ซิสโก้ สำรวจคนทำงานรุ่นเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X) และเจนเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือมิลเลนเนียล (Millennial) สำรวจความคิดเห็นพนักงานอายุ 18 ถึง 50 ปีใน 15 ประเทศในรายงาน Cisco Connected World Technology Report (CCWTR) ประจำปี 2557 พบว่า

Gen X/Y/M ต้องการสไตล์การทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยนายจ้างได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อรองรับทัศนคติที่เปลี่ยนไป และภายในปี 2563 คนทำงานรุ่น GenX และ Y ส่วนใหญ่เชื่อว่า สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) จะกลายเป็นอุปกรณ์ “เชื่อมต่อ” ที่สำคัญที่สุดสำหรับบุคลากร ขณะที่แล็ปท็อปยังคงเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับสถานที่ทำงาน และการทำงานในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “Supertasker” ซึ่งใช้งานอุปกรณ์ 4 เครื่อง และทัศนคติที่เปลี่ยนไปของคนทำงานและองค์กรธุรกิจที่มีต่อการทำงานจากที่ใดก็ได้

Infographic__การทำงานแบบ “Always On”

ความคิดGen X/Y /Mที่องค์กรไทยอาจไม่รู้ประเทศไทย

  • 95% ของGen X และ 72% Gen Y ต้องการที่จะเป็นอิสระจากตารางเวลาทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นตามปกติ
  • 54% ของบริษัทของอนุญาตให้ทำงานจากบ้าน
  • 44% ของ Gen X และ 56% Gen Y สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งจากที่บ้านและออฟฟิศ
  • Gen X 87%เชื่อว่า องค์กรที่ปรับใช้รูปแบบการทำงานนอกสถานที่ผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างยืดหยุ่น มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งที่ให้พนักงานทำงานในออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น
  • 100% ของ Gen Y/X/M ให้ความเห็นตรงกันว่าสมาร์ทโฟนคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด และภายในปี 2563สมาร์ทโฟนจะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดในการทำงาน
  • 69% ของGen X และ Gen Y 58% ยอมให้ลดเงินเดือนเพื่อแลกกับความยืดหยุ่นในการทำงาน และระบุว่าการปรับเปลี่ยนของฝ่าย HR เพื่อรองรับสไตล์การทำงานผ่านอุปกรณ์พกพาที่ยืดหยุ่นมากขึ้นยังไม่รวดเร็วพอ
  • 44% ของGen X และ 56% ของ Gen Y ระบุว่า ตนเองมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อทำงานในออฟฟิศ ขณะที่66% ของ Gen X และ 71% ของGen Y ชอบที่จะทำงานทั้งที่บ้านและที่ออฟฟิศ

 

อินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยพื้นฐานรองรับไลฟ์สไตล์ไทยออนไลน์

  • 70% ของ Gen Y เลือกที่จะมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แทนการมีประสาทการรับรสและประสาทการรับกลิ่น ขณะที่ Gen X 91% เลือกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าประสาทการรับกลิ่น
  • ทันทีที่ตื่นนอนในตอนเช้า 75% ของ Gen X และ 87%ของ Gen Y มองหาสมาร์ทโฟนก่อนที่จะมองหาบุคคลอันเป็นที่รัก
  • หากถูกจี้ปล้น ทั้งบุคลากร Gen X และ Gen Y เป็นกังวลเกี่ยวกับกระเป๋าสตางค์มากที่สุด รองลงมาคือสมาร์ทโฟน
  • บุคลากร Gen X และ Gen Y กว่า 4 ใน 10 คนเชื่อว่า เว็บไซต์จะยังคงมีอยู่ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่การใช้งานและความสำคัญจะลดน้อยลง เมื่อเทียบกับแอพ
  • ที่น่าสนใจก็คือ 75% ของบุคลากร Gen X จะยอมสละการใช้ไฟฟ้า แทนที่จะยอมเลิกใช้สมาร์ทโฟนนานหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่ 76% ของบุคลากร Gen Y จะเลือกไฟฟ้ามากกว่าสมาร์ทโฟน อย่างไรก็ตาม 73% ของ Gen Y จะยอมสละการมีเพศสัมพันธ์นานหนึ่งเดือน แทนที่จะหยุดใช้สมาร์ทโฟนหนึ่งเดือน
  • 6 ใน 10 ของGen X และ Gen Y คิดว่าตนเองเป็น “Supertasker” ที่สามารถทำงานมากกว่าสองอย่างในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดี
  • 4 ใน 10 ของ Gen X และ Gen Y มองว่าตนเองเป็น Supertasker โดยอ้างว่าการทำงานแบบ Supertasking ช่วยให้เขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานที่ทำงาน
  • 56% ของGen X เชื่อว่าตนเองมีประสิทธิภาพมากกว่า Gen Y
  • 71% ของ HR เชื่อว่าคนรุ่น Gen Y ทำงานได้รวดเร็วกว่าพนักงานรุ่นเก่าในส่วนของการใช้แล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน และจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำงานแบบ Supertasking
  • ในปี 2563 พนักงานฝ่าย HR ราว 9 ใน 10 คนระบุว่า ‘Supertasker’ เป็นพนักงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

 

อนาคตของการทำงาน

  • ในปี 2563 Gen X 85% และ Gen X 55% เชื่อว่า พวกเขาอาจไม่ต้องทำงานประจำอยู่ในออฟฟิศตามเวลาเปิดทำการปกติ แต่จะไปออฟฟิศตามเวลาทำงานที่ตนเองต้องการได้
  • 67% Gen Y เชื่อว่า 50–74% ของพนักงานทั่วไปจะเปลี่ยนจากการทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น เป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นและรูปแบบการทำงานนอกสถานที่
  • ในปี 2563 ประมาณ 65% เชื่อว่า ออฟฟิศจะยังคงมีอยู่ แต่โดยมากแล้วจะมีแค่ยห้องประชุม โดยโต๊ะทำงาน และห้องทำงานจะน้อยลง
  • 85% ของ Gen X และ 75% ของ Gen Y เชื่อว่า สมาร์ทโฟน จะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำงาน ขณะที่ 25% เชื่อว่า อุปกรณ์สวมใส่ที่เชื่อมต่อได้ (Connected Wearable) จะมีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับคนทำงาน
  • 67% ของ HR เชื่อว่า ผู้จัดการในองค์กรไม่จำเป็นต้องทำงานที่ออฟฟิศวันจันทร์ถึงศุกร์ เพราะองค์กรมีสาขากระจัดกระจายทั่วประเทศและทั่วโลก

มอง Supertasker ผ่านเทรนด์โลก

“Supertasker” หรือ “พนักงานที่ทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันและทำได้ดี” เป็นพนักงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในอนาคตหรือไม่?

  • กว่า 4 ใน 10 ของคนทำงานรุ่น Gen X และ Gen Y รวมถึงเกือบ 6 ใน 10 ของพนักงานฝ่าย HR มองว่าตนเองเป็น “Supertasker” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่สามารถทำงานมากกว่าสองอย่างในเวลาเดียวกันได้เป็นอย่างดี
  • ราวครึ่งหนึ่งของ Gen X และ Gen Y เชื่อว่า การทำงานแบบ Supertasking จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และในทำนองเดียวกัน ฝ่าย HR 62% เชื่อว่า Supertasker ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับองค์กรโดยรวม
  • เกือบ 2 ใน 3 เชื่อว่าในปี 2563 การทำงานแบบ Supertasking จะเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับองค์กร
  • Gen X 70%กำลังเรียนรู้ที่จะเป็น Supertasker ด้วยการจัดการชีวิตส่วนตัว และส่วนใหญ่มักจะผสมผสานกิจกรรมเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเข้าด้วยกัน

Infographic__การทำงานแบบโมบายล์

คนทำงานรุ่น Gen X เทียบกับรุ่น Gen Y

  • 4 ใน 10 คนเชื่อว่า พนักงานรุ่น Gen Y มีประสิทธิภาพในการทำงานแบบ Supertasking มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนรุ่นอื่นๆ
  • 60% ของ Gen X เชื่อว่า พนักงาน Gen Y สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าพนักงานรุ่นเก่า ด้วยการใช้อุปกรณ์พกพาและโมบายล์แอพ
  • 7ใน10 ของฝ่าย HR คิดว่า พนักงานรุ่น Gen Y สามารถทำงานได้เร็วกว่า หากเขาได้รับอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์พกพาและโมบายล์แอพ แทนที่จะใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป แล็ปท็อป หรือโน้ตบุ๊ก

Infographic__ซุปเปอร์ทาสกิ้ง

อวสานของเวลาทำงานตามปกติ – ไลฟ์สไตล์ที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา

  • พนักงานกว่าครึ่งหนึ่ง (Gen X และ Gen Y) คิดว่าตนเองพร้อมทำงานทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง 3 ใน 10 คนที่สามารถติดต่อได้ทั้งทางอีเมลและโทรศัพท์
  • เวลาทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นยังมีอยู่อีกหรือ? ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คิดว่าเวลาทำงานน่าจะเป็น 7 โมงเช้าถึง 8 โมง และ 9 โมงถึงเที่ยง ต่อด้วยบ่ายสองถึงห้าโมงเย็น และสามทุ่มถึงสี่ทุ่ม
  • ตารางเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ราวหนึ่งในสี่ของพนักงานรุ่น Gen X และ Gen Y ระบุว่า องค์กรของตนอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้านได้
  • ที่น่าสนใจก็คือ พนักงานรุ่น Gen Y ที่มีโอกาสทำงานนอกสถานที่มีแนวโน้มที่จะชอบทำงานที่ออฟฟิศมากกว่าพนักงานรุ่น Gen X
  • การรับประทานอาหารกลางวันตอนบ่ายสามกลายเป็นเรื่องปกติ: คนรุ่น Gen X / Y ชอบตารางเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และยินดีที่จะทำงานนอกเวลางานปกติเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
  • บุคลากรมีความเห็นแตกต่างกันอย่างครึ่งๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับวันทำงานปกติของพนักงานทั่วไป โดยเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าตนเองต้องการอิสระในการทำงานและเล่นสนุกได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัด (เทียบกับเวลาทำงานตามปกติ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น จันทร์ถึงศุกร์)
  • Gen X ส่วนใหญ่เชื่อว่า Gen Y ชื่นชอบเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่า แต่ Gen Y 54% มีแนวโน้มที่จะชอบเวลาทำงานปกติแบบเดิมๆ มากกว่า
  • 1ใน 4ได้รับการว่าจ้างโดยองค์กรที่อนุญาตให้ทำงานจากที่บ้าน โดยมีเพียง 28% ของ Gen Y, 19% ของ Gen X และ 6% ของพนักงานฝ่าย HR เท่านั้นที่ชอบทำงานในออฟฟิศมากกว่าที่บ้าน
  • Gen Y 44% มีสมาธิและประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทำงานในออฟฟิศ Gen X 38% มีสมาธิและประสิทธิภาพเท่ากันทั้งที่บ้านและในออฟฟิศ

“ความยืดหยุ่นในเวลาการทำงาน” คือ เครื่องมือดึงดูดบุคลากร

  • 2 ใน 3 เชื่อว่าองค์กรที่ปรับใช้รูปแบบการทำงานนอกสถานที่ที่ยืดหยุ่น มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันมากกว่าองค์กรที่กำหนดให้พนักงานประจำอยู่ในออฟฟิศ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
  • ราวครึ่งหนึ่งของพนักงาน Gen X และ Gen Y รู้สึกว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสไตล์การทำงานแบบโมบายล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับพนักงาน แต่พนักงานเกือบหนึ่งในสามรู้สึกว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวยังไม่เร็วพอ
  • 56% ของฝ่าย HR ได้ปรับใช้หรือมีแผนที่จะปรับใช้สไตล์การทำงานแบบโมบายล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
  • โดยรวมแล้ว พนักงานไม่เต็มใจที่จะยอมลดเงินเดือนเพื่อแลกกับการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่พนักงานในฝ่าย HR เต็มใจที่จะทำเรื่องนี้มากที่สุด โดย 4 ใน 10 ระบุว่าตนเองยอมรับการปรับลดเงินเดือน ในทำนองเดียวกัน บุคลากรฝ่าย HR เต็มใจที่จะยอมรับการลดเงินเดือนมากที่สุด โดย 56% ยอมรับการปรับลดเงินเดือนมากกว่า 10% (เทียบกับ 35% ของพนักงาน Gen Y และ 34% ของพนักงาน Gen X)
  • เงินเดือนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ความยืดหยุ่นในการกำหนดตารางเวลาของตนเองหรือความสามารถในการทำงานนอกสถานที่มีความสำคัญมากที่สุดสำหรับพนักงาน Gen X และ Gen Y ราว 1 ใน 5 คน รวมถึงพนักงานฝ่าย HR ราว 1 ใน 3 คนInfographic__ความสำคัญของสมาร์โฟน

กระแส BYOS (Bring Your Own Stuff) คือ BYOD รูปแบบใหม่

  • ปัจจุบัน การนำเอาอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน (Bring Your Own Device – BYOD) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยพนักงานฝ่าย HR ราว 4 ใน 10 คนระบุว่า พนักงานทั้งหมดภายในองค์กรได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ใดๆ เข้ากับเครือข่ายขององค์กร เพื่อรองรับการทำงาน

 

อินเทอร์เน็ตเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สำคัญกว่าประสาทการรับกลิ่น

  • 42% ยอมที่จะสละประสาทการรับกลิ่นของตนเอง เพื่อแลกกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และ42% จะเลือกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าประสาทการรับกลิ่น

 

ไฟฟ้าหรือออนไลน์…อะไรสำคัญกว่ากัน?

  • กว่า 1 ใน 3 ยินดีที่จะสละไฟฟ้าภายในบ้านนานหนึ่งสัปดาห์ แทนที่จะยอมเลิกใช้สมาร์ทโฟนชั่วคราว

คุณห่วงอะไรมากกว่า ระหว่างกระเป๋าสตางค์กับสมาร์ทโฟน?

  • 54% ของคนรุ่น Gen Y และ 38% ของคนรุ่น Gen X มองหาสมาร์ทโฟนเป็นอย่างแรกทันทีที่ตื่นนอน นอกจากนั้น ราว 1 ใน 5 ของทั้งสองกลุ่มจะกังวลเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนมากที่สุดในกรณีที่ถูกจี้ปล้น

 

รายงานเกี่ยวกับ “อวสานของแล็ปท็อป” เป็นเรื่องที่กล่าวเกินจริง

  • ถ้าต้องเลือกอุปกรณ์เดียว พนักงาน40% จะเลือกแล็ปท็อปทั้งสำหรับการทำงานและการใช้งานส่วนตัว

ถึงกาลอวสานของเว็บไซต์?

  • Gen X และ Gen Y เพียงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่เชื่อว่าเว็บไซต์จะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของคนเราอยู่เสมอ และที่น่าสนใจก็คือ 21% คิดว่า เว็บไซต์จะถูกแทนที่ด้วยแอพ แต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า
  • ในหลายๆ โอกาสตลอดทั้งสัปดาห์ ประมาณ 1 ใน 4 ระบุว่าตนเองใช้แอพตลอดทั้งวัน
  • Facebook คือทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับโปรแกรมโซเชียลมีเดียบนสมาร์ทโฟน

อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) จะมีความสำคัญมากกว่าสมาร์ทโฟน

  • ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เชื่อว่า ในปี 2563 อุปกรณ์เชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำงานคือ สมาร์ทโฟน พนักงาน Gen X ที่เชื่อว่าอุปกรณ์สวมใส่จะมีความสำคัญมากที่สุดมีจำนวนมากกว่าพนักงาน Gen Y เล็กน้อย