ในปี พ.ศ. 2493 ‘วิริยะ จิรพัฒนกุล’ ได้เริ่มก่อตั้ง ‘ห้างหุ้นส่วน เกียงฮั้ว จำกัด’ ซึ่งเริ่มจากการเป็นโรงงานผลิตน้ำอัดลม รสส้ม และกลิ่นสละ ตรา แฮปปี้และ ดับเบิ้ลแฮปปี้ ส่งขายให้กับค่ายทหารญี่ปุ่น และตลาดเยาวราชในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ในตอนนั้นการจัดจำหน่ายยังไม่ใช่ Modern Trade ทำให้จึงผลิตขายแค่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

และต่อมาได้ลิขสิทธ์ให้เป็นผู้ผลิตน้ำอัดลมต่างประเทศ ตรา คิกคาปู้ จากประเทศ แคนาดา และ ตรา คิงคิส ตรา คอสโค จากสหรัฐอเมริกา จนเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ยุคนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของน้ำอัดลม น้ำหวานมากๆ เพราะถือเป็นของแปลกใหม่สำหรับคนไทย และต้องยอมรับว่ารสชาติของแบรนด์ต่างประเทศนั้นดีกว่าแบรนด์ไทย จึงเป็นที่มาของแบรนด์น้ำอัดลมมากมาย เช่น คิกคาปู้ ซันเครส แคนาดาดราย เฮาดี้ เป็นต้น

แต่สุดท้ายแค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีช่องทางจัดจำหน่าย แคมเปญการตลาดมากมาย ถึงจะอยู่รอดจึงทำให้ปัจจุบันเหลือรอดแค่ โค้ก เป๊ปซี่ แฟนต้า สไปรท์ เซเว่นอัพ…

 

 

ในปี 2524 ห้างหุ้นส่วน เกียงฮั้ว จำกัด จึงหันมาผลิตนมถั่วเหลือง ภายใต้เครื่องหมายการค้าแลคตาซอย ที่น่าสนใจคือ แลคตาซอยเริ่มทำในปี 2524 ในขณะที่กรีนสปอต เริ่มทำไวตามิลค์ในปี 2501 แต่ปัจจุบัน แลคตาซอยแซง ไวตามิลค์ไปเรียบร้อย เพราะอะไร?

1.บรรจุภัณฑ์

ถึงแม้จะมาทีหลัง แต่ แลคตาซอย เป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีการบรรจุผลิตภัณฑ์ในกล่องกระดาษของ Tetra Pack ประเทศสวีเดนมาใช้ ซึ่งทำให้รักษาคุณภาพของนมได้ดีและการขนส่งง่ายกว่าแบบแก้วเยอะ ในขณะที่ ไวตามิลค์ก็ยังเป็นอันดับหนึ่งในนมถั่วเหลืองแบบแก้วต่อไป

2.แคมเปญการตลาด

หากใครเคยทำค่ายอาสาจะทราบดีว่า แลคตาซอยเป็นสุดยอดสปอนเซอร์ ไม่ว่าจะค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ แลคตาซอยไม่เคยปฏิเสธ เพราะฉะนั้นสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ชื่อแลคตาซอยก็จะเป็นที่คุ้นหู และเมื่อรวมเข้ากับ เพลง ‘แลคตาซอย 5 บาท’ ในตำนาน ก็ทำให้แลคตาซอยเป็นที่จดจำได้มาก

3.หลายไซส์ หลายขนาด

นมถั่วเหลือง เป็นตลาดที่กว้างมากกกกก เพราะมีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ฉะนั้นแลคตาซอยจึงมีหลากหลายไซส์ และหลากหลายรสชาติ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน

 

 

ในปี 2534 แลคตาซอย สร้างโรงงานที่ปราจีนบุรีบนพื้นที่กว่า 209 ไร่ ซึ่งได้ทั้งกำลังการผลิต และเป็นยุทธศาตร์ในการขนส่งสินค้าทั้งในไทย และต่างประเทศ ปัจจุบันแลคตาซอยส่งออกไป 45 ประเทศทั่วโลก แต่ตลาดที่สำคัญ คือ ประเทศเพื่อนบ้าน 15% ของรายได้ทั้งหมด และช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็มีการลงทุน 1,000 ล้านบาทในการสร้างโรงงานเพิ่มเติม

กำไรในปี 2557 จะน้อยลงไป แต่ปีต่อมาก็กลับมาสู่การเติบโตอีกครั้ง รวมถึงการบริหารจัดการที่ดีทำให้กำไรในปี 2559 เพิ่มขึ้นถึงแม้รายได้จะลดลงก็ตาม และคาดว่าปีนี้ก็น่าจะโตที่ 10-12% น่าจะแตะที่ 11,000 ล้านบาท

ถึงแม้ตลาดนมถั่วเหลืองในไทยจะโตเพียงแค่ 2% ต่อปี แต่สำหรับแลคตาซอย และแบรนด์อื่นๆ ของไทย ยังมีโอกาสอีกมากในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะนมถั่วเหลืองเป็นสินค้าที่ต้องใช้มาตรฐานการผลิตค่อนข้างสูง และประเทศไทยมีศักยภาพที่แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

 

ที่มา : Marketeer, กระทรวงพาณิชย์ และ Lactasoy