SCG เผย 9 เดือนโตจากสินค้าเคมีภัณฑ์

.

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เผยถึงผลประกอบการ ดังนี้ “งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 112,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ผลจากยอดการขายโดยรวมเพิ่มขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 11,836 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักจากในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 มีการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน1,800 ล้านบาท ประกอบกับส่วนต่างราคาของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง และลดลงร้อยละ 11เทียบจากไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงที่มีรายได้เงินปันผลรับจากเงินลงทุนในส่วนงานอื่น”

.

ด้านผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 337,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น มีกำไร 42,474 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาพตลาดชะลอตัวและการแข่งขันโดยรวมในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออก 91,123 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

.

อาเซียนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

.

สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทยในไตรมาสที่ 3 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 26,944 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 78,945 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 จากยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มูลค่า 142,573 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

.

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนของปี 2560 แยกตามรายธุรกิจดังนี้

.

เอสซีจี เคมิคอลส์  ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 50,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ร้อยละ 2 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 9,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อนเนื่องจากมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ลดลงร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากส่วนต่างราคาของ HDPE-Naphtha และราคา by-productsปรับตัวลดลง ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 154,446                  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 32,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการดำเนินการของบริษัทร่วมที่ดีขึ้น

.

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 44,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของโรงงานในภูมิภาคอาเซียนที่เดินหน้าการผลิตออกสู่ตลาดแล้ว มีกำไรสำหรับงวด 1,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 131,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการดำเนินงานของเอสซีจีในภูมิภาคอาเซียน มีกำไรสำหรับงวด 5,999 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะตลาดในประเทศไทยที่ยังคงชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นรวมถึงค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น

.

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 มีรายได้จากการขาย 20,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศเวียดนาม และเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายที่เพิ่มขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 772ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อนใน 9 เดือนแรกของปี 2560 มีรายได้จากการขาย 60,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากธุรกิจมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานในอาเซียนมีกำไรสำหรับงวด 3,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

.

เดินหน้ากลยุทธ์ Digital Transformation

.

สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2560 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 130,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 39 ของยอดขายรวม โดยใช้งบประมาณการลงทุนรวมด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 2,400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.7ของยอดขายรวม โดยบริษัทฯ เน้นการเปิดรับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากทั่วโลกผ่านการทำงานของ Open Innovation Center ในการร่วมคิดและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการสู่ตลาด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานแล้วกว่า 6,500 คน และมีโครงการต่อยอดนวัตกรรมร่วมกันอีกกว่า30 โครงการ ขณะเดียวกันยังคงแสวงหาความร่วมกับเครือข่ายสตาร์ทอัพทั่วโลก ผ่านการลงทุนของ AddVentures บริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital หรือ CVC โดยล่าสุดได้ลงทุนFunds of Funds ผ่านกองทุนชั้นนำระดับเวิลด์คลาส (Venture Capital) เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มทั่วภูมิภาค อีกทั้ง เอสซีจียังเดินหน้ากลยุทธ์ตอบรับDigital Transformation และ Industry 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบตรวจสอบปริมาณซีเมนต์คงเหลือในไซโลซีเมนต์ของเอสซีจี รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการขนส่งโลจิสติกส์ เพื่อตรวจสอบสินค้าในสต็อกของลูกค้าได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งนำเทคโนโลยีRobotics มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตและซ่อมบำรุง เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเสริมความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อทดแทนการทำงานของคนในพื้นที่เสี่ยงและยังสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อีกด้วย

.

ตลาดปูนยังหดตัว

.

สำหรับตลาดปูนซีเมนต์โดยรวมในประเทศไทยในไตรมาสนี้ แม้ว่าจะหดตัวราวร้อยละ 2 เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน คาดว่าเป็นผลจากโครงการเมกะโปรเจคท์ของภาครัฐเริ่มทยอยอนุมัติงบประมาณการลงทุน ขณะที่ภาคที่อยู่อาศัยและการก่อสร้างเชิงพาณิชย์ยังคงชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล