นับตั้งแต่ Lala move บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติฮ่องกงที่ทำธุรกิจขนส่ง On Demand สามารถรับสินค้าจากมือผู้ส่งไปถึงมือผู้รับภายในเวลา 1 ชั่วโมงเข้ามาในเมืองไทย

กำลังสร้างอัตราการเติบโตรายได้ในประเทศไทยแบบก้าวกระโดดจากปีแรก 2015 ที่เข้ามาทำธุรกิจมีรายได้ 23 ล้านบาท

ล่าสุดปี 2018  Lalamove มีรายได้ในประเทศไทยถึง 1,200 ล้านบาท 

ที่น่าสนใจระยะเวลาแค่ 2 ปี Lalamove สามารถคืนทุนได้แล้ว แถมยังกล้าที่จะตั้งเป้ารายได้ในปี 2019 ถึง 2,400 ล้านบาท

การคืนทุนอย่างรวดเร็ว และการกล้าตั้งเป้ารายได้เติบโตแบบ 1 เท่าตัว เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยว่า Lalamove ทำได้อย่างไร

คำตอบก็คือ แนวคิดการทำธุรกิจด้วยการสร้างให้ตัวเองเป็นเจ้าของระบบจากนั้นก็หาคนมาทำงาน

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Lalamove นำ Application มาจากบริษัทแม่ที่ ฮ่องกง จากนั้นก็มาเซทระบบ IT หลังบ้านในการให้บริการในประเทศไทย ขั้นตอนต่อมาก็ประกาศหาคนทำงานโดยเปิดรับสมัครพนักงานขับรถที่ปัจจุบันมีมากกว่า 80,000 กว่าราย (95% เป็นจักรยานยนต์) สุดท้ายก็คือการหาลูกค้าและพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจ 

เมื่อมีลูกค้า 1 คนมาใช้บริการขนส่ง On Demand ก็จะแบ่งรายได้กันโดย  Lalamove จะหักส่วนแบ่ง 10 -15% ที่เหลืออีก 85% – 90% จะเป็นของคนขับรถ

“ปีที่แล้ว Lalamove มีรายได้ 1,200 ล้านบาท เติบโตถึง 123% และในปี 2019 เราก็ต้องการโตอีก 100%” ชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการ ลาล่ามูฟ ประเทศไทย บอกถึงรายได้เติบโต

แต่รายได้ 1,200 ล้านบาทนั้นหากหักค่าส่วนแบ่งที่อยู่ที่ 85 -90% ให้แก่กลุ่มคนขับรถส่งของ Lalamove จะมีรายได้สุทธิจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 120 – 150 ล้านบาท  

อาจดูเป็นตัวเลขที่เล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าโครงสร้างธุรกิจของ Lalamove มีต้นทุนสูงแค่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นก็คือการวางระบบการให้บริการในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ

จากนั้นต้นทุนทำธุรกิจอื่นๆ แทบจะไม่มี เพราะใช้ระบบหลังบ้านขับเคลื่อน อีกทั้งกลุ่มคนขับรถทุกคนก็มีรถอยู่แล้ว

จะเหลือต้นทุนจริงๆ ก็แค่พนักงานประมาณ 100 ชีวิตในบริษัท ตรงนี้เองจึงเป็นเหตุผลให้ Lalamove ในเมืองไทยสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม Lalamove ก็รู้ดีว่าธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่นั้นหากอยากจะมีลูกค้าในมือมหาศาลจะเติบโตคนเดียวไม่ได้  จำเป็นต้องหาพันธมิตร เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างและได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้ร่วมมือกับทาง Line Man ดูแลบริการส่งอาหาร, และการส่งสินค้า On Demand, จนถึงการซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อ  

รวมไปถึงการร่วมมือกับเชนร้านอาหารและธุรกิจอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วเวลานี้ Lalamove มีพันธมิตรมากว่า 20 บริษัท

ส่วนคำถามที่ว่าคู่แข่งของ Lalamove คือใคร ? 

“หากในธุรกิจขนส่ง On Demand จะมีเพียง 3 -4 รายแต่คู่แข่งอีกกลุ่มก็คือการบริการส่ง EMS ของไปรษณีย์ไทยและ kerry express”

เพราะหากเทียบค่าบริการขนส่ง EMS และ kerry จะอยู่ที่ประมาณ 50 -400 บาทขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้าที่ส่ง แต่ผู้รับจะได้สินค้าอีก 1 วัน 

ส่วน Lalamove มีอัตราค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 150 -200 บาท แต่ได้สินค้าภายใน 1 ชั่วโมง

“หากคิดค่าบริการจริงๆ เราอาจจะแพงกว่าไปรษณีย์ไทยและ kerry express แค่นิดหน่อยแต่ 2 รายจะต้องใช้เวลาขนส่ง 1 วันในขณะที่ Lalamove ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง”

ที่นี้ก็อยู่ที่ว่าลูกค้าต้องชั่งน้ำหนักกันเอาเองว่า ต้องการส่งแบบไหนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ตัวเอง

ส่วนหากจะถามหา “จุดอ่อน” ของ Lalamove นั้นก็คือการบริการที่ยังจำกัดแค่การขนส่งเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ทำให้ช่องทางรายได้ก็ยังจำกัด

“ปีนี้เราจะขยายบริการไปในจังหวัดอื่นๆ อาจจะเป็น ชลบุรี, เชียงใหม่, คงต้องพิจาราณากันอีกที”

แล้วในทางกลับกันหากวันใดวันหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ๆ ในตลาดส่งพัสดุอย่าง ไปรษณีย์ไทยและ kerry express รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังถูกแย่งชิงลูกค้าไปจากกลุ่มธุรกิจขนส่ง On Demand แล้วอยากจะทำธุรกิจนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ลูกค้าหลุดออกไป

“ส่วนตัวมองว่า Business model มันต่างกัน 2 รายนั้นเป็นยักษ์ใหญ่มีคลังกระจายสินค้า มีพนักงานประจำกินเงินเดือนจำนวนมากที่ทั้งส่งพัสดุและหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งแน่นอนเขามีต้นทุนที่สูงกว่า หากวันหนึ่งเขาคิดจะมาทำโมเดลธุรกิจขนส่ง On Demand เหมือนอย่างเรา อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

ชานนท์ กล้าหาญ ผู้บริหาร Lalamove กำลังบอกว่านี้ธุรกิจขนส่ง On Demand เป็นเกมของปลาเล็กที่มีความคล่องตัวสูงมากกว่าปลาใหญ่

แต่ก็ไม่แน่เสมอไป หากวันใดวันหนึ่ง ปลาใหญ่อย่างไปรษณีย์ไทยและ kerry express เกิดอยากจะกินเค้กของปลาเล็ก หากวันใดวันหนึ่งเค้กก่อนนี้มีแต่ใหญ่ขึ้นทุกๆ วัน

ยิ่งธุรกิจขนส่งพัสดุยุคนี้ ปลาใหญ่ กำลังหาทุกช่องทางที่จะตอบโจทย์ทุกแพตฟอร์มความต้องการลูกค้า เพื่อนำมาซึ่งรายได้มหาศาล