วันนี้ (11/8/2560) ยี วี แตง ผู้อำนวยการแกร็บ ประเทศไทย และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร แกร็บ ประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่าตั้งแต่ Application เปิดตัวมาในปี 2556 มีจำนวนคนขับที่เข้ามา Join ในระบบเพิ่มขึ้น 150% ในทุกปี

ทาง GrabTaxi ก็เลยออกมาเอาใจคนขับด้วยการออกบริการใหม่ ที่ให้คนขับสามารถถอนเงินสดที่อยู่ในบัญชีเวลาผู้โดยสารจ่ายผ่านบัตรออกมาใช้ได้ทุกชั่วโมง ต่างจากเดิมที่ต้องรอถึงกำหนดวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานจนเกินไป เพราะคนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่มักจำเป็นต้องใช้เงินสดแบบวันต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อค่าเช่ารถ หรือค่าแก๊สก็ตาม

นี่คือใจความสำคัญหลัก ๆ ใน Press Release

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคำตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์หลังงานแถลงข่าว ที่ Marketeer ได้รวบรวมเป็นประเด็นเอาไว้ในด้านล่างนี้

GrabTaxi ครองสัดส่วน 95% ในตลาด Application เรียก Taxi ในไทย

จากตัวเลข 95% นี้ในภูมิภาค South East Asia ประเทศไทยจึงถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่มีการใช้บริการ Grab สูงสุด เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ด้วยเหตุผลในเรื่องของประชากรเท่านั้น

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้คนในบ้านเรานิยมใช้บริการ Grab ก็คือ 1)ความปลอดภัย 2)ความสะดวกสบาย 3)คุณภาพของตัว Application โดย Grab, GrabTaxi และ GrabBike คือ 3 บริการที่สร้างรายได้หลักใหกับทาง Grab ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

GrabPay ในไทยยังมีไว้รองรับแค่การจ่ายค่าโดยสารเท่านั้น

หากใครใช้ Grab จะเห็นว่ามักจะมี Notification หรือโปรโมชั่นล่อตาล่อใจขึ้นมาเพื่อให้เราผูกบัตรเครดิตเข้ากับตัว GrabPay อยู่บ่อย ๆ

ซึ่งในไทย GrabPay ยังเป็นเพียงแค่บริการที่เอาไว้จ่ายเงินค่าโดยสารเพื่อรองรับเทรนด์ Cashless Society เท่านั้น แต่ในประเทศสิงคโปร์ GrabPay ได้พัฒนาไปเป็น E-Wallet ที่สามารถใช้จ่ายเงินผ่าน QR Code นอกระบบได้

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า “GrabPay ในไทยจะยังคงเป็นบริการที่เอาไว้ชำระค่าโดยสารเท่านั้น เพราะเรายังคงยึดโมเดลของการเป็น On Demand Transportation อยู่ ยังมีตลาดในต่างจังหวัดให้ขยายอยู่อีกมาก เลยอยากไปโฟกัสกับตรงนั้นให้มากกว่า”

บุกตลาดใหม่ในสมุย-หาดใหญ่ ที่คู่แข่งเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

จากประเด็นที่แล้วในเรื่องของการขยาย Grab ไปยังต่างตลาดต่างจังหวัด สุราษฎร์ธานี-สมุย และ สงขลา-หาดใหญ่ จึงเป็น 2 เมืองใหม่ที่ Grab เข้าไป ที่เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อวันจันทร์ที่ 6/11/2560 นี้เอง

แม้การเข้ามาในช่วงแรก ๆ ของ Grab จะต้องต่อสู้กับกฎหมายและปัญหามากมาย แต่ต้องยอมรับว่าตลาดในกรุงเทพฯ นั้นแตกต่างจากสมุยและหาดใหญ่เป็นอย่างมาก

เพราะสองเมืองนี้ล้วนแต่เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีผู้ให้บริการเดิมครองตลาดมาเป็นเวลานานแล้ว การเข้าไปของ Grab จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้จะดีกับผู้บริโภคที่ได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรม แต่คงไม่ดีกับคนขับราคาเหมาสักเท่าไหร่

นี่จึงเป็นความท้าทายของ Grab ที่ พิธา และ ยี วี แตง กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทำ Marketing ไปยังสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำ Marketing แบบเฉพาะทางเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนสมุยและหาดใหญ่ มุ่งเน้นไปยัง Objective ว่า “Grab มาให้บริการทุกคนแล้วนะ”

ที่สำคัญคือการพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นหน่วยงานต่าง ๆ

โดยพิธา และ ยี วี แตง คาดหวังว่าจะให้ Grab มีการเติบโตใน 2 เมืองนี้เป็น 200-300% ในอีก 6 เดือนข้างหน้า