Blockchain ว่ากันว่า เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

แต่การนำ Blockchain มาใช้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และสำหรับประเทศไทยที่ไม่ได้ผลิตบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ ธนาคารจึงเป็นองค์กรแรกๆ ที่เข้าไปศึกษาและนำ Blockchain มาใช้

และตอนนี้ มีถึง 3 ผลิตภัณฑ์จาก 3 ธนาคารที่นำ Blockchain มาใช้ เรามาอัพเดตไปพร้อมๆ กัน

 

1.‘Ripple โอนเงินจากญี่ปุ่นมาไทย’ ธนาคารไทยพาณิชย์

หากคุณเคยโอนเงินข้ามประเทศ คุณจะรู้ว่ามันยุ่งยากขนาดไหน แต่ถ้าบอกว่า คุณสามารถโอนเงินจากญี่ปุ่นมาไทยได้ในเวลา 20 นาที คุณจะเชื่อไหม?

ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ Ripple และ SBI Remit ในการทำระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ ผ่านเทคโนโลยี Blockchain โดยคนในประเทศญี่ปุ่นสามารถโอนเงินจากตู้ ATM ของ SBI Remit และที่ทำการไปรษณีย์ ประเทศญี่ปุ่นเข้ามายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์โดยตรง โดยหลังจากระบบตรวจสอบแล้ว เงินจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติภายใน เวลา 20 นาที

โดยปัจจุบัน Ripple เป็น Cryptocurrency อันดับ 3 รองจาก Bitcoin กับ Ethereum และนอกจากนั้น Ripple ยังมีระบบ Blockchain ที่ให้บริการธนาคารในเครืออีกด้วย ซึ่ง SCB และ SBI Remit เป็นหนึ่งในโครงการที่มีการเปิดตัว และในอนาคตถ้าทุกประเทศมีกฎระเบียบที่ตรงกัน ทั้ง 29 ธนาคาร ที่อยู่ใน Ripple ก็จะโอนเงินหากันเร็วขึ้นและถูกขึ้น

นอกจากนั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ยังมีหน่วยงานที่ลงทุนในด้าน FinTech อย่าง Digital Ventures ที่เดินทางไปศึกษาเทคโนโลยีการเงินจากสตาร์ทอัพ และบริษัททั่วโลกอีกด้วย เพราะฉะนั้นรอดูเทคโนโลยีที่ธนาคารไทยพาณิชย์จะนำมาใช้ได้เลย

2.‘หนังสือค้ำประกัน บนบล็อกเชน’ ธนาคารกสิกรไทย

สิ่งที่น่าปวดหัวสำหรับผู้ประกอบการ ก็คือการขอเอกสารจากธนาคาร และนำเอกสารนั้นไปให้หน่วยงานอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังจะเปิดโรงงาน แล้วจะนำไฟฟ้าเข้า การไฟฟ้าจะขอหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) จากผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องไปขอจากธนาคารแล้วมายื่นให้การไฟฟ้า

ให้ทายว่าขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาประมาณกี่วัน …….เฉลย 15 วัน ซึ่งถ้าดูแค่นี้อาจจะคิดว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าโรงงานคุณมีของที่ต้องผลิตให้ทัน นี่คือเรื่องคอขาดบาดตายได้เลย

ธนาคารกสิกรไทยจึงออก ‘หนังสือค้ำประกัน บนบล็อกเชน’ ขึ้นมา โดยพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ 1.การไฟฟ้านครหลวง, 2.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, 3.บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ 4.บจก. พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง หมายความว่าหากผู้ประกอบการต้องการยื่นค้ำประกันกับ 4 หน่วยงาน สามารถทำได้ภายใน 30 นาที จากเดิม 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันมูลค่าการออกหนังสือค้ำประกันประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท และธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 25% ถือเป็นอันดับหนึ่ง การนำ Blockchain มาใช้กับหนังสือค้ำประกัน จึงเป็นการช่วยผู้ประกอบการ และลูกค้าของธนาคารโดยตรง

ธนาคารกสิกรมี KBTG ที่พัฒนาเรื่องเทคโนโลยีของธนาคารโดยเฉพาะ และมี Beacon Ventures ที่เป็นหน่วยงานด้านการลงทุนในเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ

 

3.‘Blockchain’s Interledger’ ธนาคารกรุงศรีฯ

Blockchain’s Interledger คือหนึ่งในเทคโนโลยีในตระกูล Blockchain ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ในด้านความปลอดภัยข้อมูลจะถูกจำกัดให้เห็นเฉพาะ ผู้รับ กับ ผู้ส่ง เท่านั้น ทำให้ข้อมูลในการโอนเงินนั้นมีความปลอดภัยสูง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ เวลาโอนที่เงินจะถึงผู้รับ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างจากระบบเก่าที่เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าเงินที่โอนออกไปจะถึงผู้รับเมื่อไหร่ และค่าธรรมเนียมการโอนรวมถึงเรทเงินที่เปลี่ยนแปลงระหว่างการดำเนินการ

ด้วยความที่ธนาคารกรุงศรีอยู่ในเครือ MUFG ที่มีธนาคารกว่า 2,000 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี Blockchain’s Interledger ที่เป็นการบันทึกข้อมูลระหว่างธนาคารในเครือ ทำให้การส่งต่อข้อมูลนั้น ประหยัดและรวดเร็วมาก

ปัจจุบันได้เริ่มใช้จริงสำหรับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ Transaction แรกของลูกค้าธนาคารกรุงศรีฯ ที่เปลี่ยนมาใช้การโอนเงินข้ามประเทศ Blockchain’s Interledger ได้แก่การโอนเงินจากผู้ซื้อน้ำมันในประเทศลาว มายังบริษัท ไออาร์พีซี ประเทศไทย

 


 

ปัจจุบัน หากธนาคารไหนต้องการนำ FinTech มาใช้ ต้องมีการทดลองในระบบจำลอง Regulatory Sandbox ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลเสียก่อน เพราะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องการความปลอดภัยขั้นสูงสุดก่อนปล่อยให้ทุกคนใช้

ศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าทุกธนาคารพยายามจะทำ FinTech ที่แตกต่างกัน เพราะหาก 10 ธนาคารทำเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยอาจจะได้หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าทุกคนทำ 10 ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ประเทศไทยจะมี FinTech 10 อย่างเกิดขึ้น ซึ่งธนาคารกสิกรไทยพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกธนาคารเข้ามาเชื่อมต่อกันใน Regulatory Sandbox เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้ประโยชน์จริงๆ