จากจุดเริ่มต้นที่ไปเปิดสาขาที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดปิ๊งโมเดลธุรกิจ “ร้านยาโยอิ” ทำให้ MK ไม่รอช้าติดต่อเจ้าของแบรนด์ ยาโยอิ ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อมาเป็นพาร์ตเนอร์ทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

ผ่านมา 12 ปี ยาโยอิมีสาขาในไทย 171 สาขา จากเมื่อสิ้นปี 2017 มีอยู่ 165 สาขา ที่น่าสนใจ ยาโยอิสามารถสร้างรายได้มหาศาลเป็นอันดับ 2 จะเป็นรองแค่แบรนด์สุกี้ MK

แล้วรู้หรือไม่ว่า MK มีแบรนด์ร้านอาหารอยู่ในมือ 6 แบรนด์เลยทีเดียว

ในขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2018 บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  มีรายได้ 12,848 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ยาโยอิประมาณ 2,400 ล้านบาท   

โดย 3 เดือนสุดท้ายของปี ยาโยอิจะต้องมีรายได้เกิน 600 ล้านบาทถึงจะพบกับคำว่า “รายได้เติบโต” เพราะในปีที่แล้ว ยาโยอิมีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท

ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะในช่วง 3 -4 ปีที่ผ่านมา ยาโยอิเองก็มีรายได้เติบโต 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ในทุกๆ ปี ถือว่าไม่ธรรมดาในสภาวะที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่า 24,000 ล้านบาท เกิดร้านใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ยาโยอิประสบความสำเร็จนั้นคือการสร้างความต่างในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ณ เวลานั้น เพราะหากสังเกตในอดีตตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นถูกขับเคลื่อนด้วย “บุฟเฟ่ต์” เป็นหลัก รองลงมาก็คือการเสิร์ฟความอร่อยแบบ A La Carte โดยมี “ฟูจิ” ครอบครองตลาดนี้อยู่ (แม้ฟูจิจะมีแบบเป็นเซตแต่ไม่ได้ขับเคลื่อนมากนักในเวลานั้น)

ยาโยอิเลือกใช้ช่องว่างตรงนี้ด้วยการเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบเป็นเซตในราคาขายเชิง Mass เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้าง โดยเมนูอาหารของยาโยอิเริ่มต้นที่ 99-400 กว่าบาท/เซต 

ที่สำคัญ “ยาโยอิ” ไม่ได้ใช้ราคา Mass เป็นไม้ตายอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมายังเน้นเพิ่มความถี่ออกเมนูอาหารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายของตัวเอง โดยเวลานี้จะมีเมนูพิเศษทุกๆ 2 เดือนมาวางขายหน้าร้าน

 

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจร้านอาหารยุคนี้ไม่ได้แข่งกับคู่แข่งทางตรงอย่างร้านอาหารญี่ปุ่นด้วยกันเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังแข่งกับร้านอาหารอื่นๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ตลอดเวลา

และหากทำตัวเองไม่ “โดดเด่น” และไม่มีเมนูใหม่ๆ มากระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากรับประทาน ก็จะถูกลูกค้าหมางเมินเปลี่ยนใจไปรับประทานร้านอื่นทันที

จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่นอกจากราคาขายและรสชาติที่ถูกโฆษณามาอย่างต่อเนื่อง วิธีการสื่อสารการตลาด “ยาโยอิ” ยังรู้ว่าลูกค้าของตัวเองเป็นใคร แล้วก็หาวิธีพูดคุยกับลูกค้าได้ตรงจุด

แม้ลูกค้าจะมีความหลากหลายด้านอายุ แต่ “ยาโยอิ” มองว่าลูกค้ากลุ่มใหญ่สุดของตัวเองคือ “วัยรุ่น” ทำให้แคมเปญและโปรโมชั่น รวมไปถึงหนังโฆษณาจนถึงสื่อออนไลน์จะมี Content ที่เอาใจกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

น่าจะหายสงสัยว่าทำไมช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยาโยอิถึงควักงบการตลาดมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในการจ้าง BNK48 มาเป็น Presenter  ผ่านแคมเปญ “ยาโยอิลุ้นฟิน กินฟรี  กินทั้งปี” 

เป็นการสร้างกระแสและสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปอีกขั้นก่อนที่ยาโยอิจะเปิดเกมขยายสาขามากกว่าในอดีต และอัตราการขยายสาขาน่าจะมากกว่าแบรนด์ MK 

เพราะ “ยาโยอิ” ปัจจุบันมี 171 สาขา ในขณะที่ MK มี 435 สาขาเมื่อสิ้นปี 2017

สมชาย หาญจิตต์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (พัฒนา, การตลาด และธุรกิจอาหารญี่ปุ่น) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์ในตอนใช้ BNK 48 เป็น Presenter ว่า ในปี 2018 จะขยายสาขายาโยอิอยู่ที่ 30 สาขา ซึ่งมากกว่า MK ที่จะเปิดใหม่แค่ 18 สาขา

เหตุผลเพราะ MK อยู่มา 32 ปีมี 435 สาขา ซึ่งถือว่าครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่การขาย ในขณะที่ยาโยอินั้นมี 171 สาขา แถมยังเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ราคาขายเข้าถึงง่าย

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญก็คือ ยาโยอินั้นใช้พื้นที่ต่อ 1 สาขาน้อยกว่า MK ทำให้การหาพื้นที่ในการเปิดสาขาใหม่ๆ นั้นง่ายกว่า 

จึงไม่แปลกที่ยาโยอิจะถูกวาง Roadmap ระยะยาวว่าจะต้องมี 500 สาขาภายในปี 2023 และจะต้องมียอดขายแตะ 5,000 ล้านบาท

ซึ่งนั่นแปลว่า 1 สาขาของ ยาโยอิจะต้องมียอดขาย 10 ล้านบาท/ปี เลยทีเดียว

เป็นภารกิจที่ท้าทายเพราะในวันนี้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นแม้จะมีมูลค่ามหาศาล 24,000 ล้านบาท แต่ก็อย่าลืมว่าเกิดแบรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

แถมบรรดายักษ์ใหญ่อย่าง โออิชิ, ฟูจิ และกลุ่ม CRG ฝั่งธุรกิจอาหารของเซ็นทรัลที่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่าง โอโตยะ, Pepper Lunch เองก็ประกาศว่าจะขยายสาขาเพิ่มในทุกๆ ปี

 “ยาโยอิ” ในวันนี้จึงเป็นเกมที่เหนื่อยและยากกว่า MK ที่เป็นราชันย์ตลาดสุกี้เมืองไทย 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline