ในปัจจุบันสถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก  สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ ได้รายงานว่าในปี พ.ศ. 2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจำนวน 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ในปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน สำหรับในประเทศไทยรายงานจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2557 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากถึง 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งพบเพียงร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน

 

ผนึกกำลังเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวา

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เห็นความสำคัญของของการเพิ่มขึ้นของสถานการณ์โรคเบาหวานในไทยและต้องการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการ ผนึกกำลังกับ บริษัท เมดโทรนิค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน  พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวานของทั้ง 2 องค์กร จะเป็นการประสานความร่วมมือในการพัฒนาการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวาน และการวิจัยโดยนำเทคโนโลยีด้านเบาหวานมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายและ  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เป็นเบาหวาน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งในเรื่องของพันธุกรรม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม  การดูแลรักษาโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลศิริราชให้การดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานหลายหมื่นรายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โรงพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานอย่างเป็นองค์รวมและมุ่งเน้นให้ผู้เป็นเบาหวานมีสุขภาวะที่ดี โดยมีการพัฒนางานเบาหวานทั้งด้านการดูแลรักษา การศึกษา และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง  สำหรับด้านการรักษาผู้เป็นเบาหวาน โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับการสอนให้ผู้ป่วยมีความรู้ในการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมในการดูแลผู้เป็นเบาหวานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น 1) การใช้ Continuous Subcutaneous Insulin Infusion – CSII หรือ Insulin Pump ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดยาอินซูลินวันละ 3-4 ครั้งแล้ว ยังมีปัญหาน้ำตาลสูงหรือต่ำที่ควบคุมได้ยาก 2) การใช้เครื่องติดตามระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring System -CGMS) ในผู้เป็นเบาหวานที่มีปัญหาน้ำตาลต่ำบ่อยหรือมีปัญหาในการปรับยารักษาเบาหวาน  เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการรักษาหรือปรับขนาดยา จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อวงการแพทย์ไทยในอนาคต”

 

ใช้นวัตกรรมเพื่อให้ชีวิตผู้ป่วยดีกว่าเดิม

ด้าน Mr.Sandeep Chalke, Vice President, Diabetes Group, Medtronic Asia Pacific กล่าวว่า “บริษัท เมดโทรนิค เป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก ที่มอบโซลูชั่นเพื่อบรรเทารักษาอาการของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บริษัทฯ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ วิธีการรักษา และบริการต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจที่ต้องการมีส่วนร่วมในการนำวิศวกรรมชีวทางการแพทย์เพื่อวิจัย ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ฟื้นฟูสุขภาพ และทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้น บริษัทฯ มีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชนเพื่อพัฒนาการให้บริการการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีความร่วมมือในลักษณะเดียวกันนี้อีกกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดเวลาบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ เพื่อพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมในการบริหารยา และเครื่องติดตามผลระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องที่ใช้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก ให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย มีความสะดวกสบายในการบริหารยา และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียง และชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคตด้วย โดยในปัจจุบันมี insulin pump แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย มีการพัฒนาระบบที่เพิ่มความปลอดภัยในการบริหารยามากขึ้น มีระบบช่วยเตือนและหยุดการปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกายหากพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกำลังจะมีระดับน้ำตาลต่ำในเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถหาทางป้องกันและแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย”

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบัน นอกเหนือจากการควบคุมระดับน้ำตาลให้ถึงเป้าหมายแล้วยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำหรือน้ำตาลสูงเกินไปในเลือด และความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของผู้ป่วยด้วย ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและโรคแทรกซ้อนได้คือ การเพิ่มทักษะการจัดการตนเองของผู้เป็นเบาหวานและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเบาหวานอย่างชาญฉลาดความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาการให้ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน และการนำผลจากการศึกษาวิจัยมาใช้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้เป็นเบาหวาน ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษา และอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย