ในอดีต อำนาจในการซื้อของเข้าบ้านอยู่ที่พ่อแม่อย่างเบ็ดเสร็จ.. ของกิน ของใช้ พ่อแม่จะตัดสินใจเกือบทั้งหมด

แต่ในยุคดิจิทัลที่เด็กมีความคุ้นเคยเทคโนโลยีมากกว่าพ่อแม่นั้น บทบาทของเด็กในการซื้อของเข้าบ้านก็เปลี่ยนไปด้วย

 

ในครอบครัวปัจจุบัน ผู้ชายไม่ได้มีหน้าที่ทำงานหาเงินอย่างเดียว และ ผู้หญิงก็ไม่ได้ทำงานบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะทุกคนสามารถแบ่งงานกันได้ตามความเหมาะสม เช่น ผู้ชายอาจจะทำงานอยู่บ้าน ช่วยดูแลบ้าน และพาลูกไปโรงเรียน ในขณะที่แม่ออกไปทำงานทั้งวันก็ได้

เพราะฉะนั้นนักการตลาดจึงปรับเปลี่ยนโฆษณาให้เข้าถึงผู้บริโภคยิ่งขึ้น ลองดูโฆษณาเหล่านี้เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น

โฆษณาของ Cheerio ที่พ่อทำทุกอย่างแทนแม่
โฆษณา Campbell Soup ที่ลูกมีพ่อสองคน
คลิปการสอนทำเฟอร์นิเจอร์ DIY ของผู้หญิงที่ดังไม่แพ้ผู้ชาย

 

งานวิจัยของ Nickelodeon ในปี 2012 พบว่า

– – -ด้านความสัมพันธ์ – – –

-2 ใน 3 ของผู้ปกครอง เห็นด้วยว่า พวกเขาใกล้ชิดกับลูก มากกว่าที่พ่อแม่ของพวกเขาเคยใกล้ชิด

-61% ของผู้ปกครอง เห็นด้วยว่า พวกเขาหวาดกลัวที่จะขัดคำสั่งพ่อแม่ มากกว่าเด็กสมัยนี้

-83% ของผู้ปกครอง มองลูก เป็นเหมือนเพื่อนสนิท

เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน คนในยุค Gen Y Gen X หรือ Baby Boomer อาจจะถูกตี ถูกดุ จนทำให้เด็กรู้สึกหวาดกลัว แต่เด็กสมัยนี้จะหวาดกลัวผู้ปกครองน้อยลงเมื่อไม่เชื่อฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคารพ แต่เป็นการเลี้ยงลูกให้เหมือนเพื่อนคนหนึ่งนั่นเอง

 

– – – ด้านการตัดสินใจ – – –

-ในการตัดสินใจทั่วๆ ไป 56% ของผู้ปกครองจะมีอำนาจในการตัดสินใจท้ายที่สุด แต่ก็รับฟังความเห็นของเด็กก่อน ฉะนั้นในเมื่อมองลูกเหมือนเพื่อนสนิท ผู้ปกครองก็จะรับฟังมากขึ้น ถึงแม้ว่าคนตัดสินใจจะยังเป็นผู้ปกครอง แต่ความเห็นของลูกก็จะไม่ถูกมองข้ามแน่นอน

-13% ของผู้ปกครอง ใช้คำพูดว่า ‘ก็เพราะพ่อแม่สั่ง’ และ 9% ของครอบครัว ให้เด็กตัดสินใจเอง จะเห็นได้ว่าการดูแลลูกแบบสุดขั้ว มีสัดส่วนที่น้อย เพราะการบ้าอำนาจมากเกินไป หรือปล่อยเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น

-เด็กมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อแตกต่างในแต่ละหมวดหมู่ (เสื้อผ้า/รองเท้า 85% | Fast Food 85% | การท่องเที่ยว 56% | มือถือ 49%)

จะเห็นได้ว่าสินค้าอย่างเครื่องแต่งกาย หรืออาหาร อาจจะมีผลกระทบค่อนข้างน้อยเพราะราคาไม่แพง แต่สินค้าอย่างการท่องเที่ยว หรือ มือถือนั้น เด็กก็จะมีโอกาสน้อยลง แต่ถ้าจินตนาการถึงสมัยก่อน ก็ต้องบอกว่า 50% เป็นตัวเลขที่โอเคเลยทีเดียว

*งานวิจัยนี้จัดทำตั้งแต่ปี 2012 จากการสำรวจ เด็กอายุ 9-14 ปี 6,900 คน และ ผู้ปกครองของเด็กอายุ 6-14 ปี จำนวน 8,700 คน ผ่านทางการสำรวจออนไลน์

 

Gen Z ยุคแห่งเทคโนโลยี และการแก้ปัญหา

หากคุณคิดว่า Millennials หรือ Gen Y จะเก่งเรื่องเทคโนโลยีแล้ว Gen Z จะยิ่งเก่งกว่านั้น

พวกเขาเกิดมาท่ามกลางสมาร์ทโฟน จอทัชสกรีน และอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นวิธีการคิด การมองโลก จนไปถึงความต้องการซื้อสินค้าของพวกเขาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เด็ก ในยุคนี้จะถูกสอนให้หาข้อมูลที่มากกว่าการเสิร์ชในกูเกิ้ล และสอนให้แก้ปัญหาด้วยความคิดเป็นระบบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เด็กในยุคต่อไปรับรู้ก่อนผู้ใหญ่ จะไม่ใช่แค่เรื่องคำศัพท์ใหม่ เรื่องเพลงใหม่ แต่เป็นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ และความรู้ที่ผู้ปกครองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

สิ่งที่นักการตลาดต้องคิด

-เข้าใจการตัดสินใจครอบครัวไทย : ปัจจุบันครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง ดังนั้นวิธีการคิดของครอบครัวขนาดใหญ่ ขนาดเล็กก็อาจจะแตกต่างกันด้วย นี่ยังไม่รวมถึงการมีพี่น้อง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อสินค้าของครอบครัวอีกด้วย

-เข้าใจสินค้า : อย่างที่บอกไป สินค้าที่ซื้อง่ายอย่างขนม อาจจะใช้วิธีเดิมได้ แต่สินค้าที่มีราคาสูงอย่างสมาร์ทโฟน อาจจะต้องคิดหลายตลบว่า จะสร้างการรับรู้ต่อเด็ก และต่อผู้ใหญ่ในวิธีไหนบ้าง

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ผลสำรวจข้างต้นทำเมื่อปี 2012 และทำในออนไลน์ ฉะนั้นกลุ่มตัวอย่างก็น่าจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตง่าย และมีรายได้พอสมควร

ฉะนั้นหากอยากเข้าใจ การตัดสินใจซื้อของคนไทยจริงๆ ควรเก็บข้อมูลสำรวจของคนไทยด้วย

 

ที่มา : CampaignLive