5 ปีมานี้มีความเปลี่ยนแปลง 3 เรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มจากเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปจะเห็นว่า อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ขึ้นมาบินแบ่งท้องฟ้ากับนก เมฆ และเครื่องบินมากขึ้น ส่งผลสืบเนื่องสู่เรื่องถัดมาคือทำให้เราได้สัมผัสมุมมองใหม่ๆ ด้านภาพทางอากาศ คล้ายมองจากตานกผ่านวงการภาพยนตร์และสื่อมวลชนกันมากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องสุดท้ายคือการผงาดขึ้นมาของแบรนด์จีนในเวทีโลก โดยเฉพาะตลาดสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าแบรนด์ที่มีส่วนสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ DJI ค่าย Drone สัญชาติจีนที่รู้จักไปทั่วโลก จากราคาเข้าถึงได้ ใช้งานง่าย และมีให้เลือกหลายรุ่น จนครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างบรรดาคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ภายใต้การนำ Frank Wang ประธานบริหาร (CEO) และผู้ก่อตั้งหนุ่มวัย 37 ปี

Wang เกิดที่เมืองหางโจวเมื่อปี 1980 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นครูซึ่งผันตัวไปเป็นวิศวกรและเจ้าของกิจการ โดยเด็กชาย Wang ซึ่งมีผลการเรียนปานกลางใช้เวลาว่างหมดไปกับการดูนิตยสารการบินและฝันว่าสักวันจะมีเครื่องบินลำเล็กๆ บินตามถ่ายรูปตัวเขาเอง เจ้าตัวเริ่มมีแรงบันดาลใจสานฝันจากเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุที่พ่อให้เป็นรางวัลผลการเรียนดี แต่เล่นได้ไม่กี่วันก็พังและรออีกหลายเดือนกว่า “เจ้าแมงปอเหล็ก” จะขึ้นบินได้อีกครั้ง เพราะชิ้นส่วนที่เสียหายต้องสั่งมาจากฮ่องกง หลังจบมัธยมปลายเคยหวังไกล อยากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐ อย่าง MIT หรือ Stanford แต่ด้วยเกรดที่ไม่ดีพอ สุดท้ายจึงเลือกเดินทางไปฮ่องกง เพื่อเป็นนักศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมไฟฟ้าของ Hong Kong University of Science and Technology

ชีวิตในสถาบันการศึกษาอายุเกือบสามทศวรรษแห่งนี้ของนิสิตหนุ่มจากเมืองชายฝั่งทางภาคกลางของจีน ยังไม่มีอะไรโดดเด่น จนกระทั่งปี 4 ซึ่งเจ้าตัวทุ่มเต็มที่กับระบบบังคับวิทยุเฮลิคอปเตอร์ – Project ชิ้นสุดท้ายก่อนเรียบจบ ถึงขนาดยอมขาดเรียนหลายคาบหลายวิชาและอดหลับอดนอน แม้สุดท้ายโชคร้าย ระบบคอมพิวเตอร์ของตัวควบคุมลัดวงจรก่อนเช้าวันที่ต้องส่งงาน แต่ก็ไม่สูญเปล่าเพราะ หลี่ เจ๋อเซียง อาจารย์วิชาหุ่นยนต์และเครื่องกล เห็นแววให้ผ่านพร้อมขอทุนให้เขาและเพื่อนในกลุ่มได้เรียนต่อในระดับปริญญาโทด้วยเหตุผลว่า เป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคนิคเหนือกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งความเชื่อมั่นดังกล่าวของเล่าซือผู้นี้ยังแสดงออกผ่านทางการเป็นผู้ลงทุนรายแรกๆ ของบริษัทภายใต้การดูแลของ Wang และถือหุ้น 10% มาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2006 Wang นำทุนเรียน ป.โท และเงินจากครอบครัวใช้เป็นเงินตั้งต้นในการก่อตั้ง Da-Jiang Innovation and Technology (DJI) โดยสินค้าชิ้นแรกคืออุปกรณ์บังคับเฮลิคอปเตอร์ ลูกค้ากลุ่มแรกช่วงบริษัทกำลังตั้งไข่คือพวกที่ชอบเล่นเครื่องบินบังคับกระเป๋าหนัก จากนั้นขยายสู่หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัย โดยเมื่อเห็นว่าบริษัทเริ่มไปได้ เจ้าตัวจึงตัวโบกมือลาสถานะนิสิต แล้วย้ายไปซื้อตึกแถวในเซินเจิ้นเพื่อสะดวกในการจัดหาชิ้นส่วนและขยับขึ้นไปผลิตเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุขนาดเล็กควบคู่กันไป แต่ช่วงนี้เส้นการบินของ DJI ต้องเจอหลุมอากาศมากมาย ทั้งจากการที่ Wangไล่พนักงานฝ่ายผลิตที่ทำสินค้าไม่สมบูรณ์แบบตามความต้องการของเขาได้ออก เพื่อนนักศึกษาที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกลุ่มแรกทยอยลาออกจากความขัดแย้ง ขณะที่ตัวเขาเองก็เผชิญการดูถูกจากผู้มาเข้าชมงานแสดงสินค้า เช่น ที่ Nuremberg Toy Fair เพราะ Wang ยังเป็นแค่ผู้ผลิตรายย่อยที่หอบสินค้าไปวางขายบนโต๊ะพับได้

ระหว่างปี 2006-2010 บริษัทซึ่ง 2 พยางค์แรกของชื่อเต็มหมายถึงไร้พรมแดนก็เริ่มติดตลาด ขยายไปสู่ต่างประเทศ เช่น เยอรมนีและนิวซีแลนด์ แม้ยังจำกัดแค่ในกลุ่มคนนิยมของเล่นราคาแพง แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ Wang ได้รู้จักกับ Colin Guinn – CEO ชาวอเมริกันเจ้าของบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำรายการจากมุมมองทางอากาศ ในปีสิงหาคมปี 2011 ที่ต้องการแกนหมุนและตัวยึดติดกับไปเครื่องบินบังคับเพื่อลดการสั่นสะเทือนให้กล้องซึ่งบริษัทของ Wang สามารถคิดค้นและผลิตให้ได้ การพบกันครั้งนี้ทำให้ Wang กับ Guinn ได้ร่วมงานกัน โดยในมกราคมปีถัดมา DJI ได้เปิดตัว Phantom 1 – Drone แบบ 4 ใบพัดที่สามารถติดตั้งกล้องสำหรับกิจกรรมที่มีความเคลื่อนไหวสูง (Action Camera) อย่าง GoPro เพิ่มเข้าไปได้ ซึ่งเริ่มได้รับความนิยม จนนำมาสู่ Phantom 2 และ Phantom 2 Vision โดยเฉพาะรุ่นหลังติดตั้งกล้องมาจากโรงงานและใช้งานได้เลยหลังเปิดกล่องไม่นาน

ระหว่างที่ DJI กำลังมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เกิดความขัดแย้งระหว่างWang กับ Guinn เนื่องจากฝ่ายแรกไม่พอใจที่ฝ่ายหลังซึ่งดูแลการตลาดในสหรัฐและตลาดนอกจีน อ้างว่าควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและเป็นค้นต้นคิด Phantom – Drone ยอดฮิต โดยที่สุดนำมาสู่การฟ้องร้อง Guinn ยอมลาออกและจบตรงการยอมความความนอกศาลในปี 2014 หลังเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไป DJI ก็ทยานไปไม่หยุด มี Drone ติดตั้งกล้องออกมาอีกหลายรุ่น เช่น Mavic ,Inspire และ Spark รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโออีกมากมาย ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากกองถ่ายทั่วโลก

ปัจจุบันบริษัทที่มี DJI ครองส่วนแบ่ง 80% ของตลาด Drone พลเรือนทั่วโลก และมีรายได้กว่า 1,500 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 52,500 ล้านบาท) ต่อปีจนได้ Booth ใหญ่โตในทุกงานแสดงสินค้า แน่นอนว่าทำให้ Wang ติดอันดับมหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes แต่เขายังทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมง ต้องการความสมบูรณ์แบบจากทุกผลิตภัณฑ์ และเชื่อว่า “หากคุณฉลาดกว่า มีความสามารถและประสิทธิภาพทุกด้านมากกว่า ผู้อื่นก็จะตามไม่ทันและระดับความสำเร็จของคุณก็จะประมากกว่าอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันยังมั่นใจว่าจะครองตำแหน่งผู้นำตลาดไปได้อีกนานด้วยกำลังการผลิตที่มากกว่า พร้อมกำลังคนและงบประมาณในฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด / forbes ,theverge ,recode ,wikipedia ,dji