Reverse Mortgage  หรือ สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผุ้สูงอายุ คือ การที่ผู้สูงอายุสามารถเอาที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้ โดยธนาคารจะให้วงเงินกู้ 60-70% ของหลักทรัพย์ และเมื่อผู้กู้เสียชีวิต ทรัพย์สินก็จะตกเป็นของธนาคาร

 

เงื่อนไขหลักๆ มีดังนี้

1.เป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 60 ปี แต่ไม่เกิน 80ปี
2.มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเอง
3.ที่ดินพร้อมอาคารกู้ได้ไม่เกิน 70% ส่วนห้องชุดกู้ได้ไม่เกิน 60% (ราคาประเมิณไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท)
4.ได้รับความยินยอมจากทายาท

 

จุดประสงค์ของReverse Mortgage

Reverse Mortgage ต้องการช่วยผู้สูงอายุที่ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน แต่มีบ้านเป็นของตัวเอง
เมื่อผู้สูงอายุได้เงินไปก็สามารถเอาไปดูแลตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าประกันสุขภาพ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหลานได้ส่วนหนึ่ง โดยสามารถเลือกรับเงินได้หลายแบบ แบบก้อนเดียว แบบรายเดือน หรือ แบบผสม (ศึกษาเพิ่มเติมได้จากธนาคาร)

แต่!! สิ่งที่ต้องคิดให้รอบคอบก็คือ กรณีที่เสียชีวิตก่อนครบสัญญา และ เสียชีวิตหลังครบสัญญา

1.กรณีที่เสียชีวิตก่อนครบสัญญา

ธนาคารก็สามารถเอาบ้านไปขายทอดตลาด และคืนเงินส่วนต่างให้ หรือให้ทายาทนำเงินมาไถ่ถอนบ้าน เช่น **กรณีผู้กู้ได้เงินไปแล้ว 500,000 บาท แล้วเสียชีวิต ทายาทสามารถนำเงิน 500,000 บาท มาใช้แล้วเพื่อซื้อบ้านคืนได้ แต่ถ้าไม่ธนาคารก็เอาบ้านไปขายต่อ สมมุติได้เงินมา 1,500,000 บาท ธนาคารก็คืนให้ทายาท 1,000,000 บาท

2.กรณีเสียชีวิตหลังครบสัญญา

ผู้กู้สามารถเอาเงินมาไถ่ถอนบ้านคืนได้, อยู่ต่อจนกว่าจะเสียชีวิต หรือทำการกู้เงินเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น หากผู้กู้ทำสัญญาตอนอายุ 60 ปี และรับเงิน 2,000,000 บาท จนถึงอายุ 70 ปี ผู้กู้สามารถเลือกที่จะไม่ไถ่ถอนบ้านคืน และอยู่ต่อจนเสียชีวิตได้

**ตัวเลขเป็นเพียงการสมมุติให้เข้าใจง่าย ตัวเลขจริงอาจมีการบวกลบภาษี และดอกเบี้ยอื่นๆ

 

เมื่อมีคำว่า ‘จนกว่าจะเสียชีวิต’ แล้ว ดูน่าหดหู่เหมือนกัน แต่ในสังคมผู้สูงอายุ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องเจอหากไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี

ถ้าผู้สูงอายุ หรือลูกหลานมีฐานะการเงินดี สินเชื่อนี้จะไม่มีความจำเป็นเลย 🙂

แต่ถ้าไม่ 🙁 ภาระก็จะเกิดกับทั้งครอบครัว เพราะผู้สูงอายุออกจากตลาดแรงงานแล้ว ส่วนลูกหลานก็ต้องแบกรับภาระค่าเลี้ยงดูทั้งหมดไว้เอง ซึ่งในปี 2557 มีแรงงาน 4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในปี 2564 จะมีแรงงานเพียง 2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน

ฉะนั้น Reverse Mortgage ก็ทำออกมาเพื่อรองรับ ผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีเงิน แต่มีบ้าน เพื่อเอามารองรับความเป็นอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตนั่นเอง

 

เคสที่ประสบความสำเร็จมากและน้อย

1.สหรัฐอเมริกา : สหรัฐฯ เป็นเคสที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะคนจะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เมื่อผู้สูงอายุนำบ้านให้ธนาคารก็สามารถนำเงินมาใช้ในบั้นปลายชีวิตได้ และถึงแม้ว่าจะเสียบ้านไปก็ไม่เป็นไร เพราะลูกหลานก็มีบ้านเป็นของตัวเองอยู่แล้ว

2.ญี่ปุ่น : ในญี่ปุ่น สามารถกู้สินเชื่อนี้ได้ตั้งแต่อายุ 50 ปี ทำให้กว่าเกิดความเสี่ยง ธนาคารจึงต้องเข้มงวด ประกอบกับสภาพสังคมที่เป็นผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ทำให้แค่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ

3.อินเดีย : อินเดียให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 90% แต่ดอกเบี้ยที่สูงถึง 10-12% ประกอบกับระยะเวลาสั้นเกินไป ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงความเชื่อที่ว่าบ้านเป็นของที่ต้องส่งต่อให้ลูกหลานเช่นกัน ซึ่งความเชื่อนี้ไม่ได้เป็นแค่อินเดีย แต่เชื่อว่าเป็นในประเทศในเอเชียอีกหลายประเทศเช่นกัน

 

ถ้าตอนนี้คุณยังวางแผนเพื่อเกษียณทัน ก็ทำเถอะ จะได้ไม่ต้องเครียดภายหลัง

แต่ถ้าไม่ทันแล้ว คุณว่า ReverseMortgage ช่วยผู้สูงอายุและลูกหลานได้จริงรึเปล่า?

 

ปัจจุบันมีสองธนาคารที่ตอบรับนโยบายภาครัฐในการออก ReverseMortgage คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์

 

ที่มา : ธนาคารออมสิน