเพื่อนคู่กาย ที่เชื่อมโยงเคทีซีกับสมาชิกเข้าไว้ด้วยกัน โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย ภายในปี 2561” นายธศพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

 “ธนชาต” อัดแคมเปญต่อเนื่อง หวังดึงลูกค้าเดบิต-เงินฝาก

คมชลัช พิถีพรหม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากและผลิตภัณฑ์หน่วยลงทุน ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชนกล่าวว่า ลูกค้าบัตรเดบิตและเงินฝากเป็นฐานลูกค้าที่ธนชาตให้ความสำคัญ และวางกลยุทธ์ที่จะช่วงชิงมาจากธนาคารขนาดใหญ่มาหลายปีแล้ว โดยต้องการให้ใช้ธนาคารธนชาตเป็นธนาคารหลัก ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่จริงจังมากกว่าทุกปี เห็นได้จากการออกทั้งแคมเปญและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆตลอดทั้งปี

ด้วยความที่ธนชาตเป็นธนาคารขนาดกลาง การจะไปดึงฐานลูกค้าจากกลุ่มของธนาคารขนาดใหญ่ได้นั้น จึงต้องแข่งด้วย กลยุทธ์หลักๆ คือ 1.เข้าใจความต้องการของลูกค้า และ 2.เข้าไปหาช่องวางธนาคารขนาดใหญ่ทำไม่ได้ เช่น ชูเรื่องไลฟ์สไตล์ ความสะดวก ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย”

โดยในกลุ่มของบัตรเดบิตนั้น แม้จะมีการกระตุ้นสังคมไร้เงินสดจากธนาคารต่างๆ รวมถึงการชูเทคโนโลยี QR Cood ซึ่งคาดว่าจะทำให้บัตรเดบิต ที่สามารถกดเงินได้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามบัตรเดบิตก็ยังมีกลุ่มผู้ใช้อยู่ เนื่องจากเคยชินกับพฤติกรรมที่ใช้ ทำให้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่าน ได้จับกลุ่มของผู้ที่ชื่นชอบซูเปอร์ฮีโร่ ผ่านการออกบัตรเดบิตลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ “Thanachart Justice League Chibi” โดยลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มี ลายได้แก่ Wonder Woman, Batmanและ The Flash ถือว่าได้รับผมตอบรับเป็นอยากดี โดยมียอดออกบัตรไปแล้ว 75% จากเป้าหมายบัตร 100,000 ใบภายใน ปี

โดยในไตรมาส ได้เข้าร่วมกิจกรรม Justice League Run Bangkok 2017 ชวนสาวกซูเปอร์ฮีโร่วิ่งออกกำลัง ให้ส่วนลด 10% เมื่อรูดด้วยบัตรเดบิตธนชาตบัตรเครดิต Diamond Series คาดว่าจะมีผู้มาร่วมวิ่ง 5,000 – 8,000 คน

ด้านกลุ่มลูกค้าเงินฝาก เน้นไปที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ฟรีเว่อร์ไลท์ ดึง ซันนี่ และ โอปอล์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา ในคอนเซ็ปต์ ฟรีไม่จำกัดจัดได้ทุกตู้ ซึ่งถือเป็นแคมเปญโฆษณาใหญ่ของปี แบ่งเป็นซีรี่ส์ เรื่อง แต่ละเรื่องชูสิทธิประโยชน์ของการทำธุรกรรมฟรีในทุกแง่มุมทั้งกด ถอน โอน จ่าย และค่าธรรมเนียมการออกบัตร รวมถึงค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร โดยคาดว่าภายในสิ้นปี ธนาคารจะมีจำนวนลูกค้าบัญชี ฟรีเว่อร์ไลท์ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน

ขณะที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์อีกตัวที่ธนชาตจัดแคมเปญพิเศษปลายปีคือ อัลตร้าเซฟวิ่ง ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากเพื่อการออมรูปแบบใหม่ที่รวมข้อดีของเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์ไว้ด้วยกัน ทั้งให้ดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ และมีความยืดหยุ่นคล่องตัวในการบริหารเงินเหมือนเงินฝากออมทรัพย์ และยังได้รับดอกเบี้ยรายเดือนอีกด้วย1.5- 1.8%

ปัจจุบัน ธนาคารธนชาตฐานลูกค้าเงินฝาก แสนล้านบาท บัญชีเงินฝาก 4-5 ล้านบัญชี บัตรเดบิต ล้านใบ โดยปีหน้าวางแผนที่จะออกลายบัตรเดบิตใหม่ และผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ

สงครามไก่ทอด : 3 Big Brands ที่ไม่มีใครยอมใคร

มูลค่าร้านอาหาร QSR ในบ้านเราอยู่ที่ 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 Segment ใหญ่ๆ นั้นคือ 1.พิซซ่า 2. แฮมเบอร์เกอร์ และ 3.ไก่ทอด

โดยเมนูจานด่วนที่คนไทยชอบมากที่สุดนั้นคือ “ไก่ทอด” สะท้อนจากยอดขายตลาดไก่ทอดเมืองไทยสูงถึง 14,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

มากไปกว่านั้นทุกๆ ปี ตลาดไก่ทอดเติบโตต่อเนื่อง และในอดีต KFC แทบจะเป็นร้านเดียวในตลาดที่เสิร์ฟ “ไก่ทอด” อย่างจริงจัง พร้อมกับ “กดปุ่ม” ขยายสาขาอย่างรวดเร็วภายในเวลา 33 ปีมีถึง 600 สาขาทั่วประเทศ

แน่นอนการเติบโตของ KFC ก็ต้องมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น Mcdonald’s เองจากที่เคยเน้นเสิร์ฟ “แฮมเบอร์เกอร์” ก็อยากจะเป็นพ่อครัวขาย “ไก่ทอด” ไม่ใช่แค่นั้น ยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เลือกมีอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ ด้วยการซื้อแฟรนไซส์ร้าน Texas Chicken โดยขอเริ่มต้นที่ปั๊มน้ำมันของตัวเอง อีกทั้งยังมีแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยๆ อย่าง ไก่ทอดบอนชอน,ไก่ทอดฮอทสตาร์ ฯลฯ 

ตลาดไก่ทอด ณ เวลานี้จึงไม่ได้ “ผูกขาด” ที่ KFC แบรนด์เดียวเหมือนอย่างในอดีต แต่กำลังกลายเป็น  “เตาไฟร้อนๆ” ที่แบรนด์ผู้ท้าชิงจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงลูกค้าจาก KFC ให้ได้มากที่สุด

เกมบริหารใหม่

เมื่อ ยัม เรสเทอรองตส์ มี 0 สาขา

แต่ใช่ว่า KFC จะนิ่งเฉยเพราะล่าสุดได้เปลี่ยนเกมบริหารครั้งใหญ่เมื่อเลือกจะเป็น “ผู้บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์” จากแต่เดิมนั้น KFC ภายใต้การบริหารของ ยัม เรสเทอรองตส์ มีสาขาอยู่ 395 สาขา (บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด มี 205 สาขา)

แต่ในปีนี้ “ยัม เรสเทอรองตส์” เลือกขายสาขาที่อยู่ในมือทั้งหมด รายแรกคือบริษัท RDCL  130 สาขาต่อมาคือขายอีก 265 สาขาให้แก่ “ไทยเบฟเวอเรจ” โดยมีมูลค่าดีล 11,300 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ยัม เรสเทอรองตส์” เวลานี้มีแค่ 0 สาขา

ทำให้หน้าที่ของ “ยัม เรสเทอรองตส์” ต่อจากนี้ไปคือการบริหารแฟรนไชส์ทั้ง 3 ราย พร้อมกับมีหน้าที่ทำการตลาดสร้างแบรนด์รวมไปถึงการคิดค้นเมนูอาหารใหม่ๆ ให้แก่ 3 แฟรนไชส์นำไปขายหน้าร้าน

ข้อดีของการขายสาขาทั้งหมดในมือ “ยัม เรสเทอรองตส์” นั่นคือสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญจากเดิม KFC มี 600 สาขาและการจะเพิ่มเป็น 1,000 สาขาตามเป้าหมายอีก 6 -7 ปีข้างหน้า ต้องบอกว่าหากเป็นแค่ “ยัม เรสเทอรองตส์” กับ “บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด” การจะก้าวไปถึงเป้าหมายเป็นเรื่องยากเพราะนั่นหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

เพราะจากข้อมูลของ KFC ระบุว่า 1 สาขาต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5-7 ล้านบาทและหากต้องเพิ่มอีก 400 สาขานั้นแปลว่าต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

1.000 สาขา QSR จะได้เหรอ

แม้โมเดลธุรกิจนี้จะทำให้รายได้และกำไรของ “ยัม เรสเทอรองตส์” ลดน้อยลง แต่การไม่ต้องลงทุนขนาดใหญ่ และไม่ต้องเสี่ยงกับสภาวะการขาดทุนในบางสาขาที่ทำเลอาจไม่ดีประสบปัญหาขาดทุน เพราะจะเป็นหน้าที่ของ 3 Partner ที่จะทำหน้าที่ขยายสาขาและรับความเสี่ยงตรงนี้ ก็ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีไม่ใช่น้อย 

จริงอยู่ว่าภาคการแข่งขันตลาดไก่ทอดนั้นใครมีจำนวนสาขาเยอะกว่าย่อมได้เปรียบ ยิ่งแบรนด์อย่าง KFC ที่ผู้บริโภคคุ้นลิ้นในรสชาติไก่ทอดยิ่งเป็น “แต้มต่อ” แต่คำถามก็คือ 1,000 สาขาของ KFC มีจำนวนเยอะเกินกว่า Demand ในตลาดหรือไม่?   

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า หากสังเกตศูนย์การค้าและ Hyper Market อย่าง บิ๊กซี และ เทสโก้ โลตัส ขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากขึ้น อีกทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ก็ขยายออกไปสู่นอกเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นเป้าหมายของ KFC  และที่สำคัญกว่านั้นคือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคต่างจังหวัดก็ชื่นชอบที่จะทานข้าวนอกบ้านมากขึ้นหากเทียบกับในอดีต 

KFC กำลังบอกว่า 1,000 สาขา เป็นไปได้อย่างแน่นอน โดยมีพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นเป้าหมายใหญ่

McDonalds เกมที่ขอเป็นตัวเลือก      

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง McDonald’s ที่ปัจจุบันมีเกือบๆ 240 สาขาทั่วประเทศ พร้อมกับประกาศชัดเจนว่าจะลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาทเพื่อให้ McDonald’s มี 400 สาขาในประเทศไทย

แนวทางของ McDonald’s ก็ไม่ต่างจาก KFC ที่เชื่อว่าจำนวนสาขายังเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ QSR และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ McDonald’s กำลังเอาจริงเอาจังกับการขาย “ไก่ทอด” มากกว่าในอดีต ด้วยการเปิดเมนูใหม่ “แมคไก่ทอดจัมโบ้” ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาพร้อมกับใช้งบการตลาดถึง 50 ล้านบาท

นอกจากปรับปรุงรสชาติไก่ทอดของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม McDonald’s ยังเลือกที่จะลดราคาจากเดิมขายชิ้นละ 40 บาทเหลือ 37 บาท เพราะ McDonald’s รู้ดีว่าอีกหนึ่ง “จุดตัด” ที่จะใช้ดึงดูดลูกค้าในตลาด QSR นั้นคือ “ไก่ทอดชิ้นไหนมอบความคุ้มค่ามากกว่ากัน”

ถึงอย่างไรก็ตาม McDonald’s รู้ดีว่าการจะไปทาบรัศมี “ราชาไก่ทอด” อย่าง KFC เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่คาดหวังในภารกิจครั้งนี้ก็คือขอเป็นอีกหนึ่ง “ตัวเลือก” พร้อมกับเชื่อว่าเมื่อลูกค้าเข้าร้านนอกจากจะซื้อ แฮมเบอร์เกอร์ และเมนูอื่นๆ แล้วนั้นก็น่าจะมี “ไก่ทอด” เพิ่มมาอีกหนึ่งรายการในบิลจ่ายเงินลูกค้า

ปตท. ขอขาย ไก่ทอด

ในขณะที่ผู้เล่นหน้าใหม่เงินหนาอย่าง ปตท เองที่เคยประกาศชัดเจนว่าในอนาคตอันใกล้ต้องการให้กลุ่มธุรกิจน็อนออยล์มีสัดส่วน 50% (ธุรกิจที่ไม่ใช่การขายน้ำมัน) โดย ปตท.มีหลายธุรกิจทีเป็นจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา แล้ว 1 ในนั้นคือการซื้อแฟรนไซส์ Texas Chicken แบรนด์ร้านไก่ทอดเปิดให้บริการแล้วใน 23 ประเทศทั่วโลก มีสาขากว่า 1,650 สาขา           

ปตท.มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลบวกกับทำเลปั๊มน้ำมันมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ แน่นนอนทำเลแรกที่ ปตท จะใช้ในการขยายสาขานั้นคือการคัดเลือกปั้มน้ำมันตัวเองในสาขาที่มี Traffic สูง

ปตท ไม่ได้มองเฉพาะแค่พื้นที่ปั้มน้ำมันตัวเองแต่ยังคิดที่จะขยาย Texas Chicken ไปยังศูนย์การค้าและ Community mall ชั้นนำ

 โดยตาม Road Map คือภายใน 8 – 10 ปีจะต้องมี 70 สาขา โดยปีแรกที่เริ่มทำธุรกิจจะมี 11 สาขาโดยใช้งบลงทุนเฉลี่ย  15 ล้านบาทต่อสาขา

ถึงจะเป็นน้องใหม่แต่ ปตท.ก็รู้ทางตลาด QSR เป็นอย่างดีว่านอกจากจำนวนสาขา,รสชาติไก่ทอด, อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้นั้นคือการเสิร์ฟความคุ้มค่าทำให้เห็นการจัดเซทเมนูหลากหลายเซทที่ส่วนใหญ่เซทหนึ่งราคาไม่เกิน 100 บาท  

พัชรา อนามบุตร ผู้จัดการค้าปลีก บมจ.ปตท เปิดเผยว่า ณ เวลานี้ Texas Chicken ในบางสาขามียอดขาย 2.5 ล้านบาท/เดือนและประมาณ 500 บิล/วัน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 550 บิลต่อวันใน 5 ปีข้างหน้า

 

 

 

 

ดวงรายสัปดาห์ : 9-15 ตุลาคม 2560

ดวงรายสัปดาห์ / ระหว่างวันที่  9 ตุลาคม  ถึง 15 ตุลาคม  2560 /  โดย ศ.บัณฑิตกุล

ราศี  เมษ  13  เมษายน  ถึง  14  พฤษภาคม

ท่านมีเรื่องให้ต้องเดินทางมากขึ้นซึ่งยิ่งมีระยะทางที่ไกลก็จะยิ่งให้ผลดีกับเรื่องที่ทำ การเงินมีอุปสรรคมากขึ้นหรือเหนื่อยมากขึ้นกับเงินก้อนใหญ่แต่ในที่สุดก็จะได้มาด้วยความพยายามของตนเอง การลงทุนในตลาดทุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างผลกำไรให้ท่านได้ดีในช่วงนี้ โชคลาภมีโอกาสได้จากเพศตรงข้ามนำมา งานต้องระวังจะผิดใจกับเพื่อนร่วมงานบางคนอย่างไม่ตั้งใจส่งผลเสียต่อคุณภาพงานได้ ความรักนิสัยเดิมๆบางอย่างอาจกลับมาเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน สุขภาพระวังจะลื่นล้มในที่ชื้นแฉะ

ราศี  พฤษภ  15  พฤษภาคม  ถึง  14  มิถุนายน

สิ่งที่ท่านทำด้วยความเสียสละจะทำให้ท่านได้รับคำชื่นชมซึ่งสร้างชื่อเสียงที่ดีให้ท่านอย่างไม่ตั้งใจ การเงินดีมีเข้ามาจากหลายทางและควรดูช่องทางใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วยโดยเฉพาะจากต่างประเทศ การลงทุนในตลาดทุนอย่าเชื่อข้อมูลที่ได้มาจากบุคคลที่ไม่รู้จักดีพอจะได้ไม่เสียใจภายหลัง งานอย่ารับปากอะไรกับใครในสิ่งที่ตนเองไม่มีความถนัดจะทำให้เสียความน่าเชื่อถือได้ถ้าทำไม่ได้ ความรักอาจได้รับข่าวดีเกี่ยวกับบุตรธิดาสำหรับท่านที่มีบุตรยาก สุขภาพดีและจะดีกว่านี้หากให้เวลากับเรื่องการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น

ราศี  มิถุน  15  มิถุนายน  ถึง  15  กรกฎาคม

ช่วงนี้ท่านมีการเดินทางบ่อยขึ้นและจะนำเรื่องดีๆมาให้ท่านอีกด้วยจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะการเดินทางอย่างกะทันหัน การเงินดีแต่ก็ต้องระวังการสูญเสียเงินก้อนจากความไม่รอบคอบของตนเอง การลงทุนในตลาดทุนสามารถทำกำไรได้ดีในส่วนที่ถือครองมานาน งานหากได้รับมอบหมายงานจากผู้ใหญ่แม้จะยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีก็อย่าปฏิเสธขอให้ทำอย่างเต็มที่ก็จะดีเอง ความรักเรื่องที่อยากคุยกับคนรักให้พูดในช่วงนี้จังหวะดี สุขภาพความรู้ใหม่ๆที่ได้มาหากนำมาปฏิบัติจะให้ผลดีต่อสุขภาพในทันทีเช่นกัน

ราศี  กรกฏ  16  กรกฎาคม  ถึง  16  สิงหาคม

ช่วงนี้ท่านต้องควบคุมอารมณ์จากการยั่วยุให้มากเพราะอาจเกิดความเสียหายหนักได้ถ้าควบคุมไม่อยู่ การเงินมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากแหล่งรายได้เดิม การลงทุนในตลาดทุนความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกบางอย่างจะส่งผลดีต่อท่านแต่ต้องรวดเร็วในการตัดสินใจ งานผู้ใหญ่ที่ท่านจะได้รู้จักจากการแนะนำของเพื่อนสิ่งใดที่ท่านต้องการให้สนับสนุนขอให้พูดให้หมดก็จะได้รับความชัดเจนกลับมา ความรักแม้มีบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจแต่ความรักที่มีให้กันมากพอที่จะเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างดี สุขภาพอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายแต่อย่ากังวลพักผ่อนให้มากขึ้นก็จะดีขึ้นเอง

ราศี  สิงห์  17  สิงหาคม  ถึง  16  กันยายน

ท่านต้องระวังจะเกิดเป็นคดีความจากเรื่องที่เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะความสงสารหรือใจอ่อนกับคนบางคน การเงินแม้ว่าจะได้มาไม่มากเท่าที่คาดเอาไว้แต่ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาอย่ากังวลในสิ่งที่เกิดขึ้นมากเกินไป การลงทุนในตลาดทุนให้ผลกำไรได้ดีกับสิ่งที่รอคอยมานาน งานมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแต่กำลังถูกปกปิดหาให้พบแล้วแก้ไขในทันทีจะไม่มีอะไรร้ายแรงตามมา ความรักอาจมีปัญหาบ้างแต่หากให้เวลากันและกันมากขึ้นก็น่าจะช่วยให้ดีขึ้นได้ สุขภาพหากรู้สึกวิงเวียนศีรษะเมื่อเดินขึ้นที่สูงควรพบแพทย์เพื่อตรวจก็น่าจะดี

ราศี  กันย์  17  กันยายน  ถึง  16  ตุลาคม

สัปดาห์นี้ท่านมีเกณฑ์ต้องเดินทางไกลอย่างกะทันหันซึ่งจะนำเรื่องดีๆมาให้ท่านในการเดินทางครั้งนี้ การเงินดีมีเข้ามาเพิ่มขึ้นจากแหล่งเงินใหม่ๆที่ไม่เคยมีเข้ามาก่อนอีกทั้งหนี้สินบางส่วนจะมีเงินก้อนเข้ามาชดใช้ การลงทุนในตลาดทุนอย่าทำตามคนอื่นหรือแรงยั่วยุต่างๆถ้าไม่แน่ใจหรือพร้อมก็ไม่ควรขยับอะไรมาก งานต้องเจรจาต่อรองมากขึ้นแต่ก็จะได้รับความสำเร็จกลับมา ความรักการสื่อสารที่มากขึ้นอย่างชัดเจนไม่ปิดบังจะสร้างความเข้าใจให้คนรักได้ดีในเรื่องต่างๆช่วยให้ไม่มีปัญหาต่อกัน สุขภาพหากมีการผ่าตัดในช่วงนี้จะเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยปลอดภัย

ราศี  ตุล 17  ตุลาคม  ถึง  15  พฤศจิกายน

การตัดสินใจทำอะไรตามลำพังในช่วงนี้อาจให้ผลที่ไม่ดีเท่าการได้ปรึกษากับหลายๆคนและอาจนำเรื่องที่กวนใจท่านตามมาอีกด้วยการเงินมีเงินก้อนเข้ามาแต่ก็ต้องจ่ายออกไปในทันทีกับสิ่งที่รออยู่ การลงทุนในตลาดทุนได้ผลกำไรเข้ามาบ้างแต่ไม่มากเท่าที่ต้องการ งานการติดต่อระหว่างประเทศหรือคนต่างชาติจะให้ความก้าวหน้าเป็นอย่างดี ความรักยังไม่สมหวังเหมือนมีบางอย่างค้างคาใจอยู่ต้องใช้เวลาอีกระยะก็น่าจะดีขึ้น สุขภาพอาการปวดท้องลึกๆอาจเกิดขึ้นได้หากมีเงื่อนไข

ราศี  พิจิก  16  พฤศจิกายน  ถึง  15  ธันวาคม

ช่วงนี้ท่านมีงานสังคมมากซึ่งมีบางส่วนที่จะทำให้ท่านได้รู้จักกับบางคนซึ่งจะแนะนำสิ่งที่ดีให้ท่านได้ทำซึ่งควรทำโดยเร็วช่วยท่านได้มาก การเงินมีเข้ามาจากหลายทางแต่ก็มีรายจ่ายมากที่รออยู่คิดจะเก็บออมคงยาก การลงทุนในตลาดทุนสามารถสร้างผลกำไรได้แต่อาจหมดไปกับความรู้ไม่เท่าทันสถานการณ์และความมั่นใจมากเกินไป งานมีความชัดเจนมากขึ้นกับเองที่ติดขัดแต่ควรแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้องจะช่วยให้ก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม ความรักแม้มีอุปสรรคแต่ก็ไปด้วยกันได้ดีจากความเห็นใจและเข้าใจกันมากขึ้นในสิ่งที่ผ่านมาด้วยกัน สุขภาพระวังจะเกิดอาการท้องร่วงอย่างฉับพลันจากกการรับประทานอาหารบางอย่าง

ราศี  ธนู  16  ธันวาคม  ถึง  14  มกราคม

ควรให้เวลากับการสวดมนต์ไหว้พระมากกว่าเดิมเพราะจะนำกำลังที่เข้มแข็งมาให้ท่านได้อย่างดีอย่างไม่น่าเชื่อ การเงินยังวนเวียนอยู่กับการหมุนเงินที่มีรายจ่ายสูงเข้ามาอยู่ตลอดและต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น การลงทุนในตลาดทุนมีโอกาสในการทำกำไรกับกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ งานความใส่ใจในความรู้ใหม่ๆเป็นสิ่งสำคัญสำหรับท่านในเวลานี้ที่จะก้าวผ่านปัญหาเดิมๆไปได้อย่างยั่งยืน ความรักสิ่งที่ตั้งใจทำให้คนรักควรได้ทำในทันทีจะให้ผลดีตามมาเกินคาด สุขภาพได้ยาดีมาควรรับประทานให้ได้ตามระยะเวลาช่วยป้องกันโรคที่จะเข้ามาสร้างปัญหาให้ท่านได้

ราศี  มังกร  15  มกราคม  ถึง  12  กุมภาพันธ์

ช่วงนี้ท่านควรสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของบุตรธิดาเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม การเงินให้ความสนใจกับแหล่งการเงินเดิมให้มากขึ้นจะช่วยให้มีเงินสดเข้ามามากขึ้นด้วย การลงทุนในตลาดทุนมีทั้งข้อมูลที่จริงและไม่จริงเข้ามามากในช่วงนี้กลั่นกลองให้ดีจะเห็นโอกาสทำกำไรได้อย่างมาก งานทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ที่ท่านได้พบเจอจะช่วยให้งานของท่านก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความรักความลุ่มหลงในบางขณะอาจนำความเดือดร้อนมาให้โดยไม่รู้ตัว สุขภาพหากรู้สึกเจ็บกลางหน้าอกควรพบแพทย์ในทันที

ราศี  กุมภ์  13  กุมภาพันธ์  ถึง  14  มีนาคม

ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้มากในช่วงนี้เพราะหากเกิดขึ้นแม้จากเรื่องเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ยืดเยื้อยาวนานสร้างความไม่สบายใจให้ท่านอย่างมาก การเงินมีโอกาสได้เงินเก็บสะสมที่รอมานานถ้าสามารถติดต่อกับแหล่งเงินได้ การลงทุนในตลาดทุนสามารถสร้างผลกำไรได้ดีจากความเร็วในการตัดสินใจ งานมีบางอย่างต้องแก้ไขแต่มีคนพยายามปกปิดควรรีบแก้ไขก่อนจะสายเกินไป ความรักระวังความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามบางคนที่จะสร้างปัญหาให้กับท่านและคนรักได้ สุขภาพดีและอย่ากังวลกับความผิดปรกติในร่างกายจะดีขึ้นเองเมื่อพักผ่อนเพียงพอ

ราศี  มีน  15  มีนาคม  ถึง  12  เมษายน

สัปดาห์นี้ท่านอาจต้องเดินทางไปในที่ไม่มีความคุ้นเคยซึ่งท่านควรมีผู้ติดตามไปด้วยจะให้ความปลอดภัยมากกว่า การเงินมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยเฉพาะจากรายได้เสริมในธุรกิจที่ร่วมกับผู้อื่น การลงทุนในตลาดทุนให้ผลกำไรในกลุ่มที่มีพื้นฐานดี ที่สำคัญอย่าตัดสินใจตามลำพังและดูปัจจัยภายนอกให้ดี งานปัญหาที่ติดขัดอยู่จะได้รับการแก้ไขด้วยดีจากความช่วยเหลือของคนที่ท่านคาดไม่ถึง ความรักระวังคำพูดบางคำที่สะกิดใจคนรักให้นึกถึงเรื่องในอดีตที่ไม่ควรนึกถึงทำให้รู้สึกไม่ดีขึ้นมา สุขภาพดีแต่ก็ต้องดูให้ดีกับการรับประทานอาหารบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการแพ้

คติคำคมประจำสัปดาห์

“ความคิดที่ดีย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี”

“ก้าวใหม่” ของ ธีรนันท์ ศรีหงส์ 

ไม่นานมานี้ ธีรนันท์ ศรีหงส์ เคยเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นกรรมการผู้จัดการคู่แรกในวงการธนาคารไทย และยังเป็นประธานบริษัท บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด ที่สร้างความฮือฮาด้วยสำนักงานใหญ่สุดล้ำยุครับสมัยดิจิทัลที่เมืองทองธานี  

แต่ในวันนี้ นามบัตรใหม่ของ “คุณก้อง” ธีรนันท์ ศรีหงส์  คือกรรมการผู้จัดการ บริษัท CELAR CONSULTING บริษัทเล็กๆ ที่ออกมาตั้งเองหลังลาออกจากธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ

บริษัทใหม่ที่ยังเล็กแต่ดูเหมือนว่าบทบาทของการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการวางยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลในหลายๆบริษัทของเขาไม่ได้เล็กตามไปด้วยเลย

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารของแบงก์ใหญ่ที่คนรู้จักทั้งประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายถึงการเดินออกจากความมั่นคงที่สุดของชีวิตหน้าที่การงาน  กำลังโบกมือลาเงินเดือนก้อนโต  ห้องทำงานที่หรูหราสวยงาม ออกไปเจอกับก้าวใหม่ที่ไม่แน่นอน ที่มีเเต่ครอบครัวคอยเป็นกำลังใจ

แต่เป็นเพราะเขามั่นใจในประสบการณ์ของการทำงานที่ยาวนานถึง28 ปีในธนาคารกสิกรไทย โดยเฉพาะในช่วงหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 จนถึงวันที่เขาลาออกเมื่อเดือนเมษายน 2560 นั้น   เป็น 20 ปีที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงและสร้างสิ่งใหม่ๆในองค์กรหลายๆเรื่องอย่างต่อเนื่องเช่น การเกิดขึ้นของ Corporate Banking  การพลิกโฉมองค์กร ด้วย K- Transformation  รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เพื่อรับมือกับสตาร์ทอัพและฟินเทค   

ธีรนันท์จึงมีความคุ้นเคยทั้งเรื่อง Hard Side ว่าต้องวางระบบอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร เอาฮาวทู อะไรใส่ลงไป รวมทั้ง Soft Side ว่าต้องทำงานกับคนอย่างไรเพื่อให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้  ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องมีอย่างยิ่งในช่วง Digital transformation

 

ลาออกก่อนที่จะตามโลกไม่ทัน

เมื่อย้อนถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต เขาอึ้งไปนิดๆ ก่อนจะหัวเราะและตอบว่าหลักๆที่ออกมาเพราะทำงานแบงก์มานานมาก  และตอนนี้ตลาดได้สร้างโอกาสให้ทำอะไรใหม่ๆได้อีกมากมายที่ท้าทาย ส่วนรายละเอียดลึกๆมากกว่านี้เขาขอไม่พูดถึง ยอมรับว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

“ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่จะออกมาตอนนี้ ออกมาช้ากว่านี้อายุก็ยิ่งมาก เดี๋ยววิ่งไม่ทันโลก  แต่ตอนนั้นพอคิดแบบนี้แล้วต้องหยุดคิด คิดต่อไม่ได้ เพราะในขณะที่อยู่ในตำแหน่งเราควรจะให้เวลาแบบ 7 คูณ 24  ถ้ามัวแต่คิดเรื่องนี้โดยที่ยังรับเงินเดือนขององค์กรอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แฟร์นัก   แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่แฟร์กับตัวเอง ถ้ายังงั้นลาออกเลยดีกว่าเพื่อมีเวลาคิด และทำกับมันอย่างจริงจัง”

หลังจากลาออกก็มีข่าวลือมากมายว่าเขาจะไปอยู่บริษัทโน้น บริษัทนี้ รวมทั้งแบงก์คู่แข่ง

“ไม่ได้ไปไหนเลยครับ ตอนนั้นในหัวมีแต่ไอเดียฟุ้งๆ อยากทำโน่นนี่ แต่ไม่มีอะไรชัดเจน ลาออกเดือนเมษายนพอเดือนพฤษภาคม มีเวลาเลยพาครอบครัวไปเที่ยวเบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ไปเมืองเล็กๆน่ารักๆ พอเดือนมิถุนามีตั๋วแลกไมล์ไว้ตอนแรกจะเอาไว้เรียนหนังสือ พอออกจากงานแล้วไม่เรียนดีกว่า เลยเป็นตั๋วพาแม่ไปเที่ยวสวิสกับอิตาลีอีกทริปหนึ่ง”

 

เริ่มงานที่แรกกับแสนสิริ

กลับมาจากการไปเที่ยวทริปแรกก็ได้เริ่มงานกับทางบริษัท แสนสิริ  จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางผู้บริหารแสนสิริ ต้องการลงทุนในเรื่องบิซิเนสแบบใหม่ๆ รวมทั้งการสร้างรูปแบบใหม่ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ที่เป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้คน โดยเขาเข้าไปรับตำแหน่งเป็น  Executive adviser

“ธุรกิจอสังหาฯมีประเด็นหลายเรื่องให้คิดเช่น อีกหน่อยถ้าคนสนใจในเรื่อง Sharing Economy มากขึ้น เขายังต้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่อาศัยอยู่อีกไหม ในอนาคตบ้านจะยังเป็นปัจจัย 4 อยู่หรือเปล่า  แล้วโลกของการลงทุนในเรื่องอสังหาริมทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในเมื่อมีบริษัทอย่าง AirBNBเกิดขึ้นเรื่อยๆ  แล้วเราจะบริหารพรอพเพอร์ตี้อย่างไรไม่ให้ ไป disrupt ชีวิตผู้ซื้อหรือผู้เช่า”

ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆของผู้คนกำลังจะบอกว่าจะเกิดโอกาสอะไรบ้างในการทำธุรกิจในอนาคต และธุรกิจแบบไหนที่อาจจะต้องหยุดทำเพราะไม่มีใครต้องการอีกต่อไป

“คนรุ่นใหม่อาจจะต้องการใช้ชีวิตแบบ Dormitory  life เหมือนตอนเรียนหนังสือ เพราะสนุกดีมีเพื่อนด้วย กลับมาจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่เงียบๆคนเดียวซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นการวางผังพื้นที่ในห้องหรือพื้นที่ส่วนกลางก็ต้องเปลี่ยนไป หรือต้องมี Co-working Space ด้วยหรือเปล่าถ้าลูกค้าอยากทำงานจากบ้าน”

นอกจากนั้นเรื่องดิจิทัลที่เข้าไปเชื่อมโยงกับเกือบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนก็จะยังเป็นเรื่องหลักที่แสนสิริต้องให้ความสำคัญ เพื่อคิดค้นการบริการในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกบ้านให้มากที่สุด

ซึ่งแน่นอนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้แสนสิริจำเป็นต้อง transform องค์กรด้วย

Strategy , Skills, Culture ต้องเปลี่ยน

ธีรนันท์บอกว่างานของเขาจะโฟกัสในเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กร และการออกแบบองค์กรให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล  องค์กรต้องปรับตัวอย่างไร บทบาทของผู้บริหารต้องเป็นอย่างไร ต้องวางระบบองค์กรแบบไหน

“การเปลี่ยนแปลง ควรเริ่มจากการวาง Strategy ที่เกี่ยวข้องกับ Technology ให้ชัดเจนก่อน โดยวางโมเดลของการทำงาน 3 องค์ประกอบหลัก”

Organization : หมายรวมถึงโครงสร้างการบริหารงาน การตัดสินใจ การวัดผลงาน การให้รางวัลและผลตอบแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรมีหน่วยงานที่แยกออกมาโดยเฉพาะ ที่มีทรพยากรที่เพียงพอ และสามารถทำงานอย่างมีอิสระเต็มที่ มีผู้บริหารที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีเกราะคุ้มกันที่ดีจากปัญหาการเมืองในองค์กร

Culture  : วัฒนธรรมขององค์กรต้องเป็นอย่างไร เพื่อให้คนมีความสามารถอย่างที่องค์กรต้องการ และคนต้อง Open อย่างไรเพื่อให้การทำงาน Speed ขึ้นและกลายเป็น Mini Startup ให้เกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่

Skills : ต้องวิเคราะห์ทักษะของคนทำงานว่าเพียงพอแค่ไหนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ และต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของคนอย่างไร เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

เขากล่าวว่าอีกปัญหาหนึ่งในการทำงานปัจจุบันคือ CEO และ Executive Team ไม่ใช่ผู้บริหารที่ใกล้ชิดกับเทคโนโลยี ดังนั้นบางครั้งจะไม่เข้าใจในโลกดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นและมาเร็วมาก

“ในการทำธุรกิจผู้บริหารระดับสูงอาจจะมีความสามารถสูงมาก แต่พอมาเจอกับเรื่อง  เรื่องฟินเทค บล็อกเชน หรือศัพท์ใหม่ๆทางด้านดิจิทัล   อาจจะงงๆต้องยอมรับว่าเรื่องพวกนี้บางครั้งเกินขีดความสามารถขององค์กรที่จะรู้จักและเข้าใจ ”

เขายังเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ที่ต้องการเปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนกฎเกณฑ์กติกา อะไรต่างๆเพื่อตอบสนองกับธุรกิจทางด้านสตาร์ทอัพ   

และยังเข้าไปเป็นกรรมการบริหารของธนชาติประกันภัย  ซึ่งเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เขาบอกว่ามีความคิดที่ก้าวหน้า มีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ และกำลังวางแผนในการเปลี่ยนแปลงองค์กร รวมทั้งยังมีองค์กรใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่กำลังรอเซ็นต์สัญญาคาดว่าจะไปเริ่มงานได้ในเดือนตุลาคม 2560 นี้

 

ธีรนันท์ยังมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องพัฒนาการของ Family Business ในประเทศไทย

“ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นที่ 3 ซึ่งมีความท้าทายอยู่แล้วว่าจะเข้าไปรันธุรกิจครอบครัวหรือไม่ ยิ่งมาในยุคนี้โจทย์ยิ่งเปลี่ยนไปเพราะเป็นรุ่นที่ 3ของคนที่เป็นเจนวายที่มีความเห็นไม่ค่อยตรงกับกับคนรุ่นก่อตั้งปู่ย่าและพ่อแม่อยู่แล้ว และยังเป็นรุ่นที่ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดิจิทัลที่ยากขึ้นไปอีกด้วย” 

เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่สะสมมาสมัยทำงานแบงก์ โดยได้ไปร่วมกับเพื่อนๆที่ทำการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่นการจัดโครงสร้างบริหารงาน การสร้างธรรมนูญของครอบครัว โครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของครอบครัว  เป็นอีกงานหนึ่งที่เขารับเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่ด้วย  

นอกจากนั้นวันนี้ธีรนันท์ ยังเข้าไปช่วยหน่วยงานภาครัฐทำงานในอีกหลายตำแหน่งคือ การเป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการกํากับสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล  เป็นกรรมการของดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการปฎิรูปตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 และรองประธาน สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA

“งานไม่ได้น้อยลงเลยผมยังทำงานเต็มที่ทุกวัน เพียงแต่ทุกงานรู้สึกว่าผมมีอิสระในความคิดในการแก้ไขปัญหา และนำเสนอแนวทางการทำงาน แล้วยังเจอความหลากหลายที่ท้าทายใหม่ๆ แตกต่างจากแวดวงการเงินการธนาคารที่เคยเจอมาตลอดด้วย”

ธีรนันท์กล่าวสรุป ก่อนจะไปช่วยช่างภาพ Marketeer หามุมถ่ายรูปสวยๆในโครงการ   “98 Wireless” แฟล็กชิพคอนโดมิเนียมของแสนสิริ บนถนนวิทยุ ซึ่งเป็นสถานที่ให้สัมภาษณ์ในวันนั้น

 

 

รื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

ภาพ : เมธี ชูเชิด

เมเจอร์ จับมือ ซัมซุง เปิดตัวระบบฉายใหม่ “แอลอีดี สกรีน”

นิธิ พัฒนภักดี รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้มีการร่วมมือกับซัมซุง ในการนำร่องเปลี่ยนการฉายด้วยระบบโปรโจคเตอร์ มาเป็นจอแอลอีดีด้วย ซัมซุง ซีนีม่า แอลอีดี สกรีน ซึ่งจะทำให้ภาพมีความคมชัดสูง รองรับความละเอียด 4K และมีความสว่างสูงสุดกว่าเดิม 10 เท่า

“ผลสำรวจของซัมซุงบอกว่า สิ่งที่จะทำให้ประสบการณ์ในการดูภาพยนตร์ของผู้ชม เปลี่ยนไปคือ ภาพ เสียง และที่นั่ง เมอจร์จึงจับมือกับซัมซุง เพื่อสร้างอรรถรสที่เปลี่ยนไป กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบที่สุดของเทคโนโลยี”

โดยจะนำร่องเปลี่ยนในโรงที่ 6 ของโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีแพล็กซ์ คาดจะเปิดให้ชมในปลายเดือนมกราคาปีหน้า ส่วนหนึ่งจากนี้จะมีเพิ่มอีกไหมนั้น นิธิ บอกว่าต้องพิจารณาดูก่อน เนื่องจากต้นทุนสูงกว่าเดิม 40-50 เท่า ซึ่งจะทำให้ราคาตั๋วเพิ่มไปด้วย

นอกจากนี้การติดตั้งในครั้งนี้ถือเป็นประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากเกาหลีใต้ที่มีอยู่ 2 จอ ที่โซลและปูซาน โดยฝั่งซัมซุงตั้งเป้าจะติดตั้ง แอลอีดี กรีน ให้ได้ 10% ของจำนวนจอทั้งหมดในโลกที่มีอยู่ 160,000 จอภายในปี 2020

“โฆษณา” ยังมีแรงส่งท้ายปี

ด้านโฆษณาในโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ 9 เดือนแรกภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาตก11-13% แต่เมเจอร์ยังมีรายได้ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้างหลังโตโยต้าลดการใช้งบโฆษณาลง 20-30% รวมไปถึงแบรนด์ใหญ่ๆบางแบรนด์ที่ใช้ลดลง โดยกลุ่มธุรกิจที่ใช้งบสูงสุดได้แก่ รถยนตร์, อาหารและเครื่องดื่ม, สมาร์ทโฟน ปรกติแล้วเมเจอร์ปรับค่าโฆษณาขึ้นปีละ 10-15% แล้วแต่โลเคชั่น โดยสัดส่วนรายได้มาจากโฆษณาในโรง 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นจอภายนอกและการเช่าพื้นที่

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าจะโต 10-15% เนื่องจากหน้าหนังยังมีความแข็งแรงสามารถดึดดูดผู้ชมได้ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ และโปรโมชั่น ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะโตราว 5%

“สำหรับในช่วงพระราชพิธี 23-27 เมเจอร์กำลังพิจารณาที่จะงดฉายโฆษณาก่อนที่จะเริ่มฉาย ส่วนภาพยนตร์จะยังมีการฉายตามปรกติ เนื่องจากอยู่ในสถานที่ปิด จึงยังสามารถทำได้”

ขยายสาขาเจาะในระดับอำเภอ

ส่วนการขยายสาขายังคงเป็นไปตามแผน ที่จะเน้นขยายไปตามระดับอำเภอ ในไตรมาส 4 นี้เตรียมขยายอีก 30 จอ จากเดิมที่ขยายไปแล้ว 30 จอ คาดสิ้นปีมี 700 กว่าจอ และรายได้โต10%

ด้านต่างประเทศเตรียมเปิดอีก 2 สาขา รวม 8 จอที่กัมพูชา ปีหน้าเปิดอีก 2 สาขา และที่ลาวจะเปิดมากกว่า 1 สาขา

Functional Drink หมดยุคสวยสะพรั่งจริงเหรอ ?

“ดื่ม…แล้วผิวขาวอมชมพู”

“ใน 1 นาที มีผู้หญิงดื่ม….. ถึง 99 คนหรือคิดเป็น 5,979 คนใน 1 ชั่วโมง”

เมื่อ ยักษ์ใหญ่ ต้อง ถดถอย

นี่คือประโยคในหนังโฆษณา TVC ของ 2 แบรนด์ที่ในอดีตเคยดังเปรี้ยงโกยยอดขายเป็นว่าเล่นในตลาด Functional Drink แต่เชื่อไหมว่า 1 ใน 2 แบรนด์นี้รายหนึ่งได้สูญหายไปจากตู้แช่นั้นคือ “อะมิโน โอเค” ของยักษ์ใหญ่อย่าง “โออิชิ”

ส่วนอีกรายอย่าง “SAPPE” ที่เคยขาย Benefit ในเรื่องดื่มแล้วสวย จนกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Functional Drink กลับมียอดขายลดลงจนพ่ายแพ้เครื่องดื่มน้องใหม่อย่าง “Mansome” ที่ขายสารพัด Benefit ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชายยุคนี้

คำถามคือ Functional Drink ที่ขายความสวยงามจับกลุ่มผู้หญิง ที่ในอดีตเคยขายดิบขายดี ทำไมต้องมาถึง “จุดตกต่ำ”  มียอดขายติดลบต่อเนื่องมา 3 -4 ปี โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2016 มีมูลค่า 1,900 ล้านบาทติดลบถึง 8%  (ที่มา : SAPPE) ซ้ำร้ายไปกว่านั้นทุกแบรนด์ยังคาดการณ์ “ฟันธง” ว่าเมื่อจบปี 2017 Functional Drink ก็ยังจะมียอดขายลดลงอีก 4 – 5%

ถึงเศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สร้างปัญหาให้แก่ Functional Drink รวมไปถึงเครื่องดื่มเกือบทุกประเภทก็มียอดขายที่ลดลง (ยกเว้นน้ำดื่มเติบโต)

เมื่อเครื่องดื่มอื่นๆ

ขอขาย Functional ด้วยคน

แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าสภาวะเศรษฐกิจ นั้นคือผู้บริโภคดื่มแล้วไม่เห็นผลเหมือนอย่างที่โฆษณาเอาไว้ หรืออาจจะเห็นผลแต่ช้าไม่รวดเร็วทันใจเหมือนอย่างที่คาดหวัง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากจากที่เคยดื่มประจำก็เลิกซื้อเอาดื้อๆ 

อีกทั้งเกิดคู่แข่งทางอ้อมมากมายไม่ว่าจะเป็น “ผลไม้สกัด” ที่ทั้ง “แบรนด์ วีต้า” และ “สก๊อต เพรียวเร่” หรือเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง Ready ที่ทั้งหมดที่กล่าวแม้จะไม่ใช่เครื่องดื่มสายพันธุ์ Functional Drink แต่ก็เลือกสื่อสารว่าเครื่องดื่มตัวเองมีทั้งสารพัดวิตามิน,คอลลาเจน,ซิงค์ ที่ช่วยให้ผิวพรรณสวย, บำรุงดวงตา,ตลอดจนกลุ่มน้ำผลไม้อย่าง Malee และ Unif ก็มีการสอดแทรกถึงการดื่มแล้วช่วยให้ดูผิวพรรณดีสวยงาม

ปรากฎการณ์นี้เองที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มที่เคยดื่ม Functional Drink จำนวนมากเปลี่ยนใจหันมาดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ทดแทน

ที่นี้แล้วทางออกของ Functional Drink จะไปทางไหน ? ที่เห็นชัดเจนเวลานี้ คือการออกรสชาติใหม่ที่ไม่ได้สื่อสารถึง “ดื่มแล้วสวยงาม” เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็น “SAPPE” ที่ออกรสชาติ Relaxing Calm ขวดสีฟ้าที่สื่อสารว่า “ดื่มแล้วอารมณ์ดี” พร้อมกับมีสารพัดคลิปสร้างไวรอลที่มีทั้งกระแส “ด้านบวกและลบ” จนเกิดดราม่าในโลกออนไลน์ หรือจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ชื่อ Slim Drink ของ บริษัท เอชทูโฟล์ว จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากประเทศญี่ปุ่น ที่สื่อสารถึงดื่มแล้วช่วยให้ “รูปร่างดูดี” พร้อมกับใช้งบการตลาด 400 ล้านบาทโดยใช้ “ปู ไปรยา” เป็น Presenter

จะป็นทางที่“ใช่” หรือเปล่านั้น “ยอดขาย” ในอนาคตระยะยาวจะเป็นตัวให้คำตอบได้ดีที่สุด เพราะอย่าลืมว่าธรรมชาติของเครื่องดื่มประเภทนี้คือในช่วงเริ่มต้นจะเกิดกระแสผู้บริโภคทดลองดื่มจำนวนมากพร้อมกับบอกปากต่อปาก จนทำให้ยอดขายเติบโตในเวลารวดเร็ว จากนั้นพอผ่านไปสักระยะ หากผู้บริโภคดื่มแล้วรู้สึกไม่ใช่ก็จะชะลอการซื้อหรือหยุดดื่มไปในทันที ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือยอดขายเป็นเส้นกราฟดำดิ่ง 

สุดท้ายก็วัดกันที่ ดื่มแล้วเห็นผล

สรุปสั้นๆ ก็คือหาก Functional Drink ขวดไหน ? ที่คิดจะมีพื้นที่อยู่ในตู้แช่ทั่วประเทศได้นั้น ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกดื่มแล้วเห็นผลได้จริงตามที่โฆษณาไว้ เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีบางแบรนด์พอมยอดขายลดลงก็เลือกใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาซื้อ 1 แถม 1 แต่ก็ยังถูกหมางเมินจากผู้บริโภคอยู่ดี

ในขณะที่ผู้นำตลาดอย่าง “Mansome” ของบริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอลอุตสาหกรรม จำกัด ที่เลือกจะจับกลุ่ม “ผู้ชาย” และมี “ไพ่ที่เหนือกว่าคู่แข่ง” นั้นคือการกระจายสินค้าได้ครอบคลุมในช่องทาง Traditional trade มากกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

ถึงจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นกฎเหล็กในตลาด Functional Drink อยู่ดีนั่นคือ Mansome ต้องพยายามให้ผู้บริโภคยังเชื่อมั่นกับคุณภาพสินค้าว่าดื่มแล้วได้รับ Benefit อย่างที่โฆษณาไว้

ถือเป็นความท้าทาย เพราะจากวันที่คนไทยได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อ Functional Drink ก็ยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ได้รับการ “ฟันธง” อย่างชัดเจนว่าดื่มแล้วเห็นผลชัดเจน จนมีคำถามกลับเครื่องดื่มประเภทนี้ว่า

ขายได้เพราะ “การตลาด หวือหวา” หรือ “ความต้องการ” ของผู้บริโภคกันแน่ ?