หากเอ่ยถึง “ราเมน” ชื่อแรกที่คนจะนึกถึงคือ “ฮะจิบัง ราเมน” โดยเปิดสาขาแรกเมื่อ 31 ปีที่แล้วในศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์ โดยมี “จุดขาย” ก็คือเป็นราเมนชาม Mass ราคาประหยัดราคาเริ่มต้น 70 -80 บาท

ด้วยพลังของราคานี้เองทำให้ปัจจุบัน “ฮะจิบัง ราเมน” สามารถขยายธุรกิจได้ถึง 122 สาขามีรายได้ถึง 1,710 ล้านบาทในปี พ.ศ.2560

และหากพูดถึง ราเมน Premium ต้นตำรับญี่ปุ่นมีราคาขายเริ่มต้นชามละ 200 บาทชื่อของ “ชาบูตง” ของกลุ่ม เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จํากัด เองก็จะกลายเป็นชื่อแรกที่คนจะนึกถึง เช่นกัน

ฟังดูเหมือนจะเป็น “ราเมน” ที่มีลูกค้าคนละกลุ่มกัน ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ที่น่าสนใจคือเวลานี้ “ชาบูตง” กำลังปรุงแต่งราเมนในชามตัวเองใหม่ให้เข้มข้นกว่าเดิม พร้อมกลับลดราคาเฉลี่ยทุกเมนูอยู่ที่ 15%

จากเดิมที่ราคาขายเริ่มต้นที่ 200 บาท เวลานี้หากอยากจะทาน “ชาบูตง” ราเมน จะมีราคาเริ่มต้น 189 บาท และเมนูข้าวราคาเริ่มต้น 119 บาท

ถึงราคาจะไม่ถูกเทียบเท่า “ฮะจิบัง” แต่เป้าหมายการปรับราคาให้ถูกลงมาในครั้งนี้ ผู้บริหาร “ชาบูตง” บอกว่าเป็นเกมที่จะทำให้ลูกค้าของ “ฮะจิบัง” เกิดความลังเลใจว่าจะเลือกควักตังค์จากกระเป๋าเพิ่มอีกนิด เพื่อมาชิมรสชาติราเมน Premium “ชาบูตง” หรือไม่

ภารกิจนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนตำแหน่งการตลาด “ชาบูตง” ลดเลเวลจากราเมน Premium มาเป็น Mass แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เป็นราเมน Premium ที่เข้าถึงได้ ลูกค้าตัดสินใจซื้อทานได้ง่ายขึ้น

“ภาพลักษณ์เดิมชาบูตงคือราเมน ต้นตำรับจากญี่ปุ่นมีความ Premium ราคาสูง แต่ก็เข้าถึงยากด้วยราคา ทำให้ที่ผ่านมาเราได้ลูกค้ากลุ่มเฉพาะ แต่เวลานี้เราปรับราคา ปรับภาพลักษณ์ให้ดูสดใหม่ทันสมัยมากขึ้น” ธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายปฎิบัติการ CRG เจ้าของแฟรนไชส์แบรนด์ ชาบูตง บอกถึงเหตุผลการปรับครั้งนี้

ไม่ใช่แค่ลดราคาและปรับ Image Brand แต่ “ชาบูตง” เลือกที่จะเสริมเมนูใหม่ๆ เข้ามาในร้านโดยล่าสุดมี 6 เมนูใหม่ซึ่งมีถึง 5 เมนูที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น อีก 1 เมนูคือ “ต้มยำกุ้ง เป็นรสชาติที่พัฒนาขึ้นเอง ส่วนในครึ่งปีแรก 2019 ก็จะเสริมเมนูใหม่อีกถึง 12 เมนูเลยทีเดียว

ซึ่งก็เป็นเทรนด์ของการปรับตัว ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเมนูเฉพาะทางไม่ว่าจะเป็นร้าน เทมปุระ ทงคัตสึ ซูชิ ไม่เว้นแม้แต่ ราเมน ที่ต้องใส่ความหลากหลายในร้านตัวเองเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น  

อย่างไรก็ตาม “ชาบูตง” เองก็เดินหน้าเหมือนร้านอาหารอื่นๆ ของกลุ่ม  CRG นั้นก็คือการขายอาหารแบบ on demand สั่งตรงทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยมีพันธมิตรอย่าง Foodpanda, Lineman, Grab Food เป็นผู้ส่งอาหารถึงมือลูกค้า 

เป็นการเพิ่มช่องทางใหม่ๆ สร้างรายได้ให้ตัวเอง เพียงแต่…ความยากของ “ชาบูตง” คือ “ราเมน” ต้องทานร้อนๆ เส้นไม่อึด รสชาติต้องเหมือนกับทานในร้าน ทำให้ล่าสุดมีการพัฒนาออกแบบแพ็คเกจจิ้งเพื่อให้เก็บความร้อนได้ดี และไม่ทำให้เส้นอึดเมื่อส่งตรง Delivery ถึงมือลูกค้า โดยบริการนี้มีเฉพาะในกรุงเทพ

และดู “ชาบูตง” จะคาดหวังไม่น้อยว่ากลวิธีนี้ จะทำให้รายได้ในช่องทางการทานราเมนนอกร้านตัวเองจะเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2018 สัดส่วนยอดขาย สั่งทานกลับบ้าน & Delivery คิดเป็น 3 % จากยอดขายทั้งหมด แต่ในปี 2019 ต้องการให้ช่องทางสั่งทานกลับบ้าน & Delivery คิดเป็น 30% จากยอดขายทั้งหมด

ขณะเดียวกันช่องทางสาขาร้านก็ไม่ได้หยุดนิ่งเพราะจากเดิมมีอยู่ 18 สาขาแต่เมื่อสิ้นปี 2019 ตั้งเป้าจะมีถึง 25 สาขาและจะเพิ่มเป็น 50 สาขาในอีกภายใน 5 ปีข้างหน้า 

ธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้บริหารร้าน ชาบูตง เองก็บอกว่าเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์ เพราะเวลานี้หากมองดูคร่าวๆ  เชนร้านราเมนในเมืองไทยน่าจะมีมากกว่า 200 สาขา (แบ่งเป็น Premium ประมาณ 50 สาขา)

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีแบรนด์ ราเมน แฟรนไชส์จากญี่ปุ่นเข้ามาใหม่ในบ้านเราถึง 3 แบรนด์ และไม่ใช่แค่นั้นหากสังเกตทุกศูนย์การค้าในเมืองไทยต่างเพิ่มพื้นที่ให้แก่ร้านอาหารมากขึ้นกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัด บางห้างถึงขนาดมีโซนร้านอาหารถึง 2 ชั้นก็มีให้เห็นมาแล้ว

แน่นอนพฤติกรรมลูกค้าไม่ได้เจาะจงที่จะทาน “ราเมน” เพียงอย่างเดียวแต่สามารถเลือกได้สารพัดอย่าง

ซึ่งนั้นหมายความว่าคู่แข่งของ “ชาบูตง” เองก็ไม่ได้มีแค่กลุ่มร้าน ราเมน อย่างเดียว แต่คือร้านอาหารทุกร้านที่อยู่ในพื้นที่สนามรบเดียวกันในโซนร้านอาหารของศูนย์การค้า