ทิศทางในการดำเนินธุรกิจที่ต่างไปจากเดิมส่งผลให้แบรนด์ต้องมีการปรับเปลี่ยน ทั้งด้วยการขยับขยาย ลดหรือเพิ่มขนาดองค์กร และโยกย้ายต่างๆ  โดยหากเลือกวิธีสุดท้าย จุดสนใจจะอยู่ตรงสถานที่ใหม่และทำไมจึงไม่ขอผูกติดกับจุดเริ่มต้นอีกต่อไป เช่นเดียวกับที่ Dyson กลายเป็นข่าวดังหลังประกาศว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่จากอังกฤษไปสิงคโปร์  

James Dyson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dyson

ที่ทำงานใหม่ของทีมบริหารแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม เป็นการส่งสัญญาณว่าแม้เกิดในอังกฤษแต่ต่อจากนี้ Dyson ขอฝากไว้อนาคตไว้กับตลาดในเอเชีย

แบรนด์ดังที่เริ่มต้นจากความล้มเหลว 5,000 ครั้ง

นวัตกรรมทำให้ Dyson แตกต่างกว่าคู่แข่งและสร้างกำไรจากราคาที่สูงกว่า ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาลูกค้าที่มีกำลังซื้อก็พร้อมจ่าย แต่ความสำเร็จดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นเลยหาก James Dyson หากผู้ก่อตั้งล้มเลิกการผลิตเครื่องดูดฝุ่นต้นแบบ โดยหลังเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนักออกแบบและนักประดิษฐ์ จากผลงานเรือบรรทุกยานพาหนะ (Sea Truck) ในยุค 70 ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางในกองทัพ

Dyson หวังให้สานต่อความสำเร็จด้วย Ballbarrow รถขนดินทรายที่เปลี่ยนล้อแบบเดิมให้เป็นลูกบอลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้

ทว่าด้วยความอ่อนประสบการณ์ทางธุรกิจ Dyson จึงต้องขาย Ballbarrow ให้นักลงทุนไปอย่างเจ็บปวด บทเรียนดังกล่าวเขาจึงบอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้จะยื่นจดสิทธิบัตร พร้อมทุ่มสุดตัวทั้งกำลังสมองและเงินทุนกับสิ่งประดิษฐ์ต่อไป

หลังผ่านเวลามาอีก 20 ปี ปรับแก้ต้นแบบที่ล้มเหลวถึง 5,000 ครั้งและหนี้ก้อนโต ในสุดนักประดิษฐ์ซึ่งปัจจุบันมียศ Sir นำหน้าชื่อก็ได้ลิ้มรสความสำเร็จ โดยช่วงยุค 90 เครื่องดูดฝุ่นแรงสูงแบบไร้ถุงเก็บฝุ่นภายใต้แบรนด์ Dyson กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายดีทั่วเกาะอังกฤษ

หลายปีถัดจากนั้น Dyson ก็ส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เด่นเรื่องนวัตกรรมออกสู่ตลอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งพัดลมไร้ใบพัด เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย และเครื่องเป่าผมแบบ Supersonic ซึ่งมีกระแสตอบรับก็ยังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ 2018 ทำกำไรได้ถึง 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 41,000 ล้านบาท) ได้เป็นครั้งแรก

ตอกย้ำความสำคัญของเอเชียด้วยการย้ายสำนักงานใหญ่

แบรนด์แห่งความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษซึ่งจะอายุครบสามทศวรรษในปี 2021 ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการประกาศว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่จากเมือง Malmesbury ทางภาคใต้ของอังกฤษ ไปยังสิงคโปร์ เพื่อให้ใกล้ชิดกับโรงงานในเอเชีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักมาตั้งแต่ปี 2002 มากยิ่งขึ้น

และเอเชียยังเป็นตลาดใหญ่ที่มีอัตราเติบโตสูง ประกอบทางบริษัทยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในสิงคโปร์ รวมถึงมีแผนสร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้าในประเทศนี้ด้วย  


Jim Rowan

ผู้บริหารระดับสูงของ Dyson ที่จะย้ายที่ทำงานใหม่ไปยังชาติพัฒนาแล้วหนึ่งเดียวของ AEC ประกอบไปด้วย Jim Rowan ประธานบริหาร (CEO) ,Jorn Lensen ประธานฝ่ายเงิน และ Martin Bowen ประธานฝ่ายกฎหมาย โดยคาดกระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในไม่กี่เดือน ส่วนทางผู้ก่อตั้งวัย 71 ปี ยืนยันว่าพร้อมเดินทางไปสิงคโปร์บ่อยขึ้น

กรอบเวลาที่พาให้สงสัยในท่าทีต่อ Brexit   

แม้ Dyson ย้ายฐานผลิตไปอยู่ในมาเลเซียและฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ต้นยุค 2000 ตามด้วยการตั้งศูนย์ R&D ในสิงคโปร์ในเวลาถัดมาเพื่อดึงดูดบัณฑิตด้านเทคโนโลยีระดับหัวกะทิชาวสิงคโปร์ แต่ก็รับประกันว่าพนักงานนับหมื่นคนในอังกฤษจะใดที่ต้องตกงาน

เพราะทุ่มเงิน 244 ล้านปอนด์ (ราว 10,004 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์และอาคารสำนักงานในอังกฤษ แต่การย้ายสำนักงานออกจากประเทศบ้านเกิดแบรนด์ครั้งนี้ก็ยังมีข้อกังขา

จากกรอบเวลาการย้ายสำนักงานใหญ่ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นไม่เกินมีนาคม จึงเกิดคำถามว่า Dyson ต้องการเลี่ยงผลกระทบจากแยกตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) หรือไม่ เพราะปลายมีนาคมนี้อังกฤษจะต้องแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยไร้ข้อตกลงใดๆ หากฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านยังมีความเห็นไม่ตรงกัน

ทั้งที่ผู้ก่อตั้ง Dyson เองก็เป็นแกนนำสนับสนุน Brexit มาโดยตลอด เนื่องจากเชื่อว่ามีผลดีมากกว่าเสีย / bbc ,theguardian .cnn ,wikipedia ,dyson